ค้นหา :

ผลการค้นหา "แถลงการณ์"

สังคม-อาชญากรรม
17 ก.ย. 60

'อิศรา' ออกแถลงการณ์ ฉ.2 ระบุ ผอ.สถาบันฯ แจ้งความ 'แอนดรูว์' โพสต์ทำลายชื่อเสียง

สำนักข่าวอิศราได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 ระบุว่า ตามที่ สถาบันอิศรา ได้ออกแถลงการณ์ กรณีผู้อํานวยการสถาบันฯ ถูกกล่าวหาไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ย.60 ที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่า สถาบันอิศรา และพนักงานในปัจจุบันทุกคนจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผ่านภาวะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทําที่เลวร้ายของกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์จากการทำหน้าที่สื่อมวลชนด้านข่าวสืบสวนสอบสวนของสำนักข่าวอิศรานี้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ     ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินคดีทั้งในทางแพ่งและทางอาญากับกลุ่มบุคคลทุกคนที่กระทำการใดๆ ทำให้สถาบันอิศรา สำนักข่าวอิศรา นายประสงค์ และพนักงานปัจจุบันของสถาบันอิศราทุกคนได้รับความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียงกิตติคุณ หรือถูกดูหมิ่นเกลียดชังอย่างถึงที่สุดนั้น     สถาบันอิศราขอเรียนมายังสาธารณชนเพื่อทราบเพิ่มเติมว่า เมื่อ 19.30 น. ของวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา นายประสงค์ ได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดอันเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Mr. Andrew MacGregor Marshall ที่ทำให้นายประสงค์ ได้รับความเสียหาย ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า Mr. Andrew MacGregor Marshall เป็นผู้มีพฤติการณ์สร้างความแตกแยกในสังคมไทย และถูกแจ้งความดําเนินคดีไว้แล้วหลายคดีและอยู่ในระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี     ทั้งนี้ สถาบันอิศราและพนักงานของสถาบันอิศรา ทุกคนขอขอบคุณ เพื่อนๆ สื่อมวลชน ประชาชนจํานวนมาก ที่ได้ส่งกําลังใจและความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่สถาบันอิศรา กำลังเผชิญอยู่ในขณะมาด้วยความปรารถนาดี อย่างไรก็ตาม สถาบันอิศราขอยืนยันว่า เราเชื่อมั่นในการทําความดีด้วยการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนมืออาชีพ และเชื่อมั่นว่า ผลงานในอดีตที่ผ่านมาจะนําพาพวกเราออกจากสถานการณ์ที่เลวร้ายซึ่งเป็นบททดสอบสําคัญนี้ให้เติบโตเป็น สื่อทางเลือกที่อยู่คู่กับพี่น้องประชาชนคนไทยได้ตลอดไป             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/NeH4Fb8pC70

 8,197
พระราชสำนัก
24 มิ.ย. 60

แถลงการณ์ 'เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์' เสด็จประทับ รพ.วิชัยยุทธ ฉบับที่ 1

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 23 มิ.ย.สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปประทับ ณ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ฉบับที่ 1 ความว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. พ.ศ.2560 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มีพระอาการอ่อนเพลีย หายพระทัยหอบเหนื่อย ปวดตามพระข้อ และพระกล้ามเนื้อ และมีพระปรอทสูง จึงเสด็จเข้ารับการตรวจวินิจฉัย ณ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจพระวรกาย ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจทางรังสีวิทยา พบว่าพระปัปผาสะ (ปอด) อักเสบ และระดับออกซิเจนในพระโลหิตต่ำกว่าปรกติ อีกทั้งมีการอักเสบของพระยกนะ (ตับ) และพระกล้ามเนื้อร่วมด้วย คณะแพทย์จึงขอพระราชทานกราบทูลให้ประทับ ณ โรงพยาบาล เพื่อรักษาพระอาการประชวร   บัดนี้ หลังจากการถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง พระปัปผาสะ (ปอด) และพระยกนะ (ตับ) ที่อักเสบดีขึ้นเป็นลำดับ ระดับออกซิเจนในพระโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปรกติ ไม่มีพระปรอท แต่ยังมีพระอาการปวดตามพระข้อและพระกล้ามเนื้อ ทำให้ทรงลำบากในการทรงพระวรกายและทรงพระดำเนิน คณะแพทย์จึงมีความเห็นร่วมกัน ขอพระราชทานกราบทูลให้ประทับรักษาพระอาการประชวรในโรงพยาบาล และทรงงดการปฏิบัติพระกรณียกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง   จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 23 มิถุนายน พุทธศักราช 2560           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/1MatWyA9dvI

 17,633
พระราชสำนัก
01 พ.ค. 60

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง สมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่9 เสด็จฯ ประทับ รพ.จุฬาฯ

วันที่ 30 เม.ย. 60 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ความว่า   คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2560 คณะแพทย์ ฯ ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อถวายตรวจทางรังสีวิทยาติดตามผลการรักษาผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พระปัปผาสะ (ปอด) และการตรวจพระสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่พบการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับผลการตรวจเดิม คณะแพทย์ ฯ จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ในวันที่ 30 เมษายน พุทธศักราช 2560จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/qhAGj-m2cHk

 25,964
การเมือง
26 ก.พ. 60

ม.มหิดล เคลื่อนไหว ออกแถลงการณ์เตือนกลุ่มแอบอ้างชื่อคัดค้าน ม.44 จ่อตั้งกรรมการสอบ

ความคืบหน้ากรณีสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล ได้เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องให้คสช. ยุติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ล่าสุดทาง ม.มหิดล ได้ออกแถลงการณ์เตือนกลุ่มแอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัยคัดค้านม. 44 ให้หยุดการกระทำ ย้ำสิ่งที่ทำไม่ใช่เสรีภาพทางวิชาการ จ่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีเนื้อหาระบุ ว่า "ตามที่มีกลุ่มบุคคลออกแถลงการณ์ในนามสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล คัดค้านการใช้อานาจตามมาตรา ๔๔ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๕๖๐ นั้น มหาวิทยาลัยมหิดลขอให้กลุ่มบุคคลยุติการกระทำดังกล่าวในทันที การกระทำดังกล่าวไม่ใช่เสรีภาพทางวิชาการ เป็นการแอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัยมหิดลในทางที่เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาทางวินัยต่อไป มหาวิทยาลัยมหิดล ยืนหยัดในการให้ทุกคนเคารพกฎหมาย เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงประกาศให้ทราบทั่วกัน                                                                                                                     มหาวิทยาลัยมหิดล                                                                                                                    ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐"     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/svEiTe-aNjw

 3,491
การเมือง
26 ก.พ. 60

สถาบันสิทธิมนุษยชนฯ ม.มหิดล ออกแถลงการณ์ร้อง คสช. ยุติใช้ ม.44

เมื่อวานนี้ (25 กุมภาพันธ์) เวลาประมาณ 23.00 น. สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล ได้เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องให้คสช. ยุติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 มีใจความดังนี้   "จากกรณีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2560 ในรอบหนึ่งเดือน ได้แก่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่ง 4/2560 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 105/2557 คำสั่ง 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย คำสั่ง 6/2560 เรื่อง การแต่งตั้งนายกเมืองพัทยา คำสั่ง 7/2560 เรื่อง การปรับปรุงระบบพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ คำสั่ง 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น คำสั่ง 9/2560 เรื่อง การดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกลำน้ำสาธารณะ คำสั่ง 10/2560 เรื่อง การปรับปรุงการบริหารงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย คำสั่ง 11/2560 เรื่อง การกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ และคำสั่ง 12/2560 เรื่อง การกำหนดตำแหน่งและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตําแหน่ง นั้น สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เห็นว่า   1. การใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2560 ในลักษณะดังกล่าวมีความพร่ำเพรื่อและไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอันควรที่จะใช้อำนาจตามมาตราดังกล่าว อีกทั้ง ในหลายกรณีรัฐบาลและหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ยังสามารถดำเนินการบังคับใช้มาตรการตามกฎหมายทั่วไปหรือขั้นตอนตามกฎหมายปกติได้   2. การใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2560 เป็นการใช้อำนาจที่เผด็จการและขัดกับหลักนิติธรรม ถึงแม้ว่าการใช้อำนาจตามมาตราดังกล่าวจะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลและขาดความชอบธรรมในกระบวนการออกฎหมาย   3. ขอเรียกร้องให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยุติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2560   สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา   25 ก.พ. 2560"       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/EK2xPBYaO5E

 3,261
กีฬา
11 ธ.ค. 59

ส.บอลไทย แถลงขอโทษชาวเมียนมา ปมแฟนบอลไทยแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการผ่านเพจเฟซบุ๊ก จากกรณีที่มีแฟนบอลชาวไทยบางแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับแฟนบอลเมียนมา ช่วงหลังจบการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ  รอบรองชนะเลิศ ระบุว่า      ตามที่มีภาพปรากฏตามสื่อต่างๆเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของแฟนบอลบางกลุ่มต่อแฟนบอลทีมชาติเมียนมาหลังการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2016 รอบรองชนะเลิศ ที่ ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น    สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลนัดดังกล่าว รู้สึกเสียใจและไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้ได้ จึงขออภัยต่อแฟนฟุตบอลทีมชาติเมียนมารวมถึงสมาคมฟุตบอลเมียนมาและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งทางสมาคมฯไม่ได้นิ่งนอนใจโดยหลังจากนี้จะมีการประชุมเพื่อออกมาตรการป้องกันที่เข้มงวดมากขึ้น ในการรักษาความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับแฟนบอลของทีมเยือนสำหรับการแข่งขันครั้งต่อๆไปที่จะเกิดขึ้น    ในโอกาสนี้จึงขอวิงวอนให้แฟนฟุตบอลชาวไทยร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ นัดที่ 2 กับทีมชาติอินโดนีเซีย ในวันที่ 17 ธันวาคม รวมไปถึงทุกการแข่งที่ไทยจะได้เป็นเจ้าภาพนับจากนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษจากองค์กรผู้จัดการแข่งขันที่อาจมีผลกระทบร้ายแรง รวมถึงเพื่อให้วงการฟุตบอลไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิโดยสมบูรณ์ในทุกภาคส่วน   สุดท้ายนี้หวังให้กีฬาฟุตบอลยังคงเป็นกิจกรรมที่สร้างมิตรภาพต่อกัน ทั้งระหว่างผู้เล่นและผู้ชม และขอให้ 'น้ำใจนักกีฬา' ปรากฎอยู่จริงเสมอทั้งในสนามและรอบสนาม   

 1,532
พระราชสำนัก
30 พ.ย. 59

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉ.๕ 'พระราชินี' พระอาการทั่วไปดีขึ้นมาก เสด็จฯกลับประทับพระตำหนักจิตรลดาฯ

สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ฉบับที่ 5 ความว่า  ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ ประทับ ณ ตึก สก. ชั้น 20 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของคณะแพทย์ เพื่อถวายการรักษาพระอาการของพระปัปผาสะ (ปอด) ซึ่งสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ประกาศให้ทราบมาแล้วนั้น  คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้รายงานว่า พระอาการโดยทั่วไปดีมาก ไม่มีพระปรอท (ไข้) ทรงรู้พระองค์ดี ทรงพระดำเนินได้ เสวยพระกระยาหารได้ดี มีพระกรรสะ (ไอ) เล็กน้อย ผลการตรวจพระโลหิตและการตรวจทางรังสีวิทยา พบว่าการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) หายเกือบเป็นปรกติ คณะแพทย์ ฯ จึงกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ กลับมาประทับพักฟื้นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ในวันที่ 29 พ.ย. พุทธศักราช 2559   จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/TrgrV7KPUd4      

 1,118
พระราชสำนัก
18 พ.ย. 59

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง 'พระราชินี' เสด็จฯไปประทับ รพ.จุฬาฯ ฉบับ 4

แถลงการณ์สำนักพระราชวังเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ฉบับที่ 4 คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระปรอท(ไข้) สูง แต่ทรงรู้พระองค์ดี ผลการตรวจพระโลหิต พบว่าระดับเม็ดพระโลหิตขาวสูงขึ้น บ่งว่ามีการอักเสบ คณะแพทย์ฯ จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนิน ไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผลการตรวจทางรังสีวิทยา พบมีการอักเสบของพระปัปผาสะ(ปอด) คณะแพทย์ฯ จึงได้ถวายพระโอสถปฎิชีวนะ และวานนี้ พระปรอทลดลง หายพระทัยได้ดี เสวยพระกระยาหารได้ดี คณะแพทย์ฯ จะได้ถวายการรักษาด้วยพระโอสถปฏิชีวนะอีกระยะหนึ่ง และถวายการรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูต่อไป จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 17 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FonPuPw0WJY    

 7,355
ต่างประเทศ
14 ต.ค. 59

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย-อินเดีย-สิงคโปร์ โพสต์อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

ผู้นำมาเลเซีย อินเดีย และสิงคโปร์ โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจและร่วมไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ของไทยสวรรคต     นายเตียว จี้เฮียน รักษาการนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ โพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ แสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อกรณีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศสวรรคต โดยนายเตียวกล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งกับประชาชนชาวไทยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ เป็นที่รักและอุทิศพระวรกายเพื่อชาวไทยมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังทรงเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างไทยกับสิงคโปร์อีกด้วย     ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์รู้สึกเศร้าเสียใจอย่างหาประมาณมิได้ ที่ทราบข่าวกรณีการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการนี้รัฐบาลและประชาชนสิงคโปร์ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อราชวงศ์ รัฐบาลและประชาชนชาวไทย อันเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เป็นกษัตริย์ที่มีพระอัจฉริยะภาพโดดเด่นและเป็นที่เคารพรักของผู้คนทั่วไป ตลอดระยะเวลาการครองสิริราชสมบัติพระองค์ทรงงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย และยังเป็นพระมหากษัตริย์ที่ค้ำจุนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์อีกด้วย พระองค์จึงจะยังอยู่ในความทรงจำ เป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทยและผู้คนทั่วโลกต่อไป       นอกจากนี้ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ยังโพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัวแสดงความเสียใจกับพระบรมวงศ์และชาวไทยที่สูญเสียพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รัก รวมทั้งทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชนมาโดยตลอด

 4,696
พระราชสำนัก
13 ต.ค. 59

นายกฯแถลงการณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สวรรคต ขอความร่วมมืองดงานรื่นเริง 30 วัน

หลังมีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต   พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ในค่ำวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ใจความดังต่อไปนี้   "พี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศทั่วโลกทุกท่าน   วันที่ชาวไทยทั้งปวงไม่ต้องการแม้แต่จะนึกคิดละไม่ปรารถนาแม้แต่จะได้ยิน ก็มาถึง เมื่อสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้วในวันนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช ถือว่าเป็นการสูญเสียและความวิปโยคยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ นับแต่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489   ​พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนได้ติดตามข่าวสารและรับทราบมาเป็นลำดับว่า ในห้วงหลายปีที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร และได้เสด็จไปประทับที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นระยะ เมื่อพระอาการบรรเทาลงก็จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามปกติด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อความผาสุกของพสกนิกร​   ​ตลอดเวลาที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด พระอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ยังความปลาบปลื้มแก่ประชาชนคนไทยทั้งชาติ แต่ในที่สุดพระอาการประชวรหาคลายไม่ ประกอบกับพระชนมพรรษามาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระชนมพรรษาปีที่ 89 เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ 70 พรรษา วันที่ 13 ตุลาคม จะเป็นวันที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทยตลอดไปนานแสนนานดุจวัน "ปิยมหาราช" 23 ตุลาคม   พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย ระยะเวลา 70 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชเริ่มต้นขึ้น ภายหลังจากที่มหาสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ประเทศชาติกำลังฟื้นตัวจากภัยสงคราม ประชาชนเปี่ยมด้วยความหวัง เมื่อประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ครองราชย์ เป็นผู้นำ เปลี่ยนความท้อแท้ของผู้คนกลายเป็นความแน่วแน่ มั่นคง องอาจที่จะยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ​ตลอดรัชสมัยเป็นช่วงเวลาที่มีการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รักเทิดทูน ทรงเป็นศูนย์รวมใจ ของคนไทยทั้งชาติ นับเป็น 70 ปีที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามโดยแท้   ​บัดนี้ 70 ปีในรัชสมัยของ "สมเด็จพระภัทรมหาราช" พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่งของปวงชนชาวไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมากมายล้นพ้นหาที่สุดมิได้มากเพียงใด ความวิปโยคอาลัยของพสกนิกรชาวไทยก็มากมายท่วมท้นหาที่สุดมิได้เพียงนั้น   ​รัฐบาลขอเชิญชวนให้เราทุกคนร่วมกันตั้งจิตภาวนาตามศาสนาที่ทุกท่านนับถือ ดังที่เราเคยร่วมกันภาวนาถวายพระพรและอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านเคารพนับถือให้อภิบาลคุ้มครองตลอดเวลาที่ทรงพระประชวร เพื่ออธิษฐานภาวนา ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศสถิตในสรวงสวรรค์และทรงอภิบาลคุ้มครองราชอาณาจักรไทย ประชาชนชาวไทย ผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ให้มีความสงบสุขและความสันติสุข ดุจดังที่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยมีมาโดยตลอด ภายใต้ร่มพระบารมียาวนาน 70 ปี   พี่น้องประชาชนที่เคารพ ​ถึงแม้เราจะอยู่ในยามทุกข์โศกน้ำตานองหน้าทั่วกันเพียงใด ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราและของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ต้องดำรงต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ทำให้พระราชปณิธานที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกันต้องหยุดชะงักลง   ​การจะแสดงความจงรักภักดีและความอาลัยที่ดีที่สุด คือเจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธานที่จะรักษาเอกราช อธิปไตย ความสมบูรณ์พูนสุข และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ตลอดจนการปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท พระราชดำรัสที่เคยพระราชทานไว้   ​ภารกิจสำคัญที่จะต้องดำเนินการในบัดนี้มี 2 ประการ คือ การดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ตลอดจนตามราชประเพณีในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งสอดคล้องต้องกัน เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลไว้แล้ว เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป   ​อีกประการหนึ่ง คือการเตรียมงานพระบรมศพในส่วนของรัฐบาลและประชาชนให้สมพระเกียรติยศ และสมกับความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทั้งนี้การดำเนินการ ทั้ง 2 ประการนี้ รัฐบาลจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะต่อไป   ​ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายและราชประเพณี รัฐบาลจึงขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายรับฟังข่าวสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการ อย่าเชื่อข่าวที่ลือที่ไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิง พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่รักทุกท่านแต่งกายถวายความอาลัยเป็นเวลาหนึ่งปี สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน และทุกภาคส่วนควรพิจารณางดการจัดงานรื่นเริงต่างๆ เป็นเวลา 30 วัน   ​ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายอาจเข้าร่วมพิธีหรือจัดกิจกรรมทางศาสนาของตน ถวายเป็นพระราชกุศลหรือจัดเป็นพระบรมราชานุสรณ์ อีกทั้งควรใช้โอกาสนี้ ให้กำลังใจแก่กันและกัน เพราะเราทุกคนต่างก็มีหัวอกเดียวกัน เพราะมีพ่อของแผ่นดินร่วมกัน และโปรดช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มิให้ผู้ใดฉวยโอกาสแทรกเข้ามาก่อความขัดแย้งจนกลายเป็นความวุ่นวาย   ​ขอพี่น้องประชาชนทุกคนร่วมส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยการรักษาแผ่นดินของพ่อ ด้วยความรักและความสามัคคี ตลอดไป   พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่ทรงพระเจริญ"   ขณะที่เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ตามที่ได้มีประกาศสํานักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศดังต่อไปนี้            1. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่งลดธงลงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป            2. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกําหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป สําหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดําเนินการตามความเหมาะสม   ประกาศ ณ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สํานักนายกรัฐมนตรี

 249,430
ข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
13 ต.ค. 59

นายกฯแถลงการณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สวรรคต ขอความร่วมมืองดงานรื่นเริง 30 วัน

หลังมีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต   พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ในค่ำวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ใจความดังต่อไปนี้   "พี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศทั่วโลกทุกท่าน   วันที่ชาวไทยทั้งปวงไม่ต้องการแม้แต่จะนึกคิดละไม่ปรารถนาแม้แต่จะได้ยิน ก็มาถึง เมื่อสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้วในวันนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช ถือว่าเป็นการสูญเสียและความวิปโยคยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ นับแต่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489   ​พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนได้ติดตามข่าวสารและรับทราบมาเป็นลำดับว่า ในห้วงหลายปีที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร และได้เสด็จไปประทับที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นระยะ เมื่อพระอาการบรรเทาลงก็จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามปกติด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อความผาสุกของพสกนิกร​   ​ตลอดเวลาที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด พระอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ยังความปลาบปลื้มแก่ประชาชนคนไทยทั้งชาติ แต่ในที่สุดพระอาการประชวรหาคลายไม่ ประกอบกับพระชนมพรรษามาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระชนมพรรษาปีที่ 89 เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ 70 พรรษา วันที่ 13 ตุลาคม จะเป็นวันที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทยตลอดไปนานแสนนานดุจวัน "ปิยมหาราช" 23 ตุลาคม   พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย ระยะเวลา 70 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชเริ่มต้นขึ้น ภายหลังจากที่มหาสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ประเทศชาติกำลังฟื้นตัวจากภัยสงคราม ประชาชนเปี่ยมด้วยความหวัง เมื่อประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ครองราชย์ เป็นผู้นำ เปลี่ยนความท้อแท้ของผู้คนกลายเป็นความแน่วแน่ มั่นคง องอาจที่จะยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ​ตลอดรัชสมัยเป็นช่วงเวลาที่มีการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รักเทิดทูน ทรงเป็นศูนย์รวมใจ ของคนไทยทั้งชาติ นับเป็น 70 ปีที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามโดยแท้   ​บัดนี้ 70 ปีในรัชสมัยของ "สมเด็จพระภัทรมหาราช" พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่งของปวงชนชาวไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมากมายล้นพ้นหาที่สุดมิได้มากเพียงใด ความวิปโยคอาลัยของพสกนิกรชาวไทยก็มากมายท่วมท้นหาที่สุดมิได้เพียงนั้น   ​รัฐบาลขอเชิญชวนให้เราทุกคนร่วมกันตั้งจิตภาวนาตามศาสนาที่ทุกท่านนับถือ ดังที่เราเคยร่วมกันภาวนาถวายพระพรและอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านเคารพนับถือให้อภิบาลคุ้มครองตลอดเวลาที่ทรงพระประชวร เพื่ออธิษฐานภาวนา ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศสถิตในสรวงสวรรค์และทรงอภิบาลคุ้มครองราชอาณาจักรไทย ประชาชนชาวไทย ผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ให้มีความสงบสุขและความสันติสุข ดุจดังที่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยมีมาโดยตลอด ภายใต้ร่มพระบารมียาวนาน 70 ปี   พี่น้องประชาชนที่เคารพ ​ถึงแม้เราจะอยู่ในยามทุกข์โศกน้ำตานองหน้าทั่วกันเพียงใด ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราและของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ต้องดำรงต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ทำให้พระราชปณิธานที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกันต้องหยุดชะงักลง   ​การจะแสดงความจงรักภักดีและความอาลัยที่ดีที่สุด คือเจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธานที่จะรักษาเอกราช อธิปไตย ความสมบูรณ์พูนสุข และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ตลอดจนการปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท พระราชดำรัสที่เคยพระราชทานไว้   ​ภารกิจสำคัญที่จะต้องดำเนินการในบัดนี้มี 2 ประการ คือ การดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ตลอดจนตามราชประเพณีในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งสอดคล้องต้องกัน เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลไว้แล้ว เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป   ​อีกประการหนึ่ง คือการเตรียมงานพระบรมศพในส่วนของรัฐบาลและประชาชนให้สมพระเกียรติยศ และสมกับความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทั้งนี้การดำเนินการ ทั้ง 2 ประการนี้ รัฐบาลจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะต่อไป   ​ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายและราชประเพณี รัฐบาลจึงขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายรับฟังข่าวสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการ อย่าเชื่อข่าวที่ลือที่ไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิง พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่รักทุกท่านแต่งกายถวายความอาลัยเป็นเวลาหนึ่งปี สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน และทุกภาคส่วนควรพิจารณางดการจัดงานรื่นเริงต่างๆ เป็นเวลา 30 วัน   ​ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายอาจเข้าร่วมพิธีหรือจัดกิจกรรมทางศาสนาของตน ถวายเป็นพระราชกุศลหรือจัดเป็นพระบรมราชานุสรณ์ อีกทั้งควรใช้โอกาสนี้ ให้กำลังใจแก่กันและกัน เพราะเราทุกคนต่างก็มีหัวอกเดียวกัน เพราะมีพ่อของแผ่นดินร่วมกัน และโปรดช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มิให้ผู้ใดฉวยโอกาสแทรกเข้ามาก่อความขัดแย้งจนกลายเป็นความวุ่นวาย   ​ขอพี่น้องประชาชนทุกคนร่วมส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยการรักษาแผ่นดินของพ่อ ด้วยความรักและความสามัคคี ตลอดไป   พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่ทรงพระเจริญ"   ขณะที่เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ตามที่ได้มีประกาศสํานักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศดังต่อไปนี้            1. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่งลดธงลงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป            2. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกําหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป สําหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดําเนินการตามความเหมาะสม   ประกาศ ณ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สํานักนายกรัฐมนตรี

 249,430
พระราชสำนัก
13 ต.ค. 59

สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ พระอาการในหลวง ฉ.38

สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 38 ความว่า คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 ความดันพระโลหิตลดต่ำลงอีก พระชีพจรเร็วขึ้น ร่วมกับภาวะพระโลหิตมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นอีก ผลของการถวายตรวจพระโลหิตบ่งชี้ว่า มีภาวะการติดเชื้อและการทำงานของยกนะ (ตับ) ผิดปรกติ คณะแพทย์ฯ ได้ถวายพระโอสถปฏิชีวนะและแก้ไขภาวะพระโลหิตมีความเป็นกรด ตลอดจนถวายพระโอสถควบคุมความดันพระโลหิตเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งถวายเครื่องช่วยหายพระทัย (Ventilator) และถวายการรักษาด้วยวิธีทดแทนไต (CRRT) พระอาการประชวรโดยรวมยังไม่คงที่ ต้องควบคุมด้วยพระโอสถ คณะแพทย์ฯ ได้เฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด   จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน   สำนักพระราชวัง   12 ตุลาคม พุทธศักราช 2559       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BFZbgbxEUyc      

 37,839
พระราชสำนัก
10 ต.ค. 59

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง พระอาการ 'ในหลวง' ฉบับที่ 37

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 37 คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า ในวันที่ 8 ตุลาคม 2559 คณะแพทย์ฯ ได้ขอพระราชทานถวายใส่สายสวนเข้าหลอดพระโลหิตดำ เพื่อเตรียมการสำหรับการฟอกพระโลหิต (Hemodialysis) ระยะยาว และเปลี่ยนสายระบายน้ำไขสันหลังในโพรงพระสมองบริเวณบั้นพระองค์ (เอว) ตั้งแต่เวลา 14 นาฬิกาถึง 16 นาฬิกา 40 นาที ปรากฏภายหลังว่า มีความดันพระโลหิตต่ำลงเป็นครั้งคราว คณะแพทย์ฯ จึงได้ถวายพระโอสถ และได้ใช้เครื่องช่วยหายพระทัย (Ventilator) เพื่อทำให้ความดันพระโลหิตกลับสู่ระดับปรกติ จนกระทั่งเวลา 3 นาฬิกา วันนี้ มีพระชีพจรเร็วขึ้นความดันพระโลหิตลดลง ผลการตรวจพระโลหิตพบว่าพระโลหิตมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ผลการตรวจพระหทัยด้วยคลื่นสะท้อน (Echocardiography) พบว่าปริมาณพระโลหิตที่เข้าสู่พระหทัยด้านซ้ายช่องล่างลดลงมาก อันเป็นผลจากการที่มีความดันพระโลหิตในพระปับผาสะ (ปอด) สูง คณะแพทย์ฯ ได้ถวายพระโอสถขยายหลอดพระโลหิตในพระปับผาสะ (ปอด) เมื่อเวลา 15 นาฬิกา ทำให้พระชีพจรเริ่มลดลง และความดันพระโลหิตดีขึ้น คณะแพทย์ฯ ได้เฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพระอาการประชวรโดยรวมยังไม่คงที่ และได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้งดพระราชกิจ จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราวัง 9 ตุลาคม 2559   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wtU6iVHQ1lk      

 4,933
พระราชสำนัก
05 ต.ค. 59

แถลงการณ์ 'ฟ้าหญิง' ทรงมีพระอาการประชวร ฉบับที่ 1

สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มีพระอาการประชวร ฉบับที่ 1 ความว่า ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มีพระอาการประชวร โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้ตรวจพบว่ามีพระปรอท (ไข้) สูง มีพระกรรสะ (ไอ) และมีพระอาการปวดข้อพระกรและข้อพระบาท ในการนี้ คณะแพทย์ฯได้ถวายพระโอสถเพื่อบรรเทาอาการพระปรอท (ไข้) พระกรรสะ (ไอ) พระอาการปวดข้อพระกรและข้อพระบาท ทั้งนี้ เพื่อจะทำให้สามารถประกอบพระกรณียกิจตามกำหนดการเดิมได้   จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน    สำนักพระราชวัง 4 ตุลาคม 2559   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YZvnrd8NpEg  

 5,279
พระราชสำนัก
02 ต.ค. 59

แถลงการณ์พระอาการ 'ในหลวง' ฉบับที่ 36

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 36   วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานพระอาการระหว่างวันที่ 12 กันยายน  2559 – 1 ตุลาคม 2559 ว่า ได้ถวายการตรวจติดตามพระอาการหลังจากการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) ลดลงแล้ว โดยการถวายตรวจเอกซเรย์พระปัปผาสะ (ปอด) เป็นระยะ ไม่พบลักษณะของการอักเสบ แต่มีพระปรอท (ไข้) ต่ำๆ เป็นครั้งคราว ผลการตรวจพระโลหิตไม่บ่งชี้ว่ามีการอักเสบติดเชื้อ จึงได้หยุดการถวายพระโอสถปฏิชีวนะ   ต่อมา ระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2559 มีพระปรอท (ไข้) ต่ำๆ พระชีพจรเริ่มเร็วขึ้น หายพระทัยเร็ว และมีพระเสมหะมาก ผลการตรวจพระโลหิตบ่งชี้ถึงการอักเสบติดเชื้อ ผลเอกซเรย์ของพระปัปผาสะ (ปอด) พบลักษณะการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) ด้านซ้าย และพบว่ามีน้ำคั่งในช่องเยื่อหุ้มพระปัปผาสะ(ปอด) เล็กน้อย คณะแพทย์ฯ จึงได้ถวายพระโอสถปฏิชีวนะ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559   วันนี้ ไม่มีพระปรอท (ไข้) การหายพระทัยเป็นปรกติ พระเสมหะลดลง และผลการตรวจพระโลหิตบ่งชี้ถึงการอักเสบติดเชื้อลดลง แต่พระบังคนเบา (ปัสสาวะ) ยังคงมีปริมาณน้อย คณะแพทย์ฯ ได้ถวายการรักษาด้วยวิธีทดแทนไต (CRRT) ต่อไป และเฝ้าติดตามพระอาการต่างๆอย่างใกล้ชิด   จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 1 ตุลาคม 2559         ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bV7gpy6UJI4

 4,282

Top