ค้นหา :

ผลการค้นหา "เจษฎาเด่นดวงบริพันธ์"

แชร์ออฟเดอะเดย์
16 ต.ค. 62

'อ.เจษฎา' ชี้ปากกาเมจิกซึมถุงโจ๊กได้ เมื่อถุงเจอความร้อน กินมากๆอันตราย แนะงดเขียนบนถุงอาหาร

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Wirintorn Diloktharadol โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก เป็นภาพถุงโจ๊ก ที่มีปากกาเมจิกสีชมพูเขียนข้างถุง และภาพโจ๊กหลังเทใส่ชาม ที่พบสีชมพูของปากกาเมจิก เข้ามาอยู่ในโจ๊กด้วย พร้อมระบุข้อความเตือนภัยว่า   "ระวังไว้เสมอ ถ้าซื้อโจ๊กกลับบ้าน แล้วที่ร้านใช้ปากกาเมจิกเขียนที่ถุง หมึกอาจจะซึมเข้าไปในโจ๊กได้ พร้อมเป็นอุทาหรณ์สำหรับร้านอาหารว่า ไม่ควรเขียนอะไรไว้ที่บรรจุภัณฑ์ เพราะอาจซึมลงไปในอาหารได้ พร้อมติดแฮชแท็ก #เรื่องเล่าเช้าวันอาทิตย์" หลังจากโพสต์เผยแพร่ได้มีชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นพร้อมแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก     รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ โดยแบ่งเป็นปัจจัย 3 เหตุผลได้แก่ ชนิดของถุงพลาสติก ชนิดของปากกาเมจิกที่ใช้เขียนและความร้อนของอาหาร โดยถุงพลาสติก ปกติมีความสามารถให้ความชื้นหรืออากาศผ่าน โดยแต่ละชนิดก็มีความมาก-น้อยในระดับที่ต่างกัน ซึ่งช่องว่างของโมเลกุลของถุงพลาสติกสามารถที่จะขยายกว้างขึ้นได้อีกเมื่อสัมผัสกับความร้อน   นอกจากนี้ ยังเกิดจากชนิดสารละลายของเนื้อสีปากกาเมจิกด้วย ซึ่งปากกาเมจิกที่ใช้กันแต่ละยี่ห้อก็มีตัวทำละลายของหมึกไม่เหมือนกัน ซึ่งสารบางตัวสามารถทำให้ซึมเข้าไปในอาหารได้อย่างที่เห็น จึงทำให้บางคนบอกว่าไม่เห็นซึมผ่าน เพราะเป็นปากกาคนละยี่ห้อ     ทั้งนี้ สารเคมีจากปากกาเมจิกทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหารรุนแรง แต่ต้องในปริมาณมากๆ เมื่อดูจากปริมาณหมึกที่ซึมเข้าไปในอาหาร ก็นับว่าเป็นปริมาณน้อยมาก ซึ่งในปริมาณน้อยแบบนี้ร่างกายสามารถที่จะกำจัดได้ ย่อยสลายมันออกไปได้เอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้เขียนบนถุงอาหาร ไม่ว่าปากกาชนิดใดก็ตาม เพราะร่างกายไม่ควรต้องรับสารเคมีเหล่านี้โดยใช่เหตุ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UJabjQmN8L8

 36,903
ข่าวโซเชียล
16 ต.ค. 62

'อ.เจษฎา' ชี้ปากกาเมจิกซึมถุงโจ๊กได้ เมื่อถุงเจอความร้อน กินมากๆอันตราย แนะงดเขียนบนถุงอาหาร

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Wirintorn Diloktharadol โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก เป็นภาพถุงโจ๊ก ที่มีปากกาเมจิกสีชมพูเขียนข้างถุง และภาพโจ๊กหลังเทใส่ชาม ที่พบสีชมพูของปากกาเมจิก เข้ามาอยู่ในโจ๊กด้วย พร้อมระบุข้อความเตือนภัยว่า   "ระวังไว้เสมอ ถ้าซื้อโจ๊กกลับบ้าน แล้วที่ร้านใช้ปากกาเมจิกเขียนที่ถุง หมึกอาจจะซึมเข้าไปในโจ๊กได้ พร้อมเป็นอุทาหรณ์สำหรับร้านอาหารว่า ไม่ควรเขียนอะไรไว้ที่บรรจุภัณฑ์ เพราะอาจซึมลงไปในอาหารได้ พร้อมติดแฮชแท็ก #เรื่องเล่าเช้าวันอาทิตย์" หลังจากโพสต์เผยแพร่ได้มีชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นพร้อมแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก     รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ โดยแบ่งเป็นปัจจัย 3 เหตุผลได้แก่ ชนิดของถุงพลาสติก ชนิดของปากกาเมจิกที่ใช้เขียนและความร้อนของอาหาร โดยถุงพลาสติก ปกติมีความสามารถให้ความชื้นหรืออากาศผ่าน โดยแต่ละชนิดก็มีความมาก-น้อยในระดับที่ต่างกัน ซึ่งช่องว่างของโมเลกุลของถุงพลาสติกสามารถที่จะขยายกว้างขึ้นได้อีกเมื่อสัมผัสกับความร้อน   นอกจากนี้ ยังเกิดจากชนิดสารละลายของเนื้อสีปากกาเมจิกด้วย ซึ่งปากกาเมจิกที่ใช้กันแต่ละยี่ห้อก็มีตัวทำละลายของหมึกไม่เหมือนกัน ซึ่งสารบางตัวสามารถทำให้ซึมเข้าไปในอาหารได้อย่างที่เห็น จึงทำให้บางคนบอกว่าไม่เห็นซึมผ่าน เพราะเป็นปากกาคนละยี่ห้อ     ทั้งนี้ สารเคมีจากปากกาเมจิกทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหารรุนแรง แต่ต้องในปริมาณมากๆ เมื่อดูจากปริมาณหมึกที่ซึมเข้าไปในอาหาร ก็นับว่าเป็นปริมาณน้อยมาก ซึ่งในปริมาณน้อยแบบนี้ร่างกายสามารถที่จะกำจัดได้ ย่อยสลายมันออกไปได้เอง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้เขียนบนถุงอาหาร ไม่ว่าปากกาชนิดใดก็ตาม เพราะร่างกายไม่ควรต้องรับสารเคมีเหล่านี้โดยใช่เหตุ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UJabjQmN8L8

 36,903
เศรษฐกิจ
12 ต.ค. 62

'อ.เจษฎา' ชี้ 'อนุทิน' โดนหลอกใช้เป็นเครื่องมือแบน 3 สารพิษ

จากกรณีการแบน 3 สารพิษ ได้แก่ คลอร์ไพริฟอส  พาราควอต และไกลโฟเซต นั้น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวร่วมกับ 7 รัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนไม่เอาสารพิษทางการเกษตรแน่นอน เพราะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน ทั้งเรื่องสุขภาพและการดำรงชีวิต   ดังนั้น นโยบายที่รัฐมนตรีในสังกัดพรรครับผิดชอบคือ ไม่เอาสารพิษ และคณะกรรมการวัตถุอันตรายส่วนหนึ่ง ก็จะขอให้ลงมติเรื่องดังกล่าวโดยเปิดเผย แต่ยืนยันว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถรับนโยบายสนับสนุนการใช้สารพิษในการเกษตรได้ เช่นเดียวกับในส่วนของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ไม่สนับสนุนการใช้สารพิษ แต่ไม่ขอวิเคราะห์ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 27 คนจะมีมติในแนวทางใด และภูมิใจไทยไม่ได้ปะทะกับใคร เป็นราชการประจำที่ทำงาน การตัดสินใจนั้นก็ตัดสินใจบนประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ไม่มีอะไรต้องกังวลหรือต้องชะงัก ทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไปปะทะอะไรกับใคร ก็ทำงานปกติ ทั้งนี้ หากมติของคณะกรรมการฯสวนไม่ทำตามมติ แนวทาง 4 รัฐมนตรีของพรรคก็พร้อมแสดงสปิริตลาออก เพราะเท่ากับว่า เราไม่มีความสามารถในการปกครองให้คนเหล่านั้น ปฏิบัติตามมติหัวหน้าส่วนราชการ   ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ไปศึกษา ซึ่งนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ตั้งคณะศึกษาแล้ว ก็มติชัดเจน 9 ต่อ 0 ไม่เอาสารพิษ ส่วนตัวก็ได้ถามกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า เรื่องสารพิษเป็นอย่างไร ได้รับคำยืนยันว่า ไม่เอาด้วย ก็เท่ากับว่า มั่นใจว่ามีผู้เห็นด้วย ส่วนกังวลหรือไม่ที่ต้องปะทะกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ นายอนุทินย้ำว่า ไม่ได้ปะทะกับใคร คณะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทำงานปกติของข้าราชการประจำ ตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก   ส่วนที่นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาให้ความเห็นว่านายอนุทินนายอนุทินขาดความรู้ความสามารถเรื่องสารพิษทำให้ขาดสตินั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ไม่เป็นไร ตนเองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุข สุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ให้ประชาชนล้มป่วยจากการใช้สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตนเป็นฝ่ายบริหาร ไม่ใช่นักวิชาการ และการตัดสินใจของตนไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัว ตัดสินใจในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหาร   ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว นายอนุทิน แต่ความเป็นห่วงนางสาวมนัญญาว่าดังที่สุดในตอนนี้ ที่เพิ่งหายจากการอาการป่วย เครียด ความดันขึ้น เพราะความดันทุรังที่จะขจัดสารพิษอันตรายออกจากประเทศไทยให้ได้ ทำงานด้วยความเครียด ท่ามกลางความกดดัน แต่ก็ดึงสายน้ำเกลือออกมาลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง   นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การทำงานของรัฐมนตรีทุกคนผ่านมา 4 เดือน ไม่ติดขัด แต่เป็นห่วงสุขภาพของรัฐมนตรี เพราะนางสาวมนัญญาป่วยไปแล้ว 1 คน เดี๋ยวหมอหนูจะตรวจสุขภาพแล้วจ่ายยาให้   ด้านอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า "ผมว่าคุณอนุทิน และรัฐมนตรีในสังกัด โดนหลอกให้เป็นเครื่องมือในการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยที่คุณอนุทินได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง   สังเกตได้จากการให้คำสัมภาษณ์ของแต่ละท่าน ที่เห็นได้ชัดว่ายังมีความไม่เข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องของสารเคมีทั้ง 3 ตัวนี้ โดยเฉพาะในการมองว่าสารทั้ง 3 ตัวเป็นสารพิษอันตรายเหมือนกันหมด ต้องแบนให้ได้โดยเร็วเหมือนกันหมด ... ทั้งๆที่ จริงๆแล้ว สารทั้ง 3 ตัวเป็นสารคนละประเภทกัน ระดับความเป็นพิษก็แตกต่างกัน และวิธีการใช้ให้เหมาะสมนั้น ก็คนละเรื่องกันด้วย   อย่างตัวแรกคือ "คลอร์ไพรีฟอส" ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลง ที่มีระดับความเป็นพิษปานกลาง และถ้าใช้ไม่เหมาะสม ก็อาจจะมาถึงผู้บริโภคภายหลังได้ ... อันนี้อยากแบน ก็แบนได้เลยไม่มีใครบ่น ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งของเกษตรกรหรือแม้แต่ผู้ประกอบการค้าสารเคมี เพราะเขาก็ยังมียาฆ่าแมลงอีกเป็นร้อยๆ ชนิดให้ใช้ ... ประเด็นคือเราต้องพยายามทำให้เกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงด้วยวิธีที่เหมาะสมถูกต้องปลอดภัย   แต่การที่ท่านถูกปลูกฝังให้เอาอันตรายของยาฆ่าแมลง มาผสมเป็นเรื่องเดียวกันกับยาฆ่าหญ้าอย่างพาราควอตและไกลโฟเสทนั้นกลายเป็นเรื่องจับแพะชนแกะ สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมเกินเหตุ และผิดจากความเป็นจริงในการใช้งานของมัน   ยาฆ่าหญ้าที่มีประสิทธิภาพดีและราคาถูกอย่าง "พาราควอต" ซึ่งมีประเทศที่ใช้อยู่ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศนั้น ... ปัญหาใหญ่ของมันไม่ใช่เรื่องของการที่จะตกค้างมาสู่ผู้บริโภค แต่เป็นเรื่องของการที่มีผู้นำไปใช้กินฆ่าตัวตาย หรือเกษตรกรใช้ผิดวิธีไม่ป้องกันตนเองให้เหมาะสมจนเกิดอันตรายขึ้นได้ จากฤทธิ์ที่เฉียบพลันรุนแรงของมัน   ดังนั้น การแบนพาราควอตจึงกลายเป็นการทำร้ายเกษตรกรที่ใช้สารอย่างถูกต้องอยู่แล้ว สิ่งที่คุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัดควรจะทำจึงเป็นเรื่องการกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัย ให้ใช้สารได้เฉพาะเกษตรกรมืออาชีพที่ผ่านการอบรม รวมทั้งมีระเบียบการเก็บรักษาไม่ให้เสี่ยงเป็นอันตราย เหมือนอย่างในนานาอารยประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้กัน (ดู Environmental Protection Agency ของสหรัฐ https://www.epa.gov/…/paraquat-dichloride-training-certifie… )   ที่สำคัญคือ ยาฆ่าหญ้าอีกตัวซึ่งก็คือ "ไกลโฟเซต" นั้น ไม่มีเหตุผลสมควรอะไรเลยที่จะต้องไปแบน เพราะเป็นสารที่มีระดับความเป็นพิษต่ำมาก องค์การอนามัยโลก WHO และองค์การอาหารโลก FAO จัดว่ามันเป็นสารที่ใช้ได้โดยไม่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพ ( จาก https://www.who.int/foodsafety/jmprsummary2016.pdf) องค์กรทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแทบทุกองค์กร ก็ยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็ง แทบไม่มีประเทศใดเลยที่แบนสารตัวนี้ และมักจะนิยมใช้เป็นทางออกเป็นสารทดแทนเสียด้วยซ้ำ ในกรณีที่จะแบนพาราควอต (แม้ว่าจะประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเทียมก็ตาม) แล้วจะไปตีขลุมแบนมันไปด้วยทำไม   สิ่งที่ผมเรียกร้องจากคุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัดก็คือ ควรจะเปิดรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน (ให้ผมไปเล่าแบบสรุปย่อๆ ง่ายๆ ให้ฟังก็ได้ แป๊บเดียวก็เข้าใจ) ไม่ใช่แค่จากคนใกล้ตัวที่ให้ข้อมูลด้านเดียว แล้วทำให้พวกท่านถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดได้ ซึ่งสุดท้าย เผือกร้อนนี้ก็จะตกอยู่บนตัวของพวกท่าน และเป็นตราบาปของพรรคของท่านในสายตาของเกษตรกรไทยไปอีกยาวนาน   ด้วยความเคารพและห่วงใย อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ (ฝากแชร์ให้ถึงคุณอนุทินเขาด้วยนะครับ)"   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/P_MzFpz0Wxo  

 1,186
ข่าวภูมิภาค
30 ก.ย. 62

สวยแต่อันตราย! ภูเขาหิมะ ชลบุรี ชี้เป็นเหมืองหิน สูดดมเสี่ยงมะเร็ง เจ้าของสั่งปิดแล้ว

โลกออนไลน์แชร์ภาพสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ภูเขาหิมะ แยกคีรี จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นภูเขาที่มีความสวยงามคล้ายกับมีหิมะปกคลุมจนขาวโพลน แต่เมื่อมีภาพเผยแพร่ไปก็มีคำเตือนว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นเหมืองหินปูน ซึ่งเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ โดย อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า   มีเพจท่องเที่ยวเอาภาพจากเหมืองหินปูนนี้มาโชว์อีกแล้ว .... อันตรายนะครับ ไม่ควรจะเข้าไปเที่ยว เดี๋ยวสูดดมฝุ่นหินเข้าไป จะเป็นผลเสียต่อร่างกายได้นะ   เตือนสูดดมฝุ่นหินภูเขาหิมะ จ.ชลบุรี เสี่ยงปอดอักเสบ-กระตุ้นเกิดมะเร็ง01:04 | 13 พฤศจิกายน 2558   นักวิชาการเตือนการไปเที่ยวเหมืองหินปูน หรือที่ในสื่อสังคมออนไลน์เรียกกันว่าภูเขาหิมะ บริเวณเเยกคีรี จ.ชลบุรี ต้องระวังหากสูดดมฝุ่นหินเข้าปอดในปริมาณมากอาจทำให้ปอดอักเสบได้ ขณะที่ล่าสุดเจ้าของพื้นที่ดังกล่าวสั่งปิดห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่แล้วและระบุว่าเป็นพื้นที่อันตราย   เพจในสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า Modgazine ระบุถึงหัวข้อเชิญชวนสังคมออนไลน์ไปที่ภูเขาหิมะ หรือภูเขาที่เต็มไปด้วยแร่ใยหิน ซึ่งมีเพียงการพูดถึงความสวยงาม โดยปราศจากคำเตือนในด้านความปลอดภัยและไม่มีคำเตือนถึงอันตรายของเเร่ชนิดนี้   ทั้งนี้ภูเขาแห่งนี้เป็นแค่เหมืองหินธรรมดา เกิดจากการขุดหินไปผสมกับคอนกรีต ไม่ใช่แร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอันตราย แต่การไปเที่ยวเหมืองหินเพื่อถ่ายรูปเล่นต้องระวัง เพราะหากสูดดมฝุ่นหินเข้าปอดไปมาก สามารถทำให้ปอดอักเสบและถ้าบ่อยครั้งจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jb5CGPGPGXs

 9,140
สังคม
30 ก.ย. 62

สวยแต่อันตราย! ภูเขาหิมะ ชลบุรี ชี้เป็นเหมืองหิน สูดดมเสี่ยงมะเร็ง เจ้าของสั่งปิดแล้ว

โลกออนไลน์แชร์ภาพสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ภูเขาหิมะ แยกคีรี จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นภูเขาที่มีความสวยงามคล้ายกับมีหิมะปกคลุมจนขาวโพลน แต่เมื่อมีภาพเผยแพร่ไปก็มีคำเตือนว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นเหมืองหินปูน ซึ่งเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ โดย อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า   มีเพจท่องเที่ยวเอาภาพจากเหมืองหินปูนนี้มาโชว์อีกแล้ว .... อันตรายนะครับ ไม่ควรจะเข้าไปเที่ยว เดี๋ยวสูดดมฝุ่นหินเข้าไป จะเป็นผลเสียต่อร่างกายได้นะ   เตือนสูดดมฝุ่นหินภูเขาหิมะ จ.ชลบุรี เสี่ยงปอดอักเสบ-กระตุ้นเกิดมะเร็ง01:04 | 13 พฤศจิกายน 2558   นักวิชาการเตือนการไปเที่ยวเหมืองหินปูน หรือที่ในสื่อสังคมออนไลน์เรียกกันว่าภูเขาหิมะ บริเวณเเยกคีรี จ.ชลบุรี ต้องระวังหากสูดดมฝุ่นหินเข้าปอดในปริมาณมากอาจทำให้ปอดอักเสบได้ ขณะที่ล่าสุดเจ้าของพื้นที่ดังกล่าวสั่งปิดห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่แล้วและระบุว่าเป็นพื้นที่อันตราย   เพจในสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า Modgazine ระบุถึงหัวข้อเชิญชวนสังคมออนไลน์ไปที่ภูเขาหิมะ หรือภูเขาที่เต็มไปด้วยแร่ใยหิน ซึ่งมีเพียงการพูดถึงความสวยงาม โดยปราศจากคำเตือนในด้านความปลอดภัยและไม่มีคำเตือนถึงอันตรายของเเร่ชนิดนี้   ทั้งนี้ภูเขาแห่งนี้เป็นแค่เหมืองหินธรรมดา เกิดจากการขุดหินไปผสมกับคอนกรีต ไม่ใช่แร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอันตราย แต่การไปเที่ยวเหมืองหินเพื่อถ่ายรูปเล่นต้องระวัง เพราะหากสูดดมฝุ่นหินเข้าปอดไปมาก สามารถทำให้ปอดอักเสบและถ้าบ่อยครั้งจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jb5CGPGPGXs

 9,140
สังคม-อาชญากรรม
24 ก.ย. 62

สายดื่มพึงระวัง แพทย์ชี้แอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน 400 มก.เสี่ยงตายซ้ำรอย 'ลัลลาเบล'

จากผลการชันสูตรศพลัลลาเบล พริตตี้สาว ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ และคาดว่าเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากพิษสุรา   ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่เกิน 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ จะทำให้ไปกดการทำงานของสมองและกล้ามเนื้อ จนหยุดหายใจได้ จนร่างกายไม่ตอบสนองเข้าข่ายโคม่า และเสียชีวิตได้   ยังมีข้อมูลจากมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ ชี้ถึง การสังเกตอาการตามระดับแอลกอฮอล์ในเลือดพบว่า หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างการ 30 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ ผู้ดื่มจะมีอาการร่าเริงกว่าปกติ / หากมี 50 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ จะควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ / ถ้ามี 100 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ จะเดินไม่ตรงทาง / 200 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ สับสน พูดไม่รู้เรื่อง / 300 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ ง่วง อาเจียน / และปริมาณ 400 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ อาจสลบ หรือเสียชีวิตได้   สอดคล้องกับ รศ.ดร.เจษฎา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อมูลภาวะสุราเป็นพิษไว้ดังนี้   จากกรณีการเสียชีวิตของคุณลัลลาเบล อันเนื่องจากการมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินขนาด (มากกว่า 400 ไมโครกรัมเปอร์เซ็นต์) ทำให้หลายคนตกใจปนแปลกใจว่า การดื่มแอลกอฮอล์ถึงขนาดทำให้ตายได้เลยเหรอ เลยเอามาลองเขียนสรุปให้อ่านกันนะครับ   ภาวะสุราเป็นพิษ คือ การดื่มสุราในปริมาณมาก จนถึงระดับที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้   เมื่อดื่มสุรา ตับจะทำหน้าที่ขับแอลกอฮอล์ออกจากเลือด แต่ร่างกายสามารถขับแอลกอฮอล์ได้เพียง 1 ดื่มมาตรฐาน ต่อ 1 ชั่วโมงเท่านั้น หากดื่มสุราปริมาณมากภายในเวลาอันสั้น ร่างกายจะไม่มีเวลามากพอที่จะขับแอลกอฮอล์ออกได้หมด   1 ดื่มมาตรฐาน (Standard drink) คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ปริมาณ 10 กรัม และร่างกายสามารถขับออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ได้แก่ เหล้าแดง/วิสกี้35% 2 ฝาใหญ่ , เหล้าขาว40% 2/3 เป๊ก , เบียร์3.5% 1 กระป๋องหรือขวดเล็ก , เบียร์5% 3/4 กระป๋องหรือขวดเล็ก , ไวน์12% 1 แก้ว (100cc) , ไวน์คูเลอร์4% 1 ขวด (330cc) , เหล้าปั่น 2 ช็อท   หากสามารถควบคุมปริมาณการดื่มในแต่ละครั้ง ให้ไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน จะลดโอกาสอันตรายต่อร่างกายให้น้อยลง ร่างกายยังสามารถขับออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ระดับสติก็จะเป็นปกติ ขับขี่ยานพาหนะได้ ... แต่ทั้งนี้ ความไวหรือปฏิกริยาของร่างกายที่มีต่อแอลกอฮอล์ในแต่ละคน แตกต่างกัน   โดยทั่วไปแล้ว การดื่มที่มีความเสี่ยงอันตรายต่อตนเอง (Hazardous drinking) นั้น ในเพศชาย จะประมาณเท่ากับการดื่มมากกว่า 5 ดื่มมาตรฐาน และในเพศหญิง เท่ากับดื่มมากกว่า 4 ดื่มมาตรฐาน   แต่ถ้าดื่มสุรามากกว่า 12 ดื่มมาตรฐาน ในระยะเวลาอันสั้น จะมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่ผู้ดื่มจะมีภาวะสุราเป็นพิษ เพราะตับไม่สามารถขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้ทัน จนเริ่มรบกวนระบบการทำงานของร่างกาย   เมื่อเข้าสู่ภาวะสุราเป็นพิษ มักจะมีอาการ : จิตสับสน , พูดไม่ชัด , พูดไม่รู้เรื่อง , อาเจียน , หายใจผิดปกติ , ตัวเย็นผิดปกติ , ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง , หมดสติ ไม่รู้สึกตัว , เกิดภาวะกึ่งโคม่า (ยังรู้สึกตัว แต่ไม่สามารถตอบสนองได้) , หยุดหายใจ , เกิดภาวะหัวใจวาย , มีอาการชัก , ถ้ารุนแรง อาจทำให้เกิดอาการโคม่า สมองถูกทำลายถาวรเพราะเกิดอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้   หากพบว่ามีผู้ที่กำลังเกิดภาวะสุราเป็นพิษ ให้รีบโทร 191 หรือ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ   ระหว่างที่รอรถพยาบาล ให้พยายามปลุกผู้ป่วยให้ตื่น พยุงให้อยู่ในท่านั่ง ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเปล่าถ้ายังสามารถดื่มได้                หากผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ให้จัดนอนตะแคง คอยตรวจดูว่าผู้ป่วยยังคงหายใจอยู่ พยายามทำให้ร่างกายผู้ป่วยอบอุ่น อยู่กับผู้ป่วยจนกว่ารถพยาบาลจะมารับผู้ป่วยไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jZNnVqLut-o

 19,989
อาชญากรรม
24 ก.ย. 62

สายดื่มพึงระวัง แพทย์ชี้แอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน 400 มก.เสี่ยงตายซ้ำรอย 'ลัลลาเบล'

จากผลการชันสูตรศพลัลลาเบล พริตตี้สาว ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ และคาดว่าเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากพิษสุรา   ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่เกิน 400 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ จะทำให้ไปกดการทำงานของสมองและกล้ามเนื้อ จนหยุดหายใจได้ จนร่างกายไม่ตอบสนองเข้าข่ายโคม่า และเสียชีวิตได้   ยังมีข้อมูลจากมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ ชี้ถึง การสังเกตอาการตามระดับแอลกอฮอล์ในเลือดพบว่า หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างการ 30 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ ผู้ดื่มจะมีอาการร่าเริงกว่าปกติ / หากมี 50 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ จะควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ / ถ้ามี 100 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ จะเดินไม่ตรงทาง / 200 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ สับสน พูดไม่รู้เรื่อง / 300 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ ง่วง อาเจียน / และปริมาณ 400 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ อาจสลบ หรือเสียชีวิตได้   สอดคล้องกับ รศ.ดร.เจษฎา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อมูลภาวะสุราเป็นพิษไว้ดังนี้   จากกรณีการเสียชีวิตของคุณลัลลาเบล อันเนื่องจากการมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินขนาด (มากกว่า 400 ไมโครกรัมเปอร์เซ็นต์) ทำให้หลายคนตกใจปนแปลกใจว่า การดื่มแอลกอฮอล์ถึงขนาดทำให้ตายได้เลยเหรอ เลยเอามาลองเขียนสรุปให้อ่านกันนะครับ   ภาวะสุราเป็นพิษ คือ การดื่มสุราในปริมาณมาก จนถึงระดับที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้   เมื่อดื่มสุรา ตับจะทำหน้าที่ขับแอลกอฮอล์ออกจากเลือด แต่ร่างกายสามารถขับแอลกอฮอล์ได้เพียง 1 ดื่มมาตรฐาน ต่อ 1 ชั่วโมงเท่านั้น หากดื่มสุราปริมาณมากภายในเวลาอันสั้น ร่างกายจะไม่มีเวลามากพอที่จะขับแอลกอฮอล์ออกได้หมด   1 ดื่มมาตรฐาน (Standard drink) คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ปริมาณ 10 กรัม และร่างกายสามารถขับออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ได้แก่ เหล้าแดง/วิสกี้35% 2 ฝาใหญ่ , เหล้าขาว40% 2/3 เป๊ก , เบียร์3.5% 1 กระป๋องหรือขวดเล็ก , เบียร์5% 3/4 กระป๋องหรือขวดเล็ก , ไวน์12% 1 แก้ว (100cc) , ไวน์คูเลอร์4% 1 ขวด (330cc) , เหล้าปั่น 2 ช็อท   หากสามารถควบคุมปริมาณการดื่มในแต่ละครั้ง ให้ไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน จะลดโอกาสอันตรายต่อร่างกายให้น้อยลง ร่างกายยังสามารถขับออกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ระดับสติก็จะเป็นปกติ ขับขี่ยานพาหนะได้ ... แต่ทั้งนี้ ความไวหรือปฏิกริยาของร่างกายที่มีต่อแอลกอฮอล์ในแต่ละคน แตกต่างกัน   โดยทั่วไปแล้ว การดื่มที่มีความเสี่ยงอันตรายต่อตนเอง (Hazardous drinking) นั้น ในเพศชาย จะประมาณเท่ากับการดื่มมากกว่า 5 ดื่มมาตรฐาน และในเพศหญิง เท่ากับดื่มมากกว่า 4 ดื่มมาตรฐาน   แต่ถ้าดื่มสุรามากกว่า 12 ดื่มมาตรฐาน ในระยะเวลาอันสั้น จะมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่ผู้ดื่มจะมีภาวะสุราเป็นพิษ เพราะตับไม่สามารถขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้ทัน จนเริ่มรบกวนระบบการทำงานของร่างกาย   เมื่อเข้าสู่ภาวะสุราเป็นพิษ มักจะมีอาการ : จิตสับสน , พูดไม่ชัด , พูดไม่รู้เรื่อง , อาเจียน , หายใจผิดปกติ , ตัวเย็นผิดปกติ , ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง , หมดสติ ไม่รู้สึกตัว , เกิดภาวะกึ่งโคม่า (ยังรู้สึกตัว แต่ไม่สามารถตอบสนองได้) , หยุดหายใจ , เกิดภาวะหัวใจวาย , มีอาการชัก , ถ้ารุนแรง อาจทำให้เกิดอาการโคม่า สมองถูกทำลายถาวรเพราะเกิดอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้   หากพบว่ามีผู้ที่กำลังเกิดภาวะสุราเป็นพิษ ให้รีบโทร 191 หรือ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ   ระหว่างที่รอรถพยาบาล ให้พยายามปลุกผู้ป่วยให้ตื่น พยุงให้อยู่ในท่านั่ง ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเปล่าถ้ายังสามารถดื่มได้                หากผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ให้จัดนอนตะแคง คอยตรวจดูว่าผู้ป่วยยังคงหายใจอยู่ พยายามทำให้ร่างกายผู้ป่วยอบอุ่น อยู่กับผู้ป่วยจนกว่ารถพยาบาลจะมารับผู้ป่วยไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jZNnVqLut-o

 19,989
ข่าวภูมิภาค
29 ส.ค. 62

ชัดแล้ว 'บ่อน้ำสีฟ้า' มาจากกระป๋องสีทาบ้าน ไม่ใช่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เตือนห้ามกิน

เชียงราย-เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบ หลุมขนาดความลึกประมาณ 1 เมตร จำนวน 2 หลุม จากทั้งหมด 20 หลุมที่นายนายเจริญศักดิ์ ชุมภูดี ได้ว่าจ้างให้ชาวบ้านมาทำการขุมหลุดเพื่อปลูกลำไย ในที่ดินของตนเอง เพราะก้นหลุมพบว่าน้ำที่อยู่ก้นหลุมกลายเป็นสีฟ้า ซึ่งที่ดินดังกล่าว ตั้งอยู่ในหมู่บ้านร่องบัวทอง หมู่ 9 ต.ทุ่งก่อ อ.เวียงเชียงรุ้ง   ทั้งนี้พบว่า หลุมที่ได้ขุดลงไปที่ความลึก 1 เมตร น้ำที่อยู่ในหลุมเป็นสีฟ้า จำนวน 2 หลุม พร้อมทำการตักน้ำขึ้นมาพิสูจน์ว่ามีกลิ่นอะไรหรือไม่ เบื้องต้นไม่มีกลิ่นแต่อย่างใด ซึ่งก็น่าแปลกใจอย่างมาก ที่น้ำดังกล่าวมีสีฟ้าที่ไม่เห็นที่ไหนมาก่อน พร้อมกันนี้ได้ให้สาธารณสุขอำเภอเวียงเชียงรุ้ง ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำไปทำการตรวจสอบอย่างละเอียด   นายเจริญศักดิ์ ชุมภูดี ผู้ใหญ่บ้านบ้านร่องบัวทอง บอกว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินมรดก ในปีนี้จะทำการปลูกลำไย จึงได้ให้ทำการขุมหลุมเพื่อทำการปลูก แต่เมื่อขุดครบทุกหลุมคนงานก็กำลังจะกลับ แต่มาสังเกตพบว่ามี 2 หลุม กลางที่ดิน ก้นหลุมมีน้ำไหลออกมาและเป็นสีฟ้า ทางตนเองจึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ   อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้ตรวจพื้นที่โดยรอบ และพบว่าบริเวณข้างรั้วบ้านเลขที่ 89 ซึ่งอยบู่ติดกับหลุมที่พบน้ำสีฟ้า มีกระป๋องสีฟ้า และสีแตกอยู่บนพื้น จึงนำมาเทียบเคียงกัน พบว่ามีลักษณะสีคล้ายกับในหลุมที่น้ำเป็นสีฟ้า นอกจากนี้ยังพบว่าภายในบ้านหลังดังกล่าวมีการทาสีหลังคาเป็นสีฟ้าด้วยและพบกระป๋องสีอีก 1 กระป๋อง จึงมีความเป็นไปได้ว่าน้ำสีฟ้าอาจมาจากสีที่ใช้ทาหลังคาและนำมาไว้ข้างรั้ว เมื่อรถขุดดินมาขุด จึงทำให้กระป๋องสีแตก และเกิดเป็นน้ำสีฟ้าดังกล่าว   อย่างไรก็ตามเพื่อความมั่นใจของทุกฝ่าย นายอำเภอเวียงเชียงรุ้งได้ ให้มีการปิดกั้นจุดเกิดน้ำสีฟ้าไว้ก่อน และห้ามมีการตักน้ำออกจากจุดที่พบโดยเด็ดขาด เพราะเกรงว่าชาวบ้านจะนำไปใช้ หรือเกิดความเชื่อต่าง ๆ   ด้านอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ระบุว่า   ตนขอเตือนว่า อย่าไปคิดว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วนำมาตักกินหรือบูชา โดยปกติ ถ้าขุดบ่อแล้วเห็นน้ำเป็นสีฟ้า แต่ตักน้ำขึ้นมาแล้วไม่มีสี มักจะเป็นเรื่องของแสงที่สะท้อนกับพวกเกลือแร่ที่อยู่ตามธรรมชาติในดินละลายลงไปในน้ำ ทำให้ดวงตาเห็นสีฟ้าได้ในบางมุมกระทบของแสง ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอะไรอันตราย   แต่หากขนาดตักขึ้นมาแล้วยังเห็นเป็นสีฟ้าขนาดนี้ ก็น่าสงสัยแล้วว่าอาจจะเกิดจากสารเคมีอะไรหรือไม่ ซึ่งควรจะส่งหน่วยงานทางธรณีวิทยามาตรวจสอบต่อไป ส่วนที่มีการให้ข้อมูลว่าหลุมดังกล่าวอยู่ใกล้เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกัน   ก่อนที่ต่อมา อาจารย์เจษฎา จะโพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า สรุปว่า บ่อประหลาดที่มีน้ำสีฟ้า นั้นน่าจะเป็นสีจากกระป๋องสีที่ใช้ทาหลังคาบ้าน แล้วทิ้งไว้แถวนั้นครับ (ไม่เกี่ยวอะไรกับเสาสัญญาณโทรศัพท์) จบข่าวเลย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jrB6pjYXNtQ

 15,298
สังคม-อาชญากรรม
08 ส.ค. 62

'อ.เจษฎา' หวั่นโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน 5 พันล้าน เป็นวิทยาศาสตร์ลวงโลก อาจเสียค่าโง่กว่า gt200

กรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์  ได้มีการหารือกับกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อของบประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการธนาคารน้ำ เพื่อนำน้ำใต้ดินมาให้เกษตรกรใช้ในฤดูแล้งนั้น   ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวระบุว่า "ท่าทางเราจะได้เห็นโครงการรัฐ ที่เป็นวิทยาศาสตร์ลวงโลก ขนาดใหญ่กว่า GT200 ก็คราวนี้แหละครับ"   ดร.เจษฎา อธิบายว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดโครงการธนาคารน้ำใต้ดินที่จะทำเป็นลักษณะไหน แต่หลายพื้นที่ในไทยกำลังรณรงค์ให้ทำอาจจะหลงทาง ส่วนใหญ่ที่ทำจะเป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ถ่ายทอดแบบเทคนิคทำเลียนแบบกัน ไม่ใช่ทำในเชิงวิทยาศาสตร์   หากจะยึดต้นแบบจากอินเดียนั้นจะต้องทำหลุมขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เมตรขึ้นไป และลึก 2-3 เมตรหรือจนถึงระดับที่ดินมีรูพรุน เช่นเป็นชั้นหินทราย ตัวหลุมเองก็ต้องทำด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น หิน กรวด ทราย แต่เท่าที่เห็นในไทย พบว่ามีการทำหลุมเล็ก ๆ แล้วใช้ทั้งยางรถยนต์ ขวดพลาสติก ลงไปทำเป็นหลุม ซึ่งเมื่อสลายตัว ก็จะเป็นการส่งสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายลงไปในน้ำด้วย   นอกจากนั้นการทำธนาคารน้ำใต้ดิน ยังต้องผ่านการทดสอบวิเคราะห์ก่อน ว่าน้ำผิวดินที่จะลงไปในหลุม เป็นน้ำที่สะอาดจริง ไม่ได้มีสารเคมีที่เป็นอันตราย ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และน้ำเสียอื่น ๆ ลงไปด้วยเพราะจะยิ่งลงไปสะสมในชั้นน้ำบาดาล และเมื่อสูบขึ้นมาใช้ ก็จะเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้   หากคิดจะทำธนาคารน้ำใต้ดิน มีแผนที่ทางธรณีฟิสิกส์ของแหล่งน้ำใต้ดินหรือยัง ถ้ายังไม่รู้ว่าชั้นของดินหรือหินบริเวณนั้นเป็นเช่นไร หรือเส้นทางน้ำใต้ดินรวมถึงแอ่งน้ำชั้นใต้ดินเป็นอย่างไร เราจะไม่สามารถรู้ทิศทางการไหลเวียนของน้ำใต้ดินตรงบริเวณนั้น และไม่สามารถกำหนดจุดของการออกแบบว่าจะว่างตำแหน่งการทำบ่อรับน้ำได้อย่างไร   การออกแบบตัวบ่อที่จะไม่ให้สารปนเปื้อนลงในชั้นน้ำใต้ดินเป็นอย่างไร โดยวิธีการที่ทำกันอยู่นี้ ไม่ใช่วิธีการทำธนาคารน้ำใต้ดินแบบที่สากลทำกันตามหลักวิชาการ หากบ้านเราทำโครงการดังกล่าวโดยไม่ทดสอบวิเคราห์ก่อนอาจจะไม่ได้ผลอะไร อีกทั้งเปลืองงบประมาณ เปลืองแรงงาน แถมยังอาจเกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย อาจเป็นเบี้ยหัวแตกที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง   ขณะที่เพจ วิทยาศาสตร์ทันโลกและภัยพิบัติในไทย ก็ได้เขียนอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องธนาคารน้ำใต้ดิน เกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย รวมไปถึงบทเรียนในต่างประเทศที่ทำก่อนไทย โดยยกตัวอย่างประเทศอินเดีย ที่มีการใช้ธนาคารน้ำใต้ดินในหลายพื้นที่ และได้พบปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของสารปนเปื้อน อาทิ ไนเตรต เหล็ก หรือสารหนู ซึ่งมีความเสี่ยงมาก ๆ หากร่างกายคนเราได้รับสารเหล่านี้เข้าไป   ล่าสุด ดร.เจษฎา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้โทรมาเคลียร์เรื่องธนาคารน้ำใต้ดิน ด้วยตนเอง โดยท่านรับทราบและเข้าใจผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในสิ่งที่ทำกันอยู่ และสั่งการให้กรมพัฒนาที่ดินไปศึกษาผลกระทบ  ส่วนเรื่องงบ 5 พันล้านนั้นเป็นเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน ไม่ใช่เรื่องของธนาคารน้ำใต้ดิน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-Jj00WU3-k4

 2,489
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.ค. 62

'อ.เจษฎา' ชี้คลิปไก่ซอมบี้ น่าจะเป็นของปลอม

จากกรณีคลิปไก่ซอมบี้ ที่เป็นภาพเนื้อไก่ค่อยๆคลานออกมาจากจาน จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์นั้น    ล่าสุด อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ""คลิปไก่ซอมบี้ น่าจะเป็นของปลอมครับ"   หลายคนคงจะเห็นแล้ว คลิปไวรัล “เนื้อไก่ซอมบี้” เป็นชิ้นเนื้อไก่ติดกระดูก คลานออกจากจาน พร้อมเสียงกรี๊ดจากสาวผู้ถ่ายคลิป โดยเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Rie Prettyredbone Phillips จากรัฐไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นไวรัลคลิปโด่งดังไปทั่วโลก   แต่จริงๆ แล้ว เธอไม่ใช่คนแรกที่โพสต์คลิปนี้ เพราะเคยมีการเผยแพร่มาก่อนแล้ว    หลายคนคิดว่า ที่ชิ้นเนื้อไก่มันขยับเองได้นั้น น่าจะคล้ายกับกรณีของการที่ไก่ถูกเชือดคอแล้วตัวของไก่มันยังวิ่งต่อไปได้ สัก 10-15 วินาที เนื่องจากระบบประสาทยังทำงานค้างอยู่   แต่ผู้เชี่ยวชาญทางเนื้อสัตว์ ระบุว่าคลิปนี้ต้องเป็นคลิปเฟค ทำขึ้นหลอกคนแน่ๆ เช่น อาจจะใช้เส้นเอ็นดึงชิ้นเนื้อไก่ให้คลานออกจากจาน   ที่เป็นเช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญให้เหตุผลว่า มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไก่พึ่งถูกฆ่าสดๆ แล้ววางชิ้นเนื้อลงบนจาน ... แต่ไม่มีร้านอาหารไหนจะขายเนื้อไก่แบบนั้น   สรุปว่า อย่าพึ่งตื่นเต้นตกใจกับคลิปแบบนี้ครับ มีคนทำคลิปไวรัลแปลกๆ อีกเยอะมาหลอกให้เราแชร์กัน"

 3,488
แชร์ออฟเดอะเดย์
11 ก.ค. 62

สยอง! คุณยายหกล้ม ถูกหลอดสแตนเลสทิ่มเข้าเบ้าตา ทะลุสมองดับ 'อ.เจษฎา' แนะใช้แบบซิลิโคน ปลอดภัยกว่า

เพจเฟซบุ๊ก Drama-addict ได้แชร์ข่าวจากเว็บไซต์ USATODAY.COM ซึ่งระบุว่า มีคุณยายคนหนึ่ง ใช้หลอดโลหะดูดน้ำจากแก้ว แล้วเกิดอุบัติเหตุหกล้ม กระทั่งหลอดสแตนเลสทิ่มเข้าเบ้าตา ทะลุสมอง เสียชีวิตในเวลาต่อมา   จากนั้น ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก บ้างก็ว่าอันตราย ควรเปลี่ยนมาใช้หลอดแบบอื่น บ้างก็ว่าเป็นการลดโลกร้อน อุบัติเหตุแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าใช้อย่างระมัดระวัง   ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลอดแสตนเลสกำลังเป็นที่นิยมใช้เพื่อแทนที่หลอดพลาสติก เนื่องจากแข็งแรงทนทาน ทนความร้อนได้ดี ทำความสะอาดได้ง่าย ช่วยลดขยะ ซึ่งแนะนำให้ใช้แบบด้านบนโค้งแทนหลอดแบบตรง จะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุแบบคุณยายรายดังกล่าว   ทั้งนี้ ยังมีหลอดแบบอื่นที่ช่วยลดขยะได้ เช่น หลอดซิลิโคน มีความทนทาน แต่ราคาอาจจะสูงกว่าและหาซื้อได้ยากกว่า หรือเปลี่ยนไปใช้หลอดกระดาษ และอื่นๆที่ย่อยสลายได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรงดใช้หลอดไปเลย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mz6l3MQzjS0

 3,238
ข่าวภูมิภาค
11 ก.ค. 62

เจ้าอาวาสโดนตุ๋นสูญ 3 หมื่น 'อ.เจษฎา' ยันแค่ถูกหลอกด้วยวาจา ป้ายยาไม่มีจริง

พิษณุโลก-เกิดเหตุคนร้ายขับรถเก๋งมาจอดหลอก พระครูปราโมชจันทคุณ อายุ 76 ปี เจ้าอาวาสวัดหัวนา และเจ้าคณะตำบลบ้านพร้าว โดยทำทีมาถวายสังฆทาน พอเข้าไปในกุฏิได้ก็มีหญิงสาวลงจากรถตามมาสมทบอีก 1 คน โดยชายคนดังกล่าว เล่าให้ฟังว่าจะได้เป็นนายตำรวจแล้ว และมีความจำเป็นต้องใช้เงินไปเดินเรื่อง แล้วพูดคุยกันไปเรื่อยแต่หลวงพ่อจำไม่ได้ และได้นำเงินให้ไป 30,000 บาท ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน   เมื่อได้เงินแล้วทั้งสองคนก็รีบออกจากกุฏิไปขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว พอหลวงพ่อรู้สึกตัวและมีพระลูกวัดมาสอบถามเลยรู้ว่าถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกเอาเงินไปแน่แล้ว และรู้สึกว่าอาจจะโดนป้ายยาบางอย่างที่มือของหลวงพ่อระหว่างเดินจับมือมาจากหน้าวัด โดยขณะนั้นมีเงินติดตัว 2 หมื่นบาท จึงขอยืมเงินพระลูกวัด 1 หมื่นบาท รวมเป็น 3 หมื่นบาทให้คนร้ายไป ก่อนมารู้ตัวว่าถูกหลอก     ทั้งนี้ จากการตรวจสอบในกล้องวงจรปิดของวัด พบคนร้ายมาพบกับพระครูปราโมชจันทคุณ ขณะเดินเลาะกำแพงอยู่หน้าวัด หลังจากนั้นได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.นครไทย เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางตำรวจจะเร่งสืบหาคนร้ายติดตามเส้นทางการหลบหนีของคนร้าย และดูป้ายทะเบียนรถ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป   ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ถึงกรณีดังกล่าวที่มีการอ้างว่าป้ายยาว่า   "ถ้าสื่อยังไม่เลิกทำข่าวแบบนี้ คนไทยก็ยังหลงเชื่อไปตลอดว่า “ยาป้าย” มีจริง ทั้งที่ความจริงก็แค่ถูกหลอกลวงด้วยวาจาแค่นี้แหละ ไม่เคยมีคดีส่งฟ้องศาลแม้แต่คดีเดียว ว่าได้ถูกยาป้ายทำให้มึนงงและหลงเชื่อจนเสียทรัพย์ อย่างที่สื่อชอบทำข่าวกัน" ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/G_CGRs4wDZs

 1,283
การเมือง
30 พ.ค. 62

นายกฯแนะนำหนังสือ animal farm แจงไม่อยากให้โยงทุกอย่างเป็นการเมือง

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ฝากแนะนำให้อ่านหนังสือ 'แอนิมอล ฟาร์ม (Animal Farm)' ฉบับภาษาไทย ที่ให้ข้อคิดการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี   โดยหนังสือแอนิมอล ฟาร์ม หรือ การเมืองเรื่องของสัตว์ เป็นนวนิยายเสียดสีทางการเมือง มีเนื้อหาทำให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดหันมามองตนเองและสิ่งรอบตัว เพื่อหาทางอยู่รวมกันได้อย่างผาสุกในสังคม   ต่อมา รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า    “เดี๋ยวนะครับลุง ได้อ่านหนังสือanimal farm จริงๆ หรือเปล่าว่าเนื้อหาเป็นยังไง มันหนังสือประชดประชันสังคมมนุษย์ที่มีการทำการยึดอำนาจขึ้นมาปกครองคนอื่นนะครับ .. หรือว่าลุงเริ่มกลับใจแล้ว ลองอ่าน 1984 เพิ่มอีกเล่มมั้ยครับ 55”   ต่อมา พล.ท.วีรชน ได้เผยอีกครั้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยากให้เชื่อมโยงทุกอย่างเป็นเรื่องการเมือง และอย่าตีความว่าการแนะนำให้อ่านหนังสือเป็นการดูถูกผู้อื่น เพราะที่จริงการอ่านหนังสือจะช่วยสร้างหลักคิด สร้างปัญญาไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ คือ แม้คนเราจะอยากได้ทุกสิ่งที่ดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่จะสมหวังทุกอย่าง และไม่มีใครทำให้คนอื่นพอใจได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ มนุษย์ควรดูแลใส่ใจสิ่งที่อยู่รอบตัวให้ดี รวมถึงสัตว์เลี้ยงในฟาร์มก็ต้องทำให้มีความสุข ทุกชีวิตต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oIiTEZHB_U8

 557
สังคม-อาชญากรรม
22 เม.ย. 62

ร้อนจนต้องร้องขอชีวิต! คนไทยไม่ใช่เทเลทับบี้ ไม่แฮปปี้กับพระอาทิตย์ เตือนระวัง 'ฮีทสโตรก'

ผู้ใช้โซเชียลในไทยต่างพากันโพสต์ข้อความ ถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือน เม.ย.2562 ที่หลายคนต้องใช้คำว่าร้อนตับแตกเลยทีเดียว อาทิ สงสารพระอาทิตย์ที่ต้องทำงานหนัก, อากาศตอนนี้ขาดแค่ต้นงิ้วกับกระทะทองแดง ก็จะเป็นนรกแล้วล่ะ, กูไม่ใช่เทเลทับบี้ ที่จะแฮปปี้กับพระอาทิตย์ #ร้อนจนต้องร้องขอชีวิต   รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะวิธีป้องกันอาการฮีทสโตรกในคน โดยควรดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนออกจากบ้าน ใส่เสื้อผ้าสีอ่อนโปร่ง สามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้  หากต้องอยู่กลางอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร ถ้าทำงานในที่ร่ม ก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว   หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด / หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด ไม่ให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง   ส่วนการปฐมพยาบาลผู้เกิดอาการ ต้องนำเข้าในที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถ้ามีการอาเจียนให้นอนตะแคงเพื่ออาเจียนก่อนแล้วให้นอนหงาย คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบ ตามซอกลำตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน ให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/J4Jqw10ic-o

 5,893
สังคม-อาชญากรรม
03 เม.ย. 62

ยังไงดี! 2 อาจารย์ดัง 'อ.อ๊อด - อ.เจษฎา'พูดไม่ตรงกัน ปมมือถือเป็นตัวนำฟ้าผ่า

กระบี่-เกิดฝนตกหนักฟ้าคะนองและฟ้าผ่าที่บ้านใน อ.ลำทับ ทำให้ผนังบ้านพบมีรอยร้าวขนาดใหญ่ และมีร่องรอยผนังแตกเสียหาย มีปูนจากผนังบ้านพังเสียหายหล่นลงพื้นหลายจุด และมีร่อยรอยเสียหายหนัก 2 จุด เป็นรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ คาดว่าฟ้าจะมาทางลวดหนาม กระแสไฟได้วิ่งเข้าหาผนังบ้าน แต่ถือว่าโชคดีที่คนในบ้านไม่ได้รับอันตราย   จากกรณีเกิดเหตุฟ้าผ่ากลางสุสาน ในจ.ชลบุรี ขณะที่ชาย 3 คนกำลังไหว้บรรพบุรุษอยู่ จนเป็นเหตุให้หนึ่งในนั้นเสียชีวิต ส่วนอีกสองรายได้รับบาดเจ็บ โดยหลังเกิดเหตุพบว่าผู้ตายพกโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ส่วนผู้บาดเจ็บอีกสองรายพกโทรศัพท์คนละเครื่อง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 มี.ค ที่ผ่านมานั้น   ต่อมา รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อ.อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อแห่งหนึ่งว่า กรณีฟ้าผ่านั้นมักเกิดขึ้นในที่โล่งแจ้ง และมีสิ่งเหนี่ยวนำประจุไฟฟ้าก็คือโทรศัพท์มือถือ โดยในโทรศัพท์มีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์เป็นตัวเหนี่ยวนำประจุไฟฟ้า ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้เสียชีวิตพกโทรศัพท์ 2 เครื่อง จึงมีตัวเหนี่ยวนำมากกว่าคนอื่น   จากนั้น รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “การพกพามือถือ หรือใช้มือถือ ไม่ได้ล่อให้ฟ้าผ่าครับ จริงๆกรณีนี้เกิดจากการที่ไปอยู่กลางที่โล่งแจ้ง ในเวลาฝนฟ้าคะนองต่างหากครับ”   วานนี้ (2เม.ย.) อ.เจษฎา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า ผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือ สร้อยคอ หรือยกทรงที่เป็นโครงเหล็กแล้วจะถูกฟ้าผ่านั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่สื่อล่อฟ้า แต่หลังจากถูกฟ้าผ่า อาจมีไฟฟ้าเหนี่ยวนำจนทำให้โทรศัพท์มือถือระเบิดได้ ซึ่งเป็นเพียงผลข้างเคียงเท่านั้น ไม่ใช่สื่อล่อให้ฟ้าผ่า   ซึ่งมีการวิจัยทั่วโลกระบุไว้ชัดเจน ทั้งในประเทศไทย ก็ได้มีการทดลองจำลองฟ้าผ่าจาก สวทช. และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จากการวิจัยพบว่า สาเหตุที่แท้จริงคือ การอยู่ในที่โล่งแจ้ง ขณะฝนฟ้าคะนอง จึงทำให้กระแสไฟฟ้ามีโอกาสผ่าลงมาได้ง่าย   ทั้งนี้ วิธีป้องกันฟ้าผ่าคือ ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง และมีฟ้าร้องตามมา แนะนำให้เลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ หรือใกล้กับรั้วโลหะ โดยพยายามหลบอยู่ในตัวอาคาร หรือในรถยนต์ แต่หากหลบไม่ทัน แนะนำให้นั่งยองๆ หรือนอนราบกับพื้น ก็สามารถป้องกันฟ้าผ่าได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kRtWNVwMzeo

 1,198

Top