ค้นหา :

ผลการค้นหา "จักรทิพย์ชัยจินดา"

สังคม
23 ม.ค. 63

ไม่ใช่แพะ! ‘ผบ.ตร.’ ยืนยัน จับโจรชิงทองลพบุรี ฆ่า 3 ศพ ตัวจริง เพราะมีหลักฐานชี้ชัด

ลพบุรี - ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวจับกุมนายประสิทธิชัย เขาแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี หลังศาลอาญาจังหวัดลพบุรี อนุมัติออกหมายจับว่าเป็นผู้ต้องหาในคดีชิงทอง ที่จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ว่าขณะนี้กระบวนการสอบปากคำยังไม่เสร็จสิ้น ยังต้องสอบปากคำต่อ เชื่อว่าไม่ได้เป็นการจับผิดตัว เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่รัดกุม และชุดทำงานก็มีประสบการณ์จากคดีใหญ่หลายคดี พร้อมยืนยันว่าผู้ต้องหารายนี้เป็นเป้าหมายบุคคลต้องสงสัยตั้งแต่แรกที่ตำรวจลงพื้นที่หาพยานหลักฐาน   ขณะที่การเข้าจับกุมผู้ต้องหาไม่ได้มีการต่อสู้ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่และเห็นได้ว่าผู้ต้องหารู้สึกสำนึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพถึงแรงจูงใจการก่อเหตุแล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ยังคงต้องสอบปากคำต่อไป   ทั้งนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชนอย่าใช้ความรุนแรง เพราะขณะนี้ผู้ต้องหาได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย สำหรับรายละเอียดในคดีนี้ ในวันที่ 23 ม.ค. 63 เวลา10.30 น. จะมีการแถลงสรุปคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  

 214
สังคม
22 ม.ค. 63

ผบ.ตร.ยันไม่จับแพะ คดีชิงทองลพบุรี เบื้องต้น 'ผอ.กอล์ฟ' ไม่ปฏิเสธ

ความคืบหน้าคดีโจรกราดยิงชิงทอง จ.ลพบุรี ที่ก่อเหตุยิงประชาชน เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 4 ราย ล่าสุด (22 ม.ค.63) สามารถจับกุมตัวได้แล้ว โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมทีมงาน เข้าควบคุมตัวขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำ เบื้องต้นทราบชื่อนายประสิทธิชัย เขาแก้ว เป็น ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สิงห์บุรี หรือเรียกว่าอาจารย์กอล์ฟ   สำหรับประวัติของผู้ต้องหาพบว่าบิดาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มารดาเป็นครู ซึ่งอาวุธปืนที่นำมาก่อเหตุนั้นเป็นของพ่อ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุทางครอบครัวก็ไม่ได้สงสัยการกระทำแต่อย่างใดจนกระทั่งโดนจับกุมในที่สุด   ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แถลงยืนยัน นายประสิทธิชัย เขาแก้ว  ผอ.หนุ่ม ผู้ต้องหาคดีกราดยิงชิงทอง ไม่ใช่แพะ ตอนนี้อยู่ในระหว่างชั้นสอบสวน เบื้องต้นผู้ต้องหาไม่ปฏิเสธ ยังไม่รู้แรงจูงใจ พรุ่งนี้จะแถลงรายละเอียดอีกครั้งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 10.30 น.  

 104,807
สังคม-อาชญากรรม
20 ม.ค. 63

ผบ.ตร.เผยคุมตัวชายต้องสงสัยโจรชิงทอง ได้ที่หนองคาย ให้เวลาอีก 7 วันต้องจับให้ได้

พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะทำงานยกทีมและชุดสืบสวน ร่วมประชุมความคืบหน้าคดีล่าตัวคนร้ายบุกเดี่ยวชิงทองกลางห้างดัง จังหวัดลพบุรี   โดยพลตำรวจเอกจักรทิพย์ระบุว่า ได้ควบคุมตัวชายต้องสงสัยมีตำหนิรูปพรรณสัณฐาน และกระเป๋าสะพาย คล้ายกับคนร้าย ได้ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย จึงเชิญตัวเข้าซักถามข้อมูลและเก็บตัวอย่าง DNA โดยขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนร้ายหรือไม่เพียงแต่อยู่ในข่ายต้องสงสัยและจุดที่พบเป็นพื้นที่เป้าหมายสามารถใช้หลบหนีได้   ส่วนการตรวจสอบกล้องวงจรปิดกว่า 1,000 ตัวจาก 9 จังหวัดใกล้เคียงและจังหวัดลพบุรียังไม่พบสิ่งผิดปกติ สำหรับผลตรวจหัวกระสุนและปลอกกระสุนยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอยู่ในสำนวนสืบสวน   ตอนนี้ก็มีประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาเรื่อยๆ จาก 25 หน้างานที่แบ่งกันทำงานก็เอางานมาส่ง บางอันก็ไม่สมบูรณ์ก็ให้ไปทำให้ครบ ส่วนผลพิสูจน์การตรวจดีเอ็นเอ หัวกระสุน ต่างๆ ก็ยังพูดไม่ได้ขอเป็นความลับ ทั้งนี้ผู้ต้องสงสัยที่พบ จ.หนองคายนั้น ขอบอกว่าตำหนิ รูปพรรณ คล้ายคลึง หากเป็นคนร้ายจริง พื้นที่ตรงนั้นอาจสะดวกต่อการหลบหนี เพราะไปง่ายอยู่แล้ว ส่วนเป็นสถานที่ตรงไหนขอสงวนไว้ก็แล้วกัน   ผู้สื่อข่าวถามว่า ชุดทำงานยังเป็นชุดเดิมอยู่หรือไม่ ผบ.ตร.ตอบว่า ยังเป็นชุดเดิม แต่ปรับการทำงานบ้าง นายกฯและรองนายกฯ ท่านก็ให้กำลังใจพวกเรา ขอให้ทำงานสำเร็จ ส่วนโซเชียลสื่อว่า พล.ต.อ.สุชาติ รองผบ.ตร.วางมือจากคดีนี้ไปแล้ว ผบ.ตร.ตอบว่า ไม่มี เพียงแต่วันนี้เขาติดเป็นประธานงานแต่งงาน เลยไม่ได้มาด้วย โซเชียลชอบชี้นำอย่างนี้ ผบ.ตร.กล่าว   ด้านพลตำรวจเอกชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พูดผ่านสื่อฝากไปถึงตัวคนร้ายว่า ตำรวจให้เวลาคนร้าย 10 วันแล้วยังไม่มีความสำนึก ถ้าคิดว่าจะหนีได้ก็หนีไป แต่ตนยืนยันว่าไม่รอด   ขณะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมให้เวลา 7 วัน ในการติดตามตัวคนร้าย คือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนประเด็นกระแสข่าวว่า พลตำรวจเอกสุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ถอนตัวออกจากการทำคดีนั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง พลตำรวจเอกสุชาติ ยังคงทำหน้าที่เช่นเดิม ส่วนที่ไม่สามารถมาประชุมได้ในวันนี้นั้นเนื่องจากติดธุระส่วนตัว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9Ykppa9cjTg

 18,737
อาชญากรรม
20 ม.ค. 63

ผบ.ตร.เผยคุมตัวชายต้องสงสัยโจรชิงทอง ได้ที่หนองคาย ให้เวลาอีก 7 วันต้องจับให้ได้

พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะทำงานยกทีมและชุดสืบสวน ร่วมประชุมความคืบหน้าคดีล่าตัวคนร้ายบุกเดี่ยวชิงทองกลางห้างดัง จังหวัดลพบุรี   โดยพลตำรวจเอกจักรทิพย์ระบุว่า ได้ควบคุมตัวชายต้องสงสัยมีตำหนิรูปพรรณสัณฐาน และกระเป๋าสะพาย คล้ายกับคนร้าย ได้ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย จึงเชิญตัวเข้าซักถามข้อมูลและเก็บตัวอย่าง DNA โดยขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนร้ายหรือไม่เพียงแต่อยู่ในข่ายต้องสงสัยและจุดที่พบเป็นพื้นที่เป้าหมายสามารถใช้หลบหนีได้   ส่วนการตรวจสอบกล้องวงจรปิดกว่า 1,000 ตัวจาก 9 จังหวัดใกล้เคียงและจังหวัดลพบุรียังไม่พบสิ่งผิดปกติ สำหรับผลตรวจหัวกระสุนและปลอกกระสุนยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอยู่ในสำนวนสืบสวน   ตอนนี้ก็มีประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาเรื่อยๆ จาก 25 หน้างานที่แบ่งกันทำงานก็เอางานมาส่ง บางอันก็ไม่สมบูรณ์ก็ให้ไปทำให้ครบ ส่วนผลพิสูจน์การตรวจดีเอ็นเอ หัวกระสุน ต่างๆ ก็ยังพูดไม่ได้ขอเป็นความลับ ทั้งนี้ผู้ต้องสงสัยที่พบ จ.หนองคายนั้น ขอบอกว่าตำหนิ รูปพรรณ คล้ายคลึง หากเป็นคนร้ายจริง พื้นที่ตรงนั้นอาจสะดวกต่อการหลบหนี เพราะไปง่ายอยู่แล้ว ส่วนเป็นสถานที่ตรงไหนขอสงวนไว้ก็แล้วกัน   ผู้สื่อข่าวถามว่า ชุดทำงานยังเป็นชุดเดิมอยู่หรือไม่ ผบ.ตร.ตอบว่า ยังเป็นชุดเดิม แต่ปรับการทำงานบ้าง นายกฯและรองนายกฯ ท่านก็ให้กำลังใจพวกเรา ขอให้ทำงานสำเร็จ ส่วนโซเชียลสื่อว่า พล.ต.อ.สุชาติ รองผบ.ตร.วางมือจากคดีนี้ไปแล้ว ผบ.ตร.ตอบว่า ไม่มี เพียงแต่วันนี้เขาติดเป็นประธานงานแต่งงาน เลยไม่ได้มาด้วย โซเชียลชอบชี้นำอย่างนี้ ผบ.ตร.กล่าว   ด้านพลตำรวจเอกชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พูดผ่านสื่อฝากไปถึงตัวคนร้ายว่า ตำรวจให้เวลาคนร้าย 10 วันแล้วยังไม่มีความสำนึก ถ้าคิดว่าจะหนีได้ก็หนีไป แต่ตนยืนยันว่าไม่รอด   ขณะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมให้เวลา 7 วัน ในการติดตามตัวคนร้าย คือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนประเด็นกระแสข่าวว่า พลตำรวจเอกสุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ถอนตัวออกจากการทำคดีนั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง พลตำรวจเอกสุชาติ ยังคงทำหน้าที่เช่นเดิม ส่วนที่ไม่สามารถมาประชุมได้ในวันนี้นั้นเนื่องจากติดธุระส่วนตัว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9Ykppa9cjTg

 18,737
สังคม-อาชญากรรม
18 ม.ค. 63

ผบ.ตร.ปรับแผนใหม่ ล่าโจรชิงทอง เผยรู้ตัวคนร้ายตั้งแต่วันแรก แต่รอพยานหลักฐานเชื่อมโยง

ความคืบหน้ากรณี การติดตามจับกุมคนร้ายชิงทองในห้างโรบินสัน ยิงประชาชนเสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 4ราย เป็นเวลา 8 วันแล้วที่ตำรวจปิดเมืองลพบุรี และจังหวัดข้างเคียงล่าคนร้าย   โดยล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีท่าทางอารมณ์ดี ยิ้มให้นักข่าว และกล่าวถึงความคืบหน้าคดีว่า การประชุม แบ่งหน้างานความรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีให้ชัดเจนเป็น 25 ส่วน เพื่อไม่ให้แต่ละชุดต้องทำงานซ้ำซ้อนกัน และกระจายหาหลักฐานรวมทั้งหาตัวคนร้าย    ผบ.ตร. ยอมรับว่าการจับกุมคนร้ายไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะรู้ตัวและมีเป้าหมายตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่พยานหลักฐานต้องชัดเจน และการออกหมายจับจะต้องใช้พยานหลักฐานที่มีน้ำหนักแน่นหนา แม้คดีนี้จะรู้รายละเอียดบางอย่างแล้ว แต่ต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์มามัดตัวคนร้าย เพื่อป้องกันข้อครหาการจับแพะ   ส่วนกรณีลูกหลานนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่ง ก็เข้าให้ข้อมูลกับตำรวจแล้ว แต่ตำรวจมีเป้าอยู่ในใจ แค่รอพิสูจน์ทราบ   ด้าน พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากสื่อที่นำเสนอข่าวและคลิปต่างๆขณะก่อเหตุ จะเห็นพฤติกรรมและตำหนิรูปพรรณสัณฐานคนร้ายชัดเจน คนใกล้ชิดจะรู้ว่าคนร้ายคืิอใคร ควรออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ โดยรางวัลนำจับตอนนี้กว่า6แสนบาทแล้ว อยากให้คนใกล้ชิดที่รู้จักเห็นแก่สังคม ไม่ควรปกป้องคนแบบนี้ หากพบใครให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือไม่ว่นจะเป็นประชาชนหรือข้าราชการ ก็จะดำเนินคดี   ด้าน พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า ชุดสืบสวนที่ทำงานมีข้อมูลจำนวนมาก แต่หนึ่งในหลักฐานที่ตำรวจต้องการเป็นกล้องวงจรปิด     เนื่องจากในวันเกิดเหตุ ช่วงเวลาที่คนร้ายใช้เส้นทางที่คาดว่าหลบหนี มีรถของประชาชนที่มาร่วมงานศพ ขับสวนออกมาบริเวณหน้าวัดพอดี ซึ่งภาพจากกล้องหน้ารถยังไม่ชัดเจน หากบุคคลใดมีภาพที่ชัดเจนขอให้นำมาให้ตำรวจ    ส่วนกล้องวงจรปิดหน้าวัดที่มีการจับภาพลักษณะคล้ายคนร้ายที่ก่อเหตุ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 เพียงแต่ยิ้มและไม่ตอบคำถามก่อนขึ้นรถขับออกไปทันที   ทีมข่าวได้รับข้อมูลจากชุดสืบสวนบอกว่า ตอนนี้ตำรวจได้รับผลการตรวจดีเอ็นเอบางส่วนจากตำรวจพิสูจน์หลักฐานแต่ยังไม่เป็นที่เปิดเผยเนื่องจากในการทำคดีนี้ เนื่องจากตำรวจยึดหลักฐานในการมัดตัวคนร้ายในคดีนี้ด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้ยังต้องรอผลการตรวจที่ชัดเจนส่วนนี้ก่อน และหากได้รับผลนี้ก็จะมีการออกหมายจับคนร้ายทันที   ขณะที่พยานหลักฐานอาวุธปืนที่ตำรวจตรวจยึดมานั้น 13 กระบอก พบว่ามีจำนวน 3-4 กระบอกที่มีลักษแตกต่างจากอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ชัดเจน เพราะมีการทำสัญลักษณะบางอย่างไว้ที่ด้ามปืน ทำให้ตำรวจสามารถตัดหลักฐานนี้ออกไปได้บางส่วน ทำให้เหลือเพียงไม่กี่กระบอกที่ต้องตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง   ขณะที่พลตำรวจตรีธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจพิสูจน์ หลักฐานตำรวจ เปิดเผยว่า ตำรวจในท้องถิ่นที่ติดตามคดีคนร้ายชิงทองในโรบินสัน ลพบุรี ส่งหลักฐานเกี่ยวกับปืน มาให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจสอบ โดยหลักฐานที่ว่า คือกระสุนปืน ทั้งหัวกระสุน และปลอกกระสุน โดยนำมาตรวจกระบวนการไอบิส หรือการตรวจสภาพหัวกระสุนและปลอกกระสุน เพื่อดูว่าลักษณะของกระสุนเป็นอย่างไร และตรงกับปืนกระบอกใดที่ตำรวจมีข้อมูลหรือไม่  ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะในการตรวจสอบ   ทีมข่าวลงพื้นที่จุดหนึ่งที่ต้องสงสัยในตำบลกกโก ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่คาด ว่าคนร้ายอาจจะขับรถเข้ามาในชุมชนแห่งนี้ โดยพบว่ากล้องวงจรปิดหน้าวัดดงน้อย ช่วงนาทีที่  20.54 น. เห็นรถจักรยานยนต์คล้ายรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ โดยไม่มีการใช้ความเร็วมากนักขับมาจากห้างจากโรบินสันและมีรถกระบะตามหลัง  ผ่านมาถึงหน้าวัด และทีการเลี้ยว เข้ามาเพื่อไปยังชุมชนดงน้อย    ในเวลาไล่เลี่ยกันเวลาประมาน 20.56 น. พบเห็นรถลักษณะคล้ายรถของคนร้ายที่ใช้แต่คนละสีขับผ่านหน้าวัดเพื่อเข้าหมู่บ้าน โดยมีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันขับตามอย่างใกล้ชิด   นอกจากนี้เบาะแสกล้องหน้ารถยังมีส่วนสำคัญ เพราะจากข้อมูลของวัดพบว่า ช่วงเวลาที่คนร้ายหลบหนีเข้ามาในชุมชน เป็นช่วงเวลาที่วัดจัดงานศพแล้วเสร็จและมีชาวบ้านขับรถยนต์ออกจากวัดจำนวนมาก จึงอยากให้ชาวบ้านที่มีกล้องช่วงเวลาดังกล่าว เอาภาพมาให้ตำรวจด้วย   นอกเหนือจากนั้นมีรายงานว่าในการไล่กล้องตรวจสอบจุดที่ 5 และจุดที่ 6 ที่ตำรวจมีข้อมูล พบว่ามีบางช่วงเวลาที่รถจักรยานยนต์ของคนร้ายหายไป ทำให้ชุดสืบสวนคาดว่า ช่วงเวลาที่หายไปนั้นคนร้ายอาจจะจอดรถมอเตอร์ไซค์เพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายหรืออาจจะมีการสลับสับเปลี่ยนรถแล้วอำพราง ทำให้ชุดสืบสวนยากต่อการไล่ภาพวงจรปิดและยากต่อการติดตามจับกุมคนร้ายด้วย      รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/jwraoompsw4

 26,775
สังคม
18 ม.ค. 63

ผบ.ตร.ปรับแผนใหม่ ล่าโจรชิงทอง เผยรู้ตัวคนร้ายตั้งแต่วันแรก แต่รอพยานหลักฐานเชื่อมโยง

ความคืบหน้ากรณี การติดตามจับกุมคนร้ายชิงทองในห้างโรบินสัน ยิงประชาชนเสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 4ราย เป็นเวลา 8 วันแล้วที่ตำรวจปิดเมืองลพบุรี และจังหวัดข้างเคียงล่าคนร้าย   โดยล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีท่าทางอารมณ์ดี ยิ้มให้นักข่าว และกล่าวถึงความคืบหน้าคดีว่า การประชุม แบ่งหน้างานความรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีให้ชัดเจนเป็น 25 ส่วน เพื่อไม่ให้แต่ละชุดต้องทำงานซ้ำซ้อนกัน และกระจายหาหลักฐานรวมทั้งหาตัวคนร้าย    ผบ.ตร. ยอมรับว่าการจับกุมคนร้ายไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะรู้ตัวและมีเป้าหมายตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่พยานหลักฐานต้องชัดเจน และการออกหมายจับจะต้องใช้พยานหลักฐานที่มีน้ำหนักแน่นหนา แม้คดีนี้จะรู้รายละเอียดบางอย่างแล้ว แต่ต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์มามัดตัวคนร้าย เพื่อป้องกันข้อครหาการจับแพะ   ส่วนกรณีลูกหลานนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่ง ก็เข้าให้ข้อมูลกับตำรวจแล้ว แต่ตำรวจมีเป้าอยู่ในใจ แค่รอพิสูจน์ทราบ   ด้าน พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากสื่อที่นำเสนอข่าวและคลิปต่างๆขณะก่อเหตุ จะเห็นพฤติกรรมและตำหนิรูปพรรณสัณฐานคนร้ายชัดเจน คนใกล้ชิดจะรู้ว่าคนร้ายคืิอใคร ควรออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ โดยรางวัลนำจับตอนนี้กว่า6แสนบาทแล้ว อยากให้คนใกล้ชิดที่รู้จักเห็นแก่สังคม ไม่ควรปกป้องคนแบบนี้ หากพบใครให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือไม่ว่นจะเป็นประชาชนหรือข้าราชการ ก็จะดำเนินคดี   ด้าน พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า ชุดสืบสวนที่ทำงานมีข้อมูลจำนวนมาก แต่หนึ่งในหลักฐานที่ตำรวจต้องการเป็นกล้องวงจรปิด     เนื่องจากในวันเกิดเหตุ ช่วงเวลาที่คนร้ายใช้เส้นทางที่คาดว่าหลบหนี มีรถของประชาชนที่มาร่วมงานศพ ขับสวนออกมาบริเวณหน้าวัดพอดี ซึ่งภาพจากกล้องหน้ารถยังไม่ชัดเจน หากบุคคลใดมีภาพที่ชัดเจนขอให้นำมาให้ตำรวจ    ส่วนกล้องวงจรปิดหน้าวัดที่มีการจับภาพลักษณะคล้ายคนร้ายที่ก่อเหตุ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 เพียงแต่ยิ้มและไม่ตอบคำถามก่อนขึ้นรถขับออกไปทันที   ทีมข่าวได้รับข้อมูลจากชุดสืบสวนบอกว่า ตอนนี้ตำรวจได้รับผลการตรวจดีเอ็นเอบางส่วนจากตำรวจพิสูจน์หลักฐานแต่ยังไม่เป็นที่เปิดเผยเนื่องจากในการทำคดีนี้ เนื่องจากตำรวจยึดหลักฐานในการมัดตัวคนร้ายในคดีนี้ด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้ยังต้องรอผลการตรวจที่ชัดเจนส่วนนี้ก่อน และหากได้รับผลนี้ก็จะมีการออกหมายจับคนร้ายทันที   ขณะที่พยานหลักฐานอาวุธปืนที่ตำรวจตรวจยึดมานั้น 13 กระบอก พบว่ามีจำนวน 3-4 กระบอกที่มีลักษแตกต่างจากอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ชัดเจน เพราะมีการทำสัญลักษณะบางอย่างไว้ที่ด้ามปืน ทำให้ตำรวจสามารถตัดหลักฐานนี้ออกไปได้บางส่วน ทำให้เหลือเพียงไม่กี่กระบอกที่ต้องตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง   ขณะที่พลตำรวจตรีธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจพิสูจน์ หลักฐานตำรวจ เปิดเผยว่า ตำรวจในท้องถิ่นที่ติดตามคดีคนร้ายชิงทองในโรบินสัน ลพบุรี ส่งหลักฐานเกี่ยวกับปืน มาให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจสอบ โดยหลักฐานที่ว่า คือกระสุนปืน ทั้งหัวกระสุน และปลอกกระสุน โดยนำมาตรวจกระบวนการไอบิส หรือการตรวจสภาพหัวกระสุนและปลอกกระสุน เพื่อดูว่าลักษณะของกระสุนเป็นอย่างไร และตรงกับปืนกระบอกใดที่ตำรวจมีข้อมูลหรือไม่  ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะในการตรวจสอบ   ทีมข่าวลงพื้นที่จุดหนึ่งที่ต้องสงสัยในตำบลกกโก ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่คาด ว่าคนร้ายอาจจะขับรถเข้ามาในชุมชนแห่งนี้ โดยพบว่ากล้องวงจรปิดหน้าวัดดงน้อย ช่วงนาทีที่  20.54 น. เห็นรถจักรยานยนต์คล้ายรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ โดยไม่มีการใช้ความเร็วมากนักขับมาจากห้างจากโรบินสันและมีรถกระบะตามหลัง  ผ่านมาถึงหน้าวัด และทีการเลี้ยว เข้ามาเพื่อไปยังชุมชนดงน้อย    ในเวลาไล่เลี่ยกันเวลาประมาน 20.56 น. พบเห็นรถลักษณะคล้ายรถของคนร้ายที่ใช้แต่คนละสีขับผ่านหน้าวัดเพื่อเข้าหมู่บ้าน โดยมีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันขับตามอย่างใกล้ชิด   นอกจากนี้เบาะแสกล้องหน้ารถยังมีส่วนสำคัญ เพราะจากข้อมูลของวัดพบว่า ช่วงเวลาที่คนร้ายหลบหนีเข้ามาในชุมชน เป็นช่วงเวลาที่วัดจัดงานศพแล้วเสร็จและมีชาวบ้านขับรถยนต์ออกจากวัดจำนวนมาก จึงอยากให้ชาวบ้านที่มีกล้องช่วงเวลาดังกล่าว เอาภาพมาให้ตำรวจด้วย   นอกเหนือจากนั้นมีรายงานว่าในการไล่กล้องตรวจสอบจุดที่ 5 และจุดที่ 6 ที่ตำรวจมีข้อมูล พบว่ามีบางช่วงเวลาที่รถจักรยานยนต์ของคนร้ายหายไป ทำให้ชุดสืบสวนคาดว่า ช่วงเวลาที่หายไปนั้นคนร้ายอาจจะจอดรถมอเตอร์ไซค์เพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายหรืออาจจะมีการสลับสับเปลี่ยนรถแล้วอำพราง ทำให้ชุดสืบสวนยากต่อการไล่ภาพวงจรปิดและยากต่อการติดตามจับกุมคนร้ายด้วย      รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/jwraoompsw4

 26,775
สังคม-อาชญากรรม
16 ม.ค. 63

ผบ.ตร.คาดโจรชิงทองเผ่นชายแดน ติงสื่อทำคนร้ายไหวตัว สั่งคาดโทษ ตร.ปล่อยข่าวลงโซเชียล

ครบรอบ 1 สัปดาห์การติดตามตัวคนร้ายคดีชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า ในห้างโรบินสัน จ.ลพบุรี ที่มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 4 ราย   ล่าสุด พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมคณะลงพื้นที่จ.ลพบุรีรอบที่ 3 ประชุมคลี่คลายคดีโดยเป็นการวิเคราะห์หลักฐานที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจค้นกว่า 14 จุด ซึ่งเบาะแสข้อมูลต่างๆของคนร้าย ตำรวจมีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในวันนี้เชื่อว่าคยร้าย เคลื่อนไหวอยู่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาในการติดตามตัวคนร้าย คือการนำเสนอข่าว เพราะคนร้ายก็ติดตามความเคลื่อนไหวของตำรวจเช่นกัน    ซึ่งอุปสรรคการก็มาจากสื่อบางสำนัก ที่ผ่านมาก็เอาข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกมาแชร์ จนส่งผลกระทบกับบุคคลนั้น ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะทำให้เสียหาย และยอมรับว่าข้อมูลที่แชร์ออกมา ก็มาจากตำรวจบางนายที่โพสต์ความคืบหน้าของคดีลงโซเชียลมีเดีย เรื่องนี้มีการดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและคาดโทษแล้ว ถึงขั้นสั่งขัง   ด้านพลตำรวจเอกสุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร.บอกว่า การนำเสนอข่าวเผยแพร่บุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัย การที่สื่อได้ข้อมูลมาก็ควรพิจารณากละนกรองว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนกับการนำเสนอข่าวทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน    ภายหลังเจ้าตัวได้ออกมาแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ใช่คนร้าย ไม่ได้ขอให้สื่อหยุดนำเสนอข่าว เพราะทำตามหน้าที่ เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน แต่ ก่อนจะนำเสนอช้อมูลอะไรต้องคิดวิเคราะห์ก่อน ซึ่งการนำเสนอข่าวก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ จึงอยากให้คำนึงถึงจรรยาบรรณสื่อมวลชนเป็นหลัก    ทั้งนี้ชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดี สนธิกำลังกันพร้อมนำหมายค้น 14 จุด บุกค้นหาพยานหลักฐานอื่น ๆ รวมถึงตรวจสอบผู้ที่ครอบครองอาวุธปืน CZ  ซึ่งใกล้เคียงกับกระบอกของคนร้าย โดยในจ.ลพบุรี มีผู้ครอบครองจำนวน 13 กระบอก   โดยการตรวจค้นทั้ง 14 จุดนี้เป็นการหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทราบประกอบสำนวนคดี ทั้งนี้ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบโรงกลึงแห่งหนึ่งในจ.สมุทรสาคร ซึ่งผลิตท่อเก็บเสียงจำนวน 20 อัน โดยมีชิ้นหนึ่งส่งกลับมาที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขณะนี้ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าใครในจังหวัดที่สั่งท่อเก็บเสียงชิ้นดังกล่าว โดยคาดว่าน่าจะเป็นท่อเก็บเสียงเดียวกับที่คนร้ายใช้ในวันเกิดเหตุด้วย นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ ที่อาจเป็นพาหนะของคนร้าย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mLX_X-og8OI

 12,970
อาชญากรรม
16 ม.ค. 63

ผบ.ตร.คาดโจรชิงทองเผ่นชายแดน ติงสื่อทำคนร้ายไหวตัว สั่งคาดโทษ ตร.ปล่อยข่าวลงโซเชียล

ครบรอบ 1 สัปดาห์การติดตามตัวคนร้ายคดีชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า ในห้างโรบินสัน จ.ลพบุรี ที่มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 4 ราย   ล่าสุด พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมคณะลงพื้นที่จ.ลพบุรีรอบที่ 3 ประชุมคลี่คลายคดีโดยเป็นการวิเคราะห์หลักฐานที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจค้นกว่า 14 จุด ซึ่งเบาะแสข้อมูลต่างๆของคนร้าย ตำรวจมีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในวันนี้เชื่อว่าคยร้าย เคลื่อนไหวอยู่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาในการติดตามตัวคนร้าย คือการนำเสนอข่าว เพราะคนร้ายก็ติดตามความเคลื่อนไหวของตำรวจเช่นกัน    ซึ่งอุปสรรคการก็มาจากสื่อบางสำนัก ที่ผ่านมาก็เอาข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกมาแชร์ จนส่งผลกระทบกับบุคคลนั้น ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะทำให้เสียหาย และยอมรับว่าข้อมูลที่แชร์ออกมา ก็มาจากตำรวจบางนายที่โพสต์ความคืบหน้าของคดีลงโซเชียลมีเดีย เรื่องนี้มีการดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและคาดโทษแล้ว ถึงขั้นสั่งขัง   ด้านพลตำรวจเอกสุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร.บอกว่า การนำเสนอข่าวเผยแพร่บุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัย การที่สื่อได้ข้อมูลมาก็ควรพิจารณากละนกรองว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนกับการนำเสนอข่าวทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน    ภายหลังเจ้าตัวได้ออกมาแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ใช่คนร้าย ไม่ได้ขอให้สื่อหยุดนำเสนอข่าว เพราะทำตามหน้าที่ เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน แต่ ก่อนจะนำเสนอช้อมูลอะไรต้องคิดวิเคราะห์ก่อน ซึ่งการนำเสนอข่าวก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ จึงอยากให้คำนึงถึงจรรยาบรรณสื่อมวลชนเป็นหลัก    ทั้งนี้ชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดี สนธิกำลังกันพร้อมนำหมายค้น 14 จุด บุกค้นหาพยานหลักฐานอื่น ๆ รวมถึงตรวจสอบผู้ที่ครอบครองอาวุธปืน CZ  ซึ่งใกล้เคียงกับกระบอกของคนร้าย โดยในจ.ลพบุรี มีผู้ครอบครองจำนวน 13 กระบอก   โดยการตรวจค้นทั้ง 14 จุดนี้เป็นการหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทราบประกอบสำนวนคดี ทั้งนี้ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบโรงกลึงแห่งหนึ่งในจ.สมุทรสาคร ซึ่งผลิตท่อเก็บเสียงจำนวน 20 อัน โดยมีชิ้นหนึ่งส่งกลับมาที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขณะนี้ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าใครในจังหวัดที่สั่งท่อเก็บเสียงชิ้นดังกล่าว โดยคาดว่าน่าจะเป็นท่อเก็บเสียงเดียวกับที่คนร้ายใช้ในวันเกิดเหตุด้วย นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ ที่อาจเป็นพาหนะของคนร้าย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mLX_X-og8OI

 12,970
สังคม-อาชญากรรม
14 ม.ค. 63

'พ.ต.อ.ไพรัตน์' ฟ้อง ผบ.ตร. ปฏิบัติมิชอบ สั่งย้ายไม่เป็นธรรม

พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก. อก.บช.ภ.9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายโดยมีมูลเหตุจูงใจด้านอื่น    โดย พ.ต.อ.ไพรัตน์ชี้แจงว่า เคยทำบันทึกกล่าวหายื่นต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ขอความเป็นธรรมกรณีถูกรอง ผบ.ตร.นายหนึ่ง ให้จเรตำรวจออกสุ่มตรวจทรงผม เมื่อประมาณกลางปี 61 ปรากฏหลักฐานว่า จากจำนวนข้าราชการตำรวจ ทั่วประเทศประมาณสองแสนกว่านาย   แต่กลับกำหนดตนเป็นเป้าหมายหนึ่ง เมื่อพบว่าตนตัดผมเรียบร้อยตามระเบียบก็ไม่ยอมจบ นำภาพถ่ายเก่ามาเป็นเหตุสั่งย้ายไปประจำที่ ศปก.ตร. ตนทำบันทึกกล่าวหานายตำรวจยศ พล.ต.อ.ดังกล่าวไปถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ช่วงปลายเดือน ส.ค.62 เเต่ก็มีคำสั่งที่ผ่านมาให้ย้ายจาก รอง ผบก.ภ.จ.เพชรบุรี ไปเป็น รอง ผบก. อก.บช.ภ.9 มีมูลเหตุจูงใจด้วยสาเหตุดังกล่าวไม่ได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ   แต่กระทำไปเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายแก่ตนอันเป็นความผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 การแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมาตนไม่มีปัญหา แต่เมื่อเป็นการโยกย้ายโดยไม่สุจริตก็ต้องใช้สิทธิร้องต่อศาล พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานเป็นความเห็นการตั้งสอบความประพฤติของตน เเละเเผ่นอัดเสียงสนทนาระหว่างตนกับนายตำรวจระดับสูง เพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุจูงใจที่ฟ้องร้องคดี   การยื่นฟ้อง ผบ.ตร.เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ได้ต้องการท้าชนหรือลองดี แต่เป็นการฟ้องตามหลักการเพราะ ผบ.ตร.เป็นผู้อนุมัติคำสั่งโยกย้ายทั้งหมด ก่อนหน้านี้เคยทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว แต่ ผบ.ตร.ก็ไม่ได้นำไปพิจารณา ส่วนความขัดแย้งกับรอง ผบ.ตร.คู่กรณีตามกลั่นแกล้งมาตลอด ขอไม่เปิดเผยเพราะเป็นข้อมูลในสำนวนฟ้อง ขอบอกเพียงว่ารอง ผบ.ตร.คนดังกล่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.กับ ผบ.ตร. อีกทั้งเคยกล่าวทำนองข่มขู่ว่าจะตามเอาผิดตนตลอดและมีคลิปเสียงเป็นพยาน   ต่อมา พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. ที่ถูกกล่าวหา ได้ออกมาชี้แจงว่า กรณีของทรงผมข้างขาว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีคำสั่งออกมาตั้งแต่ปี 60 ให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศรับทราบโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานไหน ถือให้ตำรวจทุกนายรับทราบและปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ได้มาเริ่มมีคำสั่งช่วงปี 61   อีกทั้งขณะที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ดำรงตำแหน่งรอง ผบก.วิทยาลัยการตำรวจ บช.ศ. ยังไปกล่าวขณะอบรมนักเรียนหลักสูตร ผกก.ในขณะนั้นว่า ไม่ต้องตัดผมตามคำสั่ง ตร. เนื่องจากขณะอบรมไม่ได้เป็นตำรวจฝ่ายปฏิบัติ เรื่องนี้เมื่อมีการตรวจสอบพบว่า พ.ต.อ.ไพรัตน์มีการพูดเรื่องนี้จริง ดังนั้นกรณีใดๆก็ตามมีการให้ข้อความอันเป็นเท็จ ตร.จะดำเนินการฟ้องกลับ   ที่ผ่านมาตนเคยแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงนายตำรวจคนนี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จัดกิจกรรมดนตรีในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ให้ทีมงานจำหน่ายบัตรชมกิจกรรมให้ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ โดยมีพฤติกรรมข่มขู่บีบบังคับ ล่อลวงขู่เข็ญ ให้ซื้อบัตรเข้าชม หลังมีคำสั่งออกไป พ.ต.อ.ไพรัตน์กลับฟ้องตนและพวกและ ตร.ในข้อหาละเมิดศาลมีคำสั่งพิพากษายกฟ้องเมื่อปลายเดือน ธ.ค.62 ที่ผ่านมา เท่าที่ตรวจสอบพบว่าการจัดกิจกรรมดนตรีในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่มีการจัดขึ้นในพื้นที่ จ.ภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังจัดในหลายๆพื้นที่ได้กำไรในการจัดกิจกรรมนับหลักล้านบาทต่อครั้ง ดังนั้นคำสั่งโยกย้ายที่ออกมาเป็นเรื่องของพฤติกรรม และทัศนคติ ของนายตำรวจท่านนี้มากกว่าไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งกันแต่อย่างใด   ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ประเด็นฟ้องร้อง ผบ.ตร.คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม อยากให้ดูตัวอย่าง ผบ.ตร.สมัยที่ดำรงตำแหน่ง สว.สายตรวจพิเศษ เมื่อเปลี่ยนแปลงผู้บังคับบัญชายังเคยถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง สว.สุนัขตำรวจ ถือเป็นเรื่องปกติของวิถีตำรวจ   เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้งผู้บังคับ บัญชาย่อมมีเหตุผล ดังนั้นหากได้รับการแต่งตั้งแล้วไม่ถูกใจ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาแต่จะร้อง แล้วองค์กรจะอยู่อย่างไร ความมีวินัยอยู่ตรงไหน ต้องมองย้อนดูตัวเองว่าที่ถูกโยกย้ายมีพฤติกรรมอย่างไร ที่ผ่านมามีปัญหาอะไร มีวินัยหรือไม่ เขาสั่งให้ตัดผมแล้ว ตัวเองมีวินัยเพียงพอหรือไม่ การไปพูดปลุกปั่นให้ไม่ต้องตัดผมเป็นการกระทำที่ใช้ได้หรือไม่ ส่วนตัว ผบ.ตร.ไม่ได้สนใจในการฟ้องร้องครั้งนี้ ส่วนจะมีนัยอะไรหรือไม่ ต้องไปถามผู้ร้อง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/s1fQwX71bKU

 634
สังคม
14 ม.ค. 63

'พ.ต.อ.ไพรัตน์' ฟ้อง ผบ.ตร. ปฏิบัติมิชอบ สั่งย้ายไม่เป็นธรรม

พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก. อก.บช.ภ.9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายโดยมีมูลเหตุจูงใจด้านอื่น    โดย พ.ต.อ.ไพรัตน์ชี้แจงว่า เคยทำบันทึกกล่าวหายื่นต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ขอความเป็นธรรมกรณีถูกรอง ผบ.ตร.นายหนึ่ง ให้จเรตำรวจออกสุ่มตรวจทรงผม เมื่อประมาณกลางปี 61 ปรากฏหลักฐานว่า จากจำนวนข้าราชการตำรวจ ทั่วประเทศประมาณสองแสนกว่านาย   แต่กลับกำหนดตนเป็นเป้าหมายหนึ่ง เมื่อพบว่าตนตัดผมเรียบร้อยตามระเบียบก็ไม่ยอมจบ นำภาพถ่ายเก่ามาเป็นเหตุสั่งย้ายไปประจำที่ ศปก.ตร. ตนทำบันทึกกล่าวหานายตำรวจยศ พล.ต.อ.ดังกล่าวไปถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ช่วงปลายเดือน ส.ค.62 เเต่ก็มีคำสั่งที่ผ่านมาให้ย้ายจาก รอง ผบก.ภ.จ.เพชรบุรี ไปเป็น รอง ผบก. อก.บช.ภ.9 มีมูลเหตุจูงใจด้วยสาเหตุดังกล่าวไม่ได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ   แต่กระทำไปเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายแก่ตนอันเป็นความผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 การแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมาตนไม่มีปัญหา แต่เมื่อเป็นการโยกย้ายโดยไม่สุจริตก็ต้องใช้สิทธิร้องต่อศาล พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานเป็นความเห็นการตั้งสอบความประพฤติของตน เเละเเผ่นอัดเสียงสนทนาระหว่างตนกับนายตำรวจระดับสูง เพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุจูงใจที่ฟ้องร้องคดี   การยื่นฟ้อง ผบ.ตร.เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ได้ต้องการท้าชนหรือลองดี แต่เป็นการฟ้องตามหลักการเพราะ ผบ.ตร.เป็นผู้อนุมัติคำสั่งโยกย้ายทั้งหมด ก่อนหน้านี้เคยทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว แต่ ผบ.ตร.ก็ไม่ได้นำไปพิจารณา ส่วนความขัดแย้งกับรอง ผบ.ตร.คู่กรณีตามกลั่นแกล้งมาตลอด ขอไม่เปิดเผยเพราะเป็นข้อมูลในสำนวนฟ้อง ขอบอกเพียงว่ารอง ผบ.ตร.คนดังกล่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.กับ ผบ.ตร. อีกทั้งเคยกล่าวทำนองข่มขู่ว่าจะตามเอาผิดตนตลอดและมีคลิปเสียงเป็นพยาน   ต่อมา พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. ที่ถูกกล่าวหา ได้ออกมาชี้แจงว่า กรณีของทรงผมข้างขาว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีคำสั่งออกมาตั้งแต่ปี 60 ให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศรับทราบโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานไหน ถือให้ตำรวจทุกนายรับทราบและปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ได้มาเริ่มมีคำสั่งช่วงปี 61   อีกทั้งขณะที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ดำรงตำแหน่งรอง ผบก.วิทยาลัยการตำรวจ บช.ศ. ยังไปกล่าวขณะอบรมนักเรียนหลักสูตร ผกก.ในขณะนั้นว่า ไม่ต้องตัดผมตามคำสั่ง ตร. เนื่องจากขณะอบรมไม่ได้เป็นตำรวจฝ่ายปฏิบัติ เรื่องนี้เมื่อมีการตรวจสอบพบว่า พ.ต.อ.ไพรัตน์มีการพูดเรื่องนี้จริง ดังนั้นกรณีใดๆก็ตามมีการให้ข้อความอันเป็นเท็จ ตร.จะดำเนินการฟ้องกลับ   ที่ผ่านมาตนเคยแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงนายตำรวจคนนี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จัดกิจกรรมดนตรีในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ให้ทีมงานจำหน่ายบัตรชมกิจกรรมให้ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ โดยมีพฤติกรรมข่มขู่บีบบังคับ ล่อลวงขู่เข็ญ ให้ซื้อบัตรเข้าชม หลังมีคำสั่งออกไป พ.ต.อ.ไพรัตน์กลับฟ้องตนและพวกและ ตร.ในข้อหาละเมิดศาลมีคำสั่งพิพากษายกฟ้องเมื่อปลายเดือน ธ.ค.62 ที่ผ่านมา เท่าที่ตรวจสอบพบว่าการจัดกิจกรรมดนตรีในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่มีการจัดขึ้นในพื้นที่ จ.ภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังจัดในหลายๆพื้นที่ได้กำไรในการจัดกิจกรรมนับหลักล้านบาทต่อครั้ง ดังนั้นคำสั่งโยกย้ายที่ออกมาเป็นเรื่องของพฤติกรรม และทัศนคติ ของนายตำรวจท่านนี้มากกว่าไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งกันแต่อย่างใด   ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ประเด็นฟ้องร้อง ผบ.ตร.คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม อยากให้ดูตัวอย่าง ผบ.ตร.สมัยที่ดำรงตำแหน่ง สว.สายตรวจพิเศษ เมื่อเปลี่ยนแปลงผู้บังคับบัญชายังเคยถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง สว.สุนัขตำรวจ ถือเป็นเรื่องปกติของวิถีตำรวจ   เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้งผู้บังคับ บัญชาย่อมมีเหตุผล ดังนั้นหากได้รับการแต่งตั้งแล้วไม่ถูกใจ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาแต่จะร้อง แล้วองค์กรจะอยู่อย่างไร ความมีวินัยอยู่ตรงไหน ต้องมองย้อนดูตัวเองว่าที่ถูกโยกย้ายมีพฤติกรรมอย่างไร ที่ผ่านมามีปัญหาอะไร มีวินัยหรือไม่ เขาสั่งให้ตัดผมแล้ว ตัวเองมีวินัยเพียงพอหรือไม่ การไปพูดปลุกปั่นให้ไม่ต้องตัดผมเป็นการกระทำที่ใช้ได้หรือไม่ ส่วนตัว ผบ.ตร.ไม่ได้สนใจในการฟ้องร้องครั้งนี้ ส่วนจะมีนัยอะไรหรือไม่ ต้องไปถามผู้ร้อง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/s1fQwX71bKU

 634
สรุปข่าว
12 ม.ค. 63

ผบ.ตร. บินด่วนลพบุรี คาดรู้ตัวคนร้ายคดีชิงทองแล้ว - เร่งหาตัวแม่เด็ก 2 ขวบหลังทิ้งสถานสงเคราะห์

- ผบ.ตร. บินด่วนลพบุรี คาดรู้ตัวคนร้ายคดีชิงทองแล้ว   พ.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะบินด่วนไปติดตามคดีกราดยิงชิงทองในห้าง จังหวัดลพบุรี ที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวลพบุรีคาดมีการล็อคเป้าหมายคนร้ายแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นตัวแทนมอบเงินช่วยเหลือน้องไทตัล และมอบพวงหรีดแสดงความเสียใจ ณ วัดหัวช้าง จังหวัดลพบุรี     -จนท. เร่งหาตัวแม่เด็ก 2 ขวบหลังนำมาทิ้งสถานสงเคราะห์   จนท. เร่งหาตัวหญิงขี่รถ จยย. นำเด็กหญิงวัย 2 ขวบมาทิ้งไว้ที่สำนักงานสังคมสงเคราะห์ บ้านเด็กและครอบครัว จังหวัดลพบุรี ก่อนหลบหนี เขียนจดหมาย ยกให้สถานสงเคราะห์ดูแลถาวร เหตุยากจน สามีใหม่ปฏิเสธรับเป็นลูก ตามตัวเด็กพบร่องรอย เขียวช้ำหลายแห่ง     -จนท. เร่งคุมเพลิงไฟป่าบนดอยพระบาท   เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟป่าในพื้นที่ดอยพระบาท ใกล้กับวัดพระธาตุดอยม่วงคำ อำเภอเมืองจังหวัดลำปาง เสียหายกว่า 50 ไร่ โดยพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ทำให้การดับไฟเป็นไปได้ยาก     -วอลเลย์บอลหญิงไทยพ่าย เกาหลีใต้ 3 เซ็ตรวด โคชด่วนประกาศลาออก   ไทยพลาดตั๋วไปแข่งโอลิมปิก 2020 หลังนักวอลเลย์บอลหญิงไทยพ่าย เกาหลีใต้ 3 เซ็ตรวด ท่ามกลางความเสียใจของนักกีฬา และกองเชียร์ ล่าสุดโคชด่วน ประกาศลาออกแล้ว     รับชมทางยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/f-VAIyzda7A

 22,993
สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 63

'บิ๊กแป๊ะ' ลุยสางคดีชิงทองลพบุรี รองผบ.ตร.เผยคนร้ายชำนาญใช้ปืน อาจทำเป็นขบวนการ

จากเหตุคนร้ายควงปืนชิงทองร้านแห่งหนึ่ง ภายในห้างดังจังหวัดลพบุรี ยิง รปภ.และลูกค้าห้าง หนึ่งในนั้นเป็นเด็ก 2 ขวบ ถูกกระสุนเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา รวมยอดผู้เสียชีวิตมีทั้งหมด 3 คน ตำรวจปิดเมืองเร่งไล่ล่า คาดยังหลบหนีอยู่ในพื้นที่นั้น   ล่าสุดวันนี้ (10 ม.ค.) เวลา 10.46 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. อยู่ในระหว่างประชุมกับชุดคลี่คลายคดี จ.ลพบุรี ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าทางคดีว่า คนร้ายมีลักษณะการเดินที่กระเพกเล็กน้อย มีความสูง และที่สำคัญเป็นคนที่มีความเชียวชาญ และแม่นยำในการใช้อาวุธปืนเป็นอย่างมาก แม้ขณะในการวิ่ง การเคลื่อนที่ยังสามารถยิงปืนได้อย่างแม่นยำ   ทั้งนี้ในการชิงทรัพย์ร้านทองจะเป็นปืนปลอมบ้าง ปืนเถื่อนทั่วไปบ้างที่หาได้ง่าย แต่ในกรณีนี้มีลักษณะพิเศษราคาสูง และสามารถติดลำกล้องเก็บเสียงได้ด้วย   นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเชื่อได้อย่างมั่นใจว่าเป็นเหตุชิงทรัพย์ และอาจจะมีผู้กระทำความผิดมากว่า 1 คน ซึ่งอยู่ที่การขยายผล และขอขอบคุณสื่อที่ได้เให้ข้อมูลเมื่อปี 2556 มีเหตุในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นที่ร้านทองในจ.ภูเก็ต ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ ในทางของการสืบสวนต่อไป รวมไปถึงการนำภาพจากลักษณะการเดิน และแผนการก่อเหตุไปเปรียบเทียบกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/ScSCiphUY-0

 2,642
สังคม
11 ม.ค. 63

'บิ๊กแป๊ะ' ลุยสางคดีชิงทองลพบุรี รองผบ.ตร.เผยคนร้ายชำนาญใช้ปืน อาจทำเป็นขบวนการ

จากเหตุคนร้ายควงปืนชิงทองร้านแห่งหนึ่ง ภายในห้างดังจังหวัดลพบุรี ยิง รปภ.และลูกค้าห้าง หนึ่งในนั้นเป็นเด็ก 2 ขวบ ถูกกระสุนเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา รวมยอดผู้เสียชีวิตมีทั้งหมด 3 คน ตำรวจปิดเมืองเร่งไล่ล่า คาดยังหลบหนีอยู่ในพื้นที่นั้น   ล่าสุดวันนี้ (10 ม.ค.) เวลา 10.46 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. อยู่ในระหว่างประชุมกับชุดคลี่คลายคดี จ.ลพบุรี ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าทางคดีว่า คนร้ายมีลักษณะการเดินที่กระเพกเล็กน้อย มีความสูง และที่สำคัญเป็นคนที่มีความเชียวชาญ และแม่นยำในการใช้อาวุธปืนเป็นอย่างมาก แม้ขณะในการวิ่ง การเคลื่อนที่ยังสามารถยิงปืนได้อย่างแม่นยำ   ทั้งนี้ในการชิงทรัพย์ร้านทองจะเป็นปืนปลอมบ้าง ปืนเถื่อนทั่วไปบ้างที่หาได้ง่าย แต่ในกรณีนี้มีลักษณะพิเศษราคาสูง และสามารถติดลำกล้องเก็บเสียงได้ด้วย   นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเชื่อได้อย่างมั่นใจว่าเป็นเหตุชิงทรัพย์ และอาจจะมีผู้กระทำความผิดมากว่า 1 คน ซึ่งอยู่ที่การขยายผล และขอขอบคุณสื่อที่ได้เให้ข้อมูลเมื่อปี 2556 มีเหตุในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นที่ร้านทองในจ.ภูเก็ต ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ ในทางของการสืบสวนต่อไป รวมไปถึงการนำภาพจากลักษณะการเดิน และแผนการก่อเหตุไปเปรียบเทียบกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/ScSCiphUY-0

 2,642
สังคม-อาชญากรรม
10 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' เปิดหน้าชน! พ้อโดนกระทำมานาน ผบ.ตร.รับเป็นเจ้าของคลิปเสียง ปัดสั่งเบรคทำคดียิงรถ

กรณีคนร้ายลอบยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ที่บริเวณซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ โดยบิ๊กโจ๊กมั่นใจว่าสาเหตุที่ถูกลอบยิงมาจากการที่มีคำสั่งยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ไบโอแมทริกซ์ ในสมัยที่เป็นผบช.สตม.   ต่อมา มีคลิปเสียงสนทนาของผู้ชาย 2 คน เผยแพร่ออกมาในโซเชียลมีเดีย ลักษณะสั่งการให้อีกฝ่ายเลิกยุ่งกับคดีดังกล่าว ซึ่งพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. ยืนยันว่าเป็นบทสนทนาระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. จริง โดยตนก็นั่งอยู่ด้วยขณะที่มีการสนทนาทางโทรศัพท์   ซึ่งเป็นการกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาตามปกติ ในการทำงานให้เป็นพี่เลี้ยง ทำการกำกับดูแล ให้การสนับสนุน และปล่อยให้หน่วยที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตามหน้างานตามปกติไป ซึ่งในคดีนี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามขั้นตอนตามปกติ และได้รายงานให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ทราบเป็นระยะๆ ซึ่งได้กำชับมาโดยตลอดในที่ประชุมบริหารตำรวจ   สำหรับเรื่องการอัดคลิปเสียง และมีการปล่อยเสียงสนทนาดังกล่าวลงในโลกโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ทราบว่าใครอัดและอยากรู้เหมือนกันว่าใครทำ เพราะโดยมารยาทแล้วการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างบุคคลนั้น ไม่ควรอัดบทสนทนาเอาไว้ ยกเว้นคู่สนทนาจะมีเจตนารมณ์แอบแฝงในทางที่ไม่ดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง   ด้านพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงถึงคลิปเสียงดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยเรื่องคดีบิ๊กโจ๊กกับพล.ต.อ.วิระชัยจริง แต่ไม่ได้สั่งให้หยุดทำงาน โดยเป็นการสั่งให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตามขั้นตอน และยืนยันว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังในคดีนี้ หลังถูกบิ๊กโจ๊กพูดพาดพิงว่าเป็นผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพราะทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ที่ทำให้มีชื่อเสียงอีกครั้ง   ขณะที่พล.ต.อ.วิระชัย ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 กจ 351 กรุงเทพมหานครของบิ๊กโจ๊ก พร้อมยืนยันว่าจะทำคดีนี้อย่างถึงที่สุดในช่วงที่ทำหน้าที่แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในช่วงที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ และมั่นใจว่าจะจับคนร้ายได้ ส่วนการให้ปากคำของบิ๊กโจ๊กนั้น พนักงานสอบสวนได้รวบรวมไว้ในสำนวน โดยรับฟังคำให้การไว้เป็นข้อมูลเท่านั้น คงไม่สามารถไปชี้ชัดประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน   โดยล่าสุดกองพิสูจน์หลักฐานได้เข้ารื้อค้าและหาหลักฐานที่รถของบิ๊กโจ๊ก และพบหัวกระสุนปืนเพิ่มอีก 6 หัว เป็นชนิด .38 หรือ ขนาด 9 มม. จากเดิมพบแล้ว 2 หัว แต่ยังไม่ยืนยันว่า มาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเตรียมส่งตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติม จึงจะสามารถยืนยันชนิดของปืนที่ใช้ก่อเหตุได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าได้พูดคุยเรื่องคดีก่อนหน้านี้กับพล.ต.อ.จักรทิพย์จริง ส่วนคลิปเสียงสนทนาที่ปรากฎตอนนี้ยังไม่ได้ฟัง จึงไม่ขอให้ความเห็นในเรื่องนี้   ด้านพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางมารับรถยนต์ที่ถูกลอบยิงที่ สน.บางรัก พร้อมเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กรณีคลิปเสียง เป็นเรื่องที่สะท้อนใจถึงแม้ว่าคดีนี้จะเป็นคดียิงรถที่ความเสียหายไม่เยอะ แต่เป็นคดีที่สื่อมวลชนสนใจ แล้วมีการไปพาดพิงถึงผู้ใหญ่ขององค์กร การที่ผู้นำองค์กรโทรศัพท์มาสั่งการไม่ให้ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทน ลงไปยุ่งเกี่ยวกับคดีและไม่ให้ไปแถลงข่าว ยิ่งเห็นชัดถึงเจตนา   ในฐานะตำรวจเก่า ตนรู้สึกหดหู่จากการกระทำของผู้นำองค์กรยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนที่มีการยิงรถนักข่าว ซึ่งเป็นการใช้อำนาจแบบไม่เป็นธรรม การเป็นผู้รักษากฎหมายต้องทำตัวเป็นเยี่ยงอย่าง อีกทั้งในวันเกิดเหตุ รองผบ.ตร. ท่านนี้ได้ลงไปไล่ดูกล้องวงจรปิดเอง ซึ่งทาง ผบช.น ไม่ได้ลงมาดูด้วยตัวเอง มีเพียงผู้บังคับการและผู้กำกับการที่ลงมากำกับดูแลเท่านั้น   การที่รองผบ.ตร. ท่านนี้ลงมากำกับดูแลเพื่อให้องค์กรเป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา โดยเฉพาะเมื่อมีการพาดพิงถึงผู้ใหญ่ในองค์กรเมื่อรู้ตัวว่าถูกพาดพิงต้องยิ่งรีบสั่งให้เร่งรัดติดตามคนร้ายให้ได้ เพื่อจะเคลียร์ความจริงให้ปรากฏและเคลียร์ตัวเองให้ได้   ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตี๊ยมกันกับรองผบ.ตร. ทุกอย่างเป็นข้อเท็จจริงมีมูลเหตุทั้งหมดไม่มีอะไรที่ตนต้องไปเตี๊ยม ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับรองผบ.ตร. ตนเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้นไม่มีอะไรอย่างอื่น   และคำพูดในคลิปที่บอกว่า ตนไปหรอกใช้พลเอก 5 คน ตนจะทำได้อย่างไร สื่อมวลชนควรไปถามเจ้าตัวมากกว่าว่าโดนตนหลอกใช้จริงหรือไม่ คำว่าผู้นำองค์กรบ่งบอกถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม แต่ผู้นำองค์กรเป็นแบบนี้ องค์กรจะอยู่ได้อย่างไร สั่งแบบนี้เป็นการสั่งเพื่อส่วนรวมหรือสั่งเพื่อตัวเอง ซึ่งถ้าตนเป็นผู้นำองค์กร ตนคงลาออกไปแล้ว   จะมาบอกว่าตนสร้างสถานการณ์เพื่ออยากจะกลับมา ถ้าอยากดังจริงตนแค่เดินไปหานักข่าวก็ดังแล้ว แต่ที่ผ่านมาเกือบปีตนเก็บเนื้อเก็บตัวมาตลอด ที่ออกมาวันนี้เพราะทนไม่ไหวแล้วโดนกระทำมานานต้องพอเสียที ส่วนเรื่องจะจับคนร้ายได้หรือไม่ตนไม่ได้คิด เพราะตนหมดศรัทธา 4 วันที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ   เรื่องที่บอกว่าไบโอแมทริกซ์ จับคนร้ายได้นั้น มันก็ถูก แต่เมื่อเครื่องมันไม่ดี ตนก็ต้องทำบันทึกยกเลิกสัญญาแล้วไปเอาของบริษัทอื่นที่ดีมาใช้  เพราะเครื่องดังกล่าวสมมุติว่าสามารถทำได้ 30 กว่าอย่างแต่กลับทำได้แค่ 7 อย่าง ถึงแม้ว่าจับคนร้ายได้จริง แต่คุณสมบัติอีก 20 กว่าอย่างมันทำไม่ได้ แล้วงบประมาณกว่า 2 พันล้าน ที่มาจากภาษีประชาชนความคุ้มค่ามันอยู่ตรงไหน โดยวันนี้ เวลา 09.30 น. ตนจะเข้าไปให้ข้อมูลกับป.ป.ช. เรื่องไบโอแมทริกซ์ และก็มีอีกหลายคนที่ถูกเรียกไปเช่นเดียวกัน   อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ใครทำชั่วทำไม่ดีไว้เดี๋ยวมันจะออกมาเอง ยืนยันไม่ได้สร้างสถานการณ์ แต่ในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำตนจึงต้องออกมาพูดและยืนยันว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคลิปเสียงดังกล่าวที่หลุดออกมา จะเป็นการวางแผนได้อย่างไร เพราะเสียงที่สั่งเป็นเสียงจริงโดยเสียงใครคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YEfm4ZT-Jgc

 10,764
สังคม
10 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' เปิดหน้าชน! พ้อโดนกระทำมานาน ผบ.ตร.รับเป็นเจ้าของคลิปเสียง ปัดสั่งเบรคทำคดียิงรถ

กรณีคนร้ายลอบยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ที่บริเวณซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ โดยบิ๊กโจ๊กมั่นใจว่าสาเหตุที่ถูกลอบยิงมาจากการที่มีคำสั่งยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ไบโอแมทริกซ์ ในสมัยที่เป็นผบช.สตม.   ต่อมา มีคลิปเสียงสนทนาของผู้ชาย 2 คน เผยแพร่ออกมาในโซเชียลมีเดีย ลักษณะสั่งการให้อีกฝ่ายเลิกยุ่งกับคดีดังกล่าว ซึ่งพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. ยืนยันว่าเป็นบทสนทนาระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. จริง โดยตนก็นั่งอยู่ด้วยขณะที่มีการสนทนาทางโทรศัพท์   ซึ่งเป็นการกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาตามปกติ ในการทำงานให้เป็นพี่เลี้ยง ทำการกำกับดูแล ให้การสนับสนุน และปล่อยให้หน่วยที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตามหน้างานตามปกติไป ซึ่งในคดีนี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามขั้นตอนตามปกติ และได้รายงานให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ทราบเป็นระยะๆ ซึ่งได้กำชับมาโดยตลอดในที่ประชุมบริหารตำรวจ   สำหรับเรื่องการอัดคลิปเสียง และมีการปล่อยเสียงสนทนาดังกล่าวลงในโลกโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ทราบว่าใครอัดและอยากรู้เหมือนกันว่าใครทำ เพราะโดยมารยาทแล้วการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างบุคคลนั้น ไม่ควรอัดบทสนทนาเอาไว้ ยกเว้นคู่สนทนาจะมีเจตนารมณ์แอบแฝงในทางที่ไม่ดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง   ด้านพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงถึงคลิปเสียงดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยเรื่องคดีบิ๊กโจ๊กกับพล.ต.อ.วิระชัยจริง แต่ไม่ได้สั่งให้หยุดทำงาน โดยเป็นการสั่งให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตามขั้นตอน และยืนยันว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังในคดีนี้ หลังถูกบิ๊กโจ๊กพูดพาดพิงว่าเป็นผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพราะทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ที่ทำให้มีชื่อเสียงอีกครั้ง   ขณะที่พล.ต.อ.วิระชัย ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 กจ 351 กรุงเทพมหานครของบิ๊กโจ๊ก พร้อมยืนยันว่าจะทำคดีนี้อย่างถึงที่สุดในช่วงที่ทำหน้าที่แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในช่วงที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ และมั่นใจว่าจะจับคนร้ายได้ ส่วนการให้ปากคำของบิ๊กโจ๊กนั้น พนักงานสอบสวนได้รวบรวมไว้ในสำนวน โดยรับฟังคำให้การไว้เป็นข้อมูลเท่านั้น คงไม่สามารถไปชี้ชัดประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน   โดยล่าสุดกองพิสูจน์หลักฐานได้เข้ารื้อค้าและหาหลักฐานที่รถของบิ๊กโจ๊ก และพบหัวกระสุนปืนเพิ่มอีก 6 หัว เป็นชนิด .38 หรือ ขนาด 9 มม. จากเดิมพบแล้ว 2 หัว แต่ยังไม่ยืนยันว่า มาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเตรียมส่งตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติม จึงจะสามารถยืนยันชนิดของปืนที่ใช้ก่อเหตุได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าได้พูดคุยเรื่องคดีก่อนหน้านี้กับพล.ต.อ.จักรทิพย์จริง ส่วนคลิปเสียงสนทนาที่ปรากฎตอนนี้ยังไม่ได้ฟัง จึงไม่ขอให้ความเห็นในเรื่องนี้   ด้านพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางมารับรถยนต์ที่ถูกลอบยิงที่ สน.บางรัก พร้อมเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กรณีคลิปเสียง เป็นเรื่องที่สะท้อนใจถึงแม้ว่าคดีนี้จะเป็นคดียิงรถที่ความเสียหายไม่เยอะ แต่เป็นคดีที่สื่อมวลชนสนใจ แล้วมีการไปพาดพิงถึงผู้ใหญ่ขององค์กร การที่ผู้นำองค์กรโทรศัพท์มาสั่งการไม่ให้ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทน ลงไปยุ่งเกี่ยวกับคดีและไม่ให้ไปแถลงข่าว ยิ่งเห็นชัดถึงเจตนา   ในฐานะตำรวจเก่า ตนรู้สึกหดหู่จากการกระทำของผู้นำองค์กรยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนที่มีการยิงรถนักข่าว ซึ่งเป็นการใช้อำนาจแบบไม่เป็นธรรม การเป็นผู้รักษากฎหมายต้องทำตัวเป็นเยี่ยงอย่าง อีกทั้งในวันเกิดเหตุ รองผบ.ตร. ท่านนี้ได้ลงไปไล่ดูกล้องวงจรปิดเอง ซึ่งทาง ผบช.น ไม่ได้ลงมาดูด้วยตัวเอง มีเพียงผู้บังคับการและผู้กำกับการที่ลงมากำกับดูแลเท่านั้น   การที่รองผบ.ตร. ท่านนี้ลงมากำกับดูแลเพื่อให้องค์กรเป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา โดยเฉพาะเมื่อมีการพาดพิงถึงผู้ใหญ่ในองค์กรเมื่อรู้ตัวว่าถูกพาดพิงต้องยิ่งรีบสั่งให้เร่งรัดติดตามคนร้ายให้ได้ เพื่อจะเคลียร์ความจริงให้ปรากฏและเคลียร์ตัวเองให้ได้   ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตี๊ยมกันกับรองผบ.ตร. ทุกอย่างเป็นข้อเท็จจริงมีมูลเหตุทั้งหมดไม่มีอะไรที่ตนต้องไปเตี๊ยม ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับรองผบ.ตร. ตนเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้นไม่มีอะไรอย่างอื่น   และคำพูดในคลิปที่บอกว่า ตนไปหรอกใช้พลเอก 5 คน ตนจะทำได้อย่างไร สื่อมวลชนควรไปถามเจ้าตัวมากกว่าว่าโดนตนหลอกใช้จริงหรือไม่ คำว่าผู้นำองค์กรบ่งบอกถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม แต่ผู้นำองค์กรเป็นแบบนี้ องค์กรจะอยู่ได้อย่างไร สั่งแบบนี้เป็นการสั่งเพื่อส่วนรวมหรือสั่งเพื่อตัวเอง ซึ่งถ้าตนเป็นผู้นำองค์กร ตนคงลาออกไปแล้ว   จะมาบอกว่าตนสร้างสถานการณ์เพื่ออยากจะกลับมา ถ้าอยากดังจริงตนแค่เดินไปหานักข่าวก็ดังแล้ว แต่ที่ผ่านมาเกือบปีตนเก็บเนื้อเก็บตัวมาตลอด ที่ออกมาวันนี้เพราะทนไม่ไหวแล้วโดนกระทำมานานต้องพอเสียที ส่วนเรื่องจะจับคนร้ายได้หรือไม่ตนไม่ได้คิด เพราะตนหมดศรัทธา 4 วันที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ   เรื่องที่บอกว่าไบโอแมทริกซ์ จับคนร้ายได้นั้น มันก็ถูก แต่เมื่อเครื่องมันไม่ดี ตนก็ต้องทำบันทึกยกเลิกสัญญาแล้วไปเอาของบริษัทอื่นที่ดีมาใช้  เพราะเครื่องดังกล่าวสมมุติว่าสามารถทำได้ 30 กว่าอย่างแต่กลับทำได้แค่ 7 อย่าง ถึงแม้ว่าจับคนร้ายได้จริง แต่คุณสมบัติอีก 20 กว่าอย่างมันทำไม่ได้ แล้วงบประมาณกว่า 2 พันล้าน ที่มาจากภาษีประชาชนความคุ้มค่ามันอยู่ตรงไหน โดยวันนี้ เวลา 09.30 น. ตนจะเข้าไปให้ข้อมูลกับป.ป.ช. เรื่องไบโอแมทริกซ์ และก็มีอีกหลายคนที่ถูกเรียกไปเช่นเดียวกัน   อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ใครทำชั่วทำไม่ดีไว้เดี๋ยวมันจะออกมาเอง ยืนยันไม่ได้สร้างสถานการณ์ แต่ในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำตนจึงต้องออกมาพูดและยืนยันว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคลิปเสียงดังกล่าวที่หลุดออกมา จะเป็นการวางแผนได้อย่างไร เพราะเสียงที่สั่งเป็นเสียงจริงโดยเสียงใครคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YEfm4ZT-Jgc

 10,764

Top