ค้นหา :

ผลการค้นหา "นายจ้าง"

เศรษฐกิจ
19 ม.ค. 61

ลูกจ้างวิจารณ์ ค่าแรงขั้นต่ำเกณฑ์ใหม่ไม่เป็นธรรม พาณิชย์ขู่ห้ามฉวยขึ้นราคาสินค้า ชี้ไม่กระทบต้นทุน

จากมติการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่ายของรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง ในคณะกรรมการค่าจ้าง ได้ข้อสรุปร่วมกันในการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ระดับ คือ  308 บาท 310 บาท 315 บาท 318 บาท 320 บาท 325 บาท และ 330 บาท ค่าเฉลี่ยในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 315.97 บาท โดยอัตราการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 5-22 บาท ก่อนนำเข้า ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า และมีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2561 เป็นต้นไป   ทั้งนี้มีการตั้งข้อสงสัยถึงเกณฑ์ในการพิจารณาว่ามีการเหลื่อมล้ำ เช่น ทำไมกรุงเทพมหานคร ถึงไม่ได้รับเกณฑ์ค่าจ้างสูงสุด และทำไม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงได้รับค่าจ้างต่ำสุด ทำให้ทางกลุ่มลูกจ้างเตรียมยื่นเสนอให้ทบทวนมติใหม่   ด้านกระทรวงพาณิชย์ ระบุจะมีการได้เชิญกลุ่มผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่และภาคเอกชนทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมาประชุมหารือถึงผลกระทบจากการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งโดยเฉลี่ยจะกระทบต่อต้นผลิตสินค้าและบริการ สูงสุดจะอยู่ที่ร้อยละ 0.1 และต่ำสุดเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.0008 เท่านั้น ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มขึ้นตามอัตราแรงงานที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้แต่อย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mxRBcBrtyfc    

 15,083
เศรษฐกิจ
18 ม.ค. 61

เคาะแล้ว! ค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ หลังประชุมมาราธอน 7 ชม. 'ภูเก็ต-ชลบุรี-ระยอง' ได้สูงสุด 330 บาท

การพิจารณาเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ซึ่งใช้ระยะเวลาประชุมยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปว่า จากการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่ายของรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง ในคณะกรรมการค่าจ้าง ได้ข้อสรุปร่วมกันในการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ   แบ่งออกเป็น 7 ระดับ คือ  308 บาท 310 บาท 315 บาท 318 บาท 320 บาท 325 บาท และ 330 บาท ค่าเฉลี่ยในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 315.97 บาท โดยอัตราการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 5-22 บาท ก่อนนำเข้า ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า และมีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2561 เป็นต้นไป โดยแบ่งได้ดังนี้   1.ค่าจ้าง 308 บาท มี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา   2.อัตรา 310 บาท มี 22 จังหวัด คือสิงห์บุรี ตรัง ลำปาง ลำพูน ตาก ราชบุรี ระนอง ชุมพร สตูล หนองบัวลำภู พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย เชียงราย อุทัยธานี ศรีสะเกษ ชัยภูมิ อำนาจเจริญ แพร่ แม่ฮ่องสอน นครศรีธรรมราช มหาสารคาม   3.อัตรา 315 บาท มี 21 จังหวัดคือ ร้อยเอ็ด ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สระแก้ว พัทลุง อุตรดิตถ์ อุดรธานี นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ เพชรบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชัยนาท เลย ยโสธร พะเยา บึงกาฬ น่าน กาญจนบุรี อ่างทอง   4.อัตรา 318 บาท มี 7 จังหวัด คือ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์ ปราจีนบุรี   5.อัตรา 320 บาท มี 14 จังหวัด คืออุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา พังงา   6.อัตรา 325 บาท มี 7 จังหวัด คือ กทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา   7.อัตรา 330 บาท มี 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wPDxVBcD26w    

 361,925
สังคม-อาชญากรรม
06 พ.ย. 60

'โมนา' สารภาพพลั้งมือฆ่า-ฝังสาวใช้ แม่เหยื่อถาม "ฆ่าลูกสาวฉันทำไม" ชาวบ้านเผยเรื่องลึกลับก่อนขุดพบศพ

กองปราบรวบตัว โมนา นายจ้างทำร้ายน้องน้ำ สาวใช้จนตาย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเข้าสอบปากคำด้วยตนเอง ขณะที่เจ้าตัวยังภาคเสธอ้างไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่ไม่ตอบทำไมไม่แจ้งครอบครัวผู้เสียชีวิต   ตร.แถลงการจับกุม นางสาวกฤษณา สุวรรณพิทักษ์ หรือโมนา นายจ้างและเป็นผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายนางสาวจริยา ศรีศักดิ์ อายุ 16 ปี หรือ น้องน้ำ จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย หลัง พันตำรวจเอกภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้กำกับการกอง 5 กองปราบปราม นำทีมชุดสืบสวนตามจับกุมไว้ได้เมื่อช่วง 2 นาฬิกา ของคืนที่ผ่านมา ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จังหวัดฉะเชิงเทรา   จากการสอบปากคำเบื้องต้น นางสาวกฤษณารับว่าทุบตีน้องน้ำจริง แต่ไม่ได้รุนแรงจนเป็นเหตุให้น้องน้ำถึงแก่ความตาย และปฏิเสธไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการตาย รวมถึงไม่ตอบว่าเหตุใด เมื่อน้องน้ำเสียชีวิตจึงไม่แจ้งครอบครัวเมื่อน้องน้ำเสียชีวิต   ขณะที่ทางด้านตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐาน และพยานบุคคลชัดเจน ที่สามารถระบุได้ว่า ผู้ต้องหามีพฤติกรรมการทำร้ายน้องน้ำอย่างชัดเจน ส่วนผลตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลศพ หรือ ดีเอ็นเอ ที่พบที่บริเวณบ้านพักใน จังหวัดเพชรบุรี ว่าตรงกับน้องน้ำหรือไม่นั้น คาดว่าผลจะออกในเร็วๆนี้   ด้านแม่น้องน้ำเล่าทั้งน้ำตาว่า ช่วงปี 2554 ได้รับการติดต่อจากเพื่อน รายหนึ่งว่ามีนายจ้างต้องการคนไปทำงาน ที่บ้าน ในจังหวัดกรุงเทพโดยจะให้จ้างเดือนละ 6000 บาท จึงมีการพูดคุยกับลูกสาวและลูกสาวตกลงที่จะไปทำงาน ซึ่งขณะนั้นลูกสาวอายุ 16 ปี จึงพาไปส่งที่บ้านของมารดานายจ้าง ในจังหวัดเพชรบุรี และต่อมานางสาวโมนา ได้มารับลูกสาวไปทำงานที่กรุงเทพ โดยอ้างว่าจะพากลับมาเยี่ยมบ้านที่เพชรบุรีทุกอาทิตย์ แต่ไม่เคยพากลับมาเยี่ยมตามที่อ้าง ทั้งการติดต่อสื่อสารก็ไม่สามารถติดต่อได้ และพอ 2 เดือนก็ไม่สามารถติดต่อลูกสาวได้ จนต่อมานางสาวโมนา ได้ติดต่อมาช่วง เมษายน 2555 ว่าน้องน้ำหนีออกจากบ้านไป ก่อนที่จะตัดสายและติดต่อไม่ได้ ตนเองจึงเริ่มตามหาน้องน้ำตั้งแต่ตอนนั้น   และเมื่อช่วง 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากลูกสาวของนางสาวโมนา มาเล่าเหตุการณ์ระหว่างที่น้องน้ำโดนมารดาแท้ ๆ ของตนเองทุบตี ทำร้ายร่างกายทุกวัน และยังมีการล่ามโซ่น้องน้ำไว้ที่ระเบียงบ้าน จนน้องน้ำขาดใจเสียชีวิตขณะถูกล่ามโซ่ ซึ่งทางลูกสาวของนางสาวโมนา รู้สึกสงสารจึงพยายามติดต่อมารดาน้องน้ำผ่านทางน้าสาว เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือเพราะขณะนั้นลูกสาวของนางสาวโมนาเองก็ถูกนางสาวโมนา มารดาแท้ๆ กักขังบริเวณทำให้ออกไปไหนไม่ได้ ซึ่งในวันนี้ที่ความจริงเปิดเผยก็อยากถามนางสาวโมนาว่า “ฆ่าลูกสาวฉันทำไม” และยืนยันว่าจะไม่ยอมใดๆทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกทำร้ายแบบนี้อีก   ทั้งนี้มีรายงานว่า นางสาวโมนา เป็นคนมีอารมณ์ร้อน เคยประกวดนางนพมาศใน จ.เพชรบุรี เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นนักพนันตัวยงขนาดมีบ้านใหล้ชายแดน และในขณะถูกจับกุมมีอาการมึนเมา พูดจาวกวน เหมือนติดยาเสพติด หลังทรมานน้องน้ำจนตาย ได้นำร่างไปติดต่อให้วัดใกล้เคียงฌาปนกิจ โดยอ้างว่าเป็นคนงานต่างด้าว แต่ทางวัดไม่ยินยอม จึงนำร่างมาฝังในที่ดินของบ้านแม่ใน จ.เพชรบุรี ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านใกล้เคียงอ้างได้เห็นวิญญาณวนเวียนหลายต่อหลายครั้ง     เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งต่อจากนี้จะขยายผลไปยังผู้ที่ร่วมดำเนินการกระทำผิด ที่มีการให้การถึงบุคคลอื่นเพิ่มเติม ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เพราะเกรงว่าผู้ต้องหารายอื่นจะหลบหนี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Y68DFAC8Rjw  

 168,086
สังคม-อาชญากรรม
04 พ.ย. 60

3 ผู้ต้องสงสัยแฉน้องสาวผู้ใหญ่บ้านฆ่าลูกจ้างวัย16 ก่อนเอาศพฝังดิน หลังแม่ออกตามหา 5 ปี

ความคืบหน้าจากกรณีที่แม่ชาวจังหวัดเพชรบุรีเข้าร้องเรียนกับ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่าลูกสาววัย 16 ปี ได้หายสาบสูญไปนานกว่า 5 ปี โดยล่าสุดได้เบาะแสว่าถูกทำร้ายเสียชีวิตและนำศพมาซุกซ่อนอำพรางไว้ที่ไร่บริเวณซอยศาลาลอย 4 บ้านนามอญ หมู่ 7 ต.หนองโสนอ.เมือง จ.เพชรบุรี     เมื่อวานนี้ (3 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ได้ทำการขุดค้นหาบริเวณใต้ต้นตาลท้ายไร่ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับแจ้งเบาะแส ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ขุดลึกไปประมาณ 1 เมตร พบห่อผ้าพลาสติกขนาดใหญ่ เปิดดูพบผ้าห่มห่อหุ้มถุงขยะพลาสติกดำ คลี่ออกพบโครงกระดูกมนุษย์ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว สวมกางเกงในสีเนื้อ ไม่พบเสื้อผ้าและหลักฐานอื่น แพทย์ชันสูตรศพเบื้องต้นพบกรามด้านซ้ายหัก ซี่โครงขวาหัก      ในเวลาต่อมาคุณแม่ได้เดินทางไปที่เกิดเหตุ แสดงความมั่นใจว่าเป็นโครงกระดูกของลูกสาวจริง เพราะจำฟันและผมได้ พร้อมเล่าย้อนว่าในปี 55  เพื่อนของตนได้มาบอกว่ามีคนที่รู้จักต้องการเด็กไปทำงานบ้านในกรุงเทพฯ ตนจึงได้อนุญาตให้ลูกสาวเดินทางไปทำงาน โดยได้พาไปส่งไว้ที่บ้านของแม่ของ น.ส.โมรา (นามสมมติ) นายจ้างในอำเภอเมืองเพชรบุรี โดยนายจ้างสัญญาว่าจะดูแลลูกสาวตนเป็นอย่างดี และจะพากลับมาหาทุกสัปดาห์ แต่ปรากฏว่านายจ้างไม่เคยพาลูกสาวกลับมาสักครั้ง   ในช่วง 2 เดือนแรกตนได้ติดต่อกับลูกสาวเพียงโทรศัพท์ 2 ครั้งผ่านเบอร์ของนายจ้าง ครั้งสุดท้ายวันที่ 13 เมษายน 2555 ลูกสาวบอกว่าคิดถึงแม่ จากนั้นโทรศัพท์ได้ตัดไป ตนพยายามติดต่อแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ต่อมานายจ้างอ้างว่าลูกสาวตนได้หนีออกจากบ้านไป ตนจึงเข้าแจ้งความคนหาย ไว้ที่ สภ. เมืองเพชรบุรี ที่ผ่านมาตนพยายามตามหาลูกมาโดยตลอด และยังมักจะฝันเห็นลูกสาว ได้ยินเสียงร้องไห้ ขอความช่วยเหลือ    กระทั่งเมื่อ 2 เดือนก่อน มีพลเมืองดีมาแจ้งเบาะแสตนว่าลูกสาวตนถูกนายจ้างซ้อมจนเสียชีวิตและนำศพมาฝังไว้ใกล้กับต้นตาลหลังบ้านของแม่นายจ้าง ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับที่ตนฝันเห็นลูกสาว จึงประสานไปยังมูลนิธิปวีณา เพื่อช่วยเหลือ เนื่องจาก ครอบครัวของนายจ้างเป็นผู้มีอิทธิพลในย่านดังกล่าวเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยเป็นธรรม     ขณะที่ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก. 5 กองบังคับการปราบปราม ประสาน เจ้าที่พิสูจน์หลักฐานรวบรวมหลักฐาน และจะได้ส่งกระดูกดังกล่าวไปพิสูจน์ DNA และจะติดตามสืบหาผู้กระทำความผิด ส่วนทางแม่ของผู้เสียชีวิต ได้ร้องขอให้โอนคดีให้กองปราบดำเนินคดีหวั่นคดีไม่คืบ   ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.5 บก.ป. ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 3 ราย กลับมาสอบสวนที่กองบังคับการปราบปราม โดยหลังจากสอบปากคำนานกว่า 6 ชั่วโมง มีข้อมูลล่าสุดออกมาว่า ทั้ง 3 คนให้การยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการอำพรางซ่อนเร้นศพ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการตาย เบื้องต้นพบว่าผู้ก่อเหตุทั้งหมดเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกัน ส่วน น.ส.โมรา น้องสาวผู้ใหญ่บ้าน ที่กำลังหลบหนีเคยเข้าร่วมประกวดนางงาม เป็นคนอารมณ์ร้อน เวลาไม่พอใจมักจะทำร้ายผู้ตายเป็นประจำ โดยก่อนหน้าจะเกิดเหตุได้ใช้กระป๋องสเปรย์ตีผู้ตายได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ก่อนจะนำศพไปฝังดินใต้ต้นตาลเพื่ออำพรางคดี                ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/j0nLO3ACvIs  

 76,750
สังคม-อาชญากรรม
01 พ.ย. 60

ญาติร้องกองปราบ รื้อคดีสาวใช้เมียนมาเสียชีวิต เจอพิรุธหวั่นถูกจัดฉากฆ่าตัวตายคาบ้านนายจ้าง

ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาร์ ประจำประเทศไทย พาครอบครัวของนางสาวหวาน ปาเปียว อายุ 17 ปี เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อขอให้สืบสวนคดีใหม่ เนื่องจากทางสถานทูตเมียนมาร์ มีข้อสงสัยว่าน้องหวานอาจถูกฆาตกรรม และจัดฉากเป็นฆ่าตัวตาย โดยเหตุเกิดวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา   นางสาวพิว พิว เวน พี่สาวของนางสาวหวาน เปิดเผยว่า ตนและน้องสาวได้มาทำงานเป็นแม่บ้านให้กับนายจ้างรายหนึ่งในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี แต่ถูกนายจ้างกดดันว่ากล่าวอยู่ตลอดเวลา ตนจึงหลบหนีออกมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นทราบว่าน้องสาวยิงตัวตายในบ้านของนายจ้าง ทั้งที่น้องสาวใช้ปืนไม่เป็น   ด้านนายอง โค ทัน เจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านแรงงาน สถานเอกอัครราชทูตเมียนมา ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากญาติของนางสาวหวาน จึงตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น พบพิรุธอยู่หลายประการคือ นางสาวหวานเป็นคนถนัดมือซ้าย แต่บาดแผลพบว่าถูกยิงที่ขมับด้านขวา อีกทั้งยังพบปลอกกระสุนปืนในที่เกิดเหตุ 2 ปลอก ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ว่าคนฆ่าตัวตายจะยิงปืนถึง 2 นัด อีกทั้งยังเชื่อว่ามีการเปลี่ยนปืนของกลาง เพราะปืนที่พบในที่เกิดเหตุเป็นสีดำ แต่ภายหลังพบว่าปืนของกลางที่อยู่ในสำนวนของตำรวจกลับเป็นสีเทาเงิน นอกจากนี้ยังพบว่าไม่มีการชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอน   ซึ่งที่ผ่านมาตัวแทนสถานทูตเมียนมา ได้พยายามไปสอบถามและขอข้อมูลกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านโป่ง ที่สรุปสำนวนคดีนี้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่กลับไม่เคยได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว จึงมาร้องเรียนกองปราบปรามเพื่อขอความเป็นธรรมช่วยรื้อคดีนี้ให้ปรากฎความจริง ซึ่งได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ มาประกอบด้วย   ด้าน พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย อินทรปรีชา ผกก.สภ.บ้านโป่ง เปิดเผยว่าหลังเกิดเหตุ จนท.ได้เก็บหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และ DNA ของทุกคนไปตรวจสอบ ก็พบว่าไม่มี DNA ของบุคคลในบ้านติดอยู่ที่อาวุธปืนและเสื้อผ้าหรือร่างกายของ น.ส.หวาน แต่พบ DNA ของ น.ส.หวาน ติดอยู่ที่กระบอกปืน และแม๊กซีนปืน รวมไปถึงตรวจสอบพบคราบเขม่าปืนที่มือของ น.ส.หวานอีกด้วย   ส่วนปลอกกระสุนปืน ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการส่งตรวจวิเคราะห์รอยขีดข่วนที่ปลอกกระสุนและจานท้ายกระสุน เทียบเคียงกับอาวุธปืนที่ตกในที่เกิดเหตุ ก็พบว่าเป็นกระบอกเดียงกัน สำหรับแรงจูงใจในการก่อเหตุ เกิดจาก น.ส.หวาน ได้มีปากเสียงกับพี่สาว กระทั่งพี่สาวได้หนีหายออกจากบ้านนายจ้างไปในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ จึงเกิดความน้อยใจ และก่อเหตุขึ้น ทั้งนี้ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการด้วยความรอบครอบ โดยได้ใช้กระบวนนิติวิทยาศาสตร์ และหากญาติ น.ส.หวาน ต้องการขอตรวจสอบสำนวนคดี ทาง สภ.บ้านโป่ง ก็ยินดีอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QYXt5GstwFM    

 7,544
สังคม-อาชญากรรม
23 ก.ย. 60

จับสาวใช้ชาวเมียนมาแสบลักทรัพย์นายจ้างกว่า 3 ล้าน หลังยอมสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป แต่ไปไม่รอด

ตำรวจ สน.บางขุนเทียน รวบตัวสาวใช้ชาวเมียนมาสุดแสบ ก่อเหตุลักทรัพย์โรเล็กซ์และแหวนเพชรนายจ้างมูลค่ารวมกว่า 3,000,000 บาท หลังยอมสาบานต่อหน้าพระเพื่อเอาตัวรอดไปก่อน ก่อนจะขอลาออกหวังเผ่นหนี แต่ไปไม่รอดถูกค้นตัวจนพบของกลางซุกอยู่ในกระปุกยา ถูกจับกุมตัวไปดำเนินคดี ขณะที่ผู้ต้องหายังได้กราบขอขมาพระพุทธรูปบนหิ้งในห้องฝ่ายสืบสวนด้วยเพื่อถอนคำสาบาน เนื่องจากเกรงว่าเจ้าตัวจะพบกับความหายนะเพราะพูดจาโป้ปดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/biK_kE-Pxdw

 12,373
แชร์ออฟเดอะเดย์
14 ก.ค. 60

ตร.ชี้นายจ้างทำเกินกว่าเหตุ ให้ลูกจ้างกราบ-ล้างหน้า-บ้วนปากด้วยน้ำมัน หลังจับได้ลักน้ำมันไปขาย

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์คลิปจากเฟซบุ๊กสุวิทย์ พงษ์รัตน์ ที่มีนายจ้างจับได้ว่า ลูกจ้างชาวเมียนมา 3 คน ขโมยน้ำมัน 6,000 ลิตร ซึ่งทางนายจ้างได้ให้อภัย แต่ก็ยังมีอารมณ์โมโห จึงบังคับให้ลูกจ้างทั้ง 3 คนกราบน้ำมัน ใช้น้ำมันล้างหน้าและบ้วนปาก จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชี่ยลว่าอาจเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุและละเมิดสิทธิมนุษยชน   ด้านทาง พล.ต.ต.ทรงพล ธนะชัย ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ในกรณีที่ลูกจ้างทำผิดและนายจ้างบังคับให้ใช้น้ำมันล้างหน้าและบ้วนปาก แถมยังให้กราบน้ำมัน ถือเป็นการกระทำและลงโทษลูกน้องที่เกินกว่าเหตุ เพราะไม่ว่าจะเป็นกรณีนี้หรือกรณีอื่นนายจ้างก็ไม่สมควรกระทำเช่นนี้ ซึ่งความจริงควรมาแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย และไม่มีสิทธิลงโทษลูกจ้างในลักษณะนี้   พล.ต.ต.ทรงพลกล่าวอีกว่า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น ลูกจ้างก็มีสิทธิแจ้งความเอาผิดนายจ้างได้ เพราะเข้าข่ายฐานบังคับขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ แต่ในอีกทางนายจ้างก็มีสิทธิแจ้งความเอาผิดลูกจ้างฐานขโมยน้ำมันได้ด้วยเช่นกัน โดยจากเหตุนี้จึงฝากไปยังนายจ้างทุกคนว่าไม่ควรทำลักษณะนี้ ทางที่ดีควรมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nrUUQcqeUE0    

 10,444
เศรษฐกิจ
27 มิ.ย. 60

นายจ้างสวนยางยื่นทบทวนใช้ กม.ต่างด้าวฉบับใหม่ แฉมีคนอ้างเป็น จนท.มารีดไถข่มขู่

จากกรณีมีการประกาศใช้กฎหมายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับใหม่) เพิ่มบทลงโทษนายจ้างและผู้กระทำผิด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา   ที่มีสำหรับสาระสำคัญ พ.ร.ก.การบริการจัดการทำงานต่างด้าว (ฉบับใหม่) เพิ่มบทกำหนดโทษให้นายจ้างรับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 - 800,000บาท / คนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน   ล่าสุดกลุ่มนายจ้างชาวสวนยาง จ.นครศรีธรรมราช ยื่นเรื่องขอให้ทบทวนการใช้กฎหมาย และชะลอใช้กฎหมาย เพราะต้องใช้แรงงานในการกรีดยาง ทำให้ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังมีคนฉวยโอกาสอ้างเป็น จนท.มารีดไถข่มขู่ จึงอยากให้มีการตรวจสอบ ยันไม่ได้ต้องการให้ยกเลิก แต่อยากให้คุ้มครองและขยายเวลาออกไปก่อน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/j_Z7rozBilA  

 7,368
เศรษฐกิจ
25 มิ.ย. 60

แชร์ว่อนเน็ต! กม.แรงงานต่างด้าว โทษหนักปรับนายจ้างสูงสุด 8 แสนบาท เริ่มตั้งแต่ 23 มิ.ย.

แชร์ว่อนเน็ต!  กรณีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป ที่หากเข้ามาผิดกฎหมายจะได้รับโทษหนัก       สำหรับ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นการรวมกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.การทำงนของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และ พ.ร.ก.การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 โดยมีการปรับปรุงกฎหมายให้บทบัญญัติครอบคลุมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวทั้งระบบ โดยเน้นการให้ความคุ้มครอง อำนวยความสะดวกให้กับทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าว รวมถึงมีการเพิ่มโทษนายจ้างที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมดึงประชาคนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน   สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.ก.ฉบับนี้คือ การเพิ่มโทษให้มีอัตราที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโทษปรับ “นายจ้าง” จากเดิมหากกระทำผิดเกี่ยวกับการจ้างงานแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะทำผิดต่อแรงงานต่างด้าวกี่คนจะรับรวมเป็นกรณีเดียว แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้ จะปรับนายจ้างแยกตามจำนวนแรงงานต่างด้าวรายคน ทำให้โทษสูงขึ้น เช่น นายจ้างที่จ้างต่างด้าวทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำหรือรับต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือรับต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงาน มีโทษปรับตั้งแต่ 400,000-800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หรือนายจ้างให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 400,000 บาท ต่อต่างด้าว 1 คน เป็นต้น   ส่วนโทษของแรงงานต่างด้าวก็มีเพิ่มขึ้น เช่น คนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คนต่างด้าวที่ทำงานจำเป็นและเร่งด่วนแต่ไม่แจ้งนายทะเบียน มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท คนต่างด้าวทำงานแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท   สำหรับการคุ้มครองแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์นั้น พบว่า หากนายจ้างหรือผู้ใดยึดใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 600,000-1,000,000 บาท ต่อคนต่างด้าว 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ใดประกอบธุรกิจนำคนต่างด้าวมาทำงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการจัดหางาน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000-600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังเพิ่มกลไกการร้องทุกข์และเข้าถึงช่องทางการร้องทุกข์สำหรับคนต่างด้าวที่ได้รับความเสียหายจากการที่นายจ้างหรือผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงาน ไม่ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบที่กฎหมายกำหนด   อนึ่ง งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำในประเทศไทย ตาม พ.ร.ก.กำหนดในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 มีทั้งสิ้น 39 งาน ประกอบด้วย 1. งานกรรมกร 2. งานกสิกรรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญ งานเฉพาะสาขา หรืองานงานควบคุมดูแลฟาร์ม 3. งานก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานก่อสร้างอื่น 4. งานแกะสลักไม้ 5. งานขับขี่ยานยนต์ หรืองานขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกล ยกเว้นงานขับขี่เครื่องบินระหว่างประเทศ 6. งานขายของหน้าร้าน 7. งานขายทอดตลาด 8. งานควบคุม ตรวจสอบหรือให้บริการบัญชี ยกเว้น งานตรวจสอบภายในชั่วคราว 9. งานเจียระไน หรือขัดเพชรหรือพลอย 10. งานตัดผม งานดัดผม หรืองานเสริมสวย   11.งานทอผ้าด้วยมือ 12. งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ปอ ฟาง หรือเยื่อไม้ไผ่ 13. งานทำกระดาษสาด้วยมือ 14. งานทำเครื่องเขิน 15. งานทำเครื่องดนตรีไทย 16. งานทำเครื่องถม 17. งานทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก 18. งานทำเครื่องลงหิน 19. งานทำตุ๊กตาไทย 20. งานทำที่นอนผ้าห่มนวม 21. งานทำบาตร 22. งานทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมือ 23. งานทำพระพุทธรูป 24. งานทำมีด 25. งานทำร่มด้วยกระดาษหรือผ้า 26. งานทำรองเท้า 27. งานทำหมวก 28. งานนายหน้า หรืองานตัวแทน ยกเว้น งานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ   29.งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา ที่เกี่ยวกับงานออกแบบและคำนวณ จัดระบบ วิจัย วางโครงการ ทดสอบ ควบคุมการก่อสร้าง หรือให้คำแนะนำ ทั้งนี้ไม่รวมที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ 30. งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับงานออกแบบเขียนแบบ ประมาณราคา อำนวยการก่อสร้างหรือให้คำแนะนำ 31. งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย 32. งานปั้นหรือทำเครื่องปั้นดินเผา 33. งานมวนบุหรี่ด้วยมือ 34. งานมัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว 35. งานเร่ขายสินค้า 36. งานเรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ 37. งานสาวและบิดเกลียวไหมด้วยมือ 38. งานเสมียนพนักงานหรืองานเลขานุการ 39. งานให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี   อย่างไรก็ตาม มติ ครม. ได้ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ พม่า ลาว และกัมพูชาทำงานได้ 2 อาชีพ คือ งานกรรมกร และงานบ้าน               ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/2SHYlMuMcPs

 30,371
ข่าวภูมิภาค
15 มิ.ย. 60

นศ.ไทยฝึกงานเกาหลีใต้ ร้องถูกใช้แรงงานทาส-โดนนายจ้างลวนลาม ต้องหนีกลับไทย

เชียงราย-นักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย จำนวน 8 คน เป็นชายจำนวน 5 คนและหญิง 3 คน เดินทางมาร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงค์ธรรม หลังจากทั้งหมดเดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน ตามโครงการศึกษาฝึกงานที่ทางวิทยาลัยร่วมกับองค์กรนิติบุคคลในประเทศเกาหลีใต้ แต่เมื่อไปฝึกงานก็ประสบปัญหาหนักทั้งในเรื่องของการใช้ภาษา และการใช้แรงงานที่หนักเกินกว่าการไปศึกษาดูงาน   ส่วนนักศึกษาหญิงกลับถูกนายจ้างลวนลาม ได้ทำงานไม่ตรงกับสายงาน จึงได้พากันหนีออกจากการฝึกงานไปขอความช่วยเหลือจากสถานทูตประเทศไทยประจำเกาหลีใต้ให้ช่วยส่งตัวกลับ และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยจึงได้รีบเดินทางมาร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงค์ธรรมให้ช่วยเหลือ   โดยกลุ่มนักศึกษา ระบุว่า พวกตนได้รับคำแนะนำจากทางวิทยาลัยให้ไปศึกษาดูงานที่เกาหลีใต้ จึงเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ประสบการณ์ทางการศึกษาจึงได้สมัครเดินทางไป ภายใต้เงื่อนไขว่าจะไม่ได้รับเงินค่าจ้างขณะฝึกงาน ก่อนจะถูกส่งตัวแยกไปทำงานทางการเกษตรจำนวน 3 ฟาร์ม โดยบางคนเรียนวิชาช่างแต่กลับได้ไปเลี้ยงวัวซึ่งไม่ตรงสายงานที่ต้องการไปศึกษาในครั้งนี้ จากนั้นเจ้าของฟาร์มชาวเกาหลีได้ใช้แรงงานพวกตนอย่างหนัก เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 07.00-19.30 น.เป็นอย่างต่ำ ให้รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา และการทำงานที่มีความเสี่ยงบนที่สูง แบกโลหะ สร้างฟาร์ม เลี้ยงสัตว์ บางครั้งหลังจากทำงานในฟาร์มหนึ่งเสร็จแล้วก็พาพวกตนไปทำงานอีกฟาร์มหนึ่งเหมือนนำไปขายแรงงานให้ชาวเกาหลีคนอื่นต่อ  ซึ่งบางครั้งที่ปวดก็ไม่ได้มีการดูรักษา   ส่วนนักศึกษาหญิง บอกว่า ถูกส่งไปอยู่ฟาร์มสตรอเบอรี่และถูกใช้งานตั้งแต่เช้าจนถึงตะวันตกดินเช่นกัน ลักษณะเหมือนไม่ใช่การฝึกงาน เช่น ให้ทำแปลงพืชผัก นำผลผลิตใส่ถุง ทำอาหารให้ครอบครัวชาวเกาหลี ซึ่งการสื่อสารก็ไม่สามารถทำได้สะดวกเพราะทุกคนพูดภาษาเกาหลีไม่ได้และไม่มีระบบนำไปศึกษาภาษาก่อน นอกจากนี้ช่วงฝึกงานยังถูกชาวเกาหลีที่เป็นคนพาไปฝึกงานและพาเดินทางไปยังจุดต่างๆ ลวนลามทั้งกอด จูบ เป็นประจำ   ทั้งนี้ จนท.จะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้นและหาทางเยียวยา นศ.ต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/c7fVTOMQvbM  

 8,802
ข่าวภูมิภาค
13 มิ.ย. 60

หนุ่มคนขับรถแทงนายจ้างชาวจีนดับ อ้างถูกลวนลาม-บังคับให้อมนกเขา

สมุทรปราการ-พบศพชายถูกแทงเสียชีวิต ภายในห้องน้ำ โกดังโรงงาน อ.บางพลี พบเป็นชายชาวจีนวัย 56 ปี นอนหงายจมกองเลือดโดยมีผ้านวมสีฟ้าคลุมทับร่างไว้ ตรวจสอบตามร่างกายพบมีบาดแผลถูกแทงด้วยของมีคม ตามร่างกายรวม 12 แผล ที่โทส้วม พบถุงมือสีดำวางอยู่หนึ่งคู่ ส่วนที่อ่างล้างหน้าพบถุงผ้าสีครีมวางอยู่ภายในพบมีดทำครัวปลายแหลมยาวประมาณ 20 นิ้ว เปื้อนเลือดอยู่ 1 เล่ม จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน   ส่วนคนที่ก่อเหตุ ทราบชื่อต่อมาคือชายอายุ 21 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถให้กับผู้ตาย หลังเกิดเหตุได้ขับรถซึ่งเป็นของผู้ตายหลบหนีไป และถูกจับกุมได้ในเวลาต่อมา   ซึ่งคนร้ายให้การสารภาพว่า ตนเข้ามาทำงาน เป็น คนขับรถให้กับผู้ตายได้ประมาณ 2 ปี แล้ว ระหว่างทำงานก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมายกันมาก่อน แต่ก็มีบ้างที่ผู้ตายจะเข้ามาหยอกล้อตนเล่น แต่ในวันนี้ระหว่างที่ตน อยู่กับผู้ตายในห้องประชุมบนออฟฟิศกันสองคนกับผู้ตายได้เอามือมาลูบขาตน และพยายามลาวนลาม ตนจึงพยายามขัดขืน   ก่อนที่ผู้ตายจะไปหยิบเอามีด มาจี้บังคับตน เข้าไปในห้องน้ำ และบังคับให้ตนอมนกเขาให้ แต่ระหว่างที่ กำลังผู้ตายถอดกางเกงตน จึงได้ต่อสู้แย้งเอามีดจากผู้ตายมาได้ ก่อนที่จะใช้อาวุธมีดเล่มดังกล่าวจ้วงแท้งผู้ตายจนเสียชีวิต ด้วยความตกใจจึงได้ไปหยิบเอาผ้ามาคลุมร่างไว้ ก่อนที่จะขับรถตู้ของผู้ตายไปจอดทิ้งไว้ที่บ้านของผู้ตายในย่านบางปู และขับขี่รถจักรยานยนต์ไปที่บ้านแฟนสาวจนกระทั้งเจ้าหน้าที่ตามไปจับกุมได้ดังกล่าว   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ก่อนคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CkzPG1ISEeo  

 8,541
สังคม-อาชญากรรม
25 เม.ย. 60

คุมตัวอดีตลูกจ้างเขมร ฆ่าโหด 'เจ๊สั้น' ทำแผน ชาวบ้านรุมสาปแช่ง

ปทุมธานี-จนท.คุมตัวอดีตแรงงานชาวเขมร ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่บ้านเจ๊สั้น เจ้าของแผงผักตลาดไท ที่ก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ เพราะอยากแก้แค้นหลังถูกไล่ออก เนื่องจากมักดื่มเหล้าและติดยาเสพติด ก่อนหลบหนีไป จ.สระแก้ว จนถูกจับกุม ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของชาวบ้านและลูกสาว ทาง ตร.คุมเข้มป้องเหตุประชาทัณฑ์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YzAjidvQDwc  

 11,574
เศรษฐกิจ
24 มี.ค. 60

เปิด 5 อันดับกิจการที่มีการเลิกจ้างมากสุด สายการผลิต-จำหน่ายครองอันดับ 1

              กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยสถานการณ์การเลิกจ้าง ในภาพรวมของประเทศ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้างมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย คิดเป็นร้อยละ 41  2. กิจการประเภทอื่นๆ เช่น จัดทำเอกสาร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 15   3. กิจการโรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ คิดเป็นร้อยละ 11  4. กิจการสื่อสารคมนาคม คิดเป็นร้อยละ 9 และ 5. กิจการก่อสร้าง คิดเป็นร้อยละ 7    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/G-ecOG6IYCw  

 40,440
ข่าวภูมิภาค
10 ต.ค. 59

เจ้าของร้านของชำที่ระยอง ยิงลูกจ้างชาย 3 นัด เผยเหตุลวนลามและจะข่มขืนลูกสาว

     เมื่อเวลา 16.30 น. ตำรวจ สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้รับแจ้งมีคนถูกยิงด้วยอาวุธปืน ได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณร้านขายของชำแห่งหนึ่งในตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง แต่เมื่อไปถึง ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลระยองไปก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปสอบสวน พบว่าผู้บาดเจ็บ ชื่อนายโชคชัย สายสุ้ย อายุ 20 ปี มีบาดแผลถูกยิงที่ไหล่ซ้าย 1 นัด ที่เอว 1 นัด ใต้รักแร้ 1 นัด รวม 3 นัด ส่วนมือปืนรายนี้ก็คือ นายวันชาติ แสงเพิงเคน เป็นเจ้าของร้านขายของชำ         จากการสอบสวนทราบว่า ผู้บาดเจ็บ เป็นลูกจ้างที่ร้านขายของชำ ที่นายวันชาติ เป็นเจ้าของ ก่อนเกิดเหตุ นายวันชาติ ได้ให้นายโชคชัย กับลูกสาววัย 14 ปีของตน ออกไปเก็บต้นบอนที่ขึ้นริมน้ำ ซึ่งไม่ห่างจากบ้านมากนัก แต่ได้หายกันไปครู่ใหญ่ จนต่อมาลูกสาวของนายวันชาติก็ร้องไห้วิ่งกลับมาฟ้อว่าถูกนายโชคชัยลวนลาม และจะข่มขืน นายวันชาติจึงเรียกนายโชคชัยมาสอบถาม แต่นายโชคชัยปฏิเสธ ทำให้เกิดบันดาลโทสะ ใช้อาวุธปืนยิงไปที่นายโชคชัย 3 นัด กระสุนถูกตามลำตัว ซึ่งไม่ใช่จุดสำคัญ         นายวันชาติ บอกว่า ถึงแม้ว่านายโชคชัย จะเป็นลูกจ้างในร้าน แต่ด้วยความที่เป็นเพื่อนของหลานชาย จึงเลี้ยงดูเสมือนญาติคนหนึ่ง และก็เห็นว่ามีภรรยาแล้ว ก็ไว้ใจ ไม่ได้คิดอะไร พอมาทราบเรื่องของลูกสาวว่าถูกคุกคามทางเพศ ก็เลยเกิดบันดาลโทสะ แต่ก็ไม่ได้คิดจะเอาชีวิต จึงไม่ยิงเข้าจุดสำคัญ แต่ต้องการเพียงสั่งสอนเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ควบคุมตัวนายวันชาติไว้ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

 4,169
สังคม-อาชญากรรม
08 ต.ค. 59

ตร.รวบลูกจ้างแสบเชิดเงินนายจ้างที่ให้ฝากเข้าบัญชี 7 ล้าน สารภาพเอาไปซื้อบิ๊กไบค์

ตำรวจกองปราบปรามจับกุม นายกิตติศักดิ์ สอนประสาน อายุ 36 ปี ลูกจ้างร้านทอง ก่อเหตุเชิดเงินนายจ้างซึ่งเป็นเจ้าของร้านทองย่านพาหุรัดจำนวน 7 ล้านบาท หลังมอบหมายให้นำไปเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย แต่กลับนำทั้งหมดหลบหนีไป ก่อนจะตามจับกุมได้ดังกล่าว     ด้านนายกิตติศักดิ์ ให้การรับสารภาพว่า เกิดความโลภ เพราะอยากได้เงินไปซื้อรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่เคยไปดูมา ก็เลยไม่ยอมนำเงินไปเข้าบัญชี และหอบเงินทั้งหมดหลบหนีกลับไปบ้านที่พิจิตร เงินส่วนหนึ่งที่ได้มาก็นำไปซื้อรถบิ๊กไบค์ ราคา 7 แสนบาทที่อยากได้ รวมทั้งยังนำไปซื้อจักรยานยนต์รุ่นต่างๆ อีก 3 คัน บางส่วนก็นำไปซื้อนกกรงหัวจุกราคาแพงๆ และนำไปเล่นพนันไก่ชน จนเหลือเงินแค่ 3 ล้านบาท ซึ่งนำไปซ่อนไว้ริมทางรถไฟย่านบางพลัด ซึ่งเป็นบ้านเช่าของตนเอง แต่เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาไปตรวจค้นแล้ว ปรากฏว่าไม่พบ จึงนำตัวส่ง สน.พระราชวัง สอบสวนขยายผลต่อไป         ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/auN4eHJuC9w

 2,648

Top