ค้นหา :

ผลการค้นหา "ข่มขืนในห้องน้ำ"

ข่าวภูมิภาค
24 มิ.ย. 62

ญาติพาด.ญ.วัย 14 แจ้งจับ ด.ช.วัย 13 ลวงข่มขืนในห้องน้ำวัด-โรงแรม เด็กวัดเผยฝ่ายหญิงกุเรื่อง ทั้งที่สมยอม ขี่จยย.มาหาเอง

จากกรณีผู้ปกครองพาเด็กหญิงอายุ 14 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี อ้างว่าถูกเด็กหญิงเอก(นามสมมติ) อายุ 13 ปี รุ่นน้องต่างโรงเรียน ล่อลวงพาไปเที่ยวบ้าน แต่กลับพาไปล่วงละเมิดทางเพศภายในห้องน้ำวัดดังแห่งหนึ่ง โดยตำรวจได้ติดตามตัวเด็กชายอายุ 13 ปี มาสอบสวนแล้ว   โดยผู้ปกครองของเด็กที่เสียหาย ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง โดยเด็กหญิงอายุ 14 ปี ได้รู้จักกับเด็กชายเอก อายุ 13 ปี ทางเฟซบุ๊กและพูดคุยกันเรื่อยมาแต่ไม่ได้คบหาเป็นแฟนกัน โดยเด็กหญิงเอกเรียนอยู่ชั้น ม.2 รุ่นน้องต่างโรงเรียน  จากนั้นช่วงกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้ปกครองอ้างว่าเด็กหญิงเอก ได้ล่อลวงเด็กหญิงอายุ 14 ปี เข้าไปบังคับขืนใจในห้องน้ำวัดแห่งหนึ่งถึง 2 ครั้ง จนสำเร็จความใคร่ซึ่งสวมใส่ถุงยางอนามัย   นอกจากนี้ฝ่ายหญิงยังอ้างว่า ถูกล่อลวงไปขืนใจในโรงแรมม่านรูดด้วย 1 ครั้ง และไม่ได้สวมใส่ถุงยางอนามัย ระหว่างที่อยู่ในห้องมีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูห้อง เด็กหญิงเอกเดินไปเปิดประตูเรียกชายคนดังกล่าวว่าพี่  ชายคนดังกล่าวเดินเข้ามาในห้องขอร่วมเพศด้วย ตนไม่ยอมจึงวิ่งออกจากห้องมาขอความช่วยเหลือจากพนักงานโรงแรม  ก่อนที่เด็กหญิงเอกจะพาตนส่งกลับบ้าน แม่เห็นได้เค้นถามจึงเล่าความจริงให้ฟัง   ปู่ของเด็กชายวัย 13 ปี เครียดไม่พูดอะไรบอกนักข่าวไม่ต้องมาถาม ส่วนย่าเผยว่า ญาติฝ่ายหญิงได้เรียกค่าเสียหายเป็นทองคำ 2 บาท เงินสดอีก 2 หมื่นบาท ตนไม่มีเงินเจรจาตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายหญิงจึงไปแจ้งความดังกล่าว   ส่วนย่าอีกคนหนึ่ง บอกว่า เพิ่งทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ได้ยินแต่ชาวบ้านพูดกันว่าหลานของตนไปกอดสาวจนเป็นเรื่องเป็นราว ไม่คิดว่าจะไปทำแบบอะไรแบบนี้ ซึ่งตนก็ยังไม่ได้คุยกับหลาน “มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่น เขาไปทำอะไรกันเราไม่รู้หรอก” อย่างไรก็ตามหลานไม่ใช่เด็กเกเร ที่ผ่านมาเห็นมีแต่เด็กผู้หญิงขี่รถ จยย.มาหาที่บ้านไม่ซ้ำหน้า ตนก็ได้แต่เตือนเพราะเห็นว่ายังเป็นเด็ก   พ.ต.ต.ภาวิต ปรีนคร สารวัตรสอบสวน สภ.สองพี่น้อง เผยหลังรับแจ้งความได้ไปติดตามตัวเด็กชายวัย 13 ปี ขณะเข้าค่ายปฏิบัติธรรมของโรงเรียน พร้อมเชิญสหวิชาชีพมาสอบปากคำเด็กชายวัยคนดังกล่าวเนื่องจากยังเป็นเยาวชน  และนำเด็กหญิงอายุ 14 ปี ไปชี้จุดเกิดเหตุในห้องน้ำวัด ก่อนส่งตัวให้แพทย์โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 ทำการตรวจว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศจริงหรือไม่ และได้ไปติดตามตัวเด็กชายวัย 13 ปี ขณะเข้าค่ายปฏิบัติธรรมของโรงเรียน พร้อมเชิญสหวิชาชีพมาสอบปากคำเด็กชายวัยคนดังกล่าวเนื่องจากยังเป็นเยาวชน   ผู้สื่อข่าวไปที่วัดเกิดเหตุ เจอเด็กวัดคนหนึ่งเล่าว่า ตนกับเด็กชายวัย 13 ปี เป็นเพื่อนกัน จริง ๆ แล้วไม่ได้ขืนใจแต่เป็นการสมยอม ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กันในห้องน้ำตามที่เป็นข่าว แต่เป็นห้องนอนของตนบนกุฏิพระ โดยช่วงเดือน พ.ค. หลังจากที่ทั้งสองรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก ฝ่ายหญิงได้ขี่รถ จยย.มาหาฝ่ายชายเอง โดยฝ่ายชายขอใช้ห้องนอนของตน เพื่อมีอะไรกับฝ่ายหญิง ครั้งแรกช่วงกลางวัน ถัดมาอีกหลายวันก็นัดมามีอะไรกันในห้องนอนตนเป็นครั้งที่สองช่วงกลางคืนแต่ตนไม่ได้ร่วมก่อเหตุด้วย   ขณะที่พระบนกุฏิไม่ทราบเรื่องกระทั่งเป็นข่าว ฝ่ายหญิงกุเรื่องว่าโดนข่มขืนในห้องน้ำ แล้วก็พาตำรวจไปชี้จุดเกิดเหตุในห้องน้ำ ทั้งที่เหตุเกิดขึ้นในห้องนอนของเด็กวัด ส่วนครั้งที่ 3 นัดไปมีเพศสัมพันธ์กันที่โรงแรม โดยมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันขี่รถ จยย.ไปส่ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YNfrOovRIhs

 20,862
สังคม-อาชญากรรม
07 มิ.ย. 62

ผอ.ร.ร.แจงคดีเด็กอนุบาลถูกข่มขืน ไม่ได้เกิดในโรงเรียน เผยผู้ปกครองเด็กขอเรียกเงินแสน

จากกรณีเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ถูกเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นพี่ชั้น ป.2 ล่วงละเมิดทางเพศในห้องน้ำโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ขณะพักกลางวันจนเลือดไหลไม่หยุด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมานั้น   ซึ่งแพทย์ระบุว่า อาจเกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ จนนำไปสู่การส่งฟ้องไปยังอัยการ ด้วยพยานและหลักฐานพบว่านักเรียนผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คน ได้กระทำผิดจริง แต่เนื่องจากอายุยังไม่ถึง 10 ปี ตามกฎหมายจึงไม่ต้องรับโทษ   ส่วนทางโรงเรียนกลับพยายามปกปิดเรื่องนี้ และปฎิเสธว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงเรียน ที่เด็กเลือดออกเพราะเล่นเครื่องเล่น แถมยังอ้างว่าครอบครัวของเด็กกุเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายโรงเรียนเพื่อเรียกร้องเงิน โดยทางโรงเรียนพยายามเสนอเงิน 10,000 บาท เพื่อขอจบเรื่องทั้งหมด ไม่ให้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน หรือหน่วยงานอื่นๆ เนื่องจากจะทำให้โรงเรียนถูกตัดงบประมาณการศึกษา ซึ่งขณะนั้นญาติก็ยินยอมตามข้อตกลง   แต่ผ่านมานับ 6 เดือน ทางครอบครัวก็ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากทางโรงเรียนและครอบครัวของผู้ก่อเหตุเลย พอร้องเรียนไปยังสำนักงานการศึกษาขึ้นพื้นฐานในจังหวัดอุบลราชธานี กลับได้รับหนังสือตอบกลับว่า ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในโรงเรียน   ต่อมาทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์  ได้พาปู่และย่าของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ มาชี้แจงต่อสื่อมวลชน เรียกร้องให้ทางโรงเรียนแสดงความรับผิดชอบ โดยจะไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับทางโรงเรียน และสั่งย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวออกนอกพื้นที่ เพื่อความสะดวกต่อการสอบสวน โดยจะนำเอกสารหลักฐานความเห็นของพนักงานสอบสวนและอัยการไปยื่นด้วย   เพราะถึงแม้ทางอาญาจะไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ที่สามารถทำได้คือ ยื่นฟ้องคดีทางแพ่งให้ผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุ ผอ.โรงเรียน ครูประจำชั้น และสำนักงานการศึกษาขึ้นพื้นฐานจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกันรับผิดชอบและเยียวยาครอบครัวผู้เสียหายสำหรับเรื่องนี้   ทางด้านผู้อำนวยการโรงเรียนที่ถูกอ้างเล่าว่า จากการสอบสวนไม่พบมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน เนื่องจากเด็กชั้นอนุบาลไม่มีโอกาสได้พบกับเด็กชั้นประถมในช่วงพักเที่ยง เพราะมีการจัดเวลาพักให้เหลื่อมเวลากัน คือเวลา 11.00 น. ครูประจำชั้นเด็กอนุบาลจะนำเด็กเดินแถว เพื่อมากินข้าวที่โรงอาหารที่ห่างจากอาคารเด็กอนุบาลประมาณ 50 เมตร   หลังจากนั้นเวลา 11.45 น. ครูก็จะนำเด็กอนุบาลเดินแถวกลับเข้าห้องเรียน ซึ่งเป็นอาคารแยกจากชั้นเรียนอื่นๆ รวมทั้งในตัวอาคารมีที่แปรงฟันและมีห้องน้ำในตัว เด็กอนุบาลจะไม่มีโอกาสได้ใช้รวมกับเด็กชั้นอื่นๆ ดังนั้นเด็กอนุบาลกับเด็กชั้นประถม จึงไม่มีโอกาสเจอกัน   ต่อมาหลังมีเรื่องและปู่ของเด็กร้องเรียนไปหลายหน่วยงาน จึงเสนอจะผูกข้อต่อแขนทำขวัญให้กับหลานเป็นเงินจำนวน 1 หมื่นบาท แต่คนเป็นปู่ไม่เอา เอาแต่บอกว่าโรงเรียนต้องรับผิดชอบ และพูดกว้างๆ ผ่านมาทางครูว่า ต้องเป็นเงินจำนวนหลายแสน ซึ่งทางโรงเรียนไม่มีเงินจ่ายให้ จึงปล่อยให้ผู้เป็นปู่ดำเนินการตามที่จะเห็นเหมาะสม เพราะโรงเรียนไม่รู้จะทำอย่างไร และเชื่อว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งอาจจะไปเกิดที่อื่นหรือไม่ก็ไม่ทราบด้วย   ตนได้สอบถามไปยัง อาจารย์ประจำชั้นอนุบาล 3 ทราบว่าวันเกิดเหตุเด็กเพิ่งกลับมาเรียนหลังหยุดไปได้ราว 1 สัปดาห์ เพราะเด็กไปเยี่ยมญาติในจังหวัดภาคใต้ วันนั้นเด็กก็เป็นปกติ แม้เวลาไปทานข้าวก็เดินเรียงแถวกันไปทานข้าวและกลับมาที่ห้อง ไม่ได้มีการแวะเข้าห้องน้ำระหว่างทาง เพราะครูจะคอยดูแลตลอดเวลา   เมื่อกลับมาถึงชั้นเรียนก็ทำกิจวัตรประจำวัน ก่อนเข้านอนในตอนเที่ยง โดยเด็กไม่ได้ร้องไห้ เพราะไม่มีอาการเจ็บปวด หรือมีเลือดไหลจากอวัยวะเพศแต่อย่างใด กระทั่งเด็กตื่นนอนขึ้นมาช่วงบ่าย เพราะเด็กฉี่ใส่ที่นอน ก็นำเด็กคนดังกล่าวไปล้างทำความสะอาด ก่อนแต่งตัวและพาเดินแถวออกไปขึ้นรถรับส่งของโรงเรียน โดยมีญาติลูกพี่ลูกน้องที่เรียนอยู่ชั้น ป.5 มารับพาเดินไปขึ้นรถกลับบ้าน ซึ่งขอยืนยันว่า ระหว่างเด็กอยู่ที่โรงเรียนไม่ได้มีการฟ้องว่า ถูกเพื่อนกลั่นแกล้งแต่อย่างใดด้วย   ด้านตร.บอกว่า คดีนี้อัยการสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากคู่กรณีเป็นเด็กอายุ 5 และ 8 ปี ส่วนที่ต้องตั้งข้อว่า ข่มขืนกระทำชำเรา เนื่องจากกฏหมายใหม่ มีข้อกล่าวไว้ว่า แม้ไม่ได้ใช้อะไรสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศ ก็ถือว่าเป็นข่มขืนกระทำชำเรา ส่วนเด็กชายที่ถูกกล่าวหาทั้งคู่ ก็ให้การปฏิเสธอ้างว่าไม่ได้ทำ และเวลานี้ศาลมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว และจบคดีความไปนานแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mQWTz8-HcEI

 11,106
สังคม-อาชญากรรม
06 มิ.ย. 62

สังคมหดหู่! ด.ญ.อนุบาล ถูกเพื่อน-รุ่นพี่ ป.2 ล่วงละเมิด ศาลตัดสินผิดจริง แต่เด็กไม่ต้องรับโทษ

เพจเฟซบุ๊กชื่อ เครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้โพสต์เรื่องราวของของชายรายหนึ่ง ที่ได้ร้องเรียนเข้ามายังเพจว่า หลานสาววัย 5 ขวบ ถูกเพื่อนและรุ่นพี่นักเรียนชายล่วงละเมิดทางเพศ ในห้องน้ำโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี แต่ทางโรงเรียนกลับพยายามปกปิดเรื่องนี้ และไม่มีการแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา   โดยนางแป๋ม (นางสมมุติ) ญาติของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เล่าว่า หลานสาววัย 5 ขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปลายปีที่แล้ว หลานสาวไปโรงเรียนตามปกติ ในระหว่างไปเรียน หลานสาวได้เข้าห้องน้ำ ขณะกำลังออกจากห้องน้ำ จู่ๆมีเพื่อนนักเรียนชายร่วมชั้น 1 คน และรุ่นพี่ชั้นป.2 อีก 1 คน ดักรออยู่หน้าห้องน้ำ แล้วผลักเข้าห้องน้ำและทำการล่วงละเมิศทางเพศ   โดยคนหนึ่งใช้หลอดสอดใส่ในอวัยวะเพศของหลานสาว และอีกคนหนึ่งใช้วัสดุบางอย่างลักษณะคล้ายงู (คาดว่าเป็นอวัยวะเพศ) ขนาดเท่านิ้วกลางสอดใส่ในอวัยวะเพศของหลานสาว จากนั้นหลานสาวก็ได้กลับมาเข้าห้องเรียนตามปกติโดยไม่ได้เล่าเหตุการณ์ให้ใครทราบ   กระทั่งหลานสาวกลับมาบ้านหลังเลิกเรียน ย่าเข้าห้องน้ำแล้วพบเลือดหยดในห้องน้ำ จึงโวยวายว่าใครมาทำห้องน้ำสกปรก ปู่จึงบอกว่า เห็นหลานเข้าห้องน้ำเป็นคนสุดท้าย จึงรีบพากันไปดูหลาน พบหลานนอนซมอยู่บนที่นอน และมีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศ ทั้งมีอาการปวดท้องอย่างหนัก จึงพาหลานไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบถามจนทราบว่าหลานถูกล่วงละเมิดทางเพศ   ต่อมาวันรุ่งขึ้น ปู่ได้เล่าเรื่องให้รองผอ.โรงเรียนฟัง เนื่องจากรู้จักกัน  และได้นัดให้ไปคุยกับผอ.โรงเรียน แต่เมื่อไปพบผอ. ทางโรงเรียนกลับบอกว่าผอ.ไม่ว่างทั้งๆที่เห็นผอ.นั่งทานอาหารอยู่หน้าโรงเรียน และยังทำเหมือนหลานสาวใส่ร้ายทำให้โรงเรียนเกิดความเสียหาย  และปฏิเสธว่าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน น่าจะเกิดจากเด็กหญิงเล่นเครื่องเล่นหรือปั่นจักรยานจนทำให้มีเลือดออก และขอให้ย้ายเด็กไปเรียนที่โรงเรียนอื่น ทางครอบครัวจึงพาหลานสาวเข้าแจ้งความ   ขณะแจ้งความ หลานสาวมีเลือดไหลออกจากอวัยวะเพศตลอด ตำรวจจึงให้รีบพาเด็กไปโรงพยาบาล โดยแพทย์ได้วินิจฉัยว่า อาจจะมีการร่วมประเวณี ตำรวจจึงทำการสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ และต่อมาวันที่ 30 ม.ค. 2562 ผู้ก่อเหตุทั้งสองได้เข้ามอบตัว แต่ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทั้งนี้ ท้ายสุดศาลตัดสินว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดจริง แต่เนื่องจากจำเลยอายุไม่ถึง 10 ปี ตามกฎหมายจึงไม่ต้องรับโทษ   หลังเกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ทางโรงเรียนไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวตนแต่อย่างใด ไม่เคยเรียกให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ทางคู่กรณีก็ไม่เคยติดมากลับมา ทั้งยังพยายามปิดเรื่องให้เงียบ นอกจากนี้ยังมีลักษณะข่มขู่ว่า ทางครอบครัวกุเรื่องใส่ร้ายทางโรงเรียนเพื่อเรียกร้องเงิน   ซึ่งขณะนี้หลานสาวยังมีอาการเลือดออกอยู่เป็นระยะ ซึ่งยังต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีอาการซึมเศร้า ไม่ร่าเริง มักหวาดผวาเวลาฝนตกฟ้าร้อง หรือเวลาพบคนแปลกหน้า จึงให้หลานย้ายโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว โดยค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดทางครอบครัวไม่เคยได้รับการช่วยเหลือใดๆเลย   ด้านทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า จากการสอบถาม กว่า 5 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ ทางครอบครัวไม่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยาจากพ่อแม่เด็กที่ก่อเหตุ รวมทั้งโรงเรียน แม้แต่บาทเดียว ซึ่งทางโรงเรียนเคยแจ้งว่าจะช่วยเหลือเป็นเงิน 10,000 บาท แต่ขอครอบครัวอย่าไปร้องเรียนกับสื่อหรือหน่วยงานไหน   เนื่องจากจะทำให้ทางโรงเรียนถูกตัดงบประมาณการศึกษา แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับเงิน จึงตัดสินใจร้องเรียนไปยังสำนักงานการศึกษาขึ้นพื้นฐานในจังหวัดอุบลราชธานี แต่กลับได้รับหนังสือตอบกลับว่า ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในโรงเรียน ทางครอบครัวของเด็กหญิงจึงต้องร้องเรียนมายังตนเพื่อขอความช่วยเหลือ   โดยวันนี้ (6 มิ.ย.) เวลา 13.30 น. ตนจะแถลงข่าวพร้อมกับครอบครัวของผู้เสียหาย และจะเข้าร้องเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อทวงหาความเป็นธรรม เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรงและละเอียดอ่อนมาก ถึงแม้ตัวเด็กจะไม่ต้องรับโทษทางอาญา แต่ในทางแพ่งทางครอบครัวผู้ก่อเหตุ และโรงเรียน ควรแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้ ไม่ใช่เงียบกันหมดแบบนี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CSxGqPlc3Mw

 29,339
ข่าวภูมิภาค
22 พ.ค. 61

สาว 16 นุ่งกระโจมอกอาบน้ำ ถูกเพื่อนบ้านหื่น ล็อกคอข่มขืนในห้องน้ำ ตร.ตามรวบตัวไว้ได้

บุรีรัมย์-แม่วัย 48 ปี แจ้งความลูกสาววัย 16 ปี ถูกหนุ่มเพื่อนบ้านล็อคคอ ล่วงละเมิดทางเพศ โดยผู้เป็นแม่เล่าว่า ลูกสาวใส่ผ้าถุงกระโจมอกจะไปอาบน้ำด้านล่าง ส่วนตนกับสามีอยู่บนบ้าน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเหมือนทุกวัน   จากนั้นลูกสาวขึ้นบ้านร้องไห้ปิดประตูห้องถามอะไรไม่ยอมพูด ประมาณ 30 นาที ลูกสาวคนโตที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯโทรศัพท์เข้ามาบอกว่า น้องโทรมาบอกว่าโดนข่มขืนในห้องน้ำแต่ไม่กล้าบอกให้แม่   สอบถามลูกสาวบอกว่า คนที่ก่อเหตุข่มขืนคือนายอภิวัฒน์ ทรงประโคน อายุ 31 ปี บ้านอยู่ตรงข้ามถนนกัน พร้อมกับเล่าว่าลูกสาวเดินลงไปกำลังจะเปิดประตูห้องน้ำ จู่ๆได้มีนายอภิวัฒน์ พลักเข้าไปในห้องน้ำ แล้วปิดปากกดลงกับพื้น แล้วทำการข่มขืนจนสำเร็จความไคร่ โดยลูกสาวไม่มีโอกาสต่อสู้   ตนเองแค้นใจทำอะไรไม่ถูกเพราะเป็นเวลากลางคืน จึงรอรุ่งเช้าเดินทางไปแจ้งความที่ สภ.ประโคนชัย ทันที ส่วนคนก่อเหตุก็ยังนอนเปลญวนอยู่หน้าบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   เมื่อตำรวจรับแจ้งความแล้ว ให้พาลูกสาวไปตรวจร่างกายกับโรงพยาบาลประโคนชัย โดยโรงพยาบาลได้นัดให้มาฟังผลในวันที่ 15 พ.ค.โดยแพทย์ระบุยังไม่ชัด ต้องมารอฟังผลด้านอื่นๆอีกในวันที่ 11 มิ.ย.,14 ส.ค.และวันที่ 12 พ.ย. 61 ตนเองร้อนใจมากเพราะเกรงว่าคนร้ายจะหนีกลับไปทำงานกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคนก่อเหตุยังยิ้มร่าอยู่หน้าบ้านของตนเอง จนทำให้ลูกสาวไม่อยากจะอยู่บ้าน   ต่อมาทาง พ.ต.อ.นิคม โชติทวีกุล ผกก.สภ.ประโคนชัย ทราบข่าวได้สั่งการให้ไปจับกุมผู้ต้องสงสัยมาทันทีโดยไม่ต้องรอผลของแพทย์ ตำรวจใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถจับกุมนายอภิวัฒน์ มาได้โดยละม่อม ซึ่งจากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นคนข่มขืนจริง เพราะเห็นเด็กใส่ผ้าถุงแบบกระโจมอกเพียงผืนเดียว จึงวางแผนมา 2 วันก่อนก่อเหตุ ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาก่อนจะนำไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนางรองต่อไป   โดยผู้กำกับ สภ.ประโคนชัย ยอมรับว่าลูกน้องอ่อนประสบการณ์ การกระทำความผิดคดีอาญาร้ายแรง โดยเฉพาะกับเด็กต้องรีบจับกุมผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนก่อนเบื้องต้น หากไม่ผิดก็ปล่อยตัวไป เพราะผู้ก่อเหตุอาจจะหลบหนีได้ง่าย โดยหลังจากนี้จะกำชับให้เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เต็มความสามารถไม่ให้เกิดกรณีลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก   ขณะที่ญาติระบุว่า เด็ก ม.4 ที่เสียหายเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน ไม่เคยออกจากบ้าน ไม่เคยเที่ยว ก็ยังกล้าก่อเหตุแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ตอนนี้อยากจะให้นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญ มาเยียวยาสภาพจิตใจเด็ก เพราะหลังเกิดเหตุมีอาการซึมเศร้า   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7r0NbtwizAw    

 73,657

Top