ค้นหา :

ผลการค้นหา "ศาลฎีกา"

การเมือง
27 ก.ย. 62

ศาลฎีกาแก้ยกฟ้อง 'พิจิตต' อดีตผู้ว่าฯกทม. คดีทุจริตที่จอดรถขยะ ด้านลูกน้องโดนคุก

ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่า กทม. / นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่า ฯ กทม. / นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. / นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่า กทม. / นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม. / นายสมควร รวิรัฐ หรือรวิรัช ผู้อำนวยการสำนักการคลัง ฯ /นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีตผู้อำนวยการกองระบบการคลัง และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ   ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 -8 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ   กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2538 - 16 กันยายน 2540 พวกจำเลยใช้อำนาจในหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินใช้เป็นที่จอดรถขยะ รถน้ำ และรถอื่นๆ ของ กทม. ย่านบางซื่อ ในราคา 270 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินจริง เป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และรับค่านายหน้าขายที่ดิน เป็นเงิน 18 ล้านบาท   คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายสมคาด จำเลยที่ 4 รวม 8 ปี และนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 10 ปี ส่วนจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้อง   ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกนายพิจิตต จำเลยที่ 1 กับนายสมคาด จำเลยที่ 4 คนละ 5 ปี และจำคุกนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 7 ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง จำเลยยื่นฎีกา   ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับนายพิจิตต จำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้อง ส่วนนายสมคาด จำเลยที่ 4 และนายชวน จำเลยที่ 8 เห็นว่ากระทำผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 5 ปี จำเลยที่ 8 เป็นเวลา 7 ปี   ซึ่งจากคำพิพากษาดังกล่าวทำให้ นายชยุติ สืบตระกูล ซึ่งปัจจุบันเป้น ส.ว. ต้องสิ้นสภาพการเป็น ส.ว.ทันที ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 111 (6) เนื่องจากถูกจำคุกจากคำพิพากษาในศาลฎีกาที่ไม่สามารถอุทธรณ์ใดๆ ได้อีกเเล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องเลื่อนลำดับ ส.ว.ที่อยู่ในบัญชีสำรองอันดับ 1 ส.ว.สายอาชีพ ขึ้นมาเป็นเเทน ซึ่งคาดว่าคือนายจัตุรงค์ เสริมสุข แต่จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งว่าครบถ้วนถูกต้อง หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wnzenk_YggQ

 1,099
ข่าวภูมิภาค
11 ก.ย. 62

ปิดคดีบุกรุกเกาะปอดะ ฎีกาตัดสิน 'ชวน ภูเก้าล้วน' คุก 3 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 8 หมื่น

กระบี่-ศาลจังหวัดกระบี่ ได้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลฏีกา ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชวน ภูเก้าล้วน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่และคหบดีชื่อดังของจังหวัดกระบี่ ฐานบุกรุกเกาะปอดะ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดกระบี่   โดยมีนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ครอบครัวญาติพี่น้อง พนักงานโรงแรม เดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งในคดีนี้ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัตร นักการเมืองชื่อดัง ได้มาเป็นทนายความที่ปรึกษาให้   ศาลฎีกาได้พิพากษา จำคุก 3 ปี 6 เดือน ปรับ 80,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ให้ทำงานบริการสังคม 30 ชั่วโมง   สำหรับคดีเกาะปอดะ มีการต่อสู้คดีกันมาเป็นระยะเวลา กว่า 33 ปี รวม 3 คดี คดีแรก ต่อสู้กันมา 3 ศาล กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นฝ่ายชนะ ศาลพิพากษายกเลิก นส.3ก. รวม พื้นที่ 71 ไร่ และขับไล่นายชวนพร้อมบริวารออกจากเกาะ   ส่วนคดีที่ 2 ที่นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นโจทก์ฟ้องแพ่ง และคดีที่ 3 ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นฝ่ายชนะ เพราะเชื่อว่าที่ดินดังกล่าวมีการทำประโยชน์มาก่อนจริง ก่อนที่ชั้นศาลอุทธรณ์อุทยานจะพลิกคำตัดสิน ให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นฝ่ายชนะคดี เนื่องจากการพิสูจน์ภาพถ่ายทาง อากาศ เมื่อปี 2510 ไม่พบร่องรอยการทำประโยชน์   นายชวน ภูเก้าล้วน อ้างว่า ที่ดินบนเกาะมีผู้ครอบครองทำกินมาก่อนประกาศเขตอุทยาน โดยมีเอกสารแจ้งการทำประโยชน์สวนมะพร้าว สค.1 เลขที่1 และ นส.3 ก. ที่แปลงมาจาก สค.1เลขที่ 2 ซึ่งซื้อต่อมาจากชาวบ้านตั้งแต่ปี 2528 เป็นหลักฐาน เมื่อเอกชนมีเอกสารมาอ้าง   ฝ่ายอุทยานจึงต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่า เอกสารดังกล่าวออกโดยมิชอบ ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศย้อนกลับไปเมื่อปี 2510 และการตรวจพิสูจน์อายุต้นมะพร้าว จึงเป็นเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างหยิบยกมาต่อสู้กัน ซึ่งผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ และการตรวจพิสูจน์อายุต้นมะพร้าวจากฝ่ายกรมอุทยาน จะชี้ชัดว่าช่วงปีที่แจ้งการทำประโยชน์ บนเกาะปอดะไม่มีสวนมะพร้าวมาก่อน แต่ข้อมูลทั้งหมดกลับสวนทางกับฝ่ายเอกชนที่ผลการพิสูจน์สอดคล้องกับเอกสารครอบครองที่ดิน   สำหรับเกาะปอดะ ตั้งอยู่ ใกล้กับทะเลแหวก แหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ จังหวัดกระบี่ เป็น 1 ใน 4 เกาะ ของโปรแกรมท่องเที่ยว มีชายหาดสวยงาม มีพื้นที่ราบเกือบ 100 ไร่ อยู่ห่างฝั่งเพียง 8 กิโลเมตร หากมีการซื้อขายเกิดขึ้น เกาะแห่งนี้อาจมีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jPUfwwnxII4

 771
การเมือง
31 ส.ค. 62

ยกฟ้อง 'ทักษิณ' สั่งกรุงไทยปล่อยกู้ ชี้พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนัก

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินยกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีสั่งการธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กลุ่มกฤษฎามหานคร โดยมิชอบ สร้างความเสียหายให้กับธนาคารกรุงไทยกว่าหมื่นล้านบาท   โดยคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 27 คน ศาลพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วตั้งแต่ปี 58 จำคุกจำเลย 24 คน ยกฟ้อง 2 คน ก็จะเหลือจำเลยเพียงคนเดียวคือ นายทักษิณ   ศาลชี้ว่าพยานโจทก์ เป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนัก จึงยกฟ้อง       รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/ZN2Sqe-Ctnk

 4,196
สังคม-อาชญากรรม
30 ส.ค. 62

จ่อยื่นฎีกาขออภัยโทษ 2 ชาวพม่า ถูกศาลฎีกาสั่งประหารชีวิต คดีฆ่า 2 นทท.อังกฤษบนเกาะเต่า

ศาลจังหวัดนนทบุรี อ่านคำพิพากษาชั้นฎีกา ในคดีที่นายซอลิน หรือ โซเรน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 1 และนายเวพิว หรือ วิน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และถูกเบิกตัวไปฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ในคดีฆาตกรรม น.ส.ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ อายุ 23 ปี และนายเดวิด มิลเลอร์ อายุ 24 ปี นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 ที่บริเวณหาดทรายรี หมู่ 1 ต.เกาะเต่า อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2557   คดีนี้ ศาลจังหวัดเกาะสมุย อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2558 พิพากษาให้จำเลยทั้ง 2 มีความผิดตามฟ้องให้ลงโทษด้วยการประหารชีวิต   จากนั้นวันที่ 1 มีนาคม 2560 ศาลจังหวัดเกาะสมุย อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หลังจำเลยได้ขอยื่นอุทธรณ์ โดยคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง   ล่าสุดศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ในฐานความผิดร่วมกันฆ่านายเดวิด และร่วมกันฆ่านางสาวฮันนา เพื่อปกปิดความผิด / ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นการโทรมหญิง และจำเลยที่สองถูกพิพากษาในความผิดลักทรัพย์ในเวลากลางคืน คือลักโทรศัพท์และแว่นตากันแดดของเหยื่อ   ทั้งนี้ในชั้นฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ส่วนประเด็นที่จำเลยฎีกาเรื่องการสร้างพยานหลักฐานเท็จ การถูกข่มขู่เพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพ และการเก็บวัตถุพยาน รวมถึงผลการตรวจนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล   ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าหลักฐานที่จำเลยฎีกาต่อศาลไม่มีความหนักแน่นพอ หลังจากการตรวจสอบสำนวน และการสอบพยาน ทำให้ฟังไม่ได้ว่ามีการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายจำเลย โดยในชั้นสืบสวนของตำรวจ ไม่ได้มีการพุ่งเป้าไปที่จำเลย โดยเริ่มจากผู้ต้องสงสัยหลายคนในพื้นที่ กระทั่งผลการตรวจดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ และอสุจิในช่องคลอดและทวารหนักออกมา สอดคล้องกับจำเลย จึงนำมาเป็นหลักฐานในการขยายผล และติดตามจับกุมจำเลยทั้งสอง   ส่วนประเด็นที่จำเลยทั้งสองระบุว่า ถูกข่มขู่จากตำรวจ และล่ามให้ยอมรับผิด โดยศาลเห็นว่า อาการบาดเจ็บของจำเลยเกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยถูกควบคุมตัวแล้ว ซึ่งผ่านขั้นตอนของพนักงานสอบสวน ศาลจึงเชื่อว่าเป็นคำสารภาพที่เป็นความสมัครใจ   สำหรับการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ ศาลจังหวัดเกาะสมุยได้อ่านให้จำเลยฟังที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ไม่ได้เบิกตัวมาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย เนื่องจากจำเลยถูกขังอยู่ที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงสูง และจำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุด   ด้านนายนคร ชมพูชาติ ทนายความของจำเลยที่ 2 เปิดเผยหลังรับฟังคำพิพากษาชั้นฎีกา โดยระบุว่าน้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ส่วนตัวตนมองว่า คดีนี้มีปัญหามาตั้งแต่การสื่อสารของตัวจำเลย ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่จำเลยไม่เข้าใจว่าคำให้การกับตำรวจตอนแรกนั้นเป็นการให้การแบบรับสารภาพ หรือการให้การในฐานะพยาน   ส่วนสิ่งที่ยังติดใจอยู่คือข้อมูลทางวิชาการ เช่น มาตราฐานการตรวจหลักฐานพยานในที่เกิดเหตุ ว่าสิ่งใดเรียกว่าเป็นมาตรฐาน รวมถึงประเด็นเรื่องกล้องวงจรปิด ที่ตำรวจบอกว่าทุกกล้องวงจรปิดในหลายจุด แต่กลับไม่พบกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่มีการระบุว่าเห็นจำเลยเดินออกมา   อย่างไรก็ตาม ในส่วนการสู้คดีที่ผ่านมา ก็เห็นว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาประหารชีวิตนั้น พอถึงชั้นศาลฎีกา จำเลยทั้ง 2 ก็ได้ทำใจว่าศาลฏีกาอาจจะไม่มีการยกฟ้อง หรือแก้โทษคำพิพากษา แต่หลังจากนี้ตนจะไปยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ภายใน 60 วัน และจะไปอภิบายให้จำเลยทั้ง 2 ทราบถึงขั้นตอนในการช่วยเหลือ ส่วนความรู้สึกของครอบครัวจำเลย ล่ามจะไปอธิบายให้ทราบและเข้าใจต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/AHlePMtGUrI

 2,593
สังคม-อาชญากรรม
29 ส.ค. 62

จับตา ศาลฎีกาพิพากษา คดีชาวเมียนมา ฆ่าโหด 2 นทท.อังกฤษบนเกาะเต่า

มีรายงานว่าในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ น.ส. ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ อายุ 23 ปี และ นายเดวิด มิลเลอร์ อายุ 24 ปี ที่บริเวณแหลม จปร. หาดทรายรี หมู่ที่ 1 ต.เกาะเต่า อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557   โดยตัวนายซอลิน หรือ โซเรน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 1 และ นายเวพิว หรือ วิน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 2 ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางบางขวาง จึงถูกเบิกตัวไปฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรี และทางสำนักงานศาลยุติธรรมจะจัดให้มีล่ามเเปลเป็นภาษาเมียนมาผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์จากชั้น 6 อาคารศาลอาญา ให้จำเลยที่ศาลจังหวัดนนทบุรีได้ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา   สำหรับการอ่านคำพิพากษาดังกล่าว ทางศาลจังหวัดเกาะสมุยได้อ่านให้จำเลยฟังที่ศาลจังหวัดนนทบุรีไม่ได้เบิกตัวมาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย เนื่องจากจำเลยถูกขังที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงสูง และจำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุด   ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2558 ศาลจังหวัดเกาะสมุยอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้ง 2 มีความผิดตามฟ้องให้ลงโทษด้วยการประหารชีวิต จำเลยอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 ศาลจังหวัดเกาะสมุย อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MqiC5z55RTs

 1,722
สังคม-อาชญากรรม
28 ส.ค. 62

'คุณหญิงเป็ด' รอดคุก คดีเบิกงบสัมมนาไปทอดกฐิน ศาลฎีกาสั่งจำคุก 9 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสตง. ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน   ได้ร่วมกับนายคัมภีร์ สมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. ได้จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนา แต่กลับให้ผู้ร่วมสัมมนาไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกันแล้วให้เบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน 294,440 บาท ทำให้ สตง.เสียหาย เหตุเกิดเมื่อปี 2546   ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณ นายคัมภีร์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และต่อมาศาลอุทธรณ์แก้โทษจำคุกเหลือ 1 ปี ไม่รอลงอาญา และทั้งคู่ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว และต่อมานายคัมภีร์เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา   ล่าสุดศาลฎีกาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาโดยให้เหตุผลว่า ตลอดระยะเวลาการปฎิบัติหน้าที่ราชการในสตง. คุณหญิงจารุวรรณ ไม่เคยปรากฎการกระทำความผิด หรือ มีประวัติมัวหมอง อีกทั้งยังมีความเสียหายเล็กน้อย ไม่ได้นำเงินไปใช้ส่วนตัว สมควรให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัวเป็นคนดีโดยการรอลงโทษจำคุก แต่ในศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาแก้ปรับเป็นเงิน 20,000 บาท   ส่วนโทษจำคุกให้ลดโทษให้ 1 ใน 4 จากจำคุก 1 ปี เหลือจำคุก 9 เดือน แต่เมื่อลดโทษหนึ่งในสี่ แล้วโทษปรับ เหลือ 15,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/d15tFOosd9g

 1,349
การเมือง
26 ส.ค. 62

'จตุพร' แจงไม่ได้รับหมายศาล แต่ขอน้อมรับคำตัดสินศาลฎีกา สั่งชดเชย 19.3 ล้าน คดีเผาตึกราชปรารภช่วงชุมนุม

ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีแพ่งให้ 3 แกนนำ นปช. ได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ใช้ค่าเสียหาย 19.3 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ให้กับเจ้าของตึกย่านราชปรารภ กรณีปราศรัยยุยงส่งเสริมให้ผู้ร่วมชุมนุมแสดงปฏิกิริยาตอบโต้เจ้าหน้าที่   จากคำพิพากษาพบว่า ศาลฎีกาให้เหตุผลสรุปสาระสำคัญว่าคำพูดของนายจตุพร นายณัฐวุฒิ และนายอริสมันต์ ล้วนเป็นการปราศรัยที่ยุยงส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมร่วมกันแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่   ต่อมานายจตุพร พรหมพันธุ์ โพสต์ว่า ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่ามีการนัดหมายอ่านคำพิพากษาคดี แต่ก็น้อมรับคำสั่งศาล และได้ให้ทนายไปคัดสำเนาคำพิพากษาแล้ว ซึ่งก็ต้องดูแลว่าในข้อกฎหมายเราสามารถทำอะไรได้บ้าง กรณีจำเลยไม่ได้รับหมายศาล แต่คงไม่ใช่ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย อย่างไรก็ตามในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้มีการปรักปรำเราว่ามีการยุยง และในช่วงเวลาดังกล่าวตนไม่ได้มีตำแหน่งประธาน นปช. แต่เป็นนายวีระ มุสิกพงศ์ ที่เป็นประธาน นปช.   ตนไม่รู้ว่าศาลจะนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 ส.ค. เพราะว่าไม่ได้รับหมายศาล คดีนี้โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของและผู้เช่าอาคารพาณิชย์ ถนนราชปรารภ และถูกเพลิงไหม้ ได้ฟ้องจำนวนหลายคน คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นจำเลยที่ 2 รวมทั้งฟ้อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. กองทัพบก และกทม.ด้วย   ส่วนตนเป็นจำเลยที่ 6 นายณัฐวุฒิเป็นจำเลยที่ 7 และนายอริสมันต์ เป็นจำเลยที่ 8 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยที่ 11 ซึ่งกรณีนี้ไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาได้แม้แต่เพียงรายเดียวในคดีอาญา ส่วนคดีแพ่งโจทก์เองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นคนเผา แต่เอาคนที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุมร่วมกันเป็นจำเลย เรียกค่าเสียหาย เมื่อตนได้ยินข่าวไม่ได้ไปฟังเพราะไม่รู้ นายณัฐวุฒิรู้ก่อนก็ส่งข่าวดีมาบอก เมื่อฟังข่าวนี้แล้วเราก็เลือกที่จะตั้งหลักและเงียบ   วันนี้ปรากฏว่าโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนออกมาแถลงเรื่องนี้ เดี๋ยวก็จะมีการขยายไปว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมืองกันอีก และผมเชื่อว่าจะเป็นการหยิบฉวยหยิบใช้ประโยชน์ทางการเมืองจนเกินงามกัน ผมจึงจำเป็นต้องอธิบาย เขาได้ให้ข่าวว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในศาลแพ่งให้ตนทั้ง 3 คน ชดใช้ค่าเสียหายให้กับโจทก์ เป็นเงิน 19.3 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย 7.5% ก็ประมาณ 30 ล้าน ซึ่งก็เทียบไม่ได้กับกรณีของพันธมิตรฯ ซึ่งเป็น 1,000 ล้านบาท   แต่ว่าเรื่องที่ใหญ่มากที่สุดคือว่า ตนได้บอกกับทีมงานกฎหมายว่าช่วยไปคัดคำพิพากษามาดูว่า เมื่อศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกแล้วฎีกามีคำพิพากษานั้น เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในเวลา 19.45 น. ของวันที่ 19 เม.ย. 2553 ภายหลังที่พวกตนได้ยุติการชุมนุมแล้วในเวลา 13.45 น. สาระสำคัญในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ไปคัดเอาคำพิพากษาจากการให้ถ้อยคำการเบิกความของโจทก์น่าสนใจมาก และยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ตนก็น้อมรับคำตัดสินของศาลทุกประการ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Bve___bP03Y

 3,101
สังคม-อาชญากรรม
15 ส.ค. 62

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษา 'พิจิตต รัตตกุล' อดีตผู้ว่าฯ กทม. และ พวกทุจริตที่จอดรถบางซื่อ 26 ก.ย.นี้

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษา คดีนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่า กทม. กับพวก คดีทุจริตที่จอดรถบางซื่อ ไป 26 กันยายนนี้ เนื่องจากอดีตผู้อำนวยการเขตบางซื่อ จำเลยที่ 8 ป่วย   (15 ส.ค. 62) ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่า กทม. , นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่า ฯ กทม., นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. , นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่า กทม.  , นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม. , นายสมควร รวิรัฐ หรือรวิรัช ผู้อำนวยการสำนักการคลัง ฯ , นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีตผู้อำนวยการกองระบบการคลัง และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 -8 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ   กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2538 - 16 กันยายน 2540 พวกจำเลยใช้อำนาจในหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินใช้เป็นที่จอดรถขยะ รถน้ำ และรถอื่นๆ ของ กทม. ย่านบางซื่อ ในราคา 270 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินจริง เป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และรับค่านายหน้าขายที่ดิน เป็นเงิน 18 ล้านบาท    เมื่อถึงเวลานัดหมาย ทนายได้แจ้งต่อผู้พิพากษาว่าจำเลยที่ 8 คือนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางซื่อ ได้ป่วยด้วยโรคชราและภาวะสมองขาดเลือด แพทย์ให้พักรักษาตัว โดยศาลเห็นว่าทางฝ่ายจำเลยมีเอกสารจากแพทย์ จึงอนุญาตให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไป วันที่ 26 กันยายน 2562 เวลา 09.00 นาฬิกา   โดยที่ผ่านมาคดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกนายสมคาด ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นนาย ชยุตจำเลยที่ 4 รวม 8 ปี และจำคุกนายชวนจำเลยที่8 รวม10ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง ต่อมาชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลย1และ4 คนละ 5 ปี จำเลยที่ 8 กำหนด 7 ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คุก 5 ปี 'พิจิตต รัตตกุล' อดีตผู้ว่าฯ กทม. คดีจัดซื้อที่ดินจอดรถแพงเกินจริง ( ออกอากาศเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2016)   ;

 1,228
การเมือง
31 ก.ค. 62

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำ นปช. ปิดล้อมบ้าน ‘พล.อเปรม’ เป็น 23 ก.ย. 62

วันที่ 31 ก.ค. 62 เมื่อเวลา 09.40 น. แกนนำ นปช.ทยอยเดินทางมายังศาลอาญา หลังศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีชุมนุม นปช. ล้อมบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยื่นฟ้อง นายนพรุจ หรือ นพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ที่ ห้อง 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก   โดยเมื่อถึงเวลานัดอ่านคำพิพากษาของศาล พบว่านายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ จำเลยที่ 4 และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยที่ 5 ยังไม่ได้รับหมายนัด ประกอบกับทนายความนายวีระกานต์ แถลงต่อศาลขอเลื่อนนัดออกไปก่อนเนื่องจาก นายวีระกานต์ ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ในวันนี้ มีอาการป่วย แพทย์ให้รักษาตัวตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. พร้อมยื่นใบรับรองแพทย์   ศาลจึงเห็นควรให้เลื่อยนัดออกไปเป็นวันที่ 23 ก.ย. นี้ เวลา 09.00 น. ส่วนนายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5 ที่ไม่ได้รับหมายนัด แต่ได้เดินทางมาศาล ศาลจึงให้ลงชื่อรับทราบนัดดังกล่าว   โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2558 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนฐานทำร้ายร่างกาย (ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม) เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ส่วนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยกฟ้อง แต่แกนนำ นปช.จำเลยที่ 4-7 จำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมั่วสุมฯ   ต่อมา10 ม.ค. 2560 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ส่วน 4 แกนนำ นปช.ให้จำคุก คนละ 4 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน   ข่าวที่เกี่ยวข้อง ลุ้นวันนี้ ฎีกาพิพากษา คดี นปช. ล้อมบ้าน พล.อ.เปรม  

 1,281
การเมือง
31 ก.ค. 62

ลุ้นวันนี้ ฎีกาพิพากษา คดี นปช. ล้อมบ้าน พล.อ.เปรม

วันที่ 31 ก.ค. 62 เมื่อเวลา 09.40 น. แกนนำ นปช.ทยอยเดินทางมายังศาลอาญา หลังศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีชุมนุม นปช. ล้อมบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยื่นฟ้อง นายนพรุจ หรือ นพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ที่ ห้อง 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก    โดย นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. พร้อมด้วยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่เดินทางมาเป็นกำลังใจ ได้กล่าวก่อนขึ้นฟังคำพิพากษาศาลฎีกาว่าตนเองไม่รู้สึกหนักใจพร้อมน้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา   ขณะที่นายนพรุจ แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้เปิดใจยืนยันในความบริสุทธิ์น้อมรับคำพิพากษาหากต้องเข้าเรือนจำก็พร้อมเป็นนักโทษจิตอาสาทำความดีต่อไป  

 735
การเมือง
09 ก.ค. 62

พ้น ส.ส.! 'นาที' พรรคภูมิใจไทย โดนโทษคุก-ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ปมยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก นางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท   กรณียื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. อันเป็นเท็จปกปิดทรัพย์สินและหนี้สิน โดยนางนาที ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง และให้รอลงอาญาไว้ เป็นเวลา 1 ปี   ทั้งนี้ศาลได้สั่งตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 โดยส่งพ้นให้ นางนาที พ้นจากความเป็น ส.ส. พรรคภูมิใจไทยทันที   ข่าวที่เกี่ยวข้อง 'นาที' ส.ส.ภูมิใจไทย อ้างลืมแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวโยกสามีนั่ง รมต.แทน หาม 'นาที' ส.ส.ภูมิใจไทย ดวามดันสูงกลางสภา ส่ง รพ. ลืออาถรรพ์หอประชุมทีโอที 'อนุทิน' เชื่อ 'นาที' ปัดจงใจไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน แค่ลืมเพราะคนรวยมีตึกแถวเยอะ  

 40,760
การเมือง
30 เม.ย. 62

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ 'ภูเบศวร์ เห็นหลอด' ผู้สมัครส.ส.อนาคตใหม่ ขาดคุณสมบัติ

จากกรณี ผอ.เลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สกลนคร ยื่นคำร้องว่านายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ผู้คัดค้าน ขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 2 สกลนคร   เนื่องจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดมาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์และออกหนังสือพิมพ์ จึงเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ   ล่าสุดทางศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ   ต่อมาวันที่ 6 มี.ค.62 ได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน จำกัดแล้ว แต่เป็นหลังจากยื่นใบสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตแล้ว จึงต้องถือว่าในวันที่ยื่นใบสมัครยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน เป็นบุคคลอันมีลักษณะต้องห้าม ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงมีคำสั่งให้ถอนชื่อนายภูเบศวร์ ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จ.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/COlMy13Vxtk

 21,270
สังคม-อาชญากรรม
23 มี.ค. 62

ศาลฏีกายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง 'สมคิด' คดีอุ้มฆ่านักธุกิจซาอุฯ

ศาลอาญา ถนนรัชดา ห้องพิจารณาคดีที่ 712 ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีต ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 / พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท /พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล /พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี /และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐาน ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง / ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ    จากกรณีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวรี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งประกอบธุรกิจจัดส่งแรงงานไทยไปประเทศซาอุฯ เมื่อปี 2533 จำเลยทั่ง 5 ปฎิเสธพร้อมต่อสู้คดีในขั้นศาลมาโดยตลอด ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยื่นฟ้องจำเลยได้    ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พบพยานหลักฐานใหม่ เป็นประจักษ์พยานบุคคล คือพันตำรวจโท สุวิชชัย แก้วผลึก อดีตตำรวจซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าชาวลาวเสียชีวิต และพยานวัตถุ เป็นแหวน ซึ่งพันตำรวจโท สุวิชชัย อ้างว่า เป็นแหวนประจำตัวนายโมฮัมเหม็ดอัลรูไวรี ใช้เป็นข้อต่อสู้ ในการยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 5 คน    ศาลฎีกา พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พันตำรวจโท สุวิชชัย ให้การสับสน ขัดกับคำให้การเดิม มีลักษณะต่อรองผลประโยชน์ เพื่อให้หลุดพ้นคดี จึงรับฟังไม่ได้ อีกทั้งแหวน ซึ่งเป็นวัตถุพยาน ซึ่งพันตำรวจโทสุวิชชัย อ้างว่า เป็นของนายโมฮัมเหม็ดอัลรูไวรี ที่พบในก้นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่ใช้เผาศพนายอัลรูไวรี ภายในไร่มัน ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ไม่พบร่องรอยการเผาไหม้หรือหลอมละลาย อีกทั้งญาติสนิทของนายอัลรูไวรี ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นแหวนของนายอัลรูไวรี ศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง    หลังฟังคำพิพากษา พลตำรวจโทสมคิด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการต่อสู้คดีนานกว่า 10 ปี ชีวิตราชการถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าฆ่าคนตาย แต่มาในวันนี้ พ้นข้อกล่าวหาแล้ว พร้อมระบุว่า พนักงานสอบสวนของดีเอสไอและอัยการ มีการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา เพื่อใส่ร้ายพวกตนทั้ง 5 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการยื่นฟ้องไปแล้ว สำนวนอยู่ที่ ป.ป.ช. แต่หลังจากนี้จะดำเนินการยื่นฟ้องพนักงานอัยการในคดีนี้เพิ่มเติม          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/CfHyCIHveTY

 1,307
การเมือง
22 มี.ค. 62

ฎีกาแก้จำคุก 'ธาริต' 1 ปีไม่รอลงอาญา โยกย้าย ขรก.ไม่เป็นธรรม ยกฟ้อง 'ชาญเชาวน์'

ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ และ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,83   ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์ยื่นฟ้อง ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2555-8 ตุลาคม 2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำเลยที่1 ขณะนั้น ในฐานะอธิบดี ดีเอสไอ และจำเลยที่2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิมอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย   ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี เเละให้ยกฟ้องนายชาญเชาว์จำเลยที่ 2   ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษาเเก้ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปีเเต่จำเลยทั้งสองรับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมืองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงมีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี   ล่าสุดศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้วเห็นว่านายธาริตจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริงพิพากษาเเก้จำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 1ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่2 พิพากษาให้ยกฟ้อง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XAMXYrOnmDc

 910
สังคม-อาชญากรรม
21 มี.ค. 62

ฎีกาเเก้จำคุก ‘ธาริต’ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โยกย้าย ‘พ.อ.ปิยะวัฒก์’ ไม่เป็นธรรม

วันที่ 21 มี.ค. 62 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลอาญารัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ และ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,83    ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์ยื่นฟ้อง ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2555– 8 ตุลาคม 2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำเลยที่ 1 ขณะนั้น ในฐานะอธิบดี ดีเอสไอ และจำเลยที่ 2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิมอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย   ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี เเละให้ยกฟ้องนายชาญเชาว์จำเลยที่ 2   ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษาเเก้ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เเต่จำเลยทั้งสองรับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมืองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงมีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี   และล่าสุดในวันนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้วเห็นว่านายธาริตจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริงพิพากษาเเก้จำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 1 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่2 พิพากษาให้ยกฟ้อง  

 2,318

Top