ค้นหา :

ผลการค้นหา "ศาลฎีกา"

การเมือง
18 ก.พ. 63

จำคุก ‘ยงยุทธ’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีทุจริตที่ดินอัลไพน์ หลังศาลฎีกายกคำร้อง

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง ถ.นครไชยศรี นัดฟังสั่งศาลฎีกา คดีที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อายุ 78 ปี อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.มหาดไทย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์   ขณะที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี   โดยคดีดังกล่าวเริ่มต้นจากการบริจาคที่ดินของผู้ใจบุญให้กับวัดย่านปทุมธานี ต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกขายต่อให้กับเอกชน และนำมาซึ่งการฟ้องร้องคดีระหว่างกันในเวลาต่อมา เนื่องจากที่ดินดังกล่าวได้แปรสภาพเป็นที่ดินธรณีสงฆ์ ไม่สามารถขายต่อได้  

 354
ข่าวภูมิภาค
12 ก.พ. 63

ศาลฎีกาพิพากษายืนประหารชีวิต อดีต ผญบ. พยายามข่มขืน-ทำร้าย 'น้องสโนว์'

ศาลฎีกาพิพากษายืนประหารชีวิตนายกฤติเดช ระเวงวรรณ อดีตผู้ใหญ่บ้านสีถาน จ.กาฬสินธุ์ หลังก่อเหตุทำร้าย น.ส.ฤดีวัลย์ พลประสิทธิ์ หรือน้องสโนว์ อายุ 18 ปี ขณะขี่รถจักรยานยนต์กลับจากโรงเรียน แต่ถูกคนร้ายถีบรถจนล้ม หวังข่มขืน แต่น้องสโนว์ขัดขืน จึงถูกทำร้ายร่างกาย จนตับแตก และมีเลือดออกในช่องท้อง โดยเหตุการณ์เกิดบริเวณถนนสายบ้านสีถาน-บ้านโนนเมือง หมู่ 8 ต.ดงลิง อ.กมลาไสย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.58   ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ผ่านทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้กับจำเลยฟัง ชี้สาระสำคัญที่จำเลยฎีกามีความขัดแย้งกันหลายอย่าง ถึงแม้ฝ่ายโจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานแน่ชัด แต่ปรากฏพยานแวดล้อมหลายปากที่ให้การสอดคล้องกัน ร่วมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะรอยแผลที่บริเวณนิ้วมือ ซึ่งเป็นรอยกัดของฟันของมนุษย์ และลูกอัณฑะที่บวม เป็นร่องรอยที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้   ศาลพิจารณาแล้วเป็นพยานและหลักฐานที่มั่งคง จึงตัดสินให้ลงโทษตามศาลศาลอุทธรณ์ คือประหารชีวิตนายกฤติเดช ระเวงวรรณ จำเลย และให้ชดใช้ค่าสินไหม 2,390,000 บาท   ด้านแม่ของน้องสโนว์ กอดรูปลูกสาว พร้อมบอกว่าคนร้ายได้ถูกรับโทษอย่างสาสมแล้ว และอยากให้น้องสโนว์ไปสู่สุขคติ ขณะที่พี่สาวของน้องสโนว์ กล่าวว่า ประเด็นที่หยิบยกมาในชั้นฎีกาก็จะเป็นประเด็นของรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งทางจำเลยอ้างว่าไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาก่อเหตุ แต่ด้วยพยานโจทก์ที่เป็นตำรวจมีความเชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์ของรถยนต์โดยตรง โดยจากการพิสูจน์หลักฐานพบว่าร่องรอยการเฉี่ยวชนตรงกันถึง 5 จุด   ส่วนอีกประเด็นเป็นร่องรอยของนิ้วมือที่จำเลยบอกว่าเกิดจากรอยหนูกัด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวน 2 ครั้ง แต่ให้การไม่ตรงกันและเบิกความที่ศาลยังให้การไม่ตรงกันอีก ศาลเลยวินิจฉัยว่าให้การไม่อยู่กับร่องกับรอย   ส่วนประเด็นอื่นๆที่ทางฝั่งจำเลยยื่นต่อชั้นฎีกา ก็ไม่มีเหตุที่ต้องวินิจฉัยเพิ่ม และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือประหารชีวิต ซึ่งทางญาติได้ฟังคำตัดสินก็ต่างดีใจที่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเหลือและทุกกำลังใจจนคนร้ายได้รับโทษประหารชีวิต ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GLE09EAtjMo

 2,467
สังคม
12 ก.พ. 63

ศาลฎีกาพิพากษายืนประหารชีวิต อดีต ผญบ. พยายามข่มขืน-ทำร้าย 'น้องสโนว์'

ศาลฎีกาพิพากษายืนประหารชีวิตนายกฤติเดช ระเวงวรรณ อดีตผู้ใหญ่บ้านสีถาน จ.กาฬสินธุ์ หลังก่อเหตุทำร้าย น.ส.ฤดีวัลย์ พลประสิทธิ์ หรือน้องสโนว์ อายุ 18 ปี ขณะขี่รถจักรยานยนต์กลับจากโรงเรียน แต่ถูกคนร้ายถีบรถจนล้ม หวังข่มขืน แต่น้องสโนว์ขัดขืน จึงถูกทำร้ายร่างกาย จนตับแตก และมีเลือดออกในช่องท้อง โดยเหตุการณ์เกิดบริเวณถนนสายบ้านสีถาน-บ้านโนนเมือง หมู่ 8 ต.ดงลิง อ.กมลาไสย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.58   ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ผ่านทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้กับจำเลยฟัง ชี้สาระสำคัญที่จำเลยฎีกามีความขัดแย้งกันหลายอย่าง ถึงแม้ฝ่ายโจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานแน่ชัด แต่ปรากฏพยานแวดล้อมหลายปากที่ให้การสอดคล้องกัน ร่วมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะรอยแผลที่บริเวณนิ้วมือ ซึ่งเป็นรอยกัดของฟันของมนุษย์ และลูกอัณฑะที่บวม เป็นร่องรอยที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้   ศาลพิจารณาแล้วเป็นพยานและหลักฐานที่มั่งคง จึงตัดสินให้ลงโทษตามศาลศาลอุทธรณ์ คือประหารชีวิตนายกฤติเดช ระเวงวรรณ จำเลย และให้ชดใช้ค่าสินไหม 2,390,000 บาท   ด้านแม่ของน้องสโนว์ กอดรูปลูกสาว พร้อมบอกว่าคนร้ายได้ถูกรับโทษอย่างสาสมแล้ว และอยากให้น้องสโนว์ไปสู่สุขคติ ขณะที่พี่สาวของน้องสโนว์ กล่าวว่า ประเด็นที่หยิบยกมาในชั้นฎีกาก็จะเป็นประเด็นของรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งทางจำเลยอ้างว่าไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาก่อเหตุ แต่ด้วยพยานโจทก์ที่เป็นตำรวจมีความเชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์ของรถยนต์โดยตรง โดยจากการพิสูจน์หลักฐานพบว่าร่องรอยการเฉี่ยวชนตรงกันถึง 5 จุด   ส่วนอีกประเด็นเป็นร่องรอยของนิ้วมือที่จำเลยบอกว่าเกิดจากรอยหนูกัด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวน 2 ครั้ง แต่ให้การไม่ตรงกันและเบิกความที่ศาลยังให้การไม่ตรงกันอีก ศาลเลยวินิจฉัยว่าให้การไม่อยู่กับร่องกับรอย   ส่วนประเด็นอื่นๆที่ทางฝั่งจำเลยยื่นต่อชั้นฎีกา ก็ไม่มีเหตุที่ต้องวินิจฉัยเพิ่ม และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือประหารชีวิต ซึ่งทางญาติได้ฟังคำตัดสินก็ต่างดีใจที่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเหลือและทุกกำลังใจจนคนร้ายได้รับโทษประหารชีวิต ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GLE09EAtjMo

 2,467
อาชญากรรม
16 ม.ค. 63

ศาลพิพากษาอดีตทหารคดีอุ้มฆ่าเผานั่งยางอำพรางศพน้องพลอย คุก 33 ปี ปรับ 1.5 ล้าน

วันที่ 15 มกราคม นางพัชรี ปั้นทอง พร้อมนายวิชา ผลิผล พ่อน้องพลอย และทนาย ปิยะณัฐ สุกยัง เลขาธิการเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เดินทางเข้ารับฟังผลคำสั่งพิพากษาศาลฎีกา กรณี สิบเอกพลกฤต วิเศษ อุ้มฆ่าเผานั่งยางน้องพลอย หรือนางสาวพลอยนรินทร์ ผลิตผล หลังจากหายตัวไปสามปีกว่า ก่อนจะถูกพบเป็นศพไร้ญาติในป่า โดยทางแม่น้องพลอยต้องการให้ศาลลงโทษประหารชีวิต ส.อ.พลกฤต วิเศษ ทหารคนดังกล่าว หลังฟังคำพิพากษาเป็นเวลา 1ชั่วโมง ศาลกีฏาตัดสิน ให้ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทรณ์ จำคุก 33 ปี 11 เดือน ปรับ 1 ล้าน 500,000 บาท     นางพัชรี ปั้นทอง กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าใจว่า นับแต่วันนี้ ขอให้ชีวิตของแม่มีแต่ความสุข พบแต่สิ่งดีๆสุขภาพกายใจแข็งแรง และขอให้น้องพลอยไปสู่ภพภูมิที่ดีๆ และขอใช้ชีวิตในส่วนของแม่ทำบุญให้น้อง และก็ขอให้อย่ามีอะไรมาผูกพันกับคนร้าย ส่วนที่จะอโหสิหรือไม่ ขอเพียงว่าอย่าได้มาผูกพันธ์กันอีกต่อไป ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม การกีฏาของแม่ ก็คือขอเพิ่มโทษ ก็คือศาลพิพากษายืน 33 ปี 11 เดือน พร้อมชดใช้ 1ล้าน 5 แสนบาท ส่วนที่การตัดสินของศาล พึงพอใจมัย ตนรู้สึกน้อยใจ ในกระบวนการยุติธรรม แต่ครั้งนี้มีก็ทำใจไว้แล้ว ว่าผลออกมาจะต้องเป็นแบบนี้ เพราะว่าหลายๆคดีที่ออกข่าว ฆ่าคนไม่รู้ตั้งกี่ศพ ยังไม่ประหารเลย แล้วเขาก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้รอดจากการถูกประหารชีวิต แต่อย่างไรก็ตามแม่ก็ขอน้อมเคารพต่อการตัดสินของศาล ในมุมมองอีกมุมหนึ่งก็ถือว่ายังโชคดีดีที่จับคนร้ายมาลงโทษได้     ทนาย ปิยะณัฐ สุกยัง เลขาธิการเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เผยว่า คดีอุ้มฆ่าอำพรางศพผมมองว่า จริงๆไม่ควรเป็นเหตุให้ลดโทษ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลกีฏา ก็น้อมรับไปตามนั้น ก็เป็นจุดตัดของกระบวนการยุติธรรม ต่อไป ระหว่างเจอศพกับไม่เจอศพ ทำให้ไม่เจอศพง่ายกว่าไหม ก็เป็นเรื่องที่สังคมอาจจะตั้งข้อสงสัยได้ต่อไป ถ้าทำให้ไม่เจอศพและอำพรางศพโทษน้อยกว่า ไม่ประหารชีวิต ทั้งยังน้อยกว่าที่มาเจอศพแล้วมารับสารภาพที่หลังป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างนี้ต่อไปคนก็ฆ่าแล้วอำพรางศพ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/nh9-XoflcRs

 1,508
การเมือง
27 ธ.ค. 62

ศาลฎีกาสั่งจำคุก 2 ปี 'เบญจา หลุยเจริญ' รมช.คลังสมัย 'ยิ่งลักษณ์' ช่วย 'โอ๊ค-เอม' เลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ป

ศาลฎีกาได้พิพากษาให้จำคุก นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รัฐมาตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง  / น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย / น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย / นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี  เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนละ 2 ปี ฐานปฎิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ เป็นเวลา 2 ปี   โดยศาลฎีกาพิพากษาแก้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม),83 จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม), 86 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จะได้ทำการควบคุมจำเลยทั้งหมดส่งทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที   สำหรับคดีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ได้ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รัฐมาตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร พร้อมพวก ได้แก่   น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และน.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา   ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 157 กรณีพวกจำเลยได้ช่วยเหลือนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองต้องเสียภาษีอากรหรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควร   จากการที่ทั้งสอง ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท ทำให้กรมสรรพากร และส่วนราชการได้รับความเสียหาย   โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยที่ 1- 4 คนละ 3 ปีฐานปฎิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนจำเลยที่ 5 จำคุก 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯโดยไม่รอลงอาญาจำเลยทุกคน ก่อนได้รับการประกันตัว   อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/X3LiQmRw5Z0

 535
การเมือง
27 ธ.ค. 62

ศาลฎีกา สั่งจำคุก อดีต รมช.คลัง และพวก 2 ปี คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ

ศาลฎีกาได้พิพากษาให้จำคุก นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รัฐมาตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนละ 2 ปี ฐานปฎิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ เป็นเวลา 2 ปี   โดยศาลฎีกาพิพากษาแก้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม),83 จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม), 86 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จะได้ทำการควบคุมจำเลยทั้งหมดส่งทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที   สำหรับคดีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ได้ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อท.43/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รัฐมาตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 157   กรณีพวกจำเลยได้ช่วยเหลือนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองต้องเสียภาษีอากรหรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควร จากการที่ทั้งสอง ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท ทำให้กรมสรรพากร และส่วนราชการได้รับความเสียหาย   โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยที่ 1- 4 คนละ 3 ปีฐานปฎิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนจำเลยที่ 5 จำคุก 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯโดยไม่รอลงอาญาจำเลยทุกคน ก่อนได้รับการประกันตัว  

 1,269
การเมือง
26 ธ.ค. 62

นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดี 'เบญจา' ช่วย 'โอ๊ค-เอม' เลี่ยงภาษีชินคอร์ป

วันนี้ 26 ธ.ค. เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ ป.ป.ช.เป็นโจกทย์ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพวก ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือ โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร และเอม พินทองทา ชินวัตร เลี่ยงภาษีชินคอร์ป   โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์ ตีดสินจำคุก นางเบญจา 3 ปี โดยใช้เงินประกัน 5 แสนบาท วันนี้จำเลยทั้งหมดต้องรอลุ้นคำตัดสินของศาลฎีกา ว่าจะเหมือนในชั้นศาลอุทธรณ์ หรือไม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1Lls3NyPwEo

 970
การเมือง
04 ธ.ค. 62

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกแกนนำ นปช. 4 ปี! - ออกหมายจับ พ.ต.ท.ไวพจน์

ไม่รอด พิพากษาจำคุก 4 ปี 2 แกนนำ นปช.ล้มประชุมอาเซียน แม้จะยื่นคำร้องขอถอนคำให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ชี้ต้องดำเนินการตั้งแต่ศาลชั้นต้น   ขณะที่แกนนำอีก 1 ราย พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ไม่ได้มารับฟังอ้างติดประชุมสภาผู้แทนฯ ต้องมารับฟังคำพิพากษาใหม่ 15 ม.ค.63 จตุพร เผยต้องน้อมรับชะตากรรม คาดจำเลยที่เหลือคงทยอยเดินทางเข้ามอบตัวทั้งหมด จากกรณีที่ศาลจังหวัดพัทยา จ.ชลบุรี ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียนที่ โรงแรมรอยัลคลิฟ เมืองพัทยา   เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายนพพร นามเชียงใต้, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายสมญศฆ์ พรมภา, นายนิสิต สินธุไพร, นายสำเริง ประจำเรือ, นายศักดา นพสิทธิ์, นายสิงห์ทอง บัวชุม, นายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย หรือเกิดดี , นายวรชัย เหมะ, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวัลลภ ยังตรง และนายพิเชฐ สุขจินดาทอง ทั้งนี้ได้พักคดี พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ และนายสุรชัย แซ่ด่าน เนื่องจากหลบหนี   ขณะที่นายธรชัย ศักดิ์มังกร และ พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โดยได้แจ้งข้อหาประกอบด้วย 1. ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนัก งาน ซึ่งสั่งให้เลิกการมั่วสุม 2. ข้อหาร่วมกันเดินแถวเป็นขบวนและกระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร 3. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภาย ในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระ เดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชา ชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 4. มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้น 5. ร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 358, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108, 114, 148 ต่อมาศาลชั้น ต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยทั้ง 12 คน เป็นเวลา 4 ปีโดยไม่รอลงอาญาและยกฟ้อง 1 คน  

 7,955
สังคม
20 พ.ย. 62

ยังไร้วี่แวว 'ฟรอยด์ ณัฏพงษ์' หลังพบสารกัญชาในตัว นศ.สาว

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความแชร์เตือนภัยให้กับผู้หญิง โดยเธอระบุว่า เธอเป็นนักศึกษาฝึกงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้รู้จักกับรุ่นพี่ในที่ฝึกงาน และได้ไปรับประทานอาหารกับรุ่นพี่คนดังกล่าวและดาราชายอักษร ฟ คือ 'ฟรอยด์ ณัฏพงษ์' ในการรับประทานอาหารนั้นได้มีการทานเยลลี่ที่ดาราชายบอกว่านำเข้าจากต่างประเทศเข้าไปด้วย หลังจากทานเยลลี่เข้าไปแล้วนั้น รู้สึกสึกมึนหัวเลย โลกหมุน เบลอ หัวใจเต้นแรงมาก เหมือนจะหลุดออกมาจากอก คาดว่าอาจถูกวางยาในเยลลี่ที่รุ่นพี่และดาราชายนำมาให้รับประทาน จึงออกมาโพสเตือนภัยนั้น     ล่าสุดรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 เผยเมื่อว่าวานนี้ ฟรอยด์ นักแสดงหนุ่ม เข้าให้ข้อมูลพนักงานสอบสวนแล้ว ส่วนที่มีรายงานว่าวันนี้นักแสดงหนุ่มจะเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทางตำรวจนั้น    วันนี้ (20 พ.ย.) ที่สถานีตำรวจนครบาลลาดกระบัง มีรายงานว่านายณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์ หรือ ฟรอยด์ นักแสดงหนุ่ม จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนนั้น ล่าสุดจนถึงขณะนี้ ยังไร้วี่แววนักแสดงหนุ่ม และรุ่นพี่ของน้องนักศึกษาผู้เสียหาย    ทางด้าน พ.ต.อ.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ให้ข้อมูลว่า เมื่อวานนี้ ฟรอยด์ และรุ่นพี่ที่นักศึกษาสาว ได้มาให้ปากคำเรียบร้อยแล้ว ในฐานะพยาน และยังไม่สามารถตั้งข้อหากับใครได้    ส่วนคำให้การของทั้ง 2 คนจะสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นรายละเอียดในสำนวนคดี แต่ยืนยันว่าใครจะให้การอย่างไรก็ได้ เป็นสิทธิของแต่ละคน ซึ่งหลังจากนี้ยังต้องสอบพยานแวดล้อมอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมไปกับรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำมาประกอบสำนวนให้รอบคอบและรัดกุมที่สุด    ในขณะที่ผลการตรวจร่างกายของนักศึกษาสาว ผู้เสียหายนั้น ทราบผลแล้ววว่า ในร่างกายของนักศึกษาสาสาวนั้น พบสารที่มีส่วนประกอบของกัญชาในร่างกาย    ทั้งนี้ในช่วงบ่าย พ.ต.อ.ภัทรภณ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 อาจจะเดินทางเข้ามาที่ สน.ลาดกระบัง เพื่อมาตรวจสำนวน เพราะยังมีบางประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ

 2,649
การเมือง
27 ก.ย. 62

ศาลฎีกาแก้ยกฟ้อง 'พิจิตต' อดีตผู้ว่าฯกทม. คดีทุจริตที่จอดรถขยะ ด้านลูกน้องโดนคุก

ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่า กทม. / นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่า ฯ กทม. / นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. / นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่า กทม. / นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม. / นายสมควร รวิรัฐ หรือรวิรัช ผู้อำนวยการสำนักการคลัง ฯ /นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีตผู้อำนวยการกองระบบการคลัง และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ   ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 -8 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ   กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2538 - 16 กันยายน 2540 พวกจำเลยใช้อำนาจในหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินใช้เป็นที่จอดรถขยะ รถน้ำ และรถอื่นๆ ของ กทม. ย่านบางซื่อ ในราคา 270 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินจริง เป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และรับค่านายหน้าขายที่ดิน เป็นเงิน 18 ล้านบาท   คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายสมคาด จำเลยที่ 4 รวม 8 ปี และนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 10 ปี ส่วนจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้อง   ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกนายพิจิตต จำเลยที่ 1 กับนายสมคาด จำเลยที่ 4 คนละ 5 ปี และจำคุกนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 7 ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง จำเลยยื่นฎีกา   ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับนายพิจิตต จำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้อง ส่วนนายสมคาด จำเลยที่ 4 และนายชวน จำเลยที่ 8 เห็นว่ากระทำผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 5 ปี จำเลยที่ 8 เป็นเวลา 7 ปี   ซึ่งจากคำพิพากษาดังกล่าวทำให้ นายชยุติ สืบตระกูล ซึ่งปัจจุบันเป้น ส.ว. ต้องสิ้นสภาพการเป็น ส.ว.ทันที ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 111 (6) เนื่องจากถูกจำคุกจากคำพิพากษาในศาลฎีกาที่ไม่สามารถอุทธรณ์ใดๆ ได้อีกเเล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องเลื่อนลำดับ ส.ว.ที่อยู่ในบัญชีสำรองอันดับ 1 ส.ว.สายอาชีพ ขึ้นมาเป็นเเทน ซึ่งคาดว่าคือนายจัตุรงค์ เสริมสุข แต่จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งว่าครบถ้วนถูกต้อง หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wnzenk_YggQ

 1,184
ข่าวภูมิภาค
11 ก.ย. 62

ปิดคดีบุกรุกเกาะปอดะ ฎีกาตัดสิน 'ชวน ภูเก้าล้วน' คุก 3 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 8 หมื่น

กระบี่-ศาลจังหวัดกระบี่ ได้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลฏีกา ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชวน ภูเก้าล้วน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่และคหบดีชื่อดังของจังหวัดกระบี่ ฐานบุกรุกเกาะปอดะ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดกระบี่   โดยมีนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ครอบครัวญาติพี่น้อง พนักงานโรงแรม เดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งในคดีนี้ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัตร นักการเมืองชื่อดัง ได้มาเป็นทนายความที่ปรึกษาให้   ศาลฎีกาได้พิพากษา จำคุก 3 ปี 6 เดือน ปรับ 80,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ให้ทำงานบริการสังคม 30 ชั่วโมง   สำหรับคดีเกาะปอดะ มีการต่อสู้คดีกันมาเป็นระยะเวลา กว่า 33 ปี รวม 3 คดี คดีแรก ต่อสู้กันมา 3 ศาล กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นฝ่ายชนะ ศาลพิพากษายกเลิก นส.3ก. รวม พื้นที่ 71 ไร่ และขับไล่นายชวนพร้อมบริวารออกจากเกาะ   ส่วนคดีที่ 2 ที่นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นโจทก์ฟ้องแพ่ง และคดีที่ 3 ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นฝ่ายชนะ เพราะเชื่อว่าที่ดินดังกล่าวมีการทำประโยชน์มาก่อนจริง ก่อนที่ชั้นศาลอุทธรณ์อุทยานจะพลิกคำตัดสิน ให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นฝ่ายชนะคดี เนื่องจากการพิสูจน์ภาพถ่ายทาง อากาศ เมื่อปี 2510 ไม่พบร่องรอยการทำประโยชน์   นายชวน ภูเก้าล้วน อ้างว่า ที่ดินบนเกาะมีผู้ครอบครองทำกินมาก่อนประกาศเขตอุทยาน โดยมีเอกสารแจ้งการทำประโยชน์สวนมะพร้าว สค.1 เลขที่1 และ นส.3 ก. ที่แปลงมาจาก สค.1เลขที่ 2 ซึ่งซื้อต่อมาจากชาวบ้านตั้งแต่ปี 2528 เป็นหลักฐาน เมื่อเอกชนมีเอกสารมาอ้าง   ฝ่ายอุทยานจึงต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่า เอกสารดังกล่าวออกโดยมิชอบ ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศย้อนกลับไปเมื่อปี 2510 และการตรวจพิสูจน์อายุต้นมะพร้าว จึงเป็นเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างหยิบยกมาต่อสู้กัน ซึ่งผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ และการตรวจพิสูจน์อายุต้นมะพร้าวจากฝ่ายกรมอุทยาน จะชี้ชัดว่าช่วงปีที่แจ้งการทำประโยชน์ บนเกาะปอดะไม่มีสวนมะพร้าวมาก่อน แต่ข้อมูลทั้งหมดกลับสวนทางกับฝ่ายเอกชนที่ผลการพิสูจน์สอดคล้องกับเอกสารครอบครองที่ดิน   สำหรับเกาะปอดะ ตั้งอยู่ ใกล้กับทะเลแหวก แหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ จังหวัดกระบี่ เป็น 1 ใน 4 เกาะ ของโปรแกรมท่องเที่ยว มีชายหาดสวยงาม มีพื้นที่ราบเกือบ 100 ไร่ อยู่ห่างฝั่งเพียง 8 กิโลเมตร หากมีการซื้อขายเกิดขึ้น เกาะแห่งนี้อาจมีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jPUfwwnxII4

 873
การเมือง
31 ส.ค. 62

ยกฟ้อง 'ทักษิณ' สั่งกรุงไทยปล่อยกู้ ชี้พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนัก

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินยกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีสั่งการธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กลุ่มกฤษฎามหานคร โดยมิชอบ สร้างความเสียหายให้กับธนาคารกรุงไทยกว่าหมื่นล้านบาท   โดยคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 27 คน ศาลพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วตั้งแต่ปี 58 จำคุกจำเลย 24 คน ยกฟ้อง 2 คน ก็จะเหลือจำเลยเพียงคนเดียวคือ นายทักษิณ   ศาลชี้ว่าพยานโจทก์ เป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนัก จึงยกฟ้อง       รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/ZN2Sqe-Ctnk

 4,338
สังคม-อาชญากรรม
30 ส.ค. 62

จ่อยื่นฎีกาขออภัยโทษ 2 ชาวพม่า ถูกศาลฎีกาสั่งประหารชีวิต คดีฆ่า 2 นทท.อังกฤษบนเกาะเต่า

ศาลจังหวัดนนทบุรี อ่านคำพิพากษาชั้นฎีกา ในคดีที่นายซอลิน หรือ โซเรน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 1 และนายเวพิว หรือ วิน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และถูกเบิกตัวไปฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ในคดีฆาตกรรม น.ส.ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ อายุ 23 ปี และนายเดวิด มิลเลอร์ อายุ 24 ปี นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 ที่บริเวณหาดทรายรี หมู่ 1 ต.เกาะเต่า อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2557   คดีนี้ ศาลจังหวัดเกาะสมุย อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2558 พิพากษาให้จำเลยทั้ง 2 มีความผิดตามฟ้องให้ลงโทษด้วยการประหารชีวิต   จากนั้นวันที่ 1 มีนาคม 2560 ศาลจังหวัดเกาะสมุย อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หลังจำเลยได้ขอยื่นอุทธรณ์ โดยคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง   ล่าสุดศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ในฐานความผิดร่วมกันฆ่านายเดวิด และร่วมกันฆ่านางสาวฮันนา เพื่อปกปิดความผิด / ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นการโทรมหญิง และจำเลยที่สองถูกพิพากษาในความผิดลักทรัพย์ในเวลากลางคืน คือลักโทรศัพท์และแว่นตากันแดดของเหยื่อ   ทั้งนี้ในชั้นฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ส่วนประเด็นที่จำเลยฎีกาเรื่องการสร้างพยานหลักฐานเท็จ การถูกข่มขู่เพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพ และการเก็บวัตถุพยาน รวมถึงผลการตรวจนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล   ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าหลักฐานที่จำเลยฎีกาต่อศาลไม่มีความหนักแน่นพอ หลังจากการตรวจสอบสำนวน และการสอบพยาน ทำให้ฟังไม่ได้ว่ามีการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายจำเลย โดยในชั้นสืบสวนของตำรวจ ไม่ได้มีการพุ่งเป้าไปที่จำเลย โดยเริ่มจากผู้ต้องสงสัยหลายคนในพื้นที่ กระทั่งผลการตรวจดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ และอสุจิในช่องคลอดและทวารหนักออกมา สอดคล้องกับจำเลย จึงนำมาเป็นหลักฐานในการขยายผล และติดตามจับกุมจำเลยทั้งสอง   ส่วนประเด็นที่จำเลยทั้งสองระบุว่า ถูกข่มขู่จากตำรวจ และล่ามให้ยอมรับผิด โดยศาลเห็นว่า อาการบาดเจ็บของจำเลยเกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยถูกควบคุมตัวแล้ว ซึ่งผ่านขั้นตอนของพนักงานสอบสวน ศาลจึงเชื่อว่าเป็นคำสารภาพที่เป็นความสมัครใจ   สำหรับการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ ศาลจังหวัดเกาะสมุยได้อ่านให้จำเลยฟังที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ไม่ได้เบิกตัวมาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย เนื่องจากจำเลยถูกขังอยู่ที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงสูง และจำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุด   ด้านนายนคร ชมพูชาติ ทนายความของจำเลยที่ 2 เปิดเผยหลังรับฟังคำพิพากษาชั้นฎีกา โดยระบุว่าน้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ส่วนตัวตนมองว่า คดีนี้มีปัญหามาตั้งแต่การสื่อสารของตัวจำเลย ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่จำเลยไม่เข้าใจว่าคำให้การกับตำรวจตอนแรกนั้นเป็นการให้การแบบรับสารภาพ หรือการให้การในฐานะพยาน   ส่วนสิ่งที่ยังติดใจอยู่คือข้อมูลทางวิชาการ เช่น มาตราฐานการตรวจหลักฐานพยานในที่เกิดเหตุ ว่าสิ่งใดเรียกว่าเป็นมาตรฐาน รวมถึงประเด็นเรื่องกล้องวงจรปิด ที่ตำรวจบอกว่าทุกกล้องวงจรปิดในหลายจุด แต่กลับไม่พบกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่มีการระบุว่าเห็นจำเลยเดินออกมา   อย่างไรก็ตาม ในส่วนการสู้คดีที่ผ่านมา ก็เห็นว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาประหารชีวิตนั้น พอถึงชั้นศาลฎีกา จำเลยทั้ง 2 ก็ได้ทำใจว่าศาลฏีกาอาจจะไม่มีการยกฟ้อง หรือแก้โทษคำพิพากษา แต่หลังจากนี้ตนจะไปยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ภายใน 60 วัน และจะไปอภิบายให้จำเลยทั้ง 2 ทราบถึงขั้นตอนในการช่วยเหลือ ส่วนความรู้สึกของครอบครัวจำเลย ล่ามจะไปอธิบายให้ทราบและเข้าใจต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/AHlePMtGUrI

 2,789
สังคม-อาชญากรรม
29 ส.ค. 62

จับตา ศาลฎีกาพิพากษา คดีชาวเมียนมา ฆ่าโหด 2 นทท.อังกฤษบนเกาะเต่า

มีรายงานว่าในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ น.ส. ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ อายุ 23 ปี และ นายเดวิด มิลเลอร์ อายุ 24 ปี ที่บริเวณแหลม จปร. หาดทรายรี หมู่ที่ 1 ต.เกาะเต่า อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557   โดยตัวนายซอลิน หรือ โซเรน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 1 และ นายเวพิว หรือ วิน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 2 ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางบางขวาง จึงถูกเบิกตัวไปฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรี และทางสำนักงานศาลยุติธรรมจะจัดให้มีล่ามเเปลเป็นภาษาเมียนมาผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์จากชั้น 6 อาคารศาลอาญา ให้จำเลยที่ศาลจังหวัดนนทบุรีได้ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา   สำหรับการอ่านคำพิพากษาดังกล่าว ทางศาลจังหวัดเกาะสมุยได้อ่านให้จำเลยฟังที่ศาลจังหวัดนนทบุรีไม่ได้เบิกตัวมาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย เนื่องจากจำเลยถูกขังที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงสูง และจำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุด   ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2558 ศาลจังหวัดเกาะสมุยอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้ง 2 มีความผิดตามฟ้องให้ลงโทษด้วยการประหารชีวิต จำเลยอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 ศาลจังหวัดเกาะสมุย อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MqiC5z55RTs

 1,813
สังคม-อาชญากรรม
28 ส.ค. 62

'คุณหญิงเป็ด' รอดคุก คดีเบิกงบสัมมนาไปทอดกฐิน ศาลฎีกาสั่งจำคุก 9 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสตง. ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน   ได้ร่วมกับนายคัมภีร์ สมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. ได้จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนา แต่กลับให้ผู้ร่วมสัมมนาไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกันแล้วให้เบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน 294,440 บาท ทำให้ สตง.เสียหาย เหตุเกิดเมื่อปี 2546   ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณ นายคัมภีร์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และต่อมาศาลอุทธรณ์แก้โทษจำคุกเหลือ 1 ปี ไม่รอลงอาญา และทั้งคู่ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว และต่อมานายคัมภีร์เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา   ล่าสุดศาลฎีกาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาโดยให้เหตุผลว่า ตลอดระยะเวลาการปฎิบัติหน้าที่ราชการในสตง. คุณหญิงจารุวรรณ ไม่เคยปรากฎการกระทำความผิด หรือ มีประวัติมัวหมอง อีกทั้งยังมีความเสียหายเล็กน้อย ไม่ได้นำเงินไปใช้ส่วนตัว สมควรให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัวเป็นคนดีโดยการรอลงโทษจำคุก แต่ในศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาแก้ปรับเป็นเงิน 20,000 บาท   ส่วนโทษจำคุกให้ลดโทษให้ 1 ใน 4 จากจำคุก 1 ปี เหลือจำคุก 9 เดือน แต่เมื่อลดโทษหนึ่งในสี่ แล้วโทษปรับ เหลือ 15,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/d15tFOosd9g

 1,424

Top