ค้นหา :

ผลการค้นหา "เจษฎาเด่นดวงบริพันธ์"

แชร์ออฟเดอะเดย์
11 ก.ค. 62

สยอง! คุณยายหกล้ม ถูกหลอดสแตนเลสทิ่มเข้าเบ้าตา ทะลุสมองดับ 'อ.เจษฎา' แนะใช้แบบซิลิโคน ปลอดภัยกว่า

เพจเฟซบุ๊ก Drama-addict ได้แชร์ข่าวจากเว็บไซต์ USATODAY.COM ซึ่งระบุว่า มีคุณยายคนหนึ่ง ใช้หลอดโลหะดูดน้ำจากแก้ว แล้วเกิดอุบัติเหตุหกล้ม กระทั่งหลอดสแตนเลสทิ่มเข้าเบ้าตา ทะลุสมอง เสียชีวิตในเวลาต่อมา   จากนั้น ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก บ้างก็ว่าอันตราย ควรเปลี่ยนมาใช้หลอดแบบอื่น บ้างก็ว่าเป็นการลดโลกร้อน อุบัติเหตุแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าใช้อย่างระมัดระวัง   ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลอดแสตนเลสกำลังเป็นที่นิยมใช้เพื่อแทนที่หลอดพลาสติก เนื่องจากแข็งแรงทนทาน ทนความร้อนได้ดี ทำความสะอาดได้ง่าย ช่วยลดขยะ ซึ่งแนะนำให้ใช้แบบด้านบนโค้งแทนหลอดแบบตรง จะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุแบบคุณยายรายดังกล่าว   ทั้งนี้ ยังมีหลอดแบบอื่นที่ช่วยลดขยะได้ เช่น หลอดซิลิโคน มีความทนทาน แต่ราคาอาจจะสูงกว่าและหาซื้อได้ยากกว่า หรือเปลี่ยนไปใช้หลอดกระดาษ และอื่นๆที่ย่อยสลายได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรงดใช้หลอดไปเลย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mz6l3MQzjS0

 2,438
ข่าวภูมิภาค
11 ก.ค. 62

เจ้าอาวาสโดนตุ๋นสูญ 3 หมื่น 'อ.เจษฎา' ยันแค่ถูกหลอกด้วยวาจา ป้ายยาไม่มีจริง

พิษณุโลก-เกิดเหตุคนร้ายขับรถเก๋งมาจอดหลอก พระครูปราโมชจันทคุณ อายุ 76 ปี เจ้าอาวาสวัดหัวนา และเจ้าคณะตำบลบ้านพร้าว โดยทำทีมาถวายสังฆทาน พอเข้าไปในกุฏิได้ก็มีหญิงสาวลงจากรถตามมาสมทบอีก 1 คน โดยชายคนดังกล่าว เล่าให้ฟังว่าจะได้เป็นนายตำรวจแล้ว และมีความจำเป็นต้องใช้เงินไปเดินเรื่อง แล้วพูดคุยกันไปเรื่อยแต่หลวงพ่อจำไม่ได้ และได้นำเงินให้ไป 30,000 บาท ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน   เมื่อได้เงินแล้วทั้งสองคนก็รีบออกจากกุฏิไปขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว พอหลวงพ่อรู้สึกตัวและมีพระลูกวัดมาสอบถามเลยรู้ว่าถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกเอาเงินไปแน่แล้ว และรู้สึกว่าอาจจะโดนป้ายยาบางอย่างที่มือของหลวงพ่อระหว่างเดินจับมือมาจากหน้าวัด โดยขณะนั้นมีเงินติดตัว 2 หมื่นบาท จึงขอยืมเงินพระลูกวัด 1 หมื่นบาท รวมเป็น 3 หมื่นบาทให้คนร้ายไป ก่อนมารู้ตัวว่าถูกหลอก     ทั้งนี้ จากการตรวจสอบในกล้องวงจรปิดของวัด พบคนร้ายมาพบกับพระครูปราโมชจันทคุณ ขณะเดินเลาะกำแพงอยู่หน้าวัด หลังจากนั้นได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.นครไทย เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางตำรวจจะเร่งสืบหาคนร้ายติดตามเส้นทางการหลบหนีของคนร้าย และดูป้ายทะเบียนรถ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป   ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ถึงกรณีดังกล่าวที่มีการอ้างว่าป้ายยาว่า   "ถ้าสื่อยังไม่เลิกทำข่าวแบบนี้ คนไทยก็ยังหลงเชื่อไปตลอดว่า “ยาป้าย” มีจริง ทั้งที่ความจริงก็แค่ถูกหลอกลวงด้วยวาจาแค่นี้แหละ ไม่เคยมีคดีส่งฟ้องศาลแม้แต่คดีเดียว ว่าได้ถูกยาป้ายทำให้มึนงงและหลงเชื่อจนเสียทรัพย์ อย่างที่สื่อชอบทำข่าวกัน" ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/G_CGRs4wDZs

 950
การเมืองเข้มข้น
30 พ.ค. 62

นายกฯแนะนำหนังสือ animal farm แจงไม่อยากให้โยงทุกอย่างเป็นการเมือง

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ฝากแนะนำให้อ่านหนังสือ 'แอนิมอล ฟาร์ม (Animal Farm)' ฉบับภาษาไทย ที่ให้ข้อคิดการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี   โดยหนังสือแอนิมอล ฟาร์ม หรือ การเมืองเรื่องของสัตว์ เป็นนวนิยายเสียดสีทางการเมือง มีเนื้อหาทำให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดหันมามองตนเองและสิ่งรอบตัว เพื่อหาทางอยู่รวมกันได้อย่างผาสุกในสังคม   ต่อมา รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า    “เดี๋ยวนะครับลุง ได้อ่านหนังสือanimal farm จริงๆ หรือเปล่าว่าเนื้อหาเป็นยังไง มันหนังสือประชดประชันสังคมมนุษย์ที่มีการทำการยึดอำนาจขึ้นมาปกครองคนอื่นนะครับ .. หรือว่าลุงเริ่มกลับใจแล้ว ลองอ่าน 1984 เพิ่มอีกเล่มมั้ยครับ 55”   ต่อมา พล.ท.วีรชน ได้เผยอีกครั้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยากให้เชื่อมโยงทุกอย่างเป็นเรื่องการเมือง และอย่าตีความว่าการแนะนำให้อ่านหนังสือเป็นการดูถูกผู้อื่น เพราะที่จริงการอ่านหนังสือจะช่วยสร้างหลักคิด สร้างปัญญาไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ คือ แม้คนเราจะอยากได้ทุกสิ่งที่ดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่จะสมหวังทุกอย่าง และไม่มีใครทำให้คนอื่นพอใจได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ มนุษย์ควรดูแลใส่ใจสิ่งที่อยู่รอบตัวให้ดี รวมถึงสัตว์เลี้ยงในฟาร์มก็ต้องทำให้มีความสุข ทุกชีวิตต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oIiTEZHB_U8

 442
สังคม-อาชญากรรม
22 เม.ย. 62

ร้อนจนต้องร้องขอชีวิต! คนไทยไม่ใช่เทเลทับบี้ ไม่แฮปปี้กับพระอาทิตย์ เตือนระวัง 'ฮีทสโตรก'

ผู้ใช้โซเชียลในไทยต่างพากันโพสต์ข้อความ ถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือน เม.ย.2562 ที่หลายคนต้องใช้คำว่าร้อนตับแตกเลยทีเดียว อาทิ สงสารพระอาทิตย์ที่ต้องทำงานหนัก, อากาศตอนนี้ขาดแค่ต้นงิ้วกับกระทะทองแดง ก็จะเป็นนรกแล้วล่ะ, กูไม่ใช่เทเลทับบี้ ที่จะแฮปปี้กับพระอาทิตย์ #ร้อนจนต้องร้องขอชีวิต   รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะวิธีป้องกันอาการฮีทสโตรกในคน โดยควรดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนออกจากบ้าน ใส่เสื้อผ้าสีอ่อนโปร่ง สามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้  หากต้องอยู่กลางอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร ถ้าทำงานในที่ร่ม ก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว   หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด / หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด ไม่ให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง   ส่วนการปฐมพยาบาลผู้เกิดอาการ ต้องนำเข้าในที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถ้ามีการอาเจียนให้นอนตะแคงเพื่ออาเจียนก่อนแล้วให้นอนหงาย คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบ ตามซอกลำตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน ให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/J4Jqw10ic-o

 5,277
สังคม-อาชญากรรม
03 เม.ย. 62

ยังไงดี! 2 อาจารย์ดัง 'อ.อ๊อด - อ.เจษฎา'พูดไม่ตรงกัน ปมมือถือเป็นตัวนำฟ้าผ่า

กระบี่-เกิดฝนตกหนักฟ้าคะนองและฟ้าผ่าที่บ้านใน อ.ลำทับ ทำให้ผนังบ้านพบมีรอยร้าวขนาดใหญ่ และมีร่องรอยผนังแตกเสียหาย มีปูนจากผนังบ้านพังเสียหายหล่นลงพื้นหลายจุด และมีร่อยรอยเสียหายหนัก 2 จุด เป็นรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ คาดว่าฟ้าจะมาทางลวดหนาม กระแสไฟได้วิ่งเข้าหาผนังบ้าน แต่ถือว่าโชคดีที่คนในบ้านไม่ได้รับอันตราย   จากกรณีเกิดเหตุฟ้าผ่ากลางสุสาน ในจ.ชลบุรี ขณะที่ชาย 3 คนกำลังไหว้บรรพบุรุษอยู่ จนเป็นเหตุให้หนึ่งในนั้นเสียชีวิต ส่วนอีกสองรายได้รับบาดเจ็บ โดยหลังเกิดเหตุพบว่าผู้ตายพกโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ส่วนผู้บาดเจ็บอีกสองรายพกโทรศัพท์คนละเครื่อง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 มี.ค ที่ผ่านมานั้น   ต่อมา รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อ.อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อแห่งหนึ่งว่า กรณีฟ้าผ่านั้นมักเกิดขึ้นในที่โล่งแจ้ง และมีสิ่งเหนี่ยวนำประจุไฟฟ้าก็คือโทรศัพท์มือถือ โดยในโทรศัพท์มีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์เป็นตัวเหนี่ยวนำประจุไฟฟ้า ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้เสียชีวิตพกโทรศัพท์ 2 เครื่อง จึงมีตัวเหนี่ยวนำมากกว่าคนอื่น   จากนั้น รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “การพกพามือถือ หรือใช้มือถือ ไม่ได้ล่อให้ฟ้าผ่าครับ จริงๆกรณีนี้เกิดจากการที่ไปอยู่กลางที่โล่งแจ้ง ในเวลาฝนฟ้าคะนองต่างหากครับ”   วานนี้ (2เม.ย.) อ.เจษฎา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า ผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือ สร้อยคอ หรือยกทรงที่เป็นโครงเหล็กแล้วจะถูกฟ้าผ่านั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่สื่อล่อฟ้า แต่หลังจากถูกฟ้าผ่า อาจมีไฟฟ้าเหนี่ยวนำจนทำให้โทรศัพท์มือถือระเบิดได้ ซึ่งเป็นเพียงผลข้างเคียงเท่านั้น ไม่ใช่สื่อล่อให้ฟ้าผ่า   ซึ่งมีการวิจัยทั่วโลกระบุไว้ชัดเจน ทั้งในประเทศไทย ก็ได้มีการทดลองจำลองฟ้าผ่าจาก สวทช. และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จากการวิจัยพบว่า สาเหตุที่แท้จริงคือ การอยู่ในที่โล่งแจ้ง ขณะฝนฟ้าคะนอง จึงทำให้กระแสไฟฟ้ามีโอกาสผ่าลงมาได้ง่าย   ทั้งนี้ วิธีป้องกันฟ้าผ่าคือ ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง และมีฟ้าร้องตามมา แนะนำให้เลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ หรือใกล้กับรั้วโลหะ โดยพยายามหลบอยู่ในตัวอาคาร หรือในรถยนต์ แต่หากหลบไม่ทัน แนะนำให้นั่งยองๆ หรือนอนราบกับพื้น ก็สามารถป้องกันฟ้าผ่าได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kRtWNVwMzeo

 1,090
การเมืองเข้มข้น
22 ก.พ. 62

'สุวิทย์' พปชร. ขอพรย่าโม ชูดาบกลับด้าน หันคมเข้าหาตัว 'อ.เจษฎา' เตือนอาจเป็นลางร้าย

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เดินทางมากราบไหว้สักการะและขอพรท้าวสุรนารี (ย่าโม) จ.นครราชสีมา เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการลงพื้นที่หาเสียง   รวมทั้งชูดาบแสดงสัญลักษณ์ด้วยการร้องตะโกน “ไชโย ไชโย ไชโย ย่าโมออกศึก พปชร.ชนะทุกเขต”   แต่มีชาวเน็ตตาดีจับสังเกตการชักดาบของนายสุวิทย์นั้นอาจจะเป็นลางไม่ค่อยดี เพราะชักดาบกลับข้าง นำคมดาบหันเข้าหาตัว   โดย ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กพร้อมข้อความว่า   “ใครช่วยเตือนท่าน อดีต รมต.กระทรวงวิทย์ หน่อยได้มั้ย ว่า ถือดาบกลับข้างแบบนี้ มันเป็นลาง จะฟาดฟันศัตรูไม่เข้า แต่อาจจะเผลอฟันตัวเองได้ ฮะๆๆๆ” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qIPCIbTNEYg

 10,979
เลือกตั้ง62-ข่าวเลือกตั้ง
22 ก.พ. 62

'สุวิทย์' พปชร. ขอพรย่าโม ชูดาบกลับด้าน หันคมเข้าหาตัว 'อ.เจษฎา' เตือนอาจเป็นลางร้าย

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เดินทางมากราบไหว้สักการะและขอพรท้าวสุรนารี (ย่าโม) จ.นครราชสีมา เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการลงพื้นที่หาเสียง   รวมทั้งชูดาบแสดงสัญลักษณ์ด้วยการร้องตะโกน “ไชโย ไชโย ไชโย ย่าโมออกศึก พปชร.ชนะทุกเขต”   แต่มีชาวเน็ตตาดีจับสังเกตการชักดาบของนายสุวิทย์นั้นอาจจะเป็นลางไม่ค่อยดี เพราะชักดาบกลับข้าง นำคมดาบหันเข้าหาตัว   โดย ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กพร้อมข้อความว่า   “ใครช่วยเตือนท่าน อดีต รมต.กระทรวงวิทย์ หน่อยได้มั้ย ว่า ถือดาบกลับข้างแบบนี้ มันเป็นลาง จะฟาดฟันศัตรูไม่เข้า แต่อาจจะเผลอฟันตัวเองได้ ฮะๆๆๆ” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qIPCIbTNEYg

 10,979
สังคม-อาชญากรรม
22 พ.ย. 61

คุมเข้มลอยกระทงปลอดภัย ปากคลองตลาดคึกคัก คนแห่ซื้อวัสดุทำกระทง เตือนปล่อยโคมลอยระวังโทษประหาร

พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจความปลอดภัยท่าเทียบเรือ และโป๊ะริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เตรียมพร้อมจัดงานลอยกระทง เโดยปีนี้จะเริ่มเก็บกระทงเวลา 00.01 น. โดยจะเก็บให้หมดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งปริมาณกระทงในแต่ละปีมีจำนวนเฉลี่ย 8 แสนใบ   จากการตรวจสอบท่าเรือและโป๊ะริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองต่างๆ จำนวน 436 ท่า พบท่าเรือและโป๊ะเรือชำรุด 88 ท่า โดยปิดประกาศห้ามใช้งานแล้ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ท่าเรือและโป๊ะที่อยู่ในสภาพใช้งานได้ 348 ท่า   สำหรับเทศกาลลอยกระทงของกรุงเทพมหานครในปีนี้ ยังคงงดจุดพลุ ประทัด ตะไล และการปล่อยโคมลอยเหมือนทุกปีที่ผ่านมา หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ   ส่วนการปล่อยโคม หรือ วัตถุขึ้นบนท้องฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต จนกระทบต่ออากาศยาน จะมีโทษสูงสุดประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือ จำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-800,000 บาท ตามพระราชบัญญัติความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558   บรรยากาศการค้าขายที่ปากคลองตลาดเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชน ทั้งพ่อค้าแม่ค้ามาเลือกซื้อกระทงและวัสดุอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก ทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการทำกระทง ดอกไม้ ใบตอง ต้นกล้วย และกระทงสำเร็จรูปที่ทำวัสดุธรรมชาติ   อาทิ จากขนมปังและอาหารปลา ประดิษฐ์เป็นลวดลายต่างๆ  ที่มีสีสันและหน้าตาแฟนซีให้เลือกซื้อกันหลากหลายรูปแบบ เอาใจทั้งเด็กเล็ก และผู้ใหญ่ ซึ่งมีทั้ง ดอกมุราคามิ ที่เป็นกระแสสุดฮิตในกลุ่มวัยรุ่น กระทงเปลือกข้าวโพดย้อมสีประดับตุ๊กตาเด็กผู้หญิง กระทงขนมปังปั้นเป็นรูปตัวการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ต่างๆ หรือแม้แต่กระทงจากโคนไอศกรีมก็ยังเป็นกระแสที่สามารถขายได้เรื่อยๆ   สำหรับกระทงขนมปัง รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว Jessada Denduangboripant เพื่อชี้แจงว่า กระทงขนมปัง ที่คนนิยมลอยกันในคืนวันลอยกระทงเพราะคิดว่าจะช่วยลดขยะให้สิ่งแวดล้อมนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นกระทงที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด ทั้งยังแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยง    “ถ้ายังตัดใจเลิกลอยกระทงไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้หลีกเลี่ยงความเชื่อผิดๆ เรื่อง “ลอยกระทงขนมปังเพื่อสิ่งแวดล้อม” ครับ กระทงขนมปังเนี่ย ทำน้ำเน่าเสียมากกว่าอย่างอื่น เพราะกระทงขนมปัง มันเป็นสารอินทรีย์ ลงน้ำก็ยุ่ยและเน่าอย่างรวดเร็ว จะเก็บขึ้นแบบกระทงใบตองหรือโฟมก็ไม่ได้ ปลาก็ไม่ค่อยกิน แล้วถ้ากินไม่หมด มันก็จะกลายเป็นอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ให้น้ำ ทำให้น้ำเน่าเสียหนักขึ้นอีก”   ขณะเดียวกันบรรยากาศงาน ‘ไอคอนสยาม เจ้าพระยา ริเวอร์ ออฟ ไลฟ์' ที่ถูกจัดขึ้นระหว่างการร่วมมือของ ไอคอนสยาม กับองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อร่วมสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีไทยในเทศกาลลอยกระทงรักษ์โลกของไทย   คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงาน โดยจุดเด่นสำคัญของงานนั้นก็คงไม่พ้น กระทงดิจิตอลยักษ์ที่ประดิษฐ์จากนวัตกรรมสุดล้ำ ผ่านการใช้เทคนิคการนำเสนอผ่านจอแอลอีดีที่ล้ำสมัย สูงกว่า 6.5 เมตร และมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย อาทิ   นบสักการะพระจุฬามณี, ราชินีแห่งสายน้ำ, การแสดงกลองยาวต่อตัว, การแสดงลาวกระทบไม้ลีลา และการฟ้อนสี่ภาค ให้นักท่องเที่ยวได้ชมและมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด ณ ริเวอร์พาค์ ทั้งนี้ยังมีกระทงที่ออกแบบแทนสัญลักษณ์ทั้ง 5 ภาคของไทย ผ่านการสร้างสรรค์จากนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง โดยพิธีเปิดจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ (22 พ.ย.61) เวลา 18.00 น. ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aSJYFJTQuIc

 2,157
สังคม-อาชญากรรม
21 พ.ย. 61

‘อ.เจษฎา’ โพสต์ ควรหลีกเลี่ยง ‘กระทงขนมปัง’ ยุ่ยง่าย-เน่าเร็ว ทำน้ำเสียหนัก ไม่ควรเอามาลอย

วันที่ 21 พ.ย. 61 รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ถึงกรณีกระทงขนมปัง ที่หลายคนคงเลือกให้เป็นเลือกแรกๆ ในการนำไปลอยกระทงในวันพรุ่งนี้ โดย รศ.ดร.เจษฎา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “กระทงขนมปัง” คือ กระทงที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด ควรหลีกเลี่ยงถ้าคิดจะลอยคืนพรุ่งนี้นะ    ถ้ายังตัดใจเลิกลอยกระทงไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้หลีกเลี่ยงความเชื่อผิดๆ เรื่อง “ลอยกระทงขนมปังเพื่อสิ่งแวดล้อม” ครับ กระทงขนมปังเนี่ย ทำน้ำเน่าเสียมากกว่าอย่างอื่น เพราะกระทงขนมปัง มันเป็นสารอินทรีย์ ลงน้ำก็ยุ่ยและเน่าอย่างรวดเร็ว จะเก็บขึ้นแบบกระทงใบตองหรือโฟมก็ไม่ได้ ปลาก็ไม่ค่อยกิน แล้วถ้ากินไม่หมด มันก็จะกลายเป็นอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ให้น้ำ ทำให้น้ำเน่าเสียหนักขึ้นอีก   ฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมท่านอื่นประกอบได้ครับ ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า กระทงขนมปัง ถ้าใช้ลอยในแหล่งน้ำไม่ว่าจะเปิดหรือปิด ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นแหล่งน้ำปิดแล้วมีบ่อปลา ก็จะสามารถใช้ได้ จะมีประโยชน์ เพราะปลาสามารถกินขนมปังได้ แต่ถ้าเป็นแหล่งน้ำปิดแล้วไม่มีบ่อปลา จะอันตรายต่อสภาพน้ำ เพราะขนมปังจะเกิดการยุ่ย และทำให้น้ำมีค่าบีโอดี หรือค่าสารอินทรีย์สูง ไม่สมควรนำมาลอย   ดร. อาภา หวังเกียรติ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวว่า สำหรับกระทงขนมปังถึงจะย่อยสลายได้ แต่ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดน้ำเน่าได้ เพราะขนมปังเป็นประเภทสิ่งที่เป็นสารอินทรีย์ ซึ่งสารอินทรีย์ก็คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โดยธรรมชาติหากสารอินทรีย์พวกนี้ลงไปอยู่ในแม่น้ำ มันก็จะมีจุลินทรีย์พวกแบคทีเรียมากินเป็นอาหาร หากปริมาณของสารพวกนี้ไม่มากนักไม่ถือว่าส่งผลเสียเพราะมันก็จะเปลี่ยนแป้งไปเป็นคาร์บอนไดออกไซต์ หากใช้กระทงขนมปังลอยน้ำในปริมาณมาก ขบวนการนี้ก็จะมีดึงออกซิเจนในน้ำมาใช้ เมื่อใช้ออกซิเจนในน้ำมากไปจะกลายเป็นสาเหตุของน้ำเน่าเสียได้    

 5,829
แชร์ออฟเดอะเดย์
15 พ.ย. 61

หนุ่มโพสต์อุทาหรณ์ ใช้ช้อนสแตนเลสตักน้ำในกาต้มน้ำร้อน ถูกไฟดูดเฉียดตาย

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Mathawee Upanun ได้โพสต์เรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ ฝากเตือนคนที่ใช้กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า ระบุว่า เมื่อ 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนเองและครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมแม่ที่ จ.ตาก โดยเช้าวันหนึ่งจะดื่มกาแฟ จึงใช้กาต้มน้ำร้อนยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งซื้อมาจากร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในจังหวัด โดยใช้มาประมาณปีกว่า   ระหว่างกำลังจะกดน้ำใส่แก้วกาแฟ ได้เปิดฝาดูว่ามีน้ำพอหรือไม่ ตนเห็นมดลอยอยู่ในน้ำจึงใช้ช้อนกาแฟที่เป็นสแตนเลสตักมดออกขณะที่เสียบปลั๊กไฟอยู่ ปรากฎว่าเกิดไฟดูดจนตนล้มลงกับพื้น จุกหน้าอกพูดไม่ออกประมาณ 1 นาที แต่ยังรู้สึกตัว   นายเมธี อุปนันท์ ผู้โพสต์ ล่าสุดอาการปลอดภัยเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่ถูกไฟดูดแม่ของตนได้วิ่งเข้ามาดูและพยุงตัวขึ้น ตนพยายามบอกแม่ว่าถูกไฟดูดแต่ก็พูดไม่ได้ หลังจากลุกยืน รู้สึกปวดกล้ามเนื้อหลังเหมือนกับเป็นตะคริว ผ่านไป 1 ชั่วโมง ก็ไม่หาย จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อเช็คร่างกาย    เจาะเลือดไปตรวจและเช็คค่าคลื่นหัวใจและไต โดยนอนพักที่โรงพยาบาล 1 คืน  รอดูอาการ ตอนนี้ผ่านมา 3 อาทิตย์ ก็ยังปวดกล้ามเนื้อหลัง หมอบอกว่าไฟฟ้าทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อหดและไหม้ต้องฟื้นฟูทำกายภาพบำบัดเอง คือยืดเส้นออกกำลังกายไปเรื่อยๆ แล้วจะค่อยๆหาย   สำหรับกาต้มน้ำร้อนดังกล่าวตนได้ทิ้งไปแล้ว และซื้อกายี่ห้อใหม่มาเปลี่ยน ยอมรับตนเองประมาท ไม่รู้ไฟฟ้ารั่วหรือกาต้มน้ำไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่แม่ของตนเคยใช้กาต้มน้ำดังกล่าวเป็นประจำและเคยถูกไฟดูดมาแล้ว 1 ครั้ง แต่ไม่เป็นอะไร อยากเตือนให้ระมัดระวัง ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดออกก่อนจะทำการใด เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายซึ่งอาจถึงชีวิตได้   ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ถ้าเป็นกาต้มน้ำที่ได้มาตรฐานจะไม่เกิดไฟฟ้ารั่ว เพราะลักษณะรูปทรงภายนอกโดยรอบส่วนมากเป็นพลาสติกซึ่งเป็นชนวนกันไฟฟ้า ส่วนภายในเกือบทั้งหมดเป็นพลาสติกมีการเคลือบเทฟลอนไม่เสี่ยงอันตราย ต่างจากหม้อต้มน้ำที่เป็นโลหะเพราะจะมีขดลวดอยู่ด้านในซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดไฟฟ้ารั่ว รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นที่เป็นโลหะ เช่น ไมโครเวฟ   ดังนั้นการใช้ช้อนสแตนเลสตักน้ำ ขณะเสียบปลั๊กไฟไม่ควรอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามต้องดูว่ากาต้มน้ำเก่าหรือไม่ ถ้าสภาพไม่ดีก็มีโอกาสเกิดไฟรั่ว  ส่วนภายในบ้านมีการติดตั้งสายดินและมีคนช่วยตัดกระแสไฟฟ้าระหว่างถูกไฟดูดหรือไม่ หากเป็นไปตามที่กล่าวข้างต้นก็จะปลอดภัยมากขึ้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fKaa1QyC1Jw

 29,251
การเมืองเข้มข้น
05 พ.ย. 61

'ไอติม พริษฐ์' โพสต์เสนอเปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหาร จากบังคับเป็นสมัครใจ 'อ.เจษฎา' ร่วมคอมเม้นท์

ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และหลานชาย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงข้อเสนอให้ปรับปรุงระบบเกณฑ์ทหารมาเป็นระบบสมัครใจว่า   ตนเตรียมนำเสนอแผนเกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบการรับราชการทหาร จากระบบเกณฑ์มาเป็นระบบสมัครใจ (ยกเว้นในช่วงภัยสงคราม) ต่อพรรคและประชาชนในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าการทำให้เรื่องนี้เป็นจริงได้ ต้องคำนึงถึง 2 ข้อ คือ   1.กองทัพจะต้องมีกำลังทหารเพียงพอ สำหรับปฏิบัติหน้าที่หลักในการป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมาจากทั้งการประเมิน และลดยอดพลทหารที่ไม่จำเป็นต่อความมั่นคง อาทิ พลทหารรับใช้ ควบคู่กับการเพิ่มคุณภาพชีวิตพลทหาร ด้วยการรับรองค่าตอบแทนต่อเดือนที่เหมาะสมต่อค่าครองชีพ ไม่มีการหักเงินค่าตอบแทนโดยไม่จำเป็น ขยายสวัสดิการที่ครอบคลุมความต้องการของพลทหารมากขึ้น และต้องกำจัดความรุนแรงในค่ายทหารให้หายไป   2.ต้องไม่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง หรือถูกมองว่าเป็นการต่อสู้กับกองทัพ เพราะการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดก็ตามจะประสบความสำเร็จได้ดีที่สุด ถ้าเราได้รับความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายการเมืองจึงจำเป็นต้องทำให้กองทัพให้การยอมรับข้อเสนอนี้ เพื่อจะปรับตัวไปพร้อมกัน   “ผมได้ฟังบทสัมภาษณ์ของท่าน ผบ.ทบ.ฉบับเต็มแล้ว ความจริงถ้าเราตัดประโยคพาดหัวที่ท่านพูดว่ามันเป็นไปไม่ได้ สิ่งอื่นที่ท่านพูด มันกลับไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น ผมมองว่าหลายอย่างที่ท่านพูดบ่งบอกด้วยซ้ำว่ามันเป็นไปได้ วันหลังผมจะมาอธิบาย ว่าทำไมผมถึงยังไม่รู้สึกหมดหวัง หลังได้ฟังคำพูดของ ผบ.ทบ. และลงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอของผม”   นายพริษฐ์ เผยอีกว่า ผมหวังว่าแนวทางนี้จะตอบโจทย์ทุกฝ่าย และจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทั้งผู้ที่ต้องการเป็นทหาร และผู้ที่ต้องการทำอาชีพอื่น อีกทั้งจะคืนศักดิ์ศรีให้กองทัพพ้นจากข้อครหา “สถาบันอำนาจนิยม” ไปสู่ “กองทัพยุคใหม่” ที่แม้เล็กลงด้วยขนาด แต่แข็งแกร่งด้วยประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยบุคลากรที่สมัครใจทำงานและพร้อมทุ่มเทให้องค์กรอย่างแท้จริง   นอกจากนี้จะตอบโจทย์ความมั่นคงของชาติในโลกสมัยใหม่ ทำให้ประเทศไทยรับมือกับภัยคุกคามในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างเท่าทัน “ทหารสมัครใจ ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่นใจ”              ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่าน Jessada Denduangboripant ถึงกรณีดังกล่าวว่า “น้องไอติมตอบมาอย่างนี้ เริ่มตื่นเต้นขึ้นบ้างแล้วสิ หุๆๆ รอดูนโยบาย ปชป. เลยว่าจะ "ก้าวหน้า" ขึ้นแค่ไหนครับ”   พร้อมกับภาพที่อาจารย์แคปมาจากโพสต์ที่อาจารย์ได้เข้าไปคอมเม้นท์ในโพสต์ดังกล่าวของไอติม โดยในคอมเม้นท์อาจารย์เจษฎาระบุว่า “ผมเห็นด้วยทั้งหมดนะ แต่ถ้าอยากให้เกิดขึ้นจริง ไอติมย้ายพรรคเถอะ การยกเลิกการเกณฑ์ทหารไม่เคยเป็นนโยบายของประชาธิปัตย์ และก็ไม่มีทางมีด้วย”   จากนั้นไอติมได้เข้ามาคอมเม้นตอบกลับว่า “ถ้าผมจะขอให้อาจารย์เปิดใจและรอดูนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะประกาศเร็วๆนี้ จะได้ไหมครับ? สิ่งที่อาจารย์มองว่าไม่มีทางเป็นไปได้ อาจจะเป็นไปได้ครับ”   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7rEL4NYGa5I

 1,516
สังคม-อาชญากรรม
05 ต.ค. 61

ขนลุก! สาวโพสต์ฟิล์มเอกซเรย์ พยาธิตืดหมูกระจายทั่วตัว 'อ.เจษฎา' แนะงดกินของสุกๆดิบๆ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Kwang Volemage ได้โพสต์ภาพจากฟิล์มเอกซเรย์ผู้ป่วย ซึ่งพบว่าภาพจากฟิล์มแสดงให้เห็นจุดสีขาวจำนวนมากที่แทรกอยู่ในชั้นผิวหนังของร่างกาย เต็มไปหมดทั่วทั้งขาของผู้ป่วย โดยระบุข้อความว่า   “cc : หายใจลำบาก คอไม่โล่ง มีเสมหะในคอ O2sat 98% lung – clear pharynx not inject  me : คิดในใจไป CXR หน่อยก็ได้ แล้ว film ก็มา เลยไป film femur ต่อ ตามคำแนะนำ Supanat Boonneramitr #อึ๊ยยยยคนลุกกกกก  #cysticercosisจากหนังสือมาสู่ของจริง #พยาธิตืดหมู”   ต่อมาอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จากภาพที่เห็นเป็นตัวอ่อนของพยาธิตืดหมู ที่สามารถเกิดได้ทั้งคนและหมูโดยตัวอ่อนจะฝังตัวตามอวัยวะต่างๆ คนเราจะได้รับเชื้อนี้โดยการรับประทานไข่พยาธิที่ออกมากับอุจาระและปนเปื้อนอาหารหรือน้ำที่เรารับประทาน   ซึ่งหมูและคนเมื่อได้รับประทานไข่จะทำให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งพยาธิตืดหมูจะเข้าสู่ร่างกายคนได้ จากการดื่ม หรือรับประทานอาหารที่มีไข่ของพยาธิ เช่นผัก ผลไม้ หรือจากการรับประทานตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในกล้ามเนื้อของหมู และการที่ขย้อนปล้องแก่เข้ากระเพาะ ทำให้เหมือนกินไข่พยาธิ   โดยลักษณะอาการขึ้นกับตำแหน่งของพยาธิ หากอยู่ในลำไส้ พยาธิตัวแก่ในลำไส้จะแย่งอาหารทำให้ผู้ที่มีพยาธินี้จะรับประทานอาหารเก่ง หิวบ่อยแต่ผอมลง น้ำหนักลด นอกจากนั้นอาจจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียนหรืออุจาระบ่อยเนื่องจากเกิดจากการระคายเคืองต่อลำไส้ หรืออยู่ใต้ผิวหนังก็จะมีก้อนใต้ผิวหนัง ถ้าอยู่ที่ตาก็จะปวดตา ตาพร่ามัว สายตาผิดปกติหรือตาบอด แม้กระทั่งอยู่ในสมองผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ หรืออาจจะมีอาการปวดศีรษะ เนื่องจากไปอุดทางเดินน้ำไขสันหลังทำให้ความดันในสมองสูง อาจจะทำให้เกิดอาการชักซึ่งเป็นอาการที่ผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุด   อาจารย์เจษฎา กล่าวอีกว่า ทางที่ที่จะช่วยป้องกันคือต้องไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ และไม่รับประทานหมูที่มีลักษณะเหมือนจะติดเชื้อพยาธิ ล้างมือหลังออกจากห้องน้ำ ก่อนปรุงและรับประทานอาหารถ้าจะทานผักสดก็ควรล้างให้สะอาด และดื่มน้ำต้มสุก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UtcQWE9kTsY

 16,227
แชร์ออฟเดอะเดย์
21 ก.ย. 61

ย่างปูนาเจอสัตว์ประหลาดไต่ยั้วเยี้ย 'อ.เจษฎา' ชี้เป็นตัวอ่อนปลิงควาย แนะทำให้สุกก่อนกิน

โลกออนไลน์แชร์คลิปที่หนุ่มรายหนึ่งได้เอาปูนาและหอยเชอรี่ ไปย่างบนเตาปิ้งย่าง แต่กลับพบว่ามีตัวอะไรไม่รู้ไต่ออกมายั้วเยี้ย โดยในโพสต์ระบุว่า…   “#ออกไปเก็บหอยว่าจะมาทำกับข้าวกินเย็นนี้ เจอปูนาว่าจะเอามาย่างคงจะอร่อยดีเห็นกล้ามมันน่ากิน ปูนาคงไม่มีอะไรมาก พอวางลงเตาโดนความร้อนท่านั่นแหละ อะไรเนี่ยอะไรออกมายั้วเยี้ยเลยอะ ระวังกันด้วยเด้อพี่น้อง ใช้วิจารณญาณในการรับชมด้วย”   ทางทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ได้สอบถามไปยัง ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า ตัวใสๆที่ผุดออกมาในตัวปูนาคือปลิงเข็ม หรือตัวอ่อนของปลิงควายที่นอกจากพยาธิแล้วในตัวของปูนามักจะมีปรสิตพวกนี้อาศัยอยู่ด้วยเป็นมาก   ถ้าเกิดว่าใครจะกินปูนาก็จำเป็นต้องทำให้สุกทั้งหมด แต่ถ้าเป็นการกินสดเข้าไปในร่างกายแล้วตัวปลิงเข็มก็จะตายไปเองเพราะกรดในกระเพาะอาหาร แต่ถ้ามันไปติดอยู่ที่ปากหรือกระพุ้งแก้มไม่ได้ลงไปในกระเพาะ ปลิงพวกนี้มันก็จะไปดูดกินเลือดของเราบริเวณนั้น   ดังนั้นจึงไม่มีการแนะนำให้กินปูนา เพราะนอกจากปลิงเข็มแล้วปูนายังมีพยาธิอื่นๆที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อคนได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/O58jy8413TM

 98,442
สังคม-อาชญากรรม
17 ก.ค. 61

อ.เจษฎา อธิบายไขมันทรานส์คืออะไร? วงการเบเกอรี่ปรับสูตรใหม่เพื่อผู้บริโภค

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เกี่ยวกับไขมันทรานส์ หลังกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งห้ามผลิต น้ำเข้า และใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารในไทย โดยระบุว่า   "อีก 6 เดือน ประเทศไทยจะปลอด "ไขมันพืชเติมไฮโดรเจนบางส่วน" (ไขมันทรานส์) "   เมื่อวานหลายคนคงได้เห็นการแชร์กันเต็มฟีด เรื่องที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงฯ เกี่ยวกับกรดไขมันทรานส์ (trans fat acid) ว่า เนื่องจากไขมันทรานส์ที่เกิดจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oil) ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จึงให้อาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (ต้องเขียนให้ครบนะ) เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายใน 180 วัน นับจาก 11 ก.ค. 2561   ประกาศนี้ ทำเอาหลายคนดีใจกันใหญ่ โดยเฉพาะคนในวงการสาธารณสุขและโภชนาการ เพราะรู้กันมานานแล้วไขมันทรานส์อันตราย (ซึ่งผมก็เคยโพสต์เรื่องนี้หลายทีแล้ว)     เรามาสรุปเรื่องนี้กันหน่อยนะ ก่อนที่จะตื่นเต้นปนตกใจกัน แล้วแชร์ข้อมูลอะไรผิดๆ เกี่ยวกับไขมันทรานส์ ... อย่างที่ก่อนนี้ก็เคยมีหลายทีแล้ว   1. ไขมันทรานส์ นั้นเป็นรูปฟอร์มหนึ่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ที่แทนที่โมเลกุลของมันจะมีตำแหน่งของไฮโดรเจน เป็นแบบซีส cis ตามปรกติ มันกลับพลิกตำแหน่งของไฮโดรเจน ทำให้เปลี่ยนรูปทรงไปแบบทรานส์ trans (ดูรูปบนขวา)   2. ไขมันทรานส์พบได้ในธรรมชาติ แต่ไม่มากนัก เช่น ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม แต่ที่เราพบกันมากกว่า คือเป็นผลพวงจากการผลิต "น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน" ซึ่งก็คือการทำให้น้ำมันพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว เปลี่ยนสถานะจากสภาพของเหลว มาเป็นของกึ่งแข็ง เช่น เนยเทียม มาร์การีน ครีมเทียม ช้อตเทนนิ่งสำหรับขนมอบ ฯลฯ (ซึ่งนิยมทำขึ้นเพื่อทดแทนไขมันสัตว์ที่แข็งตัวง่ายกว่า และมีไขมันอิ่มตัว เช่น เนยสด ครีมจริง) ทำให้ในผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มนี้ แม้จะมีราคาถูก และลดการบริโภคไขมันอิ่มซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ กลับทำให้ผู้บริโภคได้รับไขมันทรานส์ไปโดยไม่รู้ตัว   3. พึ่งจะไม่กี่ปีนี้เอง ที่เริ่มแน่ชัดแล้วว่าไขมันทรานส์นั้น ไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด เพราะมันไปเพิ่มการสร้างคอเลสเตอรอลตัวที่เลว คือ แอลดีแอล (LDL) ในร่างกาย ลดคอเลสเตอรอลตัวที่ดี คือ เอชดีแอง (HDL) แถมเพิ่มไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดด้วย ... ทำให้เริ่มมีการรณรงค์ในต่างประเทศ ให้ลดละเลิกกินอาหารกลุ่มน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ที่มีไขมันทรานส์สังเคราะห์   4. แม้ว่าจะมีกระแสรณรงค์ต่อต้านไขมันทรานส์ เช่น มีข้อจำกัดว่าในอาหารจะมีปริมาณไขมันทรานส์ได้มากน้อยเพียงใด ไปจนถึงการห้ามผลิตห้ามจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ... แต่ก็ยังมีช่องว่างในการหลบเลี่ยงตรงที่ผู้ผลิตหันไปใช้ช่องโหว่เรื่อง "ไขมันทรานส์ 0 กรัม" แทน เนื่องจากถ้าในอาหารนั้น ถึงจะมีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และน่าจะมีไขมันทรานส์มาด้วย แต่ถ้ามีปริมาณน้อยกว่าตามที่แต่ละประเทศกำหนด ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ก็มีสิทธิเขียนได้ว่า 0 gram trans fat (ดูรูปล่างซ้าย) ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ ว่าเป็น 0% คือไม่มีอยู่เลย   5. ดังนั้น ตามประกาศใหม่ของ ก.สาธารณสุข (ซึ่งแรงมาก) ก็จะทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถใช้ช่องโหว่นั้นได้อีกต่อไป นั่นคือ ห้ามที่ผลิต ทั้งจำหน่าย อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน แม้แต่น้อย ... ซึ่งดีต่อผู้บริโภคที่จะไม่ต้องคอยดูที่ฉลากให้ชัดเจนอีกต่อไป ถ้าห่วงเรื่องไขมันทรานส์   6. ส่วนผู้ผลิตนั้น ก็เหนื่อยกันหน่อยล่ะ โดยถ้าเป็นบริษัที่ทำครีมเทียม เนยเทียม มาร์การีนอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิต จากที่เคยเอาน้ำมันพืช มาผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ก็ต้องทำให้เป็นการเติมไฮโดรเจนแบบสมบูรณ์ทั้งสายโมเลกุล ซึ่งจะเป็นการกำจัดไขมันไม่อิ่มตัวทั้งแบบซิสและแบบทรานส์ ออกจากผลิตภัณฑ์   7. ขณะที่ผู้ผลิตอาหาร ก็อาจจะหันกลับไปใช้พวกเนยจริง ครีมจริง แทนน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ... สำหรับคนไทยเรา ราคาสินค้าอาหารกลุ่มนี้ ก็คงจะแพงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มที่ในไทยเรานิยมเอามาใช้เป็นวัตถุดิบ ก็อาจจะตกต่ำลง เพราะขาดความต้องการ   8. ที่เข้าใจกันผิดๆ อีกอย่าง คือ น้ำมันพืชบรรจุขวดนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องไขมันทรานส์นะ ... ที่เห็นข้างขวดน้ำมันว่าเป็นน้ำมันผ่านกรรมวิธีเนี่ย มันเรื่องกรรมวิธีการกลั่นน้ำมัน แล้วก็ไม่ได้เอามาเติมไฮโดรเจนเพื่อกันหืนแต่อย่างไร เพราะไม่งั้นได้กลายเป็นของกึ่งแข็งกันพอดี   9. เรื่องเอาน้ำมันพืชไปผัดทอดแล้วจะเกิดไขมันทรานส์ขึ้น ก็เป็นอีกเรื่องที่แชร์กันผิดๆ (ทำให้คนหันไปกินน้ำมันหมูกัน ซึ่งแย่เข้าไปใหญ่) ... มีงานวิจัยพบว่าน้ำมันพืช ถ้าโดนความร้อนสูงมาก ซ้ำๆ หลายๆ รอบ จะมีไขมันทรานส์เกิดขึ้นจริง แต่ปริมาณน้อยมากๆ (จะน้อยกว่าที่เราได้รับจากไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเสียอีก) ดังนั้น ถ้าเอามาใช้ทำอาหารแค่ครั้งเดียว ก็ไม่ต้องกลัวอะไร (ที่เค้าห้ามเอามาทอดซ้ำบ่อยๆ เนี่ย จริงๆ เค้ากลัวเรื่องการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้นต่างหาก)   ยาวมาก ครบถ้วนทุกเรื่อง ... สรุปสั้นๆ ว่า ดีแล้วที่ สธ. ออกประกาศแบบนี้ แรงดี ... ยังไงเสีย ก็ลดๆ การกินไขมันลงนะ ไม่ว่าจะเนยเทียมเนยจริง หรือ ครีมเทียมครีมจริง     ด้านนางกัลยากร เมฆวิไล นายกสมาคมเบเกอรี่ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เรื่องไขมันทรานส์ ในแวดวงผู้ประกอบการด้านเบเกอรี่ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะพอที่จะทราบข่าวมาก่อนหน้านี้ราวปีกว่าจึงมีการตื่นตัว และเตรียมการปรับตัว เพื่อรับมือโดยการปรับเปลี่ยนมาในระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นตนจึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในเรื่องของระยะเวลา และเรื่องของการปรับเปลี่ยน หรือดัดแปลงสูตร เพราะสามารถคิดค้นพลิกแพลงได้อยู่เสมอๆ เพื่อให้เป็นไปตามระยะเวลา ที่ สธ. ได้ประกาศบังคับเอาไว้   แต่ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้คนไทยชอบเบเกอรี่ที่ได้ปริมาณเยอะ และราคาถูก ซึ่งส่วนผสมที่มีไขมันไขมันทรานส์ เช่นเนยขาว หรือมาการีน ซึ่งคือเนยเทียมนี้จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการมากกว่าเนยแท้ เพราะราคาถูกซึ่งในเมืองไทยถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย  และหาผู้ประกอบการใช้เนยแท้แล้วแน่นอนว่าขนาดหรือปริมาณของเบเกอรี่ก็จะลดลงและมีราคาเพิ่มขึ้น และอีกส่วนคือเนยเทียมเวลาทำขนมจะตีแล้วขึ้นฟูมากกว่าเนยแท้ซึ่งก็ถือว่าเป็นปัญหาอยู่   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเชื่อว่าผู้ประกอบการทราบถึงวิธีการที่จะแก้ไขในจุดนี้ โดยขณะตีจะทำการลดอุณหภูมิให้เย็นลงก็จะทำให้การตีเนยแท้ขึ้นฟูได้ แต่อาจจะไม่เท่าเนยเทียมแต่ก็ถือว่าได้ผล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการกำลังคิดหาวิธีรับมือที่จะทำอย่างไรให้ราคาคุ้มทุน นอกจากนี้ทางผู้ซื้อเองก็จะต้องทำความเข้าใจ และตระหนักถึงเรื่องนี้ให้มากๆ ว่าไขมันทรานส์นั้นมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร      นางกัลยากร กล่าวอีกว่า ทางสมาคมมีความพยายามที่จะเข้าไปตรวจสอบกรรมวิธีการผลิตของสมาชิกเพื่อความถูกต้องและปลอดภัยให้มั่นใจได้ เหมือนกับที่สมาคมเบเกอรี่ของอเมริกามีมาตรการเข้าไปตรวจสอบผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก โดยขณะนี้อยู่ในระดับเตรียมการวางมาตรการให้ออกมาเป็นรูปธรรมอยู่   อย่างไรก็ตามล่าสุดผู้ประกอบการด้านอาหารหลายราย เช่น นมตรามะลิ, เคเอฟซี, แมคโดนัลด์, เลย์, อานตี้แอน ที่ออกมาระบุว่าผลิตภัณฑ์ปลอดจากไขมันทรานส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผู้บริโภค   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9K2CuLlbkvQ

 7,390
แชร์ออฟเดอะเดย์
02 ก.ค. 61

'อ.เจษฎา' ชี้โซเชียลเข้าใจผิด ปมดาวเทียมอินฟาเรด 3 มิติของสหรัฐฯช่วยเด็กติดถ้ำ

ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงเรื่องดาวเทียมอินฟาเรด 3 มิติของสหรัฐฯ ที่นำมาค้นหาเด็กๆทีมหมูป่าอคาเดมี่ที่ติดในถ้ำหลวง ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีดังกล่าว อาจจะเกิดการตีความผิด โดยระบุ   "ปัจจุบันเท่าที่เราทราบ ยังไม่มีดาวเทียมดวงใดที่สามารถมองทะลุและสร้าง 3D Mapping ของโพรงต่าง ๆ ใต้ดินได้ แม้ว่าเราจะมีดาวเทียมหลากหลายรูปแบบที่ตั้งแต่ วัดความสูงของพื้นที่ด้วยเทคนิคต่าง ๆ (GISTDA ใช้เทคนิคนี้ในการสร้างภาพ 3 มิติ แต่สุดท้ายก็รู้แค่ภาพพื้นผิวเท่านั้นไม่สามารถเจาะลงไปในถ้ำได้) หรือเราสามารถใช้ดาวเทียมในการ วัดสนามโน้มถ่วง บริเวณต่าง ๆ เพื่อบอกว่าบริเวณนั้นมีธาตุหนักอะไรอยู่บ้าง   แต่เราก็ยังไม่มีดาวเทียมที่ส่องทะลุลงไปได้ถึงใต้ผิวและผ่านชั้นหินต่าง ๆ เนื่องจากมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าหากมีเทคโนโลยีถึงขั้นนั้นก็เรียกได้ว่าไม่ต้องทำอะไรแล้ว ถ้าอเมริกามีเทคโนโลยีขนาดนั้นแล้วทำไมจะต้องส่งโดรนไปบินให้ประเทศนู้นนี้ด่าอีก" ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/js8D5eKSFN0

 5,167

Top