ค้นหา :

ผลการค้นหา "หลอกลวง"

ข่าวภูมิภาค
23 ธ.ค. 60

รวบสาวแสบหลอกประมูลทองราคาต่ำกว่าตลาดผ่านเฟซบุ๊ก พบมีเหยื่อหลงเชื่อกว่า 100 ราย

พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 แถลงข่าวผลการจับกุม น.ส.พัชญาภา คงสาย อายุ 29 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ข้อหาฉ้อโกง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และหมายจับข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ โดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน หลังถูกเจ้าหน้าที่ กก.สส.3 บก.สส.ภ.4 และ ชุดสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ติดตามจับกุมได้ที่บ้านเช่าในพื้นที่ จ.ลำปาง    สืบเนื่องจากมีผู้เสียหาย 3 รายเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น หลังถูกผู้ใช้เฟชบุ็กชื่อ พัชญาภา คงสาย (Jang Pachayapa) หลอกให้ประมูลทองคำ ราคาต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งในระยะแรก หลังเสร็จสิ้นการประมูล ก็ได้มีการส่งทองให้ทางไปรษณีย์ทุกครั้ง แต่ในช่วงเดือนส.ค.-พ.ย. มีผู้เสียหายประมูลเยอะ จำนวนเงินก็มากขึ้น แต่ไม่มีการส่งทองคำที่ได้จากการประมูลให้ อีกทั้งผู้ต้องหากลับมีการปิดเฟซบุ๊กไปและไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายจึงรู้ว่าถูกหลอก จึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวมาดำเนินการตามกฎหมาย     ผบช.ภ.4 ระบุว่า ในระยะแรกนั้น ผู้ต้องหายอมขาดทุน ด้วยการลงทุนซื้อทองรูปพรรณตามร้านทองในราคาขายตามท้องตลาด แล้วมาเปิดประมูลในราคาบาทละ 16,000บาท จุดนี้จึงเป็นประเด็นที่ดึงดูดความสนใจ ให้คนเข้ามาร่วมประมูลจำนวนมาก จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้เสียหายกว่า 100 ราย มีผู้เสียหายโอนเงินค่าสั่งซื้อเข้าบัญชีเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท โดยรายใหญ่สุดอยู่ในเมืองขอนแก่น ถูกหลอกให้ประมูลทองรูปพรรณ รวมเป็นเงิน 2,300,000บาท แล้วยังไม่ได้ทอง                    ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/IeAoV668qQE   

 13,542
สังคม-อาชญากรรม
16 ธ.ค. 60

ดีเอสไอแถลงจับบริษัทตุ๋นแชร์ข้ามชาติ เสียหายกว่า 1.7 พันล้าน รวบตัวการใหญ่ 2 สามีภรรยาชาวไทย

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำทีมแถลงผลจับกุมขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหลังบริษัท อีเกิ้ล เกทส์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก หลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มูลค่าความเสียหายกว่า 1,700 ล้านบาท   สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 มีผู้เสียหายหลายรายเดินทางมายื่นหนังสือถึงดีเอสไอ เพื่อให้ตรวจสอบบริษัท อีเกิ้ลฯ ซึ่งมีพฤติกรรมหลอกลวงให้ผู้เสียหายนำเงินไปลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยอ้างว่าหากร่วมลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนที่สูงถึงร้อยละ 3 และร้อยละ 20 ต่อเดือนตามแพ็คเกจที่ลงทุน และสามารถถอนผลตอบแทนและเงินต้นได้ตลอดเวลา ซึ่งมีประชาชนเสียหายกว่า 1,000 ราย     นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าว ยังสร้างความน่าเชื่อถือต่างๆ เช่น การทำเว็บไซต์ที่แสดงว่าเป็นบริษัทชั้นนำของโลกมาจากสหรัฐอเมริกา และเปิดดำเนินการมาแล้วกว่า 10 ปี มีผู้เชี่ยวชาญที่จะนำเงินของผู้เสียหายไปบริหารจัดการเพื่อให้ได้แต่ผลกำไรเท่านั้นโดยไม่มีการขาดทุน อีกทั้ง ยังมีการแอบอ้างสถาบันการเงินระดับโลกหายแห่งเป็นผู้รับประกันสภาพคล่องทางการเงิน จัดบรรยายชักชวนตามโรงแรมหรูทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จึงทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ   จากการสืบสวนของดีเอสไอพบว่าบริษัทดังกล่าว มีพฤติการณ์เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับบุคคลชาวไทยและต่างชาติ รวม 10 ราย ประกอบด้วย ชาวต่างชาติ 8 ราย และชาวไทย 2 ราย คือ นายรัฐเขต ฉายารัตน และนางกนกกุล พรอภิโชติ ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ ในความผิดฐาน “ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 และ ศาลอาญายังได้ออกหมายค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย   โดยเมื่อวันที่ 12 และ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังกับ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ สำนักงานป้องกันและปราปบรามการฟอกเงิน (ปปง.) ติดตามจับกุมนายรัฐเขตและนางกนกกุล พร้อมเข้าตรวจค้นสถานที่ทั้งสิ้น 8 แห่ง เช่น คอนโดลุมพินี เมกะซิตี้ บางนา 1 ห้อง, คอนโดศุภาลัย ศรีนครินทร์ 3 ห้อง, คอนโดศุภาลัย มาเร่ย์ พัทยา 1 ห้อง และบ้านพักในจ.แพร่ 2 หลัง ผลการตรวจค้นพบเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว พร้อมสามารถตรวจยึดทรัพย์สินมีค่าได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบขยายผล   จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวเข้ามาในไทยปี 2559 และไม่ได้จดทะเบียนประกอบกิจการในประเทศไทย โดยพฤติกรรมเป็นกลุ่มต่างชาติที่หลอกให้คนซื้อหุ้นในลักษณะแชร์ลูกโซ่ เป็นการหาแม่ข่ายและลูกข่ายต่อยอดกันไป โดยระบุเป็นการนำเงินมาลงทุนไปซื้อขายดัชนีหุ้นต่างประเทศเพื่อทำกำไร อ้างว่าเงินลงทุนยังคงอยู่ ไม่หายไปและผลตอบแทนกลับคืนจะได้มากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งยังสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการจัดทำเว็บไซต์แสดงว่าเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก     จากการตรวจสอบยังพบว่าขบวนการดังกล่าว จะให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีของกลุ่มโพยก๊วน (โพย-ก๊วน) ซึ่งเป็นขบวนการเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอยู่นอกประเทศ ขณะเดียวกันจะนำเงินไปฟอกเพื่อหลบหนีการยึดทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ โดยดีเอสไอกำลังเร่งติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับที่เหลือและเร่งขยายผลไปยังเครือข่ายต่อไป                  ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/0Ehi9JDeBtQ  

 10,619
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
05 ธ.ค. 60

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า เหยื่อร้องจ่ายเงิน 4 แสนหวังให้ลูกได้เป็นทหาร สุดท้ายฝันสลาย

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้เสียหายร้องเรียนจ่ายเงิน 4 แสนบาท หวังให้ลูกสาวได้เข้ารับราชการเป็นทหาร ตามที่คู่กรณีซึ่งเป็นทหารอ้างว่าสามารถฝากเป็นทหารได้ แต่สุดท้ายกลับโดนหลอกไม่ถูกเรียกตัวตามที่กล่าวอ้าง เมื่อติดตามทวงเงินก็ถูกหลบหน้า             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/T4kcmRIB7lc

 17,018
สังคม-อาชญากรรม
05 ธ.ค. 60

รวบ 'ทอมมี่ วู' หัวหน้าแก๊งคอลฯ ยึดทรัพย์120 ล้าน -พบเหยื่อโผล่อีกเป็นหญิงวัย70 สูญ1.5ล้าน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. นำทีมแถลงจับกุม นายทอมมี่ วู, นายจิรวัฒน์ กล่อมบาง และนายจิรพัฒน์ คณารุจินานนท์ เครือข่ายขบวนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังมีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกลวงผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชี พร้อมยึดของกลางรวมกว่า 100 รายการ มูลค่ารวม 120 ล้านบาท     พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า การปฏิบัติการกวาดล้างครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยสามารถจับกุมนายทอมมี่ วู สัญชาติอินโดนีเซีย เป็นหัวหน้าแก๊ง ตัวการใหญ่ของเครือข่ายฯ ได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา ส่วนนายจิรวัฒน์ กล่อมบาง นายจิรพัฒน์ คณารุจินานนท์ จับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนอีก 4 ราย อยู่ระหว่างหลบหนี เบื้องต้นแจ้งข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น พร้อมประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือป.ป.ง. ตรวจสอบและอายัดธุรกรรมทางการเงิน      ทั้งนี้ ป.ป.ง.เตรียมคืนเงินที่อายัดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ผู้เสียหาย 4 ราย เหตุเกิดขึ้นในพื้นที่ สภ.จอหอ สภ.เมืองสงขลา สน.ปทุมวัน และ สน. คลองตัน วงเงินประมาณ 2,000,000 กว่าบาท       ขณะที่ได้รับแจ้งว่าจากนางสมใจ มีมงคล อายุ 41 ปี ชาวอ่างทอง เข้าแจ้งความกับตำรวจว่าได้รับโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างว่าเป็นเบอร์ของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ตนเองติดต่อกลับไปยังหมายศาล แต่ระหว่างที่ได้คุยสายอยู่นั้น รู้สึกผิดสังเกตุ จึงรีบวางสายและบอกสามีให้รีบมาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่เพื่อไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี   ส่วนรายล่าสุดพบเป็นอดีตข้าราชการบำนาญ อดีตผู้ช่วยพยาบาล ทราบชื่อคือ พ.ต.ต.หญิง จินตนา สุภาพ อายุ 70 ปี เข้าแจ้งความกับตำรวจ หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินจำนวน 1.5 ล้านบาท                    ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/WsgwNs195YY  

 7,725
แชร์ออฟเดอะเดย์
26 พ.ย. 60

'แหม่มโพธิ์ดำ' โดนเอง สาวแสบเอาภาพคนป่วยหลอกขอเงินบริจาค พบมีคดีอื้อ

เพจแหม่มโพธิ์ดำ โดนเอง สาวแสบหลอกนำภาพคนป่วย ขอรับเงินบริจาค สูญหลายหมื่นบาท พบมีคดีอื้อ หากินกับคน-สัตว์ป่วยมาหลายครั้ง ล่าสุดตำรวจรวบตัวได้แล้ว    ทีมข่าวเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ได้รับแจ้งจาก เพจแหม่มโพธิ์ดำ ว่าถูกมิจฉาชีพ เอาภาพเด็กป่วยมาขอความช่วยเหลือ โดยการใช้เฟซบุ๊กปลอม ซึ่งภาพที่ส่งมาเป็นภาพเวทนา และข้อความที่เขียนมีรายละเอียดชัดเจน พร้อมมีเบอร์ติดต่อกลับ จึงคิดว่าไม่น่าใช่การหลอกลวง โดยแอดมินเพจ แหม่มโพธิ์ดำ พร้อมลูกเพจบางราย ได้โอนเงินไปช่วยเหลือ กว่า 30,000 บาท แต่ปรากฏว่าตรวจสอบย้อนหลัง พบเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเก่า จึงรีบนำชื่อบัญชีไปเซิจดูในกูเกิ้ล ปรากฏว่าขึ้นข้อความเตือนภัยเพียบ เนื่องจากหญิงสาวดังกล่าวมักทำเฟซบุ๊ก เอาคนมีชื่อเสียงมาแอบอ้าง นำภาพสัตว์ป่วย–คนป่วย มาขอรับบริจาค    โดยมิจฉาชีพรายนี้ เปลี่ยนชื่อ-สกุลมาแล้ว 5 ครั้ง/พฤติกรรม จะสร้างบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ค โดยนำภาพ หรือชื่อเฟซบุ๊คผู้อื่นมาใช้ ในการเปิดรับบริจาค ทุกครั้งก็จะมีการทำใบเสร็จค่ารักษาปลอม มาโพสต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พอได้รับเงินก็ปิดเฟสบุ๊คหนี แล้วก็มาเปิดใหม่    นอกจากนี้นี้ยังมีผู้เสียหายอีกหลายราย ทั้งคนขับแท็กซี่ เจ้าของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเกาะช้าง ประกาศตามหาตัวมิจฉาชีพรายนี้ เนื่องจากไปพักอาศัยที่โรงแรม แบบรายเดือน แต่ถึงเวลา แอบเช็คเอาท์ออกไปกลางดึกโดยไม่จ่ายค่าที่พัก มูลค่ารวมกว่า 2 แสนบาท     ตอนนี้สามารถรวบรวมผู้เสียหายได้นับร้อยคน ความเสียหายหลายล้านบาท โดยเพจแหม่มโพธิ์ดำ อยากแจ้งเตือนว่า ขณะนี้ตำรวจสามารถจับกุมตัว นางสาวปรางค์รวีย์ ธนะสุขโศธิดา หรือ แคร์ มิจฉาชีพรายนี้ได้แล้ว ขณะนี้ควบคุมตัวอยู่ที่สน. ประชาชื่น อยากให้ผู้ที่คิดว่าถูกนางสาวปรางค์รวีย์หลอก หากใครมีคดีในท้องที่ไหน ให้มาขออายัดตัวคนร้ายด้วย   ล่าสุดวานนี้ (25 พ.ย.) ที่ สน.ประชาชื่น หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว นางสาวพีรดา โสภิตนภรางค์ หรือชื่อเดิม นางสาวปรางค์รวีย์ ธนะสุขโศธิดา หรือ แคร์ ได้เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน บริเวณซอยประชาชื่น-นนท์ 11 ตามหมายจับฐานฉ้อโกง และหลอกลวงทางเฟซบุ๊ก หลังมีผู้เสียหายมาแจ้งความว่าถูกหลอกให้โอนเงินช่วยเหลือสัตว์    ด้าน ร.ต.ท.สุทธิพงศ์ จันทพันธ์ ร้อยเวรสอบสวน เจ้าของคดี เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นการจับกุมตามหมายจับของ สน.ประชาชื่น เมื่อปีที่แล้ว ส่วนหมายจับในพื้นที่อื่นขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การยอมรับสารภาพว่าทำจริง และทำมาหลายครั้ง โดยพฤติการณ์จะสร้างเฟซบุ๊กแล้วใช้รูปโปรไฟล์ปลอม ก่อนจะนำรูปหมา แมว มาโพสต์หลอกให้คนโอนเงินให้   ขณะที่ผู้ต้องหากำลังเดินขึ้นรถเพื่อจะเดินทางไปศาลอาญารัชดาฯ ได้ปฎิเสธที่จะตอบคำถามกับผู้สื่อข่าว บอกเพียงสั้นๆว่า ‘ทำครั้งนี้เป็นครั้งแรก’ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว     นอกจากนี้ทีมข่าวยังได้รับการติดต่อจาก นางสาวกิ่งวรากร ศาลาประทีป แอดมินเพจหมามะเร็ง DOGS CANCER และ นางสาวศิราณัฐ ทองคำ เจ้าของเพจ THAI LOVE ANIMAL เพจที่ช่วยเหลือสัตว์ สุนัข และแมว ว่า ทางเพจก็เคยถูก นางสาวพีรดา หรือแคร์ นำภาพจากเพจไปแอบอ้างขอรับบริจาคช่วยเหลือ จนมีผู้เสียหายหลอกโอนเงินให้กว่า 100 คน มูลค่าหลายแสนบาท   โดยพฤติกรรมของ นางสาวพีรดา จะเข้ามาที่เพจ เลือกเคสสุนัขที่ดูน่าสงสาร ก่อนจะนำรูปและเนื้อหา ไปโพสต์ในเฟซตัวเอง โดยแก้ไขเลขที่บัญชีเพื่อให้คนหลงโอนเงินไปให้ จนมาจับได้ตอนที่ มีคนโอนเงินไป แล้วเขาโทรไปสอบถามอาการกับทางสัตวแพทย์ จึงรู้ว่า นางสาวพีรดา ทำการฉ้อโกง ซึ่งตอนนี้ได้ดำเนินการแจ้งความไว้แล้ว อีกทั้งยังพบว่า นางสาวพีรดา เคยมีประวัติไปพักที่โรงแรมแล้วไม่จ่ายเงิน อีกจำนวนหลายแห่ง   ทั้งนี้อยากจะฝากถึงคนที่มีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชน โดยใช้สัตว์ที่บาดเจ็บต้องการความช่วยเหลือหยุดเถอะ เพราะการที่คุณทำมันส่งผลต่อสัตว์ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ประชาชนไม่กล้ามาบริจาคเงินช่วยเหลือ เพราะกลัวว่าจะถูกหลอก            ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/F8NSLUCTUmY

 43,399
สังคม-อาชญากรรม
23 ต.ค. 60

มนุษย์ป้าหลอกซื้อล้อแม็กแล้วชิ่งหนีขอไกล่เกลี่ยคู่กรณี ก่อนโดนตร.รวบกลางโรงพัก หลังพกสลากกินรวบมาด้วย

ความคืบหน้าจากกรณีที่ นายเศกสิทธิ์ ศรีสุข เจ้าของร้านขายล้อแม็กซ์รถยนต์มือสอง ร้องเรียนว่า นางรัตติยา กันเกิด หรือ ป้าเพ็ญ เปลี่ยนล้อแม็กซ์ของทางร้านแล้วไม่ยอมจ่ายเงินจำนวน 9,900 บาท       ล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้เดินทางมาไกล่เกลี่ยเรื่องค่าเสียหายที่ สภ.หนองเสือ  จ.ปทุมธานี ภายหลังที่ผู้ก่อเหตุได้โทรมาขอไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหาย ทั้งนี้มีรายงานระบุว่าตำรวจได้ตรวจค้นกระเป๋าของป้าเพ็ญ พบว่ามีสลากกินรวบอยู่ 2 แผ่น จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมายและมีอำนาจควบคุมตัว 48 ชั่วโมงและคัดค้านการประกันตัวเพราะผู้ต้องหามีคดีฉ้อโกงติดตัวอยู่ด้วย   ด้านพี่สาวเจ้าของรถกระบะตัวจริงได้แสดงความบริสุทธิ์ใจว่า รถคันดังกล่าวไม่ใช่ของป้าเพ็ญ ก่อนที่พ่อจะนำมาให้ผู้ก่อเหตุใช้ ซึ่งเจ้าตัวก็อ้างว่านำรถมาเปลี่ยนยางและล้อหมดเงินไป 1 หมื่นบาท กระทั่งมาทราบในข่าวว่าเชิดเงินหนีมา           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/dbTNPgGFpP0     ข่าวเก่า เจ้าของร้านเจ็บใจ ถูกมนุษย์ป้าหลอกซื้อล้อแม็ก ชิ่งไม่จ่ายเงิน แล้วยังชนรถพังเสียหาย       

 41,202
สังคม-อาชญากรรม
21 ต.ค. 60

กองปราบรวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวัน โทรหลอกเหยื่ออ้างเป็นจนท.รัฐ ก่อนลวงให้โอนเงิน

ตำรวจกองปราบปรามแถลงจับกุม 3 ผู้ต้องหา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวัน คือ น.ส.เฉิน อี้ โชว อายุ 27 ปี ,น.ส.เซ ยู่ หัน อายุ 44 ปี และน.ส.เซ ยู่ ชุน อายุ 22 ปี  สืบเนื่องจากได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้เสียหายและธนาคารของกลุ่มผู้ต้องหาที่จะใช้วิธีการโทรศัพท์ไปหลอกลวงผู้เสียหาย อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขอตรวจสอบบัญชีธนาคาร เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อก็จะถูกหลอกให้ไปตู้เอทีเอ็ม เพื่อโอนเงินไปให้กับกลุ่มคนร้าย มูลค่าความเสียหายนับล้านบาท   ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่า พบกลุ่มคนร้ายกำลังตระเวนกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มหลายแห่งในย่านถนนลาดพร้าว จึงแสดงตัวขอเข้าตรวจค้น พบบัตรเอทีเอ็มธนาคารต่างๆ รวม 7 ใบ เงินสดกว่า 340,000 บาท สลิปของธนาคารต่างๆ 23 ใบ ก่อนจะขยายผลตรวจยึดบัญชีธนาคาร ซึ่งพบว่ามียอดเงินเหลืออยู่อยู่ในบัญชีกว่า 700,000 บาท   นอกจากนี้ยังพบความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนและไต้หวัน ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ด้วย จึงควบคุมตัวส่ง สน.โชคชัย ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันใช้ มีไว้ เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/3PgqI1-lH4I

 7,019
สังคม-อาชญากรรม
15 ต.ค. 60

ดีเอสไอบุกค้นบริษัทโยงแก๊งเจ้ารัฐมอญเก๊ตุ๋นเหยื่อ เจ้าของยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าจากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับกุมกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าแห่งรัฐมอญ และใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในประเทศเมียนมา หลอกลวงนักธุรกิจไทยกว่า 100 บริษัท ให้ร่วมลงทุนในเมกะโปรเจกต์ สร้างสนามบิน และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ในเมียนมา มูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท จนนำมาสู่การจับกุมตัว นางสุภัตทา จันทรรังสี หรือ จันทรังสี พร้อมกับพวกนั้น   ล่าสุด  พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น บริษัทเอสวี ลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งน่าจะมีความเชื่อมโยงกับแก๊งเจ้ารัฐมอญปลอม โดยจากการตรวจค้นภายในบริษัทพบว่ามีการนำธงและสัญลักษณ์ของรัฐมอญมาประดับ รวมทั้งภาพถ่ายคู่กับคนใหญ่โตในบ้านเมือง ภาพเปิดงานเมกะโปรเจกต์ และมีภาพเจ้าของบริษัท  ดร.หงสราช รอดเรือง ถ่ายคู่กับแก๊งผู้ต้องหา    พ.ต.ต.สุริยา เปิดเผยว่า บริษัทดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการแอบอ้างเป็นเจ้าเทพประทาน มหาทุน และ 78 โครงการ ที่อ้างว่าจะสร้างขึ้นที่ประเทศเมียนมา จนมีผู้หลงเชื่อถูกหลอกไปหลายล้านบาท ซึ่งจากการตรวจค้นพบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการจำนวนมาก โดยหลังจากนี้จะนำเอกสารทั้งหมดไปตรวจสอบอย่างละเอียด และหากพบผู้กระทำผิดก็จะดำเนินการกับทุกคน ทั้งนี้จากการตรวจประวัติ ดร.หงสราช รอดเรือง พบว่าถูกแจ้งควาคดีฉ้อโกงหลายคดี นอกจากนี้ยังพบสมุดจดบันทึกจ่ายเงินให้กับภาครัฐเดือนละนับแสนบาทอีกด้วย    ด้าน ดร.หงสราช อ้างว่า รู้จักกับผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้ารัฐมอญจริง แล้ว แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด โดยผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้ารัฐมอญได้ติดต่อให้ไปร่วมโครงการแต่ได้ปฏิเสธไป ซึ่งตนเองก็อยู่ในฐานะเหยื่อด้วยซ้ำไป               ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/i9vaqWYZC7w  

 2,683
ข่าวภูมิภาค
13 ต.ค. 60

รวบแก็งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวัน หลอกเหยื่อโอนเงิน สูญนับร้อยล้าน

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบช.ภ.3 แถลงผลการจับกุม นายฉี มิน หรืออาฉี สัญชาติไต้หวัน อายุ 45 ปี และผู้ร่วมขบวนการอีก 3 คน คือ นายหัว เฉิง โชน อายุ 30 ปี ชาวไต้หวัน, นายหวง เว่ย เช อายุ 22 ปี ชาวไต้หวัน และนายอู ฉวง เช ชาวไต้หวัน  ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบมีเหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีของกลุ่มคนร้าย ประเมินมูลค่าความเสียหายนับ 100 ล้านบาท และยังมีประชาชนบางส่วนถูกล่อลวงหรือจ้างวานให้เปิดบัญชีธนาคารให้กลุ่มคนร้าย    พล.ต.ต.สุภากร คำสิงห์นอก ผบก.สส.ภ.3  เปิดเผยว่า นายฉีได้เดินทางเข้ามาฝังตัวอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 10 ปี ทำหน้าที่คอยดูแลประสานงานชาวไต้หวัน รวมทั้งรวบรวมเงินจากเครือข่ายให้กับศูนย์ใหญ่ที่ตั้งอยู่ในประเทศไต้หวัน ส่วนชาวไต้หวัน 3 คน อ้างว่าเศรษฐกิจไต้หวันไม่ดี นายจ้างเลิกจ้างทำให้ขาดรายได้และต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว จึงต้องเข้าร่วมกับขบวนการนี้ โดยถูกชักชวนว่าได้ท่องเที่ยวประเทศ พร้อมกับทำหน้าที่รับบัตรเอทีเอ็มจากหัวหน้าเครือข่าย แล้วตระเวนกดเงินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำเงินออกมา ซึ่งเพิ่งเข้าเริ่มงานเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา จนกระทั่งถูกจับกุมตัว   สำหรับพฤติกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ ได้แบ่งหน้าที่การทำงาน ชุดแรกโทรศัพท์ทางไกลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ประจำอยู่จังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย สร้างความน่าเชื่อถือโดยใช้หมายเลขโทรศัพท์ต้นทางเป็นเบอร์องค์กรดังกล่าว แล้วบอกให้เหยื่อโทรศัพท์ติดต่อกลับ เพื่อให้หลงเชื่อ   ชุดที่ 2 แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของดีเอสไอ หรือตำรวจปราบปรามยาเสพติด หลอกตรวจสอบในพัสดุด้านในมีสิ่งของผิดกฎหมาย เช่นยาเสพติด สมุดบัญชีหลายเล่ม รวมทั้งมียอดเงินโอนเข้าออกผิดปกติ ซึ่งเข้าข่ายฟอกเงิน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและมีอาการหวาดกลัว ก็ออกอุบายจะช่วยเหลือให้พ้นผิด ให้เหยื่อแสดงความบริสุทธิ์โอนเงินมาตรวจสอบถ้าไม่มีอะไรจะโอนเงินให้คืน   จึงอยากขอเตือนประชาชนระมัดระวัง มิให้ตกเป็นเหยื่อ โดยตั้งสติให้ดี อย่าทำตามที่กลุ่มคนร้ายล่อลวงขอให้ปรึกษาผู้ที่มีความรู้และเชื่อใจได้ หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่                ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/E8k89S9J4OY    

 2,841
สังคม-อาชญากรรม
13 ต.ค. 60

ออกหมายจับเพิ่ม 6 ราย คดีแก๊งเจ้ารัฐมอญเก๊ตุ๋นเหยื่อ - ผบช.ก.ชี้คล้ายกับกรณี 'หญิงไก่'

ความคืบหน้าจากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับกุมกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าแห่งรัฐมอญและใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในประเทศเมียนมา หลอกลวงนักธุรกิจไทยกว่า 100 บริษัท ให้ร่วมลงทุนในเมกะโปรเจกต์ สร้างสนามบิน และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ในเมียนมา มูลค่า 300 ล้านบาทนั้น   ล่าสุด พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ดีเอสไอได้ขอศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับคดีแอบอ้างเป็นรัชทายาทรัฐมอญเพิ่มอีก 6 คน ประกอบด้วย 1.นายวิชัย พริ้งจำรัส หรือเจ้าเทพประสันติ มหาทุน คนไทยที่ร่วมกันแอบอ้างเป็นรัชทายาทรัฐมอญ   2.นายธนจักษ กมล ผู้สื่อข่าวและเป็นบริหารสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ I.P.M Bangkok Channel ทำหน้าที่ ดูแลและเป็นโฆษกประชาสัมพันธ์โครงการเมกะโปรเจค 78 โครง ที่ประเทศเมียนมา   3.นางชลัยภัสร์ โพธิอัครานนท์ เป็นคนสนิทของ นางสุภัตทา จันทรรังษี ทำหน้าที่ติดต่อบริษัทต่างๆในเครือหรือเป็นหัวสายคอยหาผู้ร่วมลงทุนโครงการ 78 โครงการฯ   4.นายปริชาติ เพ็งผ่าน หรือเลขาฯชาติ เป็นเลขาฯ ของนาย กอว มิน อู หรือเทพโยธิน มหาทุน มีหน้าที่นำนโยบายจาก บริษัท ทิพยู ไพล์ฯของ นาย กอว มิน อู มาแจ้งให้บริษัทผู้สนใจร่วมลงทุนในเครือบริษัท ฮัจยี กรุ๊ป   5.น.ส.ปิยะวรรณ อุดหนุน น้องสาวต่างบิดาของ นางสุภัตทา จันทรรังษี ทำหน้าที่หาผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนโครงการ 78 โครงการ และเป็นผู้ประสานงานกับบริษัทต่างๆ และจัดทำเอกสาร    6.นายธนกร อินทรสุวรรณ หรือนายพิสูตร อินทรสุวรรณ หนึ่งในผู้ร่วมขบวนการ   หลังจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 5 คน คือ 1.นายวิชัย 2.นายธนจักษ 3.นางชลัยภัสร์ 4.นายปริชาติ 5.น.ส.ปิยะวรรณ ส่วนผู้ต้องหาอีกราย คือ นายธนกร ยังอยู่ระหว่างการตามจับกุมตัวอยู่ เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ , ร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จและฉ้อโกงประชาชน โดยยังอยู่ระหว่างการพิจารณารวบรวมหลักฐาน แจ้งข้อหาความผิดเพิ่มเติม ทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงพฤติกรรมที่เข้าข่ายความผิดซ่องโจรและ ฟอกเงินอีกด้วย      ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาซัดทอดว่ามี ทหารยศนาวาเอก พันโท และพันตำรวจตรี คอยสนับสนุนเครื่องแบบ สร้างความน่าเชื่อถือนั้น หากมีหลักฐานจะดำเนินคดีทุกรายโดยไม่มีการยกเว้น     ด้าน พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ แต่บช.ก.จะช่วยทำงาน ในการสืบสวนหาพยานหลักฐานรวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหายที่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นลักษณะช่วยกันทำงานไม่ซ้ำซ้อนกัน จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มนี้ย้อนหลังไป 2 ปี มีพฤติกรรมการหลอกลวงปรากฎชัดมาก โดยการสืบสวนจำแนกไปตามแผนประทุษกรรม พบว่ากลุ่มนี้มีการแอบอ้างเบื้องสูง อ้างอิงสถาบันทำให้คนเข้าใจผิดสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองเพื่อให้กลุ่มคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงทางการเงินหลงเชื่อ ตกเป็นเหยื่อ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน   ทั้งนี้กลุ่มนี้พฤติกรรมใกล้เคียงกลุ่มของหญิงไก่ หรือนางมณตา หยกรัตนกาญ และนางกมนทรรศน์ หรือ กิมเอ็ง ธนธรณ์โฆษิตจิร 2 พี่น้อง ผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูง แต่เหยื่อของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่กลุ่มมีกำลังทางการเงินสูงกว่า   ส่วนการขยายผลของเครือข่ายมูลนิธิอาสาบรรเทาภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น อยู่ระหว่างการขยายผล จึงไม่ขอเปิดเผยว่ามีตำรวจหรือทหารเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่หากขยายถึงใคร ก็จะดำเนินคดีทั้งหมด โดยได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟองเงิน (ปปง.)ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากมีความผิดก็จะดำเนินคดีฐานฟอกเงิน                    ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/Kx8Q9voj7Ek          

 2,463
สังคม-อาชญากรรม
10 ก.ย. 60

'เสี่ยมีน' คอตก นอนคุกคดีหลอกขายทะเบียนรถ ไร้ญาติ-ทนายมาประกันตัว

ความคืบหน้ากรณีตำรวจกองปราบปราม จับกุมตัว นายธนบดี จิตตา หรือ "เสี่ยมีน"  อายุ 21 ปี เจ้าของกิจการเต็นท์รถยนต์มือสอง ในข้อหาฉ้อโกง หลังมีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์ถูกหลอกขายรถที่ไม่มีเล่มทะเบียนและหลอกขายเล่มทะเบียน       ล่าสุดตำรวจได้คุมตัวนายธนบดีไปรับทราบข้อหาฉ้อโกง ที่ สภ.เมืองอุตรดิตถ์ โดยในคดีดังกล่าวมีผู้เสียหายถูกหลอกซื้อขายทะเบียนรถเลขสวยในราคา 75,000 บาท แต่เมื่อโอนเงินไปให้กลับพบว่านายธนบดีบ่ายเบี่ยงไม่นำเอาทะเบียนรถดังกล่าวมาให้ แต่ทางนายธนบดียังคงให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าตนเองเป็นเพียงแค่นายหน้าเท่านั้น   ในเวลาต่อมาศาลได้อนุญาตฝากขังนายธนบดี พร้อมกับไม่ให้มีการประกันตัว  แต่ทั้งนี้พบว่าไม่มีญาติและทนายความมายื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด               ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/-1CWNww-7jY

 3,224
ข่าวภูมิภาค
10 ก.ย. 60

ตร.ขอนแก่นจับเจ้าของบริษัททัวร์หลอกขายทัวร์ ตปท. เสียหายกว่า 2 ล้าน

ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น รับมอบตัว น.ส.อัจฉรา สุขทรัพย์ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน หลังมีพฤติกรรมหลอกขายทัวร์ให้ผู้เสียหายซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการบำนาญในพื้นที่ จ.ขอนแก่น,ตาก,แพร่,ลำปางและน่าน       ด้านนางลัดดา ศิลาน้อย อายุ 63 ปี  1 ในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาเป็นเจ้าของบริษัททัวร์แห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย ที่ผ่านมาเคยมีคนในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนข้าราชการใช้บริการกับบริษัทดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยเกิดปัญหาอะไร จนกระทั่งมาเกิดคดีนี้ขึ้น โดยตนได้ซื้อโปรโมชั่นกับบริษัททัวร์แห่งนี้ เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศรัสเซีย ในราคาคนละ 58,900 บาท โปรแกรมท่องเที่ยว 8 วัน 6 คืน กำหนดการเดินทางระหว่างวันที่ 21-28 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีผู้ซื้อทัวร์ทั้งหมด 34 คน แต่ก่อนเดินทางปรากฏว่าที่ประเทศรัสเซีย มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น จึงต้องเลื่อนมาเดินทางในวันที่ 21-28 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งทางบริษัทก็รับปากว่าจะดำเนินการแก้ไขด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเอกสาร และแผนการเดินทางทั้งหมด   กระทั่งต่อมาตนทราบจากกลุ่มญาติและเพื่อนสนิทที่เคยซื้อทัวร์ไปเที่ยวประเทศเมียนมาและญี่ปุ่นกับบริษัททัวร์เดียวกันนี้ว่าประสบปัญหาหลายเรื่อง เช่น เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินแล้วก็ไม่มีตั๋วเครื่องบิน โดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์ไปเที่ยวเมียนมา เมื่อไปถึงสนามบินของเมียนมาแล้ว กลับถูกปล่อยทิ้งลอยแพ เมื่อสอบถามกลับมาก็ไม่ได้รับคำตอบ หรือความรับผิดชอบใดๆ ทำให้สังหรณ์ใจว่าอาจมาเกิดขึ้นกับกรุ๊ปทัวร์ของตน จึงรีบตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด  แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดๆ และยังถูกปฏิเสธบ่ายเบี่ยง     เมื่อตนรู้ว่าถูกหลอกและก็ใกล้จะถึงวันเดินทางแล้วด้วย จึงตัดสินใจรวมตัวกันเข้าแจ้งความกับตำรวจ เพื่อให้ติดตามตัวมาดำเนินคดี เพราะพวกตนได้ชำระเงินให้กับบริษัทไปหมดแล้ว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท ที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับการติดต่อใดๆ อีกเลย จึงขอให้ดำเนินคดีกับ ผู้ต้องหาจนถึงที่สุดด้วย     ด้านตำรวจเปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและ ขอที่จะไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น โดยหลังจากนี้จะนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป                   ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/NTkwuaVIiJI

 3,251
สังคม-อาชญากรรม
10 ก.ย. 60

ตร.191 รวบสาว ป.โท เปิดเฟซบุ๊กตุ๋นเหยื่อร่วมลงทุนหุ้น สูญเงินกว่า 160 ล้าน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการสายตรวจและปฎิบัติการพิเศษ หรือ 191 แถลงข่าวจับกุม นางสาวณิชภัทร อดีตนักศึกษาปริญญาโท ผู้ต้องหาในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หลังมีพฤติกรรมเปิดกลุ่มเฟซบุ๊กหลอกผู้เสียหายกว่า 200 คน ลงทุนหุ้นต่างประเทศ  โดยอ้างว่าหากร่วมลงทุนในราคาหุ้นละ 100 บาท จะได้รับเงินปันผล 3% พร้อมโบนัสทุก 7 วัน ยิ่งลงทุนมากจะได้เงินปันผลมาก จนมีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนจำนวนมาก แต่สุดท้ายกลับเชิดเงินหลบหนีไป รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 160 ล้านบาท      ด้านผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทำไปเพราะต้องการเงิน เมื่อได้เงินมาแล้วก็จะนำไปซื้อทรัพย์สินเก็บไว้ ส่วนที่ไม่สามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้ อ้างว่าเกิดจากท้าวแชร์ไม่โอนเงินค่าส่วนแบ่งให้ จึงทำให้เกิดปัญหาและต้องหลบหนีพร้อมขอโทษผู้เสียหายที่ทำให้เดือดร้อนและขอให้อโหสิกรรมให้ด้วย                  ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/-LOY2BObNh0

 4,164
สังคม-อาชญากรรม
09 ก.ย. 60

'น้ำมนต์' รับมีเจ้าบ่าวที่แต่งด้วยแค่ 7 คน อ้างไม่มีเจตนาหลอก ยันพ่อแม่ไม่เกี่ยว

ความคืบหน้าจากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “ตีแผ่” โพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนภัย กรณี น้ำมนต์ หญิงสาวคนหนึ่งก่อเหตุหลอกลวงผู้ชายไปแต่งงานด้วยก่อนจะหอบสินสอดหลบหนี ซึ่งเพียงเดือนเดียวหลอกไปแล้วถึง 4 คน แต่ละรายเสียเงินและทรัพย์สินเป็นเงินหลักแสนบาท ก่อนที่ผู้เสียหายจะสืบสาวราวเรื่องกันจนพบว่า มีคนถูกหลอกเหมือนกัน จนรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้เสียหายได้ และเมื่อพาตัวไปดำเนินคดีก็หลบหนีออกไปจากโรงพัก โดยผู้เสียหายรายหนึ่งเชื่อว่าฝ่ายหญิงทำคุณไสยใส่ เป็นเหตุให้เชื่อและทำตามทุกสิ่งที่ฝ่ายหญิงบอกนั้น     ล่าสุดเมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยผู้บังคับการปราบปราม แถลงการจับกุม นางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือ น้ำมนต์ หรือ พร ผู้ต้องหาที่หลอกลวงผู้เสียหายแต่งงานและเชิดสินสอดไปกว่า 14 ราย มูลค่าความเสียหายตั้งแต่รายละ 1-5 แสนบาท   โดยกองปราบปรามใช้หมายจับจาก สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ในข้อหาลักทรัพย์จากบ้านเช่าที่ใช้หลอกเหยื่อมาแต่งงาน 2 ราย ในย่านรังสิต-นครนายก คลอง 3 มาจับผู้ต้องหาได้ในพื้นที่ ต.กระทุ่มล้ม จ.นครปฐม ในช่วงค่ำของวันก่อน โดยสามารถจับกุม นายกิตติศักดิ์ ตันติวิวัฒน์กุล สามีที่แต่งงานกันในช่วงปี 2558 ที่มีหมายจับฉ้อโกงจากในพื้นที่ จ.จันทบุรี ด้วยเช่นกัน ซึ่งในส่วนของนายกิตติศักดิ์นี้ทำหน้าที่ขับรถพา น.ส.จริยาภรณ์ เดินทางไปที่ต่างๆ ซึ่งจะเข้าข่ายในการกระทำผิดร่วมกับ น.ส.น้ำมนต์ หรือไม่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ หากพบว่าเข้าข่ายก็จะดำเนินการแจ้งข้อหาร่วมกระทำผิดด้วย   พล.ต.ท.ฐิติราช ระบุว่า จากการสอบปากคำเบื้องต้น น้ำมนต์ รับสารภาพว่ารู้จักกับ น.ส.สร้อยเพชร พาลีวัลย์ ผ่านเพื่อนอีกต่อหนึ่ง ก่อนที่จะขโมยบัตรประชาชนของ น.ส.สร้อยเพชร เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว มาเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้ในการรับโอนเงินค่าสินสอด แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะหลอกผู้ชายให้แต่งงานด้วย     ด้านการเอาผิดในฐานความผิดฉ้อโกงสินสอด เบื้องต้น พล.ต.ท.ฐิติราชระบุว่า กองปราบปรามจะดำเนินการเอาผิดในฐานฉ้อโกงที่เป็นปกติธุระ ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 341 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ซึ่งเป็นฐานความผิดที่สามารถนำไปสู่การยึดทรัพย์ได้ เนื่องพฤติกรรมแบบนี้เชื่อได้ว่าเป็นการจงใจที่จะหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อเอาทรัพย์ที่เป็นสินสอด ไม่ใช่การตั้งใจจะแต่งงานเพื่อเป็นสามีภรรยากันตามปกติ   นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ แคป สีดำ และรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน ซิลฟี สีขาว ได้ขณะเข้าจับกุม ซึ่งรถกระบะวีโก้สีดำเป็นรถยนต์ของ นายไพรัตน์ พึ่งสุข ผู้เสียหายรายที่ 8 ที่โดนหลอกให้แต่งงานและเสียค่าสินสอดจำนวนกว่า 1.8 แสนบาท และเงินร่วมลงทุนทำธุรกิจอีกกว่า 1.2 แสน รวมถึงรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ซึ่งผู้เสียหายจะเดินทางมาพร้อมทนายความเพื่อขอรับรถยนต์คืนในวันนี้ด้วย ส่วนรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน สีขาว เป็นรถยนต์ที่น้ำมนต์ใช้ในการเดินทางไปกลับบ้านเช่าที่ใช้เป็นเรือนหอที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นรถของใครและเกี่ยวข้องจากการฉ้อโกงหรือไม่     ขณะที่น้ำมนต์ ระบุเพียงสั้นๆ ว่า ไม่ได้หลอกแต่งงานและแต่งงานด้วยความรัก ไม่ได้หลอกลวง โดยทุกคนมีระยะเวลาในการคบหาดูใจ และแต่งงานด้วย 7 รายเท่านั้น ส่วนที่เหลือน่าจะเป็นยอดที่รวมเอาผู้เสียหายจากการฉ้อโกงมากกว่า และขอยืนยันว่ามีธุรกิจผลไม้อยู่จริง พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่า พ่อและแม่ไม่มีส่วนรู้เห็นทราบแต่ว่าตนได้เลิกลากับสามีคนเก่าจึงแต่งงานใหม่เพียงเท่านั้น ส่วนรถกระบะสีดำเป็นการให้มาโดยสมัครใจของนายไพรัตน์ที่นำรถมาให้ในพื้นที่ระยองด้วยตนเอง ไม่ได้ยักยอกทรัพย์มาแต่อย่างใด   ด้าน นายไพรัตน์ พึ่งสุข หนึ่งในผู้เสียหาย และเป็นเจ้าของรถกระบะสีดำที่น้ำมนต์นำไปใช้ ระบุว่า หลังจากแต่งงานในบ้านพักในพื้นที่ปทุมธานีแล้วได้เดินทางกลับไปอยู่ที่บ้านพักของตนเองใน จ.เพชรบูรณ์ ก่อนที่น้ำมนต์จะขอยืมรถโดยอ้างว่าจะออกไปซื้อของ และหายตัวไปพร้อมรถยนต์ของตนเองติดต่อไม่ได้ จึงได้เดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง เพื่อเอาผิดในฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นจากกองปราบปรามแล้วจะเดินทางไป สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อแสดงหลักฐานในคดีที่น้ำมนต์นำรถยนต์ของตนเองไปใช้ในการลักทรัพย์จากบ้านเช่าในพื้นที่ปทุมธานีเพื่อความบริสุทธิ์ใจ   ขณะที่ ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ระบุว่า ล่าสุดพบผู้เสียหายรายที่ 14 เป็นข้าราชการทหารจาก จ.ปราจีนบุรี ที่กำลังเดินทางมายังกองปราบปรามเพื่อแจ้งความดำเนินคดีอีกครั้ง   ด้าน นายวิพล โพธิสุวรรณ หนึ่งในผู้เสียหาย ระบุว่า รู้สึกสบายใจที่เจ้าหน้าที่สามารถจับตัวน้ำมนต์ได้แล้ว ซึ่งพฤติกรรมของน้ำมนต์ ยอมรับว่ามีการใช้มารยาหญิงในการหว่านล้อม เริ่มจากการพูดคุยชักชวนทำธุรกิจ สร้างความรู้สึกมั่นคงก่อนจะขยายความสัมพันธ์มาในเชิงชู้สาวและตนก็ตกหลุมพราง จนโดยเฉพาะคำพูดหวานๆ และการพูดคุยที่เหมือนเป็นห่วงเป็นใย   ทั้งนี้จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า น.ส.จริยาภรณ์ หรือ น้ำมนต์  มีหมายจับจำนวน 5 หมายจับ คือ หมายจับลักทรัพย์ในเวลากลางคืน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี, ร่วมกันฉ้อโกง สภ.ท่าใหม่ จ.จันทรบุรี, ยักยอกทรัพย์ สภ.เมืองระยอง จ.ระยอง, ฉ้อโกงทรัพย์ สภ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสาร สภ.วังสะพุง จ.เลย               ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/YieGilWAafY

 24,759
สังคม-อาชญากรรม
03 ก.ย. 60

อดีตเจ้าบ่าวเผยเหยื่อถูกสาวแสบหลอกแต่งงานมี 8 คน พบโดนตุ๋นแบบเดียวกันหมด

ความคืบหน้าจากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “ตีแผ่” โพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนภัย กรณี น้ำมนต์ หญิงสาวคนหนึ่งก่อเหตุหลอกลวงผู้ชายไปแต่งงานด้วยก่อนจะหอบสินสอดหลบหนี ซึ่งเพียงเดือนเดียวหลอกไปแล้วถึง 4 คน แต่ละรายเสียเงินและทรัพย์สินเป็นเงินหลักแสนบาท ก่อนที่ผู้เสียหายจะสืบสาวราวเรื่องกันจนพบว่า มีคนถูกหลอกเหมือนกัน จนรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้เสียหายได้ และเมื่อพาตัวไปดำเนินคดีก็หลบหนีออกไปจากโรงพัก โดยผู้เสียหายรายหนึ่งเชื่อว่าฝ่ายหญิงทำคุณไสยใส่ เป็นเหตุให้เชื่อและทำตามทุกสิ่งที่ฝ่ายหญิงบอกนั้น   ล่าสุด 1 ในอดีตเจ้าบ่าวออกมาเปิดเผยว่า ตอนนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหายได้แล้วจำนวน 8 คน พบว่าเหยื่อทั้งหมดถูกหลอกในลักษณะเดียวกันหมด โดยหญิงสาวมีพฤติกรรมทำความรู้จักผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนจะนัดเจอกันและมีเพศสัมพันธ์กันทันที หลังจากนั้นก็อ้างว่าท้องและรัก กระทั่งจัดงานแต่งและหอบเงินสินสอดหนีไป ขณะที่ครอบครัวของหญิงสาวก็ยืนยันว่าไม่รู้เรื่องที่ไปหลอกลวงแต่อย่างใด ทั้งนี้มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุได้ติดต่อหาคนสนิทโดยบอกว่าขณะนี้อยู่ที่อรัญประเทศ จ.สระแก้ว            ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/QTQL0K64g48

 48,090

Top