ค้นหา :

ผลการค้นหา "โรคระบาด"

สรุปข่าว
07 ม.ค. 63

เรียกประชุมคดียิงรถบิ๊กโจ๊ก / สนามบินคุมเข้มปอดอักเสบระบาดจากจีน / รถบัสพลิกคว่ำที่เปรู ดับ 16 ราย

เรียกประชุมคดีคนร้ายยิงรถที่ปรึกษาสน.นายกฯ เชื่อคนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวเป้าหมาย   รองผบ.ตร. เรียกประชุมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีคนร้าย 2 คน ยิงรถพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ระบุคนร้ายมีรู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย ความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธและการหลบหนี ส่วนสาเหตุยังไม่สามารถระบุได้ ด้านพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เตรียมให้เข้าปากคำที่สน.บางรักเที่ยงนี้     ท่าอากาศยานคุมเข้มปอดอักเสบระบาดจากจีน   อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เผย ท่าอากาศยานเตรียมพร้อมมาตรการป้องกันโรคปอดระบาด สำหรับท่าอากาศยาน จ.กระบี่ มีเที่ยวบินจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน วันที่ 17 มกราคม ถึง 17 กุมภาพันธ์ โดยติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนคัดกรองผู้โดยสาร หากมีอาการไข้ห้ามลงจากเครื่อง และปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินทันที     สลด! รถบัสพลิกคว่ำที่เปรู ดับ 16 ราย   รถบัสประสบอุบัติเหตุที่เมืองอารีกุยปา ประเทศ เปรูทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 ราย บาดเจ็บกว่า 40 คน ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีนักท่องเที่ยวชายเยอรมนี 2 คน ส่วนผู้บาดเจ็บมีทั้งชาวสเปน เยอรมนีและบราซิล สาเหตุเกิดจากคนขับรถด้วยความเร็วสูง ขณะแล่นอยู่บนทางลาดชันจึงพุ่งชนกับรถมินิบัสในบริเวณดังกล่าวไป 8 คัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/u-eX6S1KKfA

 395
สังคม-อาชญากรรม
07 ม.ค. 63

'อนุทิน' แจง 4 คนไทยป่วยต้องสงสัย ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสจากจีน ยันยังไม่ระบาดในไทย

กรณีความกังวลการติดตามสถานการณ์ของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ที่มีการแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน   สำหรับประเทศไทยพบผู้ป่วยต้องสงสัย 4 รายที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยผู้ป่วยทั้ง 4 รายมีอาการไข้คล้ายอาการหวัด จึงมีการกักตัวแยกตรวจรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร จ.นนทบุรี   ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เกินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยทั้ง 4 รายพร้อมเผยข้อมูลว่าผู้ป่วยต้องสงสัยทั้ง 4 รายนั้น มีเด็ก 3 ขวบ 1 รายและเป็นผู้ใหญ่ 3 ราย หลังการตรวจเชื้อไวรัสและอาการป่วยพบว่า ผู้ป่วย 1 รายเป็นไข้หวัด อีก 2 สายเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ ชนิด H1N1 และ AH3 ส่วนอีกรายมีอาการปอดอักเสบ   ทั้ง 4 คนได้ถูกนำมายังห้องกักโรคที่สถาบันบำราศนราดูร และอยู่ในขั้นตอนการเฝ้าระวังพร้อมกับการตรวจรักษาตามอาการโรค ซึ่งยืนยันว่าสถานการณ์ในประเทศขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบรุนแรงชนิดที่แพร่ระบาดในจีน   ในขณะนี้ไทยเองได้เตรียมมาตรการตาวจเฝ้าระวังป้องกันโรค โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายคือคนไทยและนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาจากเมืองอู่อั่นโดยเฉพาะ จังหวัดที่มีเครื่องบินตรงจากเมืองอูฮั่น อาทิภูเก็ต เชียงไหม่ ที่จะต้องตรวจเข้มเป็นพิเศษ  

 471
สังคม
07 ม.ค. 63

'อนุทิน' แจง 4 คนไทยป่วยต้องสงสัย ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสจากจีน ยันยังไม่ระบาดในไทย

กรณีความกังวลการติดตามสถานการณ์ของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ที่มีการแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน   สำหรับประเทศไทยพบผู้ป่วยต้องสงสัย 4 รายที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยผู้ป่วยทั้ง 4 รายมีอาการไข้คล้ายอาการหวัด จึงมีการกักตัวแยกตรวจรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร จ.นนทบุรี   ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เกินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยทั้ง 4 รายพร้อมเผยข้อมูลว่าผู้ป่วยต้องสงสัยทั้ง 4 รายนั้น มีเด็ก 3 ขวบ 1 รายและเป็นผู้ใหญ่ 3 ราย หลังการตรวจเชื้อไวรัสและอาการป่วยพบว่า ผู้ป่วย 1 รายเป็นไข้หวัด อีก 2 สายเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ ชนิด H1N1 และ AH3 ส่วนอีกรายมีอาการปอดอักเสบ   ทั้ง 4 คนได้ถูกนำมายังห้องกักโรคที่สถาบันบำราศนราดูร และอยู่ในขั้นตอนการเฝ้าระวังพร้อมกับการตรวจรักษาตามอาการโรค ซึ่งยืนยันว่าสถานการณ์ในประเทศขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบรุนแรงชนิดที่แพร่ระบาดในจีน   ในขณะนี้ไทยเองได้เตรียมมาตรการตาวจเฝ้าระวังป้องกันโรค โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายคือคนไทยและนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาจากเมืองอู่อั่นโดยเฉพาะ จังหวัดที่มีเครื่องบินตรงจากเมืองอูฮั่น อาทิภูเก็ต เชียงไหม่ ที่จะต้องตรวจเข้มเป็นพิเศษ  

 471
สังคม-อาชญากรรม
06 ม.ค. 63

คุมเข้มสนามบิน เฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ระบาดจากจีน ยันยังไม่มีผู้ติดเชื้อในไทย

จากที่มีกระแสข่าวโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ณ เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งว่าทางการจีนได้ดำเนินการสอบสวนโรคและอยู่ระหว่างการตรวจหาสาเหตุ    โดยขณะนี้ ยังไม่ทราบสาเหตุก่อโรค แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ไม่ใช่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก อะดิโนไวรัส หรือโรคทางเดินหายใจที่พบได้ทั่วไป   ทั้งนี้ ทอท.ได้คุ้มเข้มท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ / ท่าอากาศยานดอนเมือง / ท่าอากาศยานภูเก็ต / ท่าอากาศยานเชียงใหม่ / ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทั้งนี้มีปัจจุบันมีเที่ยวบินที่ทำการบินจากเมืองอู่ฮั่นมายังท่าอากาศยานของ ทอท.เพียง 4 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ / ดอนเมือง / ภูเก็ต และเชียงใหม่   ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำคณะลงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตรวจเยี่ยมความพร้อมด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยที่ด่านควบคุมโรค ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ติดตั้งเครื่องวัดไข้อัตโนมัติระบบอินฟราเรด (Infrared Thermo Scan)จำนวน 4 จุด พร้อมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทำงาน 24 ชั่วโมง   ผู้โดยสารทุกคนจะต้องผ่านการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องตรวจอุณหภูมิอัตโนมัติ หากพบมีไข้จะแยกผู้โดยสารตรงประตูทางเข้า ให้สวมหน้ากากอนามัย และพาไปตรวจซ้ำที่ห้องรอส่งต่อ หากพบว่ามีไข้ และมีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยงจะโทรแจ้งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ส่งรถพยาบาลมารับไปยังโรงพยาบาลที่มีห้องแยกโรคมาตรฐาน ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนปกติที่สนามบินดำเนินการ โดยจะไม่ปะปนกับผู้โดยสารอื่น โดยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงวันละ 3 เที่ยว ผู้โดยสารวันละประมาณ 500 คนต่อวัน   นอกจากนี้ ยังได้มีการเฝ้าระวังคัดกรองผู้โดยสาร ที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ตอีกด้วย จากการตรวจสอบวันนี้ ยืนยันว่าประชาชนไม่ต้องกังวล ขอให้มั่นใจได้ว่าเชื้อไวรัสที่ระบาดในจีนยังไม่เข้ามาในไทย ขอให้มั่นใจรัฐบาลไทยสามารถสกัดได้แน่นอน เพราะไทยมีระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง ควบคุมโรคที่ประสิทธิภาพ หากมีรายงานผู้ป่วยที่สงสัย จะทำการแยกกัก โดยมีการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการ และทีมสอบสวนโรคติดต่ออันตรายทั้งในส่วนกลางและทุกจังหวัดทั่วประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oaixDya29Mw

 4,297
สังคม
06 ม.ค. 63

คุมเข้มสนามบิน เฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ระบาดจากจีน ยันยังไม่มีผู้ติดเชื้อในไทย

จากที่มีกระแสข่าวโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ณ เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งว่าทางการจีนได้ดำเนินการสอบสวนโรคและอยู่ระหว่างการตรวจหาสาเหตุ    โดยขณะนี้ ยังไม่ทราบสาเหตุก่อโรค แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ไม่ใช่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก อะดิโนไวรัส หรือโรคทางเดินหายใจที่พบได้ทั่วไป   ทั้งนี้ ทอท.ได้คุ้มเข้มท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ / ท่าอากาศยานดอนเมือง / ท่าอากาศยานภูเก็ต / ท่าอากาศยานเชียงใหม่ / ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทั้งนี้มีปัจจุบันมีเที่ยวบินที่ทำการบินจากเมืองอู่ฮั่นมายังท่าอากาศยานของ ทอท.เพียง 4 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ / ดอนเมือง / ภูเก็ต และเชียงใหม่   ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำคณะลงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตรวจเยี่ยมความพร้อมด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยที่ด่านควบคุมโรค ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ติดตั้งเครื่องวัดไข้อัตโนมัติระบบอินฟราเรด (Infrared Thermo Scan)จำนวน 4 จุด พร้อมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทำงาน 24 ชั่วโมง   ผู้โดยสารทุกคนจะต้องผ่านการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องตรวจอุณหภูมิอัตโนมัติ หากพบมีไข้จะแยกผู้โดยสารตรงประตูทางเข้า ให้สวมหน้ากากอนามัย และพาไปตรวจซ้ำที่ห้องรอส่งต่อ หากพบว่ามีไข้ และมีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยงจะโทรแจ้งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ส่งรถพยาบาลมารับไปยังโรงพยาบาลที่มีห้องแยกโรคมาตรฐาน ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนปกติที่สนามบินดำเนินการ โดยจะไม่ปะปนกับผู้โดยสารอื่น โดยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงวันละ 3 เที่ยว ผู้โดยสารวันละประมาณ 500 คนต่อวัน   นอกจากนี้ ยังได้มีการเฝ้าระวังคัดกรองผู้โดยสาร ที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ตอีกด้วย จากการตรวจสอบวันนี้ ยืนยันว่าประชาชนไม่ต้องกังวล ขอให้มั่นใจได้ว่าเชื้อไวรัสที่ระบาดในจีนยังไม่เข้ามาในไทย ขอให้มั่นใจรัฐบาลไทยสามารถสกัดได้แน่นอน เพราะไทยมีระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง ควบคุมโรคที่ประสิทธิภาพ หากมีรายงานผู้ป่วยที่สงสัย จะทำการแยกกัก โดยมีการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการ และทีมสอบสวนโรคติดต่ออันตรายทั้งในส่วนกลางและทุกจังหวัดทั่วประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oaixDya29Mw

 4,297
ต่างประเทศ
05 ม.ค. 63

ฮ่องกงเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบระบาด

ฮ่องกง ยกระดับการเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข หลังพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส 8 คน หวั่นเป็นไวรัสสายพันธุ์เดียวกับ ที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่นของจีนอยู่ในขณะนี้   หน่วยงานสาธารณสุขของฮ่องกง ยกระดับการเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข ตาม สนามบิน และสถานีรถไฟความเร็วสูง ที่เชื่อมต่อกับจีน แผ่นดินใหญ่ หลังจากพบ ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ จากการติดเชื้อไวรัส 8 ราย ในฮ่องกง ซึ่งเกรงว่า จะเป็นชนิดเดียวกับที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ใน เมือง อู่ฮั่น ทางตะวันตกของนครเซี่ยงไฮ้ ของจีน โดยขณะนี้พบผู้ป่วยอย่างน้อย 44 คน    โดยหน่วยงานสาธารณสุขฮ่องกง ได้เพิ่มการติดตั้ง จุดตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกายของผู้โดยสาร ที่เดินทางเข้ามาใน สนามบินฮ่องกง เพื่อคัดกรองผู้ติดเชื้อ ก่อนเข้าประเทศ นอกจากนี้ ยังให้เจ้าหน้าที่ ตรวจเช็คอุณหภูมิร่างกายของผุ้โดยสาร สถานีรถไฟความเร็วสูง West Kowloon ที่แล่นเชื่อมต่อระหว่าง ฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย   สำหรับอาการของโรค จะเหมือนกับเป็นไข้หวัดทั่วไป หายใจหอบ และ มีอาการปอดติดเชื้อ แต่ยังไม่มีรายงานยืนยันว่า เชื้อไวรัสดังกล่าว แพร่ระบาดแบบคนสู่คน    รายงานจากคณะกรรมาธิการสาธารณสุขเมืองอู่ฮั่น ของจีนเผยว่า ในจำนวน ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ จากเชื้อไวรัส 44 คน มี 11 คน อยู่ในอาการวิกฤติ นอกจากนี้ได้คัดแยก ผู้ที่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ รวม 121 คน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการป่วย และป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง -การแพร่ระบาดดังกล่าว ทำให้ย้อนนึกถึง การแพร่ระบาดของโรคซาร์ส หรือโรคทางระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง ในช่วงปี 2002 ถึง 2003 ซึ่งเริ่มการแพร่ระบาด จากทางตอนใต้ของจีน ลุกลามไปยัง ฮ่องกง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 700 คน   ชมผ่านยูทูป : https://youtu.be/6O2H1MSN7WA

 1,512
ข่าวภูมิภาค
22 พ.ย. 62

ทรมานสัตว์? ด่านกักกันสัตว์สงขลา ขุดหลุมฝังไก่ 4 พันตัวทั้งเป็น ป้องกันโรคระบาด

สงขลา-มีคลิปภาพเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สงขลา ซึ่งตั้งอยู่ถนนถนนศรีภูวนารถ อ.หาดใหญ่ ทำลายไก่ของกลางที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียเกือบ 4,000 ตัว โดยใช้วิธีการขุดหลุมฆ่าฝังดินทั้งเป็น   ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการทรมานสัตว์ และมีการตั้งคำถามว่าเจ้าหน้าที่ใช้วิธีทำลายที่ผิดระเบียบหลักเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งจากภาพมีการจับไก่โยนลงไปในบ่อที่มีน้ำขังอยู่ทีละตัวจนขาดใจตายทับถมกันแน่นบ่อ และบางตัวพยายามตีปีกเพื่อเอาชีวิตรอดและสุดท้ายก็ไม่รอดและถูกฝังกลบจนตายทั้งเป็น   ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อมูลไปยังด่านกักกันสัตว์สงขลา เบื้องต้นทราบว่าไก่ที่ถูกฆ่าฝังดินมีจำนวน 3,984 ตัวนั้นเป็นไก่ที่ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรปาดังเบซาร์ และเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สงขลาจับกุมได้ ขณะที่มีการลักลอบขนเข้ามาจากประเทศมาเลเซียหลายคันรถ เมื่อวันที่19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา   เมื่อเสร็จกระบวนการทางระเบียบของศุลกกากร ก็ได้ส่งให้ด่านกักสัตว์สงขลาในช่วงเย็นของวันเดียวกัน โดยนำมากองรวมกันไว้ภายในบริเวณคอกกักปล่อยให้ตากแดดตากฝน 1 วัน พร้อมกับมีการขุดหลุมเตรียมเอาไว้และลงมือฝังทั้งเป็นตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่ายซึ่งใช้เวลานานหลายชั่วโมง เพราะต้องโยนลงไปทีละตัว ซึ่งในบ่อมีน้ำขังอยู่ด้วยเนื่องจากระหว่างที่ขุดหลุมรอมีฝนตกลงมา   ซึ่งตามกฎหมายโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีกรวมทั้งไก่ที่ลักลอบนำเข้ามาแบบผิดกฎหมายต้องถูกกำจัดทำลายเท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้เลี้ยงหรือขายทอดตลาด อันเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคไข้หวัดนกสากล   แต่จากการตรวจสอบข้อมูลวิธีการทำลายพบว่าเป็นการทำลายโดยผิดวิธีและผิดหลักเกณฑ์ของกรมปศุสัตว์ แต่การที่เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สงขลา ใช้วิธีฝังทั้งเป็นอาจเป็นไปได้ว่าจำนวนไก่ที่มีมากขนาดนี้ หากทำตามระเบียบค่อนข้างลำบากและยุ่งยากจึงใช้วิธีขุดหลุมฝังกลับแทนซึ่งสะดวกและง่ายกว่า และเป็นครั้งแรกที่มีการยึดไก่ได้มากขนาดนี้   สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือมีเหตุอันควรว่าเป็นโรคระบาดหรือสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดพ.ศ.2562 ตามประกาศของกรมปศุสัตว์ ให้ดำเนินการตามหลักการการุณยฆาต โดยเฉพาะกรณีนกไก่เป็ดห่าน ให้ใช้สารเคมีให้สัตว์กิน ฉีดหรือสูดดมเข้าร่างกายสัตว์ เพื่อให้สัตว์นั้นตายโดยไม่ทรมาน หรือใช้วิธีการดึงคอให้สัตว์ตาย   ล่าสุดทางกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ รับทราบแล้ว และได้สั่งการให้ทางหัวหน้าด่านกักกันสัตว์สงขลาชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน เนื่องจากภาพที่ปรากฏออกมาสะเทือนใจและถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะเป็นการทรมานสัตว์แม้จะเป็นไก่เลี้ยงจากฟาร์มก็ตาม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JFDi9YTbU3Y

 578
สังคม
22 พ.ย. 62

ทรมานสัตว์? ด่านกักกันสัตว์สงขลา ขุดหลุมฝังไก่ 4 พันตัวทั้งเป็น ป้องกันโรคระบาด

สงขลา-มีคลิปภาพเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สงขลา ซึ่งตั้งอยู่ถนนถนนศรีภูวนารถ อ.หาดใหญ่ ทำลายไก่ของกลางที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียเกือบ 4,000 ตัว โดยใช้วิธีการขุดหลุมฆ่าฝังดินทั้งเป็น   ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการทรมานสัตว์ และมีการตั้งคำถามว่าเจ้าหน้าที่ใช้วิธีทำลายที่ผิดระเบียบหลักเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งจากภาพมีการจับไก่โยนลงไปในบ่อที่มีน้ำขังอยู่ทีละตัวจนขาดใจตายทับถมกันแน่นบ่อ และบางตัวพยายามตีปีกเพื่อเอาชีวิตรอดและสุดท้ายก็ไม่รอดและถูกฝังกลบจนตายทั้งเป็น   ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อมูลไปยังด่านกักกันสัตว์สงขลา เบื้องต้นทราบว่าไก่ที่ถูกฆ่าฝังดินมีจำนวน 3,984 ตัวนั้นเป็นไก่ที่ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรปาดังเบซาร์ และเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สงขลาจับกุมได้ ขณะที่มีการลักลอบขนเข้ามาจากประเทศมาเลเซียหลายคันรถ เมื่อวันที่19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา   เมื่อเสร็จกระบวนการทางระเบียบของศุลกกากร ก็ได้ส่งให้ด่านกักสัตว์สงขลาในช่วงเย็นของวันเดียวกัน โดยนำมากองรวมกันไว้ภายในบริเวณคอกกักปล่อยให้ตากแดดตากฝน 1 วัน พร้อมกับมีการขุดหลุมเตรียมเอาไว้และลงมือฝังทั้งเป็นตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่ายซึ่งใช้เวลานานหลายชั่วโมง เพราะต้องโยนลงไปทีละตัว ซึ่งในบ่อมีน้ำขังอยู่ด้วยเนื่องจากระหว่างที่ขุดหลุมรอมีฝนตกลงมา   ซึ่งตามกฎหมายโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีกรวมทั้งไก่ที่ลักลอบนำเข้ามาแบบผิดกฎหมายต้องถูกกำจัดทำลายเท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้เลี้ยงหรือขายทอดตลาด อันเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคไข้หวัดนกสากล   แต่จากการตรวจสอบข้อมูลวิธีการทำลายพบว่าเป็นการทำลายโดยผิดวิธีและผิดหลักเกณฑ์ของกรมปศุสัตว์ แต่การที่เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์สงขลา ใช้วิธีฝังทั้งเป็นอาจเป็นไปได้ว่าจำนวนไก่ที่มีมากขนาดนี้ หากทำตามระเบียบค่อนข้างลำบากและยุ่งยากจึงใช้วิธีขุดหลุมฝังกลับแทนซึ่งสะดวกและง่ายกว่า และเป็นครั้งแรกที่มีการยึดไก่ได้มากขนาดนี้   สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือมีเหตุอันควรว่าเป็นโรคระบาดหรือสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดพ.ศ.2562 ตามประกาศของกรมปศุสัตว์ ให้ดำเนินการตามหลักการการุณยฆาต โดยเฉพาะกรณีนกไก่เป็ดห่าน ให้ใช้สารเคมีให้สัตว์กิน ฉีดหรือสูดดมเข้าร่างกายสัตว์ เพื่อให้สัตว์นั้นตายโดยไม่ทรมาน หรือใช้วิธีการดึงคอให้สัตว์ตาย   ล่าสุดทางกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ รับทราบแล้ว และได้สั่งการให้ทางหัวหน้าด่านกักกันสัตว์สงขลาชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน เนื่องจากภาพที่ปรากฏออกมาสะเทือนใจและถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะเป็นการทรมานสัตว์แม้จะเป็นไก่เลี้ยงจากฟาร์มก็ตาม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JFDi9YTbU3Y

 578
ต่างประเทศ
14 พ.ย. 62

แม่น้ำในเกาหลีใต้เป็นสีเลือด หลังเชือดหมู 47,000 ตัวสกัดโรคระบาด

มีภาพแม่น้ำในเกาหลีใต้กลายเป็นสีเลือด ไหลออกมาจากหลุมที่เชือดหมู ที่ถูกฆ่ากำจัดหมูกว่า 47,000 ตัว เพื่อสกัดการระบาดของเชื้ออหิวาต์หมูแอฟริกัน ก่อนจะถูกฝนตกหนัก ฝนชะไหลลงไปปนเปื้อนในแม่น้ำ ที่จังหวัดกย็องกี ทางภาคเหนือของประเทศ ราว 200 เมตร   ทางเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบเนื่องจากหวั่นว่าน้ำจะปนเปื้อนเชื้อโรค และเร่งสกัดกั้นไม่ให้น้ำไหลไปยังภูมิภาคอื่นๆ พร้อมมีประกาศแจ้งประชาชน ว่ายังไม่มีภัยใดๆ เนื่องจากหมูดังกล่าวผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อแล้วก่อนถูกกำจัด  

 1,902
ต่างประเทศ
18 ก.ค. 62

who ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก 'อีโบลา' ระบาดหนักในคองโก คร่าแล้ว 1,600 ศพ

องค์การอนามัยโลก ประกาศให้อีโบลาที่กำลังแพร่ระบาดในสาธารณรัฐคองโก เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern) คำนิยามที่ใช้ไม่บ่อยครั้งนักและมักใช้เฉพาะกับโรคระบาดร้ายแรง   ซึ่งก่อนหน้านี้ทางหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหประชาชาติเคยใช้เพียง 4 ครั้ง ได้แก่ ไวรัส H1N1 หรือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาด, การแพร่ระบาดของโรคโปลิโอในปี 2014, การแพร่ระบาดของอีโบลาในหลายพื้นที่ของแอฟริกาตะวันตกตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2016 และการระบาดของไวรัสซิกาในปี 2016   โดยขณะนี้พบผู้เสียชีวิตจากอีโบลาแล้วมากกว่า 1,600 คน นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นมา หรือเมื่อครั้งที่ไวรัสอีโบลาเริ่มแพร่ระบาดในจังหวัดนอร์ทคิวู ของสาธารณรัฐคองโก ก่อนแผ่ลามไปยังจังหวัดอิตูรีที่อยู่ติดกัน   อีโบลา เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในกลุ่มโรคไข้เลือดออก เชื่อกันว่าแพร่ระบาดจากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาวและลิง ทั้งนี้อีโบล่าแพร่จากคนสู่คนโดยการสัมผัสกับเลือด น้ำลาย น้ำมูก เหงื่อ อสุจิ และสารคัดหลั่งอื่นๆ จากร่างกายของผู้ติดเชื้อ   การฟักตัวของเชื้อใช้วลา 2 วัน ถึง 3 สัปดาห์ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั้งตัว เจ็บคอ ตามมาด้วยอาการท้องเสีย อาเจียน มีผื่นนูน มีเลือดออกตามเยื่อบุของร่างกาย เช่น เยื่อบุตา ช่องปาก และอวัยวะภายใน   มีอาการผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง การทำงานของตับและไตล้มเหลว ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากกว่า 50% เพราะอาการในระยะเริ่มต้นเหมือนโรคอื่นๆ ทั่วไป เช่น มาเลเรีย ไข้เลือดออกจากไวรัสชนิดอื่น ไข้หวัด ท้องร่วง กว่าจะรู้ชัดว่าติดเชื้ออีโบล่าก็สายเกินไปแล้ว  

 127,879
ต่างประเทศ
25 มิ.ย. 62

เด็กอินเดียนับร้อย เสียชีวิตด้วยไข้สมองอักเสบเฉียบพลัน หลังกินลิ้นจี่

อินเดีย - ยอดเด็กเสียชีวิต จากไข้สมองอักเสบเฉียบพลัน พุ่งกว่า 150 ราย เหตุเพราะกินลิ้นจี่ โดยเจ้าหน้าที่รัฐพิหาร ระบุมีเด็กเสียชีวิตแล้ว 152 คน กระจายอยู่ทั่วเมือง ยังมีอีก 130 คน อยู่ระหว่างการรักษา ด้วยอาการโรคสมองอักเสบเฉียบพลัน หรือ เออีเอส ซึ่งส่งผลกระทบมากที่สุดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ขาดสารอาหาร   เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการ ไข้สูง อาเจียน และเกิดอาการชัก ส่วนสาเหตุที่เกิดโรคนี้ยังไม่แน่ชัด สันนิษฐานว่า เกิดจากเด็กที่เก็บลิ้นจี่ห่าม ที่ร่วงอยู่บนพื้นมากิน แล้วเข้านอนตอนท้องว่าง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำ กระทบต่อสมองของเด็ก   โรคนี้ในท้องถิ่นเรียกว่าโรคฉัมกิพุขาร์ พบการระบาดในช่วงฤดูร้อนของทุกปี มาตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งตรงกับหน้าลิ้นจี่ ซึ่งในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ 150 คน นอกจากที่อินเดียแล้วยังพบการระบาดในเขตที่ปลูกลิ้นจี่ ที่บังคลาเทศ และเวียดนามด้วย  

 3,502
ข่าวภูมิภาค
11 มิ.ย. 62

กรมคุมโรคสั่งตรวจสอบ ร.ร.ดังนนทบุรี หลังพบเด็ก ม.1 ป่วยไข้ออกผื่นหลายรายจนต้องสั่งปิด

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีข่าวนักเรียนโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ป่วยไข้ ออกผื่นหลายราย ว่า สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 (สคร.) จ.สระบุรี ซึ่งดูแลพื้นที่ จ.นนทบุรี ได้ประสานข้อมูลไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นนทบุรี   เบื้องต้นพบว่า การเจ็บป่วยครั้งนี้เกิดขึ้นในระดับชั้น ม.1 เท่านั้น โดยมีอาการไข้ ออกผื่น ลักษณะผื่นที่พบเป็นผื่นแดงกระจาย ผู้ป่วยทุกรายได้เข้ารับการรักษาทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งยังไม่พบอาการรุนแรง โดยอาการป่วยเบื้องต้นเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจเข้าได้กับหลายโรค ขณะนี้ สสจ.นนทบุรี กำลังสอบสวนโรคและรอผลยืนยันการวินิจฉัยโรคอย่างชัดเจนอีกครั้ง   ทางผู้บริหารโรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือและพิจารณาปิดสถานศึกษาในวันที่ 10 มิถุนายน เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อและทำความสะอาดตามสถานที่ อุปกรณ์ต่างๆ ในโรงเรียน ติดตามอาการป่วยของเด็กทั้งรายเก่าและค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ที่อาจมีอาการลักษณะเดียวกัน รวมถึงสื่อสารทำความเข้าใจและให้สุขศึกษากับผู้ปกครองและเด็กนักเรียน   ทั้งนี้ต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคมือ เท้า ปาก และโรคอื่นๆ ที่มักพบในช่วงฤดูฝน ซึ่งโรคมือ เท้า ปาก นั้น แนะนำ 4 วิธีป้องกัน ดังนี้   1.การลดการสัมผัสเชื้อ โดยเชื้อโรคมือ เท้า ปากจะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากแผลตุ่มพองหรืออุจจาระของผู้ป่วย หรือเมื่อผู้ป่วยไปจับของเล่น ของใช้จะทำให้เชื้อกระจายสู่ผู้อื่นได้ หากลดการสัมผัส จะสามารถป้องกันการรับเชื้อได้   2.หมั่นทำความสะอาดของใช้และของเล่นของเด็กเป็นประจำ เพื่อลดเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม   3.หมั่นให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลัง รับประทานอาหารหรือเข้าห้องน้ำ เพื่อลดเชื้อสะสมบนมือและลดการแพร่สู่ผู้อื่น   และ 4.หากพบผู้ป่วย ควรให้หยุดเรียนและรักษาจนกว่าจะหาย ควรแยกของใช้ส่วนตัวเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ และไม่ควรคลุกคลีกับคนอื่นๆ ในครอบครัวหรือชุมชน เพื่อชะลอการแพร่กระจายเชื้อ   สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน ควรมีการคัดกรองเด็กนักเรียนทุกเช้าก่อนเข้าห้องเรียน เพื่อตรวจดูนักเรียนที่มีอาการแสดงของโรค คือ มีไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใส หรือเม็ดแดงๆ ในปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น หากพบเด็กป่วยให้แยกออกมา แจ้งผู้ปกครองให้มารับกลับและพักรักษาจนกว่าจะหายเป็นปกติ จัดจุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ   ส่วนผู้ปกครอง ควรหมั่นสังเกตอาการของบุตรหลาน หากพบมีอาการข้างต้นควรให้หยุดเรียนและพักรักษาจนกว่าจะหาย ถ้าหากเด็กมีอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ ต้องรีบนำเด็กไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dYE2gdq1NyA

 2,648
สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ค. 62

ห่วงซิฟิลิสระบาดหนัก! ผงะ สาว 15 ท้องลูกแฝดติดเชื้อพร้อมแฟน ย้ำถุงยางอนามัยช่วยได้

จากกรณีมีกระแสข่าวว่าโรคซิฟิลิส ซึ่งเป็นโรคติดต่อในเพศสัมพันธ์ ได้กลับมาระบาดอีกครั้งในไทย โดยพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมาก   ล่าสุดเพจ เรื่องเล่าจากโรงหมอ ได้เขียนถึงเรื่องโรคดังกล่าว หลังจากพบผู้ป่วยซิฟิลิสเป็นคุณแม่วัยใส อายุต่ำกว่า 15 ปี กำลังตั้งท้องลูกแฝด กับแฟนอายุไล่เลี่ยกัน และยังพบว่าเจอผู้ป่วยซิฟิลิส แทบทุกสัปดาห์ และบางรายมาคู่กับการติดเชื้อเอดส์ ซึ่งตอกย้ำสถานการณ์โรคที่น่ากังวลอย่างมาก   ด้านเพจ Bangrak STIs center ก็ได้โพสต์ตอกย้ำให้ทุกคนตระหนักถึงโรคซิฟิลิสเช่นกัน โดยระบุว่า   เพิ่งโพสต์เตือนเมื่ออาทิตย์ก่อนว่าโรคนี้กำลังมีการพบมากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โรคเก่าแก่คู่ชาวโลกนี้ ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ และจากแม่ไปสู่ลูก พบการระบาดครั้งแรกเมื่อกว่าห้าร้อยปีก่อน พบในทุกชนชั้น รุนแรงถึงตาย มีลักษณะเฉพาะทำให้เกิดความพิการถาวร คนทั้งกลัวและรังเกียจจนหลายๆประเทศเอาชื่อชาติศัตรูของตัวเองมาใช้เป็นชื่อโรค   จากประสบการณ์ตรงที่ดูแลคนไข้ท้อง…ซิฟิลิสกำลังกลับมาจริง…เจอทุกอาทิตย์…บางรายมาคู่กับ HIV อายุคนไข้ก็น้อยลงๆ เป็นตัวสะท้อนว่า… ความระมัดระวัง ความหวาดกลัว ความพยายามป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของคนในสังคมลดลง… ความกลัว แบบที่เคยกลัวโรคเอดส์สมัยแรกๆ เปลี่ยนไปเป็นภาพโรคที่ซอฟท์ใส ตามที่สื่อต่างๆถ่ายทอด…จนการ์ดเราตก หรือเปล่า…?   หมายเหตุ…ซิฟิลิส เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum ติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสโดยตรงกับแผลของผู้ป่วย หรือจากแม่ไปสู่ลูก รอยโรคระยะแรกจะเกิดแผลริมแข็งขึ้นที่อวัยวะเพศ ระยะที่สองมีผื่นตามตัว ปวดเมื่อย ผมร่วง ระยะแฝงไม่มีอาการ ระยะที่สามระบบประสาท หัวใจ ตับ อวัยวะสำคัญถูกทำลาย รุนแรงได้ถึงขั้นเสียชีวิต   ส่วนการติดซิฟิลิสของทารกในครรภ์ ทำให้เกิดการแท้ง และความพิการแต่กำเนิดต่างๆ และอาการผิดปกติรุนแรงหลังจากคลอดได้   การป้องกันที่ดีที่สุดคือ   -งดการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง เลี่ยงไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง -เผลอเสี่ยงมาแล้ว ถุงแตก อะไรก็ตาม รีบหาหมอครับ ซิฟิลิสรักษาได้ส่วนใหญ่หายไม่ยาก แต่ HIV ยังรักษาไม่หาย -ก่อนแต่งงาน หรือวางแผนมีลูก ไปรพ.ขอตรวจคัดกรองก่อนเพื่อความปลอดภัยนะครับ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/28W1y6Kaano

 7,592
สังคม-อาชญากรรม
03 พ.ค. 62

เตือน 'ซิฟิลิส' กลับมาระบาดอีกครั้ง ห่วงวัยมัธยม-มหาลัยเป็นเพียบ รุนแรงเหมือน 'ลำยอง' ในทองเนื้อเก้า

โรงพยาบาลบางรัก ได้เผยแพร่บทความเตือน เกี่ยวกับโรคซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยระบุว่า   “ซิฟิลิสกลับมาระบาดอีกครั้ง”   หลายคนคงเคยได้ยินโรคซิฟิลิสมาก่อนแต่ไม่รู้จักว่ามันเป็นอย่างไร ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากการสัมผัสเชื้อโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์ การได้รับเลือด หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยซิฟิลิส   เมื่อ 100 ปีที่แล้วซิฟิลิสเป็นโรคที่ทุกคนกลัวกันมาก อารมณ์เดียวกับโรคเอดส์ในปัจจุบัน เนื่องจากติดจากเพศสัมพันธ์ ตัวโรคอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ไม่มียารักษา และถ้าเป็นไปนานๆจะถึงซิฟิลิสระยะที่สาม (เหมือนลำยองในทองเนื้อเก้า) คือจะทำให้มีรอยโรคตามตัว มีผลต่อระบบประสาท   ขณะนี้อยากให้ดูว่าในประเทศไทย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งแล้ว และกราฟของซิฟิลิสนั้นพุ่งทะยานขึ้นดั่งรถไฟเหาะ มีคนติดเชื้อจำนวนมาก แต่ไม่รู้ตัวว่าติดเนื่องจากไม่เคยตรวจโรคนี้   หากดูกราฟจะพบว่า..โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบมากที่สุดในกลุ่มของวัยรุ่น ช่วงประมาณมัธยมถึงมหาลัย แต่อย่างไรก็ตามซิฟิลิสก็พบได้ในทุกเพศทุกวัยแม้แต่เด็กแรกเกิดที่เกิดจากแม่ที่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นซิฟิลิส   พอเข้าไปดูในระดับจังหวัด ใครๆก็คิดว่าต้องเป็นกรุงเทพหรือพัทยา ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแน่ๆ แต่เอาเข้าจริงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบได้ในทุกจังหวัด แม้จะไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว   อาการของซิฟิลิส หลังจากติดเชื้อผู้ป่วยจะมีแผลริมแข็ง ไม่เจ็บ ขึ้นที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นแผลสามารถหายได้เอง ผ่านไปสักพักจะกลายเป็นระยะที่สองคือมีผื่นขึ้นตามฝ่ามือฝ่าเท้า บางคนขึ้นตามตัวก็ได้ มีผมร่วงเป็นหย่อมๆเหมือนโดนแมลงแทะ และแผลที่อวัยวะเพศเรียกว่า condyloma lata บางคนอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย บางคนมีแค่บางอาการ แล้วก็หายไปในที่สุด   หลังจากนั้นเชื้อจะยังอยู่ในร่างกายเราไปเรื่อยๆ จนถึงระยะที่ 3 ที่กินเวลาไปเป็น 10 ปี กลายเป็นสภาพเหมือนลำยองในทองเนื้อเก้านี่แหละค่ะ เชื้อยังทำให้กลายเป็น ซิฟิลิสที่หลอดเลือดหัวใจ ในสมอง กินเข้ากระดูกได้   ถ้าเสี่ยงมาแล้วกังวล มาตรวจให้ครบทุกโรคดีกว่าค่ะ จะได้สบายใจนะคะ ฝากถึงคุณหมอ หากคนไข้มาด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อะไรก็ตาม อยากให้เจาะเลือด Anti HIV,Syphilis,Hepatitis Bด้วยนะคะ จะได้ไม่พลาด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Twj5hvJFqLo

 227,427
ต่างประเทศ
03 พ.ค. 62

โรคหัดระบาดทั่วโลก สหรัฐฯติดเชื้อพุ่ง 700 ราย คาดคนป่วยไปดูหนัง avenger แพร่เชื้อในโรงหนัง

สวิตเซอร์แลนด์-พบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดแล้ว 2 ราย ขณะที่สหรัฐฯมีผู้ติดเชื้อ 700 คน คาดติดจากโรงหนัง Avengers องค์กรอนามัยโลกเตือน ผู้ที่ติดเชื้อโรคหัดจะเพิ่มขึ้นถึง 300% ทั่วโลก นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2019   โดยที่สวิตเซอร์แลนด์  มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 คน รายแรกเป็นชายวัย 30 ปีเศษๆ ซึ่งไม่เคยได้รับวัคซีนต่อต้านโรคหัดมาก่อน ส่วนรายที่ 2 เป็นชายชราวัยประมาณ 70 ปี เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง มีอาการปอดอักเสบเนื่องจากติดหัดก่อนเสียชีวิต   นอกจากนี้ยังพบว่า มีผู้ติดเชื้อกว่าอีก 155 คน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขสวิตเซอร์แลนด์ แนะนำวัคซีนต่อต้านโรคหัดมีความสำคัญมาก เป็นเครื่องมือในวงการแพทย์ที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคหัด แต่วัคซีนโรคหัดเป็นที่ต่อต้านของพ่อแม่จำนวนมาก ที่เชื่อในผลการวิจัยว่าวัคซีนทำให้เด็กเป็นออทิสซึ่ม ทำให้อัตราการรับวัคซีนลดลงเรื่อยๆ   ส่วนที่สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อกว่า 700 รายทั่วประเทศ มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต มีนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยดัง 2 แห่ง กว่า 700 คน ถูกกักบริเวณ หลังมีนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสแพร่ไวรัสโรคหัด อาจไปสัมผัส หรือใกล้ชิดกับคนที่ติดเชื้อมาก่อน   โดยมีรายงานว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้ อาจมีต้นตอมาจากโรงภาพยนตร์ หลังมีผู้หญิงวัย 20 ปีกว่าๆ ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อหัด และสมัครใจที่จะกักบริเวณตัวเองอยู่ในบ้าน แต่ปรากฎว่าเธอออกมาชมภาพยนต์ Avengers : End game จึงอาจทำให้คนในโรงติดเชื้อไปด้วย  

 8,515

Top