ค้นหา :

ผลการค้นหา "จักรทิพย์ชัยจินดา"

สังคม-อาชญากรรม
13 ส.ค. 62

ผบ.ตร.โอนคดีระเบิดป่วนกรุงให้กองปราบรวมเป็นคดีเดียว เชิญอัยการร่วมสอบ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งโอนสำนวนสอบสวนคดีระเบิด 17 จุดป่วนกรุง และ 1 จุดใน จ.นนทบุรี ไปให้กองปราบปรามทำสำนวนรวมเป็นคดีเดียว เชื่อเป็นขบวนการใหญ่แก๊งเดียวกัน พร้อมประสานอัยการสูงสุด (อสส.) ส่งคนมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน   เนื่องจากพบข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุผู้บงการเรียกประชุมวางแผนกับชุดจู่โจม ในเขตแดนของประเทศมาเลเซียติดชายแดนไทยพื้นที่ จ.นราธิวาส ก่อนคนร้ายใช้ช่องทางธรรมชาติลักลอบเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยเพื่อก่อเหตุ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RmsQeDKYJQg

 625
สังคม-อาชญากรรม
10 ส.ค. 62

ผบ.ตร.ลงใต้อีกครั้ง เร่งสอบปากคำผู้ต้องสงสัยบึ้มป่วนกรุง - eod เข้าเก็บกู้ระเบิดเพลิงลูกที่ 17 ซุกห้างดังย่านประตูน้ำ

ความคืบหน้าเหตุระเบิดป่วนกรุง 14 จุด ตั้งแต่วันที่ 1-2 สิงหาคมที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เหตุที่เกิดผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว ปรากฎว่าล่าสุดพบอีก 1 ลูก เป็นระเบิดลูกที่ 17 ที่ร้านขายผ้าพันคอ บริเวณชั้น 5 ของสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ    พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ รองผุ้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล 191 เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้า รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ให้เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยร้านขายเสื้อผ้าชื่อดัง บริเวณชั้น 5 ของสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ    จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี พบเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบเพลิง หรือ ระเบิดเพลิง ชนิดเดียวกันกับที่พบในร้านค้าย่านประตูน้ำ    เบื้องต้นเชื่อว่าระเบิดเพลิงที่พบ เป็นของกลุ่มเดียวกับที่ก่อเหตุเผาร้านค้าย่านประตูน้ำ ซึ่ง เป็นระเบิดเพลิงลูกที่ 8 จากทั้งหมด 17 ลูก ส่วนที่เหลือเป็นระเบิดแสวงเครื่อง 9 ลูกที่เกิดเหตุระเบิด หลายจุดเมื่อวันที่ 2 ส.ค. อาทิ บริเวณศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ,สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรีรวมถึง สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และชุดสืบสวน ได้เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง เพื่อร่วมคลี่คลายคดีระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร   ผบ.ตร.ลงใต้ เร่งสอบปากคำผู้ต้องสงสัย ถูกควบคุมตัว คดีระเบิดกทม.เพิ่มเติม   พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมเจ้าห้นาที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมายังศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมผู้ต้องสงสัย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์พิทักษ์สันติ โดยเมื่อเดินทางมาถึง พล.ต.อจักรทิพย์ ได้ใช้เวลาในการสอบถามถึงความคืบหน้าของคดี จากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน นานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำตัวผู้ถูกควบคุมตัว คือ นายวิลดัน มะหะ มาสอบปากคำเพิ่มเติม    โดย ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการสอบปากคำผู้ถูกควบคุมตัว ทั้ง 4 คน ที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ก็หลังจากที่มีปฎิบัติการตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพ 2 จุด ก็มาสอบถามทางบุคคลที่ได้ควบคุมตัวเอาไว้ว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ก็จะพูดคุยกับทุกคนที่ได้ควบคุมตัวเอาไว้    ขณะนี้กำลังพยายามอยู่ว่า สิ่งที่ได้ไปตรวจค้นที่กรุงเทพทั้งสองจุดนั้นมีความเชื่อมโยงกันได้อย่างไร ส่วนข้อกังวลนั้นก็ต้องทำไป ปัญหามันก็จะมีทุกคดีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป เจ้าหน้าที่ทุกนายพร้อมในการทำงาน ในคดีนี้ก็เชื่อว่าจะสามารถปิดคดีได้แต่ก็ต้องใช้เวลา เพราะมีหลายชุด พยานหลักฐานสาวไปถึงที่ไหน ก็ว่าไปตามพยานหลักฐาน สิ่งที่ตนเป็นห่วงก็อยากจะให้จบเร็วๆ เพราะพี่น้องประชาชนเป็นห่วง แต่เจ้าหน้าที่ก็จะไม่ผลีผลาม จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ให้ความเป็นธรรมกับทุกคน   ตามรายงานข่าวระบุว่า สิ่งสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังตามหาก็คือระดับสั่งการที่อยู่เบื้องหลัง คาดผู้บงการอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน พบความเคลื่อนไหวตั้งแต่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา แกนนำ ลูไอ กับ วิลดัน และอาแบ ไปมาเลเซียเมื่อวันที่ 13 ก.ค. เพื่อที่จะมีการกำหนดจุดเป้าหมาย พอกลับจากมาเลเซียก็เข้ากรุงเทพฯ มาครั้งแรก 20 ก.ค. จากนั้นอาแบ พาลูไอ กับ วิลดัน ไปดูเป้าหมาย หลังจากนั้นก็เริ่มลงมือ มีการซักซ้อมอยู่หลายครั้ง        รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/JrTisoXrqfo

 767
สังคม-อาชญากรรม
09 ส.ค. 62

ผบ.ตร.แถลงระเบิดป่วนกรุงฯ โยงการเมือง พบมีคนร่วมขบวนการไม่น้อยกว่า 15 คน

พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำทีมสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้าภาพรวมของคดี โดยกล่าวถึงเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของคดีได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจาก เกรงจะกระทบรูปคดี และส่งผลให้คนร้ายไหวตัวหลบหนี พร้อมขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าใจถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่   ซึ่งหลังเกิดเหตุไม่ถึง 10 ชั่วโมง สามารถจับผู้ต้องหาได้ทันที 2 คน คือ นายลูไอ แซแง อายุ 22 ปี ทำหน้าที่วางระเบิด และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ทำหน้าที่ ดูต้นทางและคุ้มกัน โดยจับได้ที่จุดตรวจปฐมพร จังหวัดชุมพร เบื้องต้น ถูกแจ้งข้อหา อั้งยี่ซ่องโจร / มีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง / และพยายามฆ่า    ทั้งนี้ จากการสอบสวนทั้งสองคน เบื้องต้น ให้การที่เป็นประโยชน์ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยระบุได้เพียงว่า อยู่ในระดับปฏิบัติการ และมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี จากการเตรียมชุดมาเปลี่ยนถึง 5 ชุดหลังก่อเหตุ ขณะที่ แผนประทุษกรรม และความเชื่อมโยงของระเบิดแต่ละจุด มองว่า ไม่ประสงค์ถึงแก่ชีวิต      อีกทั้ง จากการตรวจสอบ พบเคยมีประวัติเคยร่วมก่อเหตุโจมตีฐานนาวิกโยธิน ที่จังหวัดนราวาส เมื่อปี 2556 ส่วนประเด็นการจัดหาและจุดประกอบระเบิด มีความเป็นไปได้ทั้งการนำมาจากพื้นที่ภาคใต้ หรือมาจัดหาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยยังไม่สารภาพถึงผลตอบแทนที่ได้รับ    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังมองว่า เหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ร้อยละ 80-90 เป็นระเบิดทางการเมือง แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่า มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน จึงยากที่จะทราบถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง และกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว การก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เคยมีกลุ่มไหนออกมายอมรับ หรือประกาศว่า เป็นผู้ลงมือ    ด้านพลตำรวจโทสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงวันที่ 1-2 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่การพบระเบิดด้านหน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 ลูก ช่วงบ่ายวันที่ 1 สิงหาคม จนช่วงเช้าวันที่ 2 สิงหาคม เกิดเหตุระเบิดที่ทางเข้า-ออกศูนย์ราชการอาคาร B 2 ครั้ง / หน้ากองบัญชาการกองทัพไทย 1 ครั้ง / หน้าอาคารมหานคร 2 ครั้ง / หน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 1 ครั้ง ซึ่งจากพยานหลักฐานที่ตรวจเก็บได้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง มีลักษณะการประกอบระเบิดลักษณะเดียวกัน // ส่วนเหตุเพลิงไหม้ที่ร้านค้าย่านประตูน้ำ 4 จุด และร้านค้าย่านสยาม ปทุมวัน อีกจำนวนหนึ่ง เป็นระเบิดแสวงเครื่องเพลิง ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนเหตุทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน    พร้อมเชื่อว่า ขบวนการที่ก่อเหตุนี้ สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มคนกำหนดยุทธศาสตร์ / กลุ่มคนวางแผน สั่งการ กำหนดขั้นตอน วิธีการปฏิบัติ การสรรหาคน / กลุ่มคนช่วยเหลือสนับสนุน ทั้งก่อน ขณะ หลังเกิดเหตุ / และกลุ่มผู้ลงมือปฏิบัติ ซึ่งการสืบสวน ต้องครอบคลุมไปทุกกลุ่ม    โดยเจ้าหน้าที่มีการพูดคุยซักถามนับร้อยคน และมีการควบคุมตัวได้จำนวนหนึ่ง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เบื้องต้นที่จับได้ 2 คน เป็นกลุ่มผู้ปฏิบัติ จากที่สืบทราบว่า มีผู้ร่วมก่อเหตุมากกว่า 15 คน พร้อมยอมรับบางคน มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้    ส่วนแรงจูงใจ ยังเปิดเผยไม่ได้ เพียงรับฟังจากมุมมองของระดับปฏิบัติเท่านั้น แต่อาจไม่เข้าถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคนกำหนดยุทธศาสตร์ แต่ยืนยันได้ว่า ตำรวจมีพยานหลักฐาน หลายอย่างประกอบ ยืนยันตัวผู้กระทำผิด   ขณะเดียวกัน ยังยอมรับ มีผู้ต้องหาบางส่วนเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ซึ่งจะต้องประสานหน่วยที่เกี่ยวข้อง สืบสวนสอบสวนต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Bc-xP_V9C_E

 1,309
สังคม-อาชญากรรม
08 ส.ค. 62

ผบ.ตร. เผยคดีบึ้มป่วนกรุง พบ 2 มือวางเคยโจมตีฐานนาวิกฯ ชายแดนใต้ คาดคนร้ายมีมากกว่า 15 คน รับทำคดียาก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำแถลงภาพรวมคดีระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบ 2 ผู้ต้องหาเอี่ยวโจมตีฐานปฏิบัติการนาวิกโยธินในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยอมรับทำคดียาก    วันที่ 8 ส.ค. พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำทีมสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้าภาพรวมของคดี โดยกล่าวถึงเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของคดีได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเกรงจะกระทบรูปคดี และส่งผลให้คนร้ายไหวตัวหลบหนี พร้อมขอให้ประชาชน และสื่อมวลชนเข้าใจถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่   ซึ่งหลังเกิดเหตุไม่ถึง 10 ชั่วโมง สามารถจับผู้ต้องหาได้ทันที 2 คน คือ นายลูไอ แซแง อายุ 22 ปี ทำหน้าที่วางระเบิด และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ทำหน้าที่ ดูต้นทางและคุ้มกัน โดยจับได้ที่จุดตรวจปฐมพร จังหวัดชุมพร เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหา อั้งยี่ซ่องโจร / มีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง และพยายามฆ่า    ทั้งนี้จากการสอบสวนทั้งสองคน เบื้องต้นให้การที่เป็นประโยชน์ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยระบุได้เพียงว่า อยู่ในระดับปฏิบัติการ และมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี จากการเตรียมชุดมาเปลี่ยนถึง 5 ชุดหลังก่อเหตุ ขณะที่แผนประทุษกรรม และความเชื่อมโยงของระเบิดแต่ละจุด มองว่าไม่ประสงค์ถึงแก่ชีวิต   อีกทั้งจากการตรวจสอบ พบเคยมีประวัติเคยร่วมก่อเหตุโจมตีฐานนาวิกโยธิน ที่จังหวัดนราวาส เมื่อปี 2556 ส่วนประเด็นการจัดหาและจุดประกอบระเบิด มีความเป็นไปได้ ทั้งการนำมาจากพื้นที่ภาคใต้ หรือมาจัดหาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร    โดยยังไม่สารภาพถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังมองว่า เหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ร้อยละ 80-90 เป็นระเบิดทางการเมือง แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่า มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน จึงยากที่จะทราบถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง และกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว การก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เคยมีกลุ่มไหนออกมายอมรับ หรือประกาศว่าเป็นผู้ลงมือ    ด้านพลตำรวจโทสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงวันที่ 1-2 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่การพบระเบิดด้านหน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 ลูก ช่วงบ่ายวันที่ 1 สิงหาคม จนช่วงเช้าวันที่ 2 สิงหาคม เกิดเหตุระเบิดที่ทางเข้า-ออกศูนย์ราชการอาคาร B 2 ครั้ง / หน้ากองบัญชาการกองทัพไทย 1 ครั้ง / หน้าอาคารมหานคร 2 ครั้ง / หน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 1 ครั้ง ซึ่งจากพยานหลักฐานที่ตรวจเก็บได้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง มีลักษณะการประกอบระเบิดลักษณะเดียวกัน    ส่วนเหตุเพลิงไหม้ที่ร้านค้าย่านประตูน้ำ 4 จุด และร้านค้าย่านสยามปทุมวัน อีกจำนวนหนึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่องเพลิง ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนเหตุทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน พร้อมเชื่อว่าขบวนการที่ก่อเหตุนี้ สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือกลุ่มคนกำหนดยุทธศาสตร์ / กลุ่มคนวางแผน สั่งการ กำหนดขั้นตอน วิธีการปฏิบัติ การสรรหาคน / กลุ่มคนช่วยเหลือสนับสนุน ทั้งก่อน-ขณะหลังเกิดเหตุ และกลุ่มผู้ลงมือปฏิบัติซึ่งการสืบสวน ต้องครอบคลุมไปทุกกลุ่ม   โดยเจ้าหน้าที่มีการพูดคุยซักถามนับร้อยคน และมีการควบคุมตัวได้จำนวนหนึ่ง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เบื้องต้นที่จับได้ 2 คน เป็นกลุ่มผู้ปฏิบัติ จากที่สืบทราบว่า มีผู้ร่วมก่อเหตุมากกว่า 15 คน พร้อมยอมรับบางคน มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้    ส่วนแรงจูงใจ ยังเปิดเผยไม่ได้ เพียงรับฟังจากมุมมองของระดับปฏิบัติเท่านั้น แต่อาจไม่เข้าถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคนกำหนดยุทธศาสตร์ แต่ยืนยันได้ว่าตำรวจมีพยานหลักฐาน หลายอย่างประกอบ ยืนยันตัวผู้กระทำผิด ขณะเดียวกันยังยอมรับ มีผู้ต้องหาบางส่วนเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ซึ่งจะต้องประสานหน่วยที่เกี่ยวข้อง สืบสวนสอบสวนต่อไป         ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 'บิ๊กป้อม' รับเรื่องระเบิด การข่าวพลาดท่าเสียทีเป็น 10 ปี ที่ไม่มีแหล่งข้อมูลสำคัญ กระทบงานความมั่นคง 

 2,017
การเมืองเข้มข้น
04 ส.ค. 62

'บิ๊กตู่' กำชับ ผบ.ตร. ทำงานอย่างมืออาชีพ-เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ขอปชช.รับข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานรัฐ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำชับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ ยึดหลักกฎหมายระเบียบข้อบังคับ สามารถตรวจสอบได้ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง   และขอให้สื่อมวลชน ประชาชน รับข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ ในการเผยแพร่แก่ประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันความสับสนและข่าวลวง และขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานให้ครบถ้วน จึงจะสามารถแถลงผลการสอบสวน     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/rDDZZRRot6Y

 222
การเมืองเข้มข้น
02 ส.ค. 62

'บิ๊กป้อม' ตั้ง ผบ. ตร. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เหตุป่วนเมือง ยังไม่โยงเหตุไม่สงบชายแดนใต้

วันที่ 2 ส.ค. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งตั้ง พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยมอบหน้าที่นี้ให้ตำรวจดำเนินการ และตนจะเป็นประธานในการประชุมเพื่อสรุปสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง แต่ไม่ขอเปิดเผยวันและเวลาในการที่จะประชุม    พร้อมทั้งขอให้ประชาชนช่วยกัน เป็นหูเป็นตา ดูคนแปลกหน้ามาวางสิ่งของไว้ ส่วนจะประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือไม่ พลเอกประวิตรบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการสร้างสถานการณ์ แต่เบื้องต้นประเมินไม่ได้ว่าเกิดจากกลุ่มใด เพราะเหตุการณ์ยังไม่มีมานาน แต่ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน ทั้งผู้ปฏิบัติและการข่าว    ทั้งนี้เมื่อถามว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุความไม่สงบในจังหวัดใช้แดนภาคใต้หรือไม่ พลเอกประวิตร บอกว่ายังไม่ทราบขอให้ดำเนินการสอบสวนก่อน          อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : - 'บิ๊กป้อม' เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบ เหตุระเบิดป่วนกรุง 5 จุด เชื่อหวังสร้างสถานการณ์  - รองผบ.ตร. เผย ยังไม่ชี้เป็นเหตุป่วนเมือง เร่งประชุมทีมเฉพาะกิจ - นายกฯ สั่งเร่งสอบระเบิด เพิ่มความปลอดภัย ทำเนียบฯ-สถานที่สำคัญ    

 846
สังคม-อาชญากรรม
01 ก.ค. 62

ผบ.ตร.สั่งเร่งรัดคดี 'จ่านิว' ลั่นจับแน่ไม่ว่าสีไหน แต่ยังไม่ทิ้งปมแก๊งทวงหนี้นอกระบบ

พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เรียกฝ่ายสืบสวนประชุมสั่งเร่งรัดคดี จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวทางารเมือง ถูกดักตีรอบที่สองในช่วง 1 เดือน เหตุเกิดที่ใกล้บ้านพัก ย่านคลองสามวา พื้นที่ของ สน.มีนบุรี ขณะที่รายงานจากฝ่ายสืบสวนพบความเชื่อมโยงสองเหตุการณ์ ทั้งจำนวนผู้ก่อเหตุ อาวุธที่ใช้และรถจักรยานยนต์   โดยทาง ผบ.ตร.ระบุ แรงจูงใจนั้นยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตัดประเด็นประสงค์ต่อทรัพย์ทิ้งเนื่องจาก ทั้ง 2 เหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของจ่านิวและตัวจะนิวเองก็ไม่ได้เป็นบุคคลที่มีทรัพย์สิน ส่วนประเด็นอื่นๆก็ยังไม่ตัดทิ้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวการพนันชู้สาว และการเมือง   ส่วนกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น หากรู้สึกไม่ปลอดภัยสามารถเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมคุ้มครองสิทธิ หรือทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลได้ แต่ส่วนตัวอยากให้กลุ่มนักเคลื่อนไหว 8-9 กลุ่ม เข้าไปต่อสู้ในสภาไม่ใช่ออกมาต่อสู้บนท้องถนน   เพราะการเคลื่อนไหวบนท้องถนน สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติ รวมถึงตำรวจก็ต้องจัดกำลังเข้าไปดูแล เป็นเหตุให้กระทบถึงการทำงาน แต่การเลือกตั้งมาถึงก็ได้รับความได้รับไว้วางใจจากประชาชน และเข้าไปต่อสู้ในสภา ซึ่งเป็นวิธีการเคลื่นไหวทางการเมืองที่ถูกต้อง   ทั้งนี้แหล่งข่าวด้านการสืบสวน เปิดเผยว่า กำลังตรวจสอบประเด็นเรื่องหนี้นอกระบบ เพราะมีข้อมูลพบว่าจ่านิวมีปัญหาทางการเงิน และยังเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์แห่งหนึ่ง ว่าในอดีตเคยย้ายบ้านไปหลายพื้นที่ทั้ง มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง เพราะต้องหลบเจ้าหนี้ ซึ่งประเด็นเรื่องหนี้นี้ ชุดสืบสวนพุ่งเป้าและจะตรวจสอบว่าเจ้าหนี้เหล่านี้คือใคร ซึ่งจะได้ขยายผลว่ามีส่วนร่วมในการรุมทำร้ายจ่านิวหรือไม่ อย่างไรก็ดีในส่วนของประเด็นอื่น ๆ โดยเฉพาะประเด็นการเมืองก็จะไม่ตัดทิ้ง โดยจะไล่กล้องวงจรปิดเพื่อหาเส้นทางหลบหนีของคนร้ายและหารูปพรรณสัณฐานของคนร้ายให้แน่ชัดเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   สำหรับอาการจ่านิวล่าสุด ตอนนี้เจ้าตัวสามารถมองเห็นและเหลือบตาไปมาได้ ซึ่งทางแพทย์ตอนนี้กำลังให้ยาเพื่อลดอาการบวม ส่วนอาการจมูกหักนั้น แพทย์จะนำเครื่องมือสอดเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อดันกระดูกที่ยุบตัวให้กลับคืนสภาพเดิม ไม่ใช่เป็นการผ่าตัด   อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้เดินทางมาเยี่ยมจ่านิวที่โรงพยาบาล โดยนายรังสิมันต์ กำลังพยายามหากล้องวงจรปิดเส้นทางที่คนร้ายก่อเหตุ   ด้านนายชัชชาติ กล่าวให้กำลังใจจ่านิว ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ พอหายเป็นปกติพร้อมจะให้คำปรึกษาเรื่องการไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย โดยระบุกับจ่านิวว่าถ้ามีโอกาสก็ไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/h_DfVeHx4F4

 1,399
สังคม-อาชญากรรม
28 มิ.ย. 62

‘บิ๊กแป๊ะ’ เสียใจ ร.ต.อ. ยิงตัวตายในบ้านพัก ปมถูกย้ายไม่เป็นธรรม

วันที่ 27 มิ.ย. 62 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุถึงกรณี ร.ต.อ.พิเชษฐ์ สุชาติพงษ์ ตำรวจ สภ.มาบอำมฤต จ.ชุมพร ยิงตัวตาย หลังถูกคำสั่งย้ายจากตำแหน่งฝ่ายป้องกันปราบปราม ให้ไปอยู่ฝ่ายสอบสวน ระยะเวลา 3 เดือน ว่า    ตอนนี้ส่วนตัวยังไม่ได้รับรายงานถึงแรงจูงใจในการเสียชีวิต แต่หากเป็นเรื่องจริงก็รู้สึกเสียใจ เพราะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา แต่จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของการที่จะเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นๆ ว่ามีความรู้ความสามารถตรงกับตำแหน่งที่มีการปรับย้ายหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะต้องนำเรียนในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายครั้งต่อไป   สำหรับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 62 ร.ต.อ.พิเชษฐ์ ได้ยิงตัวตายในตำบลดอนยาง อ.ปะทิว จ.ชุมพร โดยเขียนจดหมายลาตายว่าตนเองถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม   ข่าวที่เกี่ยวข้อง ตร.ชุมพรยิงตัวตายคาบ้านพัก เครียดถูกย้ายสายงานที่ไม่ถนัด จากคำสั่งย้ายกลายเป็นคำสั่งตาย    

 1,771
ข่าวภูมิภาค
28 มิ.ย. 62

ตร.ชุมพรยิงตัวตายคาบ้านพัก เครียดถูกย้ายสายงานที่ไม่ถนัด จากคำสั่งย้ายกลายเป็นคำสั่งตาย

ชุมพร-พบศพ ร.ต.อ.พิเชษฐ์ สุชาติพงษ์ อายุ 48 ปี เสียชีวิตคาบ้านพัก จากสาเหตุการจ่อยิงขมับขวาฆ่าตัวตาย   โดยฝนที่เกิดเหตุ จนท.พบสมุดบันทึกที่ ร.ต.อ.พิเชษฐ์ เขียนข้อระบายไว้ 3 หน้ากระดาษ โดยระบุถึงสาเหตุที่ต้องยิงตัวตามมาจากคำสั่งที่ถูกย้ายจากงานสายป้องกันและปราบปราบ ไปอยู่ในตำแหน่งงานสอบสวน อย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม ความอัปยศต่างๆนาๆในแวดวงสีกากีและเส้นสายในการวิ่งเต้นโยกย้ายในตำแหน่ง จนตำรวจดีๆต้องหมดหวังหมดกำลังใจ เจ้าหน้าจึงเก็บสมุดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกำส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล   จากการสอบสวนทราบว่าช่วงเกิดเหตุ ร.ต.อ.พิเชษฐ์ ออกเวรกลับบ้าน เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องนอนเพียงคนเดียวโดยชั้นบนของบ้านได้ปิดไฟมิดสนิท ขณะลูกสาวคนโตอายุ 14 ปี เรียนชั้น ม.1 นั่งทำการบ้านอยู่บริเวณชั้นล่าง ส่วนภรรยาและลูกชายวัย 9 ขวบ เดินออกไปหาพี่ชายซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 400 เมตร ไม่นานมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ลูกสาวที่นั่งทำการบ้านอยู่เข้าใจว่าเป็นเสียงรถท่อรถจักรยานยนต์ ต่อมาจึงคิดเอะใจว่าทำไม่พ่อปิดไฟในห้องและชั้น 2 บนบ้านทั้งหมดจนมืดสนิท จึงโทรศัพท์ไปบอกแม่ให้รีบกลับมาดู และเมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปดูก็พบว่า ร.ต.อ.พิเชษฐ์ ยิงตัวตายดังกล่าว   ขณะที่นางแอนนา สินธุนนท์ อายุ 44 ปี ภรรยาผู้ตายได้กล่าวว่า สามีเกิดความเครียดในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาหลังมีคำสั่งย้ายจากตำแหน่งรองสารวัตรป้องกันและปราบปราม ไปอยู่ตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน เป็นการย้ายตำรวจจากงานถนัดไปอยู่งานที่ไม่ถนัด ไม่เคยสอบถามใดๆทั้งสิ้น คิดจะย้ายใครไปอยู่ตรงไหนก็ย้ายโดยรู้ถึงปัญหา ตนขอตัดขาดจากวงการตำรวจนี้อย่างเด็ดขาดจะไม่ขอเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น   จึงอยากฝากถามไปถึงระดับผู้ใหญ่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า การโยกย้ายตำรวจแต่ละครั้งคิดจะย้ายใครไปไปอยู่ตรงไหนก็ได้ใช่ไหม โดยไม่เคยสอบถามผู้ที่ถูกย้ายว่ามีความสามารถด้านใดทำงานอะไรได้บ้างเคยรู้ปัญหาเหล่านี้ไหม ไม่ใช่คิดแต่จะหาผลประโยชน์วิ่งเต้นตำแหน่งกันคำสั่งโยกย้ายครั้งนี้กลายเป็นคำสั่งตาย ทำลายครอบครัวตนลูกๆทั้ง 2 คนต้องกำพร้าพ่อตั้งแต่ยังเด็กขาดเสาหลักของครอบครัว   ด้านพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตอนนี้ส่วนตัวยังไม่ได้รับรายงานถึงแรงจูงใจในการเสียชีวิต แต่หากเป็นเรื่องจริงก็รู้สึกเสียใจ เพราะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา แต่จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของการที่จะเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นๆ ว่ามีความรู้ความสามารถตรงกับตำแหน่งที่มีการปรับย้ายหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะต้องนำเรียนในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายครั้งต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/f4wpBmJlUUM

 1,295
การเมืองเข้มข้น
25 มิ.ย. 62

'บิ๊กป้อม' ปัดข่าวลือย้าย 'บิ๊กโจ๊ก' กลับ สตช. ยันแม้ คสช.พ้นหน้าที่ แต่ยังคงคำสั่งเดิม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าว พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ถูกคำสั่ง ม.44 โอนมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะถูกโอนย้ายกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ไปเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่าข่าวดังกล่าว ไม่เป็นความจริง ไม่มีเรื่องนี้ โดยคำสั่ง ม.44 แม้คสช.จะพ้นจากหน้าที่ ก็ยังคงคำสั่งเดิม ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือ เพิ่มเติม ทุกอย่างยังคงดำเนินการไปตามนั้น   ด้านพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าไม่ทราบ เนื่องจาก มีการโยกย้ายพลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ไปเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ส่วนในอนาคต จะโอนย้ายตำแหน่งกลับมาดำรงตำแหน่ง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวไม่ทราบ   ขณะที่รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม กล่าวว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐไม่ได้ถูกลงโทษให้หยุดการปฎิบัติหน้าที่ แต่เป็นการย้ายจากข้าราชการตำรวจมาเป็นข้าราชการพลเรือนเท่านั้น หากจะมีการย้ายเข้าไปดำรงตำแหน่งข้าราชการตำรวจอีก ก็สามารถใช้คำสั่งปกติได้ อย่างไรก็ตามคำสั่งย้ายพล.ต.ท.สุรเชษฐ มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงไม่มีผลผูกพัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/6rdT-KBiZKU

 939
การเมืองเข้มข้น
25 มิ.ย. 62

'บิ๊กป้อม' โต้ 'นิพิฏฐ์' ปมโฉนดแหกตาแก้หนี้นอกระบบ 'บิ๊กแป๊ะ' เช็กข้อมูลเตรียมฟ้องกลับ

จากกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีต ส.ส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊กแฉตำรวจจัดฉากปราบหนี้นอกระบบ คืนโฉนดให้ชาวบ้านสร้างผลงานตบตาผู้ใหญ่ ให้นายทุนต้องไปหาโฉนดหลายใบๆ เพื่อสร้างภาพให้ จนท.ตรวจค้นและยึดโฉนดให้มาก และเชิญนายมาเป็นประธานคืนโฉนดให้ชาวบ้าน   ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ เรื่องนี้และได้ตอบไปแล้ว เขาพูดคุยกับนายนิพิฏฐ์ เรียบร้อยแล้ว ชี้แจงแล้ว   ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า หากเห็นว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องประชาชนสามารถฟ้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ไม่ทราบนัยของผู้ที่โพสต์ ต้องการอะไรเพราะเป็นนักการเมือง หากติเตียนตำรวจยินดีรับฟัง   ส่วนตัวเชื่อมั่นการทำงานของ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่กำกับดูแลเรื่องนี้ เบื้องต้นสั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นายนิพิฎฐ์โพสต์ หากเจตนากล่าวหา หรือต้องการใส่ร้ายตำรวจจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าจะมีการฟ้องกลับหรือไม่   ในส่วนของ พล.ต.ท.ปิยะกล่าวว่า ตำรวจไม่ได้สร้างภาพแน่นอน ไม่ได้ทำงานหน่วยเดียว บูรณาการกันกว่า 6 หน่วยงาน ไม่สามารถใช้เอกสารที่ดินปลอมมาคืนให้กับประชาชนได้ เบื้องต้นประสานกับนายนิพิฏฐ์ยอมรับว่า โพสต์ข้อความดังกล่าวจริง ได้ให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบและประสานตำรวจ ผบช.ภ.9 ตรวจสอบว่าการโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิดหรือไม่ พร้อมจะเชิญนายนิพิฏฐ์มาให้ข้อมูล ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/1-c6dp4cOkg

 616
สังคม-อาชญากรรม
24 มิ.ย. 62

ผบ.ตร. คาดโทษ ฟันวินัยเด็ดขาด ผกก.-หน.สถานีทั่วประเทศ หากปล่อยเด็กแว้นซิ่งป่วนเมือง

วันที่ 24 มิ.ย. 62 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวคาดโทษกับนายตำรวจระดับผู้กำกับ และหัวหน้าสถานีทุกโรงพัก ที่มีการปล่อยละเลย ใหัเด็กแว้นหรือมีการปิดถนนแข่งขันรถในทางสาธารณะที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน    โดยหากพบจะมีการดำเนินทางวินัยอย่างเด็ดขาด โดยได้กำชับในที่ประชุมระดับผู้บัญชาการตำรวจทั่วประเทศวันนี้ด้วย ให้กวดขันและจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง รวมทั้งขยายผลเอาผิดกับผู้ปกครอง    พร้อมระบุที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการกวดขันจับกุมมาอย่างต่อเนื่อง โดยหากประชาชนพบเห็นขอให้แจ้งมาสายด่วน 191 และตำรวจท้องที่ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีเด็กแว้นมีชาวบ้านร้องเรียนเข้ามาที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจำนวนมาก  

 1,795
สังคม-อาชญากรรม
27 พ.ค. 62

ผบ.ตร. เชื่อ เหตุลอบวางระเบิดหลังสถานีรถไฟจะนะ หวังสร้างสถานการณ์ สั่งคุมเข้มพื้นที่-ไล่ล่าคนร้าย

วันที่ 27 พ.ค. 62 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณหลังสถานีรถไฟ ในพื้นที่ ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา ทำให้ตำรวจภูธรจะนะ เสียชีวิต 1 นาย และมีผู้บาดเจ็บอีก 3 ราย ว่า    จากการหารือกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ถึงพฤติกรรมของคนร้ายที่ก่อเหตุ พบว่า มีลักษณะมุ่งหวังสร้างสถานการณ์ในช่วงท้ายของเดือนรอมฎอน หรือเทศกาลถือศีลอด จึงกำชับให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพิ่มความเข้มการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่    รวมถึงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังบุคคลเป้าหมาย ตามที่มีข้อมูล และจะดูให้คลอบคลุมทุกพื้นที่ ไม่ได้เจาะจงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง พร้อมประสานกับกรมการปกครอง ทหารในการเฝ้าระวังและเร่งติดตามผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว ส่วนการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ให้เป็นไปตามระเบียบ รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ    ข่าวที่เกี่ยวข้อง ลอบวางระเบิดหลังสถานีรถไฟจะนะ ดับ 1 เจ็บ 4 - ประกบยิงทหารพรานนราธิวาส เจ็บ 1 เสียชีวิต 1      

 808
สังคม-อาชญากรรม
08 พ.ค. 62

ผบ.ตร.สั่งคุมเข้ม รับมือรถติดวันเปิดเทอม

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กำชับให้สถานีตำรวจในพื้นที่ที่มีสถานศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานครและในเมืองใหญ่ บูรณาการกับโรงเรียนและสถานศึกษาในการอำนวยความสะดวกการจราจร และเร่งประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ขอความร่วมมือจอดรถรับส่งบุตรหลาน และการเตรียมพร้อมของนักเรียนในวันเปิดเทอม   โดยพื้นที่จะเข้มงวดได้แก่ ถนนพหลโยธิน วิภาวดีรังสิต พระราม 2 เพชรเกษม บางนา-ตราด และบรมราชชนนี พร้อมจัดรถยกเตรียมเคลื่อนย้ายกรณีรถเสียในเส้นทาง   นอกจากนี้ยังสั่งกำชับเพิ่มมาตรการกวดขันวินัยจราจรและอำนวยความสะดวกขนส่งสาธารณะ บริหารจัดการจราจรในภาพรวม รณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจรร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ประสานงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มจุดที่เป็นปัญหา เพื่อเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้สั่งห้ามไม่ให้เรียกรับประโยชน์โดยมิชอบเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด หากพบจะดำเนินการทางวินัยและอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องและพิจารณาข้อบกพร่องผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบทุกระดับชั้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ha-IWKlroac

 1,155
สังคม-อาชญากรรม
29 เม.ย. 62

‘จักรทิพย์’ สั่งกวาดล้างกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบ ไม่เว้นกลุ่มผู้มีอิทธิพล

วันที่ 29 เม.ย. 62 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้ตำรวจทั่วประเทศ กวดขันจับกุม สืบสวนหาข่าว กลุ่มนายทุนปล่อยเงินกู้เรียกรับดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด    หลังเกิดคดี มีผู้เสียชีวิตจากปัญหาความเครียดเรื่องหนี้สินหลายคดีในช่วงนี้ ซึ่งตำรวจมีฐานข้อมูลผู้ที่กระทำผิดอยู่แล้ว และไม่ว่าจะเป็นบุคคลกลุ่มใด หรือเป็นบุคคลมีสี หากมีหลักฐานว่ากระทำความผิด ก็จะดำเนินคดีอย่างจริงจัง    ส่วนกรณีคดีการฆ่ายกครัว ในพื้นที่ สน.มีนบุรี ได้สั่งการให้ ชุดสืบสวนสอบสวนเน่งขยายผลติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้มีการขอศาลออกหมายจับผู้ที่กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

 33,214

Top