ค้นหา :

ผลการค้นหา "บิ๊กโจ๊ก"

การเมือง
29 ม.ค. 63

'วิระชัย-ชัยวัฒน์' พ้นจากนายตำรวจราชองครักษ์ - 'บิ๊กโจ๊ก' บวชแล้วที่อินเดีย

สำนักราชเลขานุการในพระองค์ฯ ส่งหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ นายตำรวจราชองครักษ์   โดยมีเนื้อหาระบุว่า ด้วยทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ นายตำรวจราชองครักษ์ จำนวน 2 นาย ดังนี้   1.พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผบ.ตร. 2.พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.2563 เป็นต้นไป   ขณะที่ บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และครอบครัว เดินทางมายังที่วัดไทยในพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เพื่อทำพิธีอุปสมบทในวัดดังกล่าวเป็นเวลา 9 วัน   โดยพิธีเริ่มตั้งแต่ 06.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 2 ชม. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ประกอบพิธีศาสนากิจทำวัตรเช้าและทำการวิปัสสนาที่ภายในอาคารวิปัสสนาชั้น 1   จากนั้นเวลา 08.45 น.ถวายข้าวมัธปายและห่มผ้าองค์พระพุทธเมตตา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเดินทางมายังลานโพธิ์ 935 เพื่อประกอบพิธีปลงผมนาค ก่อนที่จะประกอบพิธีอุปสมบท ที่ภายในพระอุโบสถ ได้ฉายาว่า สุรเชฏฺฐโพธิ แปลว่าผู้มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ซึ่งเจริญที่สุดด้วยความกล้าหาญ   โดยการอุปสมบทครั้งนี้ เป็นการบวชเพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งทดแทนคุณบิดามารดาด้วย   ขณะที่พลเอกประวิตรวงษ์ สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ไม่ได้มาลาบวชกับตน และเห็นว่าไม่รู้จะต้องมาลาในเรื่องอะไร เพราะไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว แม้ก่อนหน้านี้จะเคยทำงานอยู่กับตนแต่ในช่วงหลัง พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ได้ออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง จึงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sXotUKTdsTU

 4,423
สรุปข่าว
29 ม.ค. 63

สรุปข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ประจำวันที่ 29 มกราคม 2563

ข่าวสด - จี้รีบจัดบินรับคนไทย จีนศพพุ่งตายเกิน100แล้ว - ป้อมพูดถึงบิ๊กโจ๊ก-ไม่เจอกันนานแล้ว - รองผบ.ชัยรัตน์-วิระชัย พ้น 'ตำรวจราชองครักษ์' - สู้ซักฟอก-ป้อมมั่นใจไม่มีน็อค ตู่สั่งครม.ช่วยแจง ลุ้นศาลรธน.เคาะวันนี้ รับ-ไม่รับคดีพรบงบฯ - หั่นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ประชาธิปัตย์หายไป 1 ตำแหน่ง  - จอดเปลี่ยนยางถูกชน 2 ศพ วีออสเสยสยอง เก๋งสิ้นใจ-พร้อมแท็กซี่พลเมืองดี    รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/w4tQOXVOA7c

 401
การเมือง
27 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' ลาไปบวชที่อินเดีย ทดแทนคุณพ่อแม่ ปัดไม่เกี่ยวเรื่องงาน-การเมือง

บิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นใบลาไปอุปสมบท ที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นเวลา 9 วัน โดยจะบินไปวันนี้ (27 ม.ค.63)   แหล่งข่าว เปิดเผยว่า เป็นการไปบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานและการเมือง เนื่องจาก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังไม่เคยมีโอกาสได้บวช จึงถือโอกาสลาบวชในช่วงนี้   นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังระบุว่า ระยะหลังความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดูเหมือนว่าทั้งสองคนเริ่มห่างเหินกันมากขึ้น          รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/VKP4MB_zI7A

 13,582
การเมือง
26 ม.ค. 63

'วิษณุ' แจงปมเด้ง 2 บิ๊กตำรวจเข้ากรุ ชี้เด้ง 'วิระชัย' แค่ชั่วคราว ส่วน 'บิ๊กโจ๊ก' แค่เตือนให้รู้ตัว

จากกรณีมีคำสั่งเด้ง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงเตือน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ห้ามประพฤติตัวชั่วร้ายนั้น   นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณี พล.ต.อ.วิระชัย เป็นการให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกฯเป็นการชั่วคราว โดยจะมีกรอบระยะเวลาไม่นาน เนื่องจากยังมีการสอบสวนอยู่ที่สำนักงานตำรวจ เพื่อให้สะดวกต่อการสอบสวน    ส่วนกรณี พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เป็นเรื่องภายในของสำนักงานตำรวจ ไปอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการฯเป็นการใช้อำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องของความเหมาะสม โดยไม่ได้มีการสอบสวนอะไร      ขณะที่กรณี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียน และการสอบสวน ไม่ใช่เรื่องของทางตำรวจ แต่เป็นเรื่องของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ขณะนี้ยังสอบอะไรไม่ได้เพราะยังไม่มีการร้องเรียนที่ชัดเจนมากพอ ดังนั้นจึงมีคำสั่งเป็นการเตือนและปรามไว้ก่อนเท่านั้น ไม่ได้มีการลงโทษอะไร เจ้าตัวรับทราบแล้ว   การที่คำสั่งต้องระบุอะไรหลายอย่างเพราะมีเรื่องร้องเรียนที่เข้าข่ายจึงต้องเตือนให้รู้ตัว และการปฎิบัติหน้าที่ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็ไม่มีรถ และเงินเดือนประจำตำแหน่ง ไม่มีสิทธิอะไร เมื่อมาอยู่ตรงนี้ปลัดสำนักนายกฯ ได้มอบหมายงาน และจะลดการมอบหมายลงไประยะหนึ่ง ก่อนจะพิจารณาว่าจะคืนงานกลับให้หรือไม่ค่อยว่ากันอีกที   ทั้งนี้ ที่มีคำถามว่าทำไมถึงไม่เตือนที่เจ้าตัวแต่ออกเป็นคำสั่ง เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจที่อ้างตามกฏหมายและต้องการส่งสัญญาณไปถึงหลายคน เพื่อให้รับทราบเอาไว้และที่ผ่านมาก็เคยมีการเตือนในลักษณะนี้ แต่เป็นระดับอธิบดีจึงไม่ได้รับความสนใจอะไรเหมือนกับกรณีนี้ ที่นายกฯเป็นผู้บังคับบัญชาจึงต้องลงมาเซ็นเอง       ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/epsSg0hbNFM

 8,961
สรุปข่าว
25 ม.ค. 63

บชน. ยันยังจับมือยิงรถบิ๊กโจ๊กไม่ได้ -'อนุทิน' เชิญน้ำหลวงอาบศพ ' ชัย ชิดชอบ' -ตรุษจีนเยาวราชคึกคัก นทท. แห่ร่วมงาน

- บชน. ยันยังจับมือยิง 'รถบิ๊กโจ๊ก' ไม่ได้   ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 6 ยืนยัน ยังไม่สามารถจับมือยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ โดยอยู่ระหว่างการสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด เตรียมตัวแจ้งความเอาผิดสื่อโซเชียล เสนอข่าวเท็จ     -'อนุทิน' เชิญน้ำหลวงอาบศพ ' ชัย ชิดชอบ'   อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในการเชิญน้ำหลวงอาบศพพระราชทานซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา และทรงรับไว้ในพระราชานุเคราะห์ 3 วัน โดยการสวดพระอภิธรรมคืนแรกจะเริ่มเวลา 18 น.       -ตรุษจีนเยาวราชคึกคัก นทท. แห่ร่วมงาน   บรรยาการตรุษจีนที่เยาวราชคึกคัก มีชาวไทยเชื้อสายจีน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก มีการออกร้านจากห้างร้าน และหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทั้งการแสดงที่ยิ่งใหญ่ ตระการตา ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทำเหรียญแจกนักท่องเที่ยวจำนวน 9,999 เหรียญ โดยจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการค่ำนี้       ชมทางยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wtzy57WjpUs    

 1,249
สังคม-อาชญากรรม
25 ม.ค. 63

ผบ.ตร.แจงปมเด้ง 'บิ๊กต้อย-บิ๊กช้าง' เข้ากรุ นายกฯเตือน 'บิ๊กโจ๊ก' อย่าประพฤติชั่วร้ายแรง

สะเทือนวงการสีกากี หลังมีข่าวลือออกมาตลอดว่าจะมีการโยกย้าย 2 นายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 22/2563 เรื่องให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ความว่า    ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีพฤติการณ์และการกระทำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยการยุติธรรมกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นเหตุให้ราชการเสียหาย    สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่ง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ 24/2563 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2563 แล้ว เพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและเรื่องอื่นๆ ในมูลกรณี ที่ประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างการตรวจสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใสมีความน่าเชื่อถือ และเพื่อให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและผู้ร้องเรียน สมควรพิจารณาสั่งการให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ไปปฏิบัติราชการนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(4) แห่งพ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534    จึงมีคำสั่งให้พล.ต.อ.วิระชัย มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีโดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิม และได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มพิเศษ และสิทธิประโยชน์อื่นใดไม่ต่ำกว่าที่ผู้อื่นได้รับอยู่เดิม โดยเบิกจ่ายจากสังกัดเดิมทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประการอื่น สั่ง ณ วันที่ 23 ม.ค.2563 ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี      เด้ง 'บิ๊กช้าง' เข้ากรุ ศปก.ตร.   ต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 28/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม เรื่องข้าราชการตำรวจปฎิบัติราชการ ใจความว่า เพื่อให้การปฎิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 8(1) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฎิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552  จึงให้พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฎิบัติราชการที่ศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฎิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฎิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง     ผบ.ตร.รับเสนอย้าย ‘วิระชัย’ ปมปล่อยคลิปเสียง เกรงเป็นอุปสรรคปัญหา    พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับ การเสนอให้มีการโยกย้าย พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฎิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก ประเด็นการปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างตนเองกับพลตำรวจเอกวิระชัย ปมปัญหาการยิงรถ พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นปัญหาต่อเอกภาพขององค์กร โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีมติเสนอโยกย้ายพลตำรวจเอกวิระชัย ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ถ้าอยู่เกรงจะเป็นอุปสรรคปัญหา    ส่วนกรณีการมีคำสั่งให้ พลตำรวจเอกชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2563 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เพื่อความเหมาะสมเท่านั้น     นายกฯ เตือน 'บิ๊กโจ๊ก' อย่าประพฤติชั่วร้ายแรง   สุดท้ายมี คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 1/2563 เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ ตามที่ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2562 สั่งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ขาดจากการเป็นข้าราชการตำรวจ และให้โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในกรอบอัตรากำลัง ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้ที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับเฉพาะเงินเดือน โดยไม่ได้รับงินประจำตำแหน่งและสิทธิประโยชน์ประจำตำแหน่ง นั้น   เพื่อให้ พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ และเพื่อให้การปฏิบัติงานของข้าราชการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจตามข้อ 1 (ค) ของบัญชี ห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2562 มาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ว 12 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2556 นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งจึงเห็นสมควรกำชับให้ พลตำรวจโท สรเชษฐ์ หักพาล รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุ ดังต่อไปนี้   1. ไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ไม่ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ ไม่กระทำการอันเป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ ข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ ไม่ดูหมิ่น เหยียดหยามประชาชน   2 ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ของทางราชการ ด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ รักษาความลับของทางราชการ มีความสุภาพ เรียบร้อย รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ   ทั้งนี้ ให้ข้าราชการดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ให้งดการมอบหมายงานพิเศษและสำคัญ และหากมีกรณีไม่รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยต่อไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 24 ม.ค.2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/M8dw-_QQpY0

 5,981
สังคม
25 ม.ค. 63

ผบ.ตร.แจงปมเด้ง 'บิ๊กต้อย-บิ๊กช้าง' เข้ากรุ นายกฯเตือน 'บิ๊กโจ๊ก' อย่าประพฤติชั่วร้ายแรง

สะเทือนวงการสีกากี หลังมีข่าวลือออกมาตลอดว่าจะมีการโยกย้าย 2 นายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 22/2563 เรื่องให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ความว่า    ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีพฤติการณ์และการกระทำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยการยุติธรรมกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นเหตุให้ราชการเสียหาย    สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่ง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ 24/2563 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2563 แล้ว เพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและเรื่องอื่นๆ ในมูลกรณี ที่ประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างการตรวจสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใสมีความน่าเชื่อถือ และเพื่อให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและผู้ร้องเรียน สมควรพิจารณาสั่งการให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ไปปฏิบัติราชการนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(4) แห่งพ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534    จึงมีคำสั่งให้พล.ต.อ.วิระชัย มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีโดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิม และได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มพิเศษ และสิทธิประโยชน์อื่นใดไม่ต่ำกว่าที่ผู้อื่นได้รับอยู่เดิม โดยเบิกจ่ายจากสังกัดเดิมทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประการอื่น สั่ง ณ วันที่ 23 ม.ค.2563 ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี      เด้ง 'บิ๊กช้าง' เข้ากรุ ศปก.ตร.   ต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 28/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม เรื่องข้าราชการตำรวจปฎิบัติราชการ ใจความว่า เพื่อให้การปฎิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 8(1) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฎิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552  จึงให้พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฎิบัติราชการที่ศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฎิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฎิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง     ผบ.ตร.รับเสนอย้าย ‘วิระชัย’ ปมปล่อยคลิปเสียง เกรงเป็นอุปสรรคปัญหา    พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับ การเสนอให้มีการโยกย้าย พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฎิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก ประเด็นการปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างตนเองกับพลตำรวจเอกวิระชัย ปมปัญหาการยิงรถ พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นปัญหาต่อเอกภาพขององค์กร โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีมติเสนอโยกย้ายพลตำรวจเอกวิระชัย ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ถ้าอยู่เกรงจะเป็นอุปสรรคปัญหา    ส่วนกรณีการมีคำสั่งให้ พลตำรวจเอกชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2563 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เพื่อความเหมาะสมเท่านั้น     นายกฯ เตือน 'บิ๊กโจ๊ก' อย่าประพฤติชั่วร้ายแรง   สุดท้ายมี คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 1/2563 เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ ตามที่ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2562 สั่งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ขาดจากการเป็นข้าราชการตำรวจ และให้โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในกรอบอัตรากำลัง ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้ที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับเฉพาะเงินเดือน โดยไม่ได้รับงินประจำตำแหน่งและสิทธิประโยชน์ประจำตำแหน่ง นั้น   เพื่อให้ พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ และเพื่อให้การปฏิบัติงานของข้าราชการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจตามข้อ 1 (ค) ของบัญชี ห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2562 มาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ว 12 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2556 นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งจึงเห็นสมควรกำชับให้ พลตำรวจโท สรเชษฐ์ หักพาล รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุ ดังต่อไปนี้   1. ไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ไม่ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ ไม่กระทำการอันเป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ ข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ ไม่ดูหมิ่น เหยียดหยามประชาชน   2 ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ของทางราชการ ด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ รักษาความลับของทางราชการ มีความสุภาพ เรียบร้อย รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ   ทั้งนี้ ให้ข้าราชการดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ให้งดการมอบหมายงานพิเศษและสำคัญ และหากมีกรณีไม่รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยต่อไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 24 ม.ค.2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/M8dw-_QQpY0

 5,981
การเมือง
25 ม.ค. 63

อาฟเตอร์ช็อก! ‘บิ๊กตู่’ ประกาศเตือน ‘บิ๊กโจ๊ก’ อย่าประพฤติชั่วร้ายแรง ขู่ลงโทษวินัย

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 1/2563 เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ ตามที่ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2562 สั่งให้พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ขาดจากการเป็นข้าราชการตำรวจ และให้โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับเฉพาะเงินเดือน โดยไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่งและสิทธิประโยชน์ประจำตำแหน่งนั้น เพื่อให้พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ และเพื่อให้การปฏิบัติงานของข้าราชการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจตามข้อ 1 (ค) ของบัญชี ห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2562 มาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ว 12 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2556   นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งจึงเห็นสมควรกำชับให้พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุ ดังต่อไปนี้   1. ไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ไม่ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ ไม่กระทำการอันเป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ ข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ ไม่ดูหมิ่น เหยียดหยามประชาชน   2. ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ ด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ รักษาความลับของทางราชการ มีความสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ ทั้งนี้ ให้ข้าราชการดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ให้งดการมอบหมายงานพิเศษและสำคัญ และหากมีกรณีไม่รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยต่อไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 24 ม.ค.2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา   อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าคำสั่งดังกล่าวออกมาหลังจากมีคำสั่งย้าย พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rdG1FeaJItg

 1,292
สรุปข่าว
24 ม.ค. 63

ประเด็นข่าวรอบวัน 24 ม.ค. 63 สั่งไม่ฟ้อง 'ชัยวัฒน์และพวก' คดีฆ่าบิลลี่ - สั่งย้าย 2 บิ๊ก ตร. 'วีระชัย-ชัยวัฒน์'

ผบ.ตร.เซ็นย้าย 2 บิ๊ก 'วีระชัย-ชัยวัฒน์'   ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับเสนอย้าย พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา ฉายา "มือปราบแก๊งสัมภเวสี" จากเหตุปล่อยคลิปเสียง และเกรงจะเป็นปัญหาอุปสรรค พร้อมตั้งกรรมการสอบสวน ปมทำราชการเสียหาย      คำสั่งแรกนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งให้พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา ไปปฎิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลถึงพฤติการณ์และการกระทำ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่อำนวยการยุติธรรม กระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ประชาชนร้องเรียน     ไล่เลี่ยกัน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เซ็นต์คำสั่งย้ายพลตำรวจเอกชัยวัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 1 ในคีย์แมนคลี่คลายคดี จับโจรชิงทองลพบุรี ไปปฏิบัติราชการ ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งเดิม ซึ่งเป็นการลงนามหลังจับกุมตัว ผอ.กอล์ฟ ได้และแถลงข่าวไปเมื่อวานนี้      ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับมีการเสนอย้ายพลตำรวจเอกวิระชัย จริง กรณีปล่อยคลิปเสียงสนทนา ปมปัญหาการยิงรถของพลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นปัญหาต่อเอกภาพขององค์กร เนื่องจากเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ถ้าอยู่เกรงจะเป็นปัญหาอุปสรรค ส่วนพลตำรวจเอกชัยวัฒน์ ก็เพื่อความเหมาะสม       นายกฯ ออกคำสั่งเตือน 'บิ๊กโจ๊ก' อย่าประพฤติชั่ว   มีคำสั่งจากนายกฯ มีผลให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษ ประจำสำนักนายกฯ รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ โดยไม่กระทำการเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ไม่ปฏิบัติราชการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน รักษาความลับราชการ     ทั้งนี้ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ให้งดมอบหมายงานพิเศษและสำคัญ หากไม่ทำตามจะดำเนินงานทางวินัยต่อไป       อัยการสั่งไม่ฟ้อง 'ชัยวัฒน์และพวก' คดีอุ้มฆ่าบิลลี่   รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอยอมรับอัยการส่งหนังสือสั่งไม่ฟ้องนายชัยวัฒน์และพวก คดีอุ้มฆ่าบิลลี่จริง ระบุ ขอดูสำนวน ก่อนพิจารณาทำความเห็นแย้ง ส่งไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด     วันนี้มีกระแสข่าวว่า สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงอธิบดีดีเอสไอ ส่งคืนสำนวนการสอบสวน 17 แฟ้มในคดีที่ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับพวกรวม 4 คน      เรื่องนี้ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ ยอมรับว่า จริง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะคดียังไม่สิ้นสุด โดยขณะนี้หนังสือและเอกสารอยู่ที่สำนักงานเลขานุการกรม โดยจะส่งต่อให้กองบริหารคดีพิเศษพิจารณาตามข้อกฎหมาย ในประเด็นหลัก คืออัยการสั่งไม่ฟ้องในทุกข้อหา หรือเพียงบางข้อหา และเหตุผลที่สั่งไม่ฟ้อง      โดยขั้นตอนหลังจากนี้ดีเอสไอจะประชุม เพื่อลงความเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับพนักงานอัยการหากเห็นด้วย ก็จะยุติ ไม่มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่หากมติไม่เห็นด้วย ก็จะต้องทำความเห็นแย้งส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดภายใน 30 วัน     ด้านนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ต้องรอฟังความชัดเจนในวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ ที่อัยการนัดหมายให้เข้าฟังว่า จะส่งฟ้องหรือไม่ ส่วนความเห็นอัยการสั่งไม่ฟ้องครั้งนี้ ถือว่าให้ความเป็นธรรมกับตนและพวก ส่วนจะดำเนินการอย่างไรขอหารือข้อกฎหมายก่อน       ปธ.สภา ส่งศาลวินิจฉัย ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน   นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มอยหมายให้เจ้าหน้าที่นำคำร้องยื่นต่อศาล รธน. กกรณี ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เข้าชื่อให้ศาล รธน. วินิจฉัย ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เป็นโมฆะหรือไม่ กรณีส.ส.เสียบบัตรลงมติแทนกัน       คืบหน้าคดีชิงเงิน ธ.กรุงเทพ   พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรียกชุดสืบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีจี้ชิงทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ สาขา เทสโก้ โลตัส ประชาอุทิศ ถนนประชาอุทิศ      โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า คดีนี้ มีผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว โดยใช้รถจักรยานยนต์เข้ามาก่อเหตุ และได้เงินสดไปจำนวน 9 แสนบาท ส่วนเส้นทางหลบหนี ตำรวจพอทราบเบาะแส และอยู่ระหว่างการไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พร้อมนำประวัติการก่อเหตุคดีลักษณะนี้ มาเทียบเคียงเพื่อดูพฤติการณ์ แต่ยังไม่ขอศาลออกหมายจับ เพราะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุม      ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังยืนยันว่า คดีนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอให้ตำรวจระมัดระวังตัวเพราะผู้ก่อเหตุมีปืน โดยกำชับให้ป้องกันตัวได้ หากผู้ก่อเหตุต่อสู้ หรือ ขัดขืนการจับกุม  

 2,219
สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' เข้าให้ข้อมูลปมจัดซื้อระบบไบโอแมทริกซ์ ปัดเล่นเกมหาทางกลับ สตช.

บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีต ผบช.สตม. เข้าให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. ในคดีจัดซื้อจัดจ้างระบบไบโอแมทริกซ์ตรวจคนเข้าเมืองของ สตม. ในฐานะพยานซึ่งเป็นผู้บอกเลิกสัญญาในโครงการดังกล่าวเพราะพบความไม่ชอบมาพากล เมื่อครั้งตำแหน่ง ผบช.สตม.   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า รอวันนี้มานาน เพราะต้องการที่จะให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. แล้วยุติการเคลื่อนไหวและจะเลิกให้ข่าวให้เรื่องนี้ เพื่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ เพราะคดีนี้ตนเป็นผู้บอกเลิกสัญญา เนื่องจากพบพิรุธตั้งแต่การเพิ่มวงเงินงบประมาณ จากที่ตั้งไว้ เกือบ1 พันล้าน แต่กลับมีการเพิ่มอีก หนึ่งเท่าตัวเป็น 2,000 กว่าล้านบาท ประกอบกับการส่งมอบเครื่องไบโอแมทริกซ์ล่าช้าผิดปกติ   นอกจากนี้ยังพบมีการจัดซื้อที่มากเกินความจำเป็น เพื่อส่งระบบดังกล่าวถูกส่งไปใช้งานที่ภูธรจังหวัดทุกจังหวัด ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจคนเข้าเมืองที่ควรไว้เฉพาะด่านผ่านแดนเท่านั้น จึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ เช่นเดียวกับการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า BMW 260 คัน มูลค่า 900 ล้านบาท ที่ใช้งบของ สตม. ไปดำเนินการ เพื่อใช้งานด่านผ่านแดนต่างๆ ทั้งที่เป็นรถระบบเชื่อมต่อวายฟายไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ประกอบกับรถดังกล่าวเหมาะสำหรับเป็นรถนำขบวนเท่านั้น   ยืนยันว่า ส่วนตัวเห็นด้วยให้มีระบบไบโอแมทริกซ์ในการตรวจจับคนร้าย เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลต้องการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ แต่เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถใช้งานได้หน่วยงานก็เสียหาย ส่วนที่ต้องออกมาให้ปากคำ เพราะเห็นว่าตัวเองยังมีอายุราชการเหลืออีกจำนวนมาก หากไม่ทำเช่นนี้จะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างไร และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกม เพื่อต้องการกลับมาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตนเป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ มีเอกสารหลักฐานชัดเจน รู้สึกอัดอั้นจึงต้องออกมา   ซึ่งเรื่องจะกลับไม่กลับไป สตช. นั้นเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา เพราะตนเป็นข้าราชการประจำจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เห็นได้จากที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตนก็ไม่เคยไปร้องขอความเป็นธรรม   ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุลอบยิงรถยนต์ส่วนตัวนั้น ยอมรับว่าหลังจากมีการเผยแพร่คลิปเสียงออกมาก็คงเป็นที่ชัดเจนแล้ว คนในคลิปควรไปขอโทษสังคมในฐานะผู้นำองค์กรที่นำเรื่องส่วนตัวเข้ามาสั่งการ เพราะเรื่องนี้หากตนถูกพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลัง จะยิ่งแสดงให้เห็นว่าตนไม่เกี่ยวข้อง และต้องเร่งรัดสั่งการหาตัวคนร้ายมาให้ได้แต่กลับไปสั่งให้คนที่กำลังทำงานอยู่ไม่ให้ทำงาน แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจะจับคนร้ายได้หรือไม่   ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ว่ามีการจัดฉาก เพื่อแย่งชิงเกี้าอี้ ผบ.ตร. ยืนยันว่า ตนเป็นแค่ พลตำรวจโท ไม่มีเหตุอะไรต้องไป แย่งชิงและที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าใครสั่งการอย่างไรบ้าง   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังยืนยันว่าเรื่องนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องหรือจะเป็นตัวกลางในการเคลียร์ใจ กับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว และตนก็ไม่ได้ติดต่อกับรองนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ และหากจะให้มีการเคลียร์ใจกันจริงๆก็พร้อมที่จะพูดคุย แต่ถ้าจะให้ทำผิดกฎหมายตนจะไม่ทำ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kupCi6i-XEs

 1,340
สังคม
11 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' เข้าให้ข้อมูลปมจัดซื้อระบบไบโอแมทริกซ์ ปัดเล่นเกมหาทางกลับ สตช.

บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีต ผบช.สตม. เข้าให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. ในคดีจัดซื้อจัดจ้างระบบไบโอแมทริกซ์ตรวจคนเข้าเมืองของ สตม. ในฐานะพยานซึ่งเป็นผู้บอกเลิกสัญญาในโครงการดังกล่าวเพราะพบความไม่ชอบมาพากล เมื่อครั้งตำแหน่ง ผบช.สตม.   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า รอวันนี้มานาน เพราะต้องการที่จะให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. แล้วยุติการเคลื่อนไหวและจะเลิกให้ข่าวให้เรื่องนี้ เพื่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ เพราะคดีนี้ตนเป็นผู้บอกเลิกสัญญา เนื่องจากพบพิรุธตั้งแต่การเพิ่มวงเงินงบประมาณ จากที่ตั้งไว้ เกือบ1 พันล้าน แต่กลับมีการเพิ่มอีก หนึ่งเท่าตัวเป็น 2,000 กว่าล้านบาท ประกอบกับการส่งมอบเครื่องไบโอแมทริกซ์ล่าช้าผิดปกติ   นอกจากนี้ยังพบมีการจัดซื้อที่มากเกินความจำเป็น เพื่อส่งระบบดังกล่าวถูกส่งไปใช้งานที่ภูธรจังหวัดทุกจังหวัด ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจคนเข้าเมืองที่ควรไว้เฉพาะด่านผ่านแดนเท่านั้น จึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ เช่นเดียวกับการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า BMW 260 คัน มูลค่า 900 ล้านบาท ที่ใช้งบของ สตม. ไปดำเนินการ เพื่อใช้งานด่านผ่านแดนต่างๆ ทั้งที่เป็นรถระบบเชื่อมต่อวายฟายไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ประกอบกับรถดังกล่าวเหมาะสำหรับเป็นรถนำขบวนเท่านั้น   ยืนยันว่า ส่วนตัวเห็นด้วยให้มีระบบไบโอแมทริกซ์ในการตรวจจับคนร้าย เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลต้องการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ แต่เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถใช้งานได้หน่วยงานก็เสียหาย ส่วนที่ต้องออกมาให้ปากคำ เพราะเห็นว่าตัวเองยังมีอายุราชการเหลืออีกจำนวนมาก หากไม่ทำเช่นนี้จะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างไร และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกม เพื่อต้องการกลับมาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตนเป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ มีเอกสารหลักฐานชัดเจน รู้สึกอัดอั้นจึงต้องออกมา   ซึ่งเรื่องจะกลับไม่กลับไป สตช. นั้นเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา เพราะตนเป็นข้าราชการประจำจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เห็นได้จากที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตนก็ไม่เคยไปร้องขอความเป็นธรรม   ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุลอบยิงรถยนต์ส่วนตัวนั้น ยอมรับว่าหลังจากมีการเผยแพร่คลิปเสียงออกมาก็คงเป็นที่ชัดเจนแล้ว คนในคลิปควรไปขอโทษสังคมในฐานะผู้นำองค์กรที่นำเรื่องส่วนตัวเข้ามาสั่งการ เพราะเรื่องนี้หากตนถูกพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลัง จะยิ่งแสดงให้เห็นว่าตนไม่เกี่ยวข้อง และต้องเร่งรัดสั่งการหาตัวคนร้ายมาให้ได้แต่กลับไปสั่งให้คนที่กำลังทำงานอยู่ไม่ให้ทำงาน แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจะจับคนร้ายได้หรือไม่   ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ว่ามีการจัดฉาก เพื่อแย่งชิงเกี้าอี้ ผบ.ตร. ยืนยันว่า ตนเป็นแค่ พลตำรวจโท ไม่มีเหตุอะไรต้องไป แย่งชิงและที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าใครสั่งการอย่างไรบ้าง   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังยืนยันว่าเรื่องนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องหรือจะเป็นตัวกลางในการเคลียร์ใจ กับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว และตนก็ไม่ได้ติดต่อกับรองนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ และหากจะให้มีการเคลียร์ใจกันจริงๆก็พร้อมที่จะพูดคุย แต่ถ้าจะให้ทำผิดกฎหมายตนจะไม่ทำ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kupCi6i-XEs

 1,340
สังคม
11 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' ให้ปากคำปปช. ปม จัดซื้อระบบไบโอเมทริกซ์ แฉ มีการเพิ่มวงเงิน จาก1 พันล้าน เป็น 2 พันล้าน

บิ๊กโจ๊ก เข้าให้ ข้อมูล ปปช. ปม จัดซื้อระบบไบโอเมทริกซ์ แฉ มีการเพิ่มวงเงิน จาก 1000 เป็น 2000ล้าน และนำไปใช้ไม่คุ้มค่า ปัด พลเอกประวิตร นัดเคลียร์ใจ ผบ.ตร. แต่พร้อมคุย   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีต ผบช.สตม. เข้าให้ข้อมูล ต่อ ป.ป.ช. ในคดีจัดซื้อจัดจ้างระบบไบโอเมทริกซ์ตรวจคนเข้าเมืองของ สตม. ในฐานะพยานซึ่งเป็นผู้บอกเลิกสัญญาในโครงการดังกล่าวเพราะพบความไม่ชอบมาพากล เมื่อครั้งตำแหน่ง ผบช.สตม.   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า รอวันนี้มานาน เพราะต้องการที่จะให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. แล้วยุติการเคลื่อนไหวและจะเลิกให้ข่าวให้เรื่องนี้ เพื่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ   เพราะคดีนี้ตนเป็นผู้บอกเลิกสัญญา เนื่องจากพบพิรุธตั้งแต่การเพิ่มวงเงินงบประมาณ จากที่ตั้งไว้ เกือบ1 พันล้าน แต่กลับมีการเพิ่มอีก หนึ่งเท่าตัวเป็น 2000 กว่าล้านบาท ประกอบกับการส่งมอบเครื่องไบโอแมทริกซ์ล่าช้าผิดปกติ   นอกจากนี้ยังพบมีการจัดซื้อที่มาเกินความจำเป็น เพื่อส่งระบบดังกล่าวถูกส่งไปใช้งานที่ภูธรจังหวัดทุกจังหวัด ทั้งๆที่เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจคนเข้าเมืองที่ควรไว้เฉพาะด่านผ่านแดนเท่านั้น จึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ เช่นเดียวกับการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า BMW 260 คัน มูลค่า 900 ล้านบาท ที่ใช้งบของ สตม. ไปดำเนินการ เพื่อใช้งานด่านผ่านแดนต่างๆ ทั้งที่เป็นรถระบบเชื่อมต่อวายฟายไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ประกอบกับรถดังกล่าวเหมาะสำหรับเป็นรถนำขบวนเท่านั้น   ยืนยันว่า ส่วนตัวเห็นด้วยให้มีระบบไบโอแมทริกซ์ในการตรวจจับคนร้ายเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลต้องการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ แต่เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถใช้งานได้หน่วยงานก็เสียหาย ส่วนที่ต้องออกมาให้ปากคำ เพราะเห็นว่าตัวเองยังมีอายุราชการเหลืออีกจำนวนมากหากไม่ทำเช่นนี้จะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างไร และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกม เพื่อต้องการกลับมาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตนเป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ มีเอกสารหลักฐานชัดเจน รู้สึกอัดอั้นจึงต้องออกมา   ซึ่งเรื่องจะกลับไม่กลับไป สตช. นั้นเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา เพราะตนเป็นข้าราชการประจำจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เห็นได้จากที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตนก็ไม่เคยไปร้องขอความเป็นธรรม   ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุลอบยิงรถยนต์ส่วนตัว นั้นยอมรับว่าหลังจากมีการเผยแพร่คลิปเสียงออกมาก็คงเป็นที่ชัดเจนแล้ว คนในคลิปควรไปขอโทษสังคมในฐานะผู้นำองค์กรที่นำเรื่องส่วนตัวเข้ามาสั่งการ เพราะเรื่องนี้หากตนถูกพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลัง จะยิ่งแสดงให้เห็นว่าตนไม่เกี่ยวข้อง และต้องเร่งรัดสั่งการหาตัวคนร้ายมาให้ได้แต่กลับไปสั่งให้คนที่กำลังทำงานอยู่ไม่ให้ทำงาน แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจะจับคนร้ายได้หรือไม่   ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ว่ามีการจัดฉาก เพื่อแย่งชิงเกี้าอี้ ผบ.ตร. ยืนยันว่า ตนเป็นแค่ พลตำรวจโท ไม่มีเหตุอะไรต้องไป แย่งชิงและที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าใครสั่งการอย่างไรบ้าง   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังยืนยันว่าเรื่องนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องหรือจะเป็นตัวกลางในการเคลียร์ใจ กับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว และตนก็ไม่ได้ติดต่อกับรองนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ และหากจะให้มีการเคลียร์ใจกันจริงๆก็พร้อมที่จะพูดคุย แต่ถ้าจะให้ทำผิดกฎหมายตนจะไม่ทำ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jprntGVgNSE

 1,063
สังคม
10 ม.ค. 63

จับตาศึกบิ๊กชนบิ๊ก! ป.ป.ช.เรียก 'บิ๊กโจ๊ก' แจงปม ไบโอแมทริกซ์

บิ๊กโจ๊ก เข้าให้ ข้อมูล ปปช. ปม จัดซื้อระบบไบโอเมทริกซ์ แฉ มีการเพิ่มวงเงิน จาก 1000 เป็น 2000ล้าน และนำไปใช้ไม่คุ้มค่า ปัด พลเอกประวิตร นัดเคลียร์ใจ ผบ.ตร. แต่พร้อมคุย   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีต ผบช.สตม. เข้าให้ข้อมูล ต่อ ป.ป.ช. ในคดีจัดซื้อจัดจ้างระบบไบโอเมทริกซ์ตรวจคนเข้าเมืองของ สตม. ในฐานะพยานซึ่งเป็นผู้บอกเลิกสัญญาในโครงการดังกล่าวเพราะพบความไม่ชอบมาพากล เมื่อครั้งตำแหน่ง ผบช.สตม.   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า รอวันนี้มานาน เพราะต้องการที่จะให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. แล้วยุติการเคลื่อนไหวและจะเลิกให้ข่าวให้เรื่องนี้ เพื่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ   เพราะคดีนี้ตนเป็นผู้บอกเลิกสัญญา เนื่องจากพบพิรุธตั้งแต่การเพิ่มวงเงินงบประมาณ จากที่ตั้งไว้ เกือบ1 พันล้าน แต่กลับมีการเพิ่มอีก หนึ่งเท่าตัวเป็น 2000 กว่าล้านบาท ประกอบกับการส่งมอบเครื่องไบโอแมทริกซ์ล่าช้าผิดปกติ   นอกจากนี้ยังพบมีการจัดซื้อที่มาเกินความจำเป็น เพื่อส่งระบบดังกล่าวถูกส่งไปใช้งานที่ภูธรจังหวัดทุกจังหวัด ทั้งๆที่เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจคนเข้าเมืองที่ควรไว้เฉพาะด่านผ่านแดนเท่านั้น จึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ เช่นเดียวกับการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า BMW 260 คัน มูลค่า 900 ล้านบาท ที่ใช้งบของ สตม. ไปดำเนินการ เพื่อใช้งานด่านผ่านแดนต่างๆ ทั้งที่เป็นรถระบบเชื่อมต่อวายฟายไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ประกอบกับรถดังกล่าวเหมาะสำหรับเป็นรถนำขบวนเท่านั้น   ยืนยันว่า ส่วนตัวเห็นด้วยให้มีระบบไบโอแมทริกซ์ในการตรวจจับคนร้ายเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลต้องการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ แต่เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถใช้งานได้หน่วยงานก็เสียหาย ส่วนที่ต้องออกมาให้ปากคำ เพราะเห็นว่าตัวเองยังมีอายุราชการเหลืออีกจำนวนมากหากไม่ทำเช่นนี้จะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างไร และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกม เพื่อต้องการกลับมาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตนเป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ มีเอกสารหลักฐานชัดเจน รู้สึกอัดอั้นจึงต้องออกมา   ซึ่งเรื่องจะกลับไม่กลับไป สตช. นั้นเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา เพราะตนเป็นข้าราชการประจำจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เห็นได้จากที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตนก็ไม่เคยไปร้องขอความเป็นธรรม   ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุลอบยิงรถยนต์ส่วนตัว นั้นยอมรับว่าหลังจากมีการเผยแพร่คลิปเสียงออกมาก็คงเป็นที่ชัดเจนแล้ว คนในคลิปควรไปขอโทษสังคมในฐานะผู้นำองค์กรที่นำเรื่องส่วนตัวเข้ามาสั่งการ เพราะเรื่องนี้หากตนถูกพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลัง จะยิ่งแสดงให้เห็นว่าตนไม่เกี่ยวข้อง และต้องเร่งรัดสั่งการหาตัวคนร้ายมาให้ได้แต่กลับไปสั่งให้คนที่กำลังทำงานอยู่ไม่ให้ทำงาน แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจะจับคนร้ายได้หรือไม่   ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ว่ามีการจัดฉาก เพื่อแย่งชิงเกี้าอี้ ผบ.ตร. ยืนยันว่า ตนเป็นแค่ พลตำรวจโท ไม่มีเหตุอะไรต้องไป แย่งชิงและที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าใครสั่งการอย่างไรบ้าง   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังยืนยันว่าเรื่องนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องหรือจะเป็นตัวกลางในการเคลียร์ใจ กับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว และตนก็ไม่ได้ติดต่อกับรองนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ และหากจะให้มีการเคลียร์ใจกันจริงๆก็พร้อมที่จะพูดคุย แต่ถ้าจะให้ทำผิดกฎหมายตนจะไม่ทำ      

 1,352
สังคม-อาชญากรรม
10 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' เปิดหน้าชน! พ้อโดนกระทำมานาน ผบ.ตร.รับเป็นเจ้าของคลิปเสียง ปัดสั่งเบรคทำคดียิงรถ

กรณีคนร้ายลอบยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ที่บริเวณซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ โดยบิ๊กโจ๊กมั่นใจว่าสาเหตุที่ถูกลอบยิงมาจากการที่มีคำสั่งยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ไบโอแมทริกซ์ ในสมัยที่เป็นผบช.สตม.   ต่อมา มีคลิปเสียงสนทนาของผู้ชาย 2 คน เผยแพร่ออกมาในโซเชียลมีเดีย ลักษณะสั่งการให้อีกฝ่ายเลิกยุ่งกับคดีดังกล่าว ซึ่งพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. ยืนยันว่าเป็นบทสนทนาระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. จริง โดยตนก็นั่งอยู่ด้วยขณะที่มีการสนทนาทางโทรศัพท์   ซึ่งเป็นการกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาตามปกติ ในการทำงานให้เป็นพี่เลี้ยง ทำการกำกับดูแล ให้การสนับสนุน และปล่อยให้หน่วยที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตามหน้างานตามปกติไป ซึ่งในคดีนี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามขั้นตอนตามปกติ และได้รายงานให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ทราบเป็นระยะๆ ซึ่งได้กำชับมาโดยตลอดในที่ประชุมบริหารตำรวจ   สำหรับเรื่องการอัดคลิปเสียง และมีการปล่อยเสียงสนทนาดังกล่าวลงในโลกโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ทราบว่าใครอัดและอยากรู้เหมือนกันว่าใครทำ เพราะโดยมารยาทแล้วการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างบุคคลนั้น ไม่ควรอัดบทสนทนาเอาไว้ ยกเว้นคู่สนทนาจะมีเจตนารมณ์แอบแฝงในทางที่ไม่ดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง   ด้านพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงถึงคลิปเสียงดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยเรื่องคดีบิ๊กโจ๊กกับพล.ต.อ.วิระชัยจริง แต่ไม่ได้สั่งให้หยุดทำงาน โดยเป็นการสั่งให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตามขั้นตอน และยืนยันว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังในคดีนี้ หลังถูกบิ๊กโจ๊กพูดพาดพิงว่าเป็นผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพราะทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ที่ทำให้มีชื่อเสียงอีกครั้ง   ขณะที่พล.ต.อ.วิระชัย ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 กจ 351 กรุงเทพมหานครของบิ๊กโจ๊ก พร้อมยืนยันว่าจะทำคดีนี้อย่างถึงที่สุดในช่วงที่ทำหน้าที่แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในช่วงที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ และมั่นใจว่าจะจับคนร้ายได้ ส่วนการให้ปากคำของบิ๊กโจ๊กนั้น พนักงานสอบสวนได้รวบรวมไว้ในสำนวน โดยรับฟังคำให้การไว้เป็นข้อมูลเท่านั้น คงไม่สามารถไปชี้ชัดประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน   โดยล่าสุดกองพิสูจน์หลักฐานได้เข้ารื้อค้าและหาหลักฐานที่รถของบิ๊กโจ๊ก และพบหัวกระสุนปืนเพิ่มอีก 6 หัว เป็นชนิด .38 หรือ ขนาด 9 มม. จากเดิมพบแล้ว 2 หัว แต่ยังไม่ยืนยันว่า มาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเตรียมส่งตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติม จึงจะสามารถยืนยันชนิดของปืนที่ใช้ก่อเหตุได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าได้พูดคุยเรื่องคดีก่อนหน้านี้กับพล.ต.อ.จักรทิพย์จริง ส่วนคลิปเสียงสนทนาที่ปรากฎตอนนี้ยังไม่ได้ฟัง จึงไม่ขอให้ความเห็นในเรื่องนี้   ด้านพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางมารับรถยนต์ที่ถูกลอบยิงที่ สน.บางรัก พร้อมเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กรณีคลิปเสียง เป็นเรื่องที่สะท้อนใจถึงแม้ว่าคดีนี้จะเป็นคดียิงรถที่ความเสียหายไม่เยอะ แต่เป็นคดีที่สื่อมวลชนสนใจ แล้วมีการไปพาดพิงถึงผู้ใหญ่ขององค์กร การที่ผู้นำองค์กรโทรศัพท์มาสั่งการไม่ให้ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทน ลงไปยุ่งเกี่ยวกับคดีและไม่ให้ไปแถลงข่าว ยิ่งเห็นชัดถึงเจตนา   ในฐานะตำรวจเก่า ตนรู้สึกหดหู่จากการกระทำของผู้นำองค์กรยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนที่มีการยิงรถนักข่าว ซึ่งเป็นการใช้อำนาจแบบไม่เป็นธรรม การเป็นผู้รักษากฎหมายต้องทำตัวเป็นเยี่ยงอย่าง อีกทั้งในวันเกิดเหตุ รองผบ.ตร. ท่านนี้ได้ลงไปไล่ดูกล้องวงจรปิดเอง ซึ่งทาง ผบช.น ไม่ได้ลงมาดูด้วยตัวเอง มีเพียงผู้บังคับการและผู้กำกับการที่ลงมากำกับดูแลเท่านั้น   การที่รองผบ.ตร. ท่านนี้ลงมากำกับดูแลเพื่อให้องค์กรเป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา โดยเฉพาะเมื่อมีการพาดพิงถึงผู้ใหญ่ในองค์กรเมื่อรู้ตัวว่าถูกพาดพิงต้องยิ่งรีบสั่งให้เร่งรัดติดตามคนร้ายให้ได้ เพื่อจะเคลียร์ความจริงให้ปรากฏและเคลียร์ตัวเองให้ได้   ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตี๊ยมกันกับรองผบ.ตร. ทุกอย่างเป็นข้อเท็จจริงมีมูลเหตุทั้งหมดไม่มีอะไรที่ตนต้องไปเตี๊ยม ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับรองผบ.ตร. ตนเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้นไม่มีอะไรอย่างอื่น   และคำพูดในคลิปที่บอกว่า ตนไปหรอกใช้พลเอก 5 คน ตนจะทำได้อย่างไร สื่อมวลชนควรไปถามเจ้าตัวมากกว่าว่าโดนตนหลอกใช้จริงหรือไม่ คำว่าผู้นำองค์กรบ่งบอกถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม แต่ผู้นำองค์กรเป็นแบบนี้ องค์กรจะอยู่ได้อย่างไร สั่งแบบนี้เป็นการสั่งเพื่อส่วนรวมหรือสั่งเพื่อตัวเอง ซึ่งถ้าตนเป็นผู้นำองค์กร ตนคงลาออกไปแล้ว   จะมาบอกว่าตนสร้างสถานการณ์เพื่ออยากจะกลับมา ถ้าอยากดังจริงตนแค่เดินไปหานักข่าวก็ดังแล้ว แต่ที่ผ่านมาเกือบปีตนเก็บเนื้อเก็บตัวมาตลอด ที่ออกมาวันนี้เพราะทนไม่ไหวแล้วโดนกระทำมานานต้องพอเสียที ส่วนเรื่องจะจับคนร้ายได้หรือไม่ตนไม่ได้คิด เพราะตนหมดศรัทธา 4 วันที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ   เรื่องที่บอกว่าไบโอแมทริกซ์ จับคนร้ายได้นั้น มันก็ถูก แต่เมื่อเครื่องมันไม่ดี ตนก็ต้องทำบันทึกยกเลิกสัญญาแล้วไปเอาของบริษัทอื่นที่ดีมาใช้  เพราะเครื่องดังกล่าวสมมุติว่าสามารถทำได้ 30 กว่าอย่างแต่กลับทำได้แค่ 7 อย่าง ถึงแม้ว่าจับคนร้ายได้จริง แต่คุณสมบัติอีก 20 กว่าอย่างมันทำไม่ได้ แล้วงบประมาณกว่า 2 พันล้าน ที่มาจากภาษีประชาชนความคุ้มค่ามันอยู่ตรงไหน โดยวันนี้ เวลา 09.30 น. ตนจะเข้าไปให้ข้อมูลกับป.ป.ช. เรื่องไบโอแมทริกซ์ และก็มีอีกหลายคนที่ถูกเรียกไปเช่นเดียวกัน   อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ใครทำชั่วทำไม่ดีไว้เดี๋ยวมันจะออกมาเอง ยืนยันไม่ได้สร้างสถานการณ์ แต่ในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำตนจึงต้องออกมาพูดและยืนยันว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคลิปเสียงดังกล่าวที่หลุดออกมา จะเป็นการวางแผนได้อย่างไร เพราะเสียงที่สั่งเป็นเสียงจริงโดยเสียงใครคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YEfm4ZT-Jgc

 11,379
สังคม
10 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' เปิดหน้าชน! พ้อโดนกระทำมานาน ผบ.ตร.รับเป็นเจ้าของคลิปเสียง ปัดสั่งเบรคทำคดียิงรถ

กรณีคนร้ายลอบยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ที่บริเวณซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ โดยบิ๊กโจ๊กมั่นใจว่าสาเหตุที่ถูกลอบยิงมาจากการที่มีคำสั่งยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ไบโอแมทริกซ์ ในสมัยที่เป็นผบช.สตม.   ต่อมา มีคลิปเสียงสนทนาของผู้ชาย 2 คน เผยแพร่ออกมาในโซเชียลมีเดีย ลักษณะสั่งการให้อีกฝ่ายเลิกยุ่งกับคดีดังกล่าว ซึ่งพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. ยืนยันว่าเป็นบทสนทนาระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. จริง โดยตนก็นั่งอยู่ด้วยขณะที่มีการสนทนาทางโทรศัพท์   ซึ่งเป็นการกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาตามปกติ ในการทำงานให้เป็นพี่เลี้ยง ทำการกำกับดูแล ให้การสนับสนุน และปล่อยให้หน่วยที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตามหน้างานตามปกติไป ซึ่งในคดีนี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามขั้นตอนตามปกติ และได้รายงานให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ทราบเป็นระยะๆ ซึ่งได้กำชับมาโดยตลอดในที่ประชุมบริหารตำรวจ   สำหรับเรื่องการอัดคลิปเสียง และมีการปล่อยเสียงสนทนาดังกล่าวลงในโลกโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ทราบว่าใครอัดและอยากรู้เหมือนกันว่าใครทำ เพราะโดยมารยาทแล้วการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างบุคคลนั้น ไม่ควรอัดบทสนทนาเอาไว้ ยกเว้นคู่สนทนาจะมีเจตนารมณ์แอบแฝงในทางที่ไม่ดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง   ด้านพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงถึงคลิปเสียงดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยเรื่องคดีบิ๊กโจ๊กกับพล.ต.อ.วิระชัยจริง แต่ไม่ได้สั่งให้หยุดทำงาน โดยเป็นการสั่งให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตามขั้นตอน และยืนยันว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังในคดีนี้ หลังถูกบิ๊กโจ๊กพูดพาดพิงว่าเป็นผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพราะทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ที่ทำให้มีชื่อเสียงอีกครั้ง   ขณะที่พล.ต.อ.วิระชัย ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 กจ 351 กรุงเทพมหานครของบิ๊กโจ๊ก พร้อมยืนยันว่าจะทำคดีนี้อย่างถึงที่สุดในช่วงที่ทำหน้าที่แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในช่วงที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ และมั่นใจว่าจะจับคนร้ายได้ ส่วนการให้ปากคำของบิ๊กโจ๊กนั้น พนักงานสอบสวนได้รวบรวมไว้ในสำนวน โดยรับฟังคำให้การไว้เป็นข้อมูลเท่านั้น คงไม่สามารถไปชี้ชัดประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน   โดยล่าสุดกองพิสูจน์หลักฐานได้เข้ารื้อค้าและหาหลักฐานที่รถของบิ๊กโจ๊ก และพบหัวกระสุนปืนเพิ่มอีก 6 หัว เป็นชนิด .38 หรือ ขนาด 9 มม. จากเดิมพบแล้ว 2 หัว แต่ยังไม่ยืนยันว่า มาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเตรียมส่งตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติม จึงจะสามารถยืนยันชนิดของปืนที่ใช้ก่อเหตุได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าได้พูดคุยเรื่องคดีก่อนหน้านี้กับพล.ต.อ.จักรทิพย์จริง ส่วนคลิปเสียงสนทนาที่ปรากฎตอนนี้ยังไม่ได้ฟัง จึงไม่ขอให้ความเห็นในเรื่องนี้   ด้านพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางมารับรถยนต์ที่ถูกลอบยิงที่ สน.บางรัก พร้อมเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กรณีคลิปเสียง เป็นเรื่องที่สะท้อนใจถึงแม้ว่าคดีนี้จะเป็นคดียิงรถที่ความเสียหายไม่เยอะ แต่เป็นคดีที่สื่อมวลชนสนใจ แล้วมีการไปพาดพิงถึงผู้ใหญ่ขององค์กร การที่ผู้นำองค์กรโทรศัพท์มาสั่งการไม่ให้ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทน ลงไปยุ่งเกี่ยวกับคดีและไม่ให้ไปแถลงข่าว ยิ่งเห็นชัดถึงเจตนา   ในฐานะตำรวจเก่า ตนรู้สึกหดหู่จากการกระทำของผู้นำองค์กรยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนที่มีการยิงรถนักข่าว ซึ่งเป็นการใช้อำนาจแบบไม่เป็นธรรม การเป็นผู้รักษากฎหมายต้องทำตัวเป็นเยี่ยงอย่าง อีกทั้งในวันเกิดเหตุ รองผบ.ตร. ท่านนี้ได้ลงไปไล่ดูกล้องวงจรปิดเอง ซึ่งทาง ผบช.น ไม่ได้ลงมาดูด้วยตัวเอง มีเพียงผู้บังคับการและผู้กำกับการที่ลงมากำกับดูแลเท่านั้น   การที่รองผบ.ตร. ท่านนี้ลงมากำกับดูแลเพื่อให้องค์กรเป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา โดยเฉพาะเมื่อมีการพาดพิงถึงผู้ใหญ่ในองค์กรเมื่อรู้ตัวว่าถูกพาดพิงต้องยิ่งรีบสั่งให้เร่งรัดติดตามคนร้ายให้ได้ เพื่อจะเคลียร์ความจริงให้ปรากฏและเคลียร์ตัวเองให้ได้   ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตี๊ยมกันกับรองผบ.ตร. ทุกอย่างเป็นข้อเท็จจริงมีมูลเหตุทั้งหมดไม่มีอะไรที่ตนต้องไปเตี๊ยม ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับรองผบ.ตร. ตนเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้นไม่มีอะไรอย่างอื่น   และคำพูดในคลิปที่บอกว่า ตนไปหรอกใช้พลเอก 5 คน ตนจะทำได้อย่างไร สื่อมวลชนควรไปถามเจ้าตัวมากกว่าว่าโดนตนหลอกใช้จริงหรือไม่ คำว่าผู้นำองค์กรบ่งบอกถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม แต่ผู้นำองค์กรเป็นแบบนี้ องค์กรจะอยู่ได้อย่างไร สั่งแบบนี้เป็นการสั่งเพื่อส่วนรวมหรือสั่งเพื่อตัวเอง ซึ่งถ้าตนเป็นผู้นำองค์กร ตนคงลาออกไปแล้ว   จะมาบอกว่าตนสร้างสถานการณ์เพื่ออยากจะกลับมา ถ้าอยากดังจริงตนแค่เดินไปหานักข่าวก็ดังแล้ว แต่ที่ผ่านมาเกือบปีตนเก็บเนื้อเก็บตัวมาตลอด ที่ออกมาวันนี้เพราะทนไม่ไหวแล้วโดนกระทำมานานต้องพอเสียที ส่วนเรื่องจะจับคนร้ายได้หรือไม่ตนไม่ได้คิด เพราะตนหมดศรัทธา 4 วันที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ   เรื่องที่บอกว่าไบโอแมทริกซ์ จับคนร้ายได้นั้น มันก็ถูก แต่เมื่อเครื่องมันไม่ดี ตนก็ต้องทำบันทึกยกเลิกสัญญาแล้วไปเอาของบริษัทอื่นที่ดีมาใช้  เพราะเครื่องดังกล่าวสมมุติว่าสามารถทำได้ 30 กว่าอย่างแต่กลับทำได้แค่ 7 อย่าง ถึงแม้ว่าจับคนร้ายได้จริง แต่คุณสมบัติอีก 20 กว่าอย่างมันทำไม่ได้ แล้วงบประมาณกว่า 2 พันล้าน ที่มาจากภาษีประชาชนความคุ้มค่ามันอยู่ตรงไหน โดยวันนี้ เวลา 09.30 น. ตนจะเข้าไปให้ข้อมูลกับป.ป.ช. เรื่องไบโอแมทริกซ์ และก็มีอีกหลายคนที่ถูกเรียกไปเช่นเดียวกัน   อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ใครทำชั่วทำไม่ดีไว้เดี๋ยวมันจะออกมาเอง ยืนยันไม่ได้สร้างสถานการณ์ แต่ในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำตนจึงต้องออกมาพูดและยืนยันว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคลิปเสียงดังกล่าวที่หลุดออกมา จะเป็นการวางแผนได้อย่างไร เพราะเสียงที่สั่งเป็นเสียงจริงโดยเสียงใครคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YEfm4ZT-Jgc

 11,379

Top