ค้นหา :

ผลการค้นหา "เจ้าชายนิทรา"

สังคม-อาชญากรรม
21 ส.ค. 62

แท็กซี่ฝ่าไฟแดงชนหนุ่มวีออสเจ็บหนัก เสี่ยงเป็นเจ้าชายนิทรา ล่าสุดมอบตัวอ้างไม่ได้หนี แต่กลัวโดนรุม

โลกออนไลน์มีการแชร์คลิปจากกล้องหน้ารถของผู้เสียหาย เป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่นายกนก ธงไชย อายุ 40 ปี ผู้เสียหาย ขับรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์ มาตามเส้นทางสุขาภิบาล 5 ซึ่งขับมาด้วยความเร็วปกติ กำลังเลี้ยวขวาขึ้นทางด่วนสุขาภิบาล 5 เนื่องจากสัญญาณไฟจราจรเป็นสีเขียว   ปรากฎว่ามีรถแท็กซี่คันสีเหลือง หมายเลข ทะเบียน ทห 6971 กรุงเทพมหานคร ขับมาตามเส้นทางสุขาภิบาล 5 มุ่งหน้าสายไหม ผ่าไฟแดงพุ่งชนรถยนต์ของผู้เสียหายอย่างแรง ได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล   นายปรัชญาพล  ธงไชย น้องชายของผู้บาดเจ็บ เผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงบ่ายสองโมงของวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยพี่ชายกำลังขับรถไปทำงาน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงมีคนโทรมาบอกว่าพี่ชายประสบอุบัติเหตุ ญาติอีกคนรีบไปยังจุดเกิดเหตุพบคู่กรณีเป็นคนขับรถแท็กซี่ยืนอยู่จึงเข้าไปสอบถาม เบื้องต้นอ้างว่าพี่ชายของตนขับรถผ่าไฟแดง   จากนั้นได้ตรวจสอบดูกล้องหน้ารถพบว่าพี่ชายไม่ได้ผ่าไฟแดง โดยคนขับรถแท็กซี่ได้ขอโทษพูดว่า  “ผมผิดไปแล้ว” ซึ่งต่างฝ่ายต่างเรียกประกันไปไกล่เกลี่ยกันที่ สน.คันนายาว เพื่อให้คู่กรณีเซ็นเอกสารรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพราะทางประกันแจ้งว่าต้องให้คู่กรณีมาเซ็นรับทราบถึงจะจ่ายเงินชดเชยให้ แต่คู่กรณีเบี้ยวนัดและได้หลบหนีไป ไม่ติดต่อมาขอโทษหรือแสดงความรับผิดชอบใด ๆ      สำหรับอาการของพี่ชายสาหัสสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เลือดคั่งในสมองยังไม่ฟื้นโอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติแทบจะไม่มี แพทย์ระบุ อาจเป็นเจ้าชายนิทราขอให้ทำใจ ตอนนี้สภาพจิตใจของคนในครอบครัวแย่มาก คงปล่อยให้หมอรักษาตามอาการให้เขาจากไปอย่างสงบ ไม่คิดว่าจะเจ็บหนักขนาดนี้   น้องชายของผู้บาดเจ็บ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไปสอบถามอู่แท็กซี่ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุคู่กรณีเพิ่งมาเช่าขับรถแท็กซี่ได้เพียง 3 วัน และระหว่างที่คู่กรณีหลบหนีก็มีพลเมืองดีติดต่อแจ้งเบาะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังเกิดเหตุยังได้ไปเช่าขับรถแท็กซี่อู่อีกแห่งหนึ่งแล้วโพสต์ภาพขณะขับรถลงเฟซบุ๊กทำตัวไม่สะทกสะท้าน ใช้ชีวิตปกติและไปสมัครทำงานที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ กระทั่งคู่กรณีให้ประกันติดต่อมาบอกจะเข้ามอบตัว ซึ่งตนและญาติๆ ไปรอเก้อที่โรงพัก 2 ครั้ง ก็ไม่มามอบตัว       ด้านนางรุจีรัตน์ ธงไชย แม่ของผู้บาดเจ็บ กล่าวว่า ทำผิดก็ควรมารับผิดชอบจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม อยากให้มอบตัวโทษหนักจะได้เป็นเบา คนทำผิดใคร ๆ ก็พร้อมให้อภัย แต่นี่เขาตั้งใจหนีไม่มีแม้แต่คำขอโทษ ถ้าไม่ประมาทมีสติ ขับรถปฏิบัติตามกฎจราจรเหตุการณ์แบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นและไม่มีใครได้รับความเดือดร้อน  หมอบอกลูกชายโอกาสรอดน้อยแต่แม่ใจสู้ มีความรู้สึกว่าลูกของตนต้องไม่เป็นอะไร   ขณะที่นางสาววรางรัตน์  สุนนท์  ภรรยาของผู้บาดเจ็บเพิ่งคลอดลูกได้ 1 เดือน ร่ำไห้เผยว่า ไม่โกรธแต่อยากให้เอาชีวิตของคู่กรณีมาแลกกับชีวิตสามีของตน ชีวิตสามีมีค่ากับคนในครอบครัว หากสามีไม่มีลมหายใจตนจะอยู่อย่างไร ลูกก็ยังเล็ก  สามีของตนกำลังจะหยุดหายใจแต่คู่กรณีใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อยากให้มารับผิดชอบบ้าง มีความเป็นคนมั้ยครอบครัวคนเจ็บเสียใจ เดือดร้อนแค่ไหน หากเจ็บแทนสามีได้ก็จะยอมเจ็บ มันสูญเสียทุกอย่าง   “ทุกวันนี้ได้แต่ยืนจับมืออยู่ข้างเตียง กลัวว่าจะไม่ได้เห็นลมหายใจของสามีอีกต่อไป  ขอบคุณสามีที่ยังมีลมหายใจเล็ก ๆ ให้ตนได้อยู่เคียงข้างคอยเช็ดตัวให้ คอยกระซิบข้างหูว่าตนจะเข้มแข็ง ถึงแม้เขาจะไม่รับรู้อะไร คุณขับรถสาธารณะทุกครั้งที่จับพวงมาลัยควรมีสติ ถ้ามีความเป็นคนก็คงคิดได้”   ล่าสุดเมื่อวาน (20 ส.ค.) คนขับแท็กซี่คู่กรณีทราบชื่อคือนายสมภพ ราชา  อายุ 23 ปี  นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง เข้ามอบตัวกับตำรวจ สน.คันนายาว แล้ว ทันทีที่มาถึง เพื่อนของผู้บาดเจ็บ 3 คน ซึ่งมาดักรออยู่ที่โรงพัก ได้ปรี่เข้าไปชกหน้านายสมภพ ด้วยความโกรธแค้นจนปากแตก ตาเขียวช้ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมาช่วยกันห้ามปราม รีบนำตัวนายสมภพเข้าไปในโรงพัก   นายสมภพ ให้สัมภาษณ์อ้างว่าไม่ได้หนี กล้าทำกล้ารับ ตนเพิ่งปลดจากการเป็นทหารผ่านศึกและเป็นผู้ช่วยครูฝึกด้วย ถ้าชนแล้วหนีอาจถูกมองเป็นคนขี้ขลาด ตนตั้งใจจะเข้ามอบตัวอยู่แล้ว แต่ที่เพิ่งมาเพราะกลัวญาติคนเจ็บจะทำร้าย ตนไม่ได้ตั้งใจชนเพราะมัวแต่มองรถที่อยู่ด้านซ้าย ถนนโล่งจึงเหยียบคันเร่งไม่ทันได้สังเกตดูสัญญาณไฟจราจร หันมาอีกทีก็พุ่งชนไปแล้ว จากนั้นตนรีบลงจากรถไปช่วยผู้บาดเจ็บขึ้นรถพยาบาล   ขอโทษญาติคนเจ็บเพราะรู้สึกผิด เสียใจ พร้อมรับผิดชอบ แต่ขอโทษไปก็ไม่ทำให้คนเจ็บฟื้นขึ้นมา ส่วนวันเกิดเหตุที่นัดไกล่เกลี่ยกันซึ่งตนไม่ได้ไปนั้น เพราะเห็นญาติคนเจ็บหลายคนอารมณ์ร้อนกลัวถูกทำร้าย ตนอยู่ตัวคนเดียวไม่รู้จะปรึกษาใครจึงขอไปตั้งหลัก ก่อนติดต่อตำรวจขอมอบตัว   ทางทางคดีพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ แจ้งข้อกล่าวหา ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย นำตัวส่งฟ้องศาลดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไม่ได้ออกหมายเรียก เนื่องจากคู่กรณีได้ติดต่อขอมอบตัวเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pI3mE3Jhicc

 5,580
ข่าวภูมิภาค
12 ต.ค. 61

ด.ช.กตัญญู ทำงานคาร์แคร์ช่วงปิดเทอม ถูกไฟดูดเป็นเจ้าชายนิทรา เจ้าของร้านไม่รับผิดชอบ

ผู้ปกครองร้องทุกข์ต่อมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จากเหตุ ด.ช.ชัยวัฒน์ เสือสูงเนิน อายุ 13 ปี ลูกชาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.1 กำลังจะขึ้นม.2 ไปทำงานรับจ้างหารายได้พิเศษช่วงปิดเทอม ที่ร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่   ขณะทำงานถูกไฟฟ้าดูด จนทุกวันนี้ต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทรา อยู่ในสภาพเป็นผัก ผ่านมา 5 เดือน ทางเจ้าของคาร์แคร์ยังไม่รับผิดชอบอะไร ทั้งนี้ได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.โพธิ์กลาง ไว้แล้วแต่เกรงว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้าขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมด้วย            โดยแม่เล่าถึงวันเกิดเหตุว่า ขณะที่ลูกชายกำลังทำงานใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำล้างพื้นจนตัวเปียก ได้ถูกสายไฟของเครื่องฉีดน้ำที่มีรอยฉีกขาดจนเห็นสายทองแดงทำให้ไฟฟ้าดูด คนงานที่ทำงานอยู่บริเวณดังกล่าว 4-5 คน ต่างตกใจ มีคนหนึ่งตั้งสติได้รีบวิ่งไปสับคัทเอาท์ตัดไฟ ขณะนั้นลูกชายตนหมดสติไม่หายใจแล้ว มีพลเมืองดีที่อยู่ร้านข้างๆ มีรถจึงช่วยพาลูกชายไปส่งรพ. เพราะช่วงนั้นเจ้าของคาร์แคร์ไม่อยู่   หลังรู้ข่าวตนจึงรีบเดินทางไปดูลูกก็พบว่าแพทย์ช่วยปั๊มหัวใจลูกขึ้นมาจนมีสัญญาณชีพ และรีบส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา ต้องอยู่ในห้องไอซียู 7 วัน และอยู่ในห้องพักฟื้นอีก 12  วัน แพทย์บอกว่าได้ช่วยเต็มที่แล้ว หลังถูกไฟฟ้าดูดลูกชายขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองราว 20 นาที ทำให้ต้องอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรา จากนั้นแพทย์ก็อนุญาตให้นำลูกออกจากรพ.มาพักฟื้นที่บ้าน   ซึ่งที่ผ่านมาลูกชายตนเป็นเด็กขยัน กตัญญูพ่อแม่ เลิกเรียนบางวันก็ไปรับจ้าง เจ้าของคาร์แคร์มักเรียกใช้เป็นประจำ ตั้งแต่ปิดเทอมลูกก็ไปทำงานที่ร้านคาร์แคร์ กินนอนอยู่ที่นั่นได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ที่ผ่านมาเจ้าของคาร์แคร์เคยมาเยี่ยมลูกที่รพ. 2 ครั้ง ครั้งแรกให้เงินมา 2,000 บาท ครั้งที่ 2 ให้ 1,000 บาท จากนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย   ช่วงแรกพ่อแม่เจ้าของคาร์แคร์ติดต่อมาว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แต่ต้องให้ตนเซ็นยินยอมจบเรื่องและถอนแจ้งความ ตนคิดว่าไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้รับเงิน ทางเขาก็บอกว่าถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ให้ไปฟ้องร้องเอาเอง ทุกวันนี้ครอบครัวตนต้องอยู่อย่างลำบาก เพราะตนไม่ได้ทำงานเนื่องจากต้องคอยดูลูก   ทำให้สามีทำงานเพียงคนเดียวรายได้ไม่พอรายจ่าย  ต้องกู้หนี้ยืมสินญาติพี่น้องมาใช้จ่าย เพราะต้องซื้อแพมเพิส พาลูกไปรพ.ตามที่แพทย์นัด บางครั้งจู่ๆ ลูกก็เป็นไข้ขึ้นสูงวิ่งเข้าออกรพ.อยู่บ่อยๆ ผ่านมา 5 เดือน คดีก็ยังไม่คืบหน้า จึงต้องออกมาเรียกร้องความยุติธรรม   หลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปเยี่ยม ด.ช.ชัยวัฒน์ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ขณะที่ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนคนพิการให้ด.ช.ชัยวัฒน์ เพื่อที่จะได้รับเงินคนพิการตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และ รพ.สพ.โคกกรวด ได้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเตียงผู้ป่วย เครื่องดูดเสมหะ อุปกรณ์บางอย่างตั้งแต่แรก   ด้าน จนท.สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบคาร์แคร์ดังกล่าว พบมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ 2541 มาตรา 44 ใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 15 ปี / มาตรา 45 ไม่ขออนุญาตใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี เพราะนอกจากด.ช.ที่บาดเจ็บแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบการจ้างงานเด็กอายุ 16 ปี อีก 1 คน   พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาคารและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ. ศ.2554 มาตรา 8 โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงเรื่องไฟฟ้าที่ชำรุดและอุปกรณ์ในการทำงานจนเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากการทำงาน / ให้ค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ โดยพื้นที่ จ.นครราชสีมา อยู่ที่ 320 บาท ซึ่งจากการสอบถามพบว่าได้ค่าจ้างวันละ 200-260 บาท   จากการสอบถามเจ้าของคาร์แคร์ที่เกิดเหตุ ให้การปฏิเสธไม่มีความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง อ้างว่าเด็กมาคลุกคลีอยู่ที่ร้านเอง แต่จากข้อมูลพบด.ช.ที่บาดเจ็บทำงานที่คาร์แคร์มา 2 ปี ในช่วงหลังเลิกเรียนกับวันหยุด และช่วงปิดเทอมทำงานเต็มวัน ทั้งนี้ทางแรงงานจังหวัดนครราชสีมาจะรวบรวมข้อมูลส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง ดำเนินคดีกับนายจ้างต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NQUNzv5cG4o

 9,410
ปากท้องร้องทุกข์
12 ต.ค. 61

ด.ช.กตัญญู ทำงานคาร์แคร์ช่วงปิดเทอม ถูกไฟดูดเป็นเจ้าชายนิทรา เจ้าของร้านไม่รับผิดชอบ

ผู้ปกครองร้องทุกข์ต่อมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จากเหตุ ด.ช.ชัยวัฒน์ เสือสูงเนิน อายุ 13 ปี ลูกชาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.1 กำลังจะขึ้นม.2 ไปทำงานรับจ้างหารายได้พิเศษช่วงปิดเทอม ที่ร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่   ขณะทำงานถูกไฟฟ้าดูด จนทุกวันนี้ต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทรา อยู่ในสภาพเป็นผัก ผ่านมา 5 เดือน ทางเจ้าของคาร์แคร์ยังไม่รับผิดชอบอะไร ทั้งนี้ได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.โพธิ์กลาง ไว้แล้วแต่เกรงว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้าขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมด้วย            โดยแม่เล่าถึงวันเกิดเหตุว่า ขณะที่ลูกชายกำลังทำงานใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำล้างพื้นจนตัวเปียก ได้ถูกสายไฟของเครื่องฉีดน้ำที่มีรอยฉีกขาดจนเห็นสายทองแดงทำให้ไฟฟ้าดูด คนงานที่ทำงานอยู่บริเวณดังกล่าว 4-5 คน ต่างตกใจ มีคนหนึ่งตั้งสติได้รีบวิ่งไปสับคัทเอาท์ตัดไฟ ขณะนั้นลูกชายตนหมดสติไม่หายใจแล้ว มีพลเมืองดีที่อยู่ร้านข้างๆ มีรถจึงช่วยพาลูกชายไปส่งรพ. เพราะช่วงนั้นเจ้าของคาร์แคร์ไม่อยู่   หลังรู้ข่าวตนจึงรีบเดินทางไปดูลูกก็พบว่าแพทย์ช่วยปั๊มหัวใจลูกขึ้นมาจนมีสัญญาณชีพ และรีบส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา ต้องอยู่ในห้องไอซียู 7 วัน และอยู่ในห้องพักฟื้นอีก 12  วัน แพทย์บอกว่าได้ช่วยเต็มที่แล้ว หลังถูกไฟฟ้าดูดลูกชายขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองราว 20 นาที ทำให้ต้องอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรา จากนั้นแพทย์ก็อนุญาตให้นำลูกออกจากรพ.มาพักฟื้นที่บ้าน   ซึ่งที่ผ่านมาลูกชายตนเป็นเด็กขยัน กตัญญูพ่อแม่ เลิกเรียนบางวันก็ไปรับจ้าง เจ้าของคาร์แคร์มักเรียกใช้เป็นประจำ ตั้งแต่ปิดเทอมลูกก็ไปทำงานที่ร้านคาร์แคร์ กินนอนอยู่ที่นั่นได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ที่ผ่านมาเจ้าของคาร์แคร์เคยมาเยี่ยมลูกที่รพ. 2 ครั้ง ครั้งแรกให้เงินมา 2,000 บาท ครั้งที่ 2 ให้ 1,000 บาท จากนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย   ช่วงแรกพ่อแม่เจ้าของคาร์แคร์ติดต่อมาว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แต่ต้องให้ตนเซ็นยินยอมจบเรื่องและถอนแจ้งความ ตนคิดว่าไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้รับเงิน ทางเขาก็บอกว่าถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ให้ไปฟ้องร้องเอาเอง ทุกวันนี้ครอบครัวตนต้องอยู่อย่างลำบาก เพราะตนไม่ได้ทำงานเนื่องจากต้องคอยดูลูก   ทำให้สามีทำงานเพียงคนเดียวรายได้ไม่พอรายจ่าย  ต้องกู้หนี้ยืมสินญาติพี่น้องมาใช้จ่าย เพราะต้องซื้อแพมเพิส พาลูกไปรพ.ตามที่แพทย์นัด บางครั้งจู่ๆ ลูกก็เป็นไข้ขึ้นสูงวิ่งเข้าออกรพ.อยู่บ่อยๆ ผ่านมา 5 เดือน คดีก็ยังไม่คืบหน้า จึงต้องออกมาเรียกร้องความยุติธรรม   หลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปเยี่ยม ด.ช.ชัยวัฒน์ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ขณะที่ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนคนพิการให้ด.ช.ชัยวัฒน์ เพื่อที่จะได้รับเงินคนพิการตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และ รพ.สพ.โคกกรวด ได้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเตียงผู้ป่วย เครื่องดูดเสมหะ อุปกรณ์บางอย่างตั้งแต่แรก   ด้าน จนท.สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบคาร์แคร์ดังกล่าว พบมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ 2541 มาตรา 44 ใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 15 ปี / มาตรา 45 ไม่ขออนุญาตใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี เพราะนอกจากด.ช.ที่บาดเจ็บแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบการจ้างงานเด็กอายุ 16 ปี อีก 1 คน   พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาคารและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ. ศ.2554 มาตรา 8 โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงเรื่องไฟฟ้าที่ชำรุดและอุปกรณ์ในการทำงานจนเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากการทำงาน / ให้ค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ โดยพื้นที่ จ.นครราชสีมา อยู่ที่ 320 บาท ซึ่งจากการสอบถามพบว่าได้ค่าจ้างวันละ 200-260 บาท   จากการสอบถามเจ้าของคาร์แคร์ที่เกิดเหตุ ให้การปฏิเสธไม่มีความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง อ้างว่าเด็กมาคลุกคลีอยู่ที่ร้านเอง แต่จากข้อมูลพบด.ช.ที่บาดเจ็บทำงานที่คาร์แคร์มา 2 ปี ในช่วงหลังเลิกเรียนกับวันหยุด และช่วงปิดเทอมทำงานเต็มวัน ทั้งนี้ทางแรงงานจังหวัดนครราชสีมาจะรวบรวมข้อมูลส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง ดำเนินคดีกับนายจ้างต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NQUNzv5cG4o

 9,410
ต่างประเทศ
23 ส.ค. 61

หญิงพิการจีนดูแลสามีนอนเป็นเจ้าชายนิทรา สุดท้ายปาฏิหาริย์มีจริง

สื่อจีนนำเสนอเรื่องราวประทับใจของ จางจวง หญิงพิการชาวจีน วัย 52 ปี ได้ดูแลสามีที่นอนหลับเป็น เจ้าชายนิทรา เป็นเวลานานกว่า 2 ปี โดยไม่ละทิ้งความหวัง ซึ่งความพิการของเธอไม่เป็นอุปสรรคในการดูแลสามี   โดยทางภรรยาได้อัดคลิปวิดีโอจำนวนมากกว่า 700 คลิป บันทึกชีวิตประจำวันที่เธอต้องคอยดูแลสามีซึ่งหลับเป็นเจ้าชายนิทรา ซึ่งสร้างความประทับใจให้ชาวเน็ตจำนวนมาก และในท้ายที่สุด ความพยายามของเธอก็เป็นผล เพราะสามีของเธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง   ซึ่งจากเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้ย้อนนึกถึงภาพยนตร์เรื่องอารมณ์ อาถรรพ์ อาฆาต ที่มีชายเก็บศพภรรยาดองเอาไว้ เมื่อถูกตร.จับเขาได้วิ่งตามศพของภรรยา จนถูกรถชนตาย ก่อนที่จะมีการพบวิดีโอที่บันทึกไว้ ฝ่ายชายเคยพิการแล้วได้ภรรยาดูแลมาโดยตลอดจนเขาฟื้นขึ้นปาฏิหาริย์    

 8,464
บันเทิง
22 มี.ค. 61

พี่สาวเผยช่วงเวลา 'อโนเชาว์' ก่อนสิ้นลม หลังเป็นเจ้าชายนิทรานาน 35 ปี 'จารุณี' เสียใจได้เป็นนางเอกคนสุดท้าย

อดีตพระเอกชื่อดัง อโนเชาว์ ยอดบุตร  หรือเปี๊ยก อายุ 59 ปี เสียชีวิตลงอย่างสงบที่บ้านด้วยอาการปอดบวม หลังจากนอนรักษาตัวจากประสบอุบัติเหตุตกรถจิ๊ป ศีรษะฟาดพื้น จนก้านสมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงขณะถ่ายภาพยนตร์เรื่อง รักกันวันละนิด ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2526 ในวัย 25 ปี กลายเป็นเจ้าชายนิทรามานานร่วม 35ปี ซึ่งตลอดเวลาที่ป่วยได้มีคุณแม่ดูแลเป็นอย่างดีเป็นเวลา 28 ปี ก่อนที่คุณแม่จะเสียชีวิตเมื่อปี 2555 และมีพี่สาวรับดูแลต่อจนถึงปัจจุบันก่อนที่จะเสียชีวิตลง   โดยนาวาอากาศเอก(หญิง)เอื้อมพร ยอดบุตร พี่สาวที่ดูแล กล่าวว่า มีอาการหอบถี่อย่างหนักช่วงตี 3 ตี 4 มีเสมหะ ตัวเริ่มเขียว จึงเรียกรถพยาบาล แพทย์ระบุความดันลดต่ำ ไม่มีออกซิเจน หัวใจไม่ทำงาน ทางญาติจึงไม่ได้ให้ปั๊มหัวใจ เพราะอยากให้สบาย ไปเกิดในภพชาติที่ดี ไม่ต้องลำบากเหมือนในชาตินี้อีก   ซึ่งอโนเชาว์ เป็นคนดี ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะ ชกต่อยกับใคร ชอบเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งมาป่วย มีคุณแม่ดูแลมาตลอดก่อนที่ตนจะมารับช่วงต่อ จากนี้ไม่มีใครให้ดูแล ก็รู้สึกโหวงๆ แต่ก็มองอีกด้านว่าจากนี้น้องชายก็จะไม่ทรมานอีกแล้ว   ด้านเปิ้ล-จารุณี สุขสวัสดิ์ นางเอกคนสุดท้ายของเปี๊ยก อโนเชาว์ กล่าวว่า อโนเชาว์เป็นคนดีมาก เราทั้งคู่มีไฟทำงาน เพราะช่วงเริ่มต้นกำลังมาแรงในวงการ กำลังสนุก ทำงานเต็มที่เรี่ยวแรงเยอะ ตอนเกิดอุบัติเหตุตนก็อยู่ในเหตุการณ์ รู้สึกเศร้าใจไม่รู้จะช่วยอย่างไรได้ แพทย์บอกแค่เอาสายออกซิเจนออกก็จะเสียชีวิตแล้ว แต่เพราะแม่ที่เชื่อมั่นว่ามีปาฏิหาริย์ จึงทำให้อยู่มานานถึง 35 ปี เมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตก็ขอให้ไปอยู่ภพภูมิที่ดี   โดยช่วงป่วยตนก็ได้ไปเยี่ยมช่วงแรกๆที่ รพ. ซึ่งช่วงนั้นตนก็เจอมรสุมชีวิต ห่างหายจากวงการ แต่ก็ติดตามข่าวมาตลอด ช่วงจัดคอนเสิร์ตก็ไปช่วย ไม่เคยหายไปจากใจ ทั้งนี้พอรถจี๊ปคันที่เกิดเหตุซ่อมเสร็จ ตนก็รถคว่ำจากรถคันเดียวกัน จึงเป็นอุทาหรณ์เรื่องความปลอดภัย   สำหรับกำหนดการสวดพระอภิธรรมนั้น จะมีไปจนถึงวันที่ 25 มี.ค.นี้ เวลา 18.00 น.ที่ศาลา 4 ปวีณาหงสกุล วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยจะฌาปนกิจในเวลา 14.00 น.วันที่ 26 มี.ค.นี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hO5uc7p_2hs

 118,035

Top