ค้นหา :

ผลการค้นหา "เบี้ยวหนี้กยศ"

สังคม-อาชญากรรม
05 ธ.ค. 61

กยศ. ลดเบี้ยปรับ 85% หวังจูงใจคนเบี้ยวหนี้คืนเงิน ลูกหนี้ชั้นดีหากปิดบัญชีก่อนกำหนด ลดหย่อนเงินต้น 3%

กยศ. ลดเบี้ยปรับ 85% จูงใจคนเบี้ยวหนี้คืนเงิน คาดจะมีผู้กู้ยืมมาเข้าร่วมมาตรการไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย ส่วนกลุ่มลูกหนี้ชั้นดีหากปิดบัญชีก่อนกำหนดลดหย่อนเงินต้น 3%   นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนฯ ได้ออกระเบียบเพื่อให้สิทธิสำหรับกลุ่มผู้กู้ยืมปกติที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถือว่าเป็นผู้กู้ยืมชั้นดีหรือผู้กู้ยืมที่อยู่ในช่วงปลอดหนี้ หากมาชำระหนี้ปิดบัญชีก่อนกำหนด จะได้รับการลดหย่อนเงินต้น 3% ณ วันที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุน ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการผ่อนผันการชำระเงินคืนกองทุน ลดหย่อนหนี้ หรือระงับการเรียกให้ชำระหนี้ พ.ศ.2561 ซึ่งระบบจะทำการลดหนี้ให้อัตโนมัติ เมื่อผู้กู้ยืมติดต่อชำระหนี้ปิดบัญชีที่หน้าเคาน์เตอร์ของธนาคารกรุงไทยหรือธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย   นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนฯ ยังได้มีมติอนุมัติมาตรการจูงใจให้ผู้กู้ยืมมาชำระหนี้ปิดบัญชีเพิ่มเติม สำหรับผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้ทุกราย โดยจะลดเบี้ยปรับให้ 85% ของเบี้ยปรับ ณ วันที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2561-31 พ.ค. 2562 เท่านั้น เนื่องจากกองทุนเห็นว่ามีผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันจำนวนไม่น้อยมีความต้องการจะปลดภาระหนี้ของตน แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เนื่องจากมีเบี้ยปรับที่เกิดจากการค้างชำระหนี้จำนวนมาก   มาตรการดังกล่าวเป็นแนวคิดที่คณะกรรมการได้พิจารณาอย่างรอบคอบมาระยะหนึ่งแล้ว กองทุนหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้กู้และผู้ค้ำประกันตัดสินใจชำระปิดบัญชีเพื่อปลดภาระหนี้ของตนเองได้เร็วขึ้น โดยคาดว่าจะมีผู้กู้ยืมมาเข้าร่วมมาตรการไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย   นายชัยณรงค์ กล่าวว่า ผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนแจ้งขอใช้สิทธิลดเบี้ยปรับได้ตามเงื่อนไขที่ประกาศทางหน้าเว็บไซต์ กยศ. www.studentloan.or.th/discount/ หรือดาวน์โหลดแบบแจ้งความประสงค์ได้ที่ www.studentloan.or.th/discount-form/ และส่งแฟกซ์มายังเบอร์ 0-2016-4940 และ 0-2016-4950   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/beID7XcDcm8

 11,939
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.ค. 61

เปิดใจ 1 ใน 17 ลูกศิษย์เบี้ยวหนี้ กยศ. รับคาดไม่ถึงทำ 'ครูวิภา' เดือดร้อน อ้างมีปัญหาเรื่องเงินเลยขาดส่ง

เปิดใจลูกศิษย์เบี้ยวหนี้ กยศ. รับตกใจคาดไม่ถึงว่าเรื่องจะถึงคุณครู ด้าน ‘ครูวิภา’ ดีใจ ลูกศิษย์เริ่มทยอยจะขอจ่ายหนี้ กยศ. ยอมรับไม่รู้ค้ำประกันได้กี่คน และไม่เคยได้รับการทักท้วงจาก กยศ.   ความคืบหน้ากรณี ครูวิภา บานเย็น ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งค้ำประกันเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้ลูกศิษย์ไป 60 คน แต่ลูกศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ.จนถูกฟ้องดำเนินคดีไป 21 คน ล่าสุดครูวิภาหาเงินมาจ่ายแทนลูกศิษย์ไปแล้ว 4 คน 92,000 บาท เพื่อไม่ให้ต้องถูกยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาด ทำให้ยังคงมีลูกศิษย์ค้างชำระหนี้จนถึงขั้นตอนการบังคับคดี 17 คนนั้น   ล่าสุด คุณวาสนา (นามสมมติ) 1 ใน 17 ลูกศิษย์ที่เบี้ยวหนี้ได้ออกมาเปิดใจระบุว่า รู้สึกตกใจมากเมื่อเห็นข่าวของครู เผยได้รับจดหมายจาก กยศ.เพียงครั้งเดียว คิดไปเองว่าหากมีปัญหาคงจะได้รับหนังสือแจ้งมา แจงในสัญญามีคนค้ำ 2 คน คือ คุณพ่อ และคุณครู จึงเข้าใจว่าหากมีปัญหาจะต้องมาดำเนินกับพ่อก่อนไม่นึกว่าจะไปมีปัญหากับคุณครู เผยสาเหตุที่เบี้ยวหนี้เป็นเพราะประสบปัญหาการเงิน บวกกับตนเองนิ่งเฉยไม่ได้ติดตามเอง      ด้านครูวิภาเปิดเผยว่า ตอนแรกที่ได้หมายศาลรู้สึกโมโหแต่ไม่โกรธเพราะเป็นลูกศิษย์ ตอนนั้นไม่กล้าบอกคุณพ่อเลยกระทั่งพ่อจากไป จึงเป็นเหตุผลที่ตนพยายามปกป้องบ้านและที่ดินที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ ส่วนขณะนี้มีลูกศิษย์ติดต่อกลับมาจะชำระหนี้ด้วยการปิดบัญชี 4 คน โดยทั้งสองคนกู้ยืมเงินเรียนในระดับชั้นปริญญาตรี 30,000-40,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีลูกศิษย์อีก 2-3 คน ติดต่อเข้ามาว่า จะจ่ายเงินชำระหนี้ในช่วงสิ้นเดือน ก.ค.    จากข่าวที่ออกไปและได้รับการตอบกลับจากลูกศิษย์ก็ดีใจที่ลูกศิษย์บางคนยอมรับว่าไม่มีเงินที่จะปิดยอดได้ ครูก็แนะนำให้ไปติดต่อผ่อนชำระ   ส่วนกรณีที่ตั้งข้อสังเกตุว่า เงื่อนไขการค้ำประกันสามารถค้ำได้กี่คน ครูวิภา ระบุว่า ไม่ทราบเกณฑ์นี้มาก่อนและที่ผ่านมาการค้ำประกันให้ลูกศิษย์ทั้งหมดไม่เคยถูกทักท้วงจาก กยศ.                           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/UgtZqDkTfo8

 17,629
สังคม-อาชญากรรม
25 ก.ค. 61

เปิดใจ 'ครูวิภา' ถูกศาลสั่งยึดบ้าน-ที่ดิน หลังค้ำประกันเงินกู้กยศ.ให้ศิษย์ 60 ราย แฉมีชีวิตหรูหรา แต่กลับเบี้ยวไม่จ่าย

น.ส.วิภา บานเย็น อายุ 47 ปี ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ได้ร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน หลังถูกกรมบังคับคดีนำประกาศยึดทรัพย์บ้านและที่ดิน เนื่องจากเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ให้กับนักเรียนชั้น ม.4 และ ม.5 จำนวน 60 คน แต่ในจำนวนนี้กว่าครึ่งที่ผิดนัดไม่ชำระหนี้   จนมีบางส่วนคดีไปถึงชั้นศาลแต่ไม่สามารถไล่บี้เอากับผู้กู้ภาระจึงตกที่ผู้ค้ำจนมีคำตัดสินยึดบ้านและที่ดิน แต่ยังมีอีกหลายคดีที่กำลังจะตัดสินแต่ทรัพย์สินที่มีโดนยึดหมดแล้ว และหากไม่มีทรัพย์สินจะยึดก็จะถูกฟ้องล้มละลาย ซึ่งจะส่งผลต่อตำแหน่งข้าราชการได้       โดย น.ส. วิภา กล่าวว่า เมื่อ 20 ปีก่อนตนเริ่มรับราชการเป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร จากนั้นได้มีโครงการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ขึ้นมา ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากเด็กจำนวนมาก แต่เนื่องจากกองทุนมีเงื่อนไขต้องมีผู้ค้ำประกันซึ่งเด็กบางคนพ่อแม่ไม่สะดวก ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ หรือการเดินทาง   ด้วยความเจตนาดีและหวังให้เด็กได้เรียนให้สูงเพื่อมีความรู้มีงานทำ จึงตัดสินใจลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้เด็กชั้น ม.4 ที่ตนเป็นครูที่ปรึกษาจำนวนกว่า 60 คนในปี 2541 และเมื่อเด็กทั้งหมดขึ้น ม.5 ตนก็ได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้เด็กทั้งหมดอีกครั้ง โดยยอดหนี้ประมาณ 1.2 หมื่นบาท/คน ส่วนในชั้น ม.6 ตนไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันให้ โดยทราบว่าเด็กได้ให้พ่อแม่เป็นผู้ค้ำแทน   จนเมื่อปี 2551 หรือ 10 ปีต่อจากนั้น ตนได้รับหมายศาลเกี่ยวกับเรื่องการขาดชำระของเด็กที่ตนเป็นผู้ค้ำประกันให้ โดยขอให้ไปดำเนินการไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งตอนนั้นเมื่อหมายศาลมีชื่อใครก็พยายามติดตามให้ไปไกล่เกลี่ยว่าจะต้องส่งเดือนละเท่าไร แต่ถ้าติดตามใครไม่ได้ตนก็จะไปศาลเอง ซึ่งก็ไม่มีความหมายเพราะไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ โดยหมายศาลที่ส่งมาเกินครึ่งที่ตนติดต่อนักเรียนไม่ได้ ส่วนคนที่ติดต่อและไปไกล่เกลี่ยตนก็ไม่ทราบว่าได้จ่ายครบตามที่ตกลงหรือไม่ เพราะไม่มีใครรายงานมาให้ตนทราบ   กระทั่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีเอกสารไกล่เกลี่ยเงินกู้ของนักเรียนมาอีกครั้ง เป็นของนักเรียนจำนวน 2 ราย โดยระบุว่าต้องนำเงินไปจ่ายหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมด ซึ่งเมื่อไม่สามารถติดต่อเด็กให้มารับผิดชอบได้ ตนในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องหาเงินมาชำระแทนรวมเกือบ 4 หมื่นบาท   และเมื่อวันที่ 16 และ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดีได้นำป้ายคำสั่งบังคับคดีมายึดบ้านและที่ดิน ซึ่งมีราคาประเมิน 1.3 ล้านบาท และที่ดินอีกแปลงที่มีการประเมินไว้ 6 แสนบาท โดยให้ส่งเอกสารภายใน 15 วัน เมื่อตรวจสอบเอกสารก็พบว่าเป็นเอกสารหมายศาลบังคับคดีเร่ง การชำระเงินกู้ ของนักเรียนรายที่ 3 และรายที่ 4 เป็นการบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สิน เนื่องจากผลการเซ็นค้ำประกันร่วมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน กยศ.                 น.ส. วิภา กล่าวว่า ทำให้เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ตนจึงได้เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ กยศ. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อมูล แต่ก็ได้รับการชี้แจงเพียงว่าต้องชำระหนี้เพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์สินซึ่งเป็นบ้านและที่ดิน จึงได้ชำระเงินในส่วนของนักเรียนรายที่ 3 และรายที่ 4 ไปเป็นจำนวนเงินกว่า 50,000 บาท รวมจำนวนเงินที่ตนเองชำระไปทั้งหมดขณะนี้ 97,000 บาท   โดยจะต้องนำเอกสารนี้ไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีที่ จ.กำแพงเพชร เพื่อให้ถอนการยึดทรัพย์สิน แต่ตนก็ต้องตกใจเมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักเรียนที่ตนเป็นผู้ค้ำประกันอีกเกือบ 30 คนที่ไม่ชำระหนี้ และในจำนวนนี้มีนักเรียนผู้กู้อีก 4 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องเอกสาร เพื่อเข้าสู่ขบวนการออกหมายศาลบังคับคดีเช่นกัน และจะดำเนินการส่งเอกสารหมายศาลบังคับคดีภายในปีนี้ ซึ่งก็อาจทำให้ทรัพย์สินที่เพิ่งถอนถูกคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินอีกครั้ง   เมื่อมาคำนวณหนี้ที่นักเรียนยังค้างกว่า 30 คนเป็นเงินหลักล้านบาทแล้ว ทั้งที่เงินต้นของแต่ละคนแค่หลักหมื่นต้นๆ แต่เมื่อไม่มีการชำระจึงมีดอกเบี้ยและค่าปรับจนยอดเงินสูงจนทบต้นไปมาก ซึ่งตนคงไม่มีเงินที่จะจ่ายแทนได้ทั้งหมด   ดังนั้นทรัพย์สินที่มีก็อาจโดนยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด และเมื่อไม่มีทรัพย์สินให้ยึดก็อาจถูกฟ้องล้มละลายหรือไม่ ซึ่งตนและคณะครูยังได้ติดตามนักเรียนผู้กู้ ซึ่งบางรายก็ยอมรับตรงๆว่าไม่มีเงิน ทั้งที่ตัวเองทำงานและยังดำเนินชีวิตสวยหรู และสามารถผ่อนรถได้ บางรายไม่โทรศัพท์กลับมาพูดคุย   จึงอยากฝากถึงลูกศิษย์ผ่านสื่อให้ช่วยมารับผิดชอบในเรื่องนี้เพราะตนลำบากอย่างมาก นอกจากนี้อยากขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะตนเองไม่สามารถรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดได้ โดยตนได้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ กยศ. และได้ทำหนังสือปลดภาระผู้ค้ำประกันให้ญาติของเด็กเป็นผู้รับภาระค้ำประกันแทน ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกจะยื่นเรื่องให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจ   ด้านนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ. กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบเรื่อง อย่างไรก็ตาม กยศ. ไม่นิ่งนอนใจ ขอให้ครูรายนี้ติดต่อมายัง กยศ.เพื่อให้กยศ.ดำเนินการช่วยเหลือต่อไป    “ในส่วนที่ครูรายนี้กังวลว่า จะถูกฟ้องล้มละลายและจะขาดคุณสมบัติการเป็นครูนั้น ผมคิดว่าระยะเวลาการดำเนินคดีใช้เวลานาน อีกทั้งขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการยึดทรัพย์และขั้นต่อไปคือนำขายทอดตลาด   ระหว่างนี้จะมีช่วงเวลาดำเนินการอยู่ และเมื่อทรัพย์ขายทอดตลาดได้ทำบัญชีรับจ่ายเพื่อหักล้างหนี้ ครูท่านนี้อาจจะไม่ถึงขั้นล้มละลายหรือขาดคุณสมบัติการเป็นครูไป จึงขอให้ครูรีบเข้ามาติดต่อทาง กยศ. โดยด่วน ทั้งนี้ อยากให้ผู้ค้ำประกันทุกคน ตรวจสอบตนเองว่าสามารถค้ำประกันได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่เกิดปัญหาลักษณะนี้” นายชัยณรงค์ กล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LT0MqENVc5Q

 31,222
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
06 มิ.ย. 61

กยศ.จ่อหักหนี้ผ่านบัญชีเงินเดือน ขรก.ที่เป็นลูกหนี้ ดีเดย์ ต.ค.นี้ พนง.เอกชน เริ่มปลายปี

       กยศ. เตรียมหักหนี้ผ่านบัญชีเงินเดือนข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ 1.7 แสนราย เริ่ม ต.ค.นี้ และเตรียมหักบัญชีเงินเดือนพนักงานเอกชน ปลายปีนี้ เชื่อทำเงินหมุนเวียนในกองทุนเพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นล้านบาท พร้อมส่งเรื่องฟ้องร้องลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้อีก 1.2 แสนราย เร็วๆนี้             นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 ที่จะถึงในเดือนตุลาคมนี้ กยศ.จะดำเนินการหักหนี้จากบัญชีเงินเดือนข้าราชการที่เป็นหนี้ กยศ. แบบรายเดือนที่มีอยู่ทั้งหมด 1.7 แสนราย รวมวงเงินหนี้ 16,000 ล้านบาท โดยในส่วนของข้าราชการทีเป็นลูกหนี้ 1.7 แสนรายนั้น มีผู้ที่ชำระหนี้ปกติเพียง 90,000 ราย แต่ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 70,000 ราย             ขณะเดียวกันในปลายปีนี้ กยศ.จะเริ่มหักบัญชีเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนด้วย โดยจะเริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. และธนาคารกรุงไทย รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้วย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดหนี้ค้างชำระของลูกหนี้ กยศ.ที่มีอยู่ให้ลดลงได้ และเชื่อว่าจะทำให้มีเงินที่เคยค้างชำระกลับเข้ากองทุนเพิ่มขึ้นอีก 30,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีเงินหมุนเวียนอยู่ที่ 28,000-30,000 ล้านบาท ได้             นอกจากนี้ กยศ.ยังเตรียมส่งเรื่องฟ้องร้องเรียกเงินหนี้คืนจากลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้เกิน 5 งวด ทั้งหมดที่มีอยู่รวม 120,000 ราย ในเร็วๆนี้ด้วย เพื่อให้ในอนาคตสามารถช่วยเหลือนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันเงินหมุนเวียนที่มีอยู่ สามารถช่วยเหลือได้เพียง 700,000 ราย เท่านั้น              ทั้งนี้ที่ผ่านมา กยศ.ปล่อยกู้ให้กับนักเรียนแล้ว 5.4 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 570,000 ล้านบาท ปิดบัญชีตามกำหนดแล้ว 800,000 ราย เหลือผู้กู้ที่ต้องชำระคืนทั้งสิ้น 4 ล้านกว่าราย โดยจำนวนดังกล่าว คิดเป็นผู้ชำระหนี้ปกติ 1 ล้านกว่าราย และผิดนัดชำระหนี้กว่า 3 ล้านราย โดยอยู่ระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาประมาณ 1.2 ล้านคดี มูลหนี้ 48,000 ล้านบาท              อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการชำระหนี้ ผ่านระบบ QR Code โดยร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ซึ่งสามารถชำระได้ 2 รูปแบบ คือ แบบ StaticQR โดยการ สแกน QR Code ผ่านบริการ KTB netbank และเลือกประเภทกองทุนที่ต้องการชำระหนี้คืน หรือแบบ DynamicQR เป็นการสแกน QR Code ผ่าน www.studentloan.ktb.co.th หรือ www.studentloan.or.th ด้วย Mobile Banking Application ทุกธนาคาร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกหนี้กยศ.มีช่องทางในการชำระหนีได้มากขึ้น  

 7,637

Top