ค้นหา :

ผลการค้นหา "พลทหาร"

ข่าวภูมิภาค
13 ส.ค. 62

พลทหารเมาเหล้า ทะเลาะแย่งมีดกับแม่ยาย พลาดถูกเสียบตัดขั้วหัวใจดับ

สมุทรสาคร-เกิดเหตุแทงกันตายที่หอพักอยู่เจริญ ภายในห้องเช่า ม.3 ต.บางกระเจ้า อ.เมือง ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย นอนหงายจมกองเลือด ทราบชื่อต่อมาคือ พลทหารสุวัฒน์ นาคทองอินทร์ อายุ 23 ปี เป็นพลทหารสังกัดกองพันทหารช่างที่ 9 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี      จากการชันสูตรศพเบื้องต้น พบมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงเข้าใต้ราวนมด้านซ้ายตัดขั้วหัวใจ 1 แผล นอกจากนี้ยังพบมีดทำครัวปลายแหลม ความยาวประมาณ 1 ไม้บรรทัด ตกอยู่ 1 เล่ม อีกทั้งยังมีรอยเท้าเปื้อนเลือดเดินออกไปด้วย ส่วนผู้ก่อเหตุทราบต่อมาคือนางสาวอันธิกา ปานดำ อายุ 39 ปี เป็นแม่ยายของผู้เสียชีวิต ซึ่งพักอาศัยอยู่ห้องใกล้ๆ กัน และไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่เกิดอาการเป็นลม ช็อค นอนนิ่ง ตาลอย   พ่อตาของผู้เสียชีวิตเล่าว่า พลทหารสุวัฒน์ เป็นสามีของลูกสาววัย 17 ปี โดยทั้งคู่เพิ่งจะมีลูกอ่อนคลอดมาได้ราวๆ 3 เดือน และได้เช่าห้องพักอยู่ห้องใกล้ๆ กัน เพราะตนกับภรรยาเป็นห่วงลูกสาว เวลาที่พลหารสุวัฒน์ ต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่     ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุนั้น พลทหารสุวัฒน์ ได้นั่งกินเหล้ากับพวกเพื่อนๆ บริเวณข้างห้องเช่าตั้งแต่ช่วงเย็น ต่อมาก็กลับมาที่ห้องพัก ซึ่งขณะนั้นตนเองและภรรยาก็อยู่ที่ห้องของลูกสาวด้วยเพราะมาดู มาเล่นกับหลาน โดยพลทหารสุวัฒน์ ได้เข้ามาชวนลูกสาวของตนให้ไปกินข้าวด้วยกัน แต่ลูกสาวบอกไม่กิน เพราะกินน้ำเต้าหู้อิ่มแล้ว ตนจึงบอกว่าถ้าจะกินก็กินไปคนเดียว ทำให้ลูกเขยไม่พอใจ จึงนั่งกินเบียร์ต่ออีกในห้อง   ซึ่งตนเองในฐานะพ่อตาก็ถามไปว่าจะยังกินอีกเหรอ ทำให้ลูกเขยไม่พอใจอีกก็เลยเกิดมีปากเสียงกัน แล้วตนก็ทนไม่ไหว จึงออกปากไล่ให้ออกไปเพราะหลานยังเล็กมาก ซึ่งก็เชื่อได้ว่าคำพูดนั้นเองที่ทำให้ลูกเขยโกรธ ลุกขึ้นไปคว้ามีดทำครัวปลายแหลม มาหนีบไว้ข้างลำตัวใต้รักแร้ แล้วบอกว่าวันนี้ต้องมีคนตายไปข้างหนึ่ง ซึ่งพอภรรยาของตนกับลูกสาว เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปแย่งจะเอามีดออกมา เพราะกลัวว่าลูกเขยจะทำร้ายตน แต่ในช่วงชุลมุนยื้อแย่งกันไปมานั่นเอง ลูกเขยก็เกิดพลาดมีดที่เขาหยิบเอามาเองกับมือนั้น เกิดเสียบเข้าใต้ราวนมซ้ายตัดขั้วหัวใจตายคาที่     ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ โดยจะได้ส่งศพไปยังสถาบันนิติเวช เพื่อตรวจบาดแผลที่แน่ชัด และร่องรอยของการทำร้ายร่างกายอื่นๆ ว่ามีด้วยหรือไม่ พร้อมกันนี้ก็จะได้เชิญตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อที่จะหาสาเหตุการตายที่แท้จริง และการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Yyq7wl2i74M

 3,382
สังคม-อาชญากรรม
10 ก.ค. 62

พลทหารร้องกองปราบ เอาผิดครูฝึกลงโทษโหด จนต้องหนีออกจากค่าย กองทัพตั้งกรรมการสอบแล้ว

ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พานายเอ (นามสมมติ) พลทหารอากาศ อายุ 21 ปี และครอบครัว เข้าร้องความเป็นธรรมหลังพลทหาร ถูกครูฝึกทหารทำโทษจนได้รับบาดเจ็บสาหัส   นายเอ กล่าวว่า ได้สมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในสังกัดดังกล่าวและเข้ารับการฝึกอยู่ภายในค่ายมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว กระทั่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มครูฝึกได้เรียกเข้าไปพบ เพราะจับได้ว่าตนฝ่าฝืนกฎระเบียบของค่ายฝึกแอบใช้โทรศัพท์มือถือนอกเหนือเวลาที่ทางค่ายกำหนด เมื่อไปถึงครูฝึกได้ทำโทษด้วยการตบหน้า ใช้ไม้ไผ่ฟาดตามร่างกาย รวมถึงใช้กำลังทำร้ายร่างกายทั้ง กระทืบ ชกต่อย ทุบตี นานร่วม 20 นาที ก่อนจะปล่อยตัวไปเข้าฝึกอบรมที่ฐานอื่นๆ ตามปกติ   ต่อมาช่วงเที่ยงของวันเดียวกันครูฝึกกลุ่มเดิมได้เรียกขึ้นไปพบอีกครั้ง เมื่อไปถึงให้ตนนั่งลงแล้วใช้มือกดหัวคว่ำหน้ากระแทกลงไปกับจานข้าวที่วางไว้ ก่อนจะนำแกลลอนน้ำมาวางบนหัวแล้วเทน้ำใส่ รวมถึงนำฝาหม้อมาโขกหัว ระหว่างที่ถูกทำโทษนั้นกลุ่มครูฝึกได้มีการนำมีดมาขู่ด้วยการทำท่าเหมือนจะแทงที่หน้าอก ก่อนจะวางมีดลงแล้วหันมาใช้กำลังทำร้ายร่างกายแทน รวมถูกทำร้ายทั้งสิ้น 6 ครั้ง ตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น   ขณะที่ตนเองถูกทำร้ายร่างกายนั้น เพื่อนๆ ทหารเกณฑ์คนอื่นๆ เห็นเหตุการณ์หมด เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเข้าช่วยเหลือ นอกจากนี้ในช่วง 5 ทุ่มของวันเดียวกัน ครูฝึกยังได้เรียกเข้าไปพบอีกครั้ง พร้อมกับพูดจาข่มขู่ “ถ้าหากหนีตายแน่” แต่เพราะด้วยความหวาดกลัวว่า หากอยู่ต่อคงจะถูกทำร้ายร่างกายต่ออีกแน่ จึงตัดสินใจหนีออกจากค่ายมาเพื่อรักษาชีวิต   ทั้งนี้ จากเรื่องราวดังกล่าวยอมรับว่ามีส่วนผิด ที่ฝ่าฝืนทำผิดกฎระเบียบของค่ายฝึกจริง แต่ไม่คิดว่าจะทำร้ายร่างกายกันถึงขนาดนี้ เพราะตนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับครูฝึกมาก่อนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในส่วนของครูฝึกที่ทำร้ายร่างกายนั้น จำได้ว่ามีประมาณ 3 คน แบ่งเป็น จ่าเวร 1 คน และผู้ช่วยจ่าเวรอีก 2 คน   ทั้งนี้หลังจากที่ผู้เสียหายหนีออกมา ได้มีทหารไปเฝ้าดักรอที่บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียหาย พร้อมกับบอกคนในบ้านว่าหากพบเจอให้รีบพาตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรม รวมถึงเมื่อช่วงเช้าก่อนที่จะมากองปราบ ยังมีรถทหารขับมาจอดอยู่แถวๆ บริเวณหน้าบ้านอีกด้วย   ทำให้พลทหารอยู่ในอาการหวาดกลัว ส่วนของสภาพร่างกายนั้น ตอนนี้ยังไม่สามารถเดินหรือนั่งได้เหมือนคนปกติ ขณะที่ในส่วนของการดำเนินคดีนั้นเบื้องต้นจะดำเนินคดีในข้อหา ทำร้ายร่างกาย   ด้านพ่อของนายเอ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเรื่องขึ้น ทุกวันนี้ต้องมานั่งเป็นกังวลและเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของลูกชาย เพราะเขายังเด็ก ถ้าหากในวันนั้นลูกไม่หนีมาไม่รู้เหมือนกันว่าลูกจะได้มายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่   เบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองปราบได้สอบปากคำผู้เสียหายไว้ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมามอบให้ ก่อนรวบรวมเสนอให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป   ล่าสุดกองทัพอากาศมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย และหากพบว่าเป็นการกระทำความผิดที่ขัดต่อระเบียบของทางราชการก็จะสั่งให้มีการพิจารณาบทลงโทษตามระเบียบที่กำหนดทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CM37FhTqg-Y

 1,897
สังคม-อาชญากรรม
09 ก.ค. 62

ทหารเกณฑ์แอบเล่นมือถือ ถูกครูฝึกทำโทษสุดโหด โดนตบ-ตีก้นช้ำ-หัวกดถาดข้าว ทนไม่ไหวหนีออกจากค่าย พ่อจี้ต้นสังกัดสอบ

พลทหารเกณฑ์วัย 21 ปี เปิดเผยว่า สมัครเป็นทหารอากาศสังกัดหนึ่ง ได้เข้าค่ายฝึกตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. โดยช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา โดนผู้ช่วยครูฝึกจับได้ว่าแอบเล่นโทรศัพท์มือถือนอกเวลาที่กำหนด ครูฝึกจึงเรียกคุยและลงโทษโดยการใช้มือตบไปที่หน้า 3-4 ครั้ง และเตะ   จากนั้นก็เอาโทรศัพท์มาตบหน้าหลายครั้ง คุยไปตบไป แล้วให้ตนนอนกับพื้นใช้บ้องไม้ไผ่ขนาดความยาว 1 ศอก พันด้วยเทปใสกระหน่ำตีไปที่ก้นอย่างแรง 3-4 ครั้ง ตนไม่กล้าขัดขืนได้แต่นอนร้องไห้ โดยไม้ไผ่นั้นทางครูฝึกทำขึ้นมาเพื่อใช้ลงโทษทหารเกณฑ์ที่แหกกฎ   ก่อนทานข้าวครูฝึกคนเดียวกันก็นำไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ มาฟาดที่ก้นของตนอีก 3 ครั้ง ระหว่างกินข้าวก็กดหัวของตนลงจานข้าวแล้วตบหัว จากนั้นผู้ช่วยครูฝึกก็บอกให้เพื่อนของตนนำถาดข้าวไปเก็บแล้วดึงกางเกงในลากตนไปที่โต๊ะครูฝึก มีผู้ช่วยครูฝึกอีกคนกระโดดตบหัวจนหมวกหลุดจากศีรษะ   จากนั้นครูฝึกคนเดียวกันก็บังคับให้นอนลงกับพื้น ใช้บ้องไม้ไผ่ฟาดซ้ำไปที่ก้นอีกหลายที ใช้เท้าถีบใบหน้า หลัง และหน้าอก ระหว่างฝึกตอนเย็นก็ถูกตีอีกครั้ง และตอนกลางคืนโดนมีดปลายปืนจี้กดลงที่ไหล่ซ้าย โดยครูฝึกขู่ว่า “ถ้ามึงหนีออกมาเจอกูแน่” แต่ตนทนเจ็บไม่ไหว ตอนกลางคืนจึงหนีออกจากค่ายกลับบ้านไปหาครอบครัว ไม่กล้ากลับเข้าไปในค่ายอีกกลัวโดน ทำร้ายซ้ำ      ด้านพ่อของพลทหารกล่าวว่า ยอมรับลูกของตนทำผิดจริง แต่ไม่ควรทำโทษกัน รุนแรงขนาดนี้กะเอาให้ตาย เป็นห่วงความปลอดภัยของลูก ทหารในค่ายไม่มีใครทราบเรื่อง นอกจากครูฝึกกับผู้ช่วยครูฝึกเท่านั้น ตนภูมิใจที่ลูกชายสมัครเป็นทหารแต่ผิดหวังที่โดนทำร้าย  ถ้ากลับเข้าไปในค่ายทำตามหน้าที่ของตนเอง แล้วเกิดอันตรายก็ไม่อยากให้กลับไปอีก หากลูกของตนเป็นอะไรไปใครจะ รับผิดชอบ อยากให้ต้นสังกัดทำการสวบสวนเรื่องนี้ ลูกคนอื่นจะได้  ไม่ต้องโดนทำร้ายเหมือนลูกของตน    ขณะที่ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์  ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เผยว่า จากการที่ได้คุยกับพลทหารเกณฑ์คนดังกล่าว พบว่าภายใน 1 วัน ถูกทำร้ายร่างกาย 6 ครั้ง  ตั้งแต่เช้ายันเย็น มีบาดแผลฟกช้ำที่ก้นทั้ง 2 ข้าง แผลถลอกที่แผ่นหลัง แก้ม 2 ข้างบวม ใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อย 7 วัน   โดย 09.30 น. ของวันนี้ (9 ก.ค.) จะพาครอบครัวพลทหารเกณฑ์รายนี้  เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม  ทั้งนี้กองทัพอากาศต้องชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นและให้การคุ้มครองพลทหารคนดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eP8oq8dV9SE

 7,807
ข่าวสีสัน
28 พ.ค. 62

พลทหารแกล้งเป็นลมแดด ก่อนเซอร์ไพรส์ขอแฟนสาวแต่งงาน กลางงานวันเยี่ยมทหารใหม่

ขอนแก่น-ที่ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชชัย จังหวัดขอนแก่น ได้จัดพิธีวันเยี่ยมญาติทหารใหม่ ที่ได้เข้ารับการฝึกมาแล้ว 2 สัปดาห์ ที่จะให้ญาติของทหารเข้าเยี่ยมชมการฝึกทหารและพบปะลูกหลานอย่างใกล้ชิด โดยมีพันโทสัญญา โยธานันต์ ผบ.ร.8 พัน.3 เป็นประธานในพิธี   ซึ่งในกิจกรรมดังกล่าว พลทหารกิตติศักดิ์ โคตรลาคำ อายุ 21 ปี นั้นได้ทำการขออนุญาตครูฝึกให้ช่วยทำเซอร์ไพรส์แฟนสาวด้วยการขอแต่งงาน เนื่องจากตนเองและแฟนสาวนั้นได้คบหาดูใจกันมานานถึง 4 ปี และได้มีแผนจะแต่งงานกัน แต่ตนเองได้อาสามาเป็นทหารเสียก่อน จึงอยากจะขอแต่งงานแฟนสาวในวันเยี่ยมญาติ โดยครูฝึกและเพื่อนทหารก็ตกลงใจช่วยเหลือ ในการจัดเซอร์ไพรส์ช่วย พลทหารกิตติศักดิ์   และเมื่อถึงเวลากำหนดให้ญาติเข้าชมการฝึกของบุตรหลานหลังรับการฝึกมา 2 เป็นเวลาอาทิตย์นั้น ครูฝึกก็ได้มีคำสั่งลงโทษ ตามแผนที่เตรียมกันไว้ เมื่อลงโทษไปได้สักพัก พลทหารกิตติศักดิ์ ก็ได้ล้มลงแกล้งทำเป็นลมแดดตามที่ได้วางแผนกันไว้   ต่อมานางสาวกัลยา ทองคำโม อายุ 17 ปี แฟนสาวได้วิ่งเข้ามาดูด้วยความตกใจ จนกระทังได้ปลดกระดุมชุดทหารของพลทหารกิตติศักดิ์ ก็ได้พบข้อความสุดซึ่งกลางหน้าอก คือคำว่า แต่งงานกันนะ ซึ่งก็ทำให้แฟนสาวยิ้มและเข้าโผกอด ท่ามกลางเสียงปรบจากเพื่อนๆทหารใหม่ ก็ทำให้ญาติทุกคนที่มาร่วมงานยิ้มดีใจกับทั้งสองคน   ด้านพันโทสัญญา โยธานันต์ ผบ.ร.8 พัน.3 เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมเยี่ยมญาติของทหารใหม่นั้นจัดขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นกิจกรรมให้ทหารใหม่และผู้ปกครองได้พบปะหน้ากันหลังจากออกมาอยู่ค่ายทหารแล้ว 2 สัปดาห์ เพื่อให้ผู้ปกครองสบายใจและมั่นใจกับการที่บุตรหลานเข้ามาฝึกตลอดระยะเวลาที่ประจำการ   ส่วนในการที่พลทหารกิตติศักดิ์ ได้ขอครูฝึกให้ช่วยขอแฟนแต่งงานกัน วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออยากสร้างขวัญกำลังใจให้กับพลทหารทุกนาย ไม่วิตกกังวลเรื่องทางบ้านและมีสมาธิกับการฝึกอย่างแข็งขัน ซึ่งไม่เฉพาะการขอแต่งงานเท่านั้น ทางค่ายสีหราชเดโชชัย ยังมีการนำทการใหม่ที่มีเรื่องวิตกกังวลที่บ้านกลับไปเยี่ยมบ้านเพื่อสร้างขวัญกำลังก่อนจะกลับเข้าค่ายเพื่อตั้งใจฝึกและเป็นทหารที่ดีอยู่ในระเบียบวินัยต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/AQhTlqFZB5g

 8,647
ปากท้องร้องทุกข์
24 พ.ค. 62

พ่อแม่ไม่เชื่อ ลูกพลทหารตกตึกตายในค่าย หลังเพื่อนบอกไม่ตรงกัน 'ไฟช็อต-ตกตึก' กองทัพสั่งสอบด่วน

ศรีสะเกษ-กรณีที่นายลือชานนท์ นันทบุตร อายุ 22 ปี ลูกชาย ซึ่งเป็นทหารเกณฑ์ และจะได้รับการปลดประจำการในอีก 4 เดือนข้างหน้า ได้เกิดเหตุพลัดตกตึกบริเวณช่องทางหนีไฟจากดาดฟ้าชั้น 7 ลงมาเสียชีวิตบริเวณระเบียงชั้น 4 ภายในอาคารกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการกองทัพไทย เขตบางซื่อ ซึ่งพบศพเมื่อวันที่ 21 พ.ค.2562 นั้น   โดยที่บ้านพัก ครอบครัวได้ประกอบพิธีศพอย่างโศกเศร้า เพราะว่าผู้ตายเป็นที่รักของครอบครัวญาติพี่น้องมาก เป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ เป็นเด็กเรียนหนังสือ ตั้งใจเรียนจนสำเร็จการศึกษาระดับ ปวส.จากวิทยาลัยเทคนิค ศรีสะเกษ และได้สมัครเข้ารับราชการทหารโดยหวังว่าจะสอบเข้ารับราชการทหารเมื่อมีโอกาส   นายคำแพง นันทบุตร อายุ 48 ปี พ่อของพลทหารลือชานนท์ กล่าวว่า ตนได้ไปรับศพของลูกชายกลับมาถึงบ้านเมื่อช่วงเช้า โดยตนรับศพมาจาก รพ.ตำรวจ ทั้งนี้ตนได้ไปตรวจสอบที่บริเวณที่เกิดเหตุพบว่า บริเวณระเบียงชั้น 3 ของอาคารหลังหนึ่งภายในค่ายทหารมีรอยเลือดกองอยู่และมีการนำเอาเศษดินมาโรยกลบรอยเลือดเอาไว้ ได้สอบถามจากเพื่อนทหารของลูกชายได้รับคำตอบไม่ตรงกัน บางคนบอกว่าลูกชายของตนโดนไฟช็อตเสียชีวิต บางคนก็บอกว่าตกตึกเสียชีวิต   ซึ่งจากการที่ตนได้ตรวจดูร่างกายลูกชายของตนแล้วไม่พบร่องรอยของการถูกไฟช็อตแต่อย่างใด ทำให้ตนสงสัยในสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชายเป็นอย่างมาก ตนมั่นใจว่าลูกชายของตนจะต้องโดนฆ่าแล้วมีการอำพรางศพว่า เสียชีวิตเพราะไฟช็อตและตกตึก เป็นไปไม่ได้ที่ลูกชายของตนจะเสียชีวิตเพราะสาเหตุที่ได้รับทราบมา ตนจึงขอวอนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ได้โปรดสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับตนและครอบครัวด้วย เนื่องจากว่า ครอบครัวของตนมีลูกเพียงคนเดียว   ทั้งนี้ต้นสังกัดแจ้งให้ทราบว่า พลทหารลือชานนท์ และเพื่อนทหาร 20 นาย พักอยู่ชั้น 5 อาคารดังกล่าว เป็นอาคารเก่าเตรียมรื้อถอน พลทหารลือชานนท์ และเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ชอบปีนระเบียงบันไดหนีไฟขึ้นไปนอนบนชั้น 6 ที่ถูกปิดล็อกไว้ ปีนเข้าทางระเบียงหน้าต่าง เพื่อเปิดแอร์นอน เพราะชั้น 5 เป็นห้องพัดลมอากาศร้อนอบอ้าว ต่อมาค่ำวันที่ 17 พ.ค.พลทหารลือชานนท์ ได้เงียบหายไปแบบไม่มีใครทราบ กระทั่งมาพบเป็นศพขึ้นอืดบตรงระเบียงชั้น 4 ข้างบันไดหนีไฟ สภาพศพนอนหงาย ไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงขาสั้น ใส่รองเท้าแตะข้างเดียว ส่วนรองเท้าอีกข้างพบว่าวางอยู่ที่ระเบียงชั้น 6 ลักษณะการนอนเสียชีวิตคล้ายกับจับวาง ไม่น่าเกิดจากอุบัติเหตุพลัดตกตึก   ผลชันสูตรของ รพ.ตำรวจ ระบุว่ากระดูกสันหลังส่วนอกท่อนที่ 3 หักเคลื่อน จากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก พ่อจึงเกิดข้อพิรุธว่าสาเหตุการเสียชีวิตอาจไม่ใช่อุบัติเหตุพลัดตกตึก เพราะช่องทางหนีไฟเป็นช่องแคบประมาณ 60X60 ซม. และมีราวบันไดเหล็กตรงยาวลงไป ถ้าเกิดพลัดตกจากชั้น 7 จริง เชื่อว่าแขนขาต้องหักและมีแผลมากกว่านี้ อีกทั้งท่านอนเสียชีวิตยังเป็นแบบนอนราบกับพื้น คเชื่อว่าลูกชายอาจถูกทำร้ายอำพรางคดีมากกว่า แต่คงทำอะไรไม่ได้   และข้องใจว่าเมื่อลูกชายหายไป ทำไมหัวหน้าต้นสังกัดจึงไม่ติดตามหา หรือไม่แจ้งญาติให้ทราบ แต่กลับปล่อยให้เสียชีวิตจนศพขึ้นอืดนานหลายวัน   ด้านนางรัตนาภรณ์ จันทโคตร อายุ 47 ปี แม่ของพลทหารลือชานนท์ ร่ำไห้กล่าวด้วยน้ำตาว่า ก่อนหน้านี้ ลูกเล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ว่า ลูกชายของตนไปห้ามไม่ให้เพื่อนทหารด้วยกันดื่มเหล้าในค่ายทหาร ทำให้กลุ่มเพื่อนทหารด้วยกันโกรธแค้นมาก และได้เอาเหล้ามากรอกปากลูกชายของตนจนทำให้เลือดไหลออกมาจากปาก   อีกทั้งมีเรื่องกับนายทหารคนหนึ่งและโดนทำร้าย จากนั้นถูกนำตัวเข้าไปขังในห้องขัง ทำให้ลูกตัดพ้อว่าอยากกลับบ้าน แต่ตนก็ได้แต่ปลอบใจ ไม่คิดเลยว่าการที่ให้ลูกชายไปสมัครเป็นทหาร เหมือนกับส่งให้ลูกชายของตนไปถูกฆ่าตาย ตนไม่เชื่อว่า ลูกชายของตนจะตายเพราะอุบัติเหตุ จึงร้องขอความเป็นธรรมไปยังนายทหารระดับสูงทุกคนในกองทัพไทยด้วย   ด้านพลตรี กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ชี้แจงว่ามีการสั่งการเร่งด่วนให้มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยละเอียด ด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เพื่อให้ความกระจ่างและเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และได้เน้นย้ำให้หน่วยต้นสังกัดดูแลการจัดงานศพของผู้เสียชีวิตอย่างดีที่สุด และอำนวยความสะดวกแก่ญาติในการดำเนินการตามขั้นตอนทางราชการต่อไป   ทั้งนี้ จากการสืบสวนพยานบุคคลที่พบผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายทราบว่า พบเห็นผู้เสียชีวิตได้ขึ้นไปนั่งคุยโทรศัพท์บนชั้นดาดฟ้า แล้วจากนั้นก็ไม่พบเจอผู้เสียชีวิตอีกเลย ส่วนประเด็นเรื่องการเมาสุราแล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาท หรือการถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตตามที่สื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะมีเพื่อนพลทหารในหน่วยยืนยันในเวลาที่เกิดเหตุสอดคล้องกัน ซึ่งทางตำรวจจะได้ทำการสอบสวนตามแนวทางต่อไป   ดังนั้นขอให้สังคมอย่าเพิ่งด่วนตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการพิสูจน์หลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปสู่ข้อเท็จจริงต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/AF-Ol7169ws

 15,547
ข่าวภูมิภาค
18 เม.ย. 62

กองทัพปูนบำเหน็จ 5 ชั้นยศ 'สิบเอกพลนิกร' เสียชีวิตเหตุห้ามคนตีกันสงกรานต์

หนองคาย-พิธีฌาปนกิจศพสิบเอกพลนิกร ยศมาร (พลทหารพลนิกร ยศมาร) ที่วัดป่าบึงแก้ว บ้านดอนบก ต.รัตนวาปี อ.รัตนวาปี ซึ่งกองทัพบกได้ปูนบำเหน็จ 5 ชั้นยศ หลังจากเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าเข้าระงับเหตุกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาท เมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา   พลโทธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาค 2 ได้เป็นตัวแทนมอบให้กับครอบครัวสิบเอกพลนิกร ยศมาร ซึ่งก่อนหน้านี้ นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้เป็นตัวแทนมอบเงินช่วยเหลือให้กับครอบครัวในเบื้องต้นแล้ว จากนั้น หลายหน่วยงานในจังหวัดหนองคาย ที่สิบเอกพลนิกรฯได้เคยร่วมปฏิบัติหน้าที่ ได้ร่วมมอบเงินสมทบช่วยเหลืออีกส่วนหนึ่งด้วย   สำหรับพิธีฌาปนกิจ ประชาชนในจังหวัดหนองคาย เข้าร่วมพิธีส่งดวงวิญญาณสิบเอกพลนิกร ยศมาร จำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า   สำหรับ สิบเอกพลนิกร ยศมาร ชื่อเล่น จ๊อบ อายุ 22 ปี ได้เข้าปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย ในนามหน่วย ร้อย.รส.ป.3 พัน 13 จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 1 มี.ค.62 จนกระทั่งช่วงเที่ยงคืนวันที่ 14 เม.ย. 62 ได้ออกลาดตระเวนและระงับเหตุวัยรุ่นทะเลาะวิวาทร่วมกับตำรวจ สภ.เมืองหนองคาย ที่ศูนย์การค้าเอเชียพีค จนถูกนายนพดล ศิริ ใช้ขวดปากฉลามแทงใบหน้าและลำคอเสียชีวิต   ทั้งนี้ทางกองทัพจะเข้ามาดูแลและให้การช่วยเหลือครอบครัวอย่างเต็มที่ และจะติดตามสิทธิ สวัสดิการให้ได้รับอย่างครบถ้วน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mo7R2fHTmjw

 6,333
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.พ. 62

ล่าข้ามจังหวัด พลทหารเมายาบ้าชิงปืน m16 จากค่าย จี้ชิงเก๋งอ้างพาแฟนสาวไปเที่ยว สุดท้ายถูกรวบในสวน

สมุทรปราการ-เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งไล่ชนรถชาวบ้านได้รับความเสียหายจำนวนหลายคัน โดยเป็นรถนิสสัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่เกิดเหตุภายในซอยสุขสวัสดิ์ 39 ต.บางพึ่ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และรถคันที่ก่อเหตุได้ขับหลบหนีมาเข้าซอยสุขสวัสดิ์ 70 ต.บางครุ อ.พระประแดง โดยขับชนรถชาวบ้านได้รับความเสียอีกหลายคันเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะหลบหนีเข้ามาในโรงแรมแรมริมน้ำ โฮเทล หมู่ 14 ต.บางครุ   จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนภาค 7 ที่ไล่ติดตามมาทราบว่าผู้ที่ขับรถคันดังกล่าวมาเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครปฐม ในข้อหาชิ่งทรัพย์ของทางราชการ (อาวุธปืน) ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดปฐม และใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าวมาจากกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ชื่อนายบรรณ์กรชัยวัฒ เพชรมงคลสุข อายุ 22 ปี และเป็นทหารเกณฑ์ สังกัดการบินกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ก่อนขับหลบหนีมา โดดมีเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนภาค 7 ไล่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด ก่อนจับกุมได้ในสวนมะพร้าว   นอกจากนี้ยังพบแฟนสาวอายุ 16 ปี เข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าต้นหวาย ริมคลองควาย ท้ายซอยประชาอุทิศ 69 ชุมชนดารีชัน แขวงและเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร ห่างจากโรงแรมริมน้ำโฮเทล ที่จอดรถทิ้งไว้ประมาณเกือบ 2 กิโลแต่ไม่พบอาวุธปืน M16 ที่นายบรรณ์กรชัยวัฒ นำติดตัวมาด้วยขณะหลบหนี   ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุชิงทรัพย์อาวุธปืนออกมาจากโรงเรียนการบินกำแพงแสนจริง และใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าวมาจริงโดยเดินถือปืนกระบอกดังกล่าว เข้าไปในบ้านของผู้เสียหายก่อนใช้ปืนจี้เอารถยนต์คันดังกล่าวมา ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะก่อเหตุชิงเอารถคันดังกล่าวมาแต่อย่างไร แต่ด้วยแรงกดดันที่ถูกเจ้านายในโรงเรียนการบินติดตามมาเพื่อที่จะเอาปืนคืน คิดว่าตนจะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีก็คงไม่ได้ จึงได้ใช้อาวุธปืนเข้าไปจี้ชิงเอารถยนต์เก๋งคันดังกล่าวมา   ตนกะว่าจะพาแฟนสาวมาเที่ยวให้มีความสุขเท่านั้น แต่ตนขับรถหลงเข้ามาในกรุงเทพและขับรถไปชนท้ายรถบัสก่อน แต่ด้วยตนเองมีปืนอยู่ในรถจึงตัดสินใจที่จะไม่ลงไปคุยกับคนขับรถบัส ประกอบกับมีตำรวจไล่ติดตามมา จึงตันสินใจขับหลบหนีมาและชนรถอีกหลายคัน เพราะไม่รู้เส้นทาง ก่อนที่จะขับเข้ามามาในซอยที่โรงแรมดังกล่าวตั้งอยู่   แต่ก็ถูกรถจักรยานยนต์รับจ้างไล่ติดตามมาตนจึงยิงปืนไป 3 นัดเพื่อขู่ไม่ให้มายุ่งกับตน เพราะตนไม่ได้ตั้งใจที่จะยิงใคร ตนผ่านการฝึกมาถ้าจะยิงจริงๆ ตายแน่ๆ ตนจึงขอปฎิเสธในข้อหาพยายามฆ่า ส่วนแรงจูงใจที่ตนต้องชิงปืน M16 กระบอกดังกล่าว ออกมาจากโรงเรียนการบินนั้น ตนมีเหตุผลส่วนตัว จะไม่ขอพูด และตนเองก็ยอมรับว่าตนเสพยาบ้ามาจริงโดยเสพมามากพอสมควร   ด้าน พล.ต.อ.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงษ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ กล่าวว่า จริงๆ แล้ว คดีที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาระเป็นสำคัญไม่ได้หวังประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สินเงินทองแต่อย่างไร แต่ว่าเกิดจากการหลอนจากการเสพยาเสพติดมากกว่า ไปชิงอาวุธปืนและไปชิงเอารถยนต์เอามาขับ   ปกติคนร้ายถ้ามีแผนอยู่ก็ต้องเอารถและอาวุธปืนหนีออกนอกเมือง แต่ในครั้งนี้คนร้ายผิดปกติหนีเข้ามาในเมือง เข้ามาในกรุงเทพมาในสมุทรปราการ ถือว่าน่าจะเกิดจากภาพหลอนขับรถไป แต่ตนเชื่อว่าคนร้ายขับรถยนต์ไม่ชำนาญมากกว่าจึงไปเฉี่ยวชนรถของชาวบ้านไปตั้งหลายคัน   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาทั้งสองว่า มีอาวุธปืนสงครามที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ และพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหรือหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และพยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมทั้งขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย ก่อนส่งตัวผู้ต้องหาทั้งสองกลับไปดำเนินคดีต่อที่ ตำรวจภูธรภาค 7 จังหวัดนครปฐม ต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8wmhjSs53jI

 3,489
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ม.ค. 62

ผบ.ทบ.สั่งลงโทษผู้สั่งการ-ลูกน้อง ปมมัดหมาตากแดด ให้ถ่ายรูปหมารายงานทุกสัปดาห์ แม่พลทหารอั้มแจง ลูกไม่ได้โดนลงโทษ

จากกรณีที่ พลทหารจักรพรรณ กลมแก้ว หรืออั้ม ได้ออกมาแจ้งเบาะแสให้กับ เพจ WATCHDOG THAILAND ถึงกรณีที่มีนายทหารระดับสูงท่านหนึ่ง สั่งให้ทารุณสุนัข 2 ตัว ด้วยการจับมัดมือ-ปากไปวางตากแดด ก่อนนำไปทิ้งภังขยะ หลังจากที่ไม่พอใจที่ถูกวิ่งไล่ในค่ายทหาร   ล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการต่อกรณีการจับสุนัขจรจัดในหน่วยทหารทรมานแล้ว เพราะเรื่องสุนัข เป็นเรื่องอ่อนไหวมาก สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเมตตาต่อสัตว์ ตนเองก็เป็นคนรักสุนัขเช่นกัน เข้าใจทุกฝ่าย กองทัพบกจึงได้ดำเนินการ ดังนี้   -ให้ปรับโอน พลทหารฯ ที่ถ่ายรูปสุนัข มาอยู่หน่วยที่ กทม. เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับ กำลังพลหน่วยเดิม และไม่มีโทษ ใดๆทั้งสิ้น   -ได้ลงโทษทางวินัย ผู้สั่งการ ฐานไม่กำกับดูแล และ ขาดคุณธรรม ไม่ลงในรายละเอียดหรือวิธีการปฏิบัติจนทำให้เกิดปัญหา   ได้ลงโทษ / ลงทัณฑ์ผู้ปฎิบัติ/ผู้รับคำสั่ง ซึ่งทำเกินกว่าเหตุ ถึงแม้ได้รับคำสั่งก็ตาม แต่ขาดซึ่งวิจารณญาณและเมตตาธรรม   -ให้นำสุนัขทั้ง 2 ตัว มาเลี้ยงและรักษาพยาบาล ให้อยู่ในความดูแลและรับผิดชอบของหน่วย โดยให้ส่งภาพรายงานมาทุกสัปดาห์   ด้านครอบครัวของพลทหารจักรพรรณ กลมแก้ว พลทหารที่ออกมาแจ้งเบาะแส ได้ออกมาชี้แขงหลังมีเพจดังเพจหนึ่งอ้างว่า พลทหารจักรพรรณ ถูกยึดโทรศัพท์ ถูกลงโทษอย่างสุดโหดหลังเกิดเรื่อง   ทั้งนี้ทางแม่ได้บอกว่า การที่ลูกชายได้โทรศัพท์เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าได้แจ้งข่าวเรื่องสุนัขไปยังเพจ WATCHDOG THAILAND เพียงเพื่อต้องการให้มีคนเอาสุนัขจรจัดเอาไปดูแล ไม่คิดว่าเรื่องราวจะใหญ่โตอย่างนี้ และทางผู้บังคับบัญชาก็ได้ทราบว่าตนเองเป็นผู้แจ้งเรื่องไปด้วย โดยลูกชายก็วิตกว่าจะถูกทำโทษ ต่อมามีผู้หญิงคนนึงเข้ามาติดต่อจัดการ   แต่เมื่อทางบ้านได้เดินทางไปพบกับพลทหารจักรพรรณ ก็พบว่าลูกชายอยู่สบายดีไม่เป็นอะไร ยิ้มแย้มแจ่มใส อีกทั้ง ร่างกายปกติ ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย ซึ่งลูกชายของตนเองเป็นคนที่มีนิสัยรักสัตว์และสงสารสัตว์อยู่แล้ว ก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ และขณะนี้ทราบว่าทางผู้บังคับบัญชาได้ย้ายพลทหารจักรพรรณ ไปอยู่ที่หน่วยทหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพแล้ว   ทั้งนี้ตนเองอยากจะขอโทษผู้บังคับบัญชาที่คาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องราวใหญ่โตแบบนี้ และขอบคุณที่ได้ให้การต้อนรับอย่างดีด้วย จึงขอฝห้ทางเพจดังกล่าวออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะข่าวออกมาอย่างนี้ก็ทำให้ได้รับกระทบทางชื่อเสียงหลายฝ่ายทั้งทหารและครอบครัวของตนเอง และไม่อยากให้เรื่องบานปลายกระทบต่อชื่อเสียงของหน่วยต้นสังกัดอีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Yk53gJqi-nw

 1,857
แชร์ออฟเดอะเดย์
26 ต.ค. 61

มีเงื่อนงำ! พลทหารผูกคอตายคาค่าย โพสต์บอกถูกใส่ร้ายหนีทหาร

โลกออนไลน์มีการแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพลทหารรายหนึ่ง ที่โดนจับส่งไปอยู่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ทั้งๆที่ไม่ใช่ค่ายทหารที่ต้องประจำการหรือสังกัดอยู่ โดยพลทหารคนดังกล่าวติดอยู่ในค่ายที่ถูกส่งมาโดยไม่รู้สาเหตุ นานร่วม 3 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม สุดท้ายตัดสินใจคิดสั้น ผูกคอตายคาค่ายทหาร   ทั้งนี้มีข้อความที่พลทหารคนดังกล่าว ได้มีการโพสต์ว่า ถูกกลั่นแกล้งด้วยการนำไปทิ้งและกักตัวไว้ที่ค่ายที่ไม่ใช่ค่ายสังกัดเดิมเป็นเวลาหลายเดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ โดยบางโพสต์ของพลทหารได้ระบุว่า ทำอย่างนี้เท่ากับผมหนีทหาร!! #ทั้งๆที่ไม่หนีราชการทหาร จะยัดผมหนีเนี่ยนะ ทั้งหนีเที่ยวบ้าง มีอีกโพสต์ของพลทหารได้ระบุว่า #สุดท้ายกูก็โดนคนใส่ร้ายป้ายสี   นอกจากนี้มีเพื่อนของพลทหารคนดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ระบุว่า "กูขอโทษ…ที่กูไม่สามารถให้ความช่วยเหลือมึงได้ในวันนั้น ทั้งๆที่มึงได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากกูแล้ว แต่กูก็ช่วยมึงไว้ไม่ได้…เพราะกูแค่ พลทหาร ไม่มีอำนาจอะไรเลย   ถึงกูจะบอกให้นายกูช่วยแล้ว ก็ไม่มีใครเค้าฟังอยู่ดี พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว…ต่อให้กูเสียใจแค่ไหน #มึงก็ไม่รับรู้อะไรอีกแล้วตลอดกาล #มึงเป็นเพื่อนที่จริงใจกับกูที่สุด #เป็นเพื่อนที่กูรักที่สุด #หากชาติหน้ามีจริงขอให้กูกับมึงได้มารู้จักและเป็นเพื่อนกันไปให้นานกว่านี้ #หลับให้สะบายเพื่อนแดง" ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lONkVVI7Tvs

 11,104
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ส.ค. 61

เพจดังเปิดเอกสารตารางทำงาน ‘พลทหาร’ ล้างส้วม-ล้างตู้เย็น-ซักปลอกหมอน!

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2561 เพจ CSI LA ได้เผยแพร่เอกสารที่ระบุว่าเป็นตารางทำงานของพลทหาร โดยแบ่งเป็นงานประจำวัน, งานประจำสัปดาห์ และงานประจำเดือน ซึ่งหน้าที่มีตั้งแต่ เปลี่ยนน้ำถวายน้ำสะอาดที่ศาลพระภูมิ, ทำความสะอาดถุงกอล์ฟ ไปจนถึงซักปลอกหมอนอิง เป็นต้น    โดยเพจ CSI LA ระบุข้อความไว้ด้วยว่า ‘ตารางทำงานของพลทหารรับใช้ที่มาจากภาษีประชาชน เเทนที่จะได้ถือปืนรับใชัชาติกลับได้ถือไม้กวาด 6:30 เปลี่ยนน้ำพระภูมิศาลตายาย ขัดรองเท้า ทำความสะอาดรถท่านรอง ทำความสะอาดถุงกอล์ฟ กวาดใบไม้ รดน้ำต้นไม้ ล้างส้วม ล้างจาน’   ภาพจากเพจ CSI LA

 8,524
สังคม-อาชญากรรม
23 ก.ค. 61

ผบ.ทบ.คุมเข้มเครื่องแบบทหาร ห้ามห้อยแว่นตา-กุญแจรถ ทหารหญิงห้ามถักเปีย

เฟซบุ๊กเพจWassana Nanuam ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง เผยแพร่คำสั่งการของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้มีคำสั่งสายงานด้านกำลังพล เน้นย้ำ เพิ่มเติม ในเรื่องการแต่งกาย และการปฏิบัติตนของกำลังพลสังกัดกองทัพบก และแจกจ่ายทั่วกองทัพบก   โดยการแต่งกาย ให้ถูกต้องเป็นไปตามที่ระบุในพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พ.ศ.2477 และกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบทหารบกฉบับที่80 พ.ศ. 2552 รวมถึงข้อกำหนดต่างๆที่บังคับใช้ ทั้งยังเน้นย้ำ ห้ามใช้เวลาราชการปฎิบัติความสำราญส่วนตัว หรือกระทำการใดๆที่เสื่อมเกียรติยศของกองทัพบกโดยเด็ดขาด   ทั้งนี้หากตรวจพบว่ามึนเมาสุรา ทะเลาะวิวาท หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้ทำการปลดทุกกรณี รวมถึง การให้ความสำคัญ กับการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นการกระทำความผิดตามกฏหมายคอมพิวเตอร์ จากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยเฉพาะการส่งข้อมูลสำคัญหรือที่มีชั้นความลับ ผ่านระบบเครือข่าย   ส่วน การฝึกและการปฏิบัติ ท่าบุคคลเบื้องต้นให้ยึดถือปฏิบัติตามคู่มือแบบการฝึกวิชาบุคคล ท่ามือเปล่า ท่าอาวุธของโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ขณะที่การออกนอกหน่วยทหาร ระหว่างเวลาราชการ หรือ ช่วงพักรับประทานอาหารมื้อกลางวัน จะต้องพิจารณาความเหมาะสมการแต่งกายและสถานที่ที่ไปด้วย   สำหรับเรื่อง ทรงผม ทหารชาย ด้านข้างสั้นเกรียน (ขาว) ทั้งสามด้าน ผมด้านบนความยาวไม่เกิน 3 เซนติเมตร ทรงผม สำหรับทหารหญิง ผมจะต้องไม่ยาวประบ่า หรือต้องรวบเก็บคิ้วขมวดให้เรียบร้อย ห้ามทักเปียหรือทรงผม ที่ไม่สามารถสวมหมวกได้กรณีย้อมสีผม ให้ใช้ได้เฉพาะสีดำเท่านั้น กำหนดการสวมใส่เครื่องแบบของทหารหญิง ประจำทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ คือ เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอปกแขนยาวหรือแขนสั้นก็ได้ เว้นวันสำคัญประจำชาติหรือวันที่ฝ่ายทหารกำหนดให้ปฏิบัติเป็นส่วนรวมโดยเฉพาะ   ส่วนการติดบัตรแสดงตนจะต้องเป็นผู้ที่รับได้รับอนุญาตและจะต้องใช้ประกอบเครื่องแบบทหารบกทุกโอกาสที่กำหนดโดยติดบริเวณที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน และให้งดเว้นการติดเครื่องหมายแสดงความสามารถพิเศษ หรือกิตติมศักดิ์ประกอบเครื่องแบบทหารบก นอกจากนี้ ห้ามนำสิ่งอื่นใดที่ไม่ได้อนุญาตติดทับเครื่องแบบเด็ดขาด   เช่นห้ามคล้องพวงกุญแจ บริเวณหูกางเกงหรือหูเข็มขัด ห้ามนำสายแว่นตาคล้องเกี่ยวกับช่อง ระหว่างกระดุมเสื้อหรือกระเป๋าเสื้อ รวมทั้งการใส่เสื้อคลุมทหารบก (แจ็คเก็ตสีเขียว) สำหรับสวมใส่กันหนาวหรือให้ความอบอุ่น จะต้องประกอบด้วยอินทรธนู แสดงยศทหารบก ทำด้วยผ้าหรือสักหลาด ประดับบริเวณบ่าทั้งสองข้าง ยกเว้นลูกจ้างและพนักงานราชการ ทั้งนี้ต้องรูดซิปให้ได้แนวเดียวกับกระดุมเม็ดที่สอง จากด้านบนของเสื้อด้านใน   ส่วน การถอดหมวก และการสวมหมวกให้ปฏิบัติเมื่ออยู่ภายในและภายนอกอาคารตามลำพัง ไม่ควรถอดหมวกในสถานที่สาธารณะ หรือบนยานพาหนะหรือขณะผ่านบริเวณชุมชน ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานหัวหน้าส่วนราชการ ทุกระดับ มีหน้าที่ในการกวดขันกำลังพลในกำกับดูแลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SQZLK_abA1M

 15,592
การเมืองเข้มข้น
18 ก.ค. 61

'ประวิตร' สั่งสอบพลทหารเลี้ยงไก่ ชี้เป็นความยินยอม 2 ฝ่าย 'ศรีสุวรรณ' แคปไลน์ทหารแฉโดนใช้เป็นทาสนาย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีพลทหารรายหนึ่ง อัดคลิปเปิดเผยชีวิตความเป็นอยู่ หลังต้องการมารับใช้ชาติ ที่กองพันทหารราบที่ 2 ศูนย์การทหารราบ (ค่ายธนะรัชต์) อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ถูกส่งมาให้เลี้ยงไก่ ถูกตบตี ด่าพ่อล่อแม่หากดูแลไก่ไม่ดี จนถูกกระแสวิจารณ์หนักเรื่องความไม่เหมาะสม ว่ามีคนเคยตอบไปแล้ว จึงไม่ขอตอบซ้ำอีก เพราะมีการถามคนเกี่ยวข้องและตอบไปแล้วก็ควรจบ มีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว   ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าเรื่องนี้มีการสอบสวนตามระเบียบ ส่วนจะให้มีการยกเลิกพลทหารมารับใช้ที่บ้านพัก ในระเบียบกองทัพไม่มีอยู่แล้ว เป็นแค่การยืมตัวไป และขึ้นอยู่กับความสมัครใจทั้ง 2 ฝ่าย   ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากพลทหารนายหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ประจำอยู่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง ย่านสัตหีบ ว่า ถูกให้ไปเป็นทาสรับใช้ของผู้บังคับบัญชา คอยซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน รับส่งลูกไปโรงเรียน แต่งตัวไม่ดีก็ถูกลงโทษ   อยากถามว่าแบบนี้คือการยืมตัวตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์หรือไม่ เพราะพลทหารคนนี้ควรจะปลดประจำการแล้วแต่ไม่ได้ปลด ญาติพี่น้องจึงร้องเรียนให้ตนช่วย เพราะไม่ต้องการเป็นทาสรับใช้นายทหารในค่ายทหารแห่งหนึ่งย่านสัตหีบ   จึงอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบและเสนอความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดการปฏิรูปเลิกนำพลทหารไปเป็นทาสรับใช้ ซึ่งตนจะทำหนังสือถึงกองทัพเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้นายศรีสุวรรณ ยังได้นำหลักฐานเป็นไลน์พูดคุยระหว่างคนที่คาดว่าน่าจะเป็นภรรยาของผู้บังคับบัญชา สั่งงานกับพลทหารคนดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนด้วย และหลังจากนั้นนายศรีสุวรรณก็ได้ไปยื่นร้องประเด็นเดียวกันนี้ต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aIyhcY-ifds

 4,784
แชร์ออฟเดอะเดย์
16 ก.ค. 61

พลทหารอัดคลิปโดนใช้เลี้ยงไก่ ขอโทษเอ่ยชื่อต้นสังกัด ให้ย้ายกลับกองร้อย-ไม่โดนลงโทษแต่อย่างใด

จากกรณีที่พลทหารรายหนึ่ง อัดคลิปความยาว 11 นาที เปิดเผยชีวิตความเป็นอยู่ หลังต้องการมารับใช้ชาติ ที่กองพันทหารราบที่ 2 ศูนย์การทหารราบ (ค่ายธนะรัชต์) อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ถูกส่งมาให้เลี้ยงไก่นับร้อย ถูกตบหน้า ตี ด่าพ่อล่อแม่สารพัด หากดูแลไก่ไม่ดี   โดย พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ว่าจากข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเป็นการดำเนินการส่วนบุคคล ในบ้านพักราชการของหน่วย ที่ผู้เข้าพักใช้พื้นที่ด้านหลังเลี้ยงไก่เป็นงานอดิเรก ซึ่งคงได้มีการมอบหมายให้ทหารที่ดูแลบ้านพักของหน่วย ช่วยดูแลไปด้วยในลักษณะไหว้วาน   จากการตรวจสอบพบว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล ทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของหน่วย และได้มีการสอบสวนโดยละเอียดแล้ว พบว่ามีการใช้งานกำลังพลอย่างไม่เหมาะสม ทางหน่วยจึงพิจารณาดำเนินการทางด้านวินัย กับกำลังพลนายทหารคนดังกล่าว   ในเวลาต่อมาพลทหารคนดังกล่าว ได้อัดคลิปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ว่าขอโทษที่เอ่ยชื่อหน่วยออกมา  ยืนยันเป็นเรื่องการกระทำของคนๆเดียว ไม่เกี่ยวกับกองพันที่สังกัด โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” และขอให้ผู้ที่แชร์ช่วยลบคลิปออกจากโลกโซเชียล   ล่าสุดพลทหารคนดังกล่าว ปัจจุบันได้ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่กองร้อยแล้ว โดยไม่มีการลงโทษแต่อย่างใด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/TIi9hJalc7Y

 6,547
ข่าวภูมิภาค
22 มี.ค. 61

ระทึก ทหารเกณฑ์คลั่งทำร้ายพ่อแม่ ตร.ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสขณะเข้าระงับเหตุ

โคราช-ระทึก ทหารเกณฑ์คลั่งยิงตำรวจบาดเจ็บสาหัส ขณะตำรวจบุกเข้าระงับเหตุทำร้ายร่างกายพ่อแม่ สุดท้ายภรรยาเข้าเจรจานานกว่า 2 ชั่วโมงจึงยอมมอบตัว   ตำรวจสถานีตำรวจภูธรคง จังหวัดนครราชสีมารับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีพลทหารพรเพชร ชัยประดิษฐ์ อายุ 21 ปี ทหารสังกัดค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ก่อเหตุทำร้ายร่างกายพ่อ และแม่บังเกิดเกล้าภายในบ้าน โดยพลทหารพรเพชรยังได้ใช้อาวุธปืนยิงปืนขึ้นฟ้าจำนวนหลายนัดข่มขู่ชาวบ้านที่จะเข้าไปช่วยเหลือด้วย   ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.คง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ได้รุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยขณะเจ้าหน้าที่นำกำลังไปถึงบ้านหลังดังกล่าว พลทหารพรเพชรได้ใช้อาวุธปืนพกยิงสวนเข้าใส่เจ้าหน้าที่หลายนัด ทำให้ลูกกระสุนไปถูกขาของตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากกระสุนปืนถูกจุดสำคัญทำให้เสียเลือดมาก เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน   ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สนธิกำลังทหารทำการปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ได้นำภรรยาของพลทหารพรเพชรไปเจรจาเกลี้ยกล่อมให้มอบตัว โดยใช้เวลาในการปิดล้อมนานกว่า 2 ชั่วโมง จนในที่สุดจึงยอมมอบตัวแต่โดยดี เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. จำนวน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน แต่ไม่พบสิ่งเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอย่างอื่น โดยเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวพลทหารพรเพชรไปสอบสวน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/iSCbXvL88nQ    

 1,143
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.พ. 61

ญาติทุบโลงพลทหารกลายเป็นหิน เตรียมบรรจุโลงแก้ว 'อ.อ๊อด' ไขปริศนา วิทยาศาสตร์มีคำตอบ

จากกรณีพลทหารยุทธกินันทร์ เหยื่อโดนซ้อมดับที่เสียชีวิตหลังถูกจำขังในเรือนจำทหาร ญาติติดใจในคดีไม่เผาเก็บไว้ในโลงเย็น ที่วัดกัลปนาราม (วัดควนร่อน) ม.4 ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนเข้าฝันแม่ว่าบุหรี่หมด พอเปิดศพดูปรากฎว่ากลายเป็นหิน ไม่เน่า ไม่เปื่อยนั้น ล่าสุดทางญาติได้มีการทุบโลงปูนซีเมนต์มารอบรรจุในโลงแก้ว ซึ่งสภาพร่างแข็งเป็นหินไปทั้งร่าง   ด้าน อ.อ๊อด หรือ รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์และนักวิชาการสาขาเคมีอินทรีย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าว ระบุว่า   “ไม่แปลกครับ จะเห็นว่าจากภาพของศพที่อยู่ในโรงปูนนั้นมีการเน่าเปื่อยอยู่นะครับ แต่เป็นการเน่าเปื่อยที่ไม่สมบูรณ์ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เมื่อคนตาย สรีระจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ โดยลำดับ หลังสุดก็จะเป็นการเน่าเปื่อย โดยตอนเริ่มต้นนั้นศพจะมีรอยช้ำ มีสภาพแข็งทื่อ และอุณหภูมิในศพลดลง ส่วนลำดับสุดท้ายคือการย่อยสลาย ซึ่งเป็นการทำงานของของจุลินทรีย์ และแบคทีเรียที่อยู่ในศพ และอยู่ข้างนอกศพนั้น   มีปัจจัยการทำงานหลายอย่าง เช่น สภาพอุณหภูมิที่เหมาะสม อากาศที่ถ่ายเท หรือต้องเป็นระบบเปิด จะเห็นได้ว่า สรีระในข่าวนั้น อยู่ในโรงปูนซึ่งปิดทับแน่นหนา อากาศภายนอกเข้าไม่ได้ และ ก๊าซที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลาย (คาร์บอนไดออกไซด์ไฮโดรเจนซัลไฟด์ไนโตรเจน) ได้ถูกสร้างขึ้นมา ในช่วงเริ่มต้นของการย่อยสลาย มาแทนที่อากาศในโลงปูน สภาวะที่ไม่เหมาะสมนี้ จะหยุดยั้งการทำงาน ของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ต่างๆ ทำให้การทำงานของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ ทำงานได้ไม่เต็มที่กระบวนการเน่าสลายก็ไม่สมบูรณ์   ความชื้นที่ออกจากร่างกายได้บางส่วนก็ทำให้สภาพศพ แห้งและ เริ่มแข็งทื่อๆเห็นเส้นผมหรือหนวดที่โผล่ขึ้นมาจากสรีระมีการหดตัว ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้เห็นได้ทั่วไปในศพหรือสรีระที่เก็บในภาชนะปิด ยกตัวอย่างเช่นสรีระของเกจิอาจารย์ชื่อดังที่อยู่ในโลงแก้วก็จะมีสภาพอย่างนี้เช่นกัน”   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uHX-XhecQ_E  

 74,422

Top