ค้นหา :

ผลการค้นหา "ชูวิทย์กมลวิศิษฎ์"

สังคม-อาชญากรรม
18 ธ.ค. 62

'ชูวิทย์' วิเคราะห์เหตุผล 'สมคิด' ได้ออกคุก 'สมศักดิ์' จ่อให้นักโทษอุกฉกรรจ์ใส่กำไล em ตลอดชีวิต

กรณีนายสมคิด พุ่มพวง ฉายาคิด เดอะริปเปอร์ อดีตฆาตกรต่อเนื่อง 5 ศพ พ้นโทษออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 แล้วมาก่อเหตุฆาตกรรมแม่บ้านโรงแรมวัย 51 ปี ซึ่งเป็นเหยื่อรายที่ 6 จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนว่า เหตุใดนายสมคิดจึงได้รับการปล่อยตัวเร็ว ทั้งที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่กลับถูกจำคุกเพียง 14 ปี จนมาก่อเหตุดังกล่าว   นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า นายสมคิด ถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่รับสารภาพในชั้นสอบสวน จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งคดีของนายสมคิดถือเป็นคดีลักษณะบัญชีแนบท้าย เช่น การก่อการร้าย ความผิดเกี่ยวกับเพศความผิดต่อชีวิต เป็นต้น จึงถูกกักชั้นเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่จำคุกในปี 2548 จากนั้นนายสมคิดจะได้รับการเลื่อนชั้นทุก 6 เดือนเป็น ชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยมตามลำดับ ซึ่งการคำนวณวันลดหย่อนโทษจะแต่งต่างกันตามลำดับชั้น   ตามระเบียบพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ มาตรา 8 นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามบัญชีลักษณะความผิดแนบท้าย จะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ สำหรับผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกำหนดโทษจำคุก 50 ปี แล้วให้ลดโทษ ตามลำดับชั้นนักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ ชั้นเยี่ยม 1 ใน 3 ชั้นดีมาก 1 ใน 4 ชั้นดี 1ใน 5 ชั้นกลาง 1 ใน 6    โดยเฉลี่ย อภัยโทษจะมีทุก 2-3 ปี ในระหว่างปี 2548-2562 นายสมคิดจะได้รับอภัยโทษประมาณ 4 ครั้ง (โดยคำนวณหลังจากนายสมคิดเลื่อนชั้นเป็นชั้นเยี่ยมแล้ว) ดังนี้   - ครั้งที่ 1 ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 โดยโทษตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นจำคุก 50 ปี และลดโทษเหลือ 33 ปี - ครั้งที่ 2 ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 จาก 33 ปีเหลือ 22 ปี - ครั้งที่ 3 ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 จาก 22 ปีเหลือ 15 ปี - ครั้งที่ 4 ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 จาก 15 ปีหรือ 10 ปี   ซึ่งอภัยโทษครั้งล่าสุดมีในปี 2562 นายสมคิดได้รับการลดโทษเหลือ 10 ปี แต่เนื่องจากนายสมคิดถูกจำคุกมาแล้ว 14 ปี ดังนั้นนายสมคิดจึงได้รับการปล่อยตัวทันที   ทั้งนี้ กรณีนายสมคิด ที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องมา 5 ศพ ตนมองว่าไม่สมควรได้รับการปล่อยตัวให้ออกมากระทำผิดอีก เพราะเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์ หากปล่อยตัวออกมาก็จะมาก่อเหตุซ้ำอีก ซึ่งแตกต่างจากนักโทษรายอื่นๆ ที่อาจเป็นการทำผิดครั้งแรกและพร้อมกลับตัวกลับใจ การอภัยโทษจึงถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่นักโทษทั่วไป แต่ไม่ใช่กับคนอย่างนายสมคิด ที่ฆ่าคนมาแล้วถึง 5 ศพ จึงควรแยกออกจากสังคมโดยถาวร   ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผยว่า มีแนวคิดจะติดกำไล EM ให้กับผู้ต้องขังคดีอุจฉกรรจ์ที่เพิ่งพ้นโทษ เพื่อให้ติดตามได้ว่า ไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร หรืออยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงก่อคดีรึเปล่า แต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะยังติดในเรื่องของหลักสิทธิ์มนุษยชน และข้อจำกัดบางอย่าง ส่วนการปล่อยตัวนายสมคิด ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดใคร รอคำชี้แจงจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และหลังจากนี้ต้องพิจารณาเรื่องการพิจารณาลดโทษ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dBRyIchLgzk

 7,231
อาชญากรรม
18 ธ.ค. 62

'ชูวิทย์' วิเคราะห์เหตุผล 'สมคิด' ได้ออกคุก 'สมศักดิ์' จ่อให้นักโทษอุกฉกรรจ์ใส่กำไล em ตลอดชีวิต

กรณีนายสมคิด พุ่มพวง ฉายาคิด เดอะริปเปอร์ อดีตฆาตกรต่อเนื่อง 5 ศพ พ้นโทษออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 แล้วมาก่อเหตุฆาตกรรมแม่บ้านโรงแรมวัย 51 ปี ซึ่งเป็นเหยื่อรายที่ 6 จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนว่า เหตุใดนายสมคิดจึงได้รับการปล่อยตัวเร็ว ทั้งที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่กลับถูกจำคุกเพียง 14 ปี จนมาก่อเหตุดังกล่าว   นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า นายสมคิด ถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่รับสารภาพในชั้นสอบสวน จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งคดีของนายสมคิดถือเป็นคดีลักษณะบัญชีแนบท้าย เช่น การก่อการร้าย ความผิดเกี่ยวกับเพศความผิดต่อชีวิต เป็นต้น จึงถูกกักชั้นเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่จำคุกในปี 2548 จากนั้นนายสมคิดจะได้รับการเลื่อนชั้นทุก 6 เดือนเป็น ชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยมตามลำดับ ซึ่งการคำนวณวันลดหย่อนโทษจะแต่งต่างกันตามลำดับชั้น   ตามระเบียบพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ มาตรา 8 นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามบัญชีลักษณะความผิดแนบท้าย จะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ สำหรับผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกำหนดโทษจำคุก 50 ปี แล้วให้ลดโทษ ตามลำดับชั้นนักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ ชั้นเยี่ยม 1 ใน 3 ชั้นดีมาก 1 ใน 4 ชั้นดี 1ใน 5 ชั้นกลาง 1 ใน 6    โดยเฉลี่ย อภัยโทษจะมีทุก 2-3 ปี ในระหว่างปี 2548-2562 นายสมคิดจะได้รับอภัยโทษประมาณ 4 ครั้ง (โดยคำนวณหลังจากนายสมคิดเลื่อนชั้นเป็นชั้นเยี่ยมแล้ว) ดังนี้   - ครั้งที่ 1 ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 โดยโทษตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นจำคุก 50 ปี และลดโทษเหลือ 33 ปี - ครั้งที่ 2 ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 จาก 33 ปีเหลือ 22 ปี - ครั้งที่ 3 ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 จาก 22 ปีเหลือ 15 ปี - ครั้งที่ 4 ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 จาก 15 ปีหรือ 10 ปี   ซึ่งอภัยโทษครั้งล่าสุดมีในปี 2562 นายสมคิดได้รับการลดโทษเหลือ 10 ปี แต่เนื่องจากนายสมคิดถูกจำคุกมาแล้ว 14 ปี ดังนั้นนายสมคิดจึงได้รับการปล่อยตัวทันที   ทั้งนี้ กรณีนายสมคิด ที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องมา 5 ศพ ตนมองว่าไม่สมควรได้รับการปล่อยตัวให้ออกมากระทำผิดอีก เพราะเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์ หากปล่อยตัวออกมาก็จะมาก่อเหตุซ้ำอีก ซึ่งแตกต่างจากนักโทษรายอื่นๆ ที่อาจเป็นการทำผิดครั้งแรกและพร้อมกลับตัวกลับใจ การอภัยโทษจึงถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่นักโทษทั่วไป แต่ไม่ใช่กับคนอย่างนายสมคิด ที่ฆ่าคนมาแล้วถึง 5 ศพ จึงควรแยกออกจากสังคมโดยถาวร   ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผยว่า มีแนวคิดจะติดกำไล EM ให้กับผู้ต้องขังคดีอุจฉกรรจ์ที่เพิ่งพ้นโทษ เพื่อให้ติดตามได้ว่า ไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร หรืออยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงก่อคดีรึเปล่า แต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะยังติดในเรื่องของหลักสิทธิ์มนุษยชน และข้อจำกัดบางอย่าง ส่วนการปล่อยตัวนายสมคิด ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดใคร รอคำชี้แจงจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และหลังจากนี้ต้องพิจารณาเรื่องการพิจารณาลดโทษ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dBRyIchLgzk

 7,231
การเมือง
15 ธ.ค. 62

'ชูวิทย์' วิจารณ์ 'ธนาธร' พามวลชนลงถนน ชี้ยังไม่ขลัง ได้แค่แฟนคลับรุ่นใหม่ เซลฟี่แล้วกลับบ้าน

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมแฟลชม็อบ เพื่อประท้วงรัฐบาล โดยระบุข้อความดังนี้   "ท้ายสุด…เจอกันที่ถนน   ทุกครั้งที่การต่อสู้ในระบบรัฐสภาไม่ประสบความสำเร็จ นักการเมืองมักเลือกเอาวิธีอ้างประชาชน และมาประท้วงเรียกร้องที่ข้างถนน การต่อสู้ในระบบไม่ได้ง่ายอย่างตอนหาเสียงไว้ เพราะรัฐสภาเป็นสถานที่ที่นักการเมืองใช้ตกลงกันด้วยวิถีทางการเมือง เมื่อตกลงกันไม่ได้ มีอยู่ 2 ทาง คือ   “ยุบสภา” เลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนตัดสินว่าเอาไง ? หรือ “ลาออก” รวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ แต่นักการเมืองเมื่อสู้ในสภาไม่ได้ ก็มักเลือกไปสู้ที่ “ข้างถนน” แทน อ้างว่าประชาชนเรียกร้องความยุติธรรม ในอดีต มีทั้ง นปช. กปปส. ที่ล้วนเคยเป็นนักการเมืองในสภา แต่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลือกใช้วิธี “ทางลัด”   เมื่อคุณธนาธร และพรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้ฐานเสียงปัญญาชนคนรุ่นใหม่ ที่ตื่นเต้นกับความคิดก้าวหน้าออกมาต่อสู้   แต่ท้ายสุดวิธีการของคุณธนาธร ก็ไม่ได้แตกต่างกับคุณทักษิณ ที่ใช้ฐานเสียงของคนรากหญ้า ผ่านร่างทรง นปช. หรืออย่างคุณสุเทพ ฮีโร่ กปปส. ที่ปลุกเร้าปิดล้อมท้องถนน เรียกร้องให้ทหารออกมา จนระบบการเมืองแปรสภาพติดบ่วงจนถึงทุกวันนี้   กลุ่มฐานเสียงของคุณธนาธรนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ หากคุณธนาธรเลือกวิธีข้างถนน แล้วอ้างเอาแค่ความยุติธรรมของตัวเองเรื่องหุ้นสื่อ หรือเงินกู้พรรค ที่ถูกบีบคั้นนั้น ผมเชื่อว่ายังห่างไกลกับการไป “เล่นการเมืองข้างถนน” มาก หากจะให้ถึงขั้นเอาแบบ กปปส. ที่กล่อมคนมาเป่านกหวีด ปิดถนน เดินแห่ขอเงินบริจาค อย่างสุเทพนั้น ประเด็นมันต้องร้อนแรงต่อความรู้สึกของคนในสังคมมากกว่านี้   จะอ้างว่าพระเอกถูกกลั่นแกล้ง จึงขอมาสู้เคียงข้างประชาชน “แสดงพลัง” ข้างถนน เรื่องอย่างนี้ยังไม่ขลังพอ แค่ได้แฟนคลับรุ่นใหม่ถ่าย “เซลฟี่” ประเดี๋ยวประด๋าว และแยกย้ายกันกลับบ้าน   หากจะใช้ลีลาแบบนักการเมืองรุ่นพี่ คงต้องรอ รัฐบาลพลาด “สะดุดขาตัวเอง” เสียก่อน อย่างนี้รอซ้ำได้เลย"     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/2enQlEytBSs

 3,304
การเมือง
15 ธ.ค. 62

'ธนาธร' ลั่นชุมนุมสกายวอล์คแค่ชิมลาง ของจริงเดือนหน้าลงถนน - 'ชูวิทย์' ชี้ยังไม่ขลังพอ แค่ได้แฟนคลับมาเซลฟี่

กิจกรรมเคมเปญชุมนุมระยะสั้น เมื่อเสียงที่พวกเราเลือกเข้าสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนออกมาส่งเสียงด้วยตัวเอง ของพรรคอนาคตใหม่ ที่ สกายวอล์ค แยกปทุมวัน นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค และส.ส.พรรคอนาคตใหม่   โดยนายธนาธร เดินทางมาทางเรือด่วนคลองแสนแสบ จากท่าผ่านฟ้า มาลงที่สะพานหัวช้าง หลังเสร็จสิ้นร่วมงานเสวนารัฐธรรมนูญ ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในช่วงบ่าย ส่วนกิจกรรมได้มี ส.ส.และทีมงานพรรค แจกกระดาษที่มีการเขียนข้อความ แสดงออกทางการเมือง    นายธนาธรกล่าวว่า กิจกรรมวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะที่กรุงเทพฯ แต่กระจายไปในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ สมุทรปราการ ซึ่งการแสดงจุดยืนวันนี้เพื่อจะบอกว่าจากนี้เราไม่ทน เราไม่ถอยกับระบอบเผด็จการอีกแล้ว และโจมตีการทำงานของรัฐบาล ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ว่าไม่มีประสิทธิภาพ   ทั้งในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และบทบาทของผู้นำ ที่มีการกล่าวหาอนาคตใหม่เป็นพวกชังชาติ และการรวมพลังวันนี้เป็นแค่การชิมลาง ยังไม่ลงถนน แต่เดือนหน้าจะมีการลงถนนจัดเต็มมากกว่านี้ อย่าให้ใครมาดูถูกว่าอนาคตใหม่เก่งแต่ปาก เก่งแต่ในออนไลน์ ซึ่งการที่ทุกคนออกมาแสดงพลังวันนี้ ไม่ใช่มาปกป้องพรรคอนาคตใหม่ แต่เป็นการมาปกป้องอนาคตของคนไทยทุกคน ให้ต่อสู้กับความกลัว ด้วยความหวังก้าวไปด้วยกัน จนถึงเวลา 18 นาฬิกา ได้ร่วมกันเคารพธงชาติและได้แยกย้ายเดินทางกลับ พร้อมขอให้เตรียมร่างกายให้พร้อม ซ้อมวิ่งให้ดีเพื่อที่จะเจอกันในเดือนหน้า   ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ว่า ทุกครั้งที่การต่อสู้ในระบบรัฐสภาไม่ประสบความสำเร็จ นักการเมืองมักเลือกเอาวิธีอ้างประชาชน และมาประท้วงเรียกร้องที่ข้างถนน การต่อสู้ในระบบไม่ได้ง่ายอย่างตอนหาเสียงไว้ เพราะรัฐสภาเป็นสถานที่ที่นักการเมืองใช้ตกลงกันด้วยวิถีทางการเมือง   เมื่อคุณธนาธร และพรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้ฐานเสียงปัญญาชนคนรุ่นใหม่ ที่ตื่นเต้นกับความคิดก้าวหน้าออกมาต่อสู้ จะอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง จึงขอมาสู้เคียงข้างประชาชนแสดงพลังข้างถนน เรื่องอย่างนี้ยังไม่ขลังพอ แค่ได้แฟนคลับรุ่นใหม่ถ่ายเซลฟี่ประเดี๋ยวประด๋าว และแยกย้ายกันกลับบ้าน   ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เชื่อว่าหัวหน้าพรรคการเมืองที่จัด มีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบต่อสังคมเพียงพอ ที่จะไม่สร้างปัญหายั่วยุให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมหรือกระทำการใดๆที่ขัดต่อหลักกฎหมาย ซึ่งเราทุกคนต่างได้รับบทเรียนจากอดีตและความเสียหายที่เกิดขึ้นร่วมกันมาแล้ว   อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมฝ่ายความมั่นคง ยังก็มีความกังวลอยู่บ้าง หากมีการปลุกปั่น ยั่วยุ รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวหรือไม่ครบถ้วน ทั้งในพื้นที่ชุมชุนหรือในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการเผยแพร่ข่าวปลอม ซึ่งผิดกฎหมายและที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน จึงขอให้ประชาชนร่วมกันเตือนสติและใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองข้อมูลที่ได้รับอย่างรอบด้านและเท่าทัน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของบุคคลใด ยั่วยุให้เกิดความแตกแยกสามัคคีกันดังเช่นอดีต     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/cvXWemK-cjI

 5,703
การเมือง
08 ธ.ค. 62

‘ปารีณา’ ส่งคืนที่ดิน ส.ป.ก. 682 ไร่ ‘ธรรมนัส’ แจงเหตุ ไม่ดำเนินคดี ‘ชูวิทย์’ โพสต์แรง อ่านแล้วถึงกับจุก

วานนี้ (7 ธ.ค.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, นายประยงค์ จันทเต็ง นายอำเภอจอมบึง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบฟาร์มไก่เขาสน 1 ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ หลัง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ได้ทำหนังสือขอส่งคืนพื้นที่ ส.ป.ก.จำนวน 682 ไร่ โดยมอบอำนาจให้นายสมใจ สะทองเลียบ นำเอกสารมาส่งมอบให้กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช. เกษตรและสหกรณ์ หลังมีคำสั่งให้ น.ส.ปารีณา คืนพร้อมนำตรวจสอบพื้นที่ภายในฟาร์ม   ร.อ. ธรรนัส พรหมเผ่า รมช. เกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเข้าไปตรวจสอบในบริเวณฟาร์มไก่ว่า เนื่องจาก น.ส.ปารีณาทำหนังสือถึง ส.ป.ก.เพื่อจะขอส่งคืนพื้นที่ทั้งหมด รวมกว่า 600 ไร่ ซึ่งตนได้มาราชการที่ราชบุรี จึงถือโอกาสมารับส่งมอบ โดยพื้นที่ตรงนี้เป็นเขตการประกาศปฏิรูปที่ดิน เมื่อผู้ครอบครองที่ดินไม่มีคุณสมบัติหรือครอบครองเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่งคืนมาโดยที่ไม่ต้องไปฟ้องขับไล่ ทาง ส.ป.ก.จะดำเนินการตามขั้นตอนที่ผู้ครอบครองร้องขอมา    ในเรื่องนี้ ส.ป.ก.ไม่มีการดำเนินคดี เนื่องจาก น.ส.ปารีณาครอบครองมาก่อนที่จะประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เราได้รับส่งมอบมาจากกรมป่าไม้พร้อมกับผู้ครอบครอง เมื่อได้ส่งมอบให้กับทางหลวงซึ่งถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ ในส่วน ส.ป.ก. ก็จะจบกัน ซึ่งจะรับพื้นที่ทั้งหมดคืนมา เพื่อจะจัดสรรให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ทำกินและที่อยู่อาศัยต่อไป ส่วนของ ส.ป.ก.มีหน้าที่เอาที่ดินคืนมาก่อน ส่วนของโรงเรือนนั้นไม่มีนโยบายที่จะไปทำลายทรัพย์สินใดๆ เหมือนกับที่กระบี่ มีโรงเรือนต่างๆ ก็จะมอบให้ชาวบ้านที่มีสิทธิ์ต่อไป ส่วนเสาไฟฟ้าที่อยู่ในฟาร์มไก่คงต้องรื้อถอนออกไป    น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือมาถึงเมื่อวันศุกร์ แจ้งว่าขอส่งที่ดินคืนให้กับ ส.ป.ก. อยากให้เข้าใจว่ากฎหมาย ส.ป.ก.ว่าด้วยอะไร จึงต้องทำตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าเราละเว้นไม่ปฏิบัติ ไม่บังคับใช้กฎหมายกับใครคนใดคนหนึ่งแต่ใช้เหมือนกันหมด เช่นเดียวกับที่ดินแปลงอื่นก็เหมือนกัน ส่วนกรณีดื้อไม่ยอมคืนก็จะใช้มาตรา 44 บังคับใช้ ซึ่งที่ดินของนางสาวปารีณา ขณะนี้มีจำนวนทั้งหมด 682 ไร่ ขณะนี้ได้สั่งการให้ปฏิรูปที่ดินทุกจังหวัดไปว่าให้มีการตรวจสอบที่ดินที่จัดสรรไปแล้วว่ามีใครถือครองไปบ้าง มีใครได้สิทธิ์บ้าง และที่กำลังจัดสรรได้ดูอย่างละเอียด   ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เผยว่า ในวันที่ 9 ธ.ค. 2562 จะได้ข้อสรุปว่าจะเอาคืนที่ดิน 600 กว่าไร่ของ น.ส.ปารีณา ไปดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะต้องทำเรื่องไปถึง ส.ป.ก.ก่อน ว่า ส.ป.ก. จะเอาไปจัดสรร หรือจะคืนมาให้กรมป่าไม้    ขณะที่นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย กว่าวว่า กรมป่าไม้ไม่ต้องรอหนังสือ จาก ส.ป.ก. ใดๆ ทั้งสิ้น สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีได้เลย ตราบใดที่ ส.ป.ก. ยังไม่นำไปก่อนโฉนด ถือว่าเป็นที่ดินของรัฐอยู่แล้ว ถ้าเป็นที่ดินของรัฐผิดกฎหมายก็ถือเป็นที่ป่าแปลงใหญ่ด้วยซ้ำ   ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.พรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ‘แข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แข่งบุญ แข่งวาสนา อย่าหวังแข่ง หลายครั้งหลายคราที่กฎหมายของไทยฉบับเดียวกัน แต่ใช้กับคนหลายระดับชั้นอย่างไม่เท่าเทียมกัน เจ้าหน้าที่รัฐ หรือฝ่ายบริหาร คงมอง “ฝ่ายรัฐบาล” กับ “ฝ่ายค้าน” ต่างกัน มันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ชีวิตการเมืองของผมเคยเป็นแต่ฝ่ายค้าน จึงไม่ทราบว่าการเป็นฝ่ายรัฐบาลได้สิทธิพิเศษอย่างไรหรือไม่?   ผมเคยคิดอยู่เสมอว่า ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน หากทำผิดกฎหมาย ต้องถูกลงโทษ ต่อมาเมื่อผมได้ชดใช้หนี้ความผิดตามกฎหมาย แต่กลับมองเห็น “คนมีอำนาจ” ไม่ต้องชดใช้ จึงได้สำนึกว่าผม “คิดผิด” กฎหมายสำหรับคนธรรมดา กับกฎหมายของผู้มีเกียรติคงไม่เหมือนกัน เปรียบกับเรื่องรุกป่า หากเป็นคนธรรมดา ป่านนี้คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะเถียง ได้แต่ก้มหน้ารับโทษ นึกแล้วอย่าได้ไปน้อยใจในวาสนา   คิดถึงผู้ใหญ่ที่เขาบอกไว้ว่า “แข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แต่แข่งบุญ แข่งวาสนา มันแข่งกันไม่ได้” คงมีเส้นแบ่งอะไรสักอย่าง ที่ประชาชนคนธรรมดาอย่างผม ไม่ต้องพูด เพราะถึงพูดไป มันไม่มีความหมายอะไรในประเทศไทย’     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/fG7toaQZKBY  

 59,636
สังคม-อาชญากรรม
28 ก.ย. 62

เรือนจำชี้แจง หลัง 'ชูวิทย์' โพสต์ถึง 'น้ำอุ่น' แฉในคุกมีรับน้อง คลานบิณฑบาตให้ตบรอบแดน

นายสมภาพ รุจจนเวท ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี กล่าวถึงกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คระบุว่า เรือนจำมีการรับน้องด้วยวิธีคลานบิณฑบาต ตบรอบแดน ว่า ทางเรือนจำไม่สนับสนุนการทำร้ายผู้ต้องขัง และห้องขังน้ำอุ่น มีการติดกล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุข้อความดังนี้   "คนล้ม กระทืบซ้ำ   สุภาษิตโบราณบอก “คนล้มอย่าข้าม”   แต่สุภาษิตปัจจุบัน “คนล้มต้องกระทืบซ้ำ”   เรื่องบ้านปาร์ตี้ที่บางบัวทอง เจ้าของบ้านอุตส่าห์จุดธูปสาบานศาลพระภูมิยังไม่รอด โดนออกหมายจับเรียงตัว ข้อหาซ่องโจร (คุก 5 ปี) กับร่วมกันอนาจาร (คุก 10 ปี) เพราะมีพริตตี้อีกคนไปแจ้งความว่าถูกจับแก้ผ้าที่บ้านนี้   โป๊ะเชะ! ชีวิตคนเราหนอ เมื่ออยากหาความสุข ก็กินเหล้าจัดปาร์ตี้ สรรหาพริตตี้มาที่บ้าน แต่ความซวยไม่ต้องไขว่คว้า จู่ๆ ดันมาเยือนถึงหน้าบ้านโดยไม่รู้ตัว   ต่อไปบ้านไหนจัดปาร์ตี้ แล้วไปจ้างพริตตี้เด็กเอนขอให้ระวังตัวหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าชูวิทย์ไม่เตือน   ส่วน “น้ำอุ่น” ได้นอนคุกเรือนจำพิเศษธนบุรี ขอกระซิบสักนิด ต่างกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพราะแน่นจริง กองงานเข้ม ไม่มีเซิ้ง (อู้งาน หลบ เดินเล่น)   ฝากไว้อีกสักบทเรียนตอนใช้ชีวิตในคุก   “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้”   วันแรกรับน้องใหม่ คดีทำนองนี้ เริ่มต้อนรับด้วยการ “คลานบิณฑบาต” ให้ตบรอบแดน"          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/RDxAS_nBQ4A

 7,966
อาชญากรรม
28 ก.ย. 62

เรือนจำชี้แจง หลัง 'ชูวิทย์' โพสต์ถึง 'น้ำอุ่น' แฉในคุกมีรับน้อง คลานบิณฑบาตให้ตบรอบแดน

นายสมภาพ รุจจนเวท ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี กล่าวถึงกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คระบุว่า เรือนจำมีการรับน้องด้วยวิธีคลานบิณฑบาต ตบรอบแดน ว่า ทางเรือนจำไม่สนับสนุนการทำร้ายผู้ต้องขัง และห้องขังน้ำอุ่น มีการติดกล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุข้อความดังนี้   "คนล้ม กระทืบซ้ำ   สุภาษิตโบราณบอก “คนล้มอย่าข้าม”   แต่สุภาษิตปัจจุบัน “คนล้มต้องกระทืบซ้ำ”   เรื่องบ้านปาร์ตี้ที่บางบัวทอง เจ้าของบ้านอุตส่าห์จุดธูปสาบานศาลพระภูมิยังไม่รอด โดนออกหมายจับเรียงตัว ข้อหาซ่องโจร (คุก 5 ปี) กับร่วมกันอนาจาร (คุก 10 ปี) เพราะมีพริตตี้อีกคนไปแจ้งความว่าถูกจับแก้ผ้าที่บ้านนี้   โป๊ะเชะ! ชีวิตคนเราหนอ เมื่ออยากหาความสุข ก็กินเหล้าจัดปาร์ตี้ สรรหาพริตตี้มาที่บ้าน แต่ความซวยไม่ต้องไขว่คว้า จู่ๆ ดันมาเยือนถึงหน้าบ้านโดยไม่รู้ตัว   ต่อไปบ้านไหนจัดปาร์ตี้ แล้วไปจ้างพริตตี้เด็กเอนขอให้ระวังตัวหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าชูวิทย์ไม่เตือน   ส่วน “น้ำอุ่น” ได้นอนคุกเรือนจำพิเศษธนบุรี ขอกระซิบสักนิด ต่างกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพราะแน่นจริง กองงานเข้ม ไม่มีเซิ้ง (อู้งาน หลบ เดินเล่น)   ฝากไว้อีกสักบทเรียนตอนใช้ชีวิตในคุก   “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้”   วันแรกรับน้องใหม่ คดีทำนองนี้ เริ่มต้อนรับด้วยการ “คลานบิณฑบาต” ให้ตบรอบแดน"          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/RDxAS_nBQ4A

 7,966
อาชญากรรม
22 ก.ย. 62

'ชูวิทย์' แฉวงการพริตตี้ เผย 'ลัลลาเบล' คือเหยื่อขบวนการธุรกิจเพศพาณิชย์

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กกรณีลัลลาเบล แฉวงการพริตตี้ ธุรกิจเพศพาณิชย์ โดยระบุว่า       "ลัลลาเบล เหยื่อสุดท้าย ปลายวงจรห่วงโซ่อาหาร (ผู้ชาย)   พริตตี้อย่างลัลลาเบล ที่เป็นข่าวดัง คือ อาชีพหนึ่งที่ต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ “ความสวย” หากไม่สวย หุ่นไม่ดี ทำอาชีพนี้ไม่ได้   แรกเริ่มเดิมที พริตตี้อยู่ในงานมอเตอร์โชว์ งานแสดงสินค้า เป็นงานพาร์ทไทม์เสริมรายได้ให้บรรดานักศึกษา   ต่อมา ความสวยอย่างเดียวไม่พียงพอ ต้องเซ็กส์ซี่ โชว์หุ่นให้เย้ายวนชวนมองเพิ่มขึ้น จนมีคนชวนไปดูแลผู้ใหญ่ แค่กินข้าว นั่งคุย ให้ผู้ชายขี้เหงา (แต่มีเงิน)   ต้องขอโทษพริตตี้ที่มีอุดมการณ์ ไม่รับงานแบบนี้ก็มีมาก แต่ด้วยการแข่งขันของวงการพริตตี้ เลยมีทั้ง “พริตตี้แท้” และ “พริตตี้เก๊” ที่อยากเดินทางลัดเข้าสู่วงจร “ธุรกิจเพศพาณิชย์” ผ่าน “เอเย่นต์” ที่ตั้งกลุ่ม Line หากินกับบรรดา “ลูกเสี่ย” และ “เสี่ยน้อยเสี่ยใหญ่” ที่ปรารถนาจะชื่นชมพริตตี้เป็นการส่วนตัว   ถือเป็นธุรกิจเพศพาณิชย์ที่เอเย่นต์มีรายได้หักหัวคิว ส่วนพริตตี้ได้ค่าตัว   หากเป็น “ลูกเสี่ย” ก็จัดปาร์ตี้กินเหล้า และอัพยาตามสูตร ของแบบนี้พริตตี้จะไปห้ามเจ้าของงานได้อย่างไร? เขาเป็นคนจ่ายเงิน เวลาพริตตี้ได้งานไปเอนเตอร์เทนทำนองนี้ก็มีทั้งอัพด้วย กับที่ไม่อัพ   พัฒนาการของพริตตี้ยังไม่หยุด ลามไปถึงพริตตี้ที่ “เอนเตอร์เทน + วีไอพี” อย่างนี้คือไม่พ้นเรื่องบนเตียง ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท แล้วแต่รูปร่าง หน้าตา โปรไฟล์ และคุณสมบัติ   หญิงสาวทุกวงการอาจเคยเป็น “พริตตี้ชั่วคืน” ของชายคนใดคนหนึ่ง   พริตตี้มักมี “ชื่อจัดตั้ง” ในวงการ ใช้เรียกขานโดยผ่าน Line ส่งรูป สัดส่วน คุณสมบัติ และราคาค่าตัว ของพรรค์นี้ใครทำใครไม่ทำยากที่จะหยั่งรู้ พริตตี้บางคนบอกไม่ทำ แต่ไปเจอของจริง เงินถึง ก็หยวนๆ   ธุรกิจเพศพาณิชย์ในประเทศไทยจึงขยายใหญ่โตเกินกว่าใครจะคาดคิด เป็นธุรกิจสีเทาที่สร้างมูลค่าถึงขนาดมีนักวิชาการทำสถิติว่ามีเม็ดเงินมากกว่าธุรกิจยาเสพติด   ลัลลาเบล คือ “เหยื่อ” รายหนึ่งในขบวนการธุรกิจเพศพาณิชย์ ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย เป็นหนึ่งในห่วงโซ่อาหารสุดท้ายของผู้ที่หาประโยชน์ทั้งจากเรือนร่าง ความสวย ที่ถือเป็นอาหารอันโอชะ   ผมในฐานะที่รู้เรื่องราวประเภทนี้ดี เปรียบเสมือนองคุลีมาล จะไปห้ามใครคงไม่ได้ บอกใครก็คงไม่ฟัง   แต่สำหรับไอ้พวกที่ไปหากิน เงินไม่ถึง จึงใช้อุบายทั้งมอมเหล้า มอมยา ทำให้พริตตี้เอนเตอร์เทน กลายเป็นพริตตี้วีไอพีโดยไม่ยินยอม คนประเภทนี้มันเลวชาติ สัตว์นรกส่งมาเกิด   ไม่ต่างกับพวกที่เอาเด็กหญิงอายุ 12-13 ปี มาขายตัว แถมทำอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร แล้วดันมีคนในวงการกฎหมายชื่อย่อ “ว” กระซิบอีกนิด ที่กำลังจะไปทำงานใหญ่โตอยู่แถวถนนแจ้งวัฒนะ ดันไปช่วยสนับสนุนให้รอดคดี   หากจ่ายเงินจ่ายทองใช้บริการธุรกิจเพศพาณิชย์ เพราะอยากหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ผมจะไปว่ากระไรได้ เพราะเป็นผู้ชายทั้งแท่ง   แต่ลองถามใจตัวเองดู มีตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้แล้วไปช่วยสร้างเครือข่าย กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการธุรกิจ “เพศสถุน” ที่ทำได้ถึงขนาดเอาเด็ก 12-13 ปี มาค้าบริการทางเพศที่ “วิคตอเรีย”   มรดกบาปจะตกไปถึงลูกถึงหลาน"          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/aLPiOzhLmzU

 14,504
สังคม-อาชญากรรม
27 ส.ค. 62

'ชูวิทย์' รู้ลึก! โพสต์ถามใครจะเชื่อบ่อนโดนปล้น? ชี้เป็นเรื่องขัดผลประโยชน์

จากกรณีนายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือ เสือ ดุสิต พร้อมพวกรวม 4 คน ใช้อาวุธปืนบุกปล้นบ่อนพนันขนาดใหญ่ ภายในซอยพหลโยธิน 50 แยก 1 พื้นที่ สน.บางเขน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไว้ได้ ซึ่งเสือ ดุสิต ยืนยันว่า ไม่ได้ตั้งใจไปปล้นบ่อนพนัน ไม่มีนาย หรือมีใบสั่งจากใคร   ต่อมานายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์  ได้โพสต์ข้อความ เกี่ยวกับการปล้นบ่อนดังกล่าวว่า ใครเชื่อว่าปล้นบ่อน?   บ่อนที่เป็นข่าวว่าโดนปล้น ขออนุญาตให้ความรู้สักเล็กน้อย อย่าหาว่า “เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน” เพราะเห็นที่พูดกันไปพูดกันมาล้วนไม่รู้จริงทั้งสิ้น ส่วนที่รู้จริงก็เงียบ เพราะขืนพูดมันเข้าตัวเอง!   1. บ่อนดังกล่าวที่บอกว่าเป็นของ “เฮีย ต” ก็คือ “เฮียตือ” เป็นบ่อนประเภทที่เรียกว่า “ไฮโล ไฮเทค” หากเทียบกันก็คือบ่อนระดับชาวบ้าน (สนามทราย) ไม่ใช่บ่อนมีระดับ แค่เปิดให้วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ คนหาเช้ากินค่ำเล่น และชอบเปิดย่านชานเมือง เน้นลูกค้ากลุ่มนี้ ตามสไตล์ยี่ห้อของเฮียตือ   2. ตามธรรมชาติของธุรกิจการพนันประเภทไฮโล ที่ไหนๆ เจ้ามือก็เขย่าก่อนแทงทั้งนั้น ไม่มีเจ้ามือที่ไหนไปให้คนเล่นแทงก่อนเขย่า ดังนั้นที่บอกว่า จ้างเจ้ามือเขมรมาเขย่าเพื่อจะให้คนแทงทีหลัง มันเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นใช้แม่เหล็กฝังเข้าไปในนิ้วเจ้ามือ และฝึกฝนจนชำนาญ   3. เรื่องสำคัญคือ ไม่มีใครอยากทุบหม้อข้าวหม้อแกงตัวเอง จะมีคนที่ไหนไปปล้นบ่อน แล้วเอาคลิป ปล้นบ่อนของตัวเองมาโพสต์โชว์ในเน็ต? จะเป็นไปได้อย่างไร? ยกเว้นว่า ขัดผลประโยชน์ของเจ้าที่? ส่วนใครเป็นเจ้าที่ ก็รู้ๆกันอยู่ ไม่ต้องเจียระไนให้เสียเวลา   ใครจะเชื่อว่าบ่อนโดนปล้น? อย่าแต่งเรื่อง เชื่อหัวอ้ายเรืองเถอะ หัวเด็ดตีนขาด ผมก็ไม่เชื่อ ส่วนใครจะเชื่อ ก็แล้วแต่ เป็นคน จู่ๆ มันจะคลอดลูกออกมาเป็นลิงได้ยังไง? ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Ibgx3uOIw68

 990
การเมือง
28 ก.ค. 62

'ชูวิทย์' สอนกลยุทธ์ล้มรัฐบาล บอกจะเขย่ารัฐบาลได้ ต้องมีข้อมูลลับชนิดชาวบ้านอ้าปากค้าง

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กสอนกลยุทธ์ล้มรัฐบาล ระบุข้อความว่า   "กลยุทธ์ล้มรัฐบาล   การอภิปรายที่สภาวันก่อนไม่ได้มีอะไรใหม่   หาสาระที่ประชาชนจับต้องไม่ได้ ยังคงเป็นการสะกิดอดีต ตอบโต้ ประท้วง ยั่วยุให้โมโห ใช้ลีลาประกอบ แล้วหาช่องทิ่มแทง เป็นเรื่องปกติที่ทุกสมัยทำกัน   หากคิดจะเล่นของแรงเขย่ารัฐบาลได้ ต้องมีข้อมูลลับ ชนิดชาวบ้านอ้าปากค้าง ต้องให้สังคมเชื่อฝ่ายค้านมากกว่ารัฐบาล   ตอนนี้เรียกว่าแค่ประลองกำลังหยั่งเชิงกันเฉยๆ ไม่มีอะไรในกอไผ่   จึงขอแนะนำ จากอดีตฝ่ายค้านที่เคยอภิปรายวันแถลงนโยบายจนรัฐบาลจุกอก ดังนี้   1. หลักฐานเด็ด ที่ข้าราชการประจำต้องให้ความร่วมมือ (เป้าหมาย)   2. ประเด็นที่กระทบจิตใจของสังคม ทำให้สาธารณชนตระหนัก (หัวใจ)   3. ผู้นำเสนอ ต้องมีแรงกระตุกที่รุนแรงด้วยลูกล่อลูกชนที่ครบเครื่อง (เครื่องมือ)   ทั้งสามอย่างต้องประกอบกันด้วยสัดส่วนที่ลงตัวคือแรงสั่นสะเทือนที่หัวหน้ารัฐบาลต้องระวังตัว ยิ่งระวังมาก โอกาสที่ลิ่วล้อจะทำพลาดก็ยิ่งมาก ตามประสาการเมืองไทย   ในอดีตวันอภิปรายนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผมได้นำเสนอเรื่องบ่อนการพนันใหญ่ใจกลางถนนรัชดาภิเษก มีคนเข้าไปเล่นวันหนึ่งๆ เกือบพันคนไม่ต่างจากมาเก๊า โต๊ะพนันเรียงกันเป็นตับ ทั้งบาคาร่า ไฮโล ตู้สล็อต โดยมีหลักฐานเด็ดเป็นคลิปวิดีโอชัดเจน ตรงเป้าหมายตามข้อที่ 1   เพื่อทำให้เห็นว่า ตำรวจดูแลไม่ทั่วถึง หรือมีไฟเขียวให้เปิดได้   แม้มีคนเตือนผมว่าที่นี่ของแรง อย่าบังอาจไปแตะ แต่ผมไม่เชื่อ มั่นใจว่าเป็นพวกแอบอ้างมากกว่า จึงต้องลองของ เพราะของยิ่งแรง รัฐบาลยิ่งพัง จึงส่งสายลับกล้าตายแฝงตัวไปถ่ายคลิปเป็นหลักฐาน   แต่ผมขาดความร่วมมือจากข้าราชการประจำ (แน่นอนว่าหากตำรวจดีๆ ในยุคนั้นให้ความร่วมมือ หรือหากยุคนี้มีทหาร หน่วยราชการอื่นๆ ดีๆ ช่วย ผลออกมาต้องพังมากกว่านี้หลายเท่าทวีคูณ)   หลังจากผมอภิปรายเสร็จ ด้วยความเอื่อยเฉื่อย ล่าช้า โยกโย้อยู่ 3 วัน หลักฐานขนาดบ่อนทั้งบ่อน จึงไปกับขบวนรถสิบล้อที่ขนอุปกรณ์หนีทั้งคืน จนหายวับไปกับตา   เป้าหมายของผมตามข้อ 1 จึงได้ผลเพียง 50%   แต่ในข้อ 2 ผมได้ 100% แน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อสังคม บ่อนการพนันเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเห็นได้ด้วยตาเปล่า แสดงให้เห็นถึงการทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการ อันถือว่าเป็นหัวใจให้ประชาชนได้รับรู้   ส่วนเครื่องมือในข้อ 3 ประกอบด้วยตัวผม ลีลานำเสนอ และจังหวะจะโคน อันทำให้ครั้งนั้นผมได้คะแนนความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อสาธารณะเกือบเต็ม 100%   ทำไมคนถึงเชื่อผมมากกว่ารัฐบาล?   แค่ฝ่ายค้านที่กล้าเพียงคนเดียว เชื่อเถอะครับ ว่าสามารถล้มรัฐบาลได้ แต่ฝ่ายค้านคนนั้นต้องมี 3 อย่างประกอบกันถึงจะถล่มรัฐบาลได้ไม่ว่าเรื่องไหน   ไม่มี 3 อย่างนี้ ก็ยากที่จะคิดไปล้มตอ   หากจะไปเอาเรื่องที่ชาวบ้านจับต้องไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว มันไม่มีแรงกระเพื่อมแต่อย่างใด   เมื่อมวลชนไม่มี นักการเมืองพูดไปก็ไร้ความหมาย   เหมือนคนดูมวย ชกไม่สนุก ไม่ต้องลุ้นตอนจบก็รู้อยู่แล้วว่าใครชนะ   แต่หากขยันปล่อยหมัด แม้ว่าแพ้คะแนน แต่ชนะใจคนดู   ครั้งหน้ารัฐบาลยิ่งกลัว รอจังหวะเผลอวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลไม่ล้ม แต่หมดความน่าเชื่อถือ   รอนับวันเลือกตั้งใหม่"

 6,597
สังคม-อาชญากรรม
24 ก.ค. 62

‘ชูวิทย์’ โพสต์ ‘โรงพักร้าง’ ค่าโง่ของคนไทย (อีกแล้ว)? เชื่อ หากไม่ตายก่อน ต้องได้เห็นคนติดคุก

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ   กรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง วงเงิน 5,800 ล้านบาท หลัง ปปช.ไต่สวนพบนายสุเทพ สั่งเปลี่ยนวิธีการประมูลจากวิธีแยกสัญญารายภาค เป็นการรวมศูนย์ประมูลเป็นแห่งเดียวเมื่อปี 52 ทั้งที่ถูก ครม.ทักท้วง ให้หารือกับสภาพัฒน์และสำนักงบประมาณก่อน แต่นายสุเทพไม่ดำเนินการ   ล่าสุดวันที่ 24 ก.ค. 62 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพตส์ภาพพร้อมข้อความถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า   “โรงพักร้าง” ค่าโง่ของคนไทย (อีกแล้ว)?   ผมจำเป็นต้องพูด เพราะเป็นคนเปิดประเด็นนี้ตั้งแต่แรก สังคมคงจำได้เมื่อสมัยเป็นฝ่ายค้านเกือบ 10 ปีก่อน เรื่องยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผม   คนเป็น ส.ส. คือ “ผู้แทน” มีหน้าที่อย่างเดียว คือ การพูดให้สาธารณชนรับรู้ เพื่อให้ฝ่ายบริหารไปแก้ไข หากไม่พูด หรือไม่กล้าพูด ก็ไม่รู้จะมีผู้แทนไปทำไม?   ประเทศไทยมี “ค่าโง่” สารพัด ที่เกิดขึ้นทุกยุค ทุกสมัย ทั้งค่าโง่โฮปเวลล์ ค่าโง่คลองด่าน ค่าโง่รถดับเพลิง และค่าโง่อื่นๆ อีกมากมาย เงินค่าโง่นั้น คือ ภาษีอากรที่รีดมาจากคนกินเงินเดือน ผู้ทำมาค้าขาย ธุรกิจเอกชนทุกประเภท นึกๆ แล้ว หากรัฐบาลนำเงินไปใช้เป็น “ค่าฉลาด” คนไทยทุกคนคงยกมือสาธุ ภาคภูมิใจที่ได้เสียภาษี แต่น่าสงสาร ที่รัฐบาลมักเอาไปเสียค่าโง่ให้คนบางคน กลุ่มบางกลุ่ม โดยที่คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแม้สักกระผีกซีกเสี้ยวเดียว   โง่ครั้งแรก อาจเป็น “ประสบการณ์” แต่ถ้ายังโง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเรียกว่า “โง่ดักดาน” ไม่มีทางแก้ไข ยกเว้นว่าจะปล่อยให้ตายไปพร้อมกับความโง่   “โครงการโรงพักทดแทน 396 แห่ง” ขณะที่ผมอภิปรายเรื่องนี้ไปกระทบชิ่งถึง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ประเด็นง่ายๆ ที่อยากให้ชาวบ้านฟังแล้วเข้าใจในเรื่องนี้ คือ   1. การสร้างโรงพักตามต่างจังหวัด ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬาร หรือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องใช้เทคโนโลยีสลับซับซ้อนแต่อย่างใด เป็นเพียงตึกคอนกรีต 2-4 ชั้นธรรมดา ผู้รับเหมาที่ไหนก็สร้างได้ แต่ที่เป็นปัญหาคือ “สร้าง 396 แห่ง ทั่วประเทศพร้อมๆ กัน”   เพราะตามประสาผู้รับเหมา ต้องหาผู้รับเหมาช่วงในท้องถิ่นนั้นๆ ไปดำเนินการก่อสร้าง จะให้ผู้รับเหมาเจ้าเดียวไปทำทุกที่ เหนือ ใต้ ออก ตก ใครจะมีปัญญา? ถึงจะเป็นผู้รับเหมายักษ์ใหญ่ก็เถอะ มันผิดหลักการด้านบริหารจัดการ แม้แต่ ครม. ในขณะนั้น ยังมีความเห็นว่าควรจะจ้างผู้รับเหมาเป็นรายภาค ดีกว่าที่จะไปจ้างรายเดียวสร้างทั่วประเทศ แต่ก็ไม่มีใครสนใจฟัง ได้แต่บันทึกไว้เป็นหลักฐานเท่ห์ๆ ว่ามีผู้ท้วงติงแล้ว   ซ้ำในสัญญาที่เซ็นไป ยังห้ามไม่ให้ผู้รับเหมาที่ได้งานนี้ไปจ้างผู้รับเหมาช่วง หรือหากจะจ้าง ต้องได้รับการอนุมัติเสียก่อน   2. จนอีกเดือนนึงจะสิ้นสุดสัญญา เป็นจังหวะที่ผมได้คิวอภิปรายพอดี งานยังทำได้แค่ตอกเสาเข็ม แต่แทนที่จะยกเลิกสัญญา หารายใหม่ กลับตะบี้ตะบันขยายเวลา ต่อสัญญาไปหลายครั้งหลายคราให้กับรายเดิม เหมือนคนไม่รับรู้ ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ต่อหน้า   3. ขั้นตอนการตรวจสอบของราชการ มีระเบียบต่างๆ มากมายกว่าจะเบิกเงินได้ แต่ก็ยังปล่อยให้สัญญาหมดคาตา   เรื่องนี้ หากผมไม่ตายไปเสียก่อน ต้องได้เห็นคนติดคุก เพราะความเสียหายเกิดขึ้นทั่วประเทศ มูลค่าโครงการตั้ง 5,848 ล้าน เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เกี่ยวข้องจะรอดพ้นกันไปหมด แล้วยกให้คนไทยที่เสียภาษีนี่แหละ เป็นคนโง่เสียเองอีกตามเคย     ข่าวที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 'สุเทพ-2 บิ๊กตร.' คดีทุจริตสร้างโรงพักร้าง-แฟลตตำรวจ      

 3,503
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 62

เปิดเรือนจำพิสูจน์คุก vip เคลียร์ปม 'เก่ง ลายพราง' ถือเค้กวันเกิด - 'สนธิ ลิ้ม' พบแพทย์ไร้กุญแจมือ

ความคืบหน้ากรณี สังคมคาใจเกี่ยวกับการควบคุมผู้ต้องขังในเรือนจำ หลังจากที่นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตร อดีตผู้ต้องขัง ที่พูดในเวทีเสวนาว่า ภายในคุก มีคุกวีไอพี และมีการสร้างรายได้   จากนั้นมาไม่นานในโลกออนไลน์ก็มีการแชร์ภาพ เก่ง ลายพราง ผู้ต้องขังคดียาเสพติด ที่มีภาพถือกล่องเค้กและทำท่าไอเลิฟยู โดยแฟนสาวเป็นคนโพสต์ภาพเนื่องในวันเกิดของนายเก่ง ลายพราง รวมถึงภาพของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ต้องขัง มาพบแพทย์ที่ รพ.ตำรวจ โดยที่ไม่ได้ใส่กุญแจมือ และไม่มีผู้คุมดูแล   เรื่องนี้กลายเป็นดราม่า เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมว่าคุกวีไอพีมีจริงหรือ และเกิดอะไรขึ้นในคุกถึงกับมีการจัดวันเกิดได้หรือไม่   ล่าสุด พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จัดการแถลงข่าว “ เปิดเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไขข้อสงสัย... มีคุกวีไอพีจริงหรือ " เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงการควบคุมดูแลและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังภายในเรือนจำพร้อมนำเยี่ยมสถานที่จริงภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครกรมราชทัณฑ์   โดย พ.ต.อ.ณรัชต์ ชี้แจง ตอบทั้ง 3 กรณีว่า กรณีมีภาพของนักโทษชาย สนธิ ลิ้มทองกุล เดินอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ โดยไร้การควบคุม ขอยืนยันว่า นายสนธิ ยังเป็นผู้ต้องขังอยู่ ไม่ได้ปล่อยหรือลดโทษ แต่ที่ นายสนธิ ไปพบแพทย์ ที่รพ.ตำรวจนั้นเป็นการไปพบแพทย์ เฉพาะทางตามนัด โดยมีการประสานงานกับนายแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ดูแลอย่างเข้มงวด และพอตรวจรักษาเสร็จก็นำกลับมาควบคุมตัวที่เรือนจำ ซึ่งกรณีที่ผู้ต้องขังจำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทางต่อเนื่อง โดยทางแพทย์ของโรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์ ไม่สามารถรักษาได้ เราก็จะส่งตัวไปรักษาตามโรงพยาบาลทางราชการไม่เฉพาะแค่ผู้ต้องขังเรือนจำคลองเปรม เท่านั้น เรือนจำต่างๆ ก็มีการส่งต้องส่งผู้ต้องขังไปยังรักษาเช่นกัน   กรณีที่ 2 เก่ง ลายพราง ผู้ต้องขังคดียาเสพติด ที่มีการถ่ายรูปคู่กับกล่องเค้กและพิซซ่าลงโซเชี่ยล ยืนยันว่า ภาพที่ปรากฎเป็นภาพที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เป็นคนส่งให้กับครอบครัวของนายเก่ง ลายพราง ที่สั่งซื้อขนมเค้กและพิซซ่ากับแผนกคหกรรม ฝ่ายฝึกวิชาชีพ โดยในเรือนจำนั้น จะมีอาหารและขนมจำหน่าย ซึ่งเป็นการจำหน่ายให้กับผู้ต้องขัง โดยญาติที่มาเยี่ยม สามารถสั่งอาหารและขนมให้กับผู้ต้องขังได้ โดยมีรหัสการสั่ง ซึ่งระบบนี้จะหักเงินจากบัญชีของผู้ต้องขัง  โดยผู้ต้องขัง 1 คน สามารถใช้เงินได้วันละ ไม่เกิน 300 บาท และห้ามเกิน 9,000 บาทต่อเดือน   ซึ่งกรณีของนายเก่งนั้น เป็นการสั่งซื้อแบเกอรี่ในเรือนจำโดยญาติเป็นคนสั่งและชำระเงิน เมื่อชำระแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็นำของมาส่งให้ผู้ต้องขัง เมื่อได้รับก็ถ่ายรูปส่งให้ญาติ เพื่อให้ญาติรับทราบว่าของที่สั่งส่งเรียบร้อยแล้ว  ไม่ได้เป็นการนำเค้กจากโรงแรมหรูมาเพื่อฉลองวันเกิด ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ นำเทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยพัฒนา   ทั้งระบบการสั่งอาหาร ขนม และของใช้ และการเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทางแอพพลิเคชั่นไลน์ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก ประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย สามารถเยี่ยมญาติจากทางไกลได้ โดยการเยี่ยมแบบระบบดังกล่าว ทางญาติจะต้องแสดงเอกสารยืนยันตัวตน ว่าเป็นญาติกับทางผู้ต้องขังจริง แอดมิน ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ก็จะรับเป็นเพื่อน และอยู่ในกลุ่มไลน์ จะมีการเฟสไทม์คุนกัน โดยระหว่างคุยก็จะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตลอด   และกรณีที่พบมีการจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดนั้น ก็ไม่เป็นความจริง แต่เป็นการที่มีผู้มีจิตกุศล ต้องการนำอาหารมาเลี้ยงผู้ต้องขัง โดยมีมาทุกเดือน ทรงกรมราชทัณฑืก็จะตรวจสอบก็จะอนุญาตให้นำอาหารเข้ามาเลี้ยงผู้ต้องขัง พอเลี้ยงเสร็จ ก็มีผู้ต้องขังบางคนบอกว่า การเลี้ยงวันนี้คือวันเกิด   ซึ่งเป็นสังคมภายในเรือนจำ ไม่มีใครสามารถสั่งอาหารมาเลี้ยงวันเกิดได้แน่นอน และหากพบว่า ผู้ต้องขังรายใด เป็นผู้มีอิทธิพลและพยายามทำตัวเป็นขาใหญ่ หรือมีพฤติกรรมดังกล่าวก็จะส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำเขาบิน   กรณีที่ 3 ที่สงสัยว่า ในคุกเป็นแดนสวรรค์ มีห้องพิเศษ วีไอพี หรือไม่นั้น  พ.ต.อ.ณรัตน์ ชี้แจงว่า ภายในเรือนจำทั่วประเทศ มีนักโทษ 350,000 คน จากเรือนจำทั้งหมด 143 แห่ง ไม่มีเรือนจำที่ไหนมีคุกวีไอพี ทุกที่ให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน  ทันทีที่ผู้ต้องขัง เข้ามา จะ แจกผ้าห่ม 3 ผืน ไว้สำหรับปูนอน ม้วนเป็นหมอน และห่มเวลาหนาว ทุกคนนอนพื้น ไม่มีใครนอนเตียง ห้องแอร์ ห้องน้ำก็ใช้ห้องน้ำรวม แบบนั่งยอง ส่วนแบบนั่งหย่อนขา สำหรับคนชราและป่วย   จากนั้น นายกฤช กระแสทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พาสื่อมวลชน ไปเยี่ยมชมภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เริ่มตั้งแต่ประตูทางเข้า เราจะพบสถานพยาบาลมีทีมแพทย์ พยาบาลคอยดูแล ผู้ต้องขังที่ป่วยหนักต้องมีการนอนพักที่โรงพยาบาลก็จะได้นอนเตียง มีพัดลม มีแอร์ แต่จะนอนได้ก็ต้องป่วยหนักเท่านั้น   จากนั้นไปยังแดน 1 แดนแรกรับ โดยแดนนี้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นห้องวีไอพี ซึ่งไม่พบห้องวีไอพี มีเพียงห้อง วีไอซี ที่ใช้สำหรับดดูแลผู้ต้องแรกรับ และผู้ต้องขังที่แก่ชรา หรือต้องการความช่วยเหลือ ก็จะอยู่ห้องนี้ โดยภายในห้องก็มีพัดลม ทีวี และห้องน้ำ และกล้องวงจรปิด ภายในห้องยังพบผ้าห่ม 3 ผืนและป้ายชื่อของผู้ต้องขัง วางเตรียมไว้   จากนั้นก็ดูจุดอาบน้ำ และแดนต่างๆ โดยเฉพาะที่แดน 5 ซึ่งเป็นจุดผลิตอาหารและเบอกรี่ ซึ่งที่แดน 5 นี้จะเป็นจุดผลิตเค้กและขนมต่างๆจำนวนมาก ตามออเดอร์ที่สั่ง ซึ่งกรณีของนายเก่งลายพรางก็สั่งจากในเรือนจำลักษณะนี้ ไม่ใช่การนำจากข้างนอกเข้ามา รวมทั้งอาหารต่างๆด้วย   สำหรับการเยี่ยมชมเรือนจำครั้งนี้ เรียกว่าเปิดหมดเปลือกของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งการเยี่ยมชม นอกจาสื่อมวลชนแล้ว นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.และเป็นอดีตผู้ต้องขังในเรือนจำ เข้าร่วมตรวจสอบด้วย โดยนายชูวิทย์กล่าวว่า เรือนจำยุคนี้ไม่ได้เหมือนในอดีตที่หลายๆคนเข้าใจ เรื่องคุกวีไอพี ไม่มีแน่นอน ผมอยู่มานาน คนที่ออกไปพูด อยู่นานเท่าไหร่ ไม่เข้าใจคำว่าวีไอพีคืออะไร ในคุกมันไม่มี ขาหญ่ มีแต่ขาสั้น สังคมในคุกไม่มีใครอยู่คนเดียวได้ก็มีเพื่อนมีสังคม ผมอยู่มานานเข้าใจสิ่งเหล่านี้ดี และกล้าพูดว่าคุกยุดนี้ บริสุทธิ์ และโปร่งใสที่สุด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RH04ajamw6

 9,265
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ค. 62

'ชูวิทย์' แฉ 5 ข้อ ถาม ตร.ค้ามนุษย์ใจกลางรัชดา (แค่นาตารีที่เดียวจริงหรือ?)

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิจารร์การทำงานต่อเจ้าหน้าที่ในการกวาดล้างอาบอบนวดผิดกฎหมายและขบวนการค้ามนุษย์ ระบุเนื้อหาว่า   ค้ามนุษย์ใจกลางรัชดา (แค่นาตารีที่เดียวจริงหรือ?) ผมเห็นเรื่องนี้แล้วอดรนทนไม่ไหว มันร้อนวิชา เอากันง่ายๆ หากท่านศรีวราห์เอาจริง ขอให้ตรวจทุกสถานบริการ อาบ อบ นวด ดังนี้   1.ตรวจใบอนุญาตว่า จำนวนห้องที่มีอยู่จริงตรงกับจำนวนห้องตามใบอนุญาตหรือไม่? มีใบอนุญาตให้เปิดแค่ 10 กว่าห้อง แต่ดันเปิดไป 100 กว่าห้อง พอตำรวจมาตรวจก็ปิดห้อง แล้วแปะป้ายว่า “ปิดปรับปรุง” พอตำรวจไป ก็กลับมาเปิดเหมือนเดิม หากตรวจจริง จะเหลือให้เปิดหรือ? โดยเฉพาะสถานบริการ “ม” ใจกลางรัชดา (อันนี้หลับตาลงข้างขวา)   2.ตรวจวัตถุประสงค์การใช้อาคารว่าได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นสถานบริการ อาบ อบ นวด หรือไม่? อาคารทุกหลังต้องมีวัตถุประสงค์การใช้อาคาร จะเป็น อาคารพาณิชย์ หรือ อาคารที่พักอาศัย ต้องมีใบอนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร หากไม่ใช่อาคารที่สร้างมาเพื่อวัตถุประสงค์ อาบ อบ นวด แล้วไปเปิดเป็น อาบ อบ นวด ได้ไง? (อันนี้หลับตาลงข้างซ้าย)   3.ตรวจตาม พรบ.สถานบริการ ว่าได้ทำตามกฎหมายหรือไม่? กฎหมายกำหนดให้มีช่องเจาะที่ประตูห้องนวดขนาด 6x12 นิ้ว เพื่อให้มองเห็นภายในห้อง ประตูห้องห้ามล็อค ห้ามให้มีการค้าประเวณี ล้อเล่นหรือเปล่า? สงสัยกฎหมายเขียนสลับกัน ที่ไหนไม่มีค้าประเวณีถือว่าผิดกฎหมายเสียมากกว่า (อันนี้หลับตาลงสองข้างเลย)   4.เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามทำงาน ตามกฎหมายค้ามนุษย์ ต่อเนื่องไปถึงการฟอกเงิน สถานบริการ อาบ อบ นวด จะมีห้องลับ มีประตูหลังบ้านไว้ออก ตำรวจเข้าหน้า เด็กออกหลัง ตรวจไปก็เจอแต่คุณน้าแก่ๆ ไม่แปลกที่ตำรวจไปตรวจทุกทีไม่เคยเจอเจ้าของหรือผู้จัดการสักที (อันนี้หลับตาแล้วยังยักคิ้ว รู้ๆกันอยู่)   5.เด็กต่างด้าว มีหรือไม่? แค่ให้ถือบัตรประชาชนอย่างเดียวไม่ได้ ทดลองให้พูดตัวเลข 487 หากไม่ใช่คนไทย จะพูดเพี้ยนเป็น “สิ - แปะ - เจะ” หรือให้ร้องเพลงชาติไทยก็ได้ จะได้รู้ว่า คนไทยจริงหรือเปล่า? ถึงมีใบอนุญาตทำงาน แต่เขาระบุให้มาเป็นหมอนวดด้วยหรือ? (อันนี้มั่ว ไม่ลืมหูลืมตา)   แค่ตรวจ 5 เรื่องนี้ ก็ผิดกันหมด มีที่ถูกอยู่ถึง 10% หรือเปล่า? ยังสงสัย แต่หากท่านศรีวราห์เห็นว่ามีกฎหมายฉบับเดียว กรุณาตรวจให้ครบ ไม่ต้องไปไกล แค่ถนนรัชดาก็แจ็คพอตแล้ว ท่านศรีวราห์เป็นคน ธรรมะ ธรรมโม เรื่องแบบนี้ พับผ่าสิ ท่านคงไม่ถนัดหรอก ถามชูวิทย์สิครับ มองปร๊าดเดียวทะลุกระดูก          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/jmI-ZWbF0-0

 1,437
การเมือง
02 ก.ค. 62

'ชูวิทย์' วิจารณ์เดือดปมร้าว พปชร. จะเลือกตั้งไปทำไม สุดท้ายก็ 'พลังประชาตู่'

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์บทความวิจารณ์การเมืองดุเดือดตามสไตล์ ถึงปมร้อนการจัดตั้งรัฐบาลและโผครม.ระบุว่า   "โผจบ แต่พวกกูยังไม่จบ   จัดกันเข้าไป โผครม. ให้ทุกคนพอใจ คงเริ่มงานได้ชาติหน้า ตอนนี้ร้าวหนัก ขนาดสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ กลุ่มสามมิตรรวมหัวไล่เลขาฯพรรค แบบนี้คิดจะร่วมทำงานให้ประเทศ จะไหวหรือ?   พรรคพลังประชารัฐ ได้ส.ส. ทั้งหมด 116 คน ถอดเกล็ดทีละกลุ่มได้ ดังนี้   สี่กุมาร ได้ครบ อุตตม ได้คลัง, สนธิรัตน์ ได้พลังงาน (เขี่ยสุริยะไปอุตสาหกรรม), กอบศักดิ์ ได้ดิจิตอลฯ (เขี่ยธรรมนัส), สุวิทย์ ได้อุดมศึกษา อยู่กันพร้อมหน้า ได้หมดทุกคน (ถือเป็นยอดกุมารทองของแท้)   กปปส. ได้ ส.ส. 11 คน ณัฐพล ได้ศึกษา, พุทธิพงศ์ ได้สำนักนายกฯ มีกำลังแค่นี้ ได้ถึง 2 ตำแหน่ง ถือว่า “เหนือมาตรฐาน” (สมแล้วที่ลงแรงประท้วง ปิดถนน วันนี้ถึงเวลาจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย)   รวมพลังประชาชาติไทย นี่ของแรงเหมือนกัน ฮีโร่ “ลุงกำนัน”   เชียร์ลุงตู่ตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย แทงหวยเบอร์เดียวไม่เปลี่ยนใจ แม้คนด่าทั้งประเทศ ก็ยอมเดินก้มหน้าคารวะแผ่นดิน   ตอนแรกได้กระทรวงต่างประเทศ แต่โดนผลักไปอยู่แรงงาน กลับดีกว่าเก่า (ได้โปรแถม ไม่เอาก็บ้าแล้ว)   กลุ่มภาคกลาง ได้ส.ส. 16 คน รมต. 2 เก้าอี้ แบบนี้ยังพอทน หยวนๆ เป็นเด็กดีไปก่อน เดี๋ยวคงได้ขนมไว้ขบเคี้ยว   กลุ่มภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคเหนือ ไม่ได้สักเก้าอี้ หาเสียงดี แต่ไม่มีตังค์ ถือเป็นส.ส.นกแล ถูกทอดทิ้ง เมินหน้าไม่หันมามอง (ปั๊ดโธ่ !! ตำแหน่งมีอยู่แค่นี้เอง ทำๆไปก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน)   ที่สำคัญ กลุ่มสามมิตร รวบรวมได้ ส.ส. 30 คน สุริยะ ได้อุตสาหกรรม โยกมาจากพลังงาน (รับปากจริง แต่ก็เป็นรมต. เหมือนกัน จะเอาอะไรมากวะ) สมศักดิ์ หวังได้เกษตร สานต่อโคล้านตัว กลับได้ไปอยู่ยุติธรรม แต่ยอมเงียบกลืนเลือด   เป็นนักการเมืองมืออาชีพ ต้องทำได้ทั้งอ้อนทั้งขู่ อกหักให้เป็น รอจังหวะเขาล้ม คงต้องมีลูกตามกระทืบซ้ำ   หาเสียงสู้กันแทบตาย กว่าจะได้ส.ส. เอามาต่อรองเก้าอี้รมต. แต่พอจบ เจ้ามือเอาไพ่มารวมล้างกันใหม่ ไม่ยอมจ่ายตามสัญญา อย่างนี้จะเล่นไปทำไม?   เรียงตามลำดับบุญคุณ เป็นรมต.ได้สัก 6 เดือน ข้าราชการที่กระทรวงยังไม่ทันคุ้นหน้า ศาลพระภูมิยังกินของเซ่นไม่ทันอิ่ม ก็ได้ขนของออกแล้ว ไม่รู้จะแย่งชามข้าวกันไปทำไม?   โผครม.จบแล้ว อุตสาห์ไปเลือกตั้ง หลังรอกันมาตั้ง 5 ปี ได้นักการเมืองมาโชว์ละครบู๊ทะเลาะกันหน้าจอ   ให้ชาวบ้านเขาหัวร่อว่า มันไม่ใช่พรรค “พลังประชารัฐ” นี่หว่า เป็นพรรค “พลังประชาตู่” ต่างหาก เอาใจบิ๊กตู่คนเดียวก็จบ   ไม่รู้จะไปเลือกตั้งกันทำไม? ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/t72DueGo3HU

 2,353
การเมือง
10 มิ.ย. 62

'ชูวิทย์' ร่ายยาวศึกพรรคร่วม อาการออกตั้งแต่ยังไม่ตั้งรัฐบาล 'บิ๊กตู่' ได้เห็นอิทธิฤทธิ์นักการเมือง

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สรุปสถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า   "อาการออก ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม ยังไม่ทันได้ตั้งรัฐบาล นั่งทำงานกันเป็นชิ้นเป็นอัน แค่ต่อรองโผ ครม. ว่าพรรคไหน จะได้กระทรวงไหนไป ก็ไล่ฟัดกัดกันให้ชาวบ้านเขาเห็นไส้เห็นพุง   พรรคประชาธิปัตย์ก็ว่า “ตกลงกันไปแล้ว มติพรรคจบไปแล้ว เพราะทั้งในและนอกพรรคก็จบเหมือนกัน เละเทะไปหมดแล้ว อยากกราบ 3 ที ให้จบไปตั้งหลักตั้งตัวกันใหม่เสียทีเถอะ” พรรคนี้ติดที่ “กระทรวงเกษตร” โดนสามมิตรแซะอยู่   ส่วนพรรคภูมิใจไทยปากก็บอก “กระทรวงแลกเปลี่ยนกันไม่ได้ อยากทำงานจนตัวสั่น แผนของโค้ชเนวินชักไม่ขลัง ร้องจบแล้วจบอีกเหมือนกัน” พรรคนี้ติดที่ “กระทรวงคมนาคม” สุดยอดปรารถนาในดวงใจของทุกพรรค ถูกก๊วนสี่กุมารแซะอยู่   ส่วนกระทรวงหลักความมั่นคง ทหารเขาจองตั้งแต่หัววัน ตอนยังไม่ได้เลือกตั้งด้วยซ้ำ ไม่งั้นต้องมาทะเลาะกันอีกว่าใครจะได้ “กระทรวงมหาดไทย” ไป อันนี้จบจริงๆ ไม่มีใครกล้าหือ   ไม่มีใครแย่งกระทรวงวัฒนธรรม อันที่จริงน่าจะทำท่าแย่งให้มันดูสมบทบาทเสียหน่อย อ้างว่านโยบายพรรคให้มีเรื่องอบรมมารยาทนักการเมือง เรื่องแย่งเก้าอี้ จึงต้องได้กระทรวงนี้สนองนโยบายที่รับปากประชาชนไว้ให้ดูดี แต่นี่ไม่มีเกรงใจ “กูจะเอาของกูแบบนี้ ใครจะทำไม?”   ทหารได้ความมั่นคง ส่วนนักการเมืองต้องแทะส่วนที่เหลือ พรรคอื่นก็จะเอาบ้าง ก่อนกับหลังเลือกนายกฯโทนเสียงเริ่มเปลี่ยน เหมือนกับที่ผมว่าไว้ไม่มีผิด “ได้เป็นรัฐบาลเพราะกู” จะให้ทำเป็นเก้าอี้ดนตรี สมบัติผลัดกันชม ก็รู้ว่า “อยู่กันได้ไม่นาน” นั่งไม่ทันก้นร้อน อาจได้ไป ไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ   ชาวบ้านอุตส่าห์รอมาตั้ง 5 ปี นี่หรือ “จะทำตามสัญญา”? ล้อกันเล่นหรือเปล่า? สัญญาโง่ๆแบบนี้แค่ 5 อาทิตย์ก็มากเกินแล้ว ลีลาการเมืองเดิมๆ คนเดิมๆ หน้าเดิมๆ เรื่องเดิมๆ ไม่ได้มีอะไรใหม่ แถมยังได้ตัวตลกนอกสัญญาเพิ่มมาให้อีก เก้ๆ กังๆ เดินเป๋กันเต็มสภา ร้อง “กูก็อยากได้เก้าอี้เหมือนกัน” บ้ากันได้ใจจริงๆ   สมัยก่อนยังดีเสียกว่า หน้าไม่ด้านแบบนี้ ยังมีถอยกันสักก้าว แต่สมัยนี้คงอดอยากมานาน ไม่ยอมเปลี่ยน ไม่ยอมคืน ไม่ยอมแลก ท่าทางอาการหนัก น่าเป็นห่วงเอาเสียจริงๆ รัฐบาล 21 พรรค มันมากเรื่องเหมือนจับปูใส่กระด้ง พรรคพลังประชารัฐ พอตั้งหลักได้หลังเลือกนายกฯ เริ่มแผลงฤทธิ์ มีหลายก๊วน เกลี่ยกันทั้งวัน ถกกันทั้งคืน หมดไวน์ไปหลายลังจนความดันขึ้น เบาหวานเรียกหา ก็ไม่ลงตัวเสียที   นักการเมืองตัวเก๋า เหลี่ยมคูดูพอกัน ยังกินกันไม่ลง แบ่งกันไม่ได้ คนอยากเป็นนายกฯ ในระบอบประชาธิปไตยเก๊ๆ ก็ปวดหัวแบบนี้แหละ ตอนนี้บิ๊กตู่ได้เห็นอิทธิฤทธิ์นักการเมืองแล้ว ไม่ต้องบอกว่า ตอนจบศพคงไม่สวยเสียเท่าไหร่ อาการมันออกตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำงาน" ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nlJKmDcy7cU

 2,258

Top