ค้นหา :

ผลการค้นหา "เจษฎาเด่นดวงบริพันธ์"

แชร์ออฟเดอะเดย์
18 ม.ค. 63

อย่าตื่นตระหนก! เภสัชฯ เตือนกินงาดำมาก เสี่ยงอันตราย 'อ.เจษฎา' ชี้กินได้ แต่ควรทานในปริมาณที่เหมาะสม

ผู้ใช้เฟสบุ๊กชื่อ 'Paisan Saksreesakulchai' เภสัชกรรายหนึ่ง แชร์รูปภาพหญิงสูงวัยที่ใบหน้ามีรอยด่างดำเป็นกระจุก มีอาการท้องอืด และถ่ายเป็นสีดำเทา   สาเหตุเพราะหญิงสูงวัยรายนี้ กินข้าวต้มโรยด้วยงาดำ 2 กำมือ เพราะมีความเชื่อว่า เป็นยาอายุวัฒนะ โดยไม่รู้ว่างาดำมีโลหะทองแดงสูงมาก หากกินมากๆ ร่างกายจะสะสมทองแดงไว้มหาศาล เมื่อทองแดงมีความเป็นพิษสูงก็จะสะสมที่ใบหน้า มีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งโพสต์นี้ทำให้ผู้คนจำนวนมาก เกิดกังวลกับการรับประทานงาดำ   เรื่องนี้ รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายว่า งาดำมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงผม ผิวพรรณ และบำรุงกระดูก งาดำยังทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ช่วงป้องกันโรคภาวะกระดูกพรุน และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก รวมถึงมีธาตุทองแดงด้วย    โดยในงาดำ 100 กรัมมี ธาตุทองแดง 4.082 มิลลิกรัม ถือว่าสูง เมื่อเทียบกับธัญพืชอื่น แต่ก็ไม่ได้สูงมากมาย จนจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย และการกินงาดำร่วมกับอาหารปกติ ก็ไม่มีอันตรายมาก แต่ก็มีข้อควรระวังในการกินงาดำ คือ ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ผู้ป่วยเบาหวาน รวมทั้งผู้ที่ต้องผ่าตัด ไม่ควรกิน เพราะจะทำให้ความดันต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป บางคนอาจมีอาการแพ้งา ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการช็อค หมดสติ ดังนั้นจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เคี้ยวให้ละเอียด และอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป    ต่อมาเภสัชฯ คนดังกล่าว ได้โพสต์อีกครั้งว่า "จากข้อมูลงาดำ พบว่า มีคนที่กินเมล็ดงาดำแล้วเกิดอาการแพ้ แน่นหน้าอก หายใจขัด พบมากขึ้นในทุกปี เป็นการแพ้ที่รุนแรง มีรายงานเรื่องการแพ้ในหลายๆประเทศ ทั่วโลก ทำให้ต้องมีการเตือนเรื่องฉลาก ในการบอกเรื่องอาจเกิดอาการแพ้ที่รุนแรงได้   มีรายงานข้อมูลการแพ้งาดำ ซึ่งการแพ้ มีตั้งแต่ เกิดผื่นขึ้น ที่ผิวหนัง ใบหน้า ระบบย่อยอาหาร หายใจติดขัด แน่นหน้าอก และเกิดปฏิกิริยา anaphylaxis เช่นเดียวกับการแพ้ยาที่เฉียบพลัน ความดันตก หายใจขัดได้ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ มีการศึกษาข้อมูลตามที่ต่างๆ ซึ่งการที่ได้เล่าเรื่องราวที่พบเจอ ก็เพื่อเป็นการเตือน และให้มองเห็นถึงการบริโภค ให้อยู่ในความพอดี     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/H2evy5_8u_s

 1,233
ข่าวโซเชียล
18 ม.ค. 63

อย่าตื่นตระหนก! เภสัชฯ เตือนกินงาดำมาก เสี่ยงอันตราย 'อ.เจษฎา' ชี้กินได้ แต่ควรทานในปริมาณที่เหมาะสม

ผู้ใช้เฟสบุ๊กชื่อ 'Paisan Saksreesakulchai' เภสัชกรรายหนึ่ง แชร์รูปภาพหญิงสูงวัยที่ใบหน้ามีรอยด่างดำเป็นกระจุก มีอาการท้องอืด และถ่ายเป็นสีดำเทา   สาเหตุเพราะหญิงสูงวัยรายนี้ กินข้าวต้มโรยด้วยงาดำ 2 กำมือ เพราะมีความเชื่อว่า เป็นยาอายุวัฒนะ โดยไม่รู้ว่างาดำมีโลหะทองแดงสูงมาก หากกินมากๆ ร่างกายจะสะสมทองแดงไว้มหาศาล เมื่อทองแดงมีความเป็นพิษสูงก็จะสะสมที่ใบหน้า มีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งโพสต์นี้ทำให้ผู้คนจำนวนมาก เกิดกังวลกับการรับประทานงาดำ   เรื่องนี้ รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายว่า งาดำมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงผม ผิวพรรณ และบำรุงกระดูก งาดำยังทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ช่วงป้องกันโรคภาวะกระดูกพรุน และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก รวมถึงมีธาตุทองแดงด้วย    โดยในงาดำ 100 กรัมมี ธาตุทองแดง 4.082 มิลลิกรัม ถือว่าสูง เมื่อเทียบกับธัญพืชอื่น แต่ก็ไม่ได้สูงมากมาย จนจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย และการกินงาดำร่วมกับอาหารปกติ ก็ไม่มีอันตรายมาก แต่ก็มีข้อควรระวังในการกินงาดำ คือ ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ผู้ป่วยเบาหวาน รวมทั้งผู้ที่ต้องผ่าตัด ไม่ควรกิน เพราะจะทำให้ความดันต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป บางคนอาจมีอาการแพ้งา ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการช็อค หมดสติ ดังนั้นจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เคี้ยวให้ละเอียด และอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป    ต่อมาเภสัชฯ คนดังกล่าว ได้โพสต์อีกครั้งว่า "จากข้อมูลงาดำ พบว่า มีคนที่กินเมล็ดงาดำแล้วเกิดอาการแพ้ แน่นหน้าอก หายใจขัด พบมากขึ้นในทุกปี เป็นการแพ้ที่รุนแรง มีรายงานเรื่องการแพ้ในหลายๆประเทศ ทั่วโลก ทำให้ต้องมีการเตือนเรื่องฉลาก ในการบอกเรื่องอาจเกิดอาการแพ้ที่รุนแรงได้   มีรายงานข้อมูลการแพ้งาดำ ซึ่งการแพ้ มีตั้งแต่ เกิดผื่นขึ้น ที่ผิวหนัง ใบหน้า ระบบย่อยอาหาร หายใจติดขัด แน่นหน้าอก และเกิดปฏิกิริยา anaphylaxis เช่นเดียวกับการแพ้ยาที่เฉียบพลัน ความดันตก หายใจขัดได้ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ มีการศึกษาข้อมูลตามที่ต่างๆ ซึ่งการที่ได้เล่าเรื่องราวที่พบเจอ ก็เพื่อเป็นการเตือน และให้มองเห็นถึงการบริโภค ให้อยู่ในความพอดี     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/H2evy5_8u_s

 1,233
สังคม
18 ม.ค. 63

แชร์สนั่น! เภสัชฯโพสต์เตือน กินงาดำมาก เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต 'อ.เจษฎา' ชี้ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Paisan Saksreesakulchai' เภสัชกรรายหนึ่ง โพสต์รูปหญิงสูงวัยที่ใบหน้ามีรอบด่างดำเป็นกระจุก มีอาการท้องอืด และถ่ายเป็นสีดำเทา    สาเหตุเพราะหญิงคนนี้ กินข้าวต้มโรยด้วยงาดำ 2 กำมือ เพราะมีความเชื่อว่า เป็นยาอายุวัฒนะ โดยไม่รู้ว่างาดำมีโลหะทองแดงสูง หากกินมากๆร่างกายจะสะสมทองแดงไว้ เมื่อทองแดงมีความเป็นพิษสูงก็จะสะสมที่ใบหน้า มีอันตรายถึงชีวิต    ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า งานดำมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงผม ผิวพรรณ และบำรุงกระดูก และการขับถ่ายดีขึ้น ป้องกันภาวะกระดูกพรุน และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก    รวมถึงมีค่าทองแดง โดยในงาดำ 100 กรัม มีธาตุทองแดง 4.082 มิลลิกรัม ถือว่าสูง เมื่อเทียบกับธัญพืชอื่น แต่ไม่ได้สูงมาก จนจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย และการกินงาดำกับอาหารปกติ ก็ไม่มีอันตราย    แต่ก็มีข้อควรระวัง คือ ผู้มีความดันโลหิตต่ำ ผู้ป่วยเบาหวาน รวมทั้งผู้ที่ต้อง่าตัด ไม่ควรกิน เพราะจะทำให้ความดันต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป บางคนอาจมีอาการแพ้งา ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการช็อค หมดสติ ดังนั้นจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เคี้ยวให้ละเอียด และอย่าตื่นตระหนกจนมากเกินไป   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/t6LTY7ESeYc

 1,855
ข่าวโซเชียล
28 ธ.ค. 62

'อ.เจษฎา' เตือนร้านหมูกระทะ ติดท่อส่งแก๊ส lpg โยงเข้าเตาไม่ปลอดภัย!

โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพหัวส่งแก๊ส 4 หัว ต่อออกมาเข้าเตาหมูกะทะตามโต๊ะต่างๆ ภายในร้านหมูกระทะ บริเวณปากซอยลาดพร้าว 48 ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์เรื่องความปลอดภัย   ล่าสุด นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊กบอกว่า "ดูไม่ปลอดภัยมากๆ ครับ ปกติการเดินท่อแก๊สหุงต้มในร้านอาหาร จะใช้ท่อโลหะที่แข็งแรงพอจะทนความดันของแก๊สได้ ต้องมีวาล์วนิรภัยช่วยควบคุมเวลาแก๊สรั่ว และต้องไม่อยู่ตำแหน่งที่ทำให้คนไปเดินสะดุดได้อย่างนี้ ... ขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบโดยเร็วนะครับ"     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/DpJPPWKW3DQ

 9,328
สังคม
14 ธ.ค. 62

'อ.เจษฎา' เตือนแมงดาถ้วย เมนูอันตราย มีพิษอาจถึงแก่ชีวิต หลังยูทูบเบอร์ช่องดังโชว์ทำอาหาร

จากกรณีมีรายการอาหารทางยูทูบรายการหนึ่ง นำเสนอเมนูที่ทำจากแมงดาถ้วย ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเมนูเสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภค   ล่าสุด ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า   "#เก็บตก3 "แมงดาถ้วย ก็เป็นแมงดาหางกลมนะ เสี่ยงอันตราย ไม่ควรกินครับ" มีคนฟ้องว่า รายการทีวีหนึ่งทางช่องยูทูป เอาเมนู "ไข่แมงดาถ้วย" มานำเสนอ ผมเลยขอเอาบทความเก่าที่เคยเขียนไว้ มารีโพสต์นะครับ ว่า "แมงดาถ้วย" ก็เป็นแมงดาหางกลมนะครับ พวกเดียวกับแมงดาไฟ หรือ เหรา (เห-รา) ซึ่งผู้ที่กินเข้าไปนั้น มีโอกาสสูงที่จะได้รับพิษพวกเตตราโดท็อกซิน ที่เป็นอันตรายต่อระบบประสาทและอาจถึงแก่ชีวิตได้"    เดี๋ยวนี้ "แมงดาจาน (แมงดาหางเหลี่ยม)" ที่ไม่มีพิษนั้น โดนคนจับกินกันไปเยอะมากจนหายากขึ้นทุกที และทำให้ชาวบ้านมักจะจับเอา "แมงดาถ้วย" มาขายให้เรากิน ซึ่งไม่ควรจะทำนะครับ แม้ว่าจะอ้างว่าเอาไปต้มแล้ว (แต่สารพิษนั้นทนความร้อนสูง) หรือมีวิธีตัดเส้นพิษออก (แต่พิษมันกระจายอยู่ทั้งในไข่และอวัยวะอื่นทั่วตัว) .. แถมว่าทำมาเป็นยำไข่แมงดาขายแล้ว คนกินก็จะเห็นแต่ไข่ ไม่รู้เลยว่าเค้าเอามาจากแมงดาชนิดไหน "จริงๆ ถึงเป็นแมงดาจาน ก็ควรจะเลิกกินได้แล้วนะ ผมว่าช่วยกันอนุรักษ์ไว้หน่อย ก่อนที่จะหมดทะเลไทย"   โดย "แมงดาทะเล" ในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือ แมงดาถ้วย หรือ แมงดาไฟ หรือเห-รา (Carcinoscorpius rotundicauda ) ซึึ่งเป็นแมงดาทะเลที่มีพิษจากสาร tetrodotoxin เตตราโดท็อกซิน และแมงดาจาน (Tachypleus gigas) ซึ่งเป็นแมงดาทะเลที่ไม่มีพิษ และชาวบ้านนำมาทำเป็นอาหารได้ โดยทั่วไป แมงดาถ้วย ตัวจะเล็กกว่า หางจะกลมและเรียบ ส่วนแมงดาจาน ตัวจะโตกว่า หางจะเป็นสามเหลี่ยม มุมด้านบนของสามเหลี่ยมจะเป็นรอยหยักชัดเจน   การเป็นพิษจากการรับประทานไข่แมงดาทะเลนั้น จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชาตามปาก แขนขา แล้วตามด้วยอาการอัมพาต หรืออาจเสียชีวิตจากการหยุดหายใจเนื่องจากกล้ามเนื้อหายใจไม่ทำงาน เพราะสารพิษ tetrodotoxin หรือ saxitoxin จะยับยั้งการทำงานของ sodium channel ในกล้ามเนื้อโดยตรง   สาเหตุส่วนใหญ่ที่คนพลาดไปกินแมงดาถ้วยกัน ก็เพราะความเชื่อผิดๆ ของชาวบ้านแบบนี้แหล่ะว่า "ตัวเห-รามีพิษ แต่แมงดาถ้วยไม่มีพิษ" "ตัวเห-รามีขนและตาแดง แมงดาถ้วยไม่มีขนและ ตาดำ" ซึ่งผิด แถมหลังๆ นี้ จำนวนของแมงดาจานมีน้อยลงอย่างมาก ขณะที่พบแมงดาถ้วยเพิ่มขึ้น (ในอัตราส่วนแมงดาจานต่อแมงดาถ้วย ถึง 1 : 100) ซึ่งผมเดาว่า ก็เพราะเราจับแมงดาจานมากินไข่กันเยอะเกินไปแล้ว จำนวนประชากรมันเลยลดลง บางคนแย้งว่ากินแมงดาถ้วยแล้ว ไม่เห็นเป็นอะไร คือ คุณก็โชคดีนะ ในประเทศไทยเรานี้แมงดาถ้วยมีทั้งตัวที่มีพิษ บางตัวไม่มีพิษ หรือมีพิษประมาณ 30% แต่การที่เราไม่สามารถแยกตัวที่มีพิษกับตัวที่ไม่มีพิษออกจากกันด้วยลักษณะภายนอกได้ จึงไม่ควรกินอยู่ดี   สรุปว่า แมงดาทะเลตัวไหน "หางกลม" เนี่ย ห้ามกินทั้งนั้นนะ ไม่ว่าเค้าจะอ้างว่าเป็นแมงดาถ้วยก็ตาม .. ส่วนรายการทีวีนี้ ก็รบกวนขอให้แก้ไขด้วยเถอะ ไม่งั้นชาวบ้านได้ตายฟรีๆ กันอีกเยอะด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง"...     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/6he4Ke52KvQ  

 6,203
แชร์ออฟเดอะเดย์
29 พ.ย. 62

เทรนด์ใหม่ แห่กินแคปซูลกากเพชร หวังให้อึฟรุ้งฟริ้ง 'หมอแล็บแพนด้า' เตือนต้องเลือกชนิดกินได้เท่านั้น

เพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า โพสต์ภาพกากเพชรที่บรรจุอยู่ในแคปซูลใส และภาพอุจจาระที่มีกากเพชรปนอยู่ โดยระบุข้อความว่า "เรามาถึงยุคที่กินกากเพชรเพราะอยากให้อึฟรุ้งฟริ้งแล้วเหรอ"   โดย นพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์เจ้าของโพสต์ ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมี "แคปซูลกากเพชร หรือที่เรียกว่า "กลิตเตอร์" ขายในต่างประเทศ โดยมีการนำกลิตเตอร์มาตกแต่งบนอาหาร เพื่อทำให้ถ่ายรูปอาหารได้สวยขึ้น จนเป็นเทรนด์ฮิตอยู่ในขณะนี้ จนเกิดแฮชแท็ก #glitterfood   พอเรากินเข้าไป กากเพชรดังกล่าวก็จะปนออกมากับอุจจาระ ทำให้มีสีสันเปล่งประกาย จนเกิดเทรนด์ฮิตเกิดขึ้นอีก ซึ่งกลิตเตอร์ที่ตกแต่งบนอาหารนั้น เป็นกลิตเตอร์ที่สามารถกินได้จริงๆ ซึ่งผลิตจากแป้งข้าวโพด น้ำตาล และสีผสมอาหารแบบแวววาวและเงางามดูเกินจริง เป็นสีที่ผ่านการตรวจสอบว่าปลอดภัย กินได้   ส่วนกลิตเตอร์อีกแบบที่ไว้ใช้ตกแต่งสิ่งของ ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งคนสามารถกินได้ก็จริง ไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เพราะบางทีพลาสติกพวกนี้มักจะปนเปื้อนโลหะ หรือสารเคมี ซึ่งถ้ากินบ่อยๆ ก็อาจส่งผลเสียระยะยาวต่อร่างกายได้ในอนาคต อีกทั้งกลิตเตอร์มีขนาดเล็กมาก เบามาก ถ้าเผลอหลุดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ ก็อาจจะทำให้ปอดระคายเคือง ไอ หรือหายใจติดขัดได้   ทางคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ออกมาระบุเกี่ยวกับเทรนด์ดังกล่าวว่า ควรจะเลือกใช้กลิตเตอร์ที่ระบุว่า "กินได้" (food grade) เท่านั้น ซึ่งทาง FDA ก็หวั่นต่อความปลอดภัยในการเลือกใช้ชนิดของกลิตเตอร์ในการประกอบอาหารของผู้ผลิต และการเลือกทานของผู้บริโภค ถึงแม้ว่ากลิตเตอร์จะทำให้อาหารดูสวยงามขึ้น แต่ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ปลอดภัย 100%   ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง ว่ากลิตเตอร์ที่นำมาใช้เป็นกลิตเตอร์ที่ผ่านการรับรองว่าสามารถใช้กับอาหารได้ แต่ก็ไม่ควรใช้ในปริมาณมากเกินไป หรือใช้พร่ำเพรื่อ และต้องมาจากร้านที่มั่นใจเท่านั้น ส่วนกลิตเตอร์ที่ใช้ในการตกแต่งอื่นๆ ซึ่งมีส่วนประกอบของพลาสติกเจอปนเมื่อกินมากๆจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mzuHdKYIbiM

 8,151
ข่าวโซเชียล
29 พ.ย. 62

เทรนด์ใหม่ แห่กินแคปซูลกากเพชร หวังให้อึฟรุ้งฟริ้ง 'หมอแล็บแพนด้า' เตือนต้องเลือกชนิดกินได้เท่านั้น

เพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า โพสต์ภาพกากเพชรที่บรรจุอยู่ในแคปซูลใส และภาพอุจจาระที่มีกากเพชรปนอยู่ โดยระบุข้อความว่า "เรามาถึงยุคที่กินกากเพชรเพราะอยากให้อึฟรุ้งฟริ้งแล้วเหรอ"   โดย นพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์เจ้าของโพสต์ ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมี "แคปซูลกากเพชร หรือที่เรียกว่า "กลิตเตอร์" ขายในต่างประเทศ โดยมีการนำกลิตเตอร์มาตกแต่งบนอาหาร เพื่อทำให้ถ่ายรูปอาหารได้สวยขึ้น จนเป็นเทรนด์ฮิตอยู่ในขณะนี้ จนเกิดแฮชแท็ก #glitterfood   พอเรากินเข้าไป กากเพชรดังกล่าวก็จะปนออกมากับอุจจาระ ทำให้มีสีสันเปล่งประกาย จนเกิดเทรนด์ฮิตเกิดขึ้นอีก ซึ่งกลิตเตอร์ที่ตกแต่งบนอาหารนั้น เป็นกลิตเตอร์ที่สามารถกินได้จริงๆ ซึ่งผลิตจากแป้งข้าวโพด น้ำตาล และสีผสมอาหารแบบแวววาวและเงางามดูเกินจริง เป็นสีที่ผ่านการตรวจสอบว่าปลอดภัย กินได้   ส่วนกลิตเตอร์อีกแบบที่ไว้ใช้ตกแต่งสิ่งของ ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งคนสามารถกินได้ก็จริง ไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เพราะบางทีพลาสติกพวกนี้มักจะปนเปื้อนโลหะ หรือสารเคมี ซึ่งถ้ากินบ่อยๆ ก็อาจส่งผลเสียระยะยาวต่อร่างกายได้ในอนาคต อีกทั้งกลิตเตอร์มีขนาดเล็กมาก เบามาก ถ้าเผลอหลุดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ ก็อาจจะทำให้ปอดระคายเคือง ไอ หรือหายใจติดขัดได้   ทางคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ออกมาระบุเกี่ยวกับเทรนด์ดังกล่าวว่า ควรจะเลือกใช้กลิตเตอร์ที่ระบุว่า "กินได้" (food grade) เท่านั้น ซึ่งทาง FDA ก็หวั่นต่อความปลอดภัยในการเลือกใช้ชนิดของกลิตเตอร์ในการประกอบอาหารของผู้ผลิต และการเลือกทานของผู้บริโภค ถึงแม้ว่ากลิตเตอร์จะทำให้อาหารดูสวยงามขึ้น แต่ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ปลอดภัย 100%   ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง ว่ากลิตเตอร์ที่นำมาใช้เป็นกลิตเตอร์ที่ผ่านการรับรองว่าสามารถใช้กับอาหารได้ แต่ก็ไม่ควรใช้ในปริมาณมากเกินไป หรือใช้พร่ำเพรื่อ และต้องมาจากร้านที่มั่นใจเท่านั้น ส่วนกลิตเตอร์ที่ใช้ในการตกแต่งอื่นๆ ซึ่งมีส่วนประกอบของพลาสติกเจอปนเมื่อกินมากๆจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mzuHdKYIbiM

 8,151
แชร์ออฟเดอะเดย์
16 ต.ค. 62

'อ.เจษฎา' ชี้ปากกาเมจิกซึมถุงโจ๊กได้ เมื่อถุงเจอความร้อน กินมากๆอันตราย แนะงดเขียนบนถุงอาหาร

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Wirintorn Diloktharadol โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก เป็นภาพถุงโจ๊ก ที่มีปากกาเมจิกสีชมพูเขียนข้างถุง และภาพโจ๊กหลังเทใส่ชาม ที่พบสีชมพูของปากกาเมจิก เข้ามาอยู่ในโจ๊กด้วย พร้อมระบุข้อความเตือนภัยว่า   "ระวังไว้เสมอ ถ้าซื้อโจ๊กกลับบ้าน แล้วที่ร้านใช้ปากกาเมจิกเขียนที่ถุง หมึกอาจจะซึมเข้าไปในโจ๊กได้ พร้อมเป็นอุทาหรณ์สำหรับร้านอาหารว่า ไม่ควรเขียนอะไรไว้ที่บรรจุภัณฑ์ เพราะอาจซึมลงไปในอาหารได้ พร้อมติดแฮชแท็ก #เรื่องเล่าเช้าวันอาทิตย์" หลังจากโพสต์เผยแพร่ได้มีชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นพร้อมแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก     รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ โดยแบ่งเป็นปัจจัย 3 เหตุผลได้แก่ ชนิดของถุงพลาสติก ชนิดของปากกาเมจิกที่ใช้เขียนและความร้อนของอาหาร โดยถุงพลาสติก ปกติมีความสามารถให้ความชื้นหรืออากาศผ่าน โดยแต่ละชนิดก็มีความมาก-น้อยในระดับที่ต่างกัน ซึ่งช่องว่างของโมเลกุลของถุงพลาสติกสามารถที่จะขยายกว้างขึ้นได้อีกเมื่อสัมผัสกับความร้อน   นอกจากนี้ ยังเกิดจากชนิดสารละลายของเนื้อสีปากกาเมจิกด้วย ซึ่งปากกาเมจิกที่ใช้กันแต่ละยี่ห้อก็มีตัวทำละลายของหมึกไม่เหมือนกัน ซึ่งสารบางตัวสามารถทำให้ซึมเข้าไปในอาหารได้อย่างที่เห็น จึงทำให้บางคนบอกว่าไม่เห็นซึมผ่าน เพราะเป็นปากกาคนละยี่ห้อ     ทั้งนี้ สารเคมีจากปากกาเมจิกทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหารรุนแรง แต่ต้องในปริมาณมากๆ เมื่อดูจากปริมาณหมึกที่ซึมเข้าไปในอาหาร ก็นับว่าเป็นปริมาณน้อยมาก ซึ่งในปริมาณน้อยแบบนี้ร่างกายสามารถที่จะกำจัดได้ ย่อยสลายมันออกไปได้เอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้เขียนบนถุงอาหาร ไม่ว่าปากกาชนิดใดก็ตาม เพราะร่างกายไม่ควรต้องรับสารเคมีเหล่านี้โดยใช่เหตุ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UJabjQmN8L8

 39,642
ข่าวโซเชียล
16 ต.ค. 62

'อ.เจษฎา' ชี้ปากกาเมจิกซึมถุงโจ๊กได้ เมื่อถุงเจอความร้อน กินมากๆอันตราย แนะงดเขียนบนถุงอาหาร

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Wirintorn Diloktharadol โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก เป็นภาพถุงโจ๊ก ที่มีปากกาเมจิกสีชมพูเขียนข้างถุง และภาพโจ๊กหลังเทใส่ชาม ที่พบสีชมพูของปากกาเมจิก เข้ามาอยู่ในโจ๊กด้วย พร้อมระบุข้อความเตือนภัยว่า   "ระวังไว้เสมอ ถ้าซื้อโจ๊กกลับบ้าน แล้วที่ร้านใช้ปากกาเมจิกเขียนที่ถุง หมึกอาจจะซึมเข้าไปในโจ๊กได้ พร้อมเป็นอุทาหรณ์สำหรับร้านอาหารว่า ไม่ควรเขียนอะไรไว้ที่บรรจุภัณฑ์ เพราะอาจซึมลงไปในอาหารได้ พร้อมติดแฮชแท็ก #เรื่องเล่าเช้าวันอาทิตย์" หลังจากโพสต์เผยแพร่ได้มีชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นพร้อมแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก     รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ โดยแบ่งเป็นปัจจัย 3 เหตุผลได้แก่ ชนิดของถุงพลาสติก ชนิดของปากกาเมจิกที่ใช้เขียนและความร้อนของอาหาร โดยถุงพลาสติก ปกติมีความสามารถให้ความชื้นหรืออากาศผ่าน โดยแต่ละชนิดก็มีความมาก-น้อยในระดับที่ต่างกัน ซึ่งช่องว่างของโมเลกุลของถุงพลาสติกสามารถที่จะขยายกว้างขึ้นได้อีกเมื่อสัมผัสกับความร้อน   นอกจากนี้ ยังเกิดจากชนิดสารละลายของเนื้อสีปากกาเมจิกด้วย ซึ่งปากกาเมจิกที่ใช้กันแต่ละยี่ห้อก็มีตัวทำละลายของหมึกไม่เหมือนกัน ซึ่งสารบางตัวสามารถทำให้ซึมเข้าไปในอาหารได้อย่างที่เห็น จึงทำให้บางคนบอกว่าไม่เห็นซึมผ่าน เพราะเป็นปากกาคนละยี่ห้อ     ทั้งนี้ สารเคมีจากปากกาเมจิกทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหารรุนแรง แต่ต้องในปริมาณมากๆ เมื่อดูจากปริมาณหมึกที่ซึมเข้าไปในอาหาร ก็นับว่าเป็นปริมาณน้อยมาก ซึ่งในปริมาณน้อยแบบนี้ร่างกายสามารถที่จะกำจัดได้ ย่อยสลายมันออกไปได้เอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้เขียนบนถุงอาหาร ไม่ว่าปากกาชนิดใดก็ตาม เพราะร่างกายไม่ควรต้องรับสารเคมีเหล่านี้โดยใช่เหตุ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UJabjQmN8L8

 39,642
เศรษฐกิจ
12 ต.ค. 62

'อ.เจษฎา' ชี้ 'อนุทิน' โดนหลอกใช้เป็นเครื่องมือแบน 3 สารพิษ

จากกรณีการแบน 3 สารพิษ ได้แก่ คลอร์ไพริฟอส  พาราควอต และไกลโฟเซต นั้น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวร่วมกับ 7 รัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนไม่เอาสารพิษทางการเกษตรแน่นอน เพราะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน ทั้งเรื่องสุขภาพและการดำรงชีวิต   ดังนั้น นโยบายที่รัฐมนตรีในสังกัดพรรครับผิดชอบคือ ไม่เอาสารพิษ และคณะกรรมการวัตถุอันตรายส่วนหนึ่ง ก็จะขอให้ลงมติเรื่องดังกล่าวโดยเปิดเผย แต่ยืนยันว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถรับนโยบายสนับสนุนการใช้สารพิษในการเกษตรได้ เช่นเดียวกับในส่วนของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ไม่สนับสนุนการใช้สารพิษ แต่ไม่ขอวิเคราะห์ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 27 คนจะมีมติในแนวทางใด และภูมิใจไทยไม่ได้ปะทะกับใคร เป็นราชการประจำที่ทำงาน การตัดสินใจนั้นก็ตัดสินใจบนประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ไม่มีอะไรต้องกังวลหรือต้องชะงัก ทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไปปะทะอะไรกับใคร ก็ทำงานปกติ ทั้งนี้ หากมติของคณะกรรมการฯสวนไม่ทำตามมติ แนวทาง 4 รัฐมนตรีของพรรคก็พร้อมแสดงสปิริตลาออก เพราะเท่ากับว่า เราไม่มีความสามารถในการปกครองให้คนเหล่านั้น ปฏิบัติตามมติหัวหน้าส่วนราชการ   ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ไปศึกษา ซึ่งนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ตั้งคณะศึกษาแล้ว ก็มติชัดเจน 9 ต่อ 0 ไม่เอาสารพิษ ส่วนตัวก็ได้ถามกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า เรื่องสารพิษเป็นอย่างไร ได้รับคำยืนยันว่า ไม่เอาด้วย ก็เท่ากับว่า มั่นใจว่ามีผู้เห็นด้วย ส่วนกังวลหรือไม่ที่ต้องปะทะกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ นายอนุทินย้ำว่า ไม่ได้ปะทะกับใคร คณะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทำงานปกติของข้าราชการประจำ ตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก   ส่วนที่นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาให้ความเห็นว่านายอนุทินนายอนุทินขาดความรู้ความสามารถเรื่องสารพิษทำให้ขาดสตินั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ไม่เป็นไร ตนเองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุข สุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ให้ประชาชนล้มป่วยจากการใช้สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตนเป็นฝ่ายบริหาร ไม่ใช่นักวิชาการ และการตัดสินใจของตนไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัว ตัดสินใจในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหาร   ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว นายอนุทิน แต่ความเป็นห่วงนางสาวมนัญญาว่าดังที่สุดในตอนนี้ ที่เพิ่งหายจากการอาการป่วย เครียด ความดันขึ้น เพราะความดันทุรังที่จะขจัดสารพิษอันตรายออกจากประเทศไทยให้ได้ ทำงานด้วยความเครียด ท่ามกลางความกดดัน แต่ก็ดึงสายน้ำเกลือออกมาลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง   นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การทำงานของรัฐมนตรีทุกคนผ่านมา 4 เดือน ไม่ติดขัด แต่เป็นห่วงสุขภาพของรัฐมนตรี เพราะนางสาวมนัญญาป่วยไปแล้ว 1 คน เดี๋ยวหมอหนูจะตรวจสุขภาพแล้วจ่ายยาให้   ด้านอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า "ผมว่าคุณอนุทิน และรัฐมนตรีในสังกัด โดนหลอกให้เป็นเครื่องมือในการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยที่คุณอนุทินได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง   สังเกตได้จากการให้คำสัมภาษณ์ของแต่ละท่าน ที่เห็นได้ชัดว่ายังมีความไม่เข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องของสารเคมีทั้ง 3 ตัวนี้ โดยเฉพาะในการมองว่าสารทั้ง 3 ตัวเป็นสารพิษอันตรายเหมือนกันหมด ต้องแบนให้ได้โดยเร็วเหมือนกันหมด ... ทั้งๆที่ จริงๆแล้ว สารทั้ง 3 ตัวเป็นสารคนละประเภทกัน ระดับความเป็นพิษก็แตกต่างกัน และวิธีการใช้ให้เหมาะสมนั้น ก็คนละเรื่องกันด้วย   อย่างตัวแรกคือ "คลอร์ไพรีฟอส" ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลง ที่มีระดับความเป็นพิษปานกลาง และถ้าใช้ไม่เหมาะสม ก็อาจจะมาถึงผู้บริโภคภายหลังได้ ... อันนี้อยากแบน ก็แบนได้เลยไม่มีใครบ่น ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งของเกษตรกรหรือแม้แต่ผู้ประกอบการค้าสารเคมี เพราะเขาก็ยังมียาฆ่าแมลงอีกเป็นร้อยๆ ชนิดให้ใช้ ... ประเด็นคือเราต้องพยายามทำให้เกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงด้วยวิธีที่เหมาะสมถูกต้องปลอดภัย   แต่การที่ท่านถูกปลูกฝังให้เอาอันตรายของยาฆ่าแมลง มาผสมเป็นเรื่องเดียวกันกับยาฆ่าหญ้าอย่างพาราควอตและไกลโฟเสทนั้นกลายเป็นเรื่องจับแพะชนแกะ สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมเกินเหตุ และผิดจากความเป็นจริงในการใช้งานของมัน   ยาฆ่าหญ้าที่มีประสิทธิภาพดีและราคาถูกอย่าง "พาราควอต" ซึ่งมีประเทศที่ใช้อยู่ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศนั้น ... ปัญหาใหญ่ของมันไม่ใช่เรื่องของการที่จะตกค้างมาสู่ผู้บริโภค แต่เป็นเรื่องของการที่มีผู้นำไปใช้กินฆ่าตัวตาย หรือเกษตรกรใช้ผิดวิธีไม่ป้องกันตนเองให้เหมาะสมจนเกิดอันตรายขึ้นได้ จากฤทธิ์ที่เฉียบพลันรุนแรงของมัน   ดังนั้น การแบนพาราควอตจึงกลายเป็นการทำร้ายเกษตรกรที่ใช้สารอย่างถูกต้องอยู่แล้ว สิ่งที่คุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัดควรจะทำจึงเป็นเรื่องการกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัย ให้ใช้สารได้เฉพาะเกษตรกรมืออาชีพที่ผ่านการอบรม รวมทั้งมีระเบียบการเก็บรักษาไม่ให้เสี่ยงเป็นอันตราย เหมือนอย่างในนานาอารยประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้กัน (ดู Environmental Protection Agency ของสหรัฐ https://www.epa.gov/…/paraquat-dichloride-training-certifie… )   ที่สำคัญคือ ยาฆ่าหญ้าอีกตัวซึ่งก็คือ "ไกลโฟเซต" นั้น ไม่มีเหตุผลสมควรอะไรเลยที่จะต้องไปแบน เพราะเป็นสารที่มีระดับความเป็นพิษต่ำมาก องค์การอนามัยโลก WHO และองค์การอาหารโลก FAO จัดว่ามันเป็นสารที่ใช้ได้โดยไม่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพ ( จาก https://www.who.int/foodsafety/jmprsummary2016.pdf) องค์กรทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแทบทุกองค์กร ก็ยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็ง แทบไม่มีประเทศใดเลยที่แบนสารตัวนี้ และมักจะนิยมใช้เป็นทางออกเป็นสารทดแทนเสียด้วยซ้ำ ในกรณีที่จะแบนพาราควอต (แม้ว่าจะประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเทียมก็ตาม) แล้วจะไปตีขลุมแบนมันไปด้วยทำไม   สิ่งที่ผมเรียกร้องจากคุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัดก็คือ ควรจะเปิดรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน (ให้ผมไปเล่าแบบสรุปย่อๆ ง่ายๆ ให้ฟังก็ได้ แป๊บเดียวก็เข้าใจ) ไม่ใช่แค่จากคนใกล้ตัวที่ให้ข้อมูลด้านเดียว แล้วทำให้พวกท่านถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดได้ ซึ่งสุดท้าย เผือกร้อนนี้ก็จะตกอยู่บนตัวของพวกท่าน และเป็นตราบาปของพรรคของท่านในสายตาของเกษตรกรไทยไปอีกยาวนาน   ด้วยความเคารพและห่วงใย อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ (ฝากแชร์ให้ถึงคุณอนุทินเขาด้วยนะครับ)"   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/P_MzFpz0Wxo  

 1,373
ข่าวภูมิภาค
30 ก.ย. 62

สวยแต่อันตราย! ภูเขาหิมะ ชลบุรี ชี้เป็นเหมืองหิน สูดดมเสี่ยงมะเร็ง เจ้าของสั่งปิดแล้ว

โลกออนไลน์แชร์ภาพสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ภูเขาหิมะ แยกคีรี จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นภูเขาที่มีความสวยงามคล้ายกับมีหิมะปกคลุมจนขาวโพลน แต่เมื่อมีภาพเผยแพร่ไปก็มีคำเตือนว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นเหมืองหินปูน ซึ่งเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ โดย อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า   มีเพจท่องเที่ยวเอาภาพจากเหมืองหินปูนนี้มาโชว์อีกแล้ว .... อันตรายนะครับ ไม่ควรจะเข้าไปเที่ยว เดี๋ยวสูดดมฝุ่นหินเข้าไป จะเป็นผลเสียต่อร่างกายได้นะ   เตือนสูดดมฝุ่นหินภูเขาหิมะ จ.ชลบุรี เสี่ยงปอดอักเสบ-กระตุ้นเกิดมะเร็ง01:04 | 13 พฤศจิกายน 2558   นักวิชาการเตือนการไปเที่ยวเหมืองหินปูน หรือที่ในสื่อสังคมออนไลน์เรียกกันว่าภูเขาหิมะ บริเวณเเยกคีรี จ.ชลบุรี ต้องระวังหากสูดดมฝุ่นหินเข้าปอดในปริมาณมากอาจทำให้ปอดอักเสบได้ ขณะที่ล่าสุดเจ้าของพื้นที่ดังกล่าวสั่งปิดห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่แล้วและระบุว่าเป็นพื้นที่อันตราย   เพจในสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า Modgazine ระบุถึงหัวข้อเชิญชวนสังคมออนไลน์ไปที่ภูเขาหิมะ หรือภูเขาที่เต็มไปด้วยแร่ใยหิน ซึ่งมีเพียงการพูดถึงความสวยงาม โดยปราศจากคำเตือนในด้านความปลอดภัยและไม่มีคำเตือนถึงอันตรายของเเร่ชนิดนี้   ทั้งนี้ภูเขาแห่งนี้เป็นแค่เหมืองหินธรรมดา เกิดจากการขุดหินไปผสมกับคอนกรีต ไม่ใช่แร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอันตราย แต่การไปเที่ยวเหมืองหินเพื่อถ่ายรูปเล่นต้องระวัง เพราะหากสูดดมฝุ่นหินเข้าปอดไปมาก สามารถทำให้ปอดอักเสบและถ้าบ่อยครั้งจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jb5CGPGPGXs

 9,636
สังคม
30 ก.ย. 62

สวยแต่อันตราย! ภูเขาหิมะ ชลบุรี ชี้เป็นเหมืองหิน สูดดมเสี่ยงมะเร็ง เจ้าของสั่งปิดแล้ว

โลกออนไลน์แชร์ภาพสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ภูเขาหิมะ แยกคีรี จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นภูเขาที่มีความสวยงามคล้ายกับมีหิมะปกคลุมจนขาวโพลน แต่เมื่อมีภาพเผยแพร่ไปก็มีคำเตือนว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นเหมืองหินปูน ซึ่งเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ โดย อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า   มีเพจท่องเที่ยวเอาภาพจากเหมืองหินปูนนี้มาโชว์อีกแล้ว .... อันตรายนะครับ ไม่ควรจะเข้าไปเที่ยว เดี๋ยวสูดดมฝุ่นหินเข้าไป จะเป็นผลเสียต่อร่างกายได้นะ   เตือนสูดดมฝุ่นหินภูเขาหิมะ จ.ชลบุรี เสี่ยงปอดอักเสบ-กระตุ้นเกิดมะเร็ง01:04 | 13 พฤศจิกายน 2558   นักวิชาการเตือนการไปเที่ยวเหมืองหินปูน หรือที่ในสื่อสังคมออนไลน์เรียกกันว่าภูเขาหิมะ บริเวณเเยกคีรี จ.ชลบุรี ต้องระวังหากสูดดมฝุ่นหินเข้าปอดในปริมาณมากอาจทำให้ปอดอักเสบได้ ขณะที่ล่าสุดเจ้าของพื้นที่ดังกล่าวสั่งปิดห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่แล้วและระบุว่าเป็นพื้นที่อันตราย   เพจในสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า Modgazine ระบุถึงหัวข้อเชิญชวนสังคมออนไลน์ไปที่ภูเขาหิมะ หรือภูเขาที่เต็มไปด้วยแร่ใยหิน ซึ่งมีเพียงการพูดถึงความสวยงาม โดยปราศจากคำเตือนในด้านความปลอดภัยและไม่มีคำเตือนถึงอันตรายของเเร่ชนิดนี้   ทั้งนี้ภูเขาแห่งนี้เป็นแค่เหมืองหินธรรมดา เกิดจากการขุดหินไปผสมกับคอนกรีต ไม่ใช่แร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอันตราย แต่การไปเที่ยวเหมืองหินเพื่อถ่ายรูปเล่นต้องระวัง เพราะหากสูดดมฝุ่นหินเข้าปอดไปมาก สามารถทำให้ปอดอักเสบและถ้าบ่อยครั้งจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jb5CGPGPGXs

 9,636
สังคม-อาชญากรรม
24 ก.ย. 62

สายดื่มพึงระวัง แพทย์ชี้แอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน 400 มก.เสี่ยงตายซ้ำรอย 'ลัลลาเบล'

จากผลการชันสูตรศพลัลลาเบล พริตตี้สาว ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ และคาดว่าเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากพิษสุรา   ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่เกิน 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ จะทำให้ไปกดการทำงานของสมองและกล้ามเนื้อ จนหยุดหายใจได้ จนร่างกายไม่ตอบสนองเข้าข่ายโคม่า และเสียชีวิตได้   ยังมีข้อมูลจากมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ ชี้ถึง การสังเกตอาการตามระดับแอลกอฮอล์ในเลือดพบว่า หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างการ 30 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ ผู้ดื่มจะมีอาการร่าเริงกว่าปกติ / หากมี 50 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ จะควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ / ถ้ามี 100 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ จะเดินไม่ตรงทาง / 200 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ สับสน พูดไม่รู้เรื่อง / 300 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ ง่วง อาเจียน / และปริมาณ 400 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ อาจสลบ หรือเสียชีวิตได้   สอดคล้องกับ รศ.ดร.เจษฎา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อมูลภาวะสุราเป็นพิษไว้ดังนี้   จากกรณีการเสียชีวิตของคุณลัลลาเบล อันเนื่องจากการมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินขนาด (มากกว่า 400 ไมโครกรัมเปอร์เซ็นต์) ทำให้หลายคนตกใจปนแปลกใจว่า การดื่มแอลกอฮอล์ถึงขนาดทำให้ตายได้เลยเหรอ เลยเอามาลองเขียนสรุปให้อ่านกันนะครับ   ภาวะสุราเป็นพิษ คือ การดื่มสุราในปริมาณมาก จนถึงระดับที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้   เมื่อดื่มสุรา ตับจะทำหน้าที่ขับแอลกอฮอล์ออกจากเลือด แต่ร่างกายสามารถขับแอลกอฮอล์ได้เพียง 1 ดื่มมาตรฐาน ต่อ 1 ชั่วโมงเท่านั้น หากดื่มสุราปริมาณมากภายในเวลาอันสั้น ร่างกายจะไม่มีเวลามากพอที่จะขับแอลกอฮอล์ออกได้หมด   1 ดื่มมาตรฐาน (Standard drink) คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ปริมาณ 10 กรัม และร่างกายสามารถขับออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ได้แก่ เหล้าแดง/วิสกี้35% 2 ฝาใหญ่ , เหล้าขาว40% 2/3 เป๊ก , เบียร์3.5% 1 กระป๋องหรือขวดเล็ก , เบียร์5% 3/4 กระป๋องหรือขวดเล็ก , ไวน์12% 1 แก้ว (100cc) , ไวน์คูเลอร์4% 1 ขวด (330cc) , เหล้าปั่น 2 ช็อท   หากสามารถควบคุมปริมาณการดื่มในแต่ละครั้ง ให้ไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน จะลดโอกาสอันตรายต่อร่างกายให้น้อยลง ร่างกายยังสามารถขับออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ระดับสติก็จะเป็นปกติ ขับขี่ยานพาหนะได้ ... แต่ทั้งนี้ ความไวหรือปฏิกริยาของร่างกายที่มีต่อแอลกอฮอล์ในแต่ละคน แตกต่างกัน   โดยทั่วไปแล้ว การดื่มที่มีความเสี่ยงอันตรายต่อตนเอง (Hazardous drinking) นั้น ในเพศชาย จะประมาณเท่ากับการดื่มมากกว่า 5 ดื่มมาตรฐาน และในเพศหญิง เท่ากับดื่มมากกว่า 4 ดื่มมาตรฐาน   แต่ถ้าดื่มสุรามากกว่า 12 ดื่มมาตรฐาน ในระยะเวลาอันสั้น จะมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่ผู้ดื่มจะมีภาวะสุราเป็นพิษ เพราะตับไม่สามารถขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้ทัน จนเริ่มรบกวนระบบการทำงานของร่างกาย   เมื่อเข้าสู่ภาวะสุราเป็นพิษ มักจะมีอาการ : จิตสับสน , พูดไม่ชัด , พูดไม่รู้เรื่อง , อาเจียน , หายใจผิดปกติ , ตัวเย็นผิดปกติ , ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง , หมดสติ ไม่รู้สึกตัว , เกิดภาวะกึ่งโคม่า (ยังรู้สึกตัว แต่ไม่สามารถตอบสนองได้) , หยุดหายใจ , เกิดภาวะหัวใจวาย , มีอาการชัก , ถ้ารุนแรง อาจทำให้เกิดอาการโคม่า สมองถูกทำลายถาวรเพราะเกิดอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้   หากพบว่ามีผู้ที่กำลังเกิดภาวะสุราเป็นพิษ ให้รีบโทร 191 หรือ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ   ระหว่างที่รอรถพยาบาล ให้พยายามปลุกผู้ป่วยให้ตื่น พยุงให้อยู่ในท่านั่ง ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเปล่าถ้ายังสามารถดื่มได้                หากผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ให้จัดนอนตะแคง คอยตรวจดูว่าผู้ป่วยยังคงหายใจอยู่ พยายามทำให้ร่างกายผู้ป่วยอบอุ่น อยู่กับผู้ป่วยจนกว่ารถพยาบาลจะมารับผู้ป่วยไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jZNnVqLut-o

 20,672
อาชญากรรม
24 ก.ย. 62

สายดื่มพึงระวัง แพทย์ชี้แอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน 400 มก.เสี่ยงตายซ้ำรอย 'ลัลลาเบล'

จากผลการชันสูตรศพลัลลาเบล พริตตี้สาว ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ และคาดว่าเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากพิษสุรา   ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่เกิน 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ จะทำให้ไปกดการทำงานของสมองและกล้ามเนื้อ จนหยุดหายใจได้ จนร่างกายไม่ตอบสนองเข้าข่ายโคม่า และเสียชีวิตได้   ยังมีข้อมูลจากมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ ชี้ถึง การสังเกตอาการตามระดับแอลกอฮอล์ในเลือดพบว่า หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างการ 30 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ ผู้ดื่มจะมีอาการร่าเริงกว่าปกติ / หากมี 50 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ จะควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ / ถ้ามี 100 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ จะเดินไม่ตรงทาง / 200 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ สับสน พูดไม่รู้เรื่อง / 300 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ ง่วง อาเจียน / และปริมาณ 400 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ อาจสลบ หรือเสียชีวิตได้   สอดคล้องกับ รศ.ดร.เจษฎา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อมูลภาวะสุราเป็นพิษไว้ดังนี้   จากกรณีการเสียชีวิตของคุณลัลลาเบล อันเนื่องจากการมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินขนาด (มากกว่า 400 ไมโครกรัมเปอร์เซ็นต์) ทำให้หลายคนตกใจปนแปลกใจว่า การดื่มแอลกอฮอล์ถึงขนาดทำให้ตายได้เลยเหรอ เลยเอามาลองเขียนสรุปให้อ่านกันนะครับ   ภาวะสุราเป็นพิษ คือ การดื่มสุราในปริมาณมาก จนถึงระดับที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้   เมื่อดื่มสุรา ตับจะทำหน้าที่ขับแอลกอฮอล์ออกจากเลือด แต่ร่างกายสามารถขับแอลกอฮอล์ได้เพียง 1 ดื่มมาตรฐาน ต่อ 1 ชั่วโมงเท่านั้น หากดื่มสุราปริมาณมากภายในเวลาอันสั้น ร่างกายจะไม่มีเวลามากพอที่จะขับแอลกอฮอล์ออกได้หมด   1 ดื่มมาตรฐาน (Standard drink) คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ปริมาณ 10 กรัม และร่างกายสามารถขับออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ได้แก่ เหล้าแดง/วิสกี้35% 2 ฝาใหญ่ , เหล้าขาว40% 2/3 เป๊ก , เบียร์3.5% 1 กระป๋องหรือขวดเล็ก , เบียร์5% 3/4 กระป๋องหรือขวดเล็ก , ไวน์12% 1 แก้ว (100cc) , ไวน์คูเลอร์4% 1 ขวด (330cc) , เหล้าปั่น 2 ช็อท   หากสามารถควบคุมปริมาณการดื่มในแต่ละครั้ง ให้ไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน จะลดโอกาสอันตรายต่อร่างกายให้น้อยลง ร่างกายยังสามารถขับออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ระดับสติก็จะเป็นปกติ ขับขี่ยานพาหนะได้ ... แต่ทั้งนี้ ความไวหรือปฏิกริยาของร่างกายที่มีต่อแอลกอฮอล์ในแต่ละคน แตกต่างกัน   โดยทั่วไปแล้ว การดื่มที่มีความเสี่ยงอันตรายต่อตนเอง (Hazardous drinking) นั้น ในเพศชาย จะประมาณเท่ากับการดื่มมากกว่า 5 ดื่มมาตรฐาน และในเพศหญิง เท่ากับดื่มมากกว่า 4 ดื่มมาตรฐาน   แต่ถ้าดื่มสุรามากกว่า 12 ดื่มมาตรฐาน ในระยะเวลาอันสั้น จะมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่ผู้ดื่มจะมีภาวะสุราเป็นพิษ เพราะตับไม่สามารถขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้ทัน จนเริ่มรบกวนระบบการทำงานของร่างกาย   เมื่อเข้าสู่ภาวะสุราเป็นพิษ มักจะมีอาการ : จิตสับสน , พูดไม่ชัด , พูดไม่รู้เรื่อง , อาเจียน , หายใจผิดปกติ , ตัวเย็นผิดปกติ , ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง , หมดสติ ไม่รู้สึกตัว , เกิดภาวะกึ่งโคม่า (ยังรู้สึกตัว แต่ไม่สามารถตอบสนองได้) , หยุดหายใจ , เกิดภาวะหัวใจวาย , มีอาการชัก , ถ้ารุนแรง อาจทำให้เกิดอาการโคม่า สมองถูกทำลายถาวรเพราะเกิดอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้   หากพบว่ามีผู้ที่กำลังเกิดภาวะสุราเป็นพิษ ให้รีบโทร 191 หรือ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ   ระหว่างที่รอรถพยาบาล ให้พยายามปลุกผู้ป่วยให้ตื่น พยุงให้อยู่ในท่านั่ง ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเปล่าถ้ายังสามารถดื่มได้                หากผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ให้จัดนอนตะแคง คอยตรวจดูว่าผู้ป่วยยังคงหายใจอยู่ พยายามทำให้ร่างกายผู้ป่วยอบอุ่น อยู่กับผู้ป่วยจนกว่ารถพยาบาลจะมารับผู้ป่วยไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jZNnVqLut-o

 20,672
ข่าวภูมิภาค
29 ส.ค. 62

ชัดแล้ว 'บ่อน้ำสีฟ้า' มาจากกระป๋องสีทาบ้าน ไม่ใช่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เตือนห้ามกิน

เชียงราย-เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบ หลุมขนาดความลึกประมาณ 1 เมตร จำนวน 2 หลุม จากทั้งหมด 20 หลุมที่นายนายเจริญศักดิ์ ชุมภูดี ได้ว่าจ้างให้ชาวบ้านมาทำการขุมหลุดเพื่อปลูกลำไย ในที่ดินของตนเอง เพราะก้นหลุมพบว่าน้ำที่อยู่ก้นหลุมกลายเป็นสีฟ้า ซึ่งที่ดินดังกล่าว ตั้งอยู่ในหมู่บ้านร่องบัวทอง หมู่ 9 ต.ทุ่งก่อ อ.เวียงเชียงรุ้ง   ทั้งนี้พบว่า หลุมที่ได้ขุดลงไปที่ความลึก 1 เมตร น้ำที่อยู่ในหลุมเป็นสีฟ้า จำนวน 2 หลุม พร้อมทำการตักน้ำขึ้นมาพิสูจน์ว่ามีกลิ่นอะไรหรือไม่ เบื้องต้นไม่มีกลิ่นแต่อย่างใด ซึ่งก็น่าแปลกใจอย่างมาก ที่น้ำดังกล่าวมีสีฟ้าที่ไม่เห็นที่ไหนมาก่อน พร้อมกันนี้ได้ให้สาธารณสุขอำเภอเวียงเชียงรุ้ง ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำไปทำการตรวจสอบอย่างละเอียด   นายเจริญศักดิ์ ชุมภูดี ผู้ใหญ่บ้านบ้านร่องบัวทอง บอกว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินมรดก ในปีนี้จะทำการปลูกลำไย จึงได้ให้ทำการขุมหลุมเพื่อทำการปลูก แต่เมื่อขุดครบทุกหลุมคนงานก็กำลังจะกลับ แต่มาสังเกตพบว่ามี 2 หลุม กลางที่ดิน ก้นหลุมมีน้ำไหลออกมาและเป็นสีฟ้า ทางตนเองจึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ   อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้ตรวจพื้นที่โดยรอบ และพบว่าบริเวณข้างรั้วบ้านเลขที่ 89 ซึ่งอยบู่ติดกับหลุมที่พบน้ำสีฟ้า มีกระป๋องสีฟ้า และสีแตกอยู่บนพื้น จึงนำมาเทียบเคียงกัน พบว่ามีลักษณะสีคล้ายกับในหลุมที่น้ำเป็นสีฟ้า นอกจากนี้ยังพบว่าภายในบ้านหลังดังกล่าวมีการทาสีหลังคาเป็นสีฟ้าด้วยและพบกระป๋องสีอีก 1 กระป๋อง จึงมีความเป็นไปได้ว่าน้ำสีฟ้าอาจมาจากสีที่ใช้ทาหลังคาและนำมาไว้ข้างรั้ว เมื่อรถขุดดินมาขุด จึงทำให้กระป๋องสีแตก และเกิดเป็นน้ำสีฟ้าดังกล่าว   อย่างไรก็ตามเพื่อความมั่นใจของทุกฝ่าย นายอำเภอเวียงเชียงรุ้งได้ ให้มีการปิดกั้นจุดเกิดน้ำสีฟ้าไว้ก่อน และห้ามมีการตักน้ำออกจากจุดที่พบโดยเด็ดขาด เพราะเกรงว่าชาวบ้านจะนำไปใช้ หรือเกิดความเชื่อต่าง ๆ   ด้านอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ระบุว่า   ตนขอเตือนว่า อย่าไปคิดว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วนำมาตักกินหรือบูชา โดยปกติ ถ้าขุดบ่อแล้วเห็นน้ำเป็นสีฟ้า แต่ตักน้ำขึ้นมาแล้วไม่มีสี มักจะเป็นเรื่องของแสงที่สะท้อนกับพวกเกลือแร่ที่อยู่ตามธรรมชาติในดินละลายลงไปในน้ำ ทำให้ดวงตาเห็นสีฟ้าได้ในบางมุมกระทบของแสง ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอะไรอันตราย   แต่หากขนาดตักขึ้นมาแล้วยังเห็นเป็นสีฟ้าขนาดนี้ ก็น่าสงสัยแล้วว่าอาจจะเกิดจากสารเคมีอะไรหรือไม่ ซึ่งควรจะส่งหน่วยงานทางธรณีวิทยามาตรวจสอบต่อไป ส่วนที่มีการให้ข้อมูลว่าหลุมดังกล่าวอยู่ใกล้เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกัน   ก่อนที่ต่อมา อาจารย์เจษฎา จะโพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า สรุปว่า บ่อประหลาดที่มีน้ำสีฟ้า นั้นน่าจะเป็นสีจากกระป๋องสีที่ใช้ทาหลังคาบ้าน แล้วทิ้งไว้แถวนั้นครับ (ไม่เกี่ยวอะไรกับเสาสัญญาณโทรศัพท์) จบข่าวเลย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jrB6pjYXNtQ

 15,640

Top