ค้นหา :

ผลการค้นหา "ให้ออกจากราชการ"

สังคม-อาชญากรรม
11 ก.พ. 62

ผบ.ตร.ฮึ่ม! ตร.เป็นโจร งัดรถเพื่อน-ลักทรัพย์ในรั้ว สตช. สั่งให้ออกจากราชการแล้ว

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองรักษาการณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ควบคุมตัว ร.ต.อ.เอกชัย เพ็งจันทร์ รอง สารวัตรฝ่ายธุรการและกำลังพล บก.อก.บช.ส. ส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ดำเนินคดี   ขณะก่อเหตุใช้ไขควงงัดรถยนต์ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ได้รับรายงานจาก กองบัญชาการตำรวจสันติบาลว่า เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลา 05.00 น. ส.ต.ท.อนุสรณ์ บุษบาบาล ได้เดินทางไปที่ลานจอดรถบริเวณด้านหน้าอาคารพิสูจน์หลักฐาน หรืออาคาร 16 ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ระหว่างนั้น ร.ต.อ.เอกชัย เพ็งจันทร์ ทราบชื่อสกุลภายหลัง กำลังงัดแงะรถยนต์ฮอนด้าซีวิค สีน้ำเงิน ของตัวเอง ทำให้กระจกบานใหญ่ด้านหน้าและกระจกประตูด้านหลังขวาแตกเสียหาย ส.ต.ท.อนุสรณ์ จึงเข้าไปแสดงตัวทำการตรวจสอบและสอบถาม ร.ต.อ.เอกชัย ก่อนรับสารภาพกำลังลักทรัพย์สินภายในรถยนต์ ส.ต.ท.อนุสรณ์ จึงประสานตำรวจกองรักษาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจค้นตัวพบไขควงสีเขียวอยู่ในมือข้างขวาของ ร.ต.อ.เอกชัย   จากการสอบถาม ร.ต.อ.เอกชัย รับสารภาพว่าได้ลักเอารองเท้าคอมแบท 1 คู่ รองเท้าผ้าใบ 2 คู่ ออกมาจากท้ายรถ พร้อมยางอะไหล่ 1 เส้น พระเครื่องเหลี่ยมพลาสติกพร้อมสร้อยเชือก 1 เส้น นำไปเก็บไว้ภายในรถกระบะโตโยต้าวีโก้ ทะเบียน บธ-8959 กาญจนบุรี ของตัวเองที่จอดไว้ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นยังรับสารภาพด้วยว่า ลักเอาเครื่องพีซีคอมพิวเตอร์ 3 ตัว พร้อมอุปกรณ์ และตลับม้วนเทป 5 ตลับ มาจากบริเวณชั้น 4 อาคาร 6 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วนำมาเก็บไว้ภายในรถกระบะก่อนมางัดรถของส.ต.ท.อนุสรณ์ จนกระทั่งถูกจับ   ทางกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้ออกจากราชไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส กับทุกฝ่าย ขณะที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับ ร.ต.อ.เอกชัย ในความผิดฐาน ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด   และตนได้รายงานให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. รับทราบแล้ว ได้สั่งการให้ดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานด้วยความรอบคอบ โปร่งใส รวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งหากทำผิดจริง ต้องเอาโทษให้ถึงที่สุด ทั้งทางวินัยและทางอาญา อย่างเด็ดขาด โดยจะต้องรับโทษหนักกว่าบุคคลธรรมดา เพราะว่าเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแต่กลับทำผิดเสียเองและจะไม่มีใครสามารถช่วยเหลือได้อย่างแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง   พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ ผบ.ตร. รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะไม่เลี้ยงคนประเภทนี้ไว้อยู่แล้ว ก่อเหตุภายในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่เคารพต่อเกียรติของตำรวจ และกำชับให้กองกำกับการตำรวจสันติบาล 3 เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย สอดส่อง ตรวจตรา ความสงบเรียบร้อย รวมไปถึง มาตรการในการป้องกันเหตุ   โดยเน้นย้ำอย่าให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีก และได้กำชับกองบัญชาการทุกภาคส่วน ให้กำกับ ดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัด อย่างใกล้ชิด คอยสอดส่อง ดูแล ให้ประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย ตามคำสั่ง ตร.ที่ 1212/2537 โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้กระทำความผิดเสียเองหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9g6Us9nydc4

 6,019
ปากท้องร้องทุกข์
21 ม.ค. 62

สาวร้องถูก ตร.ยัดคดี จับยกบ้านเรียกเงิน 5 แสน ผวาย้ายไปอยู่มาเลเซีย 3 ตร.รับทำจริง จ่อให้ออกจากราชการ

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากหญิงสาวรายหนึ่ง อายุ 28 ปี ชาว อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ว่า ถูกตำรวจ สภ.สุไหงปาดี 9 นาย ร่วมกันยัดคดี โดยจับตัวเธอและญาติพี่น้องซึ่งมีเด็กอยู่ด้วยรวมทั้งหมด 9 คน เป็นตัวประกัน บังคับข่มขู่เรียกรับเงิน 5 แสนบาท แลกกับการปล่อยตัว โดยให้เวลาหาเงินภายใน 2 ชั่วโมง   หญิงคนดังกล่าวเล่าว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา ตนและญาติพี่น้องกำลังพากันขับรถกระบะเพื่อนำของ ประกอบด้วย ผ้า 40 ผืน สะตอ และมะนาว ไปส่งที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อทำบุญ ระหว่างทางพบชายฉกรรจ์และพรรรคพวก 8 นาย ระบุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุไหงปาดี ขับรถยนต์มาจอดขอเรียกตรวจสิ่งผิดกฎหมาย อ้างมีคนแจ้งว่ามีของ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นยาเสพติดหรืออะไร   จากนั้นพวกตนลงจากรถทั้งหมด เจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นก็ทำการตรวจค้นแล้วบอกกับตนว่าเจอแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นของอะไรเพราะเขาไม่ให้ดู แล้วก็พาพวกตนไปโรงพัก ตนถามว่าไปทำไม แต่เจ้าหน้าที่บอกไม่ไปจะจับให้หมดไม่ต้องพูดมาก พอไปถึงโรงพักก็นำพวกตนไปนั่งในห้องสืบสวนและยึดโทรศัพท์มือถือไว้ เจ้าหน้าที่ชุดเดิมก็ทำการตรวจค้นรถอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่นายหนึ่งถามว่าจะคิดยังไง ถ้าไม่ยอมรับจะจับให้หมดพร้อมเด็ก ตนก็ได้แต่ร้องไห้เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด   ก่อนที่เจ้าหน้าที่นายหนึ่งจะเรียกตนไปพูดคุยกระซิบว่ามีเงินไหม ตนตอบไปว่าไม่มี จึงขอโทรศัพท์คุยกับแม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แม่ก็ร้องไห้ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงนำทองไปขาย และขอยืมเงินจากเพื่อนของแม่อีก 130,000 บาท รวมได้เงินแค่ 400,000 บาท ตนพยายามนัดให้ไปรับเงินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแต่เขาไม่ไปอ้างว่าเดี๋ยวมีคนมาถ่ายคลิป   ตนจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวมามอบให้เจ้าหน้าที่ภายในห้องสืบสวน แต่ขอให้ปล่อยญาติพี่น้องและลูกของตนทั้งหมดก่อน จากนั้นตำรวจพาทุกคนขึ้นรถกระบะออกจากโรงพักไป ตนนำเงินออกมาให้ตำรวจโดยทางเจ้าหน้าที่ยึดโทรศัพท์ไว้เพราะกลัวถ่ายคลิป พอได้เงินตำรวจก็ทำการนับเงิน แล้วบอกให้ตนกลับบ้านได้ จากนั้นตนก็โทรศัพท์หาญาติ ๆ ที่เจ้าหน้าที่พาขึ้นรถกระบะไป ทราบว่าพาเข้าไปในป่าลึกข้างทางแต่สุดท้ายทุกคนก็ปลอดภัย   “ทุกวันนี้หวาดกลัวมาก กลัวเจ้าหน้าที่จะมาข่มขู่คุกคาม เดินออกจากบ้านก็ละแวงไม่กล้าออกไปไหน โดยต้องพาครอบครัว ญาติพี่น้องและลูก ไปอยู่ที่ประเทศมาเลเซียชั่วคราว”   ขณะที่แม่ของหญิงคนดังกล่าวเผยว่า วันเกิดเหตุตนอยู่ที่ จ.สุราษฎ์ธานี พอลูกโทรไปบอกก็ตกใจ ช็อคเป็นลม ร้องไห้สอบถามลูกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แบะพยายามหาเงินช่วยลูกตามที่ตำรวจร้องขอ ไม่รู้จะหาเงินจากไหนจึงให้นำทองไปขาย ตอนนี้กลัวมาก หมดเนื้อหมดตัว มีทรัพย์อะไรนำไปขายหมด ไม่คาดคิดจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบเพราะอยากได้เงินคืน   ด้านนายพิมล จงรักษ์ ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง รับผิดชอบหัวหน้างานชุดยาเสพติด อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส กล่าวว่า หลังรับเรื่องร้องเรียนได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามีมูลความจริง โดยกล้องวงจรปิดในห้องสืบสวนสามารถจับภาพได้ชัดเจนขณะที่มีการส่งมอบเงินและนับเงิน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ   อย่างไรก็ตามกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ยังไม่สิ้นสุด เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวยังเป็นผู้ถูกกล่าวหา หากเหตุการณ์นี้ไม่เป็นจริงก็สามารถไปต่อสู้ในกระบวนการชั้นศาลได้ ทั้งนี้ตำรวจทั้ง 8 นาย ได้ติดต่อขอไกล่เกลี่ย โดยเสนอขอจ่ายเงินให้นายละ 3 แสนบาทให้กับฝั่งผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่รับ   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ระบุว่า ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยได้สอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นทราบตัวตำรวจที่กระทำการดังกล่าวแล้วประมาณ 3 นาย ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อเอาผิดทางวินัยและอาญา ยอมรับมีการเรียกรับเงินจริงและเป็นตำรวจของ สภ.สุไหงปาดี จริง การกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิดทางอาญาต้องให้ออกจากราชการ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-lQqbfQC6ZY

 18,291
สังคม-อาชญากรรม
13 ธ.ค. 61

ด.ต.ทะเลาะหนุ่มฝรั่งเศส สู้ไม่ได้กลับไปคว้าปืนไล่ยิงดับคาคอนโด ถูกให้ออกจากราชการทันที

พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วยตำรวจ สน.ลุมพินี เข้าตรวจสอบพื้นที่อาคารชุดเดอะเทรนดี้ ชั้น 1 ซึ่งเป็นสำนักงานให้เช่าและคอนโดมีเนียม ภายในซอยสุขุมวิท 13 หลังพบว่ามีชายชาวต่างชาติ ทราบชื่อภายหลังนายมาริค จาเมล ไอ คากิ อายุ 41 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ถูกยิงเสียชีวิต   จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ตายถูก ด.ต.กันตพงษ์ ฮวดศรี ผู้บังคับหมู่ ป้องกันและปราบปราม สน.ลุมพินี ยิงเสียชีวิต หลังมีปากเสียงในร้านดื่มกิน ภายในซอยสุขุมวิท 11/1 ก่อนจะมีปากเสียงเรื่องผู้หญิงทำให้บันดาลโทสะ ก่อนที่ผู้เสียชีวิตหลบหนีมายังที่พักยังที่เกิดเหตุ   ส่วนกรณีที่พยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ระบุว่า มีผู้ที่ร่วมก่อเหตุมากกว่า 1 คนนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ในรายละเอียดรวมทั้งสาเหตุที่แท้จริง โดยพนักงานสอบสวนยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องชู้สาวเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ต้นสังกัด มีคำสังให้ดาบตำรวจกันตพงษ์ ออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากมีความผิดชัดเจน   จากการตรวจสอบประวัติของ ด.ต.กันตพงษ์ เคยก่อเหตุยิงคนตายเมื่อปี 2555 ขณะปฏิบัติหน้าที่จับกุมคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และคนร้ายขับรถแท็กซี่พุ่งเข้าชน ด.ต.กันตพงษ์ จึงใช้อาวุธปืนยิงเพื่อป้องกันตัว เป็นเหตุให้คนขับแท็กซี่ที่ค้ายาเสพติดในขณะนั้นเสียชีวิต ซึ่งจากการสอบสวนครั้งนั้น เป็นการป้องกันตัวจากการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตามในช่วงเช้า วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พนักงานสอบสวน จะคุมตัวดาบตำรวจกันตพงษ์ ไปฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้   จากการสอบสวน น.ส.จวัญจิรา นุทธไกร อายุ 32 ปี เพื่อนของผู้ตายให้การว่า ตนและผู้ตายไปนั่งดื่มกินที่ร้านในซอยสุขุมวิท11/1 ก่อนจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนร้าย และได้ท้าชกต่อยกันภายในร้าน แต่คนร้ายสู้ไม่ได้ จึงได้แยกย้ายกัน ต่อมาระหว่างที่ผู้ตายกลับมายังห้องพักภายในตึกดังกล่าว คนร้ายตามมาทันบริเวณหน้าร้านดันกิ้นโดนัท ก่อนใช้ปืนที่เตรียมมายิงผู้ตายเสียชีวิต และหลบหนีไป   ก่อนเกิดเหตุ ด.ต.กันตพงษ์ เดินทางไปที่ร้านอาหารดังกล่าวตามปกติ ระหว่างนั้นมีหญิงไทยเป็นแฟนของผู้ตาย เดินมาปรึกษากับ ด.ต.กันตพงษ์ เรื่องจะขอเลิกกับผู้ตาย เนื่องจากทนพฤติกรรมความเจ้าชู้ของผู้ตายไม่ไหว และจับได้ว่ามีผู้หญิงคนใหม่ ระหว่างนั้นผู้ตายที่นั่งอยู่ในร้านเห็นจึงลุกจากโต๊ะโดยยังมีหญิงสาวอีกคนอยู่ด้วย ก่อนที่ผู้ตายจะเข้ามาคุยและเข้าใจผิดว่า เหตุผลที่หญิงไทยคนแรกเลิกกับผู้ตาย เพราะมีใจให้ด.ต.กันตพงษ์ จึงเกิดความหึงหวงและทะเลาะชกต่อยกัน   ด้วยความที่ ด.ต.กันตพงษ์ อายุมากและรูปร่างเล็กกว่าจึงสู้ไม่ไหว ก่อนจะที่เอาปืนที่ฝากไว้กับทางร้าน มายิงขู่ผู้ตาย 5 นัด แต่ผู้ตายก็ยังท้าทายและวิ่งหนีไป ด.ต.กันตพงษ์จึงตามไประหว่างนั้น มีชาวบ้านรู้จักกับด.ต.กันตพงษ์ คิดว่าติดตามจับคนร้ายจึงพาซ้อนท้ายรถจยย. จนไปถึงอาคารที่เกิดเหตุ เมื่อผู้ตายเห็นจึงพยายามวิ่งเข้ามา จึงยิงขู่ขึ้นฟ้า 1 นัด แต่ผู้ตายยังวิ่งเข้ามาอีก จึงยิงไป 2 นัด จนผู้ตายล้มลงนอนที่พื้นซึ่งไม่คิดว่าเสียชีวิต   จากนั้นจึงกลับมานอนพักที่แฟลตตำรวจส่วนกลางใน สน.ลุมพินี กระทั่งมีฝ่ายสืบสวนติดตามมาจับกุม พร้อมยึดของกลางเป็นปืนออโตเมติก 1 กระบอก และกระสุน 1 นัดค้างในรังเพลิง จึงยึดไว้เป็นของกลาง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Svak-xaDBTk

 7,042
สังคม-อาชญากรรม
09 ต.ค. 61

เข้าป่าหาหลักฐานล่าหมีขอ ปลัดถูกให้ออกจากราชการ 'ศรีวราห์' ใช้ชุดเสือดำทำคดี

จากกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค จ.กาญจนบุรี ได้เข้าตรวจสอบรถออฟโรดจำนวน 6 คัน ก่อนพบซากสัตว์ป่าสงวนเป็นเท้าหมีขอทั้งสี่เท้า พร้อมปืนยาวและลูกกระสุน รวมทั้งปืนสั้น มีดอีโต้ และมีดทำครัว   พบหนึ่งในผู้ร่วมคณะคือ นายวัชรชัย สมีรักษ์ อายุ 41 ปี ปลัดอำเภอฝ่ายป้องกันอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี แต่ทั้งหมดให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ เป็นการเข้าไปทำบุญที่สำนักสงฆ์เต่าดำ และมีการพักค้างแรมที่วัด ก่อนกลับได้มีชาวบ้านขายซากสัตว์ดังกล่าวให้ รวมทั้งยืนยันว่าได้ขออนุญาตหัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไทรโยค เพื่อเข้าพื้นที่แล้ว   ซึ่งล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ลงนามคำสั่งให้ ปลัดอำเภอด่านมะขามเตี้ย และ อาสารักษาดินแดน 2 คน ให้ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง   ขณะที่ จนท.ได้เข้าตรวจสอบพร้อมเก็บพยานหลักฐาน โดยจุดแรกบริเวณที่เจ้าหน้าที่พบรถออฟโรดทั้ง 6 คัน พบกระสุนปืนจำนวนหนึ่งตกอยู่ รวมทั้งถุงพลาสติกที่มีคราบบางอย่างถูกทิ้งไว้ข้างทาง จึงได้นำไปตรวจเทียบเคียงกับอาวุธปืนที่พบในกลุ่มผู้ต้องหา   ส่วนจุดต่อมาคือบริเวณสำนักสงฆ์ที่กลุ่มผู้ต้องหาอ้างว่ามาพักแรมและมาทำบุญ โดยจุดนี้เจ้าหน้าที่พบร่องรอยการก่อกองไฟบริเวณที่ครัวริมห้วย เมื่อกระจายกำลังโดนรอบก็พบชิ้นส่วนของสัตว์ป่า เช่น ฟันกราม, ขน, กระดูก, ชิ้นเนื้อ, ลำไส้ และไขมันสัตว์ รวมทั้งมีดพร้า ซึ่งจะได้นำไปตรวจว่าเป็นชิ้นส่วนของหมีขอที่พบหรือไม่   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางจากอุทยานแห่งชาติไทรโยค ถึง สำนักสงฆ์เต่าดำใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมง ทั้งที่มีระยะทางไม่ถึง 100 กม. เนื่องจากเส้นทางเป็นทางธรรมชาติ ที่สองข้างทางมีต้นไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่น ประกอบกับบางช่วงเป็นช่วงขึ้นเนินสูงทำให้ต้องใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ และรถออฟโรดเข้าไปเท่านั้น นอกจากนี้บางช่วงเป็นน้ำตกที่ต้องลุยน้ำขับไป ส่วนเส้นทางงดังกล่าวจะไม่พบผู้คนสัญจน เพราะตามเส้นทางจะไม่มีบ้านคนอาศัยอยู่   ด้านนายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบกระสุนที่พบในจุดแรกมี 2 ขนาดคือ 9 มม. กับ 11 มม. จึงได้มอบให้ พฐ. ไปตรวจดีเอ็นเอและรอยในปลอกกระสุนปืน และระหว่างทางจะเห็นว่าต้นไม้ขึ้นค่อนข้างรก ดังนั้นจึงชัดเจนว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้ามา   ส่วนชิ้นส่วนสัตว์ที่พบคาดว่าจะเป็นหมีขอ แต่ต้องตรวจสอบว่าเป็นตัวเดียวกับของกลุ่มผู้ต้องหาหรือไม่ จากการสอบถามผู้ดูแลสำนักสงฆ์ยังให้การวกวน ให้การกลับไปกลับมา โดยเฉพาะตำแหน่งที่คณะผู้ต้องหาใช้พักค้างแรม แต่จะมีตัวละครที่เพิ่มเข้ามาคือแม่ครัวที่พักอยู่ในจุดทำครัว และอาจมีส่วนรู้เห็นซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบรายชื่อ ก่อนจะเรียกเข้าไปสอบสวน   ส่วนประเด็นเรื่องการหาซื้อซากหมีขอตามคำกล่าวอ้างนั้น คงเป็นไปไม่ได้ โอกาสที่จะพบชาวบ้านแทบไม่มี ส่วนที่สำนักสงฆ์แห่งนี้มีการติดตั้งเพิงพัก ทราบว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติธรรม และเป็นที่พักของแม่ครัว แต่อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งให้มีการตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ของคณะสงฆ์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ หากพบว่ารู้เห็นเป็นใจทางอุทยานฯ อาจนำเสนอให้ทางกรมฯ เพิกถอนการเป็นพุทธอุทยาน จนอาจต้องเชิญพระออกไป   ส่วนผู้ดูแลสำนักสงฆ์ระบุว่า คณะออฟโรดได้เดินทางมาที่สำนักสงฆ์ฯ พร้อมบอกว่าจะนำของมาถวายพระ แต่เนื่องจากเป็นเวลาค่ำซึ่งไม่สมควรจึงบอกว่าจะถวายของในเช้าวันรุ่งขึ้น และได้ขอกางเต้นท์นอน ซึ่งตนเห็นว่าเป็นกลุ่มผู้ใจบุญจึงยินยอม ตอนนั้นเห็นว่าพวกเขาได้มีการปรุงอาหารทำกินกัน ซึ่งตนก็ไม่ได้ห้าม เพราะมีการคุยกับผู้ดูแลอีกคน โดยคืนดังกล่าวไม่พบความผิดปกติใดๆ ไมได้ยินเสียงที่แปลกหู และจากการมองคร่าวๆก็ไม่เห็นว่ามีใครออกไปนอกสำนักสงฆ์ฯ ก่อนที่รุ่งเช้าวันที่ 7 ต.ค. กลุ่มดังกล่าวจะมีการทำบุญถวายของตามปกติ โดยที่ผ่านมาไม่เคยเห็นกลุ่มบุคคลนี้มาก่อน   ส่วนนายสมบัติ สงวนศักดิ์ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไทรโยค ทย.6 เขาพลู ได้กล่าวชี้แจงว่า ตนไม่เคยได้รับการประสานงานจากกลุ่มดังกล่าวมาก่อน ส่วนคนชื่อออยตนก็เคยรู้จักว่าเป็น อส. เพราะมักเข้ามาที่หน่วยและมีการขอเบอร์โทรศัพท์ตนด้วย ที่ผ่านมาเขาไม่เคยพาใครมาเที่ยวบริเวณนั้น ปกติจะมาไหว้ที่ศาลเจ้าในป่า ส่วนปลัดคนดังกล่าวตนไม่เคยรู้จัก   ขณะที่ นายกิตติ แสงหล่อ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดตรวจสอบ บอกว่า หลังได้รับคำสั่งจึงนำกำลังไป จนพบว่ารถที่ได้รับแจ้งเกิดสวนกับรถของเจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบในรถ จนพบซากเท้าของหมีขอถูกแช่ในตู้เย็นเก่าๆหลังรถคันหนึ่งในกลุ่ม และเมื่อขอค่นตัวชายคนดังกล่าวก็ไม่ยินยอม พร้อมบอกว่าเขาเป็นปลัด ซึ่งตอนนั้นไม่รู้สึกกลัว แต่คิดว่าต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง จึงรายงานให้หัวหน้าทราบก่อนทำการจับกุมแลละพบอาวุธปืน   ด้านพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าเบื้องต้น ทั้งหมดยังให้การปฏิเสธ ซึ่งได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ใช้ชุดพนักงานทีมเดิมกับที่ทำคดีเสือดำ โดยไม่กังวลว่าสังคมจะเกิดข้อกังหา เพราะต้องการให้สามารถดำเนินคดีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจาก พนักงานสอบสวนชุดนี้ มีประสบการณ์ และคดีที่เกิดขึ้นมีลักษณะเดียวกัน โดยขณะนี้ ได้สั่งการให้ตรวจสอบหาซากตัวหมี ที่ตรงกับซากขาหมีของกลาง เพื่อยืนยันให้เกิดความชัดเจนเพียงพอที่จะแจ้งข้อหา ร่วมกันล่าสัตว์ป่าเพิ่มเติม ส่วนจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานเกี่ยวข้องหรือไม่ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในสำนวนคดีได้   ทั้งนี้มีข้อมูลว่า หมีขอ แม้จะมีหน้าตาคล้ายหมีจนได้ชื่อว่าหมี แต่เป็นสัตว์จำพวกชะมดและอีเห็น มีชื่อเรียกอีกย่างว่าบินตุรง หรือ หมีกระรอก ออกหากินเวลากลางคืน อาศัยและหากินตามลำพัง โดยอาหารคือผลไม้และสัตว์ขนาดเล็กบนต้นไม้ ทั้งแมลงและสัตว์เลื้อยคลาน   พฤติกรรมของ หมีขอ ปีนต้นไม้ได้เก่งมาก โดยใช้หางที่ยาวเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ ในฐานะเป็นผู้กระจายเมล็ดพืชและเป็นควบคุมประชากรสัตว์ฟันแทะ   อย่างไรก็ตาม หมีขอ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 หมีขอมีชื่ออยู่ในบัญชีชนิดพันธุ์ที่ไม่มั่นคงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) โดยถูกจัดให้อยู่ในสถานะถูกคุกคามในระดับที่ มีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์จากธรรมชาติ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rtHTwGOpOtk

 9,716
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ย. 61

'น้ำหวาน เมจิกสกิน' ปัดปล่อยคลิป-แชทไลน์ ตร.เรียกเงิน ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน

โลกออนไลน์มีการเผยแพร่คลิปเสียงและแชทไลน์ ซึ่งระบุว่าเป็นการสนทนาระหว่างพนักงานสอบสวนสังกัดกองปราบปราม กับผู้เสียหายในคดีเมจิกสกิน โดยเนื้อหามีการเรียกรับเงินเพื่อช่วยเร่งรัดคดี ขณะที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย นอกจากนี้จะมีการดำเนินคดีทางอาญาด้วยนั้น   ด้านผู้เสียหายที่ปรากฎในเสียงคลิปคือ น้ำหวาน ซึ่งเป็นแม่ทีมสินค้าลดน้ำหลัก แอปเปิ้ลสลิม ผลิตภัณฑ์ในเครือเมจิกสกิน และยังตกอยู่ในสถานะทั้งผู้เสียหายจากการถูกหลอกขายผลิตภัณฑ์ และเป็นผู้ถูกกล่าวหาขายสินค้าปลอม ได้เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องคลิปดังกล่าว ตนยอมรับว่าเป็นผู้อัดคลิปและเป็นผู้ที่คุยไลน์กับนายตำรวจกองปราบฯจริง แต่ไม่ได้เป็นคนที่นำคลิปและแชทไลน์มาเผยแพร่   และขณะนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะปกติตนจะมีกลุ่มไลน์ที่ตั้งขึ้นที่มีเฉพาะตัวแทนคนสนิท 5 คน ซึ่งเอาไว้ส่งข่าวสาร รวมถึงหลักฐานและเอกสารต่างๆที่เกี่ยวกับคดี ซึ่งตนก็ได้ส่งคลิปเสียงและแชทไลน์ลงในกลุ่มดังกล่าวด้วย เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า อย่างน้อยจะได้มีคนรับรู้   ส่วนเนื้อหาในคลิปที่มีการเผยแพร่นั้น เริ่มจากมีเอกสารในคดีของตนหลุดออกมา ซึ่งเอกสารทั้งหมดตนได้ทำตำหนิไว้ และเมื่อตรวจสอบเอกสารชุดดังกล่าวก็พบว่าเป็นเอกสารตัวจริงที่ตนส่งให้กองปราบฯ เมื่อติดตามกับเจ้าหน้าที่ก็พบว่ามีการโอนย้ายสำนวนคดีของตนจากกอง 2 เป็นกอง 3 จึงได้พบกับตำรวจในคลิปในวันที่ 2 ส.ค. เพื่อสอบถามว่าเอกสารในคดีหลุดมาได้อย่างไร เพราะเป็นเอกสารที่ใช้ฟ้องเจ้าของแบรนด์และหากหลุดไปถึงฝั่งคู่กรณีก็อาจเตรียมนำไปสู้ได้   แต่เจ้าหน้าที่ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้หลุดจากกองปราบฯ โดยตนก็ได้บอกว่าไม่สบายใจเพราะเอกสารดังกล่าวยังไม่มีการแก้ตัวเลขความเสียหาย จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยสอบตนเพิ่มในประเด็นนี้ ซึ่งเขาบอกว่าเดี๋ยวทำให้ พร้อมพูดทีเล่นทีจริงว่าขอค่าน้ำชา 2 หมื่นบาท ซึ่งก็ได้โอนไปให้ก่อน 5 พันบาทอย่างที่ปรากฎในแชทไลน์   นอกจากนี้เสียงในคลิปที่พูดถึงที่ดินเป็นการสอบถามเพื่อจะช่วยขาย เพราะก่อนหน้านี้ที่ดินผืนดังกล่าวซึ่งอยู่ใน จ.ชลบุรี ตนได้จำนองได้เงินมา 6.6 ล้านบาท นำมาจ่ายให้กับลูกข่ายที่ได้รับความเสียหาย แต่ตนไม่มีเงินที่จะไปถอนคืนหากคดียังไม่จบ ซึ่งตำรวจนายดังกล่าวก็ได้ให้คำแนะนำว่าให้นำมาขายดีกว่าโดนยึด ซึ่งเขาจะช่วยและได้เป็นค่านายหน้า   ส่วนในแชทไลน์ที่ปรากฎเรื่องเงิน 2 ล้านนั้น ตำรวจนายดังกล่าวเป็นคนพิมพ์มาเองว่าอยากมีเงิน 2 ล้าน เพราะติดหนี้ ซึ่งตนไม่รู้เจตนาว่าเขาจะขอเงิน หรือแค่บ่นให้ฟังเฉยๆ แต่ตนก็ได้ตอบแบบติดตลกไปว่า "ไม่มีเพราะตอนนี้จนมาก"   แต่ยอมรับว่าเคยโดนตำรวจที่ชลบุรีเรียกเงิน 1 ล้านจริง ตั้งแต่ตอนที่ตกเป็นผู้ต้องหาขายสินค้าปลอม เนื่องจากมีการฝากสินค้าดังกล่าวไว้ที่บ้านตนเป็นจำนวนมากก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาตรวจค้น จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เรียกเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อไม่ส่งฟ้อง แต่ตนไม่มีเงินให้ จึงต้องใช้เงิน 1 แสนเพื่อประกันตัวออกมา แต่จากนั้นคดีจึงไม่มีความคืบหน้า และทราบว่ามีการเปลี่ยนตัวเจ้าของคดีด้วย   ตนขอยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายใคร และวันนี้ที่ตนฟังการแถลงข่าวของ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. ก็รู้สึกว่าเป็นบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป เพราะตนไม่ได้อยากให้เรื่องเป็นแบบนี้  และรู้สึกเห็นใจด้วย รวมทั้งอยากให้เร่งดำเนินคดีกับเจ้าของแบรนด์ เพราะตอนนี้ตนเดือดร้อน ครอบครัวก็เดือดร้อน ตัวแทนทั้งหมดก็เดือดร้อนด้วย ซึ่งวันนี้ได้เข้าไปพูดคุยกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ก็รับปากว่าจะช่วยเร่งรัดคดีให้ ทำให้ตนและตัวแทนมีความหวังขึ้นมามาก   ทั้งนี้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการ กองปราบปราม ได้แถลงถึงกรณีดังกล่าวว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กับพนักงานสอบสวนคดีเมจิกสกิน พร้อมพิจารณาให้ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างสอบสวน เบื้องต้นจากหลักฐานทำให้เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดจริง อีกทั้งยังพบว่ามีการรับเงินจากผู้เสียหายไปแล้วถึง 5,000 บาท จากการเรียกรับเงินจำนวน 15,000 บาท   หลังจากนี้ตำรวจนายดังกล่าวจะต้องเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งตามกำหนดการจะกลับจากการฝึกอบรมที่สถาบันการสอบสวน ในวันที่ 14 กันยายนนี้   นอกจากนี้ทางผู้บังคับการกองปราบปราม ได้กล่าวขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถดูแลข้าราชการในสังกัดที่มีอยู่กว่า 1,200 นาย ให้อยู่ในความเรียบร้อยได้ แต่ขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจกองปราบ พร้อมฝากถึงตำรวจในสังกัดทุกนาย ให้อดทนอดกลั้นต่อคำวิจารณ์ และฝากถึงประชาชนว่าทางตำรวจจะไม่มีการเรียกรับเงินจากการทำสำนวนคดีใด ๆ ทั้งสิ้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/py4NFcuILuI

 1,863
สังคม-อาชญากรรม
20 ส.ค. 61

ให้ออกจากราชการ! อดีต ผบก.ภ.จว.เลย คดีทุจริตโครงการรวมหนี้ 229 ล้าน

ให้ออกจากราชการไว้ก่อน! อดีต ผบก.ภ.จว.เลย คดีทุจริตโครงการรวมหนี้   รอง ผบ.ตร. ยืนยันคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ไม่ปกป้อง อดีต ผบก.ภ.จว.เลย คดีทุจริตโครงการรวมหนี้ ลงนามคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว    วันนี้ (20 ส.ค.) พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคล้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีทุจริตโครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย ซึ่งมีนายตำรวจระดับผู้บังคับการและผู้กำกับการในขณะนั้นถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องว่า    ล่าสุดได้ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย และ พ.ต.อ.เฉลิม ยอดปทุม ผู้กำกับการอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู ลูกน้องคนสนิทที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันก่อเหตุ ให้ออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อความสะดวกในการสืบสวนทางคดีและทางวินัย พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง หลังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ดำเนินคดีอาญา และพลตำรวจตรีสุทิพย์ได้เข้ารายงานตัวต้องคดีอาญาที่สำนักงานกำลังพลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ ระบุว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ได้กำหนดกรอบระยะเวลาไม่เกิน 270 วัน คณะกรรมการก็จะมีมติ ซึ่งโทษจะมีทั้งปลดออก หรือให้ออกจากราชการ แต่ถ้ามติลงความเห็นว่าไม่มีความผิด ผู้ถูกกล่าวสามารถร้องขอกลับเข้ารับราชการได้เหมือนเดิม   ส่วนคดีอาญา ทางพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ก็ดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งที่ผ่านมาตนเองก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด แต่ก็รับทราบข่าวว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนในการดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงประชาชน    ทั้งนี้ ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ส่วนการเยียวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะมีเพียงการดูแลสิทธิตามสมควร ซึ่งผู้เสียหายจะต้องไปฟ้องแพ่งดำเนินคดีกันเอง แต่ก็ยอมรับว่าเห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชา จึงได้สั่งการให้มีการสร้างรายได้และอาชีพที่เหมาะสมกับข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้สั่งการให้มีการสืบสวนสอบสวนเอาผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยไปตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมทั้งสั่งการให้ทุกกองบัญชาการตำรวจทั่วประเทศ ตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้เกิดกรณีลักษณะนี้ขึ้นอีก   สำหรับคดีนี้มีผู้เสียหายเป็นข้าราชการตำรวจภูธรจังหวัดเลย 192 นาย ถูก พล.ต.อ.สุทิพย์ ชักชวนให้ลงทุนในโครงการรวมหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย เพื่อเป็นกองทุนบริหารจัดการหนี้ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือชำระหนี้ให้กับสมาชิก แต่ทางโครงการกลับไม่เคยได้นำเงินไปใช้หนี้ให้สมาชิกจริง ทำให้สมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจหลายนายถูกเจ้าหนี้ตามทวงหนี้ ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก มูลค่าความเสียหายกว่า 229 ล้านบาท  

 1,842
สังคม-อาชญากรรม
02 ส.ค. 61

พม.สั่งฟัน ขรก.ผิดวินัยโกงเงินคนจน 11 คนโดนไล่ออก รวมทั้งอดีตปลัดที่ตาย

คืบหน้าคดีโกงเงินคนจน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พิจารณาความผิดทางวินัยร้ายแรงข้าราชการ 31 คน ผลสอบให้ไล่ออก 11 คน รวมถึงนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัด พม. ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายด้วย เพราะจงใจทุจริต ชี้แม้เสียชีวิตไปแล้วก็ต้องยุติคดีทางวินัย แต่ก็ยังเหลือความผิดทางละเมิดก็จะต้องพิจารณาต่อ   พร้อมกันนี้ยังมีคำสั่งปลดออกจากราชการอีก 5 คน อยู่ในขั้นตอนทำให้เกิดการทุจริตแต่ไม่ได้ทุจริต และอีก 15 คนกันไว้เป็นพยาน เพราะให้การเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตามการสอบสวนวินัยในระดับปฏิบัติการยังมีอีกประมาณ 200 กว่าคนด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/y-YVp46UbEU

 1,006
สังคม-อาชญากรรม
19 มิ.ย. 61

ให้ออกจากราชการ หัวหน้าชุดจู่โจม สน.สุทธิสาร โดนจับฐานร่วมค้ายาเสพติดผ่านไปรษณีย์

ร้อยตำรวจเอกสัมพันธ์ กันทะสอน รองสารวัตรป้องกันปราบปราม หัวหน้าชุดจู่โจม สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ถูกตำรวจปราบปรามยาเสพติดสนธิกำลังร่วมกับตำรวจนครบาล นำกำลังเข้าจับกุมขณะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ หลังมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับค้ายาเสพติด และศาลได้ออกหมายจับในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด   โดยพลตำรวจตรียิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 ระบุว่า การจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. จับกุมนายอนุสรณ์ ทองสว่าง และนางสาวอี่กองคำ ชาวเมียนมา ได้ขณะนำยาเสพติดบรรจุใส่ซองพัสดุ เตรียมส่งให้กับลูกค้า ผ่านร้านไปรษณีย์เอกชน ย่านห้วยขวาง ซึ่งผู้ต้องหาได้ให้การซัดทอดว่ารับยาเสพติดมาจากร้อยตำรวจเอกสัมพันธ์   ป.ป.ส. จึงได้ร่วมตำรวจปราบปรามยาเสพติด ขยายผลเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสาร กระทั่งพบหลักฐานชัดเจน จึงได้ออกหมายจับผู้ต้องหาและสนธิกำลังเข้าจับกุม เบื้องต้น ร้อยตำรวจเอกสัมพันธ์ ปฏิเสธเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. จับกุมผู้ต้องหา 2 คนได้ก่อนหน้านี้ แต่ยอมรับว่ารู้จักกันมาประมาณ 2 ปี จากการเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงในท้องที่   ขณะเดียวกันหลังถูกอายัดบัญชีก็อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเข้าชี้แจง พร้อมอ้างว่ามีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งได้มาการเล่นแชร์ ล่าสุดพลตำรวจตรีฤชากร จรเจวุฒิ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล2 มีคำสั่งให้ร้อยตำรวจเอกสัมพันธ์ ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nlEzqVUVlUo

 5,239
ข่าวภูมิภาค
13 มิ.ย. 61

สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ผอ.ร.ร.ขนมจีนคลุกน้ำปลา เซ่นปมฉาวทุจริตอาหารกลางวัน

สุราษฎร์ธานี-ผจว.และศึกษาธิการจังหวัด เห็นชอบให้ ผอ.ร.ร.บ้านท่าใหม่ ที่มีการทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ต้องให้เด็กกินขนมจีนคลุกน้ำปลา ออกจากราชการไว้ก่อน ตามความเห็นของ สพฐ.เขต 2 พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการโดยเร็วที่สุด   โดยเบื้องต้นพบว่าการซื้อของในโครงการอาหารกลางวันน่าจะไม่ครบตามจำนวนที่ระบุตามรายการเบิกจ่ายเงิน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าในแต่ละวันเงินหายไปจำนวนเท่าไร โดยขอรวบรวมเอกสารให้แน่นหนาและครอบคลุมมากขึ้นก่อนจะส่งสำนวนให้คณะกรรมการส่วนกลางพิจารณาตามลำดับ   ขณะที่ จ.พิจิตร มีการออกหนังสือคำสั่ง ขอตัวช่วยราชการ ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองตะพานหิน หลังพบมีความผิดปกติมีการจัดซื้อสินค้า เพื่อมาประกอบอาหารกลางวัน ให้กับเด็กนักเรียน มีน้ำหนักไม่ครบตามจำนวน ตามใบสั่งซื้อของโรงเรียน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กำชับให้เร่งทำรายงานชี้แจง แต่กลับนิ่งเฉย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lxs9JZGdbkE

 2,201
สังคม-อาชญากรรม
02 มิ.ย. 61

ให้ออกราชการ-ตั้ง 3 ข้อหาหนัก ดาบตำรวจพัทยาฉาว ยัดข้อหา-เรียกรับเงิน-ลวนลามสาววัย 23 ปี

จากกรณีที่สาวชัยภูมิวัย 23 ปี เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนหลังถูกนำตัวไกล่เกลี่ยคดีรถชน แต่กลับถูกจับเป่าแอลกอฮอล์ก่อนถูกนำตัวเข้าห้องขัง ต่อมาระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ยื่นข้อเสนอขอเงินจำนวน 20,000 บาท เพื่อเคลียร์คดีให้พ้นผิด และถูกตำรวจเข้ามาหอมแก้มและกอดรัดต่อหน้าประชาชนจนได้รับความอับอายนั้น   ล่าสุด พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ได้สอบปากคำผู้เสียหาย และตำรวจที่ถูกกล่าวหา พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากกล้องวงจรปิด และกล้องจากตู้เอทีเอ็ม พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ยศนายดาบตำรวจ (ดต.ไชยา เที่ยงไธสง) ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราม ซึ่งทำหน้าที่สิบเวรควบคุมผู้ต้องหาในวันเกิดเหตุ มีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำความผิดอย่างชัดเจน   อีกทั้งเจ้าตัวยังยอมรับสารภาพระดับหนึ่ง จึงตั้งข้อกล่าวหา 3 กระทงหนัก ได้แก่ การเรียกรับประโยชน์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กักขังหน่วงเหนี่ยว และกระทำอนาจาร ซึ่งขณะนี้ทาง ผบก.จว.ชลบุรี ได้ลงนามคำสั่งให้ออกราชการแล้ว ก่อนจะมีการเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป   ขณะที่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีก 3 นายนั้น ด.ต.เสกสิริ พิรัญเขต, ส.ต.ท.ทวิช ทองปลาย และ พ.ต.ท.ธัมมัญชิษฐ์ สิทธิศาสตร์ สารวัตรสอบสวน จากการตรวจสอบไม่พบหลักฐานการกระทำผิดอย่างชัดเจน แต่ก็ได้ตั้งคณะกรรมสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งหากพบว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิดจริงก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเช่นกัน ทั้งนี้ที่ผ่านมา ทาง สตช.ได้ประชุมยกระดับเจ้าหน้าที่ไม่ให้มีการทำผิดกฎหมายเสียเอง แต่อาจจะมีบางส่วนที่พฤติกรรมไม่ดี   ซึ่งยืนยันว่ามีจะมาตรการเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เสียภาพพจน์ขององค์กรแน่นอน อย่างไรก็ตามในส่วนเจ้าทุกข์นั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางมาตรการเพื่อไม่ให้มีการข่มขู่พยาน โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปคอยรักษาความปลอดภัย     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สาวร้องถูกตำรวจยัดข้อหาเมาแล้วขับ รีดไถเงิน 2 หมื่น ถูกลวนลามต่อหน้าปชช.

 6,447

Top