ค้นหา :

ผลการค้นหา "ศาลฎีกา"

สังคม-อาชญากรรม
15 ส.ค. 62

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษา 'พิจิตต รัตตกุล' อดีตผู้ว่าฯ กทม. และ พวกทุจริตที่จอดรถบางซื่อ 26 ก.ย.นี้

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษา คดีนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่า กทม. กับพวก คดีทุจริตที่จอดรถบางซื่อ ไป 26 กันยายนนี้ เนื่องจากอดีตผู้อำนวยการเขตบางซื่อ จำเลยที่ 8 ป่วย   (15 ส.ค. 62) ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่า กทม. , นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่า ฯ กทม., นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. , นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่า กทม.  , นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม. , นายสมควร รวิรัฐ หรือรวิรัช ผู้อำนวยการสำนักการคลัง ฯ , นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีตผู้อำนวยการกองระบบการคลัง และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 -8 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ   กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2538 - 16 กันยายน 2540 พวกจำเลยใช้อำนาจในหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินใช้เป็นที่จอดรถขยะ รถน้ำ และรถอื่นๆ ของ กทม. ย่านบางซื่อ ในราคา 270 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินจริง เป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และรับค่านายหน้าขายที่ดิน เป็นเงิน 18 ล้านบาท    เมื่อถึงเวลานัดหมาย ทนายได้แจ้งต่อผู้พิพากษาว่าจำเลยที่ 8 คือนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ ได้ป่วยด้วยโรคชราและภาวะสมองขาดเลือด แพทย์ให้พักรักษาตัว โดยศาลเห็นว่าทางฝ่ายจำเลยมีเอกสารจากแพทย์ จึงอนุญาตให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไป วันที่ 26 กันยายน 2562 เวลา 09.00 นาฬิกา   โดยที่ผ่านมาคดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกนายสมคาด ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นนาย ชยุตจำเลยที่ 4 รวม 8 ปี และจำคุกนายชวนจำเลยที่8 รวม10ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง ต่อมาชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลย1และ4 คนละ 5 ปี จำเลยที่ 8 กำหนด 7 ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คุก 5 ปี 'พิจิตต รัตตกุล' อดีตผู้ว่าฯ กทม. คดีจัดซื้อที่ดินจอดรถแพงเกินจริง ( ออกอากาศเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2016)   ;

 707
การเมืองเข้มข้น
31 ก.ค. 62

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำ นปช. ปิดล้อมบ้าน ‘พล.อเปรม’ เป็น 23 ก.ย. 62

วันที่ 31 ก.ค. 62 เมื่อเวลา 09.40 น. แกนนำ นปช.ทยอยเดินทางมายังศาลอาญา หลังศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีชุมนุม นปช. ล้อมบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยื่นฟ้อง นายนพรุจ หรือ นพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ที่ ห้อง 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก   โดยเมื่อถึงเวลานัดอ่านคำพิพากษาของศาล พบว่านายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ จำเลยที่ 4 และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยที่ 5 ยังไม่ได้รับหมายนัด ประกอบกับทนายความนายวีระกานต์ แถลงต่อศาลขอเลื่อนนัดออกไปก่อนเนื่องจาก นายวีระกานต์ ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ในวันนี้ มีอาการป่วย แพทย์ให้รักษาตัวตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. พร้อมยื่นใบรับรองแพทย์   ศาลจึงเห็นควรให้เลื่อยนัดออกไปเป็นวันที่ 23 ก.ย. นี้ เวลา 09.00 น. ส่วนนายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5 ที่ไม่ได้รับหมายนัด แต่ได้เดินทางมาศาล ศาลจึงให้ลงชื่อรับทราบนัดดังกล่าว   โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2558 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนฐานทำร้ายร่างกาย (ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม) เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ส่วนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยกฟ้อง แต่แกนนำ นปช.จำเลยที่ 4-7 จำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมั่วสุมฯ   ต่อมา10 ม.ค. 2560 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ส่วน 4 แกนนำ นปช.ให้จำคุก คนละ 4 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน   ข่าวที่เกี่ยวข้อง ลุ้นวันนี้ ฎีกาพิพากษา คดี นปช. ล้อมบ้าน พล.อ.เปรม  

 990
การเมืองเข้มข้น
31 ก.ค. 62

ลุ้นวันนี้ ฎีกาพิพากษา คดี นปช. ล้อมบ้าน พล.อ.เปรม

วันที่ 31 ก.ค. 62 เมื่อเวลา 09.40 น. แกนนำ นปช.ทยอยเดินทางมายังศาลอาญา หลังศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีชุมนุม นปช. ล้อมบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยื่นฟ้อง นายนพรุจ หรือ นพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ที่ ห้อง 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก    โดย นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. พร้อมด้วยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่เดินทางมาเป็นกำลังใจ ได้กล่าวก่อนขึ้นฟังคำพิพากษาศาลฎีกาว่าตนเองไม่รู้สึกหนักใจพร้อมน้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา   ขณะที่นายนพรุจ แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้เปิดใจยืนยันในความบริสุทธิ์น้อมรับคำพิพากษาหากต้องเข้าเรือนจำก็พร้อมเป็นนักโทษจิตอาสาทำความดีต่อไป  

 658
การเมืองเข้มข้น
09 ก.ค. 62

พ้น ส.ส.! 'นาที' พรรคภูมิใจไทย โดนโทษคุก-ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ปมยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก นางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท   กรณียื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. อันเป็นเท็จปกปิดทรัพย์สินและหนี้สิน โดยนางนาที ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง และให้รอลงอาญาไว้ เป็นเวลา 1 ปี   ทั้งนี้ศาลได้สั่งตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 โดยส่งพ้นให้ นางนาที พ้นจากความเป็น ส.ส. พรรคภูมิใจไทยทันที   ข่าวที่เกี่ยวข้อง 'นาที' ส.ส.ภูมิใจไทย อ้างลืมแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวโยกสามีนั่ง รมต.แทน หาม 'นาที' ส.ส.ภูมิใจไทย ดวามดันสูงกลางสภา ส่ง รพ. ลืออาถรรพ์หอประชุมทีโอที 'อนุทิน' เชื่อ 'นาที' ปัดจงใจไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน แค่ลืมเพราะคนรวยมีตึกแถวเยอะ  

 40,104
การเมืองเข้มข้น
30 เม.ย. 62

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ 'ภูเบศวร์ เห็นหลอด' ผู้สมัครส.ส.อนาคตใหม่ ขาดคุณสมบัติ

จากกรณี ผอ.เลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สกลนคร ยื่นคำร้องว่านายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ผู้คัดค้าน ขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 2 สกลนคร   เนื่องจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดมาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์และออกหนังสือพิมพ์ จึงเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ   ล่าสุดทางศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ   ต่อมาวันที่ 6 มี.ค.62 ได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน จำกัดแล้ว แต่เป็นหลังจากยื่นใบสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตแล้ว จึงต้องถือว่าในวันที่ยื่นใบสมัครยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน เป็นบุคคลอันมีลักษณะต้องห้าม ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงมีคำสั่งให้ถอนชื่อนายภูเบศวร์ ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/COlMy13Vxtk

 21,073
สังคม-อาชญากรรม
23 มี.ค. 62

ศาลฏีกายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง 'สมคิด' คดีอุ้มฆ่านักธุกิจซาอุฯ

ศาลอาญา ถนนรัชดา ห้องพิจารณาคดีที่ 712 ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีต ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 / พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท /พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล /พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี /และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐาน ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง / ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ    จากกรณีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งประกอบธุรกิจจัดส่งแรงงานไทยไปประเทศซาอุฯ เมื่อปี 2533 จำเลยทั่ง 5 ปฎิเสธพร้อมต่อสู้คดีในขั้นศาลมาโดยตลอด ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยื่นฟ้องจำเลยได้    ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พบพยานหลักฐานใหม่ เป็นประจักษ์พยานบุคคล คือพันตำรวจโท สุวิชชัย แก้วผลึก อดีตตำรวจซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าชาวลาวเสียชีวิต และพยานวัตถุ เป็นแหวน ซึ่งพันตำรวจโท สุวิชชัย อ้างว่า เป็นแหวนประจำตัวนายโมฮัมเหม็ดอัลรูไวรี ใช้เป็นข้อต่อสู้ ในการยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 5 คน    ศาลฎีกา พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พันตำรวจโท สุวิชชัย ให้การสับสน ขัดกับคำให้การเดิม มีลักษณะต่อรองผลประโยชน์ เพื่อให้หลุดพ้นคดี จึงรับฟังไม่ได้ อีกทั้งแหวน ซึ่งเป็นวัตถุพยาน ซึ่งพันตำรวจโทสุวิชชัย อ้างว่า เป็นของนายโมฮัมเหม็ดอัลรูไวรี ที่พบในก้นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่ใช้เผาศพนายอัลรูไวรี ภายในไร่มัน ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ไม่พบร่องรอยการเผาไหม้หรือหลอมละลาย อีกทั้งญาติสนิทของนายอัลรูไวรี ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นแหวนของนายอัลรูไวรี ศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง    หลังฟังคำพิพากษา พลตำรวจโทสมคิด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการต่อสู้คดีนานกว่า 10 ปี ชีวิตราชการถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าฆ่าคนตาย แต่มาในวันนี้ พ้นข้อกล่าวหาแล้ว พร้อมระบุว่า พนักงานสอบสวนของดีเอสไอและอัยการ มีการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา เพื่อใส่ร้ายพวกตนทั้ง 5 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการยื่นฟ้องไปแล้ว สำนวนอยู่ที่ ป.ป.ช. แต่หลังจากนี้จะดำเนินการยื่นฟ้องพนักงานอัยการในคดีนี้เพิ่มเติม          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/CfHyCIHveTY

 1,169
การเมืองเข้มข้น
22 มี.ค. 62

ฎีกาแก้จำคุก 'ธาริต' 1 ปีไม่รอลงอาญา โยกย้าย ขรก.ไม่เป็นธรรม ยกฟ้อง 'ชาญเชาวน์'

ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ และ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,83   ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์ยื่นฟ้อง ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2555-8 ตุลาคม 2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำเลยที่1 ขณะนั้น ในฐานะอธิบดี ดีเอสไอ และจำเลยที่2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิมอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย   ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี เเละให้ยกฟ้องนายชาญเชาว์จำเลยที่ 2   ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษาเเก้ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปีเเต่จำเลยทั้งสองรับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมืองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงมีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี   ล่าสุดศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้วเห็นว่านายธาริตจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริงพิพากษาเเก้จำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 1ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่2 พิพากษาให้ยกฟ้อง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XAMXYrOnmDc

 865
สังคม-อาชญากรรม
21 มี.ค. 62

ฎีกาเเก้จำคุก ‘ธาริต’ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โยกย้าย ‘พ.อ.ปิยะวัฒก์’ ไม่เป็นธรรม

วันที่ 21 มี.ค. 62 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลอาญารัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ และ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,83    ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์ยื่นฟ้อง ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2555– 8 ตุลาคม 2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำเลยที่ 1 ขณะนั้น ในฐานะอธิบดี ดีเอสไอ และจำเลยที่ 2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิมอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย   ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี เเละให้ยกฟ้องนายชาญเชาว์จำเลยที่ 2   ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษาเเก้ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เเต่จำเลยทั้งสองรับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมืองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงมีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี   และล่าสุดในวันนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้วเห็นว่านายธาริตจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริงพิพากษาเเก้จำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 1 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่2 พิพากษาให้ยกฟ้อง  

 2,263
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.พ. 62

ศาลฎีกาสั่งจำคุก8 เดือน 6แกนนำพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบฯปี51

(13 ก.พ. 62) ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา คดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 83 ปี, นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 70 ปี, นายพิภพ ธงไชย อายุ 72 ปี, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 68 ปี นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 72 ปี แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 45 ปี อดีตผู้ประสานงาน พธม. เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์-จากกรณี เมื่อปี 2551 จำเลยเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ชุมนุม ขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ลาออก โดยนำมวลชน บุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ทำให้เสียทรัพย์ ฯ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษ เหลือจำคุกจำเลยคนละ 8 เดือนไม่รอลงอาญา   ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบตามที่จำเลยอ้าง เพราะพฤติการณ์ของจำเลยและผู้ชุมนุมได้ปีนรั้วเข้าทำเนียบรัฐบาลที่ล็อกไว้ และอยู่ต่อเนื่อง ทำลายทรัพย์สินเสียหาย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 6 ฐานร่วมกันบุกรุกทำให้เสียทรัพย์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้ง 6 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์-ทั้งนี้ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกคนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะนำตัว พล.ต.จำลอง, นายพิภพ, นายสมเกียรติ, นายสมศักดิ์, นายสุริยะใส ซึ่งเคยได้รับการประกันตัว ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาต่อไป

 13,122
การเมืองเข้มข้น
19 ต.ค. 61

ครอบครัวร่ำไห้ 'สุพจน์ ทรัพย์ล้อม' นอนคุก 10 เดือน ไม่รอลงอาญา ฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อม.27/2560 ที่ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อายุ 65 ปี อดีตปลัดคมนาคมระหว่างปี 2552-2554   ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินและเอกสารประกอบอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงกรณีพ้นจากตำแหน่ง มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท รวม 5 กระทง กระทงละ 2 เดือน พิพากษาจำคุกทั้งสิ้น 10 เดือน และมีคำสั่งห้ามนายสุพจน์ ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเวลา 5 ปีนับจากวันที่พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมวันที่ 18 พฤษภาคม 55 ด้วย   ทั้งนี้สืบเนื่องจากหลังเกิดเหตุคนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ ในซอยลาดพร้าว 64 เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย.54 ซึ่งผู้ที่ร่วมทำผิดคดีอาญาได้ให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าพบเงินสดในบ้านนายสุพจน์นับร้อยล้านบาท โดยนายสุพจน์ ไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงิน 17 ล้านบาทเศษ และรถโฟล์กสวาเกน (Volk Swagen) ทะเบียน ฮต 8822 กทม.ได้   ขณะที่นายสุพจน์ได้ประกันตัวไปในชั้นอุทธรณ์ ด้วยหลักทรัพย์ที่ศาลตีราคาประกัน 2 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล   โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน พิจารณาแล้วมีมติเสียงข้างมาก เห็นว่าตามกฎหมายป.ป.ช. พ.ศ.2542 ต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและเอกสารประกอบนั้น เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์มิชอบ แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินทั้ง 2 รายการทั้งที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ควรต้องเป็นตัวอย่างที่ดี   แต่กระทำผิดเสียเองจึงนับว่าพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้ผู้คัดค้านไม่เคยกระทำผิดมาก่อน และเคยประกอบคุณงามความดีปฏิบัติหน้าที่ราชการจนได้รับตำแหน่งระดับสูง ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้รอการลงโทษ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนให้จำคุก 10 เดือน และห้ามดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 5 ปี โดยให้ออกหมายขังผู้คัดค้านตามคำพิพากษาถึงที่สุดและให้คืนหลักประกัน 2 ล้านบาทกับผู้คัดค้าน   ภายหลัง เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ควบคุมตัวนายสุพจน์ ขึ้นรถเรือนจำไปควบคุมต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ทางครอบครัวและญาติที่เดินทางมาให้กำลังใจได้ร่ำไห้เข้าไปกอดนายสุพจน์พร้อมพูดคุย ขณะที่นายสุพจน์ก็มีสีหน้าเศร้าน้ำตานอง พูดปลอบใจครอบครัวด้วยว่าแป๊บเดียว ก่อนถอดสิ่งของมีค่าฝากให้ครอบครัว เพราะหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะนำคุมตัวไปคุมขังรับโทษยังเรือนจำตามคำพิพากษา   สำหรับนายสุพจน์นั้น ในชั้นพิจารณาคดีได้ต่อสู้ว่าเงิน 17 ล้านบาทเศษ และรถโฟล์กสวาเกนนั้นไม่ใช่ของตน โดยรถเป็นของนายเอนก จงเสถียร นักธุรกิจฟิล์มถนอมอาหาร และได้คืนให้กับนายเอนกไปแล้ว ต่อมาภายหลังนายเอนกได้มอบรถคันดังกล่าวให้กับวัดแห่งหนึ่งเพื่อใช้ประกอบกิจของสงฆ์ ส่วนเงินจำนวน 17 ล้านบาทเศษ   ซึ่งเป็นของกลางที่คนร้ายอ้างว่าปล้นมาจากบ้าน หลังเกิดเหตุตนได้แจ้งความว่าเงินหาย 5,068,000 บาทโดยเป็นเงินสินสอดในงานแต่งบุตรสาว และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีก็ได้คืนให้กับบุตรสาวและบุตรเขย จึงไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน 2 รายการนี้ นอกจากนี้ การไต่สวนของป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ชี้มูลความผิดให้ตนได้แก้ข้อกล่าวหา แต่มาดำเนินการภายหลัง   แต่ชั้นพิจารณาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เห็นว่าเงินที่เกิดเหตุปล้นเมื่อวันที่ 12 พ.ย.54 นั้น ตามคำให้การของคนร้าย ฟังได้ว่า นำไปแต่เงินสดจำนวนมากที่ นายสุพจน์เก็บไว้เท่านั้น ไม่ได้นำเงินสินสอดไปด้วย จึงเชื่อว่าจำนวนเงินที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จฯ จำนวน 17,553,000 บาทนั้นเป็นเงินก้อนเดียวกับที่ถูกปล้นบ้าน ไม่ใช่เงินสินสอด ซึ่งนายสุพจน์จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินในส่วนนี้   ส่วนรถโฟล์กสวาเกน มูลค่า 3 ล้านบาท ที่นางนฤมล ภรรยานายสุพจน์ อ้างว่าเป็นรถที่นายเอนก จงเสถียร มอบให้เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเหลืองานสอนเด็กและเผยแพร่ศาสนานั้น เห็นว่าระยะเวลาการไปช่วยงานเพียง 2 เดือนและเป็นการช่วยงานเพียงครั้งคราว แต่กลับได้รถมูลค่าถึง 3 ล้านบาท แตกต่างจากพนักงานบริษัทที่ทำงานประจำได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน 30,000 -50,000 บาท และยังมีหลักฐานว่าในการชำระเงินซื้อรถ นายเอนกได้มอบเงินให้กับนางนฤมลหลายครั้ง   ซึ่งมีพิรุธและเสี่ยงต่อการสูญหาย อีกทั้งการจดทะเบียนเลขทะเบียน ก็เป็นเลขกลุ่มเดียวกับเลขทะเบียนรถของบุตรสาวนายสุพจน์ แต่ไม่ใกล้เคียงกับกลุ่มรถของนายเอนกที่มีอยู่หลายคัน ขณะที่ความสัมพันธ์นายเอนกกับนายสุพจน์ ก็ปรากฏว่าระหว่างที่นายสุพจน์เป็นกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย นายเอนกก็ได้ทำสัญญาทางธุรกิจกับกลุ่มคิงเพาเวอร์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารถเป็นทรัพย์สินของนายสุพจน์ในชื่อผู้อื่น โดยมีวัดเป็นผู้ครอบครองชั่วคราว และเป็นทรัพย์สินที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน   แม้จะมีทรัพย์สินเพียง 2 รายการ แต่พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่านายสุพจน์ไม่ประสงค์ที่จะให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบทรัพย์สินหลังจากการพ้นตำแหน่ง ประธานบอร์ด รฟท., บอร์ดการบินไทย, ประธานบอร์ด รฟม. ครั้งที่ 3 และการพ้นจากตำแหน่งปลัดคมนาคม กับการพ้นจากตำแหน่งปลัดคมนาคมมาแล้ว 1 ปี ซึ่งเป็นการจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ รวม 5 ครั้ง ในทรัพย์สินชุดเดียวกัน   โดยนายสุพจน์ ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 195 วรรคสี่ ที่ให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา จนมาฟังคำพิพากษาในวันนี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1T-3IBY74tA

 3,952
การเมืองเข้มข้น
07 มี.ค. 61

ออกหมายจับใหม่ 'ทักษิณ' คดีแปลงสัมปทานรัฐเอื้อชินคอร์ป หลังเบี้ยวไม่มาศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกหมายจับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกฉบับ เหตุไม่มาฟังพิจารณาคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพาสามิต ด้วยการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต ( พ.ศ.2527) พ.ศ.2546 เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2551   โดยศาลกำชับรายงานผลติดตามตัวทุก 1 เดือน ระบุ ไม่มาถือว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ นัดตรวจพยานหลักฐาน 10 ก.ค.นี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/iR07n9lY1SM  

 14,764
การเมืองเข้มข้น
22 ก.พ. 61

ศาลฎีกายืนจำคุก 84 พันธมิตร-นักรบศรีวิชัย บุกยึดช่อง nbt ปี 51

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) การ์ดกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มนักรบศรีวิชัย รวม 84 คน ชุมนุม ปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ NBT ปี 2551   โดยให้จำคุกนายธเนศร์ คำชุม จำเลยที่ 1 นายเมธี อู่ทอง จำเลยที่ 24 คนละ 8 เดือน ,จำเลยที่ 2-23, 25-29 , 31-41 , 43– 46 , 48 – 80 ,82 จำคุกคนละ 6 เดือน และเมื่อรวมโทษปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นายชนินทร์ อินทร์พรหม จำเลยที่ 2 ,นายจรัส วีระพันธ์ จำเลยที่ 39 กับนายธนพล แก้วเชิด ที่ 80 จึงเป็นจำคุกคนละ 6 เดือนและปรับ 500 บาท ส่วนนายอัมรินทร์ ยี่เฮง จำเลยที่ 48 ให้บวกโทษคดีอื่นกับคดีนี้ เป็นจำคุก9เดือน และนายประดิษฐ์ คงช่วย จำเลยที่ 70 เช่นกันให้จำคุกทั้งสิ้น8เดือน   สำหรับจำเลยที่ 30 ,47,81 จำคุกคนละ 4 เดือน และจำเลยที่ 83-85 จำคุกคนละ 3 เดือน ขณะกระทำผิดทั้ง6คน เป็นเยาวชน จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ ส่วนความผิดฐานซ่องโจรนั้นให้ยกฟ้อง   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฟังคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งหมดจะถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวเข้าเรือนจำทันทีในวันนี้ โดยให้ออกหมายจับจำเลย5คน ที่ไม่มาฟังคำพิพากษาในวันนี้ เพื่อให้มารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yBvugdziTgI    

 14,518
สังคม-อาชญากรรม
19 ม.ค. 61

มติเอกฉันท์! "ธาริต" ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ คุก 3 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 5 พัน ตัดสิทธิ์เป็นจนท.รัฐ 5 ปี

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ นัดพิจารณาคดีครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด ว่านายธาริตร่ำรวยผิดปกติด้วยการจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบการทุจริตฯ มาตรา 119 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   โดยเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 60 ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้นายธาริตรับฟังเป็นที่เข้าใจแล้ว ซึ่งนายธาริตได้ยื่นคำรับสารภาพเป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อนหน้านี้ จึงทำให้ทีมทนายคาดการณ์ว่าวันนี้ศาลจะมีการอ่านคำพิพากษา ขณะที่นายธาริตเมื่อเดินทางมาถึงศาลได้เข้าศาลทางด้านหลังเพื่อหลบกลุ่มสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว    และล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติเอกฉันท์ พิพากษานายธาริตว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งต่อ ป.ป.ช.ทุก 3 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง สั่งตัดสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางเจ้าหน้าที่ของรัฐ 5 ปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2560 อันเป็นวันที่นายธาริตพ้นตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 41 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนจึงให้รอลงอาญา 2 ปี    สำหรับนายธาริตเข้าดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2552 ก่อนจะพ้นตำแหน่งตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 8/2557 เมื่อวันที่ 24 พ.ค.57 ให้ปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปก่อน จนกระทั่งวันที่ 3 เม.ย. 60 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไล่ออก เนื่องจาก ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ว่านายธาริตมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติขณะดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ” รวมมูลค่ากว่า 346 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช.ได้อายัดทรัพย์ที่มีชื่อของนายธาริต, นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ คู่สมรส และบุคคลที่เกี่ยวข้องถือครองแทนไว้ชั่วคราวก่อนหน้านี้กว่า 90 ล้านบาท

 7,130
สังคม-อาชญากรรม
19 ต.ค. 60

ฎีกายืนจำคุก 1 ปี 4 เดือน 'พ่อบอล สันติภาพ' ฐานรับของโจร ปิดคดีอุ้มฆ่า 'เอกยุทธ'

ศาลฎีกาพิพากษาคดีฆ่านายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจชื่อดัง ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสันติภาพ หรือบอล เพ็งด้วง นายสุทธิพงศ์ หรือเบิ้ม พิมพิสาร นายชวลิต หรือเชาว์ วุ่นชุม นายทิวากร หรือทิว เกื้อทอง จ.ส.อ.อิทธิพล เพ็งด้วง และนางจิตอำไพ เพ็งด้วง บิดา มารดาของนายสันติภาพ   ทั้งหมดเป็นชาว จ.พัทลุง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนใช้กำลังประทุษร้ายทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายและข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมกระทำการใดฯ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพฯ ร่วมกันปล้นทรัพย์รับของโจร และ พาอาวุธไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรฯ รวมความผิด 8 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490   คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 6 - 9 มิถุนายน2556 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโต้เมติก พร้อมเครื่องกระสุนและอาวุธมีด แล้วปล้นเอาทรัพย์สินของ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร อดีตนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง รวม 9 รายการ มูลค่า 6.6 ล้านบาท โดยใช้อาวุธทำร้าย และหน่วงเหนี่ยวกักขังบังคับให้นายเอกยุทธ ออกเช็คเบิกถอนเงิน แล้วใช้เชือกรัดคอจน นายเอกยุทธ ถึงแก่ความตาย ก่อนนำศพไปไว้ในรถยนต์ตู้ ขับไปฝังไว้ใน ไร่ร้าง อ.เมือง จ.พัทลุง เพื่อปกปิดความผิด โดยมีจำเลยที่ 3-4 ช่วยขุดหลุมฝังศพ ส่วนจำเลยที่ 5-6 ซึ่งเป็นบิดา-มารดาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บเงินสดของผู้ตาย จำนวน 4,242,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำไปฝากไว้ โดยจำเลยให้การปฏิเสธในการต่อสู้คดี   ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ให้ประหารชีวิตนายสันติภาพ หรือบอล และนายสุทธิพงศ์ หรือเบิ้ม จำเลยที่ 1-2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ แต่คำให้การชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์อยู่บ้างจึงลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้จำคุกจำเลยที่ 1-2 ด้วยในข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ คนละ 18 ปี และให้จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันชดใช้เงิน จำนวน 1.9 ล้านบาท ให้กับทายาทของผู้เสียชีวิตด้วยส่วนนายชวลิต หรือเชาว์ จำเลยที่ 3 มีความผิด ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และร่วมกันซ่อนเร้นศพฯ ให้จำคุก 13 เดือน โดยให้รวมโทษ ที่รอการลงอาญาไว้ในคดีเดิมอีก 6 เดือนด้วย รวมจำคุก 19 เดือน สำหรับนายทิวากร หรือทิว จำเลยที่ 4 ให้จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันซ่อนเร้นศพฯ จำคุก 8 เดือน   ส่วน จ.ส.อ.อิทธิพล และ นางจิตอำไพ บิดา-มารดาของนายสันติภาพ จำเลยที่ 5-6 ให้ลงโทษฐานรับของโจร แต่จำเลยรับสารภาพ และช่วยติดตามนำเงินของกลางมาคืนจำนวน 4.4 ล้านบาท จึงพิพากษาให้จำคุก 1 ปี 4 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น หลังจากนั้น จ.ส.อ.อิทธิพล จำเลยที่ 5 ยื่นฎีกาเพียงคนเดียวขอให้ศาลรอการลงโทษในวันนี้   จ.ส.อ.อิทธิพล จำเลยที่ 5 ซึ่งได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา เดินทางมาถึงศาล ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ที่จำเลยที่ 5 ยื่นฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าจำเลยได้รับเงินของกลางจำนวน 4 ล้านบาท จากนางจิตอำไพ จำเลยที่ 6 ซึ่งได้รับต่อจากนายสันติภาพ จำเลยที่ 1 โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการทำผิดกฎหมาย มาแบ่งเป็น 2 ส่วน นำไปซุกซ่อนฝังดิน จำเลยที่ 5 ในฐานะบิดารู้ว่าบุตรของตนกระทำผิดกฎหมายกลับไม่ห้ามปราม และยังช่วยซุกซ่อนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด ถือว่ามีส่วนให้เกิดอาชญากรรม เป็นเรื่องร้ายแรงต่อสังคม จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ   ศาลฎีกาเห็นพ้องตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนตามอุทธรณ์ จำคุก 1 ปี 4 เดือน หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัว จ.ส.อ.อิทธิพล จำเลยที่ 5 นำไปคุมขังยังเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาต่อไป ส่วนจำเลยอื่นซึ่งไม่ยื่นฎีกาถือว่าคดีเป็นที่สิ้นสุด ให้บังคับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GCSFL6e7o20    

 1,019
การเมืองเข้มข้น
28 ก.ย. 60

ออกหมายจับ 'ลูกเสี่ยเปี๋ยง' หนีคดีจีทูจีข้าว โดนตัดสินจำคุก 4 ปี

องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีระบายข้าวของ น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21 ลูกสาวของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 14 คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี   หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลได้ออกหมายจับจำเลยที่ 21 ให้นำตัวมาฟังคำพิพากษา โดยขณะนี้การออกหมายจับครบหนึ่งเดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดตามตัวจำเลยที่ 21 มาฟังคำพิพากษาได้ องค์คณะจึงงดอ่านคำพิพากษาจำเลยที่ 21 ในวันนี้โดยให้ถือว่า จำเลยที่ 21 ทราบผลคำพิพากษาที่ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 4 ปี จากนั้นจึงให้ออกหมายจับจำเลขที่ 21 มารับโทษตามคำพิพากษาต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/u1_9A-3K4Ww  

 993

Top