ค้นหา :

ผลการค้นหา "ร้านนวด"

สังคม-อาชญากรรม
24 เม.ย. 62

รวบ ‘ไอ้ทอง’ เขยโหดยิงอดีตเมีย-แม่ยาย ดับคาร้านนวด อ้างตั้งใจยิงแค่แม่ยาย ฉุนชี้หน้าด่าบุพการี

กรณีเขยโหดบุกยิงอดีตภรรยาและแม่ยาย เสียชีวิตคาร้านนวดเพื่อสุขภาพ ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ชนวนเหตุเพราะอดีตภรรยาตีตัวออกห่าง เนื่องจากผู้ต้องหาชอบดื่มเหล้าด่าทอ เคยขู่ฆ่ายกครัวหากไม่ยอมคืนดี กระทั่งก่อเหตุสลดดังกล่าว ขับรถหลบหนี ไปจอดทิ้งไว้ที่หน้าวัดแห่งหนึ่ง อ.หันคา จ.ชัยนาท   ผู้ก่อเหตุคือนายทอง เขียวฉะอ้อน อายุ 51 ปี อดีตสามีคนที่ 4 ของนางสาวปิยนันท์ เจริญบูรณ์ หรือเอ๋ หนึ่งในผู้เสียชีวิต ล่าสุดจับกุมตัวได้แล้ว หลังหนีไปกบดานที่เชิงเขาพื้นที่ ต.ไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท ระหว่างหลบซ่อนตัวและเตรียมหลบหนีขึ้นเขาเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งหากผู้ต้องหาสามารถหลบหนีขึ้นเขาไป ก็จะสามารถซ่อนตัวหรือหลบหนีไปได้หลายจังหวัด เพราะแนวเขาไพรนกยูง หรือเขาราวเทียนทอง เป็นรอยต่อของ 3 จังหวัด คือ ชัยนาท อุทัยธานี และสุพรรณบุรี   นายทอง สารภาพอ้างว่า ไม่ได้ตั้งใจมาก่อเหตุยิง โดยก่อนเกิดเหตุได้โทรศัพท์คุยกับนางสาวปิยนันท์เรื่องหมากัดไก่ชน ซึ่งตนได้ยิงหมาตาย ทำให้แม่ยายไม่พอใจด่าว่าตนเป็นนักเลงและท้าให้มายิง จากนั้นตนก็ขับรถมาที่ร้านนวด โดยจอดห่างจากร้านนวดประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วเดินที่ไปที่ร้านดังกล่าว   ตนตั้งใจเข้าไปเคลียร์ปัญหาเรื่องหมากัดไก่ชนกับนางวรีรัตน์ เจ้าของร้านนวด ซึ่งเป็นอดีตแม่ยาย พอเข้าไปถึงร้านนวดกลับถูกอดีตแม่ยาย ชี้หน้าด่าบุพการี ตนโมโหจึงนำกระสุนปืน ออกมาวางบนฝ่ามือขู่ให้หยุดด่า แต่นางวรีรัตน์ไม่หยุดด่า จึงล้วงปืนออกมาจ่อ โดยนางวรีรัตน์ จะลุกหนีจึงยิงใส่ศีรษะ 1 นัด   โดยตั้งใจยิงนางวรีรัตน์ คนเดียวเท่านั้น แต่นางสาวปิยนันท์ อดีตภรรยาเข้ามาแย่งอาวุธปืน ทำให้ปืนลั่นใส่ ส่วนตนถูกกระสุนเฉือดแขนซ้ายเป็นแผลเล็กน้อยจากนั้นตนเริ่มเครียดยกปืนขึ้นมาจ่อขมับตัวเอง หวังฆ่าตัวตาม แต่ ด.ช.วัย 6 ขวบ ลูกของอดีตภรรยากับนายตู่ สามีคนที่ 3 ซึ่งตนเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ วิ่งเข้ามากอดพูดว่า “ป๊าอย่ายิงนะ ถ้าป๊าตายหนูจะอยู่กับใคร” จึงตัดสินใจไม่ยิง   จากนั้นก็ปิดไฟและปิดประตู เดินออกจากร้านนวด ซึ่งเด็กคนดังกล่าวร้องไห้ เปิดประตูวิ่งตามออกมาจากร้าน ตนไม่รู้จะทำยังไงจึงจูงมือขึ้นรถไปด้วย ไม่ได้ฉุดเด็กตามที่เป็นข่าว หลังจากนั้นก็นำ ด.ช.วัย 6 ขวบ ไปส่งบ้านพี่สาวต่างพ่อ ที่ อ.หันคา จ.ชัยนาท โดยหาทางเลี้ยวเข้าบ้านไม่ถูก จึงจอดรถทิ้งไว้หน้าวัดแห่งหนึ่งปล่อยให้เด็กอยู่ในรถลำพัง ส่วนตนโทรหาลูกชายพาหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่บริเวณเชิงเขาไพรนกยูง โดยที่ลูกชายไม่รู้ว่าตนเองไปก่อเหตุอะไรมา บอกเพียงว่ามีปัญหาเดือดร้อน กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่จับกุม   “ไม่เคยมีปัญหาเรื่องหึงหวงหรือถูกกีดกัดให้คบหากับนางสาวปิยนันท์ แต่อย่างใด ไม่ได้เลิกรากันยังส่งเงินให้ใช้ตลอด ระหว่างหลบหนีคิดจะมามอบตัวเพราะสำนึกผิด อยากขอโทษครอบครัวผู้ตายกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าแม่ยายหยุดด่า เหตุนี้จะไม่เกิดขึ้น จากนี้ขอไปชดใช้กรรม” นายทอง กล่าว   แต่ข้อมูลจาการสอบสวน นายทองให้การรับสารภาพว่า ตนเองเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวเอง โดยมีสาเหตุเพราะความหึงหวง เนื่องจากผู้ตาย เริ่มตีตัวออกห่าง ซึ่งในทองพยายามขอคืนดีหบายครั้ง แต่ฝ่ายหญิงไม่คืนดีด้วย ทุกครั้งที่มาจอคืนดี ก็จะถูกแม่ยายต่อว่าด่าทอ จึงเกิดความคับแค้นใจ ลงมือก่อเหตุดังกล่าว   ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายทอง ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านนวดจุดเกิดเหตุ ท่ามกลางชาวบ้านที่มามุงดูพากันสาปแช่ง จากนั้นพนักงานสอบสวนได้นำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมดำเนินคดีในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ,มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต,หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น หรือกระทำการด้วยประการใดๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย,พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากยิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/T93aBcjp8uY

 1,578
สังคม-อาชญากรรม
23 เม.ย. 62

รวบแล้ว ‘ไอ้ทอง’ มือยิงเมียเก่า-แม่ยาย ดับคาร้านนวด หนีซุกชัยนาท

จากกรณี 2 แม่ลูกถูกจ่อยิงแบบเผาขนด้วยอาวุธปืนขนาด .38 เสียชีวิตคาร้านนวดเพื่อสุขภาพแห่งหนึ่ง ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ขณะนี้ตำรวจเร่งจับกุมผู้ก่อเหตุคือนายทอง เขียวฉะอ้อน อายุ 52 ปี สามีเก่าของนางสาวปิยนันท์ เจริญบูรณ์ หรือ เอ๋ หนึ่งในผู้เสียชีวิต โดยสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องส่วนตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้นายตู่ เคยโทรมาขู่ฆ่าเพราะไม่พอใจที่นางสาวเอ๋ ตีตัวออกห่าง   ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมนายทอง เขียวฉะอ้อน ได้แล้ว โดยพบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีไปยังพื้นที่ อ.หันคา จ.ชัยนาท บริเวณตีนเขาไพรนกยูง โดยจับได้พร้อมปืนของกลาง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุจริง เพราะความหึงหวง   ข่าวที่เกี่ยวข้อง ล่า 'ไอ้ทอง' บุกยิงเมียเก่า-แม่ยายดับคาร้านนวด ปมไม่ยอมคืนดี ส่วน ด.ช.6 ขวบ ที่ถูกฉุดเจอตัวปลอดภัย  

 6,225
สังคม-อาชญากรรม
23 เม.ย. 62

ล่า 'ไอ้ทอง' บุกยิงเมียเก่า-แม่ยายดับคาร้านนวด ปมไม่ยอมคืนดี ส่วน ด.ช.6 ขวบ ที่ถูกฉุดเจอตัวปลอดภัย

กรณี 2 แม่ลูกถูกจ่อยิงแบบเผาขนด้วยอาวุธปืนขนาด .38 เสียชีวิตคาร้านนวดเพื่อสุขภาพแห่งหนึ่ง ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ขณะนี้ตำรวจเร่งจับกุมผู้ก่อเหตุคือนายทอง สามีเก่าของนางสาวปิยนันท์ เจริญบูรณ์ หรือเอ๋ หนึ่งในผู้เสียชีวิต สาเหตุน่าจะมาจากเรื่องส่วนตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้นายตู่ เคยโทรมาขู่ฆ่าเพราะไม่พอใจที่นางสาวเอ๋ ตีตัวออกห่าง   หลังเกิดเหตุมีการตรวจสอบวงจรปิดร้านใกล้จุดเกิดเหตุ สามารถจับภาพนายทอง เดินออกมาจากร้านนวด สะพายกระเป๋าข้างสีดำ คาดว่าในกระเป๋าซ่อนปืนไว้ ซึ่งเดินผ่านกล้องวงจรปิดอย่างใจเย็น โดยมี ด.ช.วัย 6 ขวบวิ่งตาม แล้วนายทองก็จูงมือเดินขึ้นรถไป โดยพบว่ามีการนำรถเก๋งคันก่อเหตุ ไปจอดไว้ริมถนนห่างจากร้านนวด ก่อนจะลงมือก่อเหตุดังกล่าว   ขณะที่เมื่อวานนี้ (22 เม.ย.) พนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี ได้รวบรวมพยานหลักฐานเตรียมขอศาลอนุมัติออกหมายจับนายทอง เขียวฉะอ้อน หรือนายทอง อายุ 51 ปี ผู้ก่อเหตุดังกล่าว นอกจากนี้ได้เรียกพยานปากสำคัญ ซึ่งเป็นญาติของผู้เสียชีวิตมาสอบสวนหาสาเหตุ   จากการสอบสวนทราบว่า นางสาวปิยนันท์ มีสามีทั้งหมด 4 คน ก่อนเกิดเหตุนายทอง สามีคนที่ 4 ซึ่งเลิกรากันแล้ว (ไม่มีลูกด้วนกัน) ได้ขับรถเก๋งโตโยต้า สีเขียว มาหานางสาวปิยนันท์ ที่ร้านนวดจุดเกิดเหตุ เพื่อเคลียร์ปัญหาและมาง้อขอคืนดี  แต่นางสาวปิยนันท์ไม่ยอมคืนดีด้วยจึงใช้ปืนยิงเสียชีวิต พร้อมกับนางวรีรัตน์  เจริญบูรณ์พันธุ์ เจ้าของร้านนวดซึ่งเป็นแม่ของนางสาวปิยนันท์   หลังจากก่อเหตุนายทอง ได้ขับรถเก๋งโตโยต้า สีเขียว ทะเบียน กง 3320 สุโขทัย หลบหนีไป พร้อมนำตัวเด็กชายนันทพัทร์ เจริญบูรณ์พันธุ์ อายุ 6 ขวบ ลูกของนางสาวปิยนันท์ กับสามีคนที่ 3 ติดรถไปด้วย จนไปถึง จ.ชัยนาท เวลาประมาณ 04.00 น.ของคืนเกิดเหตุ โดยได้จอดรถทิ้งไว้บริเวณ หน้าวัดประชุมธรรม(วัดทับนา) หมู่ที่ 5 ต.บ้านเชี่ยน อ.หันคา จ.ชัยนาท   ชาวบ้านละแวกนั้น เล่าว่า ตื่นมาเปิดบ้านตามปกติเวลาประมาณตี 5 ก็พบรถคันดังกล่าว เปิดกระจกทิ้งไว้ เมื่อเดินไปดูพบว่ามีเด็กนอนอยู่ในรถ ในสภาพเลือดเปื้อนเสื้อจำนวนมาก จึงแจ้งเจ้าหน้าที่พร้อมนำเด็กออกมาดูแล หาขนมและนมให้ดื่มเพื่อประทังความหิว มีแผลบาดเจ็บเล็กน้อยใต้รักแร้ซ้าย ปลอดภัยแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหันคา และเชิญ จนท.สหวิชาชีพ มาร่วมสอบถามน้องถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   พ.ต.อ.วันชัย พิทักษ์ตันสกุล ผกก.สภ.กบินทร์บุรี กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งไล่ล่าจับกุมเนื่องจากเป็นเหตุอุกฉกรรจ์โหดเหี้ยม ยังไม่มีเบาะแสว่าผู้ก่อเหตุหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ชุดสืบสวนกำลังแกะรอยเส้นทางหลบหนี พร้อมติดตามตัวเพื่อนที่พาหลบหนีมาสอบสวน เบื้องต้นพบว่านายทองก่อเหตุเพียงคนเดียว โดยตั้งไว้ 2 ประเด็น คือเรื่องส่วนตัวกับชู้สาว   สำหรับศพผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย ญาติส่งไปผ่าชันสูตรที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ผู้สื่อข่าวสอบถามนายไตรภพ วงษ์วิโรจน์ ลูกชายของนางวรีรัตน์ เจ้าของร้านนวด เผยว่า ตนเรียนอยู่กรุงเทพฯ โดยช่วงบ่ายก่อนเกิดเหตุ ได้โทรคุยกับแม่ กระทั่งเวลา 20.00 น.หลังจากเลิกเรียน โทรหาแม่อีกครั้งเกือบ 20 สาย แต่ไม่มีคนรับ พอกลับถึงที่พัก เวลาประมาณเที่ยงคืน ก็โทรหาอีกก็ไม่มีคนรับ จึงโทรบอกพ่อคือนายพงษ์ยศ วงษ์วิโรจน์ ซึ่งอยู่ที่กบินทร์บุรี ว่าให้ไปดูแม่ให้หน่อย จากนั้นพ่อได้โทรกลับมาบอกว่าแม่เสียแล้ว   ด้านนางสาวกันยา แต้มเพ็ชร ลูกสาวของนางสาวปิยนันท์ กับสามีคนที่ 1 เล่าว่า ทราบเรื่องที่นายทอง ขู่ฆ่าแม่ของตนมาโดยตลอด แต่ไม่คิดว่าจะทำจริง โดยแม่มีปัญหากับนายทองและเลิกรากันมานาน 1 ปีแล้ว เพราะนายทองชอบดื่มเหล้าและด่าทอ หึงหวงว่านางสาวปิยนันท์จะมีสามีใหม่ ซึ่งนายทองพยายามโทรศัพท์มาง้อให้นางสาวปิยนันท์ กลับไปอยู่ด้วย   พร้อมข่มขู่ว่าหากไม่กลับไป จะฆ่าทั้งครอบครัว แม่ตนเองก็กลัวเพราะรู้ว่านายทองเป็นคนเอาจริง จึงไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.กบินทร์บุรี   ตนเคยขอให้แม่ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่ จ.ระยอง แต่แม่ไม่ไปเพราะอยากอยู่ที่ร้านนวดดูแลนางวรีรัตน์ กระทั่งเกิดเหตุสลดดังกล่าว ตนเองอยากให้นายทองเข้ามาขอขมาแม่และอาม่า   ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวเข้าไปตรวจสอบเฟซบุ๊กของนายทอง พบว่า 4 สัปดาห์ ที่ผ่านมา นายทองได้โพสต์แสดงความคิดเห็นพูดคุยกับเพื่อนในเฟซ เหมือนตั้งใจจะก่อเหตุดังกล่าว โดยระบุว่า “ตอนเป็นอยู่ด้วยกันไม่ได้คงต้องอยู่กันตอน...,ก็ดีแล้วที่ไม่คุยเดี๋ยวไปจะได้ไม่ต้องบอกลากัน,อยากกินอะไรก็รีบกินเมื่อมีโอกาส,เวลามันเหลือน้อยแล้วนะ,เดี๋ยวจะไปเคลียร์ให้จบ”   นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายตู่  สามีคนที่ 3 ของนางสาวปิยนันท์ ตามข่าวระบุว่าเป็นเพื่อนกับนายทอง ผู้ก่อเหตุ น่าจะมีปัญเรื่องชู้สาวกันหรือไม่ นายตู่ระบุว่า ไม่ได้เป็นเพื่อนกัน แค่เคยรู้จักกับนายทอง ผิวเผินเท่านั้น เพราะเคยทำงานอยู่โรงสีข้าว ที่ จ.สุโขทัย ด้วยกัน    ส่วนที่นายทอง ลงมือก่อเหตุไม่น่าจะเกี่ยวกับตน เพราะเรื่องระหว่างตนกับนางสาวปิยนันท์ เลิกรากันไปนานแล้ว และไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่อดีตภรรยา มาคบหากับนายทอง ทั้งนี้ในคืนเกิดเหตุตำรวจโทรมาบอก ตนก็ตกใจกับเหตุที่เกิดขึ้น และเป็นห่วงลูกมาก เมื่อทราบว่าปลอดภัยก็โล่งใจ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/TjYKb966II0

 1,869
ข่าวภูมิภาค
22 เม.ย. 62

เจอแล้ว ด.ช. 6 ขวบ หายตัว หลังคนร้ายก่อเหตุยิง 2 แม่ลูก ดับคาร้านนวด

จากกรณีเกิดเหตุยิงกันตาย 2 ศพ ภายในร้านนวดชื่อ คุณรัตน์ นวดเพื่อสุขภาพ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ภายในร้าน พบศพผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 2 ราย ทราบชื่อ นางวรีรัตน์ เจริญบูรณ์พันธุ์ อายุ 60 ปี เจ้าของร้านนวด และ น.ส.ปิยนันท์ เจริญบูรณ์พันธุ์ อายุ 43 ปี ทั้ง 2 คนเป็นแม่ลูกกัน สภาพศพนอนเรียงกันมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 มม.ลักษณะถูกจ่อยิงแบบเผาขนเข้าที่บริเวณเหนือคิ้วขวาทั้ง 2 คน นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุยังพบว่ามี ด.ช. วัย 6 ขวบ หายตัวไปด้วย    ความคืบหน้าวันที่ 22 เม.ย. 62 พ.ต.อ.วันชัย พิทักษ์ตันสกุล ผกก.สภ.กบินทร์บุรี เผยว่า ขณะนี้พบ ด.ช. วัย 6 ขวบ ที่หายตัวไปแล้ว โดยหลังก่อเหตุ คนร้ายได้นำตัว ด.ช.วัย 6 ขวบ ไปปล่อยไว้ที่กลางทุ่งนาใน ต.บ้านเชี่ยน อ.หันคา จ.ชัยนาท ใกล้กับบ้านของ น.ส.ดวงพร ทั้งทอง ลูกสาวของนางปิยนันท์ ผู้เสียชีวิต ส่วนคนร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว คาดว่าวันนี้จะออกหมายจับได้   ข่าวที่เกี่ยวข้อง ยิงดับ 2 แม่ลูก คาร้านนวดปราจีนบุรี พบ ด.ช. 6 ขวบหายตัวไป      

 15,335
ข่าวภูมิภาค
22 เม.ย. 62

ยิงดับ 2 แม่ลูก คาร้านนวดปราจีนบุรี พบ ด.ช. 6 ขวบหายตัวไป

ปราจีนบุรี-เกิดเหตุยิงกันตาย 2 ศพ ภายในร้านนวดชื่อ คุณรัตน์ นวดเพื่อสุขภาพ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ภายในร้านพบศพผู้เสียชีวิตเป็นหญิงจำนวน 2 ราย สภาพศพนอนเรียงกันมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 มม.ลักษณะถูกจ่อยิงแบบเผาขนเข้าที่บริเวณเหนือคิ้วขวาทั้ง 2 คน   ทราบชื่อคือ นางวรีรัตน์ เจริญบูรณ์พันธุ์ อายุ 60 ปี เจ้าของร้านนวด และ น.ส.ปิยนันท์ เจริญบูรณ์พันธุ์ อายุ 43 ปี ทั้ง 2 คนเป็นแม่ลูกกัน คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่กว่า 4-5 ชั่วโมง ในที่เกิดเหตุพบร่องรอยของการต่อสู้ และยังพบกระสุนปืนขนาดเดียวกันที่ยังไม่ยิงตกอยู่บริเวณรอบศพจำนวน 4 นัด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนภายในร้านไม่ได้ติดกล้องวงจรปิดแต่อย่างใด จึงไม่รู้ว่าคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นใคร   ด้านนายพงษ์ยศ วงษ์วิโรจน์ อายุ 49 ปี สามีเก่าของผู้ตาย ผู้ที่เห็นการณ์คนแรก กล่าวว่า ได้รับโทรศัพท์จากนายไตรภพ วงษ์วิโรจน์ อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นลูกชายว่าให้ไปดูแม่คือนางวรีรัตน์ หลังจากที่โทรศัพท์คุยกับแม่และโทรศัพท์ได้ถูกตัดสายหายไปเกรงว่าจะเกิดเหตุร้าย ส่วนตนกับนางวรีรัตน์ ซึ่งเป็นภรรยาเก่าได้เลิกรากันมา 6 ปี   หลังจากนั้นจึงได้ขับขี่รถยนต์มาดูที่ร้าน เห็นว่าภายในร้านดับไฟจึงเปิดประตูเข้าไปพอเปิดไฟก็เห็นว่าทั้ง 2 คนนอนอยู่ คิดว่าคงจะถูกทำร้ายจึงขับรถไปบอกหน่วยกู้ภัยฯที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมาดูว่า พบว่าทั้ง 2 ถูกยิงตายเสียแล้วจึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ   นายพงษ์ยศ กล่าวอีกว่า น.ส.ปิยนันท์ หรือ เอ๋ ซึ่งเป็นลูกติดของนางวรีรัตน์ ได้เลิกรากับสามีเก่า และมาอาศัยอยู่กับแม่โดยเปิดร้านนวดที่เกิดเหตุเพื่อเลี้ยงชีพ และมีลูกชายอายุ 6 ขวบ 1 คนมาอยู่ด้วย ต่อมาได้มีเพื่อนของสามีเก่า มาติดพัน น.ส. เอ๋ จนกระทั่งถูกสามีเก่าโทรมาขู่ฆ่า จนกระทั่งมาเกิดเหตุดังกล่าว หลังเกิดเหตุลูกชายวัย 6 ขวบที่เกิดจาก น.ส.เอ๋ กับสามีเก่าได้หายตัวไปด้วย   หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุ ตร.ระบุ เบื้องต้นพบ 2 แม่ลูกถูกยิงตายอยู่ภายในร้านนวด จากสอบถามนายพงษ์ยศ ซึ่งเป็นสามีเก่าของนางวรีรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านนวด และลูกชายคือไตรภพ หลังจากที่โทรคุยกับผู้เป็นแม่คือนางวรีรัตน์ และโทรศัพท์ถูกตัดหายไป จึงโทรมาหานายพงษ์ยศ ผู้เป็นพ่อให้ไปดูแม่จนกระทั่งมาพบเหตุร้ายดังกล่าว เบื้องต้นสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องส่วนตัว ตอนนี้ได้สั่งชุดสืบสวนออกหาข่าวเพื่อติดตามผู้ที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VGsn7D8j9FM

 3,388
ข่าวภูมิภาค
07 ก.พ. 62

เปิดวงจรปิด สาวท้องช็อกคาร้านนวด หมอนวดแจงแค่นวดเท้าให้ แพทย์ยังไม่สรุปการนวดส่งผลให้แท้ง

เชียงใหม่-กรณีพ่อร้องเรียน หลังลูกสาวอายุ 26 ปี ซึ่งตั้งครรภ์ 6 เดือน ไปใช้บริการนวดแผนโบราณ แต่สุดท้ายเกิดอาการช็อกและชักคาเตียงนวดจนหมดสติ จนแท้งลูกและอาการโคม่า นอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา แต่คดีไม่คืบหน้า   ล่าสุด มีภาพภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านนวดแผนไทยรมชมผู้สูงอายุอำเภอดอยสะเก็ด บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะที่พนักงานและชาวบ้านเข้าไปปฐมพยาบาลช่วยเหลือ นางสาววิราวรรณ เกษเกษี อายุ 26 ปี ขณะที่กำลังช็อคหมดสติภายในร้าน และนำส่ง รพ.   จนกระทั่งแพทย์ต้องผ่าตัดเอาลูกออกเนื่องจากลูกในท้องเสียชีวิต และตัวผู้เป็นแม่อาการสาหัส นอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ล่าสุด อาการยังโคม่าไม่รู้สึกตัว   ต่อมา ตร.ได้เดินทางมายังร้านนวดสถานที่เกิดเหตุ ภายในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งใน อ.เมืองเชียงใหม่ โดยพบว่าร้านนวดดังกล่าวเป็นของชมรมผู้สูงอายุ มีใบอนุญาตประกอบกิจการนวดแผนไทยและแผนโบราณ รวมทั้งใบรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ จากสำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงใหม่   ขณะเดียวกันพบว่าบริเวณเคาน์เตอร์ของร้านมีป้ายแจ้งผู้มารับบริการนวด ต้องแจ้งปัญหาสุขภาพก่อนรับบริการ โดยโรคที่มีความสุ่มเสี่ยงอาจมีผลกระทบหากรับบริการนวด คือ โรคเบาหวาน ความดันสูงหรือต่ำ เส้นเลือดขอด โรคหัวใจ กระดูกพรุน ตั้งครรภ์ และได้รับการผ่าตัดภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา จากนั้นผู้รับบริการนวดจะต้องกรอกประวัติสุขภาพและแจ้งโรคประจำตัวในใบรับบริการเพิ่มเติมด้วย   ต่อมาหมอนวดได้ให้ปากคำว่า นางสาววิราวรรณได้มาใช้บริการนวด โดยแจ้งว่าอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ และยืนยันว่าจะขอนวดตัว แต่หมอนวดระบุว่าไม่สามารถนวดตัวได้ จึงเปลี่ยนมานวดเท้าแทน หลังใช้บริการนวดเท้าผ่านไป 1 ชั่วโมง จึงขอนวดบ่าหลังไหล่ต่อ หมอนวดจึงให้ไปนอนรอที่เตียงด้านในและไปล้างมือ แต่หลังกลับมาก็พบว่า เกิดอาการชักเกร็งและหมดสติไป โชคดีมีพยาบาลที่นวดอยู่เตียงข้างๆ เข้าช่วยเหลือปั๊มหัวใจให้ ก่อนแจ้งรถกู้ภัยนำส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่   ด้านยายอิ่นแก้ว ชัยศรี อายุ 81 ปี ประธานชมรมผู้สูงอายุอำเภอดอยสะเก็ด ที่ดูแลร้านนวดแผนแผนไทยรมชมผู้สูงอายุอำเภอดอยสะเก็ด เปิดเผยว่าในวันที่เกิดเหตุผู้ป่วย ได้เข้ามาใช้บริการนวดฝ่าเท้าที่ร้าน พนักงานสังเกตเห็นว่าลูกค้ารายนี้ตั้งท้องอยู่ จึงได้แนะนำไปว่าผู้หญิงตั้งท้องไม่ควรนวดจับเส้น   แต่ลูกค้ารายนี้ยืนยันจะขอนวดฝ่าเท้าทางพนักงานจึงพาไปนั่งที่เก้าอี้นวดโดยใช้วิธีนวดน้ำมันโดยใช้วิธีลูบตามแข้งขาเบาๆ แทนการกดจุด จนเวลาผ่านไปครบ 1 ชั่วโมงลูกค้ารายดังกล่าวขอต่อชั่วโมงใช้บริการนวดตัวอีก 1 ชั่วโมง ทางพนักงานจึงให้ลูกค้ารายดังกล่าวไปนอนรอก่อนขณะที่พนักงานคนดังกล่าวไปล้างมือ หลังจากนั้นลูกค้าคนนี้ก็เกิดอาการวูบ ขณะนั้นมีพยาบาลคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์จึงช่วยกันปฐมพยาบาลและนำตัวส่งโรงพยาบาล   ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางร้านได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยมาประมาณ 4 ครั้ง แต่ว่าคลาดกับญาติของน้องตลอด ซึ่งขณะที่ไปเยี่ยมได้สอบถามอาการกับคุณหมอทุกครั้งหลังจากนั้นได้ไปเยี่ยมน้องอีก แต่ทราบว่าได้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน จึงตามไปเยี่ยมน้อง อีกหลายครั้งและซื้อแพมเพิร์สและของใช้ไปฝากและมีโอกาสได้พบกับคุณแม่ของผู้ป่วย และพูดคุยปลอบใจกัน   ยืนยันว่าทางชมรมฯพร้อมที่จะรับผิดชอบและพูดคุยกับทางญาติ ซึ่งคิดว่าควรมีการพูดคุยกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีลูกค้าที่ตั้งครรภ์ มาใช้บริการหลายคนและพนักงานได้แนะนำนวดให้กับลูกค้าที่ตั้งท้อง แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาอย่างใด   ด้านนายแพทย์ ขวัญชัย วิศิษฐานนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย และรองโฆษกกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ยังไม่สามารถด่วนสรุป ตัดสินใจได้ว่าเป็นสาเหตุจากการนวดหรือไม่ หรืออาจจะเป็นสาเหตุอย่างอื่นอย่าโรคประจำตัว หรืออาจจะเกิดจากการนวดที่มีการนวดผิดวิธี จะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุเรื่องใด   เพราะฉะนั้นเรื่องของการนวดฝ่าเท้า ถ้าเรากดจุดสัญญาณไม่น่าจะมีปัญหาทำให้เกิดปัญหาได้ แต่ทางกรมก็จะต้องไปหาข้อเท็จจริงว่าในขณะนวด ผู้ที่ทำการนวดได้มีการนวดบริเวณอื่นหรือไม่   สำหรับในคนท้อง ให้งดเว้นห้ามนวดในช่วงอายุครรภ์น้อยๆ 1-3 เดือนแรก เพราะการนวดอาจจะไปกระตุ้นหรือทำให้เกิดความเสี่ยงทำให้แท้งลูกได้ และช่วงหนึ่งคือในช่วงที่ท้องแก่แล้วอายุครรภ์ 6 เดือนขึ้นไปก็จะต้องงดเว้น เพราะในช่วงที่ท้องแก่   ขนาดมดลูกในท้องจะขยายตัวอาจจะไปกดเบียดบริเวณเส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดงที่อยู่ในท้องอาจจะไปกดบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ อาจจะไปกระตุ้นให้เด็กคลอดก่อนกำหนดได้ การนวดหญิงตั้งครรภ์ในองค์ความรู้ของการแพทย์แผนไทยก็มี คือการนวดกล่อมท้องเพื่อจัดท่าเด็กให้เหมาะสมสำหรับการคลอด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hE-j3CZ2dsE

 12,244
สังคม-อาชญากรรม
26 ธ.ค. 61

สบส.ลงพื้นที่ยึดใบอนุญาตร้านนวดฉาว ย่านสุรวงศ์

วันที่ 26 ธ.ค.61 ผู้อำนวยการกองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการ สุขภาพ (สบส.) ลงพื้นที่นำเอกสารเพิกถอนใบอนุญาต ร้านนวด ย่าน ถ.สุรวงศ์ เขตบางรัก หลังพบความผิด เปิดสถานบริการผิดประเภทตามคลิปที่แพร่ในโลกโซเซียล    นพ.ภัทรพล กล่าวว่า เนื่องจากทางร้านได้ขออนุญาตประกอบกิจการนวดเพื่อสุขภาพ ใบอนุญาติเลขที่ สส100200524-61 แต่กลับมีการเผยแพร่คลิปโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยว ของกลุ่มคนข้ามเพศชาวต่างชาติ แนะนำร้านนวดแห่งนี้ เนื่องจากมีบริการนวดเฉพาะจุดของผู้ชายหรือนวดกษัย เผยแพร่ในสื่อออนไลน์    จากการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แม้ร้านจะมีใบอนุญาตถูกต้อง แต่ผลการสอบสวน มีการยอมรับว่าคลิปที่ถูกบันทึก เป็นสถานที่ภายในร้านจริง และขณะนวดภายในห้องไม่ได้นุ่งผ้าจริง ถึงจะอ้างว่าเป็นการนวดอโรม่าก็ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นให้บริการทางเพศ แต่ภาพที่ปรากฏส่อไปในทางอนาจาร เมื่อเผยแพร่ออกไปแล้วทำให้ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของคนไทย เข้าข่ายความผิดตามมาตรา28 (9) ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ต้องทำการปิดกิจการร้านทันที   จึงนำคำสั่งเพิกถอนใบอุญาตประกอบกิจการ และยึดคืน โดยมีผู้จัดการร้านออกมาพบ เซ็นยินยอมรับผิด นอกจากนี้ยังมีหนังสือให้เจ้าของร้านไปจ่ายค่าเปรียบเทียบปรับ จำนวนเงินไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับร้านเมื่อมีคำสั่งให้ปิดร้านแล้ว จะถือให้ขาดคุณสมบัติเพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการเป็นเวลา 2 ปี แต่ทั้งนี้เจ้าของสามารถยื่นอุทรณ์คำสั่งได้ภายใน 30 วัน    

 4,429
สังคม-อาชญากรรม
04 ธ.ค. 61

จ่อเพิกถอนใบอนุญาต-เอาผิด พนง.ร้านนวดแก้กษัย ย่านสุรวงศ์ ชี้เข้าข่ายอนาจาร

กรณีมีการเผยแพร่คลิปรายการโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวของกลุ่มคนข้ามเพศ ซึ่งมุ่งแนะนำนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยคลิปดังกล่าวแนะนำร้านนวดแห่งหนึ่งย่านสุรวงศ์ ภายในซอยทานตะวัน บริการนวดเฉพาะจุดของผู้ชายหรือนวดกษัย ซึ่งรับนวดเป็นชั่วโมงละ 1,800 บาท   พร้อมระบุว่า สามารถช่วยเรื่องของสมรรถภาพทางเพศ ช่วยปริมาณน้ำอสุจิให้ดีขึ้น ช่วยอาการปวดหลังปวดเอว ช่วยให้เลือดในร่างกายหมุนเวียนดีขึ้น ซึ่งการนวดมีการให้แก้ผ้าออกทั้งหมด   ล่าสุดนายแพทย์ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองกฎหมาย นำทีมโดยนายชาตรี พินใย นิติกรชำนาญการพิเศษ  กองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ  ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านนวดดังกล่าว โดยเชิญตัวผู้จัดการร้านให้นำเอกสารมาแสดงและชี้แจงตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า   ร้านที่ปรากฏในคลิปเป็นร้านที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านนวดเพื่อสุขภาพ  ตามกฎหมายจะไม่สามารถให้บริการนวดกษัยซึ่งเป็นการนวดเพื่อรักษาได้ ต้องทำโดยคลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีการนวดแผนไทย ซึ่งจะมีแพทย์มาตรวจวินิจฉัยผู้เข้ารับบริการก่อน   เมื่อตรวจสอบด้านมาตรฐานสถานที่ไม่พบว่าผิดมาตรฐานแต่อย่างใด ส่วนพนักงานนวดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ สบส. ซึ่งจะพิจารณาความผิดต่อไป ซึ่งคนที่ให้บริการนวดต้องผ่านการอบรมจากสถาบันและหลักสูตรที่ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพให้การรับรอง  โดยพนักงานที่ขึ้นทะเบียนครั้งแรกมี 9 คน ปัจจุบันพบรายชื่อที่ขึ้นทะเบียนเพียง 3 คน เท่านั้น   อย่างไรก็ตามยังไม่แจ้งข้อหากับร้านดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้ผู้จัดการร้านทราบว่าสื่อที่มีการโปรโมตออกไปนั้นเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ มาตรา 28(9)  เกี่ยวกับการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม มีโทษสูงสุดทางปกครองคือการเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งจะต้องรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป คาดไม่เกินสัปดาห์หน้า   สอบปากคำผู้จัดการร้าน ยอมรับเป็นคลิปที่ถูกบันทึกภายในร้านจริง โดยขณะนวดภายในห้องลูกค้าไม่ได้ใส่เสื้อผ้า แม้ทางร้านจะอ้างว่าเป็นการนวดอโรม่า แต่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ยังไม่ถึงขั้นให้บริการทางเพศ แต่ภาพที่ปรากฏส่อไปในทางอนาจารพอสมควร หลังจากนี้จะสอบปากคำพนักงานนวดที่อยู่ในวันเกิดเหตุ จำนวน 2 คน รวมถึงเจ้าของร้านด้วย พร้อมทั้งตรวจสอบว่ากระทำการใดฝ่าฝืนที่ได้กำหนดไว้หรือไม่   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางร้านไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพในห้องที่ทำการนวดกษัยที่ปรากฎในคลิป และไม่พร้อมสัมภาษณ์ใด ๆ โดยร้านนวดแห่งนี้เป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น พบว่ายังเปิดให้บริการ ส่วนห้องนวดกษัยที่ปรากฎในคลิปอยู่ชั้น 2   จากการสอบถามพนักงานของร้านทราบว่า พนักงานในร้านมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ร้านมี 6 สาขา แต่ละสาขามีพนักงานประมาณ 10 คน  ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจะมาใช้บริการนวดทั่วไป   ส่วนคลิปที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลไม่ทราบว่ามีการถ่ายทำในร้าน เพิ่งทาทราบหลังที่เป็นข่าว ส่วนเพื่อนพนักงานชายที่คนเป็นคนนวดกษัยในคลิปฉาวได้ลาออกไปแล้ว 1 คน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2sDynCoigT0

 2,730
สังคม-อาชญากรรม
16 พ.ย. 60

เร่งช่วยสาววัย 17 ถูกหลอกไปทำงานร้านนวดที่เกาหลีใต้ แต่กลับถูกนายจ้างข่มขู่ตบตี

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง ภายในศูนย์ราชการจังหวัดลำปาง ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง นางวิลาสินี พุฒคำ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมด้วยนายนเรศฤทธิ์ อุบลศรี และพ.ต.ท.พรต เศรษฐกร สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจ.ลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือ น.ส.อิม (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวบ้าน ต.นิคมพัฒนา อ.เมือง จ.ลำปาง หลังได้ถูกหลอกไปทำงานที่ร้านนวดในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลี แล้วถูกนายจ้างข่มขู่บังคับให้ทำงานค้าประเวณีจึงได้หลบหนีออกจากร้านก่อนจะถูกนายจ้างตามจับตัวและกักตัวทำร้ายร่างกายข่มขู่เอาเงินกว่า 5 ล้านวอนคิดเป็นเงินไทยประมาณแสนกว่าบาทเพื่อให้ปล่อยตัว ก่อนที่ น.ส.อิม จะแอบโทรและส่งข้อความมาทางไลน์มาบอกให้แม่ที่อยู่ในประเทศไทยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือดังกล่าว   โดย น.ส.ปนัดดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2560 ลูกสาวของตนเองได้ถูกชักชวนจาก น.ส.ดวงเนตร ม่วงศรีจันทร์ อายุ 24 ปี ชาวบ้านหมู่ 10 ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นคนรู้จักกันได้ชวนไปทำงานที่ประเทศเกาหลีกับ น.ส.ดวงเนตร โดยบอกว่าให้มาทำงานร้านนวดซึ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดจะมีนายจ้างชาวเกาหลีชื่อ นายชอย เป็นคนออกให้ทั้งหมด ตนก็ได้อนุญาตให้ลูกสาวไปทำงานเพราะเรียนจบ ม.3 แล้วเพื่อหาเงินกลับมาเรียนต่อ ม.4 อีกทั้งคนที่ชักชวนก็รู้จักกันมานานไม่คิดว่าจะถูกหลอก ลูกสาวตนเองก็ได้ทำพาสปอร์ตเป็นนักท่องเที่ยวไปประเทศเกาหลีโดย ซึ่งเมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าได้ไปทำงานร้านนวดจริงแต่ไม่ได้อยู่ร้านเดียวกันกับ น.ส.ดวงเนตร โดยนายจ้างได้พาไปทำงานร้านนวดต่างๆย้ายร้านไปเรื่อยๆอีกทั้งถูกบังคับให้ค้าประเวณีแต่ลูกสาวตนเองไม่ทำ และยังข่มขู่จะยึดพาสปอร์ต ลูกสาวตนจึงได้หลบหนีออกจากร้านและไปอยู่กับร้านนวดคนไทยเพื่อจะหาเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านแต่ก็มาถูกนายชอย และลูกน้องชาวเกาหลี รวม 3 คน มาจับตัวไปและทำร้ายตบตีข่มขู่เอาเงินเรียกค่าไถ่จำนวนกว่า 5 ล้านวอนดังกล่าว   ด้าน พ.ต.ท.พรต เศรษฐกร สว.ตม.จว.ลำปาง กล่าวว่าหลังจากที่เมื่อคืนนี้เวลาประมาณ 21.00 น. ได้รับแจ้งจากแม่ของผู้เสียหายก็ได้ทำการประสานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประเทศเกาหลีเป็นการส่วนตัว และแจ้งข้อมูลเบื้องต้นก่อน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบจนพบตัว น.ส.อิม ถูกขังอยู่ในห้องพักในเมืองปูซาน จึงได้ช่วยเหลือตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว เบื้องต้นจากการประสานกับทางเจ้าหน้าที่ประเทศเกาหลีทราบว่า น.ส.อิม ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับ นายชอยและลูกน้องที่หลอกลวงไปทำงานและทำร้ายร่างกายที่ประเทศเกาหลี ทั้งนี้คงจะเดินทางกลับไทยยังไม่ได้เพราะต้องรอกระบวนการทางกฏหมายแล้วเสร็จ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็เตรียมพร้อมที่ช่วยเหลือกลับไทยแล้ว   และทางเจ้าหน้าที่ยังจะได้ให้ น.ส.ปนัดดา แม่ของผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งฝาย เพื่อเอาผิดกับ น.ส.ดวงเนตร ม่วงศรีจันทร์ คนที่ชักชวนไปทำงานต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยจะได้ทำการสอบสวนว่า น.ส.ดวงเนตร ได้เคยชักชวนไปทำงานและถูกหลอกในลักษณะนี้อีกหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะได้เงินค่านายหน้าในการจัดหาคนไปทำงานอีกด้วย   (ภาพ : มติชน)

 7,804

Top