ค้นหา :

ผลการค้นหา "สูตินรีแพทย์"

สังคม-อาชญากรรม
16 พ.ย. 61

สาวร้องถูกหมอสูติฯข่มขืนในห้องตรวจภายใน อ้างเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ โอนเงิน 3 แสนให้เรื่องจบ

จากกรณีมีหญิงร้องเรียนว่าถูกหมอสูตินารีล่วงละเมิดทางเพศ ขณะตรวจภายใน ณ คลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ โดยมีหลักฐานการแชทระหว่างคนไข้และแพทย์ที่ระบุว่า เป็นการใช้ของปลอมเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศอย่างหนึ่ง เวลาที่เกิดการเจ็บบริเวณนี้อาการเจ็บจะลดลง เพราะฮอร์โมนที่หลั่งมาเพื่อความสุขมีฤทธิ์อีกด้านลดความเจ็บปวด เหมือนทางแพทย์ใช้ยาเสพติดเพื่อรักษาอาการปวด และอีกภาพเป็นแชทไลน์ที่ระบุว่า แพทย์เสนอเงินเยียวยาจำนวน 5 หมื่นด้วย   ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างมาก โดยส่วนใหญ่ต่างตำหนิการกระทำของแพทย์และอยากให้ผู้เสียหายดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และอีกส่วนต่างตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการสมยอมหรือไม่ และการที่ออกมาร้องเรียนเพราะตกลงกันไม่ได้หรือไม่ เพราะสังเกตจากข้อความแชทที่มีการใช้ภาษาเหมือนสนิทสนมกันนั้น   ด้านบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ผู้เสียหายเป็นหญิงอายุ 29 ปี ได้ร้องเรียนมาที่องค์กรมานานแล้ว โดยเหตุเกิดในช่วงเดือน ก.ย. ภายในคลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ ส่วนแพทย์ที่ก่อเหตุก็เป็นแพทย์ชื่อดัง และมีผู้นับหน้าถือตา โดยผู้เสียหายต้องการช่วยเหลือเพื่อให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จึงได้ประสานกับทนายความให้ โดยขณะนี้ทราบว่าผู้เสียหายมีความเครียด จนต้องไปพบจิตแพทย์ และมีความกลัวผู้ชาย    ซึ่งที่ผ่านมามีการเก็บหลักฐานจนยืนยันว่าแพทย์คนดังกล่าวข่มขืนผู้เสียหายในห้องตรวจจริง และเมื่อเช้านี้ทราบว่า แพทย์คนดังกล่าวได้โอนเงินเข้าบัญชีของผู้เสียหายจำนวน 3 แสนบาท เพื่อให้ไปถอนแจ้งความ ซึ่งถ้าไม่ผิดจริงทำไมต้องใช้เงินจ่ายเพื่อปิดคดี โดยผู้เสียหายยังไม่แตะต้องเงินดังกล่าว รวมทั้งหลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ไป ก็มีหญิงนับ 10 รายติดต่อมาที่องค์กร ระบุว่าถูกแพทย์คนดังกล่าวล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งมีรายหนึ่งบอกว่าเคยเป็นพยาบาลฝึกงาน และถูกแพทย์คนดังกล่าวเอามือมาล้วงจับหน้าอก    ด้านทนายนิด้า - ศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายความเจ้าของเพจ กล่าวว่า ได้พูดคุยกับผู้เสียหายทราบว่า ผู้เสียหายมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและได้ไปรักษาตัวที่คลินิกแพทย์คนดังกล่าวซึ่งอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. โดยมีการตรวจภายในแต่ไม่มีพยาบาลอยู่ด้วย ซึ่งไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้น แต่มีการพูดจาแทะโลม จากนั้นในวันที่ 21 ก.ย. รู้สึกคันและมีตุ่มบริเวณอวัยวะเพศอย่างผิดปกติ คาดว่าอาจแพ้ยา จึงได้ไปที่คลินิกดังกล่าว   จากนั้นแพทย์ได้เรียกเข้าห้องตรวจภายใน โดยหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงให้ไปนอนบนเตียงขาหยั่ง จากนั้นได้ยินเสียงเหมือนแพทย์กำลังเตรียมอุปกรณ์ แต่พบสิ่งผิดปกติคือปิดไฟ จากนั้นก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาสอดใส่ในอวัยวะเพศ ก่อนที่แพทย์จะเอาตัวขึ้นไปคร่อมทับจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งผู้เสียหายได้ถามแพทย์ว่า "มาทำกับหนูแบบนี้ทำไม"   แพทย์ตอบกลับว่าไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกังวล ไม่ท้องเพราะใส่ถุงยางอนามัย แต่หลังจากนั้นผู้เสียหายไปแจ้งความ แพทย์คนดังกล่าวได้ติดต่อทั้งโทรและไลน์มาว่า สิ่งที่สอดใส่ไม่ใช่อวัยวะเพศของแพทย์ แต่เป็นอุปกรณ์ทางการเพศ ซึ่งทำให้ไปย้อนแย้งกับคำพูดตอนแรก นอกจากนี้ยังมีการแชทมาในเชิงชู้สาว   ทนายนิด้า กล่าวต่อว่า คดีนี้ตอนแรกหลักฐานอ่อน เพราะหลังเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้ไปตรวจร่างกายและแจ้งความโดยทันที เนื่องจากอายและไม่อยากให้เป็นเรื่องราวเพราะกลัวเสียชื่อเสียง จนสุดท้ายตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดี และทำให้แพทย์พยายามติดต่อมาอย่างต่อเนื่องแต่ผู้เสียหายไม่คุย ตนจึงแนะนำให้ลองคุยเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม จนมีหลักฐานเป็นทั้งแชทไลน์ และคลิปเสียง ที่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าแพทย์รายนี้ข่มขืนผู้เสียหายจริง โดยไม่ได้เป็นการสมยอมด้วย หลังจากนั้นแพทย์พยายามต่อลองเพื่อขอให้ไปถอนแจ้งความ และพยายามพูดและแชทในเชิงชู้สาว ทั้งบอกรักและบอกว่าจะมีการส่งของขวัญมาให้ ซึ่งตนก็แนะนำว่าให้ลองทำทีว่าจะยินยอมไม่เอาเรื่อง แต่จะชดใช้ให้ได้เท่าไร   ซึ่งตอนแรกแพทย์บอก 5 หมื่น แต่ผู้เสียหายลองเรียก 3 แสน พร้อมให้เลขบัญชี ปรากฎว่าแพทย์คนดังกล่าวโอนเงินมาจริงเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญเพราะถ้าเขาไม่ทำผิดจริงจะโอนเงินมาทำไม ซึ่งหลังจากโอนเงินแล้วแพทย์คนดังกล่าวพยายามติดต่อมาทุกช่องทางให้ถอนแจ้งความ แต่ตนบอกให้ปิดการสื่อสาร เพราะขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องของการดำเนินคดี   ทั้งนี้ทราบว่ามีผู้เสียหายอีกหลายราย ที่เคยโดนแพทย์รายนี้ล่วงละเมิดทางเพศแต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว ตนอยากขอให้ติดต่อมาที่ตนหรือองค์กรทำดี เพื่อจะได้เป็นตัวแทนในการดำเนินทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด โดยจะปิดบังแหล่งข้อมูลให้ด้วย   ในเรื่องของคดี แพทย์รายดังกล่าวได้เข้าพบ ตร. และถูกแจ้ง 2 ข้อหา คือ อนาจารและกระทำชำเรา แต่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและขอไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการต่อไป ขณะที่ตำรวจยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย   แต่จากการสอบปากคำของตำรวจ ทราบว่า  เมื่อวันที่ 5 ก.ย. เวลาประมาณ 19.00 น. มีอาการปวดท้องจึงได้ไปหาแพทย์ที่คลินิกสูตินารีในเมืองปากน้ำโพ เพื่อให้ดูอาการ โดยแพทย์ได้ให้ไปเปลี่ยนใส่ผ้าถุงของคลินิกแล้วเข้าห้องตรวจนอนบนเตียงขาหยั่ง เพื่อตรวจภายใน จากนั้นแพทย์ได้ล็อคประตูห้องตรวจ ปิดไฟ และก็เริ่มทำการตรวจโดยการใช้กล้องส่อง และอธิบายภายในของอวัยวะเพศที่แสดงผลบนจอภาพ   หลังจากนั้นแพทย์ได้ยืนขึ้นในลักษณะประชิดตัว ก่อนนำเอาอวัยวะเพศชายมาถูตรงอวัยวะเพศของตนเองพร้อมทั้งเอามือกดลงที่ตรงท้องน้อย และตนเองก็บอกว่ารู้สึกเจ็บ จากนั้นแพทย์ก็โน้มตัวลงมาลักษณะทับ พร้อมทั้งเอาปากมาเป่าลมที่บริเวณลำคอ ตนเห็นว่าไม่ใช้การตรวจแล้วจึงผลักออกไป แล้วตนเองก็ออกไปเปลี่ยนชุดจ่ายเงินแล้วกลับบ้านไป   ส่วนอาการปวดท้องนั้นยังไม่หายจึงได้เข้าไปหาหมออีกครั้งในวันที่ 21 ก.ย. แพทย์ก็ทำลักษณะเดิมแต่ครั้งนี้ได้มีการซอกคอด้ายซ้าย และเอาอวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอดของตนเอง และมีการขยับเข้าออก โดยปากก็มีการจูบอยู่ชั่วครู่คาดว่าน่าจะเสร็จกิจแล้ว แพทย์จึงลุกออกจากตัวของตนเองไป จึงได้เข้ามาแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เมื่อวันที่ 6 ต.ค. เพื่อไม่อยากให้ใครได้รับความเสียหายแบบนี้อีก   ด้านแพทยสภาได้รับเรื่องเพื่อตั้งคณะกรรมการในการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว เพื่อความมั่นใจของประชาชน  ที่ผ่านมาสูตินรีแพทย์ มีราว 3-4 พันคน แต่ละปีตรวจเป็นล้านครั้ง ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9WXTRFYujMY

 20,507
แชร์ออฟเดอะเดย์
04 มิ.ย. 61

ระวังโรคถามหา! หมอสูติฯ เตือนแฟชั่น ‘ถุงน่องเกาหลี’ เสกขาให้เรียวเล็ก เสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพอื้อ

เพจเฟซบุ๊กดัง คุยกับหมอจิ๋ม โดยสูตินรีแพทย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือนสาวๆ ที่สนใจจะซื้อ “ถุงน่องเกาหลี” เทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุดซึ่งโฆษณาว่าช่วยให้ขาเรียวเล็กในพริบตาได้นั้นส่งผลร้ายต่อสุขภาพหลายประการ     โดยข้อความระบุว่า   “กางเกงพรางหุ่น   ระวังโรคถามหา...กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ติดเชื้อรา ผื่น ฝี มีลูกยาก มาครบ   หรือที่เรียกกันว่า สแปงกี้ส์ กางเกงกระชับหุ่นไม่โบราณแบบสเตย์ แต่สร้างปัญหาสุขภาพได้ไม่น้อย ตั้งแต่ติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะไปจนถึงเชื้อราในช่องคลอดเพราะความที่มันรัดเกินไป นอกจากนี้ ยังไปกดทับเส้นประสาทที่ขาหนีบทำให้ปวดขา ไม่มีแรง ยิ่งเป็นชุดที่ใส่ตั้งแต่ช่วงอกลงมา อาจกดทับทำให้หายใจติดขัด   ...ผลลัพธ์ของความรัด...   เสื้อผ้าหรือกระทั่งชั้นในที่รัดไปทุกส่วนนั้น นอกจากส่งผลกับสุขภาพกายแล้วยังมีผลต่อจิตใจด้วย ซึ่งต้องขอบอกว่าเหมือน " มัจจุราชเงียบ" ทีเดียว มันมักทำให้เกิดอาการหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว ไปจนถึงอาจป่วยง่ายดายโดยไม่รู้สาเหตุ โดยผลของมันจะแจงได้ ดังนี้   1. ปวดศีรษะ 2. ตกขาว เชื้อราในร่มผ้า 3. ปวดท้องน้อย 4. เหนื่อยง่าย 5. นอนไม่หลับ 6. ปวดมวนแสบท้อง กรดไหลย้อน 7. ลำไส้แปรปรวน 8. ผื่นผิวหนัง แผลกดรัด 9. เส้นเลือดขอด 10. อารมณ์แปรปรวน 11.เกิดอาการเหน็บชา แขนขาบวม หรือขาดเลือด 12.ทำให้ขาและเท้าทั้งสองข้างบวมได้หากใส่นานเกินไป 13.เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ   การสวมกางเกงรัดรูปในผู้ชายนั้น มีงานวิจัยยืนยันว่า ทำให้มีลูกยาก เนื่องจากทำให้ลูกอัณฑะร้อนขึ้น และเลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงสร้างอสุจิได้ไม่ดี ในบางประเทศที่อยากให้ประชากรมีลูกมากขึ้น มีคำแนะนำทางด้านสาธารณสุขคือ ให้ผู้ชายสวมกางเกงหลวมๆ   สำหรับผู้หญิง การแต่งกายด้วยกางเกงและเครื่องแต่งกายรัดรูป อาจมีผลร้ายต่อสุขภาพ ขออธิบายดังนี้   - กดเส้นเลือด เส้นประสาท เสื้อผ้ารัดรูปอาจกดเส้นเลือด เส้นประสาท ทำให้รู้สึกชาแถวสะโพก น่อง ทำให้ขาและเท้าสองข้างบวม หากถอดออกไม่สวมอีก อาการก็มักจะดีขึ้น     มีรายงานทางการแพทย์ เป็นเคสผู้หญิงสวมกางเกงสกินนี่นาน 4 ชั่วโมง รู้สึกชาที่ขาแต่ก็อดทน จนล้มลงเพราะเดินไม่ได้ ต้องนอนโรงพยาบาลเพราะน่องสองข้างบวมเป่ง มีเลือดคั่งจากการกดการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดคั่งที่น่อง เมื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ทัน อาการก็ดีขึ้น     กรณีอื่นๆ ที่ต้องระวังคือ ในเด็กที่พูดหรือสื่อสารไม่ได้ มีรายงานว่าการสวมเสื้อผ้าคับๆ กางเกงคับๆ หรือใช้ผ้าพันให้ความอบอุ่นแน่นเกินไป แขนขาอาจขาดเลือดถึงกับต้องตัดทิ้งทีเดียว     - ติดเชื้อรา หากสวมเสื้อผ้ารัดรูปนานๆ จะเพิ่มความอับชื้น เกิดการติดเชื้อรา ทำให้มีอาการคัน แสบ ขึ้นผื่นเป็นเชื้อราตามผิวหนัง ใต้ราวนมหน้าท้อง ขาหนีบ และจุดซ่อนเร้นตามมา     - เป็นฝีที่ผิวหนัง อวัยวะเพศหัวหน่าว และก้น พบได้มากในคนที่สวมเสื้อผ้าคับนานๆ บางอาชีพที่ต้องสวมกางเกงนั่งนานๆ ท่ามกลางอากาศร้อน อับ ชื้น เช่น อาชีพขายกล้วยทอด พนักงานเก็บตั๋ว นั่งรถทางไกล ฯลฯ ก็เป็นฝีที่ในส่วนสงวนได้บ่อย     - ผื่นแพ้ ร่างกายคนเราหากมีอะไรรัดไว้แน่นหรือถูแรงๆ ทำให้เม็ดเลือดขาว (Mast Cell) ปล่อยสารฮีสตามีนออกมา ทำให้เกิดผื่นแดง ผื่นลมพิษ มีอาการคัน แสบ เจ็บ ในบริเวณที่ถูกรัดได้     - กระเพาะปัสสาวะอักเสบ การสวมกางเกงรัดและคับทำให้เชื้อโรคจากทวารหนัก หรือจากช่องคลอดปนเปื้อนในรูปัสสาวะ ทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ ในบางรายที่ภูมิต้านทานไม่ดี หรือกำลังตั้งครรภ์ จากอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาจกลายเป็นกรวยไตอักเสบ ซึ่งมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้     - ปวดหลัง การสวมเสื้อผ้ารัด ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายไม่สะดวกหลังเกร็ง กระดูกหลังไม่สามารถเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ เกิดอาการปวดหลังได้     - ปวดท้อง เป็นผลจากการกดหรือรัดของกางเกงจนส่งผลให้อวัยวะภายใน เช่น กระเพาะอาหารและลำไส้ ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ เกิดอาการแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน ท้องผูก และปวดท้อง     - ปวดประจำเดือน ในรายที่สวมกางเกงรัดมากขณะเป็นประจำเดือน ทำให้ประจำเดือนไหลไม่สะดวก ส่งผลให้มดลูกบีบตัวแรงขึ้น ทำให้ปวดประจำเดือน หรือประจำเดือนมากะปริดกะปรอยได้     - โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือช็อกโกแลตซีสต์ การไหลออกไม่สะดวกของประจำเดือน จากการสวมเสื้อผ้ารัด อาจทำให้ประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก ท่อนำไข่หรืออวัยวะในอุ้งเชิงกราน เกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือช็อกโกแลตชีสต์ ทำให้ปวดประจำเดือนมีลูกยาก     - เป็นลม ในเมืองที่มีอากาศร้อนอย่างบ้านเรา การสวมเสื้อผ้าคับจนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้เป็นลมหมดสติได้ เวลามีคนเป็นลม อันดับแรกในการปฐมพยาบาลคือคลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก     - ปวดกล้ามเนื้อ ปวดชายโครง เคยเจอผู้หญิงหลายคนมาหาด้วยเรื่องปวดชายโครง เวลาหายใจเสียวชายโครงมาก เมื่อตรวจพบว่า เธอสวมชุดชั้นในที่โฆษณาว่า ช่วยลดน้ำหนัก การรัดมากๆ เช่นนั้นทำให้ชายโครงอักเสบ บางคนเจ็บบริเวณใต้เต้านมไหล่ และศีรษะอีกด้วย     - เกิดภาวะฉุกเฉิน การสวมเสื้อผ้ารัดนั้น หากเกิดอุบัติเหตุ เช่น ตกน้ำ ไฟดูด มีบาดแผล ฯลฯ จะเป็นอันตรายกว่าการสวมใส่ธรรมดา เพราะการเคลื่อนไหวหรือช่วยตนเองไม่สะดวกทั้งเวลาเปียก โดนน้ำ เสื้อผ้าเหล่านี้จะยิ่งรัดมากขึ้น ทำให้ถอดออกได้ยาก   จะเห็นได้ว่าส่งผลมากตั้งแต่เรื่องง่ายๆที่คาดไม่ถึง ไปจนเรื่องลึกล้ำถึงชั้นใน แต่ถ้าใครที่มีอาการเหล่านี้อยู่ ลองก้มมองดูเสื้อผ้าที่ใส่รัดไปไหม กางเกงที่ใส่รัดมากเพียงใด บางทีพอเปลี่ยนแปลงแล้วอาจทำให้เป็นอิสระจากโรคเหล่านี้ก็ได้   ด้วยความปรารถนาดี คุยกับหมอจิ๋ม ทุกปัญหาใต้สะดือเหนือเข่า เราเข้าใจ ทุกปัญหาเรื่องสุขภาพและจุดซ่อนเร้นที่นี่มีคำตอบ โดย สูตินรีแพทย์   ขอบคุณทุกๆท่านที่ร่วมกด Like ขอบคุณที่ร่วมกด Share และขอบคุณทุกๆ Comment นะจ๊ะ #คุยกับหมอจิ๋ม #เพจนี้ คุณหมอตอบไว ใจดีทุกคน”    

 14,898
ข่าวต่างประเทศ
12 ธ.ค. 60

แพทย์ไต้หวันโวยโพสต์ภาพแม่คลอดลูก แต่กลับถูกเฟซบุ๊กแบนเหตุเป็นภาพลามก

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวสูตินรีแพทย์ชาวไต้หวันโพสต์ภาพคุณแม่ขณะให้กำเนิดลูกน้อยบนเฟซบุ๊กเพื่อยกย่องในความกล้าหาญ แต่กลับถูกแบนเนื่องจากเป็นภาพลามกอนาจาร     เจสัน หลิน สูตินรีแพทย์ของสถานพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงไทเป โพสต์รูปหญิงสาวท้องแก่ที่กำลังคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ หลังได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งภาพมีการเบลอไม่เห็นอวัยวะเพศ หลังจากโพสต์ไปเพียงไม่นานภาพดังกล่าวก็ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นกระแสไวรัล แต่ภายในเวลาต่อมากลับพบว่าถูกแบนจากเฟซบุ๊กเพราะมีเนื้อหาลามกอนาจาร     สูตินรีแพทย์ผู้เป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ประทับใจ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงไม่พอใจถึงการแบนในครั้งนี้โดยระบุว่า เฟซบุ๊กลบภาพอบอุ่นหัวใจที่แสดงให้เห็นถึงความรักของแม่คนหนึ่งทิ้ง ทั้งๆ ที่เขามีจุดประสงค์ยกย่องคุณแม่ใจสู้ เพราะมองว่ามันเป็นวินาทีแห่งความงดงามของชีวิต     ขณะที่ทางเฟซบุ๊กได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า สังคมเฟซบุ๊กประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งด้านอายุ ,ภูมิหลัง และความเชื่อ ทำให้จำเป็นต้องมีมาตรฐานการตรวจสอบเนื้อหาที่สอดคล้องกันทั่วโลก ซึ่งมาตรฐานนี้รวมถึงการจำกัดการเผยแพร่ภาพเปลือย จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมภาพดังกล่าวถึงถูกลบทิ้งเมื่อมีคนรายงานเข้ามา   รายงานข่าวระบุว่า สูตินรีแพทย์หนุ่มยังได้โพสต์ภาพเดียวกันนี้บนอินสตาแกรม ซึ่งยังคงอยู่จนถึงตอนนี้ โดยเขาได้เขียนข้อความให้คนไปติดตามต่อที่ไอจี ขณะที่ทางเฟซบุ๊กยังไม่ได้ออกมาให้คำตอบกับสื่อท้องถิ่น หลังขอคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎข้อห้ามเนื้อหาที่เข้าข่ายลามกอนาจารว่าทำงานอย่างไร  

 152,953

Top