ค้นหา :

ผลการค้นหา "ประหารชีวิตนักโทษ"

สังคม-อาชญากรรม
22 มิ.ย. 61

“ประจิน” เตรียมหารือระดมความเห็นทุกฝ่าย หาข้อยุติกรณีโทษประหาร

“ประจิน” เผยเตรียมเปิดเวทีระดมความเห็นข้อถกเถียงการลงโทษประหารชีวิตในกระบวนการยุติธรรม ยันพร้อมรับฟังความเห็นต่างทั้ง 2 ฝ่าย เชื่อจะได้ข้อสรุปที่เป็นข้อยุติ    พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงข้อถกเถียงเรื่องการลงโทษประหารชีวิตในรอบ 9 ปี ว่า อยู่ระหว่างกำหนดวันนัดประชุมผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทั้ง อัยการ ศาล และตำรวจ เพื่อหารือและสรุปประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการภายในก่อน จากนั้นจะเปิดเวทีสัมมนาวิชาการเพื่อระดมความเห็นทั้ง บุคลากรในสายงานกระบวนการยุติธรรมและนักวิชาการ ในการหาทางออกเรื่องการพิจารณาโทษทดแทนโทษทางอาญาร่วมกัน    ทั้งนี้ ยืนยันว่าพร้อมรับฟังความเห็นต่างและเข้าใจกระแสสังคมในโลกโซเชียลมีเดียที่ห่วงใย ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนมองเรื่องการใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง ขณะที่ฝ่ายต่อต้านมองเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งระบุว่าจะมีเวทีเปิดรับฟังความเห็นของประชาชน หลังจากการระดมความเห็นหน่วยงานและนักวิชาการ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล พร้อมเชื่อจะได้ข้อสรุปการกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมและเป็นที่ยุติ

 3,105
สังคม-อาชญากรรม
21 มิ.ย. 61

'จอนนี่ มือปราบ' โพสต์เดือด แนะวิธีจัดการนักโทษประหาร แค่ฉีดยายังน้อยไป

จอนนี่ มือปราบ หรือ จ.ส.ต.ยุทธพล ศรีสมพงษ์ ผบ.หมู่กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นประเด็นการประหารชีวิตอย่างดุเดือด โดยโพสต์ภาพผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีสะเทือนขวัญ ประกอบด้วย   นายวันชัย หรือเกม แสงขาว ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืนเด็กบนรถไฟ นายกิตติกร หรือตั้ม วิภาหะ ผู้ต้องหาคดีฆ่าบัณฑิต มศว ชิงมือถือไอโฟน นายหมูหยอง (นามสมมติ) ผู้ต้องหาคดีฆ่าหนุ่มชิงรถ และ น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ    พร้อมแคปชั่นว่า “แบบนี้คงจะถูกใจพวกโลกสวย”   และแสดงความเห็นว่า “ผมไม่เห็นด้วยนะครับที่มีการประหารด้วยเข็มฉีดยา ไม่ถูกต้องครับ ความจริงพวกอาชญากรร้ายเเรงพวกนี้ ต้องจับเข้าเครื่องบดแล้วบดมันสดๆให้สาสมกับความเหี้ยมของพวกมันครับ   ขอให้ดวงวิญญาณน้องๆจงสู่สุคติ ไอ้พวกเดนนรก พวกพี่ๆ จะสวดส่งพวกมันตายตกไปตามๆกันโดยเร็ว เข้าใจความรู้สึกของญาติพี่น้องของคนเหล่านี้ไหม ไอ้โลกสวย”   ซึ่งหลังจาก จอนนี่ มือปราบ ได้โพสต์ไปมีคนเข้ามาคอมเมนต์แสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการประหารนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RVSd3lOjJKc

 15,106
สังคม-อาชญากรรม
20 มิ.ย. 61

เจาะลึก “โทษประหารชีวิตในประเทศไทย” ไม่ได้มีแค่เรื่องเลิกใช้หรือไม่เลิก!

         ประเด็นข่าวเรื่องการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชายรายหนึ่งซึ่งตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม กำลังกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการตั้งคำถามว่าโทษประหารชีวิตสมควรมีอยู่ในประเทศไทยหรือไม่            ทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ขอประมวลทุกแง่มุมของการประหารชีวิตในสังคมไทยมาให้ทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน เพื่อให้การถกเถียงต่อจากนี้ของคุณผู้ชมมีแง่มุมใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น     เราลงโทษกันไปทำไม?            กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมอธิบายว่า ปรัชญาของการลงโทษทางอาญามีอยู่ 5 ประการ ได้แก่            1. การข่มขู่ยับยั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ในทีนี้ให้ผลได้ 2 ทาง คือ การลงโทษที่ทำให้ผู้ถูกลงโทษเกิดการเรียนรู้และไม่กล้ากระทำผิดอีก และการลงโทษที่ทำให้ประชาชนเรียนรู้และเกิดความหวาดกลัวที่จะปฏิบัติตาม เช่น การลงโทษทางกายต่างๆ ต่อหน้าสาธารณชน หรือที่สาธารณชนได้รับรู้            2. การทำให้หมดความสามารถ ก็คือการทำให้อาชญากรหรือผู้กระทำผิดหมดความสามารถ ไม่สามารถกลับมากระทำผิดซ้ำได้อีก เพราะเชื่อว่าอาชญากรรายนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขพฤติกรรมได้ เช่น การเนรเทศ และการประหารชีวิต            3. การแก้แค้นหรือการตอบสนอง อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่าอาชญากรควรต้องรับผิดชอบและรับโทษอย่างสาสมกับสิ่งที่ได้ทำลงไป ซึ่งสัมพันธ์กับหลักการพิพากษาที่ใช้การลงโทษอย่างหนัก หรือการพิพากษาแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ซึ่งการลงโทษประหารชีวิตก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่ผู้สนับสนุนโทษประหารเห็นว่าเหมาะกับผู้ที่ก่อคดีฆ่าผู้อื่น แต่ในบางกรณีการพิพากษาของศาลก็นำมาซึ่งความผิดหวัง เพราะบทลงโทษอาจไม่สาสมเท่ากับความคาดหวัง            4. การฟื้นฟู หลักการนี้จะมุ่งเน้นไปที่การลงโทษโดยการเยียวยาแก้ไขพฤติกรรมอาชญากรรมของผู้กระทำความผิด เพราะมองว่าการกระทำผิดเป็นเหตุจากสังคมหรือความบกพร่องทางจิตใจ รูปแบบของการลงโทษแบบฟื้นฟูนั้นอาจเรียกอีกอย่างว่าเป็นรูปแบบทางการแพทย์ ซี่งมองพฤติกรรมอาชญากรรมว่าเป็นเสมือนโรคชนิดหนึ่ง มักใช้กับเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดหรือผู้ใหญ่ที่ทำความผิดครั้งแรก แต่ปัจจุบันก็มีการนำมาใช้กับผู้ติดยาเสพติดด้วย            5. ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพราะหลักการฟื้นฟูตามข้อ 4. บ่อยครั้งจะถูกมองว่าเป็นมาตรการที่ละเลยต่อเหยื่อ ฉะนั้นการลงโทษแบบนี้จึงเน้นการช่วยเหลือเหยื่อให้กลับสู่ภาวะปกติ ควบคู่ไปกับการแก้ไขพฤติกรรมผู้กระทำความผิด ตัวอย่างของบทลงโทษแบบสมานฉันท์ก็เช่น การที่ผู้กระทำผิดต้องจ่ายค่าชดใช้ให้กับเหยื่อ และมาตรการการให้บริการแก่ชุมชนที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา     แล้วประเทศไทยลงโทษกันอย่างไร?            ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย การประหารชีวิตในประเทศไทยมีหลายวิธี ซึ่งแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ในอดีตอาจเป็นการตัดศีรษะเสียบประจาน แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป บทลงโทษก็มีการเปลี่ยนแปลง             ในช่วงปี พ.ศ. 2478 – 2546 ประเทศไทยใช้การประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้า ซึ่งผู้ที่ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีนี้มีทั้งหมดจำนวน 319 ราย โดยแบ่งออกเป็นนักโทษชาย จำนวน 316 ราย และนักโทษหญิง จำนวน 3 ราย            68 ปีแห่งการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าผ่านไป วันที่ 18 กันยายน 2546 ประเทศไทยได้เปลี่ยนจากการลงโทษด้วยการยิงเป้ามาเป็นการฉีดสารพิษแทน วิธีนี้ถูกใช้ครั้งแรกกับนักโทษชายในคดียาเสพติด 4 คน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2546 เรื่อยมาจนวันที่ 24 สิงหาคม 2552 แล้วจึงมีการเว้นช่วงไปยาวนานกว่า 9 ปี ซึ่งใกล้ครบกำหนดเวลา 10 ปี ตามข้อกำหนดที่จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ             แต่ทว่าวันที่ 18 มิ.ย. 2561 สถิติเว้นโทษประหารชีวิต 9 ปีดังกล่าวก็หยุดลง เมื่อกรมราชทัณฑ์บังคับใช้โทษประหารชีวิตกับนักโทษชายที่ก่อคดีฆ่าชิงทรัพย์ กลายเป็นนักโทษรายที่ 326 ที่ถูกใช้บทลงโทษที่หนักที่สุดในระบบกฎหมายอาญาของไทยสถานนี้            อย่างไรก็ตาม โดยปกตินักโทษมีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษเมื่อศาลตัดสินคดีถึงที่สุดแล้วด้วย            ปัจจุบันประเทศไทยมีฐานความผิดที่มีโทษประหารชีวิตอยู่ทั้งสิ้น 63 ฐานความผิด และในจำนวนนี้มีอยู่ 12 ฐานความผิดที่มีโทษ "ประหารชีวิตสถานเดียว" โดยไม่เปิดโอกาสให้ใช้โทษอื่น เช่นการจำคุกมาทดแทน     เอา-ไม่เอาประหารชีวิต เหตุผลของแต่ละฝ่ายคืออะไร?              หากพิจารณาเหตุผลของกลุ่มผู้สนับสนุนการใช้โทษประหารชีวิตที่ปรากฎตามสื่อออนไลน์ จะเห็นว่าสอดคล้องกับปรัชญาการลงโทษ 3 ข้อแรกจาก 5 ข้อข้างต้น โดยจะเน้นเหตุผลเพื่อ "ยับยั้งข่มขู่" ไม่ให้ผู้อื่นเลียนแบบพฤติกรรมของนักโทษและเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยต่อสังคม ปกป้องสิทธิของพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการเป็นเหยื่ออาชญากรรม ขณะที่บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นบทลงโทษที่สาสมตามหลัก "การแก้แค้นหรือการตอบสนอง" หรือหลายๆ คนก็อาจมองว่าการประหารทำให้นักโทษไม่สามารถกลับมากระทำผิดได้อีกตามหลัก "การทำให้หมดความสามารถ"             ส่วนกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโทษประหารชีวิต ก็ระบุเหตุผลในแง่ที่ว่า การลงโทษประหารชีวิตมีความเสี่ยง เพราะระบบยุติธรรมทางอาญามีโอกาสที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติและตัดสินผิดพลาด ซึ่งหากตัดสินผิดพลาดให้ประหารชีวิตไปแล้ว ย่อมไม่สามารถนำชีวิตที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้ นอกจากนี้ นักโทษประหารมักเป็นผู้มีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาส ไม่สามารถหาทนายมาแก้ต่างคดีให้ตนได้ กลุ่มผู้คัดค้านการใช้โทษประหารส่วนหนึ่งซึ่งเป็นนักสิทธิมนุษยชนยังชี้ว่าการประหารนั้นขัดต่อหลักสิทธิของการมีชีวิตอยู่ที่ทุกคนมีด้วยกันอย่างเท่าเทียม และตามความคิดของพวกเขา สิทธิ์นี้ไม่ควรมีใครพรากไปได้ พร้อมๆ กับยกตัวอย่างผลการศึกษาที่ว่า การใช้โทษประหารไม่สามารถลดอาชญากรรมหรือทำให้คนเกรงกลัวได้จริง เช่น อัตราการเกิดคดีฆาตกรรมในมลรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่ยกเลิกโทษประหารแล้วช่วงปี 2006 ยังคงสูงกว่ามลรัฐที่ยังใช้โทษประหารอยู่ นอกจากนี้ คนกลุ่มนี้ยังยกตัวอย่าง 142 ประเทศที่ยกเลิกการประหารในทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติไว้ด้วย            แต่กลุ่มผู้สนับสนุนการใช้โทษประหารชีวิตบางส่วนก็โต้กลับ โดยยกแนวคิดของ เจ.เอส.มิลล์ นักปรัชญาตะวันตกในยุคคริสตศตวรรษที่ 19 ที่กล่าวไว้ว่า "ผู้ที่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น ได้สละทิ้งซึ่งสิทธิ์ของตนเองไปแล้ว" มาใช้ รวมทั้งยังยกกรณีหลายประเทศที่ยังคงมีการใช้โทษประหาร อาทิ ญี่ปุ่น จีน และรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ว่าสามารถใช้ควบคุมความสงบของสังคมได้            นี่จึงถือเป็นการก้าวไปสู่การถกเถียงกันในเชิงแนวคิด ระหว่างการยึดความสงบเรียบร้อยและปกป้องสิทธิของผู้อื่น กับการให้ความสำคัญกับสิทธิของทุกคนอย่างเท่าเทียมแม้จะเป็นนักโทษไปเรียบร้อยแล้ว     ระหว่างที่เรากำลังเถียงกัน รัฐบาลไทยทำอะไรไปบ้าง?            อย่างไรก็ตาม ระหว่างการถกเถียงอย่างเข้มข้นในสังคมไทยและพื้นที่สื่อว่าควรมีโทษประหารหรือไม่ แต่ความจริงข้อหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบก็คือ หน่วยงานรัฐของประเทศไทยมีการผลักดันเพื่อก้าวไปสู่การยกเลิกการใช้โทษประหารตลอดมา อาทิ            - การบรรจุประเด็นให้ "เสนอเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต ให้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต" ลงไปในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 3 ระหว่างปี 2557-2561            - การศึกษาความเป็นไปได้ของการยกเลิกโทษประหารชีวิตตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 2 ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพทำร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลในปี 2557            - การประชุม สำรวจ ระดมความเห็นในโอกาสต่างๆ จนออกมาเป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตของสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการของกระทรวงยุติธรรมถึง 2 คณะ และผ่านไปสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งครม.รับทราบและเห็นชอบแล้วตั้งแต่ 26 กรกฎาคม 2559 และอยู่ระหว่างการนำกลับมาดำเนินการต่อของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ            - และภายในปี 2561 รัฐบาลไทยยังมีเป้าหมายที่จะลงนามและให้สัตยาบันรับรอง "พิธีสารเลือกรับ ฉบับที่ 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เรื่องมุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต" ด้วย            และหากย้อนไปเมื่อเดือนตุลาคม 2560 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ยังมีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเนื่องในวันต่อต้านการประหารชีวิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม ร่วมกับคณะผู้แทนของสหภาพยุโรป โดยมีผู้แทนทั้งที่อยู่ในแวดวงยุติธรรม ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ และภาคประชาชนเข้าร่วม ซึ่งมีการให้ความเห็นจากทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้านการใช้โทษประหารอย่างหลากหลาย     เขาเสนออะไรกันเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต?            ทีมข่าวขอประมวลข้อเสนอและความคิดเห็นจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ที่มีต่อการใช้โทษประหารชีวิต ซึ่งบางข้อก็อยู่ในแผนการเปลี่ยนแปลงโทษประหารของกระทรวงยุติธรรมแล้ว ได้แก่            1. ควรเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตสถานเดียวใน "บางฐานความผิด" ที่ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงที่สุด โดยเปิดให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการพิพากษาประหารชีวิตหรือจำคุกแทนก็ได้ ตัวอย่างฐานความผิดในกลุ่มนี้ก็เช่น การชิงทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูปหรือวัตถุทางศาสนาอันเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน หรือได้กระทำในวัด หรือสถานอันเป็นที่เคารพทางศาสนา จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, การปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, การใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ให้ผู้อื่นเสพเฮโรอีน โดยเป็นการกระทำต่อผู้หญิงหรือต่อบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ เป็นต้น ข้อนี้มีการบรรจุในแผนระยะที่ 1 ในการเปลี่ยนโทษประหารชีวิตของกระทรวงยุติธรรมด้วย            2. การปรับฐานความผิดที่มีโทษประหารชีวิตลดลงจาก 63 ฐานความผิดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในความคิดที่ไม่เกี่ยวกับชีวิต หรือความผิดที่ไม่ส่งผลถึงความตายของผู้อื่น ข้อนี้ก็อยู่ในแผนระยะที่ 2 ในการเปลี่ยนโทษประหารชีวิตของกระทรวงยุติธรรม            3. การเปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต ข้อนี้มี 3 แนวทางคือ เปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตโดยห้ามมิให้มีการลดโทษใดๆ, เปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตโดยต้องจำคุกอย่างน้อย 20 ปี ราชทัณฑ์จึงจะพิจารณาลดโทษได้ และเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตเฉยๆ ข้อนี้ก็อยู่ในแผนระยะที่ 3 ในการเปลี่ยนโทษประหารชีวิตของกระทรวงยุติธรรม            4. ในวงประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อเดือนตุลาคม 2560 มีการเสนอโทษพิเศษบางสถาน อาทิ การฉีดยาเพื่อให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศในคดีข่มขืนแทนการประหารชีวิต ข้อเสนอนี้มาจากผู้เข้าร่วมงานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ยืนยันในจุดยืนว่าหากยกเลิกการประหารชีวิต ต้องมีมาตรการอื่นที่ได้ผลเท่ากันในการควบคุมอาชญากรรมมาทดแทน อย่างไรก็ตาม โทษพิเศษที่ถูกเสนอนี้ไม่มีอยู่ในหลักกฎหมายอาญาของไทยในปัจจุบัน ที่มีโทษอยู่ 5 สถาน อันได้แก่ ปรับ, ริบทรัพย์สิน, กักขัง, จำคุก และประหารชีวิต แต่อย่างใด            5. ที่ประชุมยังเสนอให้มีระบบฟื้นฟูและดูแลนักโทษ เพื่อให้กลับเข้าสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพและไม่กลับมาผิดซ้ำ รวมทั้งเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และเรียกร้องให้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษในคดีต่างๆ ด้วย           ทั้งหมดนี้คือภาพรวมเรื่อง "โทษประหารชีวิต" ของประเทศไทยในปัจจุบัน.   อ้างอิง / แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม            หากสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเชิงลึก (กว่านี้) สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่          - เอกสารวิชาการ "รณรงค์การเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล" โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม (คลิก)           - งานวิจัยเรื่อง "การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนไทย เกี่ยวกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต" โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด และคณะ (คลิก)           - เอกสารทางวิชาการประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โทษประหารชีวิตยังจําเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่” โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, รองศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด และคณะ (คลิก)

 5,806
สังคม-อาชญากรรม
20 มิ.ย. 61

นักสิทธิฯประท้วงต้าน 'โทษประหาร' ชี้ไม่ช่วยลดอาชญากรรม 'บุ๋ม ปนัดดา' โต้แล้วคนตายได้สิทธิเรียกร้องอะไร?

กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและ Amnesty International รวมตัวแสดงจุดยืนต่อต้านการใช้โทษประหารชีวิต โดยการชูป้ายประท้วง ที่เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี หลังกรมราชทัณฑ์ออกจดหมายข่าวระบุว่าได้บังคับใช้โทษประหารชีวิตกับนักโทษเด็ดขาดรายหนึ่ง   นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ Amnesty International ประเทศไทย ระบุว่า การใช้โทษประหารนั้นขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และการลงโทษนั้นไม่ควรใช้หลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างไรก็ตาม Amnesty International ยืนยันว่าผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ต้องไม่เป็นการฆ่าคนซ้ำอีกชีวิตหนึ่ง และยืนยันว่าจากผลการศึกษา ไม่พบว่าโทษประหารชีวิตช่วยลดการก่ออาชญากรรมได้จริงแต่อย่างใด   ประเทศไทยเว้นการใช้โทษประหารไปตั้งแต่ปี 2552 และหากไม่มีการประหารชีวิตครบ 10 ปี จะถือว่าเป็นประเทศที่ไม่มีการใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ   ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ระบุว่า โทษประหารไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง ตั้งประเด็นว่าการประหารเป็นการแก้แค้นหรือไม่? เมื่อทราบข่าวก็ตกใจ อยากให้กำลังใจทุกฝ่าย ซึ่งการอยู่ร่วมกันในสังคมต้องเคารพสิทธิในการมีชีวิตอยู่ อยากให้ฟื้นฟูเยียวยาจิตใจผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก   ขณะที่บุ๋ม-ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า เรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับนักโทษประหาร เเล้วเหยื่อที่ตายล่ะ?? เขาไม่มีสิทธิ์ ในสิทธิมนุษยชนหรอคะ?   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Xaec2tQPlAI

 41,125
สังคม-อาชญากรรม
20 มิ.ย. 61

ญาติช็อก 'นช.ธีรศักดิ์' โดนโทษประหาร ย้อนถามคนอื่นโทษแรงกว่านี้ ยังไม่เห็นถูกประหาร?

จากกรณีที่กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาให้ประหารนักโทษเด็ดขาด นายธีรศักดิ์ หรือ มิ๊ก หลงจิ อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาฆ่านายดนุเดช สุขมาก อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนวัดควนวิเศษมูลนิธิ จ.ตรัง อย่างโหดเหี้ยม ด้วยการใช้มีดปลายแหลมแทงเข้าบริเวณร่างกายกว่า 20 แผล เพื่อชิงทรัพย์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ภายในสวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนครินทร์ 95 (เขาแปะช้อย) ภายในเขตเทศบาลนครตรัง   ด้านน้องสาวของผู้ตาย กล่าวว่า ตนเองและครอบครัวรู้สึกช็อกและยังรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่คิดว่าพี่ชายตนเองจะต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต ทั้งๆที่คนอื่นๆที่ต้องโทษคดีรุนแรงกว่านี้ยังไม่เห็นถูกประหาร แล้วทำไมผู้ชายตนจึงถูกตัดสินแบบนี้   อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ก่อนพี่ชายตนเพิ่งเขียนจดหมายมาหาจากคุกบางขวางก็บอกสบายดี ไม่มีปัญหาอะไร และเมื่อวานตนและพี่สาวเพิ่งได้เขียนจดหมายตอบกลับไป พร้อมเตรียมจะส่งเงินจำนวน 2,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อไปให้ด้วย แต่ก็ไม่ทัน มาถูกประหารชีวิตเสียก่อน   ครอบครัวรู้สึกเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลา 5-6 ปี ครอบครัวก็ผลัดเปลี่ยนกันไปเยี่ยมที่เรือนจำตรัง แต่พอพี่ชายถูกย้ายไปบางขวางก็ไม่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเพราะติดขัดเรื่องค่าใช้จ่ายทำได้ก็แค่เขียนจดหมายถามสารทุกข์สุกดิบกัน ซึ่งเขาก็มีภรรยาและลูกๆ ก็คงต้องช่วยกันดูแลต่อไป   ด้านพี่สาว อายุ 27 ปี ก็กล่าวว่า ตนเองจะสนิทกับน้องชายมากที่สุด มีอะไรน้องชายก็จะเขียนจดหมายมาหาเสมอ การตัดสินประหารชีวิตตนรับได้ถ้าไม่ใช่น้องชายของตนคนเดียว แต่นี้ตลอด 9 ปี ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ต้องโทษคนใดถูกตัดสินประหาร มีเพียงน้องชายตนคนแรก ทำตนเองรับไม่ได้เลย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FuVEL_gjiN8

 8,100
สังคม-อาชญากรรม
19 มิ.ย. 61

แอมนาสตี้ ชี้แจง ผ่านเฟซบุ๊ก ไม่อ่อนข้อหรือยกโทษผู้กระทำผิด แต่เรียกร้องเปลี่ยนแปลงวิธีลงโทษ

จากกรณีที่กรมราชทัณฑ์บังคับโทษประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชาย ธีรศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ในคดีฆ่าชิงทรัพย์ ใช้มีดแทงผู้ตาย รวม 24 แผล เหตุเกิดเมื่อปี 2555 ที่จังหวัดตรัง นับเป็นผู้ต้องขังรายที่ 7 ตั้งแต่เปลี่ยนโทษประหารจากการยิงเป็นการฉีดสารพิษ และเป็นการประหารชีวิตรายแรกในรอบ 9 ปี   และทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์การนอกภาครัฐที่ทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและทั่วโลก ได้เผยแพร่แถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าวว่า นับเป็นการละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตรอดอย่างน่าละอาย เป็นเรื่องน่าตกใจที่ประเทศไทยละเมิดต่อพันธกิจที่เคยประกาศไว้ว่า จะเดินหน้าไปสู่การยกเลิกโทษประหาร และการปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตรอด ทั้งยังเป็นการทำตัวไม่สอดคล้องกับกระแสโลก ซึ่งกำลังมุ่งหน้าออกจากโทษประหาร หลังผ่านไปเกือบ 10 ปีที่ไม่มีการประหารชีวิต การประหารชีวิตครั้งนี้นับเป็นความถดถอยสำคัญในเส้นทางไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตของไทย รัฐบาลไทยต้องยุติแผนการใด ๆ ที่จะประหารชีวิตประชาชนอย่างต่อเนื่อง และจัดทำความตกลงชั่วคราวเพื่อยุติการใช้โทษประหารชีวิต   นับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกของไทย หลังจากมีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาต่อนักโทษชายสองคนเมื่อเดือนสิงหาคม 2552 ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ไม่มีการประชีวิตบุคคลเลยตั้งแต่ปี 2546   จากตัวเลขของกระทรวงยุติธรรมระบุว่า จนถึงสิ้นปี 2560 มีนักโทษประหารอยู่จำนวน 510 คน โดยเป็นผู้หญิง 94 คน ในจำนวนนี้ 193 คนเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ผ่านกระบวนการอุทธรณ์คดีหมดสิ้นแล้ว เชื่อว่ากว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษเหล่านี้ต้องโทษประหารชีวิตในคดียาเสพติด   เมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีเพียง 16 ประเทศ ที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต จนถึงทุกวันนี้ 106 ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิดทุกประเภท และ 142 ประเทศหรือมากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกที่ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าทัศนคติและความเชื่อดั้งเดิมสามารถเปลี่ยนแปลงได้   แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลคัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด   โทษประหารชีวิตละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตตามที่ประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งมีงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรมที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ทางแอมเนสตี้ ยังประกาศเชิญชวนทุกคนที่มีจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน มาร่วมไว้อาลัยแด่การตัดสินโทษประหารชีวิต โดยพร้อมกันในวันอังคารที่ 19 มิ.ย. นี้ เวลา 14.00-14.30 น. ณ หน้าเรือนจำกลางบางขวาง   ขณะเดียวกันยังมีการเผยแพร่รายงานสถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตปี 2560 พบว่าการประหารชีวิตส่วนใหญ่ในโลกเกิดขึ้นในประเทศจีน อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย อิรักและปากีสถาน ตามลำดับ ในอาเซียนมี สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามที่มีการประหารชีวิตประชาชน ส่วนไทยยังคงเป็นหนึ่งใน 56 ประเทศที่ยังใช้โทษประหารชีวิตอยู่ ในขณะที่อีก 142 ประเทศทั่วโลกยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติแล้ว     ที่มา : https://www.amnesty.or.th/latest/news/129/ https://www.amnesty.or.th/latest/news/112/   ล่าสุด แอมนาสตี้ ได้ชี้แจง ผ่านเฟซบุ๊ก  ไม่อ่อนข้อหรือยกโทษผู้กระทำผิด เรียกร้องเปลี่ยนแปลงวิธีลงโทษ หลังถูกถล่มหนักไม่เห็นด้วยโทษประหาร    โดยโพสต์ข้อความระบุ "เราไม่ได้อ่อนข้อ หรือยกโทษให้กับผู้กระทำความผิด ผู้กระทำความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม (ที่เป็นธรรม) แต่เราเรี ยกร้องการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ / วิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด"   ซึ่งก็มีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนท์ใต้โพสต์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก         ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 3,710

Top