ค้นหา :

ผลการค้นหา "ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ"

สังคม-อาชญากรรม
03 ก.ค. 62

ตร.โคราช คุมอดีตสาวเซเว่นฯ ชิงเงิน 2 ล้านทำแผน รับก่อเหตุคนเดียวเพราะรู้ช่องทางร้านเป็นอย่างดี

คุมตัวอดีตพนักงานสาวเซเว่นไปทำแผนใช้อาวุธมีดบุกจี้ชิงเงินสดในร้านไปกว่า 2 ล้านบาท เผยวางแผนก่อเหตุคนเดียว เพราะรู้ช่องทางความเคลื่อนไหวของร้านเป็นอย่างดี   จากกรณีความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธมีดบุกจี้ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาชุมชนบ้านโพธิ์  จังหวัดนครราชสีมา ได้เงินสดไป 2,347,000 บาท หลังชุดสืบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ คือ นางสาวรจนา ช่องกลาง โดยจับกุมตัวได้ภายในบ้านพักของผู้ต้องหา  พร้อมด้วยของกลางเงินสดที่ยึดคืนมาได้รวมจำนวน 1,974,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาซุกซ่อนเอาไว้ในบ่อเกราะหลังบ้านพักของตัวเอง ขณะที่เงินบางส่วนผู้ต้องหาอ้างว่านำเงินไปใช้หนี้แล้วนั้น   ล่าสุดวันนี้ (3 กรกฎาคม 2562) ช่วงเวลา 10.30 น. พนักงานสอบสวน สภ.จอหอ ได้นำตัวนางสาวรจนาคนร้ายที่ก่อเหตุไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่เกิดเหตุ โดยก่อนก่อเหตุนางสาวรจนาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดไว้บริเวณฝั่งตรงข้ามร้าน ซึ่งเป็นจุดที่กล้องวงจรปิดมองไม่เห็น จากนั้นนางสาวรจนาได้เดินตรงเข้ามาภายในร้านแล้วทำทีขอซื้อบุหรี่ ก่อนจะอาศัยจังหวะชักอาวุธมีดออกมาบังคับพนักงานจี้ชิงทรัพย์เอาเงินสดที่อยู่ภายในตู้เซฟของร้าน ออกไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ขับหลบหนีไป โดยระหว่างทางได้นำอาวุธมีด เสื้อผ้า และหมวกกันน็อคโยนทิ้ง ส่วนเงินของกลางที่ชิงทรัพย์มาได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ในบ่อเกรอะหลังบ้านพัก ขณะที่เงินบางส่วนผู้ต้องหาอ้างว่าได้นำเงินไปใช้หนี้   ทั้งนี้จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า นางสาวรจนาผู้ต้องหารายนี้ได้วางแผนก่อเหตุเพียงลำพังคนเดียว โดยอาศัยการที่ผู้ต้องหาเคยเป็นอดีตพนักงานของร้าน จึงรู้ความเคลื่อนไหวของทางร้านเป็นอย่างดี และรู้ว่าวันหยุดเสาร์อาทิตย์ช่วงสิ้นเดือนจะมีเงินรายได้จากการขายสินค้าเก็บไว้ภายในร้านเป็นจำนวนมาก ประกอบกับผู้ต้องหามีหนี้สิน และขาดรายได้เนื่องจากไม่มีงานทำ อีกทั้งยังต้องเลี้ยงดูลูกน้อย ทำให้ผู้ต้องหาตัดสินใจก่อเหตุครั้งนี้ขึ้น   ข่าวที่เกี่ยวข้อง จับโจรสาวจี้เซเว่น ชิงเงิน 2 ล้าน ที่แท้เป็นอดีต พนง.โดนไล่ออก เตรียมหอบเงินหนีไปเกาหลี 

 1,019
ข่าวภูมิภาค
27 พ.ค. 62

คุมตัวหนุ่ม 27 ทำแผนฆ่าชิงทรัพย์สร้อยทอง-เผาอำพรางศพสาวสุราษฎร์ฯวัย 18

สุราษฎร์ธานี-จากคดีนายพีระพล นวลเสน่ห์ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุชิงทรัพย์ ฆ่าแล้วเผาอำพรางศพสาววัย 18 ปี โดยผู้ต้องหายังให้การยืนยัน เพียงแค่ประสงค์เหตุต่อทรัพย์เท่านั้น โดยหลังก่อเหตุได้นำสร้อยคอทองคำ นำหนัก 1 บาท และแหวน น้ำหนัก 1 สลึง ไปขายได้ 22,000 บาท นำไปให้ภรรยา 5,000 บาท และนำไปใช้จ่ายเหลืออยู่ 2,000 บาท   พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุจริงโดยมีเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์ แต่อย่างไรก็ต้องสอบปากคำและพิจารณาจากหลักฐานอื่นมาประกอบ เพราะไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งได้ลงมาดูการสอบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและ สภ.กาญจนดิษฐ์ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครบถ้วนทุกประเด็นหรือไม่   เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจและผู้ต้องหาก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยม ก่อเหตุชิงทรัพย์แล้วถึงกับฆ่าและเผาเป็นคดีที่สะเทือนขวัญ ในเรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดข้อสมมุติฐานในการก่อเหตุประเด็นใดทิ้ง และไม่ได้เชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาจะต้องทำการสอบพยาน และให้เอาผลทางนิติวิทยาศาสตร์กับพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมในที่เกิดเหตุมาประกอบด้วย   จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายพีระพล ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีชาวบ้านจำนวนมากและญาติผู้ตายมายืนรอดู ตำรวจต้องนำหมวกนิรภัย สวมใส่คลุมศรีษะนายพีระพลไว้ แต่เมื่อรถตำรวจนำตัวมาถึงชาวบ้านได้ส่งเสียงตะโกนเป็นช่วงๆ การทำแผนจุดเกิดเหตุเริ่มจากนายพีระพล ยืนดักรอ น.ส.จรินยา ขับรถจักรยานยนต์กลับจากส่งหลานชายได้เรียกให้จอดรถหยุดพูดคุย และลงมือชิงทรัพย์ด้วยการถีบรถจักรยานยนต์ให้ล้มลงไปข้างทางทั้งคนทั้งรถ   ซึ่งชาวบ้านที่ดูการทำแผนอยู่แสดงความไม่พอใจ ที่นายพีระพลกระทำการอย่างโหดเหี้ยม ทั้งที่เป็นเพื่อนบ้านกันจนมีการลุกฮือจะเข้ามาใกล้ ซึ่งตำรวจเกรงจะไม่ปลอดภัย จึงรีบนำตัวนายพีระพลขึ้นรถตู้ตำรวจฝ่าฝูงชนหลบหนีออกจากพื้นที่กลับไปยัง สภ.กาญจนดิษฐ์ ทันที จนต้องยกเลิกการทำแผนในขั้นตอนของการบีบคอปลดสร้อยคอทองคำ กับแหวนทองและการเผาทำลายศพ   ต่อมาญาติผู้ตายได้เข้าพบกับ พ.ต.อ.สมบัติ ฉ่ำแสง ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรกาญจนดิษฐ์ เพื่อรับฟังรายละเอียดของคดี แต่ก็ยังปักใจเชื่อว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ลงมือเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน การเผาอำพรางศพต้องใช้น้ำมัน จำนวนมากและใช้เวลานาน จึงจะยังไม่ไปรับศพกลับมาทำพิธี โดยจะรอผลการสอบสวนของตำรวจอีกระยะหนึ่ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6Msi-zkXkhw

 2,671
ข่าวภูมิภาค
26 พ.ค. 62

คุมตัวมือฆ่าเผา ชิงทอง สาววัย 18 ทำแผน ชาวบ้านแห่รอดูหน้า

จากกรณีพบศพ น.ส.จรินยา ช่วยพยัคฆ์ อายุ 18 ปี ถูกเผาคาซากรถจักรยานยต์อยู่ในป่าละเมาะถนนสายบ้านศรีควนทอง - บ้านควนราชา หมู่ที่ 12 ตำบลช้างขวา อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากหายออกจากบ้านไป 5 วัน ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนาย พีระพล นวลเสน่ห์ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น   ความคืบหน้าวันที่ 26 พ.ค. 62 พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในการทำคดี ได้ร่วมสอบปากคำนาย พีระพล นวลเสน่ห์ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุชิงทรัพย์ ฆ่าแล้วเผาอำพรางศพสาววัย 18 ปี เพิ่มเติมโดย ผู้ต้องหายังให้การยืนยันเพียงแค่ประสงค์เหตุต่อทรัพย์เท่านั้น    โดยหลังก่อเหตุได้นำสร้อยคอทองคำ นำหนัก 1 บาท และแหวน น้ำหนัก 1 สลึง ไปขายได้ 22,000 บาท นำไปให้ภรรยา 5,000 บาท และนำไปใช้จ่ายเหลืออยู่ 2,000 บาท    พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุจริงโดยมีเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์ แต่อย่างไรก็ต้องสอบปากคำและพิจารณาจากหลักฐานอื่นมาประกอบ เพราะไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งได้ลงมาดูการสอบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและ สภ.กาญจนดิษฐ์ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครบถ้วนทุกประเด็นหรือไม่ เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และผู้ต้องหาก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมก่อเหตุชิงทรัพย์แล้วถึงกับฆ่าและเผาเป็นคดีที่สะเทือนขวัญ    ในเรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้นอ้างว่าที่ก่อเหตุชิงทรัพย์เนื่องจากติดการพนัน และก่อเหตุคนเดียว ซึ่งจะ ต้องสอบสวนให้ครบถ้วนทุกประเด็น ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดข้อสมมุติฐานในการก่อเหตุประเด็นใดทิ้ง และไม่ได้เชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาจะต้องทำการสอบพยาน และให้เอาผลทางนิติวิทยาศาสตร์กับพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมในที่เกิดเหตุมาประกอบด้วย    จากนั้นได้คุมตัวนายพีระพล ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีชาวบ้านร่วม 500 คน มาปักเฝ้ารอดูการทำแผน ซึ่งมีตำรวจหน่วยปฎิบัติการพิเศษภูธร จ.สุราษฎร์ธานี , สภ.กาญจนดิษฐ์ กว่า 50 นายกันเขตดูแลความปลอดภัย และมีนายศรายุทธ คงคล้าย อายุ 35 ปี สามีผู้เสียชีวิต มายืนรอดูการทำแผนด้วยใบหน้าที่โกรธแค้นและมีญาติช่วยจับมือไว้ โดยตำรวจต้องนำหมวกนิรภัย(หมวกกันน็อค)สวมใส่คลุมศรีษะนายพีระพลไว้ ซึ่งระหว่างทำแผนชาวบ้านได้ส่งเสียงตะโกนเป็นระยะ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง มือฆ่าสาว 18 สารภาพบีบคอจนตายก่อนจุดไฟเผา อ้างชิงทรัพย์จะเอาไปเที่ยวเตร่ พ่อถึงกับเป็นลมคิดไม่ถึงลูกชายเป็นผู้ก่อเหตุ    

 4,382
ข่าวภูมิภาค
15 พ.ค. 62

ทำแผนฆ่าฝังดิน ‘อบต.เย๋’ เมีย เผยนาทีลั่นไก ก่อนให้น้องชายช่วยย้ายศพฝังอำพราง

จากกรณีนายทรงศักดิ์ เพิ่มสุข หรือ อบต.เย๋ อายุ 46 ปี สมาชิกองค์การบริหารส่วน ต.วังใหม่ หายตัวไป 1 เดือน ก่อนพบว่าถูกภรรยาฆ่าแล้วนำร่างมาฝังดินอยู่ในสวนทุเรียน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี   ความคืบหน้าวันที่ 15 พ.ค. 62 ที่สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พล.ต.ต.สัฒนา ยี่จีน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพฑูรย์ ปาปะคัง ผู้กำกับการ สภ.ท่าใหม่ และชุด นปพ.อีกจำนวนหนึ่ง ได้นำตัว 2 ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ คือนางเบญจวรรณ ไทยเจีย อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นภรรยาผู้ตายและเป็นผู้ลงมือก่อเหตุฆ่าสามี และอีก 1 คน คือนายวัชรพงศ์ ไทยเจีย อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นน้องชายผู้ก่อเหตุ ที่ได้เข้ามามอบตัวช่วงกลางดึกของเมื่อคืน   โดย เจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาไปทำแผนไปที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุด คือบริเวณบ้านที่เกิดเหตุ หมู่บ้านอุดมทรัพย์อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี โดยนางเบญจวรรณ ให้การว่า ได้ใช้อาวุธปืนยิงผ่านหมอนเพื่อเก็บเสียง จำนวน 3 นัด แต่กระสุนด้าน 2 นัด และเข้า 1 นัด ในช่วงที่สามีนอนหลับอยู่ภายในห้อง   จากนั้น ได้ตามน้องชายมาช่วยเคลื่อนย้ายศพในช่วงประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 16 เม.ย. โดยได้นำศพใส่ท้ายรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ นำศพไปฝังพื้นที่บริเวณที่กำลังจะปลูกสวนทุเรียน หมู่ 2 ต.ทุ่งเบญจา ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 20 กม. ก่อนใช้รถแบ็คโฮขุดเพื่อฝังศพลึกกว่า 2-3 เมตร   ข่าวที่เกี่ยวข้อง เค้นสอบเมียใหม่รับฆ่าฝังดิน 'อบต.เย๋' อ้างชิงฆ่าก่อน เพราะถูกขู่ทำร้าย ใช้แบ็คโฮขุดฝังศพ ยันลงมือคนเดียว      

 11,422
สังคม-อาชญากรรม
15 พ.ค. 62

คุมแก๊งฆ่า 'น้องอาร์ม' ทำแผน สารภาพแค่ฉุนถูกมองหน้า เล่านาทีเพื่อนลงมือเหี้ยม

ความคืบหน้ากรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน  ทำร้ายร่างกาย ด.ช.วิษณุสรรค์ สุวรรณภา หรือน้องอาร์ม อายุ 13 ปี นักเรียนโรงเรียนพูลเจริญวิทยาคม ใช้ ก้อนหินปาใส่ศีรษะจนเสียชีวิต ภายในซอยบางปลา 12 ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2562   สาเหตุที่ทำเพราะ ไม่พอใจที่ผู้ตายมองหน้า ซึ่งตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 2 คน คือนาย ณัฐพงษ์ เปี่ยมจิต อายุ 16 ปี และนายพิสิษฐ์ เพชรเลิศ หรือนนท์ อายุ 21 ปี และยังมีผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 2 คน คือนาย กวีโชค เงาศรี หรือเศษ และนายวัชระ บุญลือ หรือแด๊ก    โดยนายนนท์ ยอมรับสารภาพ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ช่วงที่น้องอาร์มขับรถผ่านไป เพื่อนที่ชื่อนายเศษและนายแด๊ก ซึ่งขับรถ จยย.อีกคัน ไม่พอใจที่น้องอาร์มมองหน้า ตนจึงขับรถตามมาประกบ ก่อนที่นายเศษ จะนำหินจากเกาะกลางถนน มาปาใส่ในระยะประชิด ฟาดไปอย่างแรงโดนที่หัวด้านซ้าย จนร่างของผู้ตายก็ร่วงลงพื้น สลบนอนจมกองเลือด นายแด๊กก็จะตามเข้าไปกระทืบซ้ำ แต่ตนห้ามไว้ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ได้มีเรื่องกันมาก่อน แต่ไม่พอใจที่มองหน้าเพื่อนเท่านั้น และขอโทษสังคม   ส่วนการติดตามจับกุม นายแด๊ก และนายเศษ สองผู้ต้องหาที่หลบหนี พลตำรวจตรี ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่าขณะนี้ ชุดสืบสวนได้เบาะแสผู้ก่อเหตุแล้ว หนีไปกบดานในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งคดีนี้ เป็นคดีอุจฉกรรจ์ที่เกิดจากความคึกคะนองของวัยรุ่น ที่แค่ไม่พอใจที่ถูกมองหน้า จึงก่อเหตุโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และขอยืนยันว่า ผู้ต้องหาไม่ได้มีการประสาขอมอบตัวใดๆทั้งสิ้น และเชื่อว่าอีกไม่นานจะสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่หลบหนีได้ทั้งหมด    ขณะที่ทางด้านนางศรีเพ็ญ บุญกุณะ อายุ 47 ปี แม่น้องอาร์ม ก็เดินทางมาสภ.บางพลี หลังจากมีข่าวลือทั้งวันว่าจับกุมผู้ต้องหาที่หลบหนีได้ โดยคุณกล่าวว่า ยังทำใจไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ยิ่งช่วงการเปิดเทอม ตนเห็นลูกคนอื่นไปโรงเรียนก็อดคิดถึงลูกไม่ไหว   ตนไม่เข้าใจแค่การมองหน้าถึงกับต้องฆ่าลูกให้ตาย น้องอามไม่ได้เป็นเด็กเกเร แค่แม่ดุ บางครั้งก็ร้องไห้ หรือ แค่ตะคอก ขู่ ก็ร้องไห้กลัวแล้ว ทำไมต้องฆ่าลูกตนด้วย อยากฝากไปผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก2คนให้เข้ามอบตัว รับกรรมที่ทำ และฝากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจพ่อแม่ ให้เอาใจใส่ลูกของตัวเองให้มาก เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VegbVn0EMQM

 11,291
ข่าวภูมิภาค
14 ก.พ. 62

คุมตัวหนุ่มจีนทำแผนฆ่าบีบคออาม่า เจ้าตัวก้มกราบขอขมา ด้านลูกชายหวังลงโทษสูงสุด ชี้วางแผนมาเป็นอย่างดี

ความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุคนร้ายเป็นชายชาวจีนก่อเหตุฆ่ารัดคอ นางสาวอารยา ทรัพย์สวรรค์ อายุ 69 ปี จนเสียชีวิต โดยเหตุเกิดที่คอนโดแห่งหนึ่งในซอยพหลโยธิน 52 และพบว่าเงินสดไทย สร้อย และแหวนทองคำหายไป ต่อมาตำรวจสามารถจับตัวคนร้ายได้แล้ว คือ นายอู๋ จัว หมิง อายุ 28 ปี โดยพบว่าหลังก่อเหตุได้นั่งรถทัวร์หลบหนีไป และกำลังข้ามเรือไปเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยในตัวพบทรัพย์สินบางส่วนนั้น   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.) ตำรวจ สน.บางเขน ได้คุมตัว นายอู๋ จัว หมิง ผู้ต้องหามาทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดเกิดเหตุ โดยจุดแรกคือหน้าบริเวณคอนโด อาคาร 4 ซึ่งเป็นทางขึ้นไปยังห้องของน.ส.อารยา ต่อมาเดินทางไปชี้ยังจุดที่ 2 บริเวณชั้น 2 ทางเดินที่เดินทางไปยังห้องพัก   ต่อมาจุดที่ 3 บริเวณหน้าห้องที่เกิดเหตุ และจุดสุดท้ายคือบริเวณเตียงนอนที่น.ส.อารยาถูกทำร่างกายจนเสียชีวิต ซึ่งนายอู๋ จำลองเหตุการณ์ฆ่าบีบคอ จากนั้นเมื่อเห็นว่าแน่นิ่งไป ก็ปลดสร้อยทองและนำทรัพย์สินมีค่า ก่อนจะหลบหนีไป ภายหลังจากการทำแผนชี้จุดนายอู๋ ร้องขอเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าอยากกราบขอขมาผู้ตาย พร้อมกล่าวสั้นๆ ว่า “ขอโทษ”   ด้านนายวีรวิชญ์ เชื้อสุขศานต์ทอง อายุ 29 ปี ลูกชายผู้ตายพร้อมญาติบางส่วน ได้เดินทางมาดูการทำแผน พร้อมเปิดเผยว่า แม่ของตนรู้จักกับพ่อของผู้ต้องหาเพราะเป็นญาติห่างๆ โดยบรรพบุรุษได้ขอให้ช่วยเหลือหากคนเชื้อชาติเดียวกันเดือดร้อน   ส่วนตัวยอมรับว่ายังโกรธแค้นนายอู๋ เพราะทางบ้านให้การช่วยเหลือมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรือที่พัก แต่นายอู๋ ก็ยังมาก่อเหตุฆ่าแม่อย่างเลือดเย็น และช่วง 1-2 วันก่อนเกิดเหตุ นายอู๋ มาพักที่ห้องที่เกิดเหตุแต่ก็โทรศัพท์มาหาแม่ โดยอ้างว่าที่ห้องไฟดับ ให้เข้ามาดู แต่ตอนนั้นทุกคนห้ามแม่ไว้ เพราะเวลาที่นายอู๋ ให้ไปหาคือช่วง 20.00 น.   นายวีรวิชญ์ กล่าวต่อว่า การทำแผนวันนี้ก็ตั้งใจมาดูโฉมหน้า แววตา นายอู๋ ว่ามีความสำนึกหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าน่าจะเตรียมการมาเป็นอย่างดี จึงอยากวิงวอนให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงโทษขั้นสูงสุด แม้ผู้ต้องหาจะกราบขอขมาแม่ยังจุดที่ลงมือฆ่าไปแล้วก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าผู้ต้องหาจะไม่สำนึก และหากออกมา อาจก่อเหตุแบบนี้อีก หรือเนรคุณ   พ.ต.อ.อำนาจ อินทรศวร ผกก.สน.บางเขน  เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง โดยรู้จักกับผู้ตายเรื่องจากทำธุรกิจขายเสื้อผ้าด้วยกัน โดยที่เดินทางมานั้นตั้งใจมายืมเงินจำนวน 100,000 บาท โดยใช้อุบายบอกผู้ตายว่า จะนำเงินมาคืนจำนวน 120,000 บาท ที่เคยยืมไปแล้ว   แต่สุดท้ายนายอู๋ ก็กลับมายืมเงิน แต่ผู้ตายไม่ยอมให้ยืม จึงมีปากเสียงกัน ก่อนที่นายอู๋ จะใช้มือบีบคอผู้ตายจนแน่นิ่ง ซึ่งไม่คิดว่าผู้ตายจะเสียชีวิต จึงปลดทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต และขึ้นรถหลบหนีไปยังเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยขึ้นรถทัวร์ที่สถานีขนส่งสายใต้ เพื่อต้องการหลบหนีออกนอกประเทศ โดยใช้เส้นทางทะเล สำหรับเหตุผลที่นายอู๋ เลือกหลบหนีไปยังเกาะสมุย เพราะว่าเคยพักอาศัยและทางเดินไปที่เกาะสมุยบ่อย จึงชำนาญเส้นทาง   เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ขอให้ทางครอบครัวสบายใจ ตำรวจพร้อมให้ความเป็นธรรม เบื้องต้นแจ้ง 2 ข้อหาคือฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และข้อหาลักทรัพย์ โดยจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ในเวลา 09.00 น. วันที่ 14 ก.พ.นี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aFs4oYEDcVc

 1,110
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.พ. 62

หนุ่มจีนมือฆ่าสาวใหญ่ รับสารภาพทำไปเพราะขอยืมเงินแล้วไม่ได้ จึงบีบคอก่อนขโมยทรัพย์

ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแถลงการจับกุม ผู้ต้องหาชาวจีนที่ก่อเหตุฆ่าบีบคอหญิงวัย 70ปี หมกคอนโดย่านสะพานใหม่ ช่วงดึกคืนที่ผ่านมา เบื้องต้นรับสารภาพทำไปเพราะขอยืมเงินแล้วผู้ตายไม่ให้ จึงบีบคอก่อนขโมยทรัพย์สินหลบหนีไป พร้อมอ้างไม่ตั้งใจให้เสียชีวิต ขณะที่ตำรวจเตรียมคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในวันพรุ่งนี้   (13 ก.พ. 62) พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เข้าสอบปากคำนายวู ซู หมิง WU zhuoming อายุ 28 ปี ชาวจีน ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ฆ่าชิงทรัพย์สิน นางสาวอารยา ทรัพย์สวรรค์ อายุ 70 ปีแม่ค้าขายเสื้อผ้าย่านสะพานใหม่ ในห้องพักคอนโดมิเนียม ย่านสะพานใหม่ หลังถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับได้ที่ท่าเทียบเรือหน้าทอน เกาะสมุย เมื่อช่วง 12.00 น.ที่ผ่านมา พร้อมกับตรวจยึดของกลางได้สร้อยคอ แหวน และ เงินสด 22,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้ตาย ก่อนนำตัวมาส่งพนักงานสอบสวน สน.บางเขน    โดยนายวู ซู หมิง รับสารภาพว่า ได้ลงมือทำร้ายร่างกายผู้เสียชีวิตโดยการบีบคอ หลังพยายามขอยืมเงินจำนวน 1.2 แสนบาทอีกครั้ง แต่ผู้ตายไม่ให้ จึงตีดสินในลงมือบีบคอ แต่ไม่ได้ตั้งใจให้เสียชีวิต ก่อนจะขโมยทรัพย์สินผู้ตายไป พร้อมฝากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต   ขณะที่นางสาวพรทิพย์ เชื้อสุขศานต์ทอง บุตรสาวผู้เสียชีวิต ระบุว่า คนร้ายที่ก่อเหตุไม่ใช่ญาติ แต่เพราะบรรพบุรุษเคยสั่งไว้ว่าให้ดูแลคนจีนทุกคนเหมือนญาติ แม่จึงทำตาม และด้วยความใจดี มักจะพาคนจีนที่มาประเทศไทย ไปเที่ยวตามที่ต่างๆในไทย ซึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน ผู้ก่อเหตุได้เดินทางมาจากประเทศจีน แม่ก็ให้การดูแลช่วยเหลือ พร้อมให้ยืมเงิน จำนวน 1.2 แสนบาท เพราะคนร้ายอ้างว่าจะนำไปแต่งงาน หลังจากนั้นได้กลับประเทศจีนไป ก่อนแม่จะมารู้ภายหลังว่า คนร้ายขโมยนำบัตรเอทีเอ็มของแม่ไปกดเงินจากบัญชีไปอีกก่า 400,000 บาท และหนีกลับประเทศจีนไป ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง และพยายามติดต่อให้แม่ไปหาที่คอนโดที่เกิดเหตุ โดยอ้างว่าจะคืนเงินให้ กระทั่งมาทรายภายหลังว่าแม่ถูกฆาตกรรมจากคนร้ายคนนี้ หลังภาพวงจรปิดในคอนโดดังกล่าวจับภาพขณะที่ทั้งคู่เดินเข้าห้องพัก และผู้ก่อเหตุเดินออกมาจากห้องพักเพียงคนเดียว เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ก่อนเตรียมคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในวันนี้เวลา 10:00 น.   ข่าวที่เกี่ยวข้อง รวบหนุ่มจีนฆ่าอาม่าหมกคอนโด หนีซุกเกาะสมุย ลูกสาวเผยแม่สอนให้ช่วยเหลือคนจีนด้วยกัน ไม่คิดว่าจะเนรคุณ  

 1,354
สังคม-อาชญากรรม
25 ม.ค. 62

คุมตัวคนร้ายฆ่าโหดสาวปัตตานีทำแผน สารภาพสิ้นกลุ่มเดียวกันยิงถล่มโรงพักนาประดู่

(25 ม.ค.62) เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผบ.ฉก.ทพ.43 พร้อมกำลัง ได้นำตัว นายอาบีดิน  ลาเตะ ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพคดีคนร้ายลอบยิง นางกัญญารัตน์ ยศอักษร เสียชีวิต เหตุเกิดพื้นที่ ม.1 ต.ป่าบอน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี  เมื่อ 29 ธค. 61   จากเหตุการณ์ดังกล่าว  ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคงได้รวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุพบ รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีบอร์นเงิน  ต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นกลุ่มของคนร้ายที่ใช้ในการเช็คเป้าหมายก่อนเกิดเหตุ  เจ้าหน้าที่ได้ติดตามรถคันดังกล่าวและสามารถควบคุมตัว นายอาบีดิน ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวได้ที่บริเวณ ตลาดเทศบาลนาประดู่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์  นำตัวไปควบคุมตัวส่งให้ ชุดซักถามที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ปรากฏว่า นายอาบีดิน  ให้การยอมรับว่าตนเองเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง และเข้าร่วมขบวนการเมื่อ พ.ศ.2553  และยอมรับว่าตนเองเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบยิง นางกัญญารัตน์  ซึ่งตนเองทำหน้าที่เช็คเป้าหมายให้กับ นายไซฟูดดีน  หะยีปูเต๊ะ, นายกอเซ็ง  ลาเตะยามา และ นายอับดุลรอแม  ดอเลาะ  ซึ่งเป็นผู้ลงมือก่อเหตุดังกล่าว   นอกจากนี้แนวทางการสืบสวนสอบสวนยังขยายผลตรวจยึดเมมโมรี่การ์ด ที่อยู่กล้องหน้ารถยนต์เก๋ง ของ นายอาบีดีน  ที่ถอดซุกซ่อนไว้ภายในบ้านพักและจากการตรวจสอบไฟล์วีดีโอในเมมโมรี่การ์ด  พบหลักฐานสำคัญที่ นายอาบีดิน  โทรศัพท์พูดคุยกับ นายไซฟูดดีน หะยีปูเต๊ะ ในการเช็คเป้าหมายซึ่งเป็นคนไทยพุทธ เพื่อเตรียมก่อในวันดังกล่าวด้วย   สำหรับ นายไซฟูดดีน  หะยีปูเต๊ะ, นายกอเซ็ง  ลาเตะยามา และ นายอับดุลรอแม  ดอเลาะ  ทั้งสามคนชุดสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคง ระบุว่า เป็นแกนนำระดับปฏิบัติการณ์ที่เคยก่อเหตุในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา หลายคดีและมีหมายจับหลายหมาย ล่าสุดทั้งสามถูกออกหมายจับคดีบุกยิง สภ.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ รวมกับเพื่อนอีก 2 คน ส่วนอีก 1 คนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เหตุเกิดวันที่ 13 มค.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการหลบหนี  

 6,267
สังคม-อาชญากรรม
19 ม.ค. 62

ตร.คุมตัวสาวเทคนิคแทงแฟนหนุ่มดับทำแผน เจ้าตัวโดน 2 ข้อหา อ้างฝ่ายชายจะทำร้ายเลยป้องกันตัว

จากกรณี นางสาวสุพรรณษา ยางสุข อายุ 19 ปี นักศึกษาเทคนิคแห่งหนึ่ง ใช้มีดพกแทงแฟนหนุ่มเสียชีวิต ภายในซอยรามอินทรา 75 ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวนางสาวสุพรรณษา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุ โดยสาวเทคนิคอ้างป้องกันตัว   พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลคันนายาว ควบคุมตัวนางสาวสุพรรณษา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุ นางสาวสุพรรณษา เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้เดินทางมารับจากบ้านภายในซอยรามอินทรา 67 จนกระทั่งขับรถจักรยานยนต์มาถึงบริเวณกลางซอย และได้มีปากเสียงทะเลาะกันเรื่องหึงหวงและจะบอกเลิก ทำให้แฟนหนุ่มพยายามจะเข้ามาทำร้าย จึงชักอาวุธมีดซึ่งพกติดตัวไว้เป็นประจำขึ้นมาป้องกันตัว แต่พลั้งมือแทงเข้าไปที่บริเวณใต้ราวนมซ้าย ก่อนที่จะพยายามขอความช่วยเหลือเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา   ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่เหตุอันควร ซึ่งทางผู้ต้องหาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงไม่คัดค้านการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน เพราะไม่มีพฤติกรรมหลบหนี   สำหรับสาเหตุนั้นคือตัวผู้หญิงต้องการบอกเลิกฝ่ายชาย ทางฝ่ายผู้ชายไม่ยอมเลิก กลัวว่าผู้หญิงจะไปมีคนใหม่ นอกจากนี้ ผู้หญิงต้องการให้ผู้ชายเลิกกินน้ำกระท่อม ก่อนจะมีปากเสียงกัน โดยฝ่ายชายพยายามจะทำร้ายร่างกาย ฝ่ายผู้หญิงจึงเอามีดที่พกมาไว้ป้องกันตัวเอง แทงไป 1 คร้้ง   โดยทั้งคู่พกมีดไว้ป้องกันตัว เพราะเรียนอยู่สถาบันการศึกษาที่มีคู่อริ ทางฝ่ายผู้หญิงอ้างว่าที่ทำไปเพราะป้องกันตนเอง และหลังเกิดเหตุก็พยายามโทรหารถโรงพยาบาลให้ช่วย แต่พบว่าเสียชีวิตแล้ว และในวันนี้ (19 ม.ค.) เจ้าหน้าที่จะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดมีนบุรีต่อไป          ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pcaVbHAFgAA

 1,618
สังคม-อาชญากรรม
23 ต.ค. 61

ตร.ไม่กล้าคุม 'ไอ้ป๊อก' ทำแผนหวั่นถูกรุมประชาทัณฑ์ แม่ถามฆ่าลูกทำไม เตรียมเอาผิดแม่ป๊อกเชื่อรู้เห็นการตาย

ความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของนางวราภรณ์ หรือใหม่ อายุ 29 ปี ที่ถูกนายทรงสิทธิ์ โอสถ หรือป๊อก หรือเสือ สามีทำร้ายร่างกายและแทงจนเสียชีวิต ก่อนจะนำไปส่งคลินิกแล้วอ้างว่าประสบอุบัติเหตุแล้วก็หลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวานนี้ ตร.จับกุมนายป๊อกหรือนายเสือได้แล้ว หลังหลบหนีไปกบดานที่โรงแรมรายวันใน จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมรถจยย.ที่ขโมยหลบหนีไปด้วย โดยทันทีที่มาถึง สภ.คูคต ตร.ก็นำเข้าห้องสอบสวนทันที โดยไม่ให้พบสื่อมวลชนหรือครอบครัวผู้เสียชีวิต   โดย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรปทุมธานี ระบุว่า นายป๊อกให้การรับสารภาพ ฆ่าภรรยาตนเองจริงเพราะหึงหวง และตามง้อกลับบ้านไม่สำเร็จ จากครั้งแรกให้การปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็จำนนต่อหลักฐาน ส่วนสาเหตุที่ก่อเหตุนั้นเพราะต้องการมาง้อผู้ตายให้กลับบ้าน หลังจากที่หนีออกมาอาศัยที่บ้านเพื่อน เพราะทนพฤติกรรมความรุนแรง ทั้งตัดผม โกนคิ้ว ทุบตีอย่างทารุณ ไม่ไหว   ทางด้าน นางวิริยา กลิ่นสำแดง แม่ของน้องใหม่ กล่าวว่า วันนี้ครอบครัวโล่งใจที่จับคนร้ายได้ ก่อนที่จะนำเถ้ากระดูกของลูกไปลอยอังคารก็อยากให้นายป๊อกมาขอขมาลูกของตน และอยากถามฆ่าลูกทำไม ครอบครัวตนรักและช่วยเหลือนายป๊อกมาตลอดทำไมทำกันได้   ด้าน จ.ส.อ ปรีชา รวมอยู่ พ่อผู้ตาย ระบุว่า การกระทำของนายป๊อกไม่ใช่ลูกผู้ชาย ถ้ารักลูกตนจริงไม่ทำแบบนี้ ไม่เคยรู้ว่าลูกต้องทุกทรมานขนาดนี้กับพฤติกรรมการทารุณทุบตี เกินมนุษย์ ตนรับไม่ได้ และอยากขอให้รับโทษสูงสุดประหารชีวิต เพราะนายป๊อกเจ้าออกคุกเป็นประจำพ้นโทษมาก็ก่อคดีอีกคนแบบนี้   ส่วนเรื่องการฆ่าลูกตนนั้น ทางครอบครัวจะปรึกษากันว่าจะดำเนินคดีกับนางลำเพย แม่ของนายป๊อกด้วยหรือไม่ เพราะเป็นคนนำลูกส่งรพ.แต่กลับโกหกหมอว่าลูกตนประสบอุบัติเหตุ หากเอาไปส่งที่รพ.ลูกตนอาจจะไม่เสียชีวิต วันนี้ก็อยากคุยกับนายป๊อก แต่ตร.ไม่ยินยอม เกรงว่าตนจะทำร้าย ตนก็อยากให้ตำรวจเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อ อยากให้เขามาขอขมาลูก เพราะสิ่งที่ทำมันเกินคน   ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปสอบถามยายจุก ยายของเพื่อนน้องใหม่ที่อยู่วันเกิดเหตุ เล่าว่า หลังจากที่นายป๊อกแทงน้องใหม่แล้ว แม่และน้องชายเขาก็มาช่วยกันหามน้องใหม่ออกจากบ้านไปขึ้นท้ายกระบะ ตอนนั้นเลือดก็ไหลทะลักออกมาจำนวนมาก แม่ของนายป๊อกพูดว่า เองมาทำร้ายเขาทำไม ถ้ารู้แบบนี้ไม่พาเองมา จากนั้นก็พากันไปส่งคลินิก ตนก็นึกว่าจะไผส่วรพ.แต่ทำไมไปส่งคลินิกเพราะเลือดออกจำนวนมาก   สำหรับนายป๊อก ตำรวจได้คุมกันตัวอย่างแน่นหนา เพราะกังวลทั้งเรื่องความปลอดภัยและการหลบหนี เช้าวันนี้ก็จะนำตัวไปฝากขังและดำเนินคดีต่อไป       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/J5ijMXjOXc8

 12,490
สังคม-อาชญากรรม
31 ส.ค. 61

หวิดถูกรุมประชาทัณฑ์โจรผัวเมียอุ้มหมา แฉเมียชอบโพสต์อวดรวย ทำศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าบ่อย

ปทุมธานี-ตร.นำตัว 2 สามีภรรยาโจรอุ้มหมา ได้แก่ นายอภิชาติ บุญเรือง และนางสาวอุษา เกษมณี หรือฑิญาตา บุญเรือง ที่ตระเวนลักทรัพย์ทั่วประเทศมานานกว่า 15 ปี ได้ทรัพย์สินไปรวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านเจ้หมวย   ซึ่งระหว่างการทำแผนมีชาวบ้านกรูกันเข้ามารุมประชาทัณฑ์คนร้าย เนื่องจากโกรธแค้นโจรสองผัวเมียที่ตระเวนลักทรัพย์จำนวนมาก จากนั้นจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดปทุมธานี พร้อมจะคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีผู้เสียหายหลายรายและผู้ต้องหามีพฤติกรรมจะหลบหนี   โดยเจ้หมวย หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า คนร้ายได้เงินสด 30,000 บาท ทองรูปพรรณ 20 กว่าบาท รวมมูลค่ากว่า 400,000 กว่าบาท ตอนนี้ได้พระเลี่ยมทองบางส่วนคืนมา ส่วนเงินสดกับทองรูปพรรณที่ถูกขโมยไปยังไม่ได้คืน ก็ดีใจมากๆ ที่ตำรวจจับตัวคนร้ายได้ ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีในครั้งนี้   นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายเดินทางมาดูของกลางที่ถูกขโมยไป ซึ่งบางรายก็เจอทรัพย์สิน แต่บางรายก็ไม่พบทั้งนี้สำหรับสุนัขของผู้ต้องหาหลังที่ใช้ก่อเหตุมีถึง 5 ตัว แต่ขณะทางตำรวจเข้าจับกุมพบสุนัขอยู่กับผู้ต้องหาเพียง 1 ตัวเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนประสานมอบญาติผู้ต้องหามารับไปดูแลเรียบร้อยแล้ว   ทั้งนี้ยังมีการแฉพฤติกรรมของ 2 ผัวเมียนี้ว่า ทั้งคู่จะแต่งตัวดูดี อุ้มหมาปล่อยให้วิ่งเล่นในร้านผู้เสียหาย เพื่อบ่ายเบี่ยงความสนใจ และใช้วิธีสั่งสินค้าหรือสั่งอาหารทีละมากๆ ทำให้ผู้เสียหายต้องเร่งรีบวุ่นวาย ก่อนอาศัยจังหวะที่ผู้เสียหายเผลอ ขโมยทรัพย์สินไปอย่างรวดเร็ว   ขณะที่ฝ่ายภรรยามีนิสัยชอบโพสต์อวดรวยบนโลกโซเชียล ชอบโชว์เงินทองเป็นฟ่อนๆ ที่ลักขโมยมาได้พร้อมหมาคู่ใจนำมาอุ้มใช้ร่วมก่อเหตุ รวมทรัพย์สินที่ซื้อมา เช่น รถยนต์ สร้อยทอง นอกจากนี้ยังเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลบ่อยครั้ง นำเงินไปทำศัลยกรรม เพื่อเปลี่ยนหน้าอยู่บ่อยๆ   อีกทั้งยังใช้ใบขับขี่ บัตรประชาชนของเหยื่อที่มีหน้าตาคล้ายๆ หรือใกล้เคียงกันมาแอบอ้าง ในการซื้อทรัพย์สินและทำสัญญาต่างๆ  ซึ่ง ตร.จะตรวจสอบว่าจะมีขบวนการปลอมแปลงบัตรประชาชนด้วยหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XChjQ9h-Hko

 30,991
สังคม-อาชญากรรม
11 มิ.ย. 61

รวบแล้ว 2 สาวแสบตระเวนลักทรัพย์ชาวบ้าน รับสารภาพ "นำเงินไปซื้อชุดใส่เที่ยว"

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.อ.เอนก ศรีกิจรัตน์ ผกก.สภ.พิมาย จ.นครราชสีมา พ.ต.ท.นพดล ทูนทวีศิลศักดิ์ รอง ผกก. สส.สภ.พิมาย และ ร.ต.อ.ปัญญา ประตังเวสา สว.(สอบสวน) พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.พิมาย ควบคุมตัว 2 โจรแสบที่ตระเวนลักทรัพย์ในเขตพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จากกรณี เมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 มิ.ย.61 ที่ผ่านมา มีหญิงสาว 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ ตระเวนลักทรัพย์ ตามบ้านเรือนประชาชน บริเวณถนนจอมสุดาเสด็จ ด้านหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เป็นเงินสด จำนวน 8,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง หลบหนีไปลอยนวล โดยกล้องวงจรปิดของทางร้านโทรศัพท์มือถือ ได้จับภาพของหญิงสาว 2 คนได้ อย่างชัดเจน ซึ่งทางตำรวจ สภ.พิมาย ได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน จนสามารถติดตามจับตัวหญิงสาวทั้ง 2 คน ได้เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา บริเวณถนนด้านหน้าโรงเรียนบ้านลำเชิงไกร ถ.สุรนารายณ์ สายโนนไทย-นครราชสีมา ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นเวฟ100 สีแดง เพื่อเดินทางไปหาแฟนหนุ่มที่ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา    ทราบชื่อ น.ส.ดวงกมล รินสันเทียะ อายุ 20 ปี  ส่วนอีกคนเป็นสาวประเภทสอง ชื่อ ด.ช.บอล (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ชาว อ.เมือง จ.มหาสารคาม ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนให้การรับสารภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.พิมาย   จากการสอบสวน น.ส.ดวงกมล รินสันเทียะ หนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่า ตนเพิ่งพ้นโทษในคดีลักทรัพย์ในเขตพื้นที่ จ.มหาสารคาม มาได้ไม่นาน ก่อนที่จะมาก่อเหตุลักทรัพย์ในเขต อ.พิมาย ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาพร้อมกับ ด.ช. บอล (นามสมมติ) สาวประเภทสองที่เป็นเพื่อนกันเดินทางมาจาก จ.มหาสารคาม เพื่อไปหาแฟนหนุ่มที่ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ระหว่างทางจึงแวะมาเที่ยวที่ อ.พิมาย พอสบโอกาสจึงเข้าไปหาลักทรัพย์ในบ้านเรือนประชาชนดังกล่าวโดยได้เงินสดไป 8,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง นำไปขายได้เงิน 1,500 บาท หลังจากก่อเหตุนำเงินที่ได้ไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ และขี่รถจักรยานยนต์ไปเที่ยวที่ จ.บุรีรัมย์ ก่อนจะกลับไปหาแฟนที่ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหะสถานโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.    

 1,536

Top