ค้นหา :

ผลการค้นหา "ปวีณาหงสกุล"

อาชญากรรม
28 พ.ย. 62

สลด! อดีตสามีง้อแม่ลูกอ่อนไม่สำเร็จ ราดน้ำมันจุดไฟเผาย่างสด ปวีณารุดช่วยเหลือ

วันนี้ (27 พ.ย. 62) ที่ ห้องไอซียูศัลยกรรม โรงพยาบาลอุดรธานี นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ อรัณยกานนท์ ผกก.สภ.เมืองนครพนม ได้เข้าเยี่ยมอาการป่วยของน.ส.แป๋ว (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดนครพนม ซึ่งถูกนายเอ็ม (นามสมมติ) อดีตสามี ใช้น้ำมันราดตัวแล้วจุดไฟเผาที่บ้านจังหวัดนครพนม หลังมาง้อขอคืนดีไม่สำเร็จ จนได้รับบาดเจ็บสาหัสพักรักษาต้อยู่ที่ห้องไอซียูทั้งคู่ โดยมีนายแพทย์เกรียงศักดิ์ พิมพ์ดา รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมอาการผู้ป่วย   นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากวันที่ 22 พ.ย.62 ที่ผ่านมา นายเอ็มพยายามมาง้อขอคืนดีกับนางสาวแป๋ว หลังแยกทางกันได้สักพัก ขณะนางสาวแป๋วกำลังเลี้ยงลูกอยู่นั้น นายเอ็มเข้ามาพูดคุยง้อขอคืนดีจนกระทั่งเกิดปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรง เนื่องจากนางสาวแป๋วไม่ยอมคืนดี นายเอ็มจึงล็อกคอนางสาวแป๋ว แล้วใช้มันมันที่เตรียมไว้ลาดลงตัวนางสาวแป้ว ขณะนั้นญาติมาเห็นพอดีจึงรีบดึงเด็กออกมาก่อน และพยายามห้ามแต่ไม่สำเร็จ นายเอ็มได้จุดไฟเผานางสาวแป๋ว ญาติจึงรีบดับไฟแล้วนำตัวส่งโรงพยาบาลนครพนม ระหว่างนั้นนายเอ็มได้ขึ้นรถหลบหนีไป   เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนครพนมได้ทำการรักษาเบื้องต้นก่อนจะส่งตัวนางสาวแป๋วมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอุดรธานีเพราะมีศูนย์เฉพาะทาง ต่อมาทราบว่านายเอ็มสามี ถูกนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลอุดรธานีเช่นกัน ครอบครัวจึงประสานมูลนิธิปวีณาเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องคดีความเพราะเกรงว่านายเอ็มจะมาก่อเหตุซ้ำ   สำหรับอาการของนางสาวแป๋วพบมีบาดแผลบริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก หลัง และตามตัวลงมาถึงเอว โดยผิวหนังถูกไฟไหม้ไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ อาการสาหัสต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ตอนนี้ไม่สามารถพูดโตอบได้ในการนี้มูลนิธิฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัว น.ส.แป้ว จำนวน 5,000 บาท และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจอุดรธานีเฝ้าติดตามผู้ต้องหาที่ก่อเหตุอย่างใกล้ชิด   พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ อรัณยกานนท์ ผกก.สภ.เมืองนครพนม เปิดเผยว่า ขณะนี้ศาลจังหวัดนครพนมได้อนุมัติหมายจับนายเอ็มผู้ต้องหาแล้ว ระหว่างนี้ตำรวจนครพนมจะได้ประสานกับตำรวจอุดรธานี เข้ามาช่วยเฝ้าตัวในเอ็ม ที่กำลังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอุดรธานี เพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนี ซึ่งหากนายเอ็มอาการดีขึ้นก็จะนำตัวมาสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   นายแพทย์เกรียงศักดิ์ พิมพ์ดา รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี กล่าวว่า สรุปอาการของผู้ป่วยทั้ง 2 รายนี้นั้นมีอาการใกล้เคียงกันเพียงแต่ว่าพื้นที่บาดแผลนั้นต่างกัน โดยผู้หญิงจะมีอาการของบาดแผลหนักกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตามตอนนี้ทั้ง 2 รายปลอดภัยแล้ว แต่แพทย์ยังเฝ้าติดตามอาการภาวะแทรกซ้อนอื่นๆทุกวันอย่างใกล้ชิด เมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเราก็จะมีการประเมินอีกครั้งหนึ่งว่าจะถึงขั้นพิการหรือไม่ คาดว่าอีก 1 เดือน จะทราบผล ทั้งนี้โรงพยาบาลได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยเฝ้าผู้ต้องหาคือนายเอ็มอย่างใกล้ชิดแล้ว เพื่อความปลอดภัยของฝ่ายผู้หญิงตามที่ญาติได้ร้องขอ

 1,443
สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ย. 62

รปภ.สาววัย 17 ปี ถูกหัวหน้า รปภ.ลวงไปข่มขืน ต่อหน้าลูกวัยขวบเศษ พบประวัติสุดกร่าง อ้างสนิท ตร.

สาว17 ร้องปวีณาถูก หัวหน้ารปภ. ลวงไปข่มขืน สุดหื่น กัดตามร่างกายก่อนข่มขืนต่อหน้าลูกชายวัยขวบเศษ  ตร.ออกหมายจับ พบประวัติสุดกร่างท้าตีต่อยคนเร่ร่อน อ้างสนิทตร. ไม่มีใครทำอะไรไม่ได้    นางสาวกุ้ง และนางสาวก้อย สองพี่น้องพร้อม นางปวีณา หงษ์สกุล ประธานมูลนิธีปวีณาเพื่อเด็กและสตรี เข้าพบ พ.ต.อ. ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน. ปทุมวัน เพื่อสอบถามความคืบหน่าคดี ถูกนายเอ็ม อดีตหัวหน้า รปภ.ลวงไปข่มขืนในรีสอร์ท จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา   โดยนางสาวก้อย  อายุ 17 ปี เล่าว่า ตนเข้ามาทำงานเป็นรปภ.แห่งหนึ่ง โดยมีนายเอ็ม เป็นหัวหน้างาน น้องก้อยเล่าว่าครั้งแรกเรียนที่วิทยาลัยอาชีวะแห่งหนึ่งแต่ด้วยฐานะยากจน จึงลาออกเพื่อมาทำงานเหมือนกับนางสาวกุ้งพี่สาว พอมาทำงานก็ ได้รู้จักกับนายเอ็ม ผตอนแรกๆนายเอ็มก็ทำทีเป็นคนดี เป็นหัวหน้าที่ดูแลลูกน้องคอยช่วยเหลือดี แต่ชอบแตะเนื้อต้องตัว จนกระทั่งวันที่4พย.ตนมาเข้างานสาย ถูกนายเอ็มสั่งพักงาน ทำให้ไม่มีรายได้     จากนั้นนายเอ็มก็ทำทีมาช่วยเหลือโดยหลอกว่าจะต้องไปประชุมที่จังหวัดนครนายกแต่ไม่มีคนดูแลลูกชายวัย 1 ขวบ จึงว่าจ้างให้นางสาวก้อยดูแลแลกกับค่าจ้าง แต่มีข้อแลกเปลี่บนนางสาวก้อยต้องเดินทางไปด้วย    ด้วยความไว้ใจเห็นเป็นคนดี จึงเชื่อใจและเดินทางไปด้วย ตอนแรกก็ไม่มีอะไรยังดูแลลูกชายนายเอ็มดี แต่พอนายเอ็มกลับจากประชุม ก็เข้ามาในห้องพักในรีสอร์ท และอาบน้ำก่อนจะเข้ามาลวนลามและบังคับข่มขืน ตอนนั้นนางสาวก้อย ขัดขืนและพยายามโทรหาเพื่อน แต่นายเอ็มปัดมือถือทิ้ง และลงมือข่มขืน โดยกัดตามร่างกายนางสาวก้อยร้องด้วยความเจ็บปวด จนลูกชายนายเอ็มตื่นและร้องไห้ แต่นายเอ็มไม่สนใจ ลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่    จากนั้นก็ขู่ว่าห้ามไปบอกใครไม่งั้นจะทำร้ายร่างกาย และจะกลั่นแกล้งให้พี่สาวที่ทำงานด้วยกัน ตกงาน ตอนนั้นนสาวก้อยบอกกลัวมากไม่รู้จะทำอย่างไร จะโทรหาพี่สาว ก็ถูกยึดโทรศัพท์ไว้  จากนั้นนายเอ็มก็พากลับเข้ากรุงเทพ  ปล่อยทิ้งไว้ ที่ทางด่วนย่านพระราม 4   ทางด้านนางสาวกุ้งพี่สาวบอกว่า ตอนนี้ทางครอบครัวสงสารน้องมาก และตนก็ต้องมาตกงานเพราะนายเอ็มกลั่นแกล้ง ที่ผ่านมามีพนักงานถูกนายเอ็มลวนลามและข่มขืนหลายคนบางคนได้เงินไปก็ยินยอม ไม่คิดจะมาทำแบบนี้กับน้องสาวตน ที่ตั้งใจทำมาหากิน และยังข่มขู่สารพัด จึงตัดสินใจมาร้องเรียนมูลนิธิปวีณา ช่วยเหลือ    สำหรับความคืบหน้าคดีนั้น พตอ.ธรรมนูญ ระบุว่า ล่าสุดศาลได้ออกหมายจับกุมนาย วัชระ พวงทอง หรือนายเอ็มผู้ก่อเหตุแล้ว ชื่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม จากการตรวจสอบประวัตินายวัชระ พบว่า เคยก่อเหตุ ทะเลาะวิวาทชกต่อยคนเร่ร่อนย่านหัวลำโพง และมักทำตัวกร่างมีลูกน้องรปภ.คอยเดินติดตาม คล้ายเป็นผู้มีอิทธิพล และมักบอกกับคนใกล้ชิดเสมอว่าสนิทกับตำรวจ     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/UZfuXwrU18s

 16,764
อาชญากรรม
09 พ.ย. 62

รปภ.สาววัย 17 ปี ถูกหัวหน้า รปภ.ลวงไปข่มขืน ต่อหน้าลูกวัยขวบเศษ พบประวัติสุดกร่าง อ้างสนิท ตร.

สาว17 ร้องปวีณาถูก หัวหน้ารปภ. ลวงไปข่มขืน สุดหื่น กัดตามร่างกายก่อนข่มขืนต่อหน้าลูกชายวัยขวบเศษ  ตร.ออกหมายจับ พบประวัติสุดกร่างท้าตีต่อยคนเร่ร่อน อ้างสนิทตร. ไม่มีใครทำอะไรไม่ได้    นางสาวกุ้ง และนางสาวก้อย สองพี่น้องพร้อม นางปวีณา หงษ์สกุล ประธานมูลนิธีปวีณาเพื่อเด็กและสตรี เข้าพบ พ.ต.อ. ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน. ปทุมวัน เพื่อสอบถามความคืบหน่าคดี ถูกนายเอ็ม อดีตหัวหน้า รปภ.ลวงไปข่มขืนในรีสอร์ท จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา   โดยนางสาวก้อย  อายุ 17 ปี เล่าว่า ตนเข้ามาทำงานเป็นรปภ.แห่งหนึ่ง โดยมีนายเอ็ม เป็นหัวหน้างาน น้องก้อยเล่าว่าครั้งแรกเรียนที่วิทยาลัยอาชีวะแห่งหนึ่งแต่ด้วยฐานะยากจน จึงลาออกเพื่อมาทำงานเหมือนกับนางสาวกุ้งพี่สาว พอมาทำงานก็ ได้รู้จักกับนายเอ็ม ผตอนแรกๆนายเอ็มก็ทำทีเป็นคนดี เป็นหัวหน้าที่ดูแลลูกน้องคอยช่วยเหลือดี แต่ชอบแตะเนื้อต้องตัว จนกระทั่งวันที่4พย.ตนมาเข้างานสาย ถูกนายเอ็มสั่งพักงาน ทำให้ไม่มีรายได้     จากนั้นนายเอ็มก็ทำทีมาช่วยเหลือโดยหลอกว่าจะต้องไปประชุมที่จังหวัดนครนายกแต่ไม่มีคนดูแลลูกชายวัย 1 ขวบ จึงว่าจ้างให้นางสาวก้อยดูแลแลกกับค่าจ้าง แต่มีข้อแลกเปลี่บนนางสาวก้อยต้องเดินทางไปด้วย    ด้วยความไว้ใจเห็นเป็นคนดี จึงเชื่อใจและเดินทางไปด้วย ตอนแรกก็ไม่มีอะไรยังดูแลลูกชายนายเอ็มดี แต่พอนายเอ็มกลับจากประชุม ก็เข้ามาในห้องพักในรีสอร์ท และอาบน้ำก่อนจะเข้ามาลวนลามและบังคับข่มขืน ตอนนั้นนางสาวก้อย ขัดขืนและพยายามโทรหาเพื่อน แต่นายเอ็มปัดมือถือทิ้ง และลงมือข่มขืน โดยกัดตามร่างกายนางสาวก้อยร้องด้วยความเจ็บปวด จนลูกชายนายเอ็มตื่นและร้องไห้ แต่นายเอ็มไม่สนใจ ลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่    จากนั้นก็ขู่ว่าห้ามไปบอกใครไม่งั้นจะทำร้ายร่างกาย และจะกลั่นแกล้งให้พี่สาวที่ทำงานด้วยกัน ตกงาน ตอนนั้นนสาวก้อยบอกกลัวมากไม่รู้จะทำอย่างไร จะโทรหาพี่สาว ก็ถูกยึดโทรศัพท์ไว้  จากนั้นนายเอ็มก็พากลับเข้ากรุงเทพ  ปล่อยทิ้งไว้ ที่ทางด่วนย่านพระราม 4   ทางด้านนางสาวกุ้งพี่สาวบอกว่า ตอนนี้ทางครอบครัวสงสารน้องมาก และตนก็ต้องมาตกงานเพราะนายเอ็มกลั่นแกล้ง ที่ผ่านมามีพนักงานถูกนายเอ็มลวนลามและข่มขืนหลายคนบางคนได้เงินไปก็ยินยอม ไม่คิดจะมาทำแบบนี้กับน้องสาวตน ที่ตั้งใจทำมาหากิน และยังข่มขู่สารพัด จึงตัดสินใจมาร้องเรียนมูลนิธิปวีณา ช่วยเหลือ    สำหรับความคืบหน้าคดีนั้น พตอ.ธรรมนูญ ระบุว่า ล่าสุดศาลได้ออกหมายจับกุมนาย วัชระ พวงทอง หรือนายเอ็มผู้ก่อเหตุแล้ว ชื่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม จากการตรวจสอบประวัตินายวัชระ พบว่า เคยก่อเหตุ ทะเลาะวิวาทชกต่อยคนเร่ร่อนย่านหัวลำโพง และมักทำตัวกร่างมีลูกน้องรปภ.คอยเดินติดตาม คล้ายเป็นผู้มีอิทธิพล และมักบอกกับคนใกล้ชิดเสมอว่าสนิทกับตำรวจ     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/UZfuXwrU18s

 16,764
สังคม-อาชญากรรม
30 พ.ย. 61

รวบคนขับรถตู้หื่น ขืนใจ ด.ญ. 2 พี่น้องขณะขับรถรับ-ส่งนร. 'ปวีณา' แนะ ควรมีครูนั่งมาด้วย

 ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ ได้จับกุม นายณัฐวุฒิ จำเริญ อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถตู้รับส่งนักเรียน และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล หลังมีผู้ปกครองของเด็กอายุ 12 และ 14 ปี เข้าแจ้งความว่าเด็กทั้งคู่ถูกนายดำ กระทำอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราบนรถตู้ระหว่างไปส่งที่โรงเรียน และช่วงรับกลับบ้าน โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา กระทำอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราแก่เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และไม่เกิน 15 ปี ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป    จากนั้น นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี พา ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี และด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 12 ปี สองพี่น้อง เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.วราวัชร์ ธรรมสโรช ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม    นางปวีณา กล่าวว่า จากการสอบปากคำเด็กโดยมีสหวิชาชีพอยู่ด้วยทราบว่า ปกติเด็กทั้งคู่จะโดยสารรถตู้คันดังกล่าวไปโรงเรียนและกลับบ้าน โดยรถตู้คันดังกล่าวไม่ได้เป็นรถของโรงเรียน และช่วงที่รับส่งจะมีครูนั่งมาด้วยบางครั้ง     โดยปกติ คนพี่อายุ 14 ปี จะนั่งด้านหน้าและจะส่งบ้านเป็นคนสุดท้าย ซึ่งนายณัฐวุฒิจะออกอุบายหลอกล่อให้เล่นเกมส์ รวมทั้งซื้อขนมให้กินจนหลงเชื่อ จากนั้นนายณัฐวุฒิได้กระทำอนาจาร ทั้งจับหน้าอก และกอดจูบบนรถ จากนั้นได้นัดให้ออกมาเจอกันที่สวนหย่อมของหมู่บ้านก่อนจะลงมือข่มขืนด้วย โดยเด็กเกิดความอับอายจึงไม่กล้าบอกผู้ปกครอง    นางปวีณา กล่าวต่อว่า จากนั้นนายณัฐวุฒิได้บอกให้สลับเอา ด.ญ.บี คนน้องอายุ 12 ปี มานั่งข้างหน้าและใช้อุบายหลอกล่อจนโดนกระทำอนาจารเช่นกัน ด.ญ.บี จึงมาถาม ด.ญ.เอ ว่าโดนเหมือนกันหรือไม่ พอทราบว่าโดนเหมือนกันจึงเอาเรื่องไปฟ้องครูและบอกพ่อแม่จนมีการแจ้งความและร้องเรียนไปยังมูลนิธิเพื่อร้องขอความเป็นธรรม     โดยหลังแจ้งความพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวเหยื่อไปตรวจเช็คร่างกายที่ รพ.ตำรวจ จนทราบว่า ด.ญ.เอ พบร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง ก่อนทางเจ้าหน้าที่จะขออนุมัติศาลออกหมายจับนายณัฐวุฒิ และสามารถควบคุมตัวได้ในที่สุด     โดยหลังจากนี้ทางมูลนิธิปวีณาฯ จะดูแลทางด้านสภาพจิตใจของเด็กทั้ง 2 ราย อย่างใกล้ชิด เพราะทั้งคู่ต่างอยู่ในอาการหวาดกลัวและต้องการย้ายโรงเรียน ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อยากเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน และต้องมีครูนั่งไปด้วยทุกครั้ง เพราะกรณีนี้ทราบว่าไม่มีครูนั่งมาด้วย    ด้าน พ.ต.อ.วราวัชร์ ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า การสอบปากคำผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ แต่ในทางคดีมั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดกับผู้ต้องหาได้อย่างแน่นอน เนื่องจากมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ คือผลตรวจร่างกายของผู้เสียหายทั้ง 2 ราย อีกทั้งผลการตรวจยังระบุว่า มีร่องรอยถูกข่มขืนและกระทำอนาจาร รวมทั้งพยานแวดล้อมต่างๆ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/m89iZW0fbq4

 30,401
ข่าวภูมิภาค
12 ต.ค. 61

ด.ช.กตัญญู ทำงานคาร์แคร์ช่วงปิดเทอม ถูกไฟดูดเป็นเจ้าชายนิทรา เจ้าของร้านไม่รับผิดชอบ

ผู้ปกครองร้องทุกข์ต่อมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จากเหตุ ด.ช.ชัยวัฒน์ เสือสูงเนิน อายุ 13 ปี ลูกชาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.1 กำลังจะขึ้นม.2 ไปทำงานรับจ้างหารายได้พิเศษช่วงปิดเทอม ที่ร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่   ขณะทำงานถูกไฟฟ้าดูด จนทุกวันนี้ต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทรา อยู่ในสภาพเป็นผัก ผ่านมา 5 เดือน ทางเจ้าของคาร์แคร์ยังไม่รับผิดชอบอะไร ทั้งนี้ได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.โพธิ์กลาง ไว้แล้วแต่เกรงว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้าขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมด้วย            โดยแม่เล่าถึงวันเกิดเหตุว่า ขณะที่ลูกชายกำลังทำงานใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำล้างพื้นจนตัวเปียก ได้ถูกสายไฟของเครื่องฉีดน้ำที่มีรอยฉีกขาดจนเห็นสายทองแดงทำให้ไฟฟ้าดูด คนงานที่ทำงานอยู่บริเวณดังกล่าว 4-5 คน ต่างตกใจ มีคนหนึ่งตั้งสติได้รีบวิ่งไปสับคัทเอาท์ตัดไฟ ขณะนั้นลูกชายตนหมดสติไม่หายใจแล้ว มีพลเมืองดีที่อยู่ร้านข้างๆ มีรถจึงช่วยพาลูกชายไปส่งรพ. เพราะช่วงนั้นเจ้าของคาร์แคร์ไม่อยู่   หลังรู้ข่าวตนจึงรีบเดินทางไปดูลูกก็พบว่าแพทย์ช่วยปั๊มหัวใจลูกขึ้นมาจนมีสัญญาณชีพ และรีบส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา ต้องอยู่ในห้องไอซียู 7 วัน และอยู่ในห้องพักฟื้นอีก 12  วัน แพทย์บอกว่าได้ช่วยเต็มที่แล้ว หลังถูกไฟฟ้าดูดลูกชายขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองราว 20 นาที ทำให้ต้องอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรา จากนั้นแพทย์ก็อนุญาตให้นำลูกออกจากรพ.มาพักฟื้นที่บ้าน   ซึ่งที่ผ่านมาลูกชายตนเป็นเด็กขยัน กตัญญูพ่อแม่ เลิกเรียนบางวันก็ไปรับจ้าง เจ้าของคาร์แคร์มักเรียกใช้เป็นประจำ ตั้งแต่ปิดเทอมลูกก็ไปทำงานที่ร้านคาร์แคร์ กินนอนอยู่ที่นั่นได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ที่ผ่านมาเจ้าของคาร์แคร์เคยมาเยี่ยมลูกที่รพ. 2 ครั้ง ครั้งแรกให้เงินมา 2,000 บาท ครั้งที่ 2 ให้ 1,000 บาท จากนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย   ช่วงแรกพ่อแม่เจ้าของคาร์แคร์ติดต่อมาว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แต่ต้องให้ตนเซ็นยินยอมจบเรื่องและถอนแจ้งความ ตนคิดว่าไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้รับเงิน ทางเขาก็บอกว่าถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ให้ไปฟ้องร้องเอาเอง ทุกวันนี้ครอบครัวตนต้องอยู่อย่างลำบาก เพราะตนไม่ได้ทำงานเนื่องจากต้องคอยดูลูก   ทำให้สามีทำงานเพียงคนเดียวรายได้ไม่พอรายจ่าย  ต้องกู้หนี้ยืมสินญาติพี่น้องมาใช้จ่าย เพราะต้องซื้อแพมเพิส พาลูกไปรพ.ตามที่แพทย์นัด บางครั้งจู่ๆ ลูกก็เป็นไข้ขึ้นสูงวิ่งเข้าออกรพ.อยู่บ่อยๆ ผ่านมา 5 เดือน คดีก็ยังไม่คืบหน้า จึงต้องออกมาเรียกร้องความยุติธรรม   หลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปเยี่ยม ด.ช.ชัยวัฒน์ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ขณะที่ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนคนพิการให้ด.ช.ชัยวัฒน์ เพื่อที่จะได้รับเงินคนพิการตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และ รพ.สพ.โคกกรวด ได้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเตียงผู้ป่วย เครื่องดูดเสมหะ อุปกรณ์บางอย่างตั้งแต่แรก   ด้าน จนท.สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบคาร์แคร์ดังกล่าว พบมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ 2541 มาตรา 44 ใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 15 ปี / มาตรา 45 ไม่ขออนุญาตใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี เพราะนอกจากด.ช.ที่บาดเจ็บแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบการจ้างงานเด็กอายุ 16 ปี อีก 1 คน   พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาคารและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ. ศ.2554 มาตรา 8 โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงเรื่องไฟฟ้าที่ชำรุดและอุปกรณ์ในการทำงานจนเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากการทำงาน / ให้ค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ โดยพื้นที่ จ.นครราชสีมา อยู่ที่ 320 บาท ซึ่งจากการสอบถามพบว่าได้ค่าจ้างวันละ 200-260 บาท   จากการสอบถามเจ้าของคาร์แคร์ที่เกิดเหตุ ให้การปฏิเสธไม่มีความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง อ้างว่าเด็กมาคลุกคลีอยู่ที่ร้านเอง แต่จากข้อมูลพบด.ช.ที่บาดเจ็บทำงานที่คาร์แคร์มา 2 ปี ในช่วงหลังเลิกเรียนกับวันหยุด และช่วงปิดเทอมทำงานเต็มวัน ทั้งนี้ทางแรงงานจังหวัดนครราชสีมาจะรวบรวมข้อมูลส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง ดำเนินคดีกับนายจ้างต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NQUNzv5cG4o

 9,333
ปากท้องร้องทุกข์
12 ต.ค. 61

ด.ช.กตัญญู ทำงานคาร์แคร์ช่วงปิดเทอม ถูกไฟดูดเป็นเจ้าชายนิทรา เจ้าของร้านไม่รับผิดชอบ

ผู้ปกครองร้องทุกข์ต่อมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จากเหตุ ด.ช.ชัยวัฒน์ เสือสูงเนิน อายุ 13 ปี ลูกชาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.1 กำลังจะขึ้นม.2 ไปทำงานรับจ้างหารายได้พิเศษช่วงปิดเทอม ที่ร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่   ขณะทำงานถูกไฟฟ้าดูด จนทุกวันนี้ต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทรา อยู่ในสภาพเป็นผัก ผ่านมา 5 เดือน ทางเจ้าของคาร์แคร์ยังไม่รับผิดชอบอะไร ทั้งนี้ได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.โพธิ์กลาง ไว้แล้วแต่เกรงว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้าขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมด้วย            โดยแม่เล่าถึงวันเกิดเหตุว่า ขณะที่ลูกชายกำลังทำงานใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำล้างพื้นจนตัวเปียก ได้ถูกสายไฟของเครื่องฉีดน้ำที่มีรอยฉีกขาดจนเห็นสายทองแดงทำให้ไฟฟ้าดูด คนงานที่ทำงานอยู่บริเวณดังกล่าว 4-5 คน ต่างตกใจ มีคนหนึ่งตั้งสติได้รีบวิ่งไปสับคัทเอาท์ตัดไฟ ขณะนั้นลูกชายตนหมดสติไม่หายใจแล้ว มีพลเมืองดีที่อยู่ร้านข้างๆ มีรถจึงช่วยพาลูกชายไปส่งรพ. เพราะช่วงนั้นเจ้าของคาร์แคร์ไม่อยู่   หลังรู้ข่าวตนจึงรีบเดินทางไปดูลูกก็พบว่าแพทย์ช่วยปั๊มหัวใจลูกขึ้นมาจนมีสัญญาณชีพ และรีบส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา ต้องอยู่ในห้องไอซียู 7 วัน และอยู่ในห้องพักฟื้นอีก 12  วัน แพทย์บอกว่าได้ช่วยเต็มที่แล้ว หลังถูกไฟฟ้าดูดลูกชายขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองราว 20 นาที ทำให้ต้องอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรา จากนั้นแพทย์ก็อนุญาตให้นำลูกออกจากรพ.มาพักฟื้นที่บ้าน   ซึ่งที่ผ่านมาลูกชายตนเป็นเด็กขยัน กตัญญูพ่อแม่ เลิกเรียนบางวันก็ไปรับจ้าง เจ้าของคาร์แคร์มักเรียกใช้เป็นประจำ ตั้งแต่ปิดเทอมลูกก็ไปทำงานที่ร้านคาร์แคร์ กินนอนอยู่ที่นั่นได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ที่ผ่านมาเจ้าของคาร์แคร์เคยมาเยี่ยมลูกที่รพ. 2 ครั้ง ครั้งแรกให้เงินมา 2,000 บาท ครั้งที่ 2 ให้ 1,000 บาท จากนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย   ช่วงแรกพ่อแม่เจ้าของคาร์แคร์ติดต่อมาว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แต่ต้องให้ตนเซ็นยินยอมจบเรื่องและถอนแจ้งความ ตนคิดว่าไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้รับเงิน ทางเขาก็บอกว่าถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ให้ไปฟ้องร้องเอาเอง ทุกวันนี้ครอบครัวตนต้องอยู่อย่างลำบาก เพราะตนไม่ได้ทำงานเนื่องจากต้องคอยดูลูก   ทำให้สามีทำงานเพียงคนเดียวรายได้ไม่พอรายจ่าย  ต้องกู้หนี้ยืมสินญาติพี่น้องมาใช้จ่าย เพราะต้องซื้อแพมเพิส พาลูกไปรพ.ตามที่แพทย์นัด บางครั้งจู่ๆ ลูกก็เป็นไข้ขึ้นสูงวิ่งเข้าออกรพ.อยู่บ่อยๆ ผ่านมา 5 เดือน คดีก็ยังไม่คืบหน้า จึงต้องออกมาเรียกร้องความยุติธรรม   หลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปเยี่ยม ด.ช.ชัยวัฒน์ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ขณะที่ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนคนพิการให้ด.ช.ชัยวัฒน์ เพื่อที่จะได้รับเงินคนพิการตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และ รพ.สพ.โคกกรวด ได้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเตียงผู้ป่วย เครื่องดูดเสมหะ อุปกรณ์บางอย่างตั้งแต่แรก   ด้าน จนท.สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบคาร์แคร์ดังกล่าว พบมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ 2541 มาตรา 44 ใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 15 ปี / มาตรา 45 ไม่ขออนุญาตใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี เพราะนอกจากด.ช.ที่บาดเจ็บแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบการจ้างงานเด็กอายุ 16 ปี อีก 1 คน   พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาคารและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ. ศ.2554 มาตรา 8 โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงเรื่องไฟฟ้าที่ชำรุดและอุปกรณ์ในการทำงานจนเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากการทำงาน / ให้ค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ โดยพื้นที่ จ.นครราชสีมา อยู่ที่ 320 บาท ซึ่งจากการสอบถามพบว่าได้ค่าจ้างวันละ 200-260 บาท   จากการสอบถามเจ้าของคาร์แคร์ที่เกิดเหตุ ให้การปฏิเสธไม่มีความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง อ้างว่าเด็กมาคลุกคลีอยู่ที่ร้านเอง แต่จากข้อมูลพบด.ช.ที่บาดเจ็บทำงานที่คาร์แคร์มา 2 ปี ในช่วงหลังเลิกเรียนกับวันหยุด และช่วงปิดเทอมทำงานเต็มวัน ทั้งนี้ทางแรงงานจังหวัดนครราชสีมาจะรวบรวมข้อมูลส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง ดำเนินคดีกับนายจ้างต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NQUNzv5cG4o

 9,333
ข่าวภูมิภาค
26 ก.ย. 61

แม่ร้องปวีณา ลูกสาวถูกเพื่อนชายถ่ายคลิปอนาจารในห้องน้ำ ร.ร. แต่กลับถูกครูไล่ออก อ้างไปอยู่ในจุดเสี่ยงเอง

แม่ของนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ย่านรังสิต เข้าขอความช่วยเหลือ นางปวีณา หงสกุล เนื่องจากลูกสาวถูกครูให้ออกจากร.ร. หลังจากถูกเพื่อนชายพยายามอนาจารในห้องน้ำ ร.ร.   โดยลูกสาวเล่าว่าขณะไปเข้าห้องน้ำ มีเพื่อนผู้ชายผลักประตูเข้าไป ซึ่งห้องน้ำหญิงมีสภาพพังชำรุด ไม่มีกลอนประตู จากนั้นนักเรียนชายก็จับล็อคตัว พยายามจะกระทำอนาจาร โดยมีเพื่อนอีก2คน ถ่ายคลิป แต่โชคดีที่มีเด็กหญิงอีกกลุ่มมาเข้าห้องน้ำและช่วยได้ทัน หลังจากนั้น ลูกก็ถูกเพื่อนในร.ร.ล้อ และครูประจำชั้นเอง ก็ทำท่าทีเหยียดหยามหรือพูดประชดประชันลูกสาว และก็มีคำสั่งให้ออก โดยให้เรียนจบภาคเรียนนี้ก่อน ทำให้ทางผู้ปกครองไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องให้ออกทั้งที่ลูกสาวตนเป็นผู้เสียหาย   ด้านครูก็บอกว่า ลูกสาวไปอยู่ในที่เสี่ยงเอง พอเกิดเรื่องก็ต้องรับผิดชอบเอง ทางแม่จึงรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม พอถูกกระทำกลับกลายเป็นลูกต้องถูกให้ออกจากร.ร. ส่วนนักเรียนชายที่ทำก็ให้ออกแค่บางคนเท่านั้น ตอนนี้สภาพจิตใจลูกย่ำแย่ และมีอาการซึมเศร้า   นอกจากนี้ยังมีตัวแทนผู้ปกครอง ร้องเรียนพฤติกรรมครูประจำชั้นที่ไม่เหมาะสม ไม่ดูแลเด็ก และทาง ร.ร.ก็ไม่มีมาตรการดูแลเรื่องความปลอดภัยของห้องน้ำ ปล่อยให้ห้องน้ำนักเรียนชายและหญิงอยู่ใกล้กัน และสภาพห้องน้ำพังชำรุด ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย   ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยัง ร.ร.แห่งนี้ พบนักเรียนชั้นม.2 เล่าว่า ทราบเหตุการณ์เพื่อน ถูกกระทำอนาจารในห้องน้ำ มีการเล่าต่อๆกันในร.ร. ซึ่งยอมรับว่าสภาพห้องน้ำไม่ปลอดภัยจริง ห้องน้ำหญิงชายอยู่ใกล้กัน เสี่ยงต่อการถูกกระทำอนาจาร ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน สภาพห้องน้ำก็ไม่มีกลอน ไม่มีขันน้ำ สกปรก บานประตูพัง บางครั้งใช้ฟิวเจอบอรด์ปิดไว้ ส่วนเรื่องครูไม่ดูแลเด็กนั้น ก็มีบ้าง เพราะมีจำนวนนักเรียนมาก กลุ่มที่ค่อนข้างเกเรไม่ตั้งใจเรียน ครูก็ไม่สนใจ   จากการตรวจสอบห้องน้ำจุดเกิดเหตุ พบว่าสภาพห้องน้ำชายและหญิง อยู่ห่างกันเพียงเล็กน้อย  แบ่งเป็นห้องน้ำหญิง4ห้อง ห้องน้ำชาย4ห้อง ด้านข้างเป็นโถปัสสาวะ ที่พื้นยังมีซองบุหรี่และมวนบุหรี่ที่สูบแล้วจำนวนหนึ่ง สภาพห้องน้ำ ที่บานประตูมีการซ่อมแซมกลอนประตู   แม่บ้านของร.ร.บอกว่า นักเรียนจำนวนมาก ไม่ช่วยกันรักษาความสะอาด ตนคอยทำความสะอาดตลอดทั้งวัน แต่ทำไม่ไหว ส่วนห้องน้ำที่ไม่มีกลอนล็อคประตูนั้นมีจริง เพราะซ่อมไม่ทัน พอซ่อมเช้า เย็นมาก็พัง ที่พังก็ฝีมือนักเรียนทุบทำลายและแกล้งกัน ตนเตือนและห้ามแต่เด็กไม่ฟัง เรื่องการกระทำอนาจารนั้นตนไม่ขอออกความเห็น แต่ตนเป็นตนมาไล่เด็กๆในวันนั้นออกมาเอง   ทั้งนี้ตัวแทนศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือเด็กนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการศึดษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึดษาธิการ จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบร.ร.แห่งนี้ และจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Q_-sA_CReao

 6,703
ข่าวภูมิภาค
18 ก.ย. 61

‘ปวีณา’ รุดตรวจสอบความคืบหน้าคดี เด็กหญิง 4 ขวบ ถูกรุ่นพี่ ม.2 ล่วงละเมิด

‘ปวีณา’ รุดตรวจสอบความคืบหน้าคดี เด็กหญิงอนุบาล 1 ถูกรุ่นพี่ ม.2 3 คน อนาจารในห้องน้ำหลังโรงเรียน    วันนี้ (18 ก.ย.) เมื่อเวลา 12.00 น. นางปวีณา หงสกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี เดินมาตรวจสอบความคืบหน้าคดี หลังได้รับการร้องเรียนจาก แม่เด็กหญิงอนุบาลวัย 4 ขวบ ถูกรุ่นพี่ชั้น ม.2 กระทำอนาจาร ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังแถลงการ    สืบเนื่องจาก นางโม (นามสมมติ) อายุ 41 ปี ได้รับแจ้งจากคุณคูรประจำชั้นของ น้องแนน (นามสมมติ) บุตรสาวคนเล็กวัย 4 ขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.บางละมุง ว่าบุตรสาวมีเลือดออกบริเวณกางกางในให้มาตรวจสอบด่วน เมื่อมาถึงพบบุตรสาวอยู่ในอาการตกใจและหวาดกลัว นางโม จึงเค้นสอบถามอยู่นานจน น้องแนน เอ่ยพูดว่า พี่ทำหนู พี่เอามีดมาทิ่มหนู พร้อมพา นางโม และคุณครูประจำชั้นเดินทางไปยังห้องน้ำหลังโรงเรียนซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ    โดยเล่าอีกว่า ระหว่างน้องแนนเดินมาเข้าห้องน้ำ ได้พบรุ่นพี่ระดับชั้น ม.2 เป็นนักเรียนชายจำนวน 3 คน ยืนอยู่หน้าห้องน้ำ จากนั้นได้ผลักน้องแนนเข้าไปในห้องน้ำ คนแรกจับแขนทั้ง2ข้าง คนที่ 2 จับถ่างขา และคนที่ 3 พยายามข่มขืน น้องแนนจึงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด รุ่นพี่ทั้ง 3 คน จึงย่อมปล่อยน้องแนนกลับมาที่ห้องเรียน จนเมื่อคุณครูท่านหนึ่งสังเกตุเห็นว่า มีคราบเลือดติดบริเวณกางเกงในของน้องแนนขณะนอนหลับกลางวัน จึงรีบปรึกษาและแจ้งผู้ปกครองมาตรวจสอบ    ซึ่งภายหลังเกิดเหตุได้พา น้องแนน ไปรักษาอาการบาดเจ็บและตรวจร่างกายที่ รพ.แหลมฉบัง และเดินทางมาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง พร้อมทำการร้องทุกข์มายัง สายด่วนมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อติดตามเอาผิดกับคนร้ายให้ถึงที่สุด    โดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ ได้ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง และเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ ได้พาน้องแนน ไปสอบปากคำและตรวจสอบที่โรงเรียนอีกครั้ง พร้อมให้ น้องแนน แสดงพฤติกรรมของรุ่นพี่ให้กับเจ้าหน้าที่ดู พบว่านักเรียนชายพยายามใช้อวัยวะเพศสอดใส่ แต่น้องแนนเข้าใจว่าเป็นมีด เพราะรู้สึกเจ็บ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ถูกต้อง อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบนักเรียนอนุบาล ซึ่งพบเห็นเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ แต่ไม่กล้าเข้าไปช่วย เนื่องจากกลัวถูกทำร้ายไปด้วย ซึ่งผู้ปกครองยินดีให้มาเป็นมาร่วมเป็นพยานในคดี    ทั้งนี้ จากการนำรูปนักเรียนชายต้องสงสัย มาปะปนกับนักเรียนชายคนอื่นๆ มาให้น้องแนน และพยานชี้ตัว ผลปรากฏว่าสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ตรงกัน เป็นรุ่นพี่นักเรียนชั้น ม.2 จำนวน 3 คน    ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัว นายนิว (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ที่น้องแนนให้การว่าเป็นบุคคลที่ใช้อาวุธมีด (อวัยวัยเพศ) ทิ่มจนได้รับบาดเจ็บ ส่งตัวให้กับสถานพินิจ ฐานร่วมกันกระทำอนาจารเด็กหญิง ส่วนเยาวชนอีก 2 คน อยู่ระหว่างทำการเรียกตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม    ด้าน นางปวีณา เปิดเผยว่า ตนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งต้องแก้ไขให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้เกิดขึ้นในสถานศึกษา โดยผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นเยาวชนอีกด้วย    ทั้งนี้ จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในห้องน้ำหญิง และเด็กเล็ก อาทิ การติดตั้งกล้องวงจรปิดหน้าห้องน้ำ การมีแม่บ้านหรือเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องดูแลอย่างต่อเนื่อง การแยกชาย-หญิงให้ชัดเจน และการปรับปรุงห้องน้ำไม่ควรอยู่ในมี่ลับตาคน เพื่อความปลอดภัยอย่างสูงสุดสำหรับนักเรียน เด็ก และสตรี ต่อไป  

 5,223
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ค. 60

แม่ร้องปวีณาช่วยจี้คดีลูกสาวถูกฆ่าข่มขืนในสวนยาง 2 เดือนคดีไม่คืบ

                           น.ส.พนิดา (ขอสงวนนามสกุล) ชาวจ.ตรัง พร้อมมารดาและหลาน 2 คน อายุ 2 ขวบ กับ 4 ขวบ เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี จากกรณีน.ส.สุนิสา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี น้องสาว ซึ่งเป็นมารดาของเด็กทั้ง 2 คนถูกคนร้ายฆ่าข่มขืนบริเวณหนองน้ำใกล้สวนยางพารา เหตุเกิดเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 12 พ.ค.ต่อเนื่องวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า                ด้าน แม่ของนางสาวสุนิสา (ขอสงวนนามสกุล)กล่าวว่าก่อนเกิดเหตุลูกสาวตนได้ออกไปกรีดยางพาราช่วงกลางดึกเพื่อหาเงินมาเป็นค่าชุดนักเรียนให้ลูกทั้ง 2 คน เนื่องจากใกล้เปิดเทอม แต่โชคร้ายไปเจอคนร้ายที่ดักซุ่มอยู่ ฆ่าอย่างทารุณ ซึ่งสภาพศพยกทรงถูกถลกขึ้นไปอยู่เหนือหน้าอก สวมกางเกงวอร์มสีดำพร้อมกางเกงในถูกรูดมาคาอยู่ที่ก้น ลำคอถูกบีบเขียวช้ำ และมีบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งที่คิ้วและเบ้าตาขวาแตก ใบหูขวามีรอยถูกกัด เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง                ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งศพไปชันสูตรศพที่ รพ.รัษฎา พบว่ามีร่องรอยถูกข่มขืนด้วย ส่วนสามีของน.ส.สุนิสานั้น ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางไปทำงานที่อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งกลับมาหาลูกและภรรยาเพื่อเอาเงินมาให้อาทิตย์ละครั้ง หลังน้องสาวเสียชีวิตไปตนต้องดูแลหลานทั้ง 2 คน และครอบครัวต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงเพราะ ทั้งเวลาผ่านมาร่วม 2 เดือนแล้วแต่คนร้ายยังลอยนวล ชาวบ้านในละแวกเดียวกันก็ไม่กล้าที่จะออกไปกรีดยางเพราะกลัวจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตนเองตนได้ปรึกษากับญาติพี่น้องอยากเรียกร้องความเป็นธรรมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งจับกุมคนร้ายจึงได้พากันเข้าร้องเรียนมูลนิธิปวีณาฯ ให้ความช่วยเหลือ                ด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา กล่าวว่าขณะนี้ได้ประสาน พล.ต.ต.สมพงศ์ ทองใบ ผบก.ภ.จว.ตรัง และพ.ต.อ.ชัยรัตน์ กาญจนเนตร ผกก.สภ.รัษฎา จ.ตรัง ช่วยให้ความเป็นธรรมกับญาติผู้เสียชีวิตเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วซึ่งตนเองก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเวลานี้ทางบ้านของผู้ที่เสียชีวิตก็ไม่กล้าออกไปทำงานและที่บ้านก็มีแต่ผู้หญิงจึงไปกล้าที่จะออกไปทำงานและคาดว่าน่าจะจับคนร้ายมาดำเนินคดีได้ในเร็วๆนี้และในวันพฤหัสบดี ที่ 6 ก.ค. 60 เวลา ทางมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรีจะพาญาติผู้ตายเข้าพบ พล.ต.ต.สมพงศ์ ทองใบ ผบก.ภ.จว.ตรัง ณ ภูธรจังหวัดตรัง        

 4,469

Top