ค้นหา :

ผลการค้นหา "ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ"

สังคม
19 ธ.ค. 62

'สมคิด พุ่มพวง' หัวหมอ ขอใช้สิทธิ์ไม่ทำแผน รับสารภาพเพียงฆ่าคนตายเท่านั้น ส่วนไตร่ตรองยังปฎิเสธ!

หลังถูกจับกุมตัวได้ และต้องนอนคุกคืนแรก ปรากฎว่า สมคิด พุ่มพวง ฆาตกรต่อเนื่องฆ่า 6 ศพ มีอาการเครียด อ่อนเพลีย ความดันขึ้น ร้องขอยาพาราเซตามอล พร้อมปฏิเสธไม่ทำแผนในจุดฆ่า   โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา นายสมคิด พุ่มพวง หรือ คิด เดอะริปเปอร์ ฆาตกรต่อเนื่อง 6 ศพ ถูกนำตัวมาคุมขังที่ สภ.กระนวน จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่เวลา 21.30 น. มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ และทำประวัติผู้ต้องหา ซึ่งในระหว่างนั้นผู้ต้องหาเกิดอาการเซ คล้ายคนที่มีอาการอ่อนเพลีย พร้อมกับร้องขอยาแก้ปวดลดไข้ เจ้าหน้าที่จึงประสานแพทย์จาก โรงพยาบาลพยุพราชกระนวน มาตรวจร่างกาย และเอายาแก้ไข้มาให้ ซึ่งการตรวจร่างกายเจ้าหน้าที่ได้เก็บดีเอ็นเอไปด้วย    ขณะเดียวกันที่บริเวณ สภ.กระนวน ก็ได้มีชาวบ้านนับร้อยคนมาปักหลักรอดูหน้าผู้ต้องหา ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา    ขณะที่ พ.ต.อ. ขจรฤทธิ์ วงษ์ราช ผู้กำกับการ สภ.กระนวน กล่าวว่า ตำรวจได้ทำการสอบปากคำนายสมคิด จนถึงเวลา 07.00 น. ซึ่งจากการสอบปากคำ นายสมคิด มีท่าทีเครียดเป็นระยะ ก่อนที่จะปฏิเสธทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดเกิดเหตุ อ้างว่า จะทำให้เกิดความเครียด เบื้องต้นนายสมคิด ให้การรับสารภาพ ทุกข้อกล่าวหา    ซึ่งการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ วันนี้ จะมีเพียง 2 จุด 1.จุดขึ้นรถ บขส.กระนวน 2.จุดที่ไปเอารถมอเตอร์ไซค์ ที่หน้าโรงพยาบาลขอนแก่น คือบริเวณหน้าวัดใหม่ชัยมงคล ซึ่งเป็นจุดที่นายสมคิดเดินเท้ามาจากบ้านเพื่อขึ้นรถโดยสาร จากอำเภอกระนวน     อีกจุดที่ผู้ต้องหายินยอมทำแผนประกอบคำรับสารภาพ คือ บริเวณ จุดจอดรถโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ก่อนที่จะหลบหนีไป เนื่องจากนายสมคิด รับสารภาพข้อกล่าวหาฆ่าคนตายเท่านั้น ส่วนไตร่ตรองยังปฎิเสธ หลังจากนี้ ก็จะขออำนาจศาลฝากขังที่เรือนจำกลางขอนแก่น        

 8,440
ข่าวภูมิภาค
04 ธ.ค. 62

ชาวบ้านรุมสาปแช่งมือฆ่ายกครัว 3 ศพ สารภาพฆ่าเพราะหึงหวงแฟนสาว พ่อแม่มาเห็นเลยยิงปิดปาก

เชียงราย-จากกรณีเหตุฆ่ายกครัว 3 ศพพ่อแม่ลูก ในบ้านพักหมู่ 3 ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย ซึ่งผู้เสียชีวิตได้แก่ น.ส.เสาวรส กิมสี อายุ 29 ปี / นายอุม กิมสี อายุ 57 ปี และนางญัชชา กิมสี อายุ 51 ปี   พล.ต.ต.ยุทธชัย พัวประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจภูธรเชียงราย เดินทางมาที่ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อดูแนวทางการสืบสวนและสอบสวน ผู้ต้องหาในคดีที่ ใช้อาวุธปืนยิง น.ส.เสาวรส กิมสี อายุ 29 ปี / นายอุม กิมสี อายุ 57 ปี และนางญัชชา กิมสี อายุ 51 ปี รวม 3 ศพ ภายในบ้านพัก ในพื้นที่บ้านสันปอแตง หมู่ 3 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งผู้ตายทั้งหมดเป็นพ่อแม่ลูกกัน    ต่อมาทางตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 สามารถจับกุมตัวนายนวราธร คุณะแสงคำ อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นแฟนของ น.ส.เสาวรส ลูกสาวของบ้านและเป็นหนึ่งในผู้ตาย โดยจับกุมได้ขณะหลบหนีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นได้ควบคุตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในบ้านที่เกิดเหตุ ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของชาวบ้านที่มารอรุมประชาทัณฑ์   พลตำรวจเอกสุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุถึงการสอบสวนเบื้องต้นว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยบอกว่าทำไปเพราะมีความหึงหวงในแฟนสาว หลังเห็นผู้ตายคุยไลน์กับอดีตแฟนหนุ่ม   ส่วนพ่อแม่ของแฟนสาว สาเหตุที่ฆ่าด้วยเพราะมาเห็นเหตุการณ์​ หลังจากยิงได้หลบหนีจากบ้านที่เกิดเหตุไปพร้อมกับอาวุธปืน และนำอาวุธปืนหลบหนีไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ด้วย ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีผู้ต้องหาในคดีเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะมีผู้พาหลบหนี จะต้องมีการสอบสวนละเอียดอีกครั้ง ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา   ทั้งนี้ อาวุธปืนที่ใช้นั้นเป็นอาวุธปืนขนาด 9 มม. และปลอกกระสุนปืน ตรงกับภายในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งพบจำนวน 4 ปลอก ทั้งนี้ในจำนวนผู้ตายจะถูกยิงถึง 2 นัด ส่วนประวัติผู้ต้องหา เป็นคนอารมณ์ร้อนและชอบเล่นปืน   ด้านเพื่อนบ้านของผู้ตายเล่าว่า ช่วงเวลาที่นายนวราธร คบหากับผู้ตาย ได้พาไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อ ใช้รถหรู ทั้งเบนซ์ บีเอ็ม ฮาเล่ย์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าทำงานอะไร รู้เพียงว่า เป็นลูกคนมีเงิน ทำให้เพื่อนๆ สงสัยว่า เป็นคนมีฐานะจริงๆ หรือ เป็นเพียงเสี่ยกำมะลออย่างข่าวที่เคยเกิดขึ้น โดยพบว่า ก่อนหน้านี้ได้โพสต์รูป โชว์ความมีฐานะ แต่หลังเกิดเรื่องก็ลบทุกอย่าง และปิดเฟซบุ๊กทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/G3pyDv5a7Z0

 3,152
อาชญากรรม
04 ธ.ค. 62

ชาวบ้านรุมสาปแช่งมือฆ่ายกครัว 3 ศพ สารภาพฆ่าเพราะหึงหวงแฟนสาว พ่อแม่มาเห็นเลยยิงปิดปาก

เชียงราย-จากกรณีเหตุฆ่ายกครัว 3 ศพพ่อแม่ลูก ในบ้านพักหมู่ 3 ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย ซึ่งผู้เสียชีวิตได้แก่ น.ส.เสาวรส กิมสี อายุ 29 ปี / นายอุม กิมสี อายุ 57 ปี และนางญัชชา กิมสี อายุ 51 ปี   พล.ต.ต.ยุทธชัย พัวประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจภูธรเชียงราย เดินทางมาที่ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อดูแนวทางการสืบสวนและสอบสวน ผู้ต้องหาในคดีที่ ใช้อาวุธปืนยิง น.ส.เสาวรส กิมสี อายุ 29 ปี / นายอุม กิมสี อายุ 57 ปี และนางญัชชา กิมสี อายุ 51 ปี รวม 3 ศพ ภายในบ้านพัก ในพื้นที่บ้านสันปอแตง หมู่ 3 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งผู้ตายทั้งหมดเป็นพ่อแม่ลูกกัน    ต่อมาทางตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 สามารถจับกุมตัวนายนวราธร คุณะแสงคำ อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นแฟนของ น.ส.เสาวรส ลูกสาวของบ้านและเป็นหนึ่งในผู้ตาย โดยจับกุมได้ขณะหลบหนีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นได้ควบคุตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในบ้านที่เกิดเหตุ ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของชาวบ้านที่มารอรุมประชาทัณฑ์   พลตำรวจเอกสุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุถึงการสอบสวนเบื้องต้นว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยบอกว่าทำไปเพราะมีความหึงหวงในแฟนสาว หลังเห็นผู้ตายคุยไลน์กับอดีตแฟนหนุ่ม   ส่วนพ่อแม่ของแฟนสาว สาเหตุที่ฆ่าด้วยเพราะมาเห็นเหตุการณ์​ หลังจากยิงได้หลบหนีจากบ้านที่เกิดเหตุไปพร้อมกับอาวุธปืน และนำอาวุธปืนหลบหนีไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ด้วย ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีผู้ต้องหาในคดีเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะมีผู้พาหลบหนี จะต้องมีการสอบสวนละเอียดอีกครั้ง ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา   ทั้งนี้ อาวุธปืนที่ใช้นั้นเป็นอาวุธปืนขนาด 9 มม. และปลอกกระสุนปืน ตรงกับภายในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งพบจำนวน 4 ปลอก ทั้งนี้ในจำนวนผู้ตายจะถูกยิงถึง 2 นัด ส่วนประวัติผู้ต้องหา เป็นคนอารมณ์ร้อนและชอบเล่นปืน   ด้านเพื่อนบ้านของผู้ตายเล่าว่า ช่วงเวลาที่นายนวราธร คบหากับผู้ตาย ได้พาไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อ ใช้รถหรู ทั้งเบนซ์ บีเอ็ม ฮาเล่ย์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าทำงานอะไร รู้เพียงว่า เป็นลูกคนมีเงิน ทำให้เพื่อนๆ สงสัยว่า เป็นคนมีฐานะจริงๆ หรือ เป็นเพียงเสี่ยกำมะลออย่างข่าวที่เคยเกิดขึ้น โดยพบว่า ก่อนหน้านี้ได้โพสต์รูป โชว์ความมีฐานะ แต่หลังเกิดเรื่องก็ลบทุกอย่าง และปิดเฟซบุ๊กทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/G3pyDv5a7Z0

 3,152
อาชญากรรม
03 ธ.ค. 62

แกะรอยมือฆ่าโหดยกครัว 3 ศพ สารภาพหึงหวง ตร.คุมทำแผนหวิดประชาทัณฑ์

ความคืบหน้าคดีฆ่ายกครัว 3 ศพ ที่เชียงราย ล่าสุดชัดเจนเเล้วว่าผู้ที่ลงมือคือเเฟนหนุ่มของผู้เสียชีวิต ชุดสืบสวนภูธรภาค 5 เเกะรอยตามไปจับได้ที่เชียงใหม่ ก่อนจะคุมตัวกลับมาสอบสวนเเละทำเเผนประกอบคำรับสารภาพ อ้างเหตุที่ลงมือ เพราะหึงหวงอดีตเเฟนสาว    พลตำรวจเอก สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาติดตามความคืบหน้าทางคดี ที่สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย หลังตำรวจภูธรเชียงราย ร่วมกับตำรวจสืบสวนภูธรภาค 5 สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุ ทราบชื่อ คือ นายนวราธร คุณะแสงคำ หรือ โอ อายุ 27 ปี    สอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุที่ทำร้าย เพราะหึงหวงแฟนสาวที่คุยกับชายอื่น ส่วนสาเหตุที่ต้องฆ่าพ่อแม่ของแฟนสาวด้วย ผู้ต้องหาอ้างว่า ในระหว่างลงมือ พ่อกับเเม่เข้ามาเห็นเหตุการณ์ จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนที่ยิงแฟนสาว คือ น.ส.สวรส กิมสี อายุ 29 ปี ก่อน จากนั้นจึงยิงนายอุดม และ นางณัชชา กิมสี พ่อกับแม่แฟนสาว    หลังก่อเหตุ ได้หลบหนีจากบ้านเกิดเหตุไปพร้อมกับอาวุธปืน ไปซ่อนตัวที่จังหวัดเชียง ส่วนจะมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกหรือไม่ อยู่ระหว่างการสอบสวน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา   นอกจากนี้ ชุดพิสูจน์หลักฐาน ได้ทำการเก็บหลักฐานต่าง ๆ ภายใน รถยนต์ที่ผู้ต้องใช้หลบหนี เป็นยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8068 เชียงราย รวมทั้งอาวุธปืน เเละเสื้อผ้าที่สวมใส่ด้วย   จากนั้นตำรวจ คุมตัวนายนวราธร ไปที่บ้านเกิดเหตุ ในพื้นที่ หมู่ 3 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อชี้จุดทำเเผนประกอบคำรับสารภาพ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที เเละนำตัวผู้ต้องออกไปทันที ท่ามกลางเสียงตะโกนต่อว่าและสาปแช่ง ของชาวบ้านและญาติที่มารอดูการทำแผน ชาวบ้านบางส่วนพยายามฝ่าเเนวกั้นหวังจะเข้าไปรุมประชาทันฑ์ เเค้นใจที่ผู้ต้องหา ลงมือก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยม เตรียมคุมตัวไปฝากขังศาล พร้อมคัดค้านการประกันตัว

 1,318
อาชญากรรม
01 ธ.ค. 62

คุมตัวผู้ต้องหาฆ่าโหดครู 2 สามี-ภรรยาทำแผน ชุลมุนหวิดถูกรุมประชาทัณฑ์

ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญ กรณีคนร้ายอุกอาจฆาตกรรม ครูแนน และครูเอ็ม สองสามี-ภรรยาภายในบ้านพัก จ.ระยอง และอำพรางศพจัดฉาก สร้างหลักฐานหลอกว่าเป็นการฆ่ากันตายของสองสามีภรรยา นั้น   ความคืบหน้า วานนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวนายศุภกฤต มาที่ สภ.เมืองระยอง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม และทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีการวางกำลังป้องกันเหตุชุลมุนอย่างแน่นหนา เนื่องจากกลุ่มมีประชาชนจำนวนมากเข้ามารอเจอหน้า ทันที่ผู้ต้องหารลงจากรถ ก็มีแต่เสียงตะโกนด่าสาปแช่ง และฮือเข้าไปจะรุมประชาทัณฑ์ จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบดึงตัวผู้ต้องหาขึ้นไปยังห้องแถลงข่าว ที่จัดเตรียมไว้    หลังจากนั้นได้คุมตัวผู้ต้องหา ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านเกิดเหตุ โดยเริ่มจากที่ผู้ต้องหาเข้าไปบริเวณบ้าน ทำทีไปขอซื้อรถจักรยานยนต์ หลอกให้ผู้ตายเซ็นต์เอกสารการโอนรถจักรยานยนต์จนเสร็จเรียบร้อย แล้วก็ใช้ปืนบีบีกันดัดแปลงยิงเข้าที่ศีรษะครูเอ็ม 2 นัด ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่ตั้งใจจะยิงครูแนน แต่เป็นจังหวะที่ครูแนนก้มเก็บของจึงพลาดไปถูกศีรษะครูแนนเสียชีวิต    จังหวะนั้นครูเอ็มยังไม่เสียชีวิต และพยายามจะต่อสู้ จึงใช้มีดแทง จนเสียชีวิตทั้งคู่ หลังจากนั้นก็ลากศพขึ้นไปไว้ชั้น 2 ของบ้าน หลังจากก็ขี่จักรยานยนต์ออกไป และในช่วงดึกได้ย้อนกลับมาที่บ้านเกิดเหตุอีกครั้งเพื่อรื้อค้นทรัพย์สิน โดยได้เงินสด 5 หมื่นบาท และสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ก่อนหลบหนีไป นำจักรยานยนต์ไปขายที่ร้านในจังหวัดชลบุรี และจะหนีออกนอกประเทศ ทางด้านตำบลนาหวาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งถูกจับกุมตัวได้    ส่วนมูลเหตุที่เป็นแรงจูงใจให้ก่อเหตุ ที่ผู้ต้องหาอ้างว่า เคยทำธุรกิจซื้อขายรถกับผู้ตาย และผู้ตายเป็นหนี้หลักแสนบาท พอเห็นว่าผู้ตายประกาศขายรถ จึงทำทีมาขอซื้อ และชิงทรัพย์ไป หลังจากนั้นก็จัดฉากว่า สามีฆ่าภรรยา ด้วยการเขียนข้อความติดหน้าบ้านไว้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง โดยจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม    เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม หากสอบสวนพบว่ามีความผิดอื่นอีก ก็จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป   ขณะเดียวกันวานนี้ ญาติของครูแนนได้เดินทางไปรับศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่บ้านเกิดจังหวัดพะเยา ขณะที่จังหวัดชัยนาท หลังจากที่จับตัวผู้ก่อเหตุได้ พ่อและแม่ของครูเอ็มเคาะโลงศพบอกลูกว่าจับฆาตกรได้แล้ว และขอให้ศาลลงสูงโทษให้ถึงที่สุด     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/UEyUX0MEkC0  

 2,764
อาชญากรรม
30 พ.ย. 62

ตร.หิ้ว 'เติ้ล' มือฆ่าครูผัวเมีย ทำแผนฯ เล่านาทีสังหาร ยิงไม่ตายจึงแทงซ้ำ ก่อนจัดฉากอำพราง

ความคืบหน้าคดีฆ่าครู2 สามีภรรยาที่จังหวัดระยอง ล่าสุด ตำรวจตามจับตัวผู้ก่อเหตุได้ขณะหลบหนีไปอยู่ที่เชียงใหม่ จึงคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยผู้ต้องหาให้การว่าใช้ปืนยิงทั้งสองก่อน แต่ไม่เสียชีวิตจึงแทงซ้ำ และย้อนกลับมาอำพรางศพอีกรอบ ระหว่างการทำแผนก็มีเพื่อนกลุ่มบิ๊กไบค์ของผู้เสียชีวิตไม่พอใจตะโกนด่าทอรุมประชาทัณฑ์      ตำรวจควบคุมตัว นายศุภกฤต สุจาศรี หรือ เติ้ล อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาคดีฆ่าชิงทรัพย์ผู้อื่นโดยเจตนา มาสอบสวนที่ สภ.เมืองระยอง หลังหลบหนีไปอยู่ที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และให้เพื่อนมารับเตรียมหลบหนีข้ามแดนไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถูกสกัดจับได้ก่อน ทันทีที่มาถึงมีกลุ่มเพื่อนบิ๊กไบร์ของครูเอ็มและครูแนน ซึ่งโกรธแค้นการกระทำของ นายศุภกฤต ได้ตรงเข้าไปรุมประชาทัณฑ์พร้อมตะโกนด่าทอ   จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายศุภกฤต ผู้ต้องหาให้ปากคำกับชุดจับกุม ว่ารู้จักกับผู้ตาย โดยมีการซื้อรถจักรยานยนต์ด้วยกันมาก่อน และพอรู้ว่าผู้ตายประกาศขายรถทางเฟซบุ๊ก จึงได้เดินทางมาหาเพื่อมาทวงหนี้ โดยอ้างว่าผู้ตายติดค้างหนี้อยู่เป็นหลักแสน   โดยตำรวจได้ควบคุมตัวนายศุภกฤตมาแถลงข่าว และยืนยันว่าในเบื้องต้นพบว่านายศุภกฤตต้องการฆ่าชิงทรัพย์  ยังไม่ได้สอบลงรายละเอียดว่าครูเอ็มติดหนี้สินจากพนันบอล แล้วมาทวงหนี้ตามที่นายศุภกฤตอ้างจริงหรือไม่ แต่พบว่าผู้ต้องหาซื้อบ้านอยู่หมู่บ้านเดียวกัน   หลังจากนั้น ตำรวจนำตัวนายศุภกฤต ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพภายในบ้านของครูเอ็มและครูแนนทันที โดยนายศุภกฤตเคยไปบ้านผู้เสียชีวิต 2 วันก่อนลงมือ แล้ววันที่ 27 พฤศจิกายน ก็ทำทีเข้ามาในบ้านเพื่อตกลงซื้อขายรถดูคาติ และได้นำปื่นขนาด.38 ติดตัวมาด้วย    เมื่อครูแนนได้โอนลอยรถดูคาติให้แล้ว นายศุภกฤตก็ชักปืนมายิงครูเอ็มก่อน แต่กระสุนพลาดไปถูกศีรษะครูแนน ซึ่งกำลังก้มหยิบของเสียชีวิตทันที นายศุภกฤตจึงยิงครูเอ็มใหม่ไปอีก 2 นัด กระสุนถูกกลางศีรษะ แต่ยังไม่เสียชีวิต ครูเอ็มร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ จึงไปนำมีดในครัวมาทำร้ายจนเสียชีวิต และปิดม่าน ปิดไฟ เพื่อขี่รถดูคาติออกไปตอน 3 ทุ่ม นำรถไปฝากบ้านเพื่อน เพื่อเตรียมส่งขายต่อให้ร้านรถมือสองในราคา 3 แสนบาท   แล้วย้อนกลับเข้ามาในบ้านครูเอ็มและครูแนนใหม่อีกครั้งช่วงตี 1 โดยลากศพของครูเอ็มและครูแนนไปบนห้องนอนชั้นสอง จัดฉากอำพรางคดีให้เหมือนฆ่ากันเอง นำเสื้อผ้ามาทับถมร่างไว้ เพราะได้ยินว่าทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อย หลังจากนั้นรื้อค้นทรัพย์สิน นำเงินสด 5 หมื่นบาท และทอง 1 เส้น ของผู้ตายไป พร้อมเขียนข้อความอำพรางติดไว้หน้าบ้าน กระทั่งเช้าก็ขับรถไปขึ้นเครื่องที่สนามบินอู้ตะเภา   ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า นายศุภกฤษ มีปัญหาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยน อยู่ในกลุ่มค่อนข้างเกเร จึงเรียนไม่จบ และชอบยืมเงินเพื่อนๆมาตลอด  โดยพ่อและแม่ของนายศุภกฤตแยกทางกันไป นายศุภกฤตอาศัยกับแม่ และพาแม่มาอยู่ที่หมู่บ้านเดียวกับครูเอ็มและครูแนน แต่อยู่ต้นซอย ซึ่งเป็นบ้านราคา 4 ล้านบาทขึ้นไปที่ นายศุภกฤตซื้อเอง ทั้งที่ไม่มีอาชีพ จึงเป็นที่สงสัยว่าทำธุรกิจใด อีกทั้งยังมีรายงานว่า นายศุภกฤตได้สั่งซื้อรถบิ๊กไบค์ยี่ห้อบีเอ็มดับบลิวอีกคัน แต่ติดต่อเรื่องการขนส่งรถกันอยู่ก็มาเกิดเหตุนี้ก่อน

 4,264
สังคม-อาชญากรรม
23 พ.ย. 62

รวบแล้ว! 'โมทย์ สาริกา' ฉุดนศ. หวังข่มขืน เจ้าตัวลั่น "ถูกจับจนชิน" สาว 16 โร่ขึ้นโรงพักแฉ เคยมาสู่ขอแต่กับเบี้ยวงานแต่ง

ความคืบหน้ากรณี นายปราโมทย์ จิตสงัด หรือ โมทย์ สาริกา ผู้ก่อเหตุฉุด นักศึกษาสาว อายุ 22 ปี หวังจะไปข่มขืน แต่ผู้เสียหายขัดขืน ก็ทำร้ายตบ กระชากผมลากขึ้นรถ เหตุเกิดที่หนองเก็บน้ำห้วยปรือ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่ผู้เสียหายจะหนีเอาตัวรอดออกมาได้ เป็นที่มาที่ตำรวจได้ตามลากตัว  โมทย์ สาริกา ซึ่งขณะจับกุมควบคุมตัวนั้น โมทย์ สาริกา ลั่นว่า "ชินแล้ว ถูกจับจนชิน"   ล่าสุดช่วงเย็นวานนี้โ มทย์ สาริกา ไปไม่รอดแล้ว ถูกตำรวจจับกุมในสภาพอิดโรย เพราะวิ่งหนีกลางป่า บริเวณ หมู่ 9  บ้านโคกลำดวน จ.นครนายก ใช้เวลาเกือบ 1 ชม.  โดย ตร. ได้เบาะแสเพราะมีพลเมืองดีโทรแจ้งว่าพบ รถกระบะ อีซูซุ สีแดง บท 4103 ปราจีนบุรี จอดทิ้งไว้ในป่า คล้ายกับรถของนายปราโมทย์ผู้ต้องหาที่ไปก่อเหตุฉุดนักศึกษา ตร.จึงนำกำลังมาปิดล้อมจับกุม    โดยครั้งแรกนายโมทย์นั่งกินเหล้าแบบสบายใจในป่า พอเห็นตำรวจก็วิ่งหลบหนี แบบไม่คิดชีวิต ตอนแรกก็ใส่รองเท้า พอวิ่งไม่สะดวกก็ถอดรองเท้าทิ้ง สุดท้ายวิ่งไปได้ไม่ไกลมาก นายโมทย์เหนื่อยก็นอนหลบที่พุ่มไม้ ตร. จึงจับใส่กุญแจมือ มาสอบสวน    ระหว่างที่จับกุมนายโมทย์บอกว่าไม่ได้ฉุดน้องผู้เสียหาย แต่ มีเรื่องกับผู้ชายที่มาด้วย จึงเอาตัวขึ้นรถไปด้วยและตั้งใจจะมาส่งภายหลัง ไม่ได้ก่อเหตุตามข่าว    โดย พ.ต.อ.กล้าหาญ โชคพิพัฒน์ไพบูลย์ ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครนายก เปิดเผยว่า  จาการสอบสวน นายโมทย์ให้การไม่ตรงกับที่ผู้เสียหายระบุ ยอมรับว่าทำร้ยร่างกายจริง ไม่ได้ข่มขืนและ ไม่ได้ทำร้ายผู้หญิง ซึ่งคำให้การยังย้อนแย้งกับผู้เสียหายระบุ ก็ถือเป็นสิทธิ์    ซึ่งช่วงที่จับกุมนายโมทเองก็ไม่ขัดขืนและรู้ถึงขั้นตอนการถูกดำเนินคดีทุกอย่างเพราะชินกับการถูกจับแบบนี้ โดยในวันนี้23 จะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และจะฝากขัง   ซึ่งพฤติกรรมของนายโมท ถือเป็นบุคคลอันตรายที่ก่อเหตุเกี่ยวกับการทำร้ายผู้หญิง ข่มชืน รุมโทรม กักขังและยาเสพติด ถูกดำเนินคดีทั้งหมด7ครั้ง จำคุก2ครั้ง ซึ่งการก่อคดีล่าสุดนี้ ศาลก็จะพิจรณาทั้งเพิ่มโทษและการให้ประกันตัวด้วย   ขณะที่นายโมทย์ ถูกสอบปากคำคดีฉุดนักศึกษายู่นั้น ปรากฎว่า นางสาวเมย์ อายุ 16 ปี พร้อมมารดา เดินทางมาโรงพักเพื่อจะเจรจากับนายโมทย์ เพราะไปหลอกว่าจะแต่งงานกับนางสาวเมย์ วันที่ 22 พ.ย.62 แต่ไม่ยอมมาแต่งทำให้เกิดความอับอาย โดยนางสาวเมย์บอกว่า คบกับนายโมทย์ได้ 1 เดือน แล้วนายโมทย์ก็มาบอกกับพ่อแม่และญาติพี่น้องฝั่งคนว่า จะมาสู่ขอและแต่งงานด้วย     ตอนนั้นคนในครอบครัวก็เห็นว่าเป็นคนดี จึงยอมตกลงให้แต่งงาน ทุกคนไม่เคยรู้พฤติกรรมของนายโมทย์มาก่อน พอรู้ว่าเขาหนีหายไปตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. ก็เครียดคิดอยากฆ่าตัวตายเพราะอายที่มาสู่ขอแล้วไม่มาแต่ง แต่ก็คิดอีกมุมว่ายังโชคดีที่ไม่ได้นายโมทย์เป็นสามี  ซึ่งที่ผ่านมา นายโมทย์เป็นผู้ชายอบอุ่นดูแลเทคแคร์ทุกอย่างไม่คิดว่าจะไปก่อเหตุแบบนี้    ล่าสุดช่วงเช้าที่ผ่านมา (23 พ.ย. 62) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายโมทย์ ไปทำแผนประกอบรับคำสารภาพ ท่ามกลางชาวบ้านจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องวางกำลังหนาแน่น เพราะญาติผู้เสียหายโกรธแค้น สุดท้ายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ต้องควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/Xbh00NKBB9k  

 8,625
สังคม
23 พ.ย. 62

รวบแล้ว! 'โมทย์ สาริกา' ฉุดนศ. หวังข่มขืน เจ้าตัวลั่น "ถูกจับจนชิน" สาว 16 โร่ขึ้นโรงพักแฉ เคยมาสู่ขอแต่กับเบี้ยวงานแต่ง

ความคืบหน้ากรณี นายปราโมทย์ จิตสงัด หรือ โมทย์ สาริกา ผู้ก่อเหตุฉุด นักศึกษาสาว อายุ 22 ปี หวังจะไปข่มขืน แต่ผู้เสียหายขัดขืน ก็ทำร้ายตบ กระชากผมลากขึ้นรถ เหตุเกิดที่หนองเก็บน้ำห้วยปรือ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่ผู้เสียหายจะหนีเอาตัวรอดออกมาได้ เป็นที่มาที่ตำรวจได้ตามลากตัว  โมทย์ สาริกา ซึ่งขณะจับกุมควบคุมตัวนั้น โมทย์ สาริกา ลั่นว่า "ชินแล้ว ถูกจับจนชิน"   ล่าสุดช่วงเย็นวานนี้โ มทย์ สาริกา ไปไม่รอดแล้ว ถูกตำรวจจับกุมในสภาพอิดโรย เพราะวิ่งหนีกลางป่า บริเวณ หมู่ 9  บ้านโคกลำดวน จ.นครนายก ใช้เวลาเกือบ 1 ชม.  โดย ตร. ได้เบาะแสเพราะมีพลเมืองดีโทรแจ้งว่าพบ รถกระบะ อีซูซุ สีแดง บท 4103 ปราจีนบุรี จอดทิ้งไว้ในป่า คล้ายกับรถของนายปราโมทย์ผู้ต้องหาที่ไปก่อเหตุฉุดนักศึกษา ตร.จึงนำกำลังมาปิดล้อมจับกุม    โดยครั้งแรกนายโมทย์นั่งกินเหล้าแบบสบายใจในป่า พอเห็นตำรวจก็วิ่งหลบหนี แบบไม่คิดชีวิต ตอนแรกก็ใส่รองเท้า พอวิ่งไม่สะดวกก็ถอดรองเท้าทิ้ง สุดท้ายวิ่งไปได้ไม่ไกลมาก นายโมทย์เหนื่อยก็นอนหลบที่พุ่มไม้ ตร. จึงจับใส่กุญแจมือ มาสอบสวน    ระหว่างที่จับกุมนายโมทย์บอกว่าไม่ได้ฉุดน้องผู้เสียหาย แต่ มีเรื่องกับผู้ชายที่มาด้วย จึงเอาตัวขึ้นรถไปด้วยและตั้งใจจะมาส่งภายหลัง ไม่ได้ก่อเหตุตามข่าว    โดย พ.ต.อ.กล้าหาญ โชคพิพัฒน์ไพบูลย์ ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครนายก เปิดเผยว่า  จาการสอบสวน นายโมทย์ให้การไม่ตรงกับที่ผู้เสียหายระบุ ยอมรับว่าทำร้ยร่างกายจริง ไม่ได้ข่มขืนและ ไม่ได้ทำร้ายผู้หญิง ซึ่งคำให้การยังย้อนแย้งกับผู้เสียหายระบุ ก็ถือเป็นสิทธิ์    ซึ่งช่วงที่จับกุมนายโมทเองก็ไม่ขัดขืนและรู้ถึงขั้นตอนการถูกดำเนินคดีทุกอย่างเพราะชินกับการถูกจับแบบนี้ โดยในวันนี้23 จะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และจะฝากขัง   ซึ่งพฤติกรรมของนายโมท ถือเป็นบุคคลอันตรายที่ก่อเหตุเกี่ยวกับการทำร้ายผู้หญิง ข่มชืน รุมโทรม กักขังและยาเสพติด ถูกดำเนินคดีทั้งหมด7ครั้ง จำคุก2ครั้ง ซึ่งการก่อคดีล่าสุดนี้ ศาลก็จะพิจรณาทั้งเพิ่มโทษและการให้ประกันตัวด้วย   ขณะที่นายโมทย์ ถูกสอบปากคำคดีฉุดนักศึกษายู่นั้น ปรากฎว่า นางสาวเมย์ อายุ 16 ปี พร้อมมารดา เดินทางมาโรงพักเพื่อจะเจรจากับนายโมทย์ เพราะไปหลอกว่าจะแต่งงานกับนางสาวเมย์ วันที่ 22 พ.ย.62 แต่ไม่ยอมมาแต่งทำให้เกิดความอับอาย โดยนางสาวเมย์บอกว่า คบกับนายโมทย์ได้ 1 เดือน แล้วนายโมทย์ก็มาบอกกับพ่อแม่และญาติพี่น้องฝั่งคนว่า จะมาสู่ขอและแต่งงานด้วย     ตอนนั้นคนในครอบครัวก็เห็นว่าเป็นคนดี จึงยอมตกลงให้แต่งงาน ทุกคนไม่เคยรู้พฤติกรรมของนายโมทย์มาก่อน พอรู้ว่าเขาหนีหายไปตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. ก็เครียดคิดอยากฆ่าตัวตายเพราะอายที่มาสู่ขอแล้วไม่มาแต่ง แต่ก็คิดอีกมุมว่ายังโชคดีที่ไม่ได้นายโมทย์เป็นสามี  ซึ่งที่ผ่านมา นายโมทย์เป็นผู้ชายอบอุ่นดูแลเทคแคร์ทุกอย่างไม่คิดว่าจะไปก่อเหตุแบบนี้    ล่าสุดช่วงเช้าที่ผ่านมา (23 พ.ย. 62) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายโมทย์ ไปทำแผนประกอบรับคำสารภาพ ท่ามกลางชาวบ้านจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องวางกำลังหนาแน่น เพราะญาติผู้เสียหายโกรธแค้น สุดท้ายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ต้องควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/Xbh00NKBB9k  

 8,625
สังคม-อาชญากรรม
13 ส.ค. 62

ตร.คุมตัว หนุ่มเมียนมา ทำแผนฆ่า ‘เฮียหยู’ เผยปม อ้างได้ค่าแรงน้อย

วันที่ 13 ส.ค. 62 ตำรวจนครบาลประชาชื่น คุมตัวนายมิน ทุย ชาวเมียนมา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ คดีฆาตกรรม นายพรศักดิ์ วัฏฏวนิชย์กุล อดีตสมาชิกสภาเขตบางซื่อ และเจ้าของโรงงานน้ำแข็ง โดยเป็นจุดบ้านพัก ย่านวงศ์สว่าง ของนายพรศักดิ์ ซึ่งเป็นจุดที่ นายมิน ทุย ตีศีรษะ นายพรศักดิ์ จนเสียชีวิต ก่อนนำศพไปอำพรางไว้ในตู้เสื้อผ้าคดีนี้    ตำรวจสืบสวนสอบสวน กระทั่งทราบว่า ผู้เสียชีวิต เพิ่งซื้อบ้านหลังดังกล่าว โดยจ้างให้นายมิน ทุย ที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงให้เข้ามาทาสี และต่อเติมบ้าน    หลังเกิดเหตุ ตำรวจพบว่านายมิน ทุย และทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต สูญหายไป จึงสืบสวนจนทราบว่า นายมิน ทุยหลบหนีไปซ่อนตัวที่บ้านญาติ ย่านมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร จึงเข้าจับกุม พร้อมยึดเงินสดของกลาง จำนวน 16,000 บาท   เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ เนื่องจากได้รับค่าแรงน้อย จึงใช้ชะแลงตีเข้าบริเวณศีรษะของนายพรศักดิ์ จนเสียชีวิต ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา    ระหว่างที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ได้มีชาวบ้านในละแวกนี้ ที่ทราบข่าวว่า จะมีการนำตัวผู้ต้องหามาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ต่างให้ความสนใจมามุงดู ซึ่งตำรวจได้กันพื้นที่ไม่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณบ้าน   ด้านนายอนุรัตน์ วงศ์อนันต์ หลานผู้เสียชีวิต ได้ให้สัมภาษณ์ ยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตไม่เคยด่าทอ หรือจ่ายค่าจ้างน้อย อีกทั้งผู้เสียชีวิตก็ไม่ได้เป็นคนที่ขี้โมโห หรืออารมณ์รุนแรง ตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบลูกจ้างพม่าวัย 19 ฆ่าโหดเสี่ยโรงน้ำแข็ง ยัดศพในตู้เสื้อผ้า อ้างชิงทรัพย์-แค้นถูกด่าเรื่องขับรถเร็ว      

 1,637
ข่าวภูมิภาค
31 ก.ค. 62

ทำแผนคนร้ายแทงโหดสาวโรงงาน สารภาพแค้นทะเลาะกันมาก่อน-ถูกเหยียดหยาม

คืบหน้าคดีฆ่าสาวโรงงานนางนันทนา พิทักษา อายุ 42 ปี ในห้องเช่า ถ.อุไรรัตน์ ต. แก่งคอย จ.สระบุรี คนร้ายคือนายซูไรดี ยะโก๊ะ อายุ 33 ปี   สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2562 น.ส.นันทนา ได้ถูกอาวุธมีดแทงจำนวน 15 แผล ตามร่างกายและบริเวณหน้าอกซ้าย เสียชีวิตในสภาพร่างกายเปลือยเปล่า ในห้องเช่าและได้คนร้ายได้ทำการเอาทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตไป มีรถจักรยายนต์ จำนวน 1 คัน รองเท้าแตะจำนวน 1 คู่ และโทรศัพท์มือถือจำนวน 1 เครื่อง   จากนั้นได้ทำการหลบหนีไป จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า นายซูไรดี ผู้ต้องหา ก่อนเกิดเหตุ ได้มาพักอาศัยที่ห้องเช่า ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องผู้เสียชีวิต และหลังจากเกิดได้หายตัวไปจากห้องพัก และไม่สามารถติดต่อได้   ประกอบกับเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน โดยที่นายซูไรดี เคยมีเหตุทะเลาะถูกนายสะอูดี เจมะ ที่เป็นสามีของผู้เสียชีวิต กับพวกร่วมกันทำร้ายร่ายกาย จนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ระดมกำลัง ตรวจสอบกล้อวงจรปิดที่เกิดเหตุ และเส้นทางหลบหนีของคนร้ายและรวบรวมหลักฐาน ขออนุมัติศาลจังหวัดสระบุรี เพื่อออกหมายจับ   ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า นายซูไรดี ผู้ต้องหา ได้ทำการหลบหนีได้ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้เดินทางไปจับกุมไว้ได้   จากการสอบถามผุ้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ในวันก่อเหตุตนเองได้นั่งดื่มสุราอยู่ที่ห้องตนเอง ห้องก็อยู่เยื้องกันกับห้องผู้ตาย หลังจากดื่มสุราจนเวลา 14.00 น. เมาได้ที่ และเห็นว่าห้องผู้ตายอยู่ในห้อง เนื่องจากเริ่มมีอาการมึนเมา จึงเริ่มคิดถึงเรื่องที่โดนทำร้าย และผู้ตายดูถูกเหยียดหยาม จึงเกิดความบันดาลโทสะ จึงได้หยิบมีดปลอกผลไม้ เดินไปยังห้องผู้ตายในขณะที่ผู้ตายอาบน้ำ เมื่อออกมาจากห้องน้ำ และเกิดทะเลาะกัน จึงได้ใช้อาวุธมีดแทงไปบริเวณหน้าอกซ้าย และใช้อาวุธมีดฟันเป็นแผลกว่า 15 แห่ง จากนั้นตนจึงได้หลบหนีออกไปบริเวณหลังห้อง ทิ้งอาวุธมีดไว้บริเวณหลังห้อง   โดยสาเหตุเนื่องจาก นายซูไรดี โกรธแค้น จากการที่เคยถูกสามีของผู้ตาย ที่เป็นเพื่อนสนิทร่วมกันทำร้าย และนางสาวนันทนาผู้ตาย เคยต่อว่าดูถูกมาก่อน จึงเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุในครั้งนี้ หลังจากแถลงข่าวได้นำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนที่เกิดเหตุ ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบกว่า 50 นาย โดยมีชาวบ้านมาดูการทำแผนพร้อมตะโกนด่าให้ประหารชีวิต   อย่างไรก็ตามผู้ต้องหารายนี้ เคยต้องโทษคดีเสพและจำหน่ายยาเสพติดมาก่อน หลังจากนี้จะได้ตรวจสอบว่ามีใครเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายอีกบ้าง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oBVKp4vm7F4

 1,373
สังคม-อาชญากรรม
03 ก.ค. 62

ตร.โคราช คุมอดีตสาวเซเว่นฯ ชิงเงิน 2 ล้านทำแผน รับก่อเหตุคนเดียวเพราะรู้ช่องทางร้านเป็นอย่างดี

คุมตัวอดีตพนักงานสาวเซเว่นไปทำแผนใช้อาวุธมีดบุกจี้ชิงเงินสดในร้านไปกว่า 2 ล้านบาท เผยวางแผนก่อเหตุคนเดียว เพราะรู้ช่องทางความเคลื่อนไหวของร้านเป็นอย่างดี   จากกรณีความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธมีดบุกจี้ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาชุมชนบ้านโพธิ์  จังหวัดนครราชสีมา ได้เงินสดไป 2,347,000 บาท หลังชุดสืบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ คือ นางสาวรจนา ช่องกลาง โดยจับกุมตัวได้ภายในบ้านพักของผู้ต้องหา  พร้อมด้วยของกลางเงินสดที่ยึดคืนมาได้รวมจำนวน 1,974,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาซุกซ่อนเอาไว้ในบ่อเกราะหลังบ้านพักของตัวเอง ขณะที่เงินบางส่วนผู้ต้องหาอ้างว่านำเงินไปใช้หนี้แล้วนั้น   ล่าสุดวันนี้ (3 กรกฎาคม 2562) ช่วงเวลา 10.30 น. พนักงานสอบสวน สภ.จอหอ ได้นำตัวนางสาวรจนาคนร้ายที่ก่อเหตุไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่เกิดเหตุ โดยก่อนก่อเหตุนางสาวรจนาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดไว้บริเวณฝั่งตรงข้ามร้าน ซึ่งเป็นจุดที่กล้องวงจรปิดมองไม่เห็น จากนั้นนางสาวรจนาได้เดินตรงเข้ามาภายในร้านแล้วทำทีขอซื้อบุหรี่ ก่อนจะอาศัยจังหวะชักอาวุธมีดออกมาบังคับพนักงานจี้ชิงทรัพย์เอาเงินสดที่อยู่ภายในตู้เซฟของร้าน ออกไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ขับหลบหนีไป โดยระหว่างทางได้นำอาวุธมีด เสื้อผ้า และหมวกกันน็อคโยนทิ้ง ส่วนเงินของกลางที่ชิงทรัพย์มาได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ในบ่อเกรอะหลังบ้านพัก ขณะที่เงินบางส่วนผู้ต้องหาอ้างว่าได้นำเงินไปใช้หนี้   ทั้งนี้จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า นางสาวรจนาผู้ต้องหารายนี้ได้วางแผนก่อเหตุเพียงลำพังคนเดียว โดยอาศัยการที่ผู้ต้องหาเคยเป็นอดีตพนักงานของร้าน จึงรู้ความเคลื่อนไหวของทางร้านเป็นอย่างดี และรู้ว่าวันหยุดเสาร์อาทิตย์ช่วงสิ้นเดือนจะมีเงินรายได้จากการขายสินค้าเก็บไว้ภายในร้านเป็นจำนวนมาก ประกอบกับผู้ต้องหามีหนี้สิน และขาดรายได้เนื่องจากไม่มีงานทำ อีกทั้งยังต้องเลี้ยงดูลูกน้อย ทำให้ผู้ต้องหาตัดสินใจก่อเหตุครั้งนี้ขึ้น   ข่าวที่เกี่ยวข้อง จับโจรสาวจี้เซเว่น ชิงเงิน 2 ล้าน ที่แท้เป็นอดีต พนง.โดนไล่ออก เตรียมหอบเงินหนีไปเกาหลี 

 1,371
ข่าวภูมิภาค
27 พ.ค. 62

คุมตัวหนุ่ม 27 ทำแผนฆ่าชิงทรัพย์สร้อยทอง-เผาอำพรางศพสาวสุราษฎร์ฯวัย 18

สุราษฎร์ธานี-จากคดีนายพีระพล นวลเสน่ห์ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุชิงทรัพย์ ฆ่าแล้วเผาอำพรางศพสาววัย 18 ปี โดยผู้ต้องหายังให้การยืนยัน เพียงแค่ประสงค์เหตุต่อทรัพย์เท่านั้น โดยหลังก่อเหตุได้นำสร้อยคอทองคำ นำหนัก 1 บาท และแหวน น้ำหนัก 1 สลึง ไปขายได้ 22,000 บาท นำไปให้ภรรยา 5,000 บาท และนำไปใช้จ่ายเหลืออยู่ 2,000 บาท   พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุจริงโดยมีเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์ แต่อย่างไรก็ต้องสอบปากคำและพิจารณาจากหลักฐานอื่นมาประกอบ เพราะไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งได้ลงมาดูการสอบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและ สภ.กาญจนดิษฐ์ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครบถ้วนทุกประเด็นหรือไม่   เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจและผู้ต้องหาก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยม ก่อเหตุชิงทรัพย์แล้วถึงกับฆ่าและเผาเป็นคดีที่สะเทือนขวัญ ในเรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดข้อสมมุติฐานในการก่อเหตุประเด็นใดทิ้ง และไม่ได้เชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาจะต้องทำการสอบพยาน และให้เอาผลทางนิติวิทยาศาสตร์กับพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมในที่เกิดเหตุมาประกอบด้วย   จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายพีระพล ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีชาวบ้านจำนวนมากและญาติผู้ตายมายืนรอดู ตำรวจต้องนำหมวกนิรภัย สวมใส่คลุมศรีษะนายพีระพลไว้ แต่เมื่อรถตำรวจนำตัวมาถึงชาวบ้านได้ส่งเสียงตะโกนเป็นช่วงๆ การทำแผนจุดเกิดเหตุเริ่มจากนายพีระพล ยืนดักรอ น.ส.จรินยา ขับรถจักรยานยนต์กลับจากส่งหลานชายได้เรียกให้จอดรถหยุดพูดคุย และลงมือชิงทรัพย์ด้วยการถีบรถจักรยานยนต์ให้ล้มลงไปข้างทางทั้งคนทั้งรถ   ซึ่งชาวบ้านที่ดูการทำแผนอยู่แสดงความไม่พอใจ ที่นายพีระพลกระทำการอย่างโหดเหี้ยม ทั้งที่เป็นเพื่อนบ้านกันจนมีการลุกฮือจะเข้ามาใกล้ ซึ่งตำรวจเกรงจะไม่ปลอดภัย จึงรีบนำตัวนายพีระพลขึ้นรถตู้ตำรวจฝ่าฝูงชนหลบหนีออกจากพื้นที่กลับไปยัง สภ.กาญจนดิษฐ์ ทันที จนต้องยกเลิกการทำแผนในขั้นตอนของการบีบคอปลดสร้อยคอทองคำ กับแหวนทองและการเผาทำลายศพ   ต่อมาญาติผู้ตายได้เข้าพบกับ พ.ต.อ.สมบัติ ฉ่ำแสง ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรกาญจนดิษฐ์ เพื่อรับฟังรายละเอียดของคดี แต่ก็ยังปักใจเชื่อว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ลงมือเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน การเผาอำพรางศพต้องใช้น้ำมัน จำนวนมากและใช้เวลานาน จึงจะยังไม่ไปรับศพกลับมาทำพิธี โดยจะรอผลการสอบสวนของตำรวจอีกระยะหนึ่ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6Msi-zkXkhw

 2,969
ข่าวภูมิภาค
26 พ.ค. 62

คุมตัวมือฆ่าเผา ชิงทอง สาววัย 18 ทำแผน ชาวบ้านแห่รอดูหน้า

จากกรณีพบศพ น.ส.จรินยา ช่วยพยัคฆ์ อายุ 18 ปี ถูกเผาคาซากรถจักรยานยต์อยู่ในป่าละเมาะถนนสายบ้านศรีควนทอง - บ้านควนราชา หมู่ที่ 12 ตำบลช้างขวา อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากหายออกจากบ้านไป 5 วัน ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนาย พีระพล นวลเสน่ห์ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น   ความคืบหน้าวันที่ 26 พ.ค. 62 พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในการทำคดี ได้ร่วมสอบปากคำนาย พีระพล นวลเสน่ห์ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุชิงทรัพย์ ฆ่าแล้วเผาอำพรางศพสาววัย 18 ปี เพิ่มเติมโดย ผู้ต้องหายังให้การยืนยันเพียงแค่ประสงค์เหตุต่อทรัพย์เท่านั้น    โดยหลังก่อเหตุได้นำสร้อยคอทองคำ นำหนัก 1 บาท และแหวน น้ำหนัก 1 สลึง ไปขายได้ 22,000 บาท นำไปให้ภรรยา 5,000 บาท และนำไปใช้จ่ายเหลืออยู่ 2,000 บาท    พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุจริงโดยมีเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์ แต่อย่างไรก็ต้องสอบปากคำและพิจารณาจากหลักฐานอื่นมาประกอบ เพราะไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งได้ลงมาดูการสอบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและ สภ.กาญจนดิษฐ์ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครบถ้วนทุกประเด็นหรือไม่ เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และผู้ต้องหาก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมก่อเหตุชิงทรัพย์แล้วถึงกับฆ่าและเผาเป็นคดีที่สะเทือนขวัญ    ในเรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้นอ้างว่าที่ก่อเหตุชิงทรัพย์เนื่องจากติดการพนัน และก่อเหตุคนเดียว ซึ่งจะ ต้องสอบสวนให้ครบถ้วนทุกประเด็น ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดข้อสมมุติฐานในการก่อเหตุประเด็นใดทิ้ง และไม่ได้เชื่อในคำให้การของผู้ต้องหาจะต้องทำการสอบพยาน และให้เอาผลทางนิติวิทยาศาสตร์กับพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมในที่เกิดเหตุมาประกอบด้วย    จากนั้นได้คุมตัวนายพีระพล ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีชาวบ้านร่วม 500 คน มาปักเฝ้ารอดูการทำแผน ซึ่งมีตำรวจหน่วยปฎิบัติการพิเศษภูธร จ.สุราษฎร์ธานี , สภ.กาญจนดิษฐ์ กว่า 50 นายกันเขตดูแลความปลอดภัย และมีนายศรายุทธ คงคล้าย อายุ 35 ปี สามีผู้เสียชีวิต มายืนรอดูการทำแผนด้วยใบหน้าที่โกรธแค้นและมีญาติช่วยจับมือไว้ โดยตำรวจต้องนำหมวกนิรภัย(หมวกกันน็อค)สวมใส่คลุมศรีษะนายพีระพลไว้ ซึ่งระหว่างทำแผนชาวบ้านได้ส่งเสียงตะโกนเป็นระยะ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง มือฆ่าสาว 18 สารภาพบีบคอจนตายก่อนจุดไฟเผา อ้างชิงทรัพย์จะเอาไปเที่ยวเตร่ พ่อถึงกับเป็นลมคิดไม่ถึงลูกชายเป็นผู้ก่อเหตุ    

 4,552
ข่าวภูมิภาค
15 พ.ค. 62

ทำแผนฆ่าฝังดิน ‘อบต.เย๋’ เมีย เผยนาทีลั่นไก ก่อนให้น้องชายช่วยย้ายศพฝังอำพราง

จากกรณีนายทรงศักดิ์ เพิ่มสุข หรือ อบต.เย๋ อายุ 46 ปี สมาชิกองค์การบริหารส่วน ต.วังใหม่ หายตัวไป 1 เดือน ก่อนพบว่าถูกภรรยาฆ่าแล้วนำร่างมาฝังดินอยู่ในสวนทุเรียน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี   ความคืบหน้าวันที่ 15 พ.ค. 62 ที่สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พล.ต.ต.สัฒนา ยี่จีน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพฑูรย์ ปาปะคัง ผู้กำกับการ สภ.ท่าใหม่ และชุด นปพ.อีกจำนวนหนึ่ง ได้นำตัว 2 ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ คือนางเบญจวรรณ ไทยเจีย อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นภรรยาผู้ตายและเป็นผู้ลงมือก่อเหตุฆ่าสามี และอีก 1 คน คือนายวัชรพงศ์ ไทยเจีย อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นน้องชายผู้ก่อเหตุ ที่ได้เข้ามามอบตัวช่วงกลางดึกของเมื่อคืน   โดย เจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาไปทำแผนไปที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุด คือบริเวณบ้านที่เกิดเหตุ หมู่บ้านอุดมทรัพย์อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี โดยนางเบญจวรรณ ให้การว่า ได้ใช้อาวุธปืนยิงผ่านหมอนเพื่อเก็บเสียง จำนวน 3 นัด แต่กระสุนด้าน 2 นัด และเข้า 1 นัด ในช่วงที่สามีนอนหลับอยู่ภายในห้อง   จากนั้น ได้ตามน้องชายมาช่วยเคลื่อนย้ายศพในช่วงประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 16 เม.ย. โดยได้นำศพใส่ท้ายรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ นำศพไปฝังพื้นที่บริเวณที่กำลังจะปลูกสวนทุเรียน หมู่ 2 ต.ทุ่งเบญจา ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 20 กม. ก่อนใช้รถแบ็คโฮขุดเพื่อฝังศพลึกกว่า 2-3 เมตร   ข่าวที่เกี่ยวข้อง เค้นสอบเมียใหม่รับฆ่าฝังดิน 'อบต.เย๋' อ้างชิงฆ่าก่อน เพราะถูกขู่ทำร้าย ใช้แบ็คโฮขุดฝังศพ ยันลงมือคนเดียว      

 12,257
สังคม-อาชญากรรม
15 พ.ค. 62

คุมแก๊งฆ่า 'น้องอาร์ม' ทำแผน สารภาพแค่ฉุนถูกมองหน้า เล่านาทีเพื่อนลงมือเหี้ยม

ความคืบหน้ากรณีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน  ทำร้ายร่างกาย ด.ช.วิษณุสรรค์ สุวรรณภา หรือน้องอาร์ม อายุ 13 ปี นักเรียนโรงเรียนพูลเจริญวิทยาคม ใช้ ก้อนหินปาใส่ศีรษะจนเสียชีวิต ภายในซอยบางปลา 12 ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2562   สาเหตุที่ทำเพราะ ไม่พอใจที่ผู้ตายมองหน้า ซึ่งตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 2 คน คือนาย ณัฐพงษ์ เปี่ยมจิต อายุ 16 ปี และนายพิสิษฐ์ เพชรเลิศ หรือนนท์ อายุ 21 ปี และยังมีผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 2 คน คือนาย กวีโชค เงาศรี หรือเศษ และนายวัชระ บุญลือ หรือแด๊ก    โดยนายนนท์ ยอมรับสารภาพ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ช่วงที่น้องอาร์มขับรถผ่านไป เพื่อนที่ชื่อนายเศษและนายแด๊ก ซึ่งขับรถ จยย.อีกคัน ไม่พอใจที่น้องอาร์มมองหน้า ตนจึงขับรถตามมาประกบ ก่อนที่นายเศษ จะนำหินจากเกาะกลางถนน มาปาใส่ในระยะประชิด ฟาดไปอย่างแรงโดนที่หัวด้านซ้าย จนร่างของผู้ตายก็ร่วงลงพื้น สลบนอนจมกองเลือด นายแด๊กก็จะตามเข้าไปกระทืบซ้ำ แต่ตนห้ามไว้ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ได้มีเรื่องกันมาก่อน แต่ไม่พอใจที่มองหน้าเพื่อนเท่านั้น และขอโทษสังคม   ส่วนการติดตามจับกุม นายแด๊ก และนายเศษ สองผู้ต้องหาที่หลบหนี พลตำรวจตรี ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่าขณะนี้ ชุดสืบสวนได้เบาะแสผู้ก่อเหตุแล้ว หนีไปกบดานในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งคดีนี้ เป็นคดีอุจฉกรรจ์ที่เกิดจากความคึกคะนองของวัยรุ่น ที่แค่ไม่พอใจที่ถูกมองหน้า จึงก่อเหตุโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และขอยืนยันว่า ผู้ต้องหาไม่ได้มีการประสาขอมอบตัวใดๆทั้งสิ้น และเชื่อว่าอีกไม่นานจะสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่หลบหนีได้ทั้งหมด    ขณะที่ทางด้านนางศรีเพ็ญ บุญกุณะ อายุ 47 ปี แม่น้องอาร์ม ก็เดินทางมาสภ.บางพลี หลังจากมีข่าวลือทั้งวันว่าจับกุมผู้ต้องหาที่หลบหนีได้ โดยคุณกล่าวว่า ยังทำใจไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ยิ่งช่วงการเปิดเทอม ตนเห็นลูกคนอื่นไปโรงเรียนก็อดคิดถึงลูกไม่ไหว   ตนไม่เข้าใจแค่การมองหน้าถึงกับต้องฆ่าลูกให้ตาย น้องอามไม่ได้เป็นเด็กเกเร แค่แม่ดุ บางครั้งก็ร้องไห้ หรือ แค่ตะคอก ขู่ ก็ร้องไห้กลัวแล้ว ทำไมต้องฆ่าลูกตนด้วย อยากฝากไปผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก2คนให้เข้ามอบตัว รับกรรมที่ทำ และฝากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจพ่อแม่ ให้เอาใจใส่ลูกของตัวเองให้มาก เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VegbVn0EMQM

 12,063

Top