ค้นหา :

ผลการค้นหา "จำคุกตลอดชีวิต"

สังคม-อาชญากรรม
09 ต.ค. 62

ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ชาวไต้หวันซุกเฮโรอีนในกระป๋องแป้ง

วันที่ 9 ต.ค. 62 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัวนายเฉิน กวน ลิน (MR.CHEN KUAN LIN) อายุ 38 ปี ชาวไต้หวัน จำเลยในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง มาศาลอาญา รัชดา ฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น   คดีนี้จำเลยถูกจับกุมได้ในวันที่ 26 เม.ย. 2562 ภายในสนามบินดอนเมือง ขณะเตรียมเดินทางไปประเทศไต้หวัน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบมีเฮโรอีน จำนวน 5.6 กิโลกรัม ถูกบรรจุในกระป๋องแป้ง ยี่ห้ออังกฤษตรางูจำนวน 18 กระป๋องและซุกซ่อนไว้ใน กล่องกระดาษ 2 กล่อง เจ้าหน้าที่จึงยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง   โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิดและมีพยานหลักฐานชัดเจน จึงลงโทษจำเลยตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (3) และ มาตรา65 (2), พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ.2534 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกประเทศเพื่อจำหน่าย มีโทษให้ประหารชีวิต แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษให้ลดลงกึ่งหนึ่ง คงเหลือให้จำคุกตลอดชีวิตและยึดเฮโรอีนพร้อมโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องไว้เป็นของกลาง  

 1,634
สังคม
09 ต.ค. 62

ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ชาวไต้หวันซุกเฮโรอีนในกระป๋องแป้ง

วันที่ 9 ต.ค. 62 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัวนายเฉิน กวน ลิน (MR.CHEN KUAN LIN) อายุ 38 ปี ชาวไต้หวัน จำเลยในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง มาศาลอาญา รัชดา ฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น   คดีนี้จำเลยถูกจับกุมได้ในวันที่ 26 เม.ย. 2562 ภายในสนามบินดอนเมือง ขณะเตรียมเดินทางไปประเทศไต้หวัน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบมีเฮโรอีน จำนวน 5.6 กิโลกรัม ถูกบรรจุในกระป๋องแป้ง ยี่ห้ออังกฤษตรางูจำนวน 18 กระป๋องและซุกซ่อนไว้ใน กล่องกระดาษ 2 กล่อง เจ้าหน้าที่จึงยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง   โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิดและมีพยานหลักฐานชัดเจน จึงลงโทษจำเลยตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (3) และ มาตรา65 (2), พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ.2534 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกประเทศเพื่อจำหน่าย มีโทษให้ประหารชีวิต แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษให้ลดลงกึ่งหนึ่ง คงเหลือให้จำคุกตลอดชีวิตและยึดเฮโรอีนพร้อมโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องไว้เป็นของกลาง  

 1,634
สังคม-อาชญากรรม
01 ต.ค. 62

ศาลอุทธรณ์พิพากษา คุก 34 ปี 6 เดือน 'เปรี้ยว ฆ่าหั่นศพ' พร้อมพวก เพิ่มโทษ 'วศิน' ร่วมฆ่า

ศาลจังหวัดขอนแก่น อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีนางสาวปรียานุช โนนวังชัย (เปรี้ยว) และพวก ได้แก่ นางสาวกวิตา ราชดา (เอิร์น) และ นางสาวอภิวันท์ สัตยบัณฑิต (แจ้) ฆ่าหั่นศพนางสาววริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม ก่อนนำศพไปฝั่งอำพรางที่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น จนเกิดเป็นคดีดังเมื่อปี 2560   โดยศาลพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือ พิพากษา เปรี้ยว, เอิร์น, แจ้ จำคุกตลอดชีวิต แต่ผู้ต้องหาสารภาพ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือโทษ เปรี้ยว, เอิร์น จำคุก 34 ปี 6 เดือน ส่วนแจ้ จำคุก 33 ปี 9 เดือน   ทั้งนี้ นายวศิน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วไม่มีพยานเบิกความถึงพฤติการณ์ในการร่วมกันฆ่า แต่พฤติการณ์เป็นผู้ขับขี่รถไปซื้อปูนจึงเป็นการช่วยสนับสนุน จำคุกนายวศิน 33 ปี 4 เดือน ผู้ต้องหาสารภาพจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 ลงโทษจำคุก 23 ปี 4 เดือน 20 วัน แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นพฤติการณ์รู้เห็น และมีส่วนร่วมกันฆ่า จึงให้จำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือ จำคุก 34 ปี 6 เดือน โดยนายวศิน จะถูกนำไปคุมขังที่เรือนจำคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาต่อไป   พร้อมกันนี้ศาลยังสั่งให้ เปรี้ยว, เอิร์น, แจ้ และวศิน ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ญาติแอ๋มเป็นเงิน 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่เสียชีวิต 23 พฤษภาคม 2560 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VJ3Y_wtbM_E

 7,124
อาชญากรรม
01 ต.ค. 62

ศาลอุทธรณ์พิพากษา คุก 34 ปี 6 เดือน 'เปรี้ยว ฆ่าหั่นศพ' พร้อมพวก เพิ่มโทษ 'วศิน' ร่วมฆ่า

ศาลจังหวัดขอนแก่น อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีนางสาวปรียานุช โนนวังชัย (เปรี้ยว) และพวก ได้แก่ นางสาวกวิตา ราชดา (เอิร์น) และ นางสาวอภิวันท์ สัตยบัณฑิต (แจ้) ฆ่าหั่นศพนางสาววริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม ก่อนนำศพไปฝั่งอำพรางที่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น จนเกิดเป็นคดีดังเมื่อปี 2560   โดยศาลพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือ พิพากษา เปรี้ยว, เอิร์น, แจ้ จำคุกตลอดชีวิต แต่ผู้ต้องหาสารภาพ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือโทษ เปรี้ยว, เอิร์น จำคุก 34 ปี 6 เดือน ส่วนแจ้ จำคุก 33 ปี 9 เดือน   ทั้งนี้ นายวศิน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วไม่มีพยานเบิกความถึงพฤติการณ์ในการร่วมกันฆ่า แต่พฤติการณ์เป็นผู้ขับขี่รถไปซื้อปูนจึงเป็นการช่วยสนับสนุน จำคุกนายวศิน 33 ปี 4 เดือน ผู้ต้องหาสารภาพจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 ลงโทษจำคุก 23 ปี 4 เดือน 20 วัน แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นพฤติการณ์รู้เห็น และมีส่วนร่วมกันฆ่า จึงให้จำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือ จำคุก 34 ปี 6 เดือน โดยนายวศิน จะถูกนำไปคุมขังที่เรือนจำคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาต่อไป   พร้อมกันนี้ศาลยังสั่งให้ เปรี้ยว, เอิร์น, แจ้ และวศิน ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ญาติแอ๋มเป็นเงิน 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่เสียชีวิต 23 พฤษภาคม 2560 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VJ3Y_wtbM_E

 7,124
สังคม-อาชญากรรม
19 ก.ย. 62

แม่ 'สปาย' พอใจคำตัดสิน 'เสี่ยอ้วน' เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ชดใช้ 14 ล้าน

ชลบุรี-ศาลจังหวัดพัทยานัดพิพาษาคดีที่นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน บางลา เจ้าของผับที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต พร้อมพวกรวม 6 คน ร่วมกันฆ่านางสาวปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือ สปาย และนายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือฟอส บริเวณลานจอดรถหน้าองค์พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี เมื่อ ปี 2561 โดยศาลจังหวัดพัทยาได้พิพากษาสั่งประหารชีวิต นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน / นายเกียรติศักดิ์ สุรางค์แสงมีบุญ หรือบอล คนขับรถฮอนด้าซีอาร์วีพาเสี่ยอ้วนกับทีมมือปืนไปก่อเหตุ และนายณรงค์ วรินทรเวช หรือบ่าว มือปืนที่เสี่ยอ้วนจ้างวาน แต่จำเลยทั้ง 3 ให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต   ส่วนนายสายันต์ ศรีสุข คนชี้เป้า ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต แต่ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 50 ปี ขณะที่นายจิรศักดิ์ อุนัยบัน หรือป๊อบปี้ ทำหน้าที่ขับรถคุ้มกันทีมเสี่ยอ้วน และตามประกบกลุ่มผู้ตาย และนายกฤษณะ ศรีสุข หรือมด คนคุ้มกันเสี่ยอ้วน ศาลสั่งจำคุกคนละ 16 ปี พร้อมให้จำเลยที่ 1-6 ชดใช้ค่าเสียหายให้กับครอบครัวนายอนันตชัย หรือฟอส และครอบครัวนางสาวปวีณา หรือสปาย รวมคนละ 7 ล้านกว่าบาท   ทางด้าน นางปวีณา นาเมือรักษ์ แม่สปาย เผยว่า พอใจกับคำตัดสินของศาล แม้เสี่ยอ้วนและพรรคพวกจะไม่ถูกลงโทษประหารชีวิตก็ตาม แต่ก็รู้สึกดีใจที่ศาลให้ความเมตตาและให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวน้องสปาย ส่วนกระแสข่าวลือที่ออกมาว่าในห้องพิพากษาเสี่ยอ้วนได้มากราบเท้าแม่เพื่อขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไปนั้น ก็ไม่จริง เสี่ยอ้วนไม่ได้มากราบเท้าเพื่อขอขมาแต่อย่างใด แม้กระทั่งยกมือไหว้หรือเอ่ยปากขอโทษ ทางเสี่ยอ้วนก็ไม่ได้ทำเลยด้วยซ้ำ   ส่วนกรณี คำสั่งศาลที่เสี่ยอ้วนต้องชดใช้เงินให้ 7 ล้านกว่าบาทนั้น บนบัลลังก์ในห้องพิพากษาเสี่ยอ้วนก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธหรือบ่ายเบี่ยงที่จะไม่ชดใช้เงินจำนวนนี้ เพียงแต่เสี่ยอ้วนได้ถามผู้พิพากษาว่า เงินจำนวน 7 ล้านกว่าบาทที่ต้องชดใช้ให้ครอบครัวฟอสและสปาย เยอะเกินไปหรือไม่เท่านั้น   สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561 หลังมีกลุ่มคนร้ายดักยิงนางสาวปวีณาและนายอนันตชัย เสียชีวิต ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่จังหวัดชลบุรี จากการสืบสวนตำรวจทราบว่าคนวางแผนก่อเหตุคือเสี่ยอ้วน ซึ่งมีสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาว   หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้ทั้งหมด โดยเสี่ยอ้วน ถูกจับกุมได้ในวันที่ 15 ส.ค. 2561 ระหว่างหลบหนีอยู่ประเทศกัมพูชา เป็นเวลาเกือบเดือน อ้างว่าปมแค้นมาจากการที่ถูกผู้เสียชีวิตทั้งคู่หลอกลวงมาตลอด 3 ปี ว่าเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่แอบคบหากัน จึงโกรธแค้นเพราะสูญเสียเงินเป็นค่าเลี้ยงดูให้ฝ่ายหญิงและครอบครัวไปกว่า 7 ล้านบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PpIWs3yOe_s

 3,815
อาชญากรรม
19 ก.ย. 62

แม่ 'สปาย' พอใจคำตัดสิน 'เสี่ยอ้วน' เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต ชดใช้ 14 ล้าน

ชลบุรี-ศาลจังหวัดพัทยานัดพิพาษาคดีที่นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน บางลา เจ้าของผับที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต พร้อมพวกรวม 6 คน ร่วมกันฆ่านางสาวปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือ สปาย และนายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือฟอส บริเวณลานจอดรถหน้าองค์พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี เมื่อ ปี 2561 โดยศาลจังหวัดพัทยาได้พิพากษาสั่งประหารชีวิต นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน / นายเกียรติศักดิ์ สุรางค์แสงมีบุญ หรือบอล คนขับรถฮอนด้าซีอาร์วีพาเสี่ยอ้วนกับทีมมือปืนไปก่อเหตุ และนายณรงค์ วรินทรเวช หรือบ่าว มือปืนที่เสี่ยอ้วนจ้างวาน แต่จำเลยทั้ง 3 ให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต   ส่วนนายสายันต์ ศรีสุข คนชี้เป้า ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต แต่ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 50 ปี ขณะที่นายจิรศักดิ์ อุนัยบัน หรือป๊อบปี้ ทำหน้าที่ขับรถคุ้มกันทีมเสี่ยอ้วน และตามประกบกลุ่มผู้ตาย และนายกฤษณะ ศรีสุข หรือมด คนคุ้มกันเสี่ยอ้วน ศาลสั่งจำคุกคนละ 16 ปี พร้อมให้จำเลยที่ 1-6 ชดใช้ค่าเสียหายให้กับครอบครัวนายอนันตชัย หรือฟอส และครอบครัวนางสาวปวีณา หรือสปาย รวมคนละ 7 ล้านกว่าบาท   ทางด้าน นางปวีณา นาเมือรักษ์ แม่สปาย เผยว่า พอใจกับคำตัดสินของศาล แม้เสี่ยอ้วนและพรรคพวกจะไม่ถูกลงโทษประหารชีวิตก็ตาม แต่ก็รู้สึกดีใจที่ศาลให้ความเมตตาและให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวน้องสปาย ส่วนกระแสข่าวลือที่ออกมาว่าในห้องพิพากษาเสี่ยอ้วนได้มากราบเท้าแม่เพื่อขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไปนั้น ก็ไม่จริง เสี่ยอ้วนไม่ได้มากราบเท้าเพื่อขอขมาแต่อย่างใด แม้กระทั่งยกมือไหว้หรือเอ่ยปากขอโทษ ทางเสี่ยอ้วนก็ไม่ได้ทำเลยด้วยซ้ำ   ส่วนกรณี คำสั่งศาลที่เสี่ยอ้วนต้องชดใช้เงินให้ 7 ล้านกว่าบาทนั้น บนบัลลังก์ในห้องพิพากษาเสี่ยอ้วนก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธหรือบ่ายเบี่ยงที่จะไม่ชดใช้เงินจำนวนนี้ เพียงแต่เสี่ยอ้วนได้ถามผู้พิพากษาว่า เงินจำนวน 7 ล้านกว่าบาทที่ต้องชดใช้ให้ครอบครัวฟอสและสปาย เยอะเกินไปหรือไม่เท่านั้น   สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561 หลังมีกลุ่มคนร้ายดักยิงนางสาวปวีณาและนายอนันตชัย เสียชีวิต ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่จังหวัดชลบุรี จากการสืบสวนตำรวจทราบว่าคนวางแผนก่อเหตุคือเสี่ยอ้วน ซึ่งมีสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาว   หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้ทั้งหมด โดยเสี่ยอ้วน ถูกจับกุมได้ในวันที่ 15 ส.ค. 2561 ระหว่างหลบหนีอยู่ประเทศกัมพูชา เป็นเวลาเกือบเดือน อ้างว่าปมแค้นมาจากการที่ถูกผู้เสียชีวิตทั้งคู่หลอกลวงมาตลอด 3 ปี ว่าเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่แอบคบหากัน จึงโกรธแค้นเพราะสูญเสียเงินเป็นค่าเลี้ยงดูให้ฝ่ายหญิงและครอบครัวไปกว่า 7 ล้านบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PpIWs3yOe_s

 3,815
ต่างประเทศ
18 ก.ค. 62

สองพี่น้องโกรธจัด ซัดคนฆ่าแม่ชุลมุนคาศาลสหรัฐฯ โดนโทษจำคุกตลอดชีวิต

เกิดเหตุอลหม่านในห้องพิจารณาคดีในศาลเขตมาฮอนิง รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา สองพี่น้องโกรธจัดหลังจำเลยสารภาพว่าฆ่าแม่ของพวกเขา ลุกขึ้นไปต่อยตีทำร้ายชุลมุน เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าระงับเหตุจนควบคุมสถานการณ์ไว้ได้    ทั้งนี้ หนึ่งในฝ่ายโจทก์ตะโกนขณะเกิดเหตุว่า "มันฆ่าแม่ผม นั่นแม่ผมนะ แม่เลี้ยงดูผมและพี่มา มาฆ่าแม่ได้ยังไง" ซึ่งจำเลยสารภาพว่า ขับรถเฉี่ยวชนจนเหยื่อล้มกลิ้งออกไปจากถนน จากนั้นตามลงไปยิงซ้ำจนตาย โดยที่สุดถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต  

 1,420
สังคม-อาชญากรรม
14 มิ.ย. 62

ศาลสั่งประหาร 'อ้อแอ้' ลอบขนยาอีลายการ์ตูนขายในไทย สารภาพเหลือจำคุกตลอดชีวิต

ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี ดำอย.1883/61 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด10 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.อัมพิกา หรือ อ้อแอ้ ปะติตัง อายุ 26 ปี ชาว จ.หนองคาย, น.ส.วรารัตน์ หรือ แอ๋ม จันทมาส อายุ 26 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร และนายทรงพล ทมิยะ อายุ 34 ปี ชาวจ.นนทบุรี เป็นจำเลยที่ 1- 3 ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534   สืบเนื่องจากกรณีระหว่างวันที่ 4-8 มี.ค.2561 จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันซื้อยาอีของกลางจำนวน 5,731 เม็ด ซึ่งเป็นยาอีรูปแบบใหม่ลายการ์ตูน โดยเดินจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อลักลอบนำมาจำหน่ายและถูกจับกุมตัวได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ   โดยศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้ง 3 มาจากเรือนจำ โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพทั้งชั้นสอบสวนเเละชั้นศาล พิพากษาประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ฐานนำเข้ายาอีเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักร เเต่จำเลยรับสารภาพศาลลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2,3 พยานหลักฐานที่นำสืบยังมีข้อสงสัย ยกประโยชน์ความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pZc7e8iUYVs

 5,279
สังคม-อาชญากรรม
13 มิ.ย. 62

ศาลสั่งประหารชีวิต ‘อ้อแอ้’ ลักลอบขนยาอีลายการ์ตูนขายในไทย รับสารภาพ ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 13 มิ.ย. 62 เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดอ่านคำพิพากษาคดี ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.อัมพิกา หรือ อ้อแอ้ ปะติตัง อายุ 26 ปี ชาว จ.หนองคาย น.ส.วรารัตน์ หรือแอ๋ม จันทมาส อายุ 26 ปี ชาว กรุงเทพมหานคร และนายทรงพล ทมิยะ อายุ 34 ปี ชาว จ.นนทบุรี เป็นจำเลยที่ 1- 3 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534   จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4-8 มี.ค. 2561 จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันซื้อยาอีของกลางจำนวน 5,731 เม็ด ซึ่งเป็นยาอีรูปแบบใหม่ลายการ์ตูน โดยเดินทางจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อลักลอบนำมาจำหน่ายและถูกจับกุมตัวได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพ    โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัวจำเลยทั้ง 3 มาจากเรือนจำ โดยศาลพิเคราะห์แล้ว ในส่วนของ น.ส.อัมพิกา หรือ อ้อแอ้ เห็นว่า กระทำผิดตามฟ้องฐานนำเข้ายาอีมาจำหน่ายในประเทศ พิพากษาประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพทั้งชั้นสอบสวน และชั้นศาล มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก จำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2 และ3 ศาลยกประโยชน์ความสงสัยให้จำเลย ทั้ง 2 พิพากษายกฟ้อง  

 8,967
สังคม-อาชญากรรม
28 มี.ค. 62

ชายดิ่งชั้น 8 ศาลอาญาแขนขาหัก หลังลูกถูกจำคุกตลอดชีวิต คดีฆ่าปาดคอ เผยอาถรรพณ์ชั้น 8 บัลลังก์เดิม 811

ตำรวจ สน.พหลโยธิน รับแจ้งว่าเกิดเหตุมีคนกระโดดลงจากจากชั้น 8 ของศาลอาญา ถ.รัชดาฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงนำกำลังพร้อมประสานกู้ภัยในพื้นที่เข้าตรวจสอบ โดยในที่เกิดเหตุพบร่างของคนเจ็บซึ่งเป็นชายตกลงมาบริเวณฟุตปาธด้านล่างอาคารศาลอาญา สภาพขาแขนหักผิดรูป กู้ภัยเข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาลราชวิถี   ต่อมาทราบว่าผู้บาดเจ็บชื่อ นายอัครเดช เครือนาค ก่อนเกิดเหตุได้เข้าฟังการพิจารณาคดีที่ชั้น 8 เป็นคดีที่ลูกชายคือ นายภัทรพงศ์ เครือนาค อดีตพนักงานเวรเปล รพ.ราชวิถี ประจำสถาบันโรคผิวหนัง เป็นจำเลยในคดีใช้มีดฟันคอนายสัญชาย วันงาม อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โรงพยาบาลราชวิถี จนเสียชีวิต ก่อนขับรถหลบหนีไปโดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2560 ก่อนที่ต่อมาจะมอบตัวที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งวันนี้ศาลชั้นต้นได้นัดอ่านคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตนายภัทรพงศ์ ฐานฆ่าผู้อื่น และปรับ 1 พันบาท ฐานพกพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร   นอกจากนี้ ยังพบว่าจุดที่ผู้บาดเจ็บกระโดดลงมา เป็นจุดใกล้เคียงกับที่นายศุภชัย คัฬหสุนทร พ่อของนักศึกษาอุเทนถวาย กระโดดลงมาจากชั้น 8 จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 ก.ค.2561 เนื่องจากเกิดความเครียดหลังศาลยกฟ้องคดีที่ลูกชายถูกคนร้ายแทงเสียชีวิต รวมทั้งพบว่าเหตุการณ์ทั้งคู่เกิดขึ้นหลังผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาที่บัลลังก์เดียวกันคือบัลลังก์ที่ 811   ด้านนายสุริยันต์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จากการสอบถามหลังเกิดเหตุทราบว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่เจ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธมีด มีการทำร้ายกันที่รพ.ราชวิถีจนกระทั่งผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยนั้นถูกจับกุมดำเนินคดีก็มีการสืบพยานทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย จนกระทั่งเสร็จสิ้นกระบวนการมาถึงขั้นตอนการพิพากษาตัดสินจำคุกตลอดชีวิต   หลังฟังคำพิพากษาคดีนี้แล้วจำเลยก็ถูกควบคุมตัว ผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นพ่อของจำเลยซึ่งน่าจะมีความเครียดก็เดินเข้าไปกอดลูกที่นอกห้องพิจารณาคดีพร้อมพูดว่า “หากนำตัวลูกตนไปจำคุกตลอดชีวิต ตนขอตามไปด้วยดีกว่า” แล้วจึงเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นซึ่งไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ คาดว่าน่าจะเป็นการตัดสินใจที่กระทันพอสมควร   ส่วนบริเวณจุดเกิดเหตุชั้น 8 นั้นไม่ได้ออกไปได้ง่ายๆ หน้าห้องพิจารณาคดีเป็นโถงถูกกั้นโดยกระจก แต่ก็จะมีหน้าต่างที่เป็นช่องเพื่อระบายลมด้วย ถ้าเกิดจะกระโดดก็ไม่ใช่ว่าออกจากหน้าต่างแล้วกระโดดได้เลย ยังคงมีระเบียงกว้างและกำแพงสูงเกือบ 2 เมตรกั้นอีก   นายสุริยันต์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาลนั้นก็ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ เป็นกระบวนการพิจารณาคดีอาญาทั่วๆไปที่มีการสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ในขณะที่มีการพิจารณาคดีนั้นก็ไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่าจะก่อเหตุเช่นนี้ ส่วนความเครียดในการพิจารณาคดีก็เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว   ความจริงคดีนี้ทนายทางฝั่งจำเลยนั้นเป็นญาติกัน ทางทนายเองยืนยันกับทางศาลว่าได้มีการพูดคุยกับญาติของจำเลยอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะกับบิดา และมีการปลอบอยู่ตลอดว่าผลที่เกิดขึ้นมายังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด ยังมีกระบวนการอื่นอีกที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อที่จะโต้แย้งคำพิพากษาศาลได้ เพียงแต่ว่าอาจจะเป็นเพราะความเครียด และเข้าใจผิดคิดไปเองว่าศาลอุทธรณ์จะตัดสินตามศาลชั้นต้นทำให้ตัดสินใจกระทำอย่างนี้   นายสุริยันต์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าในกระบวนการของศาลยุติธรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ที่สุดพิจารณาตามหลักฐานที่มีอย่างรอบคอบ จนกระทั่งออกผลตามคำพิพากษาซึ่งท่านก็ตัดสินสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสำนวนคดีตามพยานหลักฐานบุคคล, นิติวิทยาศาสตร์ และพยานแวดล้อม ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยถูกฟ้องว่าฆ่าโดยเจตนา จำเลยรับว่ามีการทำร้ายกันจริงแต่ว่าเป็นการป้องกันสิทธิ์ของตน   เนื่องจากถูกผู้ตายทำร้ายก่อน ซึ่งศาลพิจารณาจากพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ พบจำเลยวิ่งออกมาจากห้องพัก รปภ.พร้อมมีดมีเลือดเปื้อนเต็มตัว สักพักผู้ตายวิ่งตามมา มีเลือดพุ่งออกมาจากคอ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากพยานทางวิทยาศาสตร์เห็นว่า หากเป็นการป้องกันตัวก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะส่วนสูงคนตายกับจำเลยเท่ากันคือ 170 เซนติเมตร หากจำเลยสะบัดมือเพื่อป้องกันตัวมีดจะไปปาดคอตั้งแต่กะเดือกถึงท้ายทอยข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขี้น โดยการสะบัดที่จะเกิดแผลแบบนั้นต้องเกิดจากคนที่ต้องเตี้ยกว่า คดีนี้เป็นคดีอาชญากรรมธรรมดาไม่มีความซับซ้อน ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นหลังฟังคำพิพากษา   การที่ตัดสินใจกระทำในลักษณะนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีในทางคดี หวังทุกคนจะเข้าใจในกระบวนการทำงานของศาลยุติธรรม เชื่อมั่นว่าในการทำงานของศาลนั้นจะทำอย่างดีที่สุด เพื่อจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และขอให้มั่นใจว่าทางออกของปัญหาทั้งหมดสามารถผ่านพ้นได้โดยไม่ต้องใช้วิธีนี้ ขอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกฝ่ายและขอให้เป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่จะเกิดขึ้น หากว่าในครั้งต่อๆไป มีความรู้สึกเครียดที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาคดีขอให้ใช้ทางออกที่เป็นไปตามกฎหมายดีกว่า   สำหรับ นายอัครเดช ผู้บาดเจ็บ ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โรงพยาบาลราชวิถี โดยญาติต่างบอกว่าไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6KUE38_eCBk

 2,065
สังคม-อาชญากรรม
21 ก.พ. 62

'โมนา' นอนคุก รอลุ้นศาลอุทธรณ์ให้ประกัน คดีทารุณโหดสาวใช้วัย 16 จนตายก่อนอำพรางศพ

วานนี้ (20 ก.พ.) นางจันทิรา ศรีศักดิ์ ชาวจังหวัดเพชรบุรีมารดาของนางสาวจริยา ศรีศักดิ์ หรือน้องน้ำ อายุ 16 ปี ที่หายตัวไปเมื่อปี 2555 ก่อนพบว่าเสียชีวิตถูกฝังศพภายในบริเวณบ้านของนางสาวกฤษณา สุวรรณพิทักษ์ หรือโมนา อดีตผู้เข้าประกวดสาวงามในจังหวัดเพชรบุรี เดินทางมาที่ศาลอาญา รัชดา เพื่อฟังคำพิพากษาคดีการเสียชีวิตของลูกสาว   โดยศาลได้นัดให้นางสาวโมนา กับพวกรวม 3 คน ที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หลังถูกยื่นฟ้องในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ ร่วมกันซ้อนเร้นทำลายศพ มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น   ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานคำให้การของนางสาวกีรติ ลูกของนางสาวโมนา จำเลยที่ 1 พยานปากสำคัญได้เบิกความเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่นางสาวโมนา จำเลยที่ 1 ได้ทำร้ายร่างกายน้องน้ำต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 12 -13 เมษายน 2555 เริ่มตั้งแต่ด้วยใชกระป๋องสเปรย์ตีเข้าที่ศีรษะน้องน้ำอย่างแรง และใช้พลาสติกแข็งของเครื่องดูดฝุ่น ตีที่ขาหลายครั้ง ไปจนถึงใช้ม้วนผมในขณะที่มีความร้อนจี้ตามร่างกายหลายแห่งจนเกิดแผลพุพองทั่วร่างกาย ทำให้น้องน้ำบาดเจ็บสาหัสนอนซมอยู่ประมาณ 1-2 วัน   โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งคนงานในบ้านอีกคนเป็นผู้ดูแล กระทั่งวันที่ 14 เมษายน 2555 พยานพบน้องน้ำนั่งพิงกำแพงเสียชีวิตในห้องครัว โดยไม่ใส่เสื้อผ้า สอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การรับสารภาพในการพิจารณาเล่าเหตุการณ์ชี้พยานหลักฐานแสดงท่าทางลักษณะของจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อน้องน้ำ ได้สอดคล้องลงรอยกันสนิท ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหม ตามที่แม่ของน้องน้ำเรียกร้อง รวมเป็นเงิน 1 ล้าน 6 หมื่นบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ย   ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ที่ช่วยเหลือซ้อนเร้นอำพรางศพ ศาลลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์ จึงลดให้จำเลยที่ 2 เหลือ 1 ใน 3 จำคุก 1 ปี 4 เดือน  ส่วนจำเลยที่ 3 ลดโทษกึ่งนึง เหลือจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะเดียวกันหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 เตรียมตัวยื่นขอประกันตัวต่อศาลทันที   แม่ผู้เสียชีวิตเปิดเผยฟังคำพิพากษาของศาล โดยกล่าวขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม ซึ่งตัวเองก็ได้นำภาพถ่ายของลูกสาวติดตัวมาด้วยและบอกให้ดวงวิญญาณของลูกสาวมาฟังคำพิจารณาคดี ซึ่งผู้กระทำผิดก็ได้รับการลงโทษแล้ว ขณะที่ส่วนตัวในฐานะของคนเป็นแม่ยอมรับว่าในใจยังไม่สามารถให้อภัยได้ เนื่องจากผู้กระทำผิดก็ไม่มีความสำนึก แต่ในทางพระพุทธศาสนาก็ขออโหสิกรรมให้กับผู้กระทำผิด เพราะอยากให้ดวงวิญญาณของน้องน้ำไปสู่สุคติ หลังจากนี้ประมาณ 1 เดือนจะไปประกอบพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับลูกสาว   หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว นางสาวกฤษณา หรือ โมนา จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว พร้อมหลักทรัพย์ 600,000 บาทนั้น ล่าสุดศาลมีความเห็นควรส่งคำร้องขอประกันตัวดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ เป็นผู้พิจารณา ระหว่างนี้ให้ควบคุมตัวไปขังไว้ที่ทัณฑสถานหญิงกลางระหว่างรอฟังคำสั่งประกันตัว คาดศาลอุทธรณ์ ใช้เวลาพิจารณาภายใน 5-7 วัน   ขณะที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยื่นหลักทรัพย์คนละ 200,000 บาท ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ในระหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท   สำหรับคดีนี้เกิดหลังจากนางจันทิรา ศรีศักดิ์ ชาวจังหวัดเพชรบุรี เข้าร้องทุกข์กับนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เมื่อปี 2560 ว่า นางสาวจริยา ศรีศักดิ์ หรือน้องน้ำ บุตรสาววัย 16 ปี หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยนานกว่า 5 ปี ก่อนจะพบเป็นศพถูกฆ่าอำพรางฝังดิน ในพื้นที่ตำบลหนองโสน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี   ซึ่งจากการสอบปากคำพยานพบว่าเป็นฝีมือของ นางสาวกฤษณา สุวรรณพิทักษ์ หรือโมนา อายุ 45 ปี นายจ้างหญิง อดีตผู้เข้าประกวดนางงาม ที่ผู้เสียชีวิตเคยทำงานอยู่ และต่อมาตำรวจกองปราบปรามได้ติดตามจับกุมตัวนำมาสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าใช้กระป๋องสเปรย์ยาวทุบตีที่ร่างกายและศีรษะ และใช้เครื่องหนีบผม จี้ตามลำตัว จนผู้ตายเสียชีวิตในบ้านพักย่านจตุจักร จากนั้นได้ร่วมกับพวก 3-4 คน นำร่างผู้ตายไปฝังไว้ที่สวนหลังบ้านแม่ของผู้ต้องหาที่จังหวัดเพชรบุรี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/B5wqbYZdheo

 8,812
ข่าวภูมิภาค
26 ต.ค. 61

จำคุก 11 ทรชนพังงา ข่มขืนเด็ก 14 โทษหนักสุดคุกตลอดชีวิต-ชดเชย 6 ล้าน

พังงา-จากกรณีที่ แม่ของเด็กหญิง อายุ 14 ปี เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.โคกกลอยว่า กลุ่มชายในหมู่บ้านเกาะแรด ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และหมู่บ้านใกล้เคียง ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา กว่า 40 คน กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับผู้ต้องหามาได้ทั้งสิ้น 11 คน นั้น   ศาลจังหวัดพังงา ศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1-7 ตลอดชีวิต / ส่วนจำเลยที่ 8 ศาลสั่งจำคุก 45 ปี / จำเลยที่ 9 จำคุก 15 ปี / จำเลยที่ 10 ศาลสั่งจำคุก 20 ปี 4 เดือน / และจำเลยที่ 11 ศาลสั่งจำคุก 15 ปี ทั้งหมดในข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ,กระทำข่มขืนกระทำชำเราเด็ก อายุไม่เกิน 15 ปี , บังคับขู่เข็ญให้เกิดอันตรายต่อเสรีภาพและร่างกาย, บุกรุกเคหะสถาน, พรากผู้เยาว์อายุไม่เกิน 18 ปี และ ร่วมกันกระทำชำเราเด็กในลักษณะรุมโทรม ส่วนค่าเสียหายที่ทนายฝ่ายโจทย์ได้เรียกไปทั้งสิ้น 18 ล้านบาท ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 11 คน ร่วมกันจ่ายลดหลั่นกันไปตามความผิดรวมทั้งสิ้น รวมเป็นเงิน 6.64 ล้านบาท   นายฮานีฟ หยงสตาร์ ทนายความโจทย์ร่วมและเลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ กล่าวว่า พอใจกับคำตัดสินของศาล แต่ยังคงไม่พอใจเรื่องการเรียกค่าเสียหาย ซึ่งไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ และอีกประเด็นหนึ่งเรื่องค้ามนุษย์ ทางมูลนิธิฯ จะดำเนินการต่อไป   และไม่ใช่เฉพาะจำเลยแค่ 11 คน จากข้อมูลที่ได้รับจากเด็กมีมากกว่านี้ แต่เนื่องจากเด็กจำชื่อและหน้าไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่มีการกระทำชำราวนั้น จะบังคับให้เด็กเสพยาเสพติดทุกครั้ง ทั้งนี้หากเด็กจำได้เพิ่มเติม ทางมูลนิธิก็พร้อมจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   ด้านนายสรรเพชร ทิพย์มณเฑียร ทนายฝ่ายจำเลย กล่าวว่า ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็เคารพในการตัดสินของศาล หลังจากจากนี้ก็จะดำเนินการยื่นอุทรณ์ คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไปยังศาลอุทรณ์เพื่อให้ทำการพิจารณาคดีอีกครั้งหนึ่งต่อไป   ต่อมาทางศาลได้ให้ประกันตัวจำนวน 5 คน คือจำเลยที่ 4,5,7,9,11 ส่วนจำเลยที่ 8,10 ยังไม่มีเงินประกัน / จำเลยที่ 6 ไม่ยื่นประกันตัว และจำเลยที่ 1-3 ต้องรอผลจากศาลอุทรณ์ว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ซึ่งทั้งจำเลยทั้ง 6 คน นี้ได้มีรถจากเรือนจำพังงามารับตัวไป เพื่อนำไปฝากขังที่เรือนจำพังงา ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QMslk0yav90

 7,129
สังคม-อาชญากรรม
25 ต.ค. 61

ญาติพอใจคำตัดสิน หลังศาลสั่งจำคุก 25 ปี 6 เดือน มือไขควงแทงหัว 'น้องปอนด์' แม่ยังเปิดโลงเย็นดูศพทุกวัน

ศาลอาญา ถนนรัชดา พิพากษานัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่นายกรกนก วรัญญสาธิต หรืออาร์ท กับพวกรวม 14 คน บุกเข้าไปในหอพักแห่งหนึ่งและร่วมกันทำร้ายนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี และใช้ไขควงแทงศรีษะ นายธีรพงศ์ ฐิติฐาน หรือปอนด์ อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เข้าบริเวณขมับด้านขวา ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา   สำหรับจำเลยในคดีนี้มีทั้งหมด คน 14 คน ประกอบด้วย นายกรกนก วรัญญสาธิต หรืออาร์ท, นายเดชาธร มูลมณี หรือไบรท์, สิบตรี ชรินทร แก่สาร หรือบิ๊ก, นายญาณวัฒน์ ทิพย์เที่ยงแท้ หรือปาร์ม, นายเรวัติ วงศ์ขยาย หรือเต้ย, นายกฤตนันท์ เนียมเงิน หรือปาล์ม, นายเศรษฐา อุปถัมภ์ หรือเปิ้ล, นายธีราพัฒน์ โพธ์สุทธิ์ หรืออั้ม, นายธีรธานนท์ ทัพนาค หรือนนท์, นายภาคิน เสือนาค หรือมิค, นายศุภสิทธิ์ ตีท้วม หรือแป้ง, นายอธิบ กุญแจทอง หรือซิม, นายชินกิตติ์ อรรถวรรธน หรือกิต, และน.ส.มาริสา เงินทอง หรือลูกหมี   โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่มีประจักษ์พยานและวัตถุพยานเป็นภาพวงจรปิดรวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ให้การยืนยันฟังได้ว่า จำเลยที่หนึ่งถึง 13 ได้กระทำการตามฟ้องจริง บุกรุกโดยมีเหตุฉกรรจ์ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตราย และเสียชีวิต โดยจำเลยที่1 และ 2 ได้ร่วมฆ่าผู้ตาย มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ล๊อคคอให้จำเลยที่ 2 ใช้ไขควงแทงผู้เสียชีวิตบริเวณขมับขวา   ศาลพิพากษาให้ นายกรกนก วรัญญสาธิต หรืออาร์ท จำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น   นายเดชาธร หรือไบร์ท มูลมณี จำเลยที่ 2 จำคุก 25 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและบุกรุกเคหะสถาน   จำเลยที่ 3,10,12 จำคุกคนละ1 ปี ฐานบุกรุกเคหะสภานในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย   จำเลยที่ 4,5,6,11 จำคุกคนละ 11 ปี ฐานบุกรุกเคะสถานในเวลากลางคืนและร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายฯ โดยให้จำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากคดีเดิมที่ศาลจังหวัดหัวหิน   จำเลย 7,8,9,13 จำคุก คนละ 10 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่น     และให้จำเลยที่ 1-13 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ โจทก์ร่วมที่ 1 เจ้าของหอพักที่เกิดเหตุเป็นเงิน 1 แสน 5 หมื่นบาท   โจทก์ร่วมที่ 2 เจ้าของห้องที่เกิดเหตุและเป็น 1 ในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 1 แสน 2 หมื่น5 พันบาท   โจทกร่วมที่ 3 ผู้บาดเจ็บเป็นเงิน 9 หมื่น 5 พันบาท   และโจทก์ร่วมที่ 4 มารดาของผู้ตาย เป็นเงิน 6 ล้าน 8 แสน 7 หมื่น และให้ชำระ ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. 2560 จนกว่าจะชำระเงินให้กับโจทก์ร่วมครบถ้วน   และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 14 เนื่องจากเป็นผู้ที่พักอาศัยในหอพักที่เกิดเหตุ รวมทั้งไม่ได้ลงจากรถของจำเลยไปร่วมก่อเหตุ     หลังคำพิพากษา ญาติยื่นประกันตัว เว้นมือแทงที่ถูกคุมขังอยู่แล้ว ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวทุกคน ตีราคาประกัน 7 แสนบาท ยกเว้นคนล็อกคอส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา   โดย นางอรุณี ดีสุวรรณ ซึ่งเป็นป้าของน้องปอนด์ ได้เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกพอใจในคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ จะไม่ขอยื่นอุทธรร์อีก ซึ่งทั้งหมดต้องกลับไปชดใช้กรรม แม้จะรู้สึกสงสารครอบครัว ซึ่งเป็นพ่อแม่ของผู้ที่ร่วมก่อเหตุทั้งหมด แต่ต่างจากครอบครัวของตนเองที่ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหลานอีก และขอให้น้องปอนด์ก่อนได้กลับมาเกิดในครอบครัวของตนเองอีก ทุกวันนี้ศพของหลานยังคงแช่ในโลงเย็นที่บ้าน ซึ่งแม่ของน้องปอนด์จะเปิดโลงดูทุกวัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZgCMsjYoov8

 2,753
สังคม-อาชญากรรม
24 ต.ค. 61

ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต โจ๋ใช้ไขควงแทงหัว ‘น้องปอนด์’ ดับ ญาติ เผย พอใจคำตัดสิน

วันนี้ (24 ต.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา นัดฟังคำพิพากษา ในคดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายกรกนก วรัญญสาธิต หรือ อาร์ท กับพวกรวม 14 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น   จากกรณีเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2560 จำเลยกับพวกบุกเข้าไปในหอพักแห่งหนึ่งและร่วมกันทำร้ายนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี และใช้ไขควงแทงศรีษะนายธีรพงศ์ ฐิติฐาน หรือปอนด์ อายุ 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เข้าบริเวณขมับด้านขวา ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ในชั้นสอบสวนจำเลยกับพวกให้การปฏิเสธ   วันนี้ศาลได้เบิกตัวนายเดชาธร หรือ ‘ไบร์ท’ มูลมณี จำเลยที่ 2 จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาฟังคำพิพากษา ขณะที่จำเลยอีก 13 คน ได้รับประกันตัวก็ได้เดินทางมาศาลด้วย    ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่ามีประจักษ์ที่อยู่ในห้องเกิดเหตุ, ที่หอพัก และผู้บาดเจ็บ รวมทั้งวงจรปิดหน้าหอพัก-สถานที่ตามเส้นทางรถยนต์พวกจำเลยขับผ่าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบิกความสอดคล้องว่า จำเลยที่ 1-13 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องผู้ตาย และรุมทำร้าย โดยจำเลยที่ 1 ล็อกคอผู้ตาย แล้วจำเลยใช้ไขควงแทงขมับจนเสียชีวิต ในเวลาต่อมาขณะถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล   จึงพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายกรกนก หรืออาร์ท วรัญญสาธิต จำเลยที่ 1 สถานเดียวฐานฆ่าผู้อื่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288 นายเดชาธร หรือไบร์ท มูลมณี จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 25 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ม.288 และบุกรุกโดยมีเหตุฉกรรจ์ ม.365 (1)(2)(3)   ส่วน ส.ต.ชรินทร หรือบิ๊ก แก่สาร จำเลยที่ 3, นายภาคิน หรือมิค เสือนาค จำเลยที่ 10, นายอธิบ หรือซิม กุญแจทอง จำเลยที่ 12 ให้จำคุก 1 ปี ฐานบุกรุก และนายญาณวัฒน์ หรือปาร์ม ทิพย์เที่ยงแท้ จำเลยที่ 4, นายเรวัติ หรือเต้ย วงศ์ขยาย   จำเลยที่ 5, นายกฤตนันท์ หรือปาล์ม เนียมเงิน ตำเลยที่ 6, นายศุภสิทธิ์ หรือแป้ง ตีท้วม จำเลยที่ 11 ให้จำคุก 11 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายฯ ม.290 และบุกรุก โดยส่วนของนายญาณวัฒน์ จำเลยที่ 4 ให้นับโทษคดีที่ศาลหัวหินด้วยอีก 1 เดือนรวมจำคุกเฉพาะ จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 11 ปี 1 เดือน   สำหรับนายเศรษฐา หรือเปิ้ล อุปถัมภ์ จำเลยที่ , นายธีราพัฒน์ หรือ อั้ม โพธ์สุทธิ์ จำเลยที่ 8, นายธีรธานนท์ หรือนนท์ ทัพนาค จำเลยที่ 9, นายชินกิตติ์ หรือกิต อรรถวรรธน จำเลยที่ 13 จำคุก 10 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับอันตรายฯ ม.290 และบุกรุก   และให้จำเลยที่ 1-13 ร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายแก่เจ้าของหอพักโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วย 150,000 บาท กับชดใช้ผู้บาดเจ็บโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 125,000 บาท, โจทก์ที่ 3 จำนวน 95,000 บาท และมารดาผู้ตาย โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 6,870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 25 ก.พ.60 (วันเกิดเหตุ)   โดยพิพากษายกฟ้อง น.ส.มาริสา หรือลูกหมี เงินทอง ล.14 เพราะวันเกิดเหตุไม่ได้ลงจากรถยนต์พวกจำเลยเข้าไปในห้องเกิดเหตุ   ซึ่งในวันนี้ มารดานายธีรพงศ์ ฐิติฐาน หรือปอนด์ ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษา นางอรุณี ดีสุวรรณ ป้าน้องปอนด์ กล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษา ว่ารู้สึกพอใจในคำตัดสินของศาล ซึ่งทั้งหมดต้องกลับไปชดใช้กรรม แม้จะรู้สึกสงสารครอบครัวซึ่งเป็นพ่อ-แม่ของผู้ที่ร่วมก่อเหตุทั้งหมด แต่ต่างจากครอบครัวของตนเอง ที่ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหลานอีก และขอให้น้องปอนด์ ได้กลับมาเกิดในครอบครัวของตนเองอีก      

 7,735
สังคม-อาชญากรรม
29 ก.ย. 61

ศาลตัดสินประหารชีวิต 'เก่ง-กิ๊กสาว' ร่วมฆ่า 'หมอปอ' ว่าที่เจ้าสาว รับสารภาพลดโทษให้จำคุกตลอดชีวิต

ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.60 ภายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร กรณีพบศพ น.ส.นนทิญา ครัวจัตุรัส หรือ หมอปอ เจ้าพนักงานทันตกรรมสาธารณะสุข ถูกยิงเสียชีวิตภายในห้องพักชั้น 2 ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัว นายรณชัย ปานชาติ หรือเก่ง ว่าที่เจ้าบ่าวซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุได้ โดยนายเก่ง สารภาพว่าทำไปเพราะไม่ต้องการจะเข้าพิธีแต่งงานกับผู้ตาย จึงได้วางแผนทำทีเป็นคนร้ายเข้ามางัดบ้านแต่แผนแตกกล้องวงจรปิดบันทึกภาพได้ และยังจับกุมตัว น.ส.นฤมล ช่วยสมบัติ ซึ่งเป็นแฟนใหม่ของ เก่ง และเป็นคนไปหาซื้ออาวุธปืนมาให้ และเป็นคนที่ขับรถไปก่อเหตุ       ล่าสุดเมื่อวานนี้ (28 ก.ย.) ศาลจังหวัดชุมพรได้มีการตัดสินคดีของนายรณชัย ปานชาติ และนางสาวนฤมล ช่วยสมบัติ 2 ผู้ต้องหา ร่วมกันฆ่านางสาวนนทิยา หรือหมอปอ โดยนายเชาว์ นางสมศรี และนายบำรุง ครัวจัตุรัส พ่อแม่ และพี่ชาย ของหมอปอ มารับฟังคำตัดสินของศาลชั้นต้นในคดีนี้    โดยศาลตัดสินประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และ 2 คือนายรณชัยและนางสาวนฤมล กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เนื่องจากทั้งสองยอมรับข้อกล่าวหาและให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ศาลจึงลดหย่อนโทษให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต และชดใช้สินไหมทดแทน แด่ครอบครัวของหมอปอโดยเป็นค่าใช้จ่ายในงานศพเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท และสินไหมทดแทนในส่วนของหมอปอจำนวนเงิน 2,500,000 บาท   ด้านพ่อและแม่ของหมอปอก็ยอมรับคำตัดสินของศาลและรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ศาลได้ตัดสิน ในส่วนของทางด้านจำเลยจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลหรือไม่แต่อย่างใด ศาลให้ระยะเวลา 30 วันนับจากเมื่อวานนี้ (28 ก.ย.) เป็นต้นไป โดยทางครอบครัวก็จะยืนยันคัดค้านการยื่นอุทธรณ์ของทางฝั่งจำเลยอย่างถึงที่สุด   ด้านนายบำรุง พี่ชายของหมอปอเปิดเผยว่า ในช่วงที่พนักงานสอบสวนกำลังทำงานอยู่นั้น ทางจำเลยคนที่ 2 หรือนางสาวนฤมล ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด แต่ด้วยหน่วยสืบสวนของภูธรจังหวัดชุมพร ทำงานอย่างตรงไปตรงมาทำให้ได้หลักฐานที่มากพอที่จะมัดตัวจำเลยที่ 2 ได้อย่างแน่ชัด โดย นายเก่งหรือจำเลยที่ 1 ไม่สามารถที่จะฆ่าหมอปอได้ด้วยตัวคนเดียวเนื่องจากไม่สามารถขับรถได้ อีกทั้งอาวุธปืนก็จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหามาให้ โดยวางแผนกันว่าจะเข้าไปฆ่าหมอปอ และกวาดเอาทรัพย์สิน เพื่อที่จะหลบหนี งานแต่งและออกจากชีวิตหมอไป โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 ทางศาลได้เรียก พยานฝ่ายหมอปอมาสอบ และซักถามในเรื่องต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลและสรุปสำนวนคดี โดยเบิกตัวผู้ต้องหาจำเลยที่ 1 และ 2 มาด้วย โดยทั้งคู่ตอนอยู่ในชั้นสอบสวนได้ให้การภาคเสธมาโดยตลอดแต่ก็ต้องจำนนด้วยหลักฐานในชั้นศาลจึงยอมรับ และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ศาลฟัง ทำให้ศาลลดหย่อนโทษเหลือเพียงแค่จำคุกตลอดชีวิต                ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/y6mPlU70Pb4  

 14,710

Top