ค้นหา :

ผลการค้นหา "Honda"

ประชาสัมพันธ์
15 ม.ค. 63

น้ำมัน 1 ลิตร จะสามารถวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน ฮอนด้าจุดพลังฝัน ในการแข่งขัน honda eco mileage challenge

                      ภาพความสำเร็จของการจัดการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 22/2562 ของ บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ที่ผ่านมาในวันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2562  เพื่อจุดพลังฝันเด็กในการแข่งขัน Honda Eco Mileage Challenge คือ การแข่งขันบนพื้นฐานแนวความคิดที่ว่า “น้ำมัน 1 ลิตร จะสามารถวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน”ณ. สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ. บุรีรัมย์             เป้าหมายเพื่อให้เยาวชนระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาได้ร่วมกันทำงานเป็นทีมเวิร์ค และสนุกไปกับการสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ คิดค้น พัฒนายานยนต์บนพื้นฐานของการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  โดยผู้ชนะยังได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันรถประหยัดเชื้อเพลิงระดับนานาชาติรายการ Honda Soichiro  Cup ครั้งที่ 40 ในปี 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย   สามารถติดตาม และชมภาพการแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ www.hondaeconothai.com   #APHonda #APHondaforThaisociety #SoichiroHondaCup #HondaEcono201

 741
ประชาสัมพันธ์
26 ต.ค. 62

ap honda เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ 'honda adv 150 street adventure a.t.'

AP Honda เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ Honda  ADV 150 STREET ADVENTURE A.T. วันที่ 26-27 ตุลาคม ณ บริเวณลานลิฟต์แก้ว เซ็นทรัลเวิลด์

 768
เศรษฐกิจ
28 มี.ค. 62

all-new honda accord 2019 (gen10) ยนตรกรรมที่มาพร้อมเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อน ความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือระดับ พร้อมให้สัมผัสได้แล้ววันนี้ ที่งานมอเตอร์โชว์

          ฮอนด้า แอคคอร์ด เป็นรถยนต์ที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน และนับเป็นโมเดลที่สำคัญของตลาดรถยนต์ในการนำเทคโนโลยียนตรกรรมใหม่ ๆ  เข้าสู่ตลาดเพื่อต่อยอดการพัฒนายนตรกรรมมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุด ฮอนด้า ได้เปิดตัว ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่น 10 ที่ผสานเอกลักษณ์ความหรูหราและความสปอร์ตไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลายด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบายล้ำสมัย มั่นใจได้ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียม มาลองดูกันว่า ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ นี้ มีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจบ้าง   เทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่มาพร้อมกับ 2 ขุมพลังแรงเร้าใจ   ◕ ขุมพลังเทอร์โบ : เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ซึ่งให้สมรรถนะการขับขี่ที่มากกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่มากกว่าเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรในรุ่นเดิม อีกทั้งยังรองรับน้ำมัน E85 ด้วย ◕ ระบบ Sport Hybrid i-MMD : เป็นการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างอัจฉริยะ เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่ เช่น โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)     เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยล้ำสมัยรอบคัน ได้แก่ ◕ ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย Cross Traffic Monitor (CTM) ด้วยเสียงและสัญลักษณ์เตือนบนหน้าจอ เมื่อมีรถยนต์คันอื่นขับสวนเข้ามาทางด้านซ้ายหรือขวาขณะรถถอย ◕ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง Multi-View Camera System (MVCS) จะทำงานผ่านกล้องที่ติดตั้ง 4 จุดรอบคัน สามารถแสดงภาพได้ครบทุกมุมมอง ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างชัดเจน ◕ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ พร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) ระบบจะช่วยควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติ โดยเพียงแค่เดินหน้าหรือถอยหลังไปตามคำแนะนำ และตามตำแหน่งบนหน้าจอ จะช่วยให้การจอดรถแนวขนานและการถอยหลังเข้าจอดเป็นเรื่องง่าย ◕ เทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ที่ผสานการทำงานของเรดาร์และกล้องด้านหน้า ในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนผู้ขับขี่และช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ประกอบไปด้วย ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก Collision Mitigation Braking System (CMBS) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow (ACC with LSF) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ Lane Keeping Assist System (LKAS) ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning  (RDM with LDW) และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Auto High-Beam (AHB)   นอกเหนือจากสองเทคโนโลยีสุดล้ำที่กล่าวมา ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ยังมาพร้อมดีไซน์ที่ประณีต ผสานความสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหนือระดับอย่างครบครัน ได้แก่     ◕ ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า Head-Up Display (HUD) ◕ มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ◕ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch ◕ รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay ◕ ระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI ◕ อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ◕ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Engine Remote Start)       ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีใหม่ สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) มาพร้อมสีภายในห้องโดยสาร 3 สี ได้แก่ สีไอวอรี่เบจ สีดำ และสีน้ำตาล (เฉพาะรุ่น HYBRID TECH) โดยมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ ◕ HYBRID TECH ราคาไม่เกิน 1,800,000 บาท* ◕ HYBRID ราคาไม่เกิน 1,650,000 บาท* ◕ TURBO EL ราคาไม่เกิน 1,500,000 บาท*   *ทางฮอนด้า จะประกาศราคาอย่างเป็นทางการพร้อมการวางจำหน่าย ในเดือนพฤษภาคม 2562     สำหรับผู้ที่สนใจ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ไปสัมผัสตัวจริงอย่างใกล้ชิดได้ที่งาน Bangkok International Motor Show 2019 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2562 นี้ ณ บูธ A9 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยสามารถสำรองสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของก่อนใครได้ภายในงานหรือที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ภายในงานหรือที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือ https://bit.ly/2Wz7lZf   รูปภาพเพิ่มเติม   ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง สามารถแสดงภาพได้ครบทุกมุมมอง     ระบบช่วยเตือนขณะถอยถอยรถ พร้อมสัญญาณเตือนด้านท้ายขณะถอยหลัง   ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ เพื่อควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติ โดยเพียงแค่เดินหน้าหรือถอยหลังไปตามคำแนะนำ     ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า   อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย      

 12,980
Advertorial
04 เม.ย. 61

เทคโนโลยีการเคลื่อนที่อัจฉริยะ สู่วิสัยทัศน์ปี 2030 กับฮอนด้า โดย บัญชา ชุมชัยเวทย์

เทคโนโลยีการเคลื่อนที่อัจฉริยะ สู่วิสัยทัศน์ปี 2030 กับฮอนด้า              เชื่อว่าคนไทยหลายคนพอได้ยินคำว่า เทคโนโลยี ต้องนึกถึงเรื่องอะไรสักอย่างที่ล้ำๆ แถมรู้สึกอาจจะไกลตัวไปเยอะจากที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน แต่เอาเข้าจริง คำว่า เทคโนโลยี ล้ำหน้าก็จริง แต่ใกล้ตัวกว่าที่คิดไว้มาก โดยเฉพาะยุคนี้สมัยนี้             วงการรถยนต์ระดับโลก และในเมืองไทยก็หนีไม่พ้นที่ต้องคิด และสร้างเทคโนโลยีทั้งใหม่ ทั้งล้ำหน้า มาให้คนได้ใช้ โดยเฉพาะถ้ามีใครถามว่าอีก 12 ปีข้างหน้า หรือในปี 2030 คนใช้รถยนต์จะได้เห็น และได้ใช้รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีแบบไหนเมื่อเทียบกับทุกวันนี้                ฮอนด้า ชื่อนี้คุ้นหูกันทั่วโลก เป็นค่ายผลิตรถยนต์ที่พูดชัดเจนว่าอีก 12 ปีจากนี้ไป ก็จะถึงปี 2030  ฮอนด้าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ 2030 ใหม่ที่ประกาศให้คนทั่วโลก หนึ่งในการพัฒนาสำคัญอันดับต้นๆ คือ จะนำเทคโนโลยีล้ำหน้า หรือ Advance Technology มาให้คนใช้รถยนต์ได้สัมผัส ทำให้รู้สึก และเข้าใจได้ว่า เป็นการมอบความสุขในการเดินทางให้กับคนขับรถยนต์ คู่ไปกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกสังคมอย่างยั่งยืนด้วย            เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ซึ่งฮอนด้าพัฒนา และประกาศจะนำมาให้คนใช้รถ ใช้ถนน ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดนั้น ได้นำมาจัดแสดงให้เห็นที่บูธรถยนต์ฮอนด้า ซึ่งตั้งอยู่ภายในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ หรือคนไทยเรียกติดปากว่า งานมอเตอร์โชว์ ที่ชาแลนเจอร์ เมืองทองธานี                                      ผมได้เห็นมากับตา ได้ฟังการทำงานที่น่าทึ่งมากับหู ถึงรู้เลยว่า ทำไมฮอนด้าต้องการสร้างเทคโนโลยีล้ำหน้าแบบนี้ที่ทำให้คนใช้รถยนต์มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการนำรถยนต์รุ่น คราริตี้ ฟิวเซลล์ เป็นรุ่นที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน ทำให้ไม่มีไอเสียออกมา ที่สำคัญในการชาร์จพลังงาน 1 ครั้ง รถยนต์รุ่นนี้วิ่งได้ไกลกว่า 700 กิโลเมตร ไม่เพียงเท่านั้นครับ การเคลื่อนที่ หรือ Mobility จริงๆแล้วก็คือหัวใจหลักของการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่ ยูนิ-คับ เบต้า ที่ฮอนด้านำมาแสดงให้เห็นในงานนี้ เป็นยานพาหนะขนาดเฉพาะตัว ที่คนขี่สามารถเคลื่อนที่ไปกับยูนิ-คับ เบต้า ได้ทุกทิศทางที่ต้องการ ใช้หลักการทรงตัว และโน้มเอียงร่างกายของคนขี่ไปในทิศทางที่ต้องการนั่นเอง             ไฮไลต์ที่สุดๆ คือ ฮอนด้า โรโบแคส เป็นรถเข็นอัจฉริยะ ใช้งานได้หลายรูปแบบ เป็นรถเข็นขายของ หรือขายอาหารเล็กๆน้อยๆก็ได้ รถเข็นนี้ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ทำงานคู่กับระบบสั่งการด้วยเซนเซอร์ และเชื่อมต่อระบบ GPS เหลือเชื่อตรงที่ว่า รถเข็นอัจฉริยะนี้ถูกออกแบบ และสร้างขึ้นมาจากรถเข็นขายของตามข้างทางในไทย ซึ่งวิศวกรฮอนด้าชาวญี่ปุ่นที่เคยมาทำงานในไทย ได้นำไปคิดค้น และพัฒนาขึ้นมาเป็นฮอนด้า โรโบแคส อย่างสมบูรณ์แบบ               ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถ คนเดินถนน คนทำงาน หรือแม้แต่คนค้าขายเล็กๆน้อยๆทั่วไป ต้องไปดูให้เห็นกับตา และจับต้องได้ถึงเทคโนโลยีการเคลื่อที่อัจฉริยะทั้งหมดที่ฮอนด้าประกาศไว้ชัดเจนว่า จะทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่ คือการมอบความสุขในการเดินทางควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกสังคมอย่างยั่งยืน    

 157,220
Advertorial
12 มี.ค. 61

“cr-v reach out ก้าวออกไป...ให้ไกลกว่าจินตนาการ” สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ บนเส้นทางสู่อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง ทั้งไทย กัมพูชา และลาว กว่า 1,200 กิโลเมตร

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองความสำเร็จของรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี เจเนอเรชั่น 5 ยนตรกรรมเอสยูวีที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยยอดขายตลอด 10 เดือนกว่า 11,000 คัน จึงจัดกิจกรรมท่องเที่ยวสุดพิเศษสำหรับลูกค้ารถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ และสื่อมวลชน ในกิจกรรม “CR-V Reach Out ก้าวออกไป…ให้ไกลกว่าจินตนาการ” ระหว่างวันที่ 24-28 มกราคม 2561     กิจกรรมดังกล่าวเป็นการนำลูกค้ารถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ และสื่อมวลชน ร่วมสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ บนเส้นทางสู่อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง ทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร พร้อมสัมผัสธรรมชาติ และวิถีชีวิตอันงดงามของชุมชนแถบลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงกิจกรรมสนุกสนานและแขกรับเชิญสุดพิเศษ    เราเริ่มต้นการเดินทางในแบบคาราวานครั้งนี้จากศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้า บางชัน กรุงเทพมหานคร โดยมีรถในขบวนทั้งสิ้น 23 คัน ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ซึ่งมีทั้งรถของลูกค้าผู้โชคดีที่ส่งรูปถ่ายกับรถฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ส่งเข้าประกวด และรถของสื่อมวลชน  โดยเรามุ่งตรงสู่จังหวัดสระแก้ว จากนั้นก็เข้าสู่เขตประเทศกัมพูชาผ่านด่านพรมแดนคลองลึก และเดินทางต่อไปยังจุดหมายแรกก็คือที่ปราสาทนครวัด ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเสียมราฐ          ระหว่างเดินทาง เราก็สัมผัสได้ถึงห้องโดยสารที่กว้างขวางของฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ โดยในคาราวานของเรานั้น ก็มีทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO ซึ่งมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC พร้อมระบบเกียร์ CVT ให้การตอบสนองที่ทันใจ และยังเอาใจคนรักพลังงานทางเลือกด้วยการรองรับเชื้อเพลิง E85 อีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อมองหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็มีให้อย่างครบครัน อาทิ ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) และมาตรฐานความปลอดภัยที่บอกได้เลยว่าล้ำสมัยสุดๆ     ในที่สุดเราก็มาถึงปราสาทนครวัด ที่นี่เราได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของบริเวณตัวปราสาท ซึ่งถือเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทเขมร ที่นี่สร้างขึ้นกลางพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นเทวสถานที่เดิมสร้างขึ้นถวายพระวิษณุในศาสนาฮินดู และต่อมากลายเป็นโบราณสถานในศาสนาพุทธ มีลักษณะที่อ้างอิงตามคติความเชื่อเรื่องศูนย์กลางจักรวาล และมีงานแกะสลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่องรามายณะบนกำแพงชั้นนอกปราสาทระยะทางยาวกว่า 800 เมตร ที่นี่ยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) อีกด้วย   เช้าวันต่อมาเราเดินทางไปทางทิศเหนือของปราสาทนครวัด เพื่อไปยังอีกหนึ่งพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งก็สำคัญไม่แพ้กันคือ “นครธม” เมืองโบราณที่มีอาณาเขตขนาด 9 ตารางกิโลเมตร สถาปนาขึ้นในสมัยคริสตศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ใจกลางเมืองเป็นที่ตั้งของปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมัน เรียกว่า “ปราสาทบายน” และมีสิ่งก่อสร้างจำพวกปราสาท รวมถึงสถาปัตยกรรมขอมตั้งอยู่ในเมืองเป็นจำนวนมาก นครธมมีประตูทางเข้า 5 ประตูใน 4 ทิศ มีซุ้มประตูที่มีรูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 ด้าน และการสร้างเมืองนครธมนี้เองก็ถือเป็นจุดรุ่งเรืองสูงสุดของอาณาจักรขอมด้วย     เมื่อเราออกจากนครธมและจังหวัดเสียมราฐ เพื่อมุ่งหน้าไปยังที่พักในจังหวัดสตรึงเตง ระหว่างนั้นก็ได้เยี่ยมชมพีระมิดขอมเกาะแกร์ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็คือปราสาทขอมรูปทรงคล้ายพีระมิด ซึ่งถูกรายล้อมด้วยซากปรักหักพังของปราสาทและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ มากมายที่พังถล่มอยู่โดยรอบ ที่นี่เคยเป็นเมืองศูนย์กลางของอาณาจักรขอมที่ถูกสร้างนอกเมืองเสียมเรียบ ก่อนจะถูกทิ้งร้างจนพื้นที่ที่โอบล้อมอยู่มีลักษณะเป็นป่า ลักษณะตัวพีระมิดเป็นหินซ้อนกันเป็นขั้นๆ และปัจจุบันให้นักท่องเที่ยวใช้บันไดด้านข้างเดินขึ้นไปถึงด้านบน และบนยอดยังเป็นที่ตั้งของศิวลึงค์และฐานสี่เหลี่ยมตามความเชื่อของชาวฮินดู      ซึ่งแม้เราจะตกตะลึงกับภาพที่ได้เห็นเบื้องหน้า แต่การเดินทางของเราต่อจากนี้ก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะเส้นทางช่วงออกจากตัวปราสาทนั้นมีสภาพที่เป็นดินลูกรังทำให้การขับขี่ยากกว่าปกติ แต่ด้วยรถฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ทำให้นั่งแล้วไม่รู้สึกว่ารถเด้ง หรือโยนตัวบ่อย เมื่อผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยทราย หรือเส้นทางที่ถนนไม่เรียบนัก ซึ่งช่วยให้การเดินทางสะดวก ปลอดภัย และสบายใจได้ตลอดเส้นทาง     วันที่สามของกิจกรรม เราเดินทางต่อไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มุ่งหน้าสู่แขวงจำปาศักดิ์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ สปป.ลาว ที่นี่เราเริ่มแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวที่น้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอินโดจีน ได้รับฉายาว่าเป็น “ไนแองการ่าแห่งเอเชีย” เป็นน้ำตกหลายชั้นที่ตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ ขวางกั้นเส้นทางการไหลของแม่น้ำโขงทั้งสาย และรับน้ำมาจากแม่น้ำโขงตอนล่าง มีความสูงราว 69 ฟุค สูง 21 เมตร ที่นี่ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำหายากหลายชนิด อาทิ ปลาค้อคอนพะเพ็ง หรือโลมาหัวบาตร เป็นต้น     ช่วงบ่ายเราเดินทางต่อไปที่ปราสาทหินวัดพู ซึ่งแม้จะเป็นเส้นทางไกลและบางช่วงก็ต้องพบกับฝุ่นและสภาพเส้นทางที่ไม่เอื้ออำนวยนัก แต่ด้วยสมรรถนะของรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ พร้อมระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และแอร์ที่เย็นฉ่ำทั้งด้านหน้าและหลังรถ ก็ทำให้คณะของเราเดินทางได้อย่างเพลิดเพลินมากขึ้น   ปราสาทหินวัดพูนั้นนอกจากจะเป็นโบราณสถานที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยยูเนสโกอีกแห่งหนึ่ง และเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของ สปป.ลาวแล้ว ยังเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่ผ่านยุคของอาณาจักรโบราณถึง 3 อาณาจักร ทั้งเจนละ, ขอม และล้านช้าง เดิมเป็นโบสถ์พราหมณ์ที่สร้างถวายพระศิวะและตั้งอยู่บนเนินเขาภู และถูกเปลี่ยนเป็นศาสนสถานทางพุทธศาสนานิกายเถรวาท ปราสาทแห่งนี้มีลักษณะคล้ายเทวสถานขอมและสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 12 ในสมัยพระเจ้ามเหนทรวรมัน     วันสุดท้ายในกิจกรรม “CR-V Reach Out ก้าวออกไป…ให้ไกลกว่าจินตนาการ” ในช่วงเช้าเราไปรับไออุ่นจากกาแฟหอมกรุ่น พร้อมชมต้นกำเนิดของกาแฟที่มีชื่อเสียงจากไร่กาแฟปากซองไฮแลนด์ พื้นที่ปลูกกาแฟผืนใหญ่สุดในแถบเอเชีย นอกจากนี้ เมืองปากซองยังได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงกาแฟของประเทศลาว มีผลผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก      จากนั้นห่างไปไม่ไกลก็จะถึงน้ำตกตาดเยือง ซึ่งมีจุดเด่นที่มีสายน้ำที่ไหลเอื่อย ก่อนตกลงมาจากหน้าผากระทบหินและแผ่นดินเบื้องล่างเกิดเป็นละอองสีขาวสวยงาม และยังมีจุดชมวิวที่เราสามารถไปสัมผัสสายลมและละอองน้ำที่แสนเย็นสบาย ปิดท้ายการเดินทางที่น้ำตกตาดฟาน ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดใน สปป.ลาว มีลักษณะเป็นสายน้ำ 2 สาย ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันสู่แอ่งน้ำกลางหุบเขาด้วยความสูงกว่า 120 เมตร และโดยรอบก็ยังเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย จากนั้นเราจึงยกพลเดินทางกลับสู่ประเทศไทย ผ่านด่านชายแดนสปป.ลาว-ไทย ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี       ตลอดการเดินทาง เราพบว่าฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะมีผู้ที่ใช้เครื่องดีเซลที่ร่วมเดินทางไปกับเราทำอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันได้ถึง 22 กม./ลิตร และยังมีสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น ตอบสนองการใช้งานทุกรูปแบบแม้จะเป็นเส้นทางที่ท้าทายและทรหดเพียงใดก็ตาม   นอกจากนี้ ตลอดการเดินทางยังมีกิจกรรมและความบันเทิงที่ทางบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดจัดมาให้ผู้ร่วมทริปอย่างเต็มที่ เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า เปิดจินตนาการให้แก่ผู้ร่วมทริปได้ออกเดินทางไปบนเส้นทางแห่งจินตนาการ นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ที่ช่วยยืนยันได้ว่าความสวยงามของธรรมชาติและอารยธรรมของลุ่มแม่น้ำโขงนั้นมีมากมายเกินกว่าที่จินตนาการของเราจะสามารถอธิบายได้ เพียงแค่กล้าที่จะก้าวออกไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง    

 129,380

Top