ค้นหา :

ผลการค้นหา "เงินทอนวัด"

สังคม
28 ธ.ค. 62

พิพากษาจำคุก 'พนม ศรศิลป์' 20 ปี คดีโกงเงินทอนวัด

ความคืบหน้ากรณีโกงเงินทอนวัด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำตัดสินคดีโกงเงินทอนวัด จำคุก 20 ปี นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมกับพวกรวม 4 คน ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต   กรณีเบียดบังเอาเงินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด รับโอนเงินงบประมาณที่มีการเบียดบังไปจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ขอให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 12,000,000 บาทและให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 3,000,000 บาทแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/CXSoYquS8AY

 1,010
การเมือง
04 ก.ย. 62

‘เทวัญ’ รับปากกลางสภาฯ หลังจากนี้ จะไม่มีทุจริตเงินทอนวัดเกิดขึ้นอีก

วันที่ 4 ก.ย. 62 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามทั่วไปถึงความคืบหน้าคดีเงินทอนวัด ของนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย โดยยืนยันว่า หลังจากนี้จะไม่มีเหตุการณ์เงินทอนวัดขึ้นอีก ด้านนายนิยมก็พยักหน้ารับทราบในทันที    จากนั้น นายเทวัญ ชี้แจงความคืบหน้าคดีดังกล่าวอีกว่า ได้รับรายงานจากตำรวจ ทั้งดีเอสไอ กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ว่า ส่วนใหญ่พระเถรผู้ใหญ่ได้รับการประกันตัวได้    ปัจจุบันความคืบหน้าการตรวจสอบที่เป็นเรื่องร้องเรียนอยู่ใน ป.ป.ช. ทั้งหมด 91 เรื่อง โดยอยู่ระหว่างดำเนินการของ ป.ป.ช.58 เรื่อง ,ดำเนินการแล้วเสร็จ 32 เรื่อง, ป.ป.ช.มีมติไม่รับ 1 เรื่อง, อยู่ระหว่างการสืบสวนของกองปราบ 2 เรื่อง, บก.ปปป.ดำเนินการสอบสวนการดำเนินคดีแล้ว 46 เรื่อง อยู่ระหว่างสอบสวนในส่วนของ ปปป.อีก 6 เรื่อง    ทั้งนี้ จากการสอบสวนของ ปปป.พบผู้กระทำผิดทั้งหมด 34 คน เป็นเจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนา 15 คน พระ 11 รูป ประชาชน 8 คน วงเงินทุจริตทั้งหมด 351 ล้าน 7 แสน 6 ร้อย 35 บาท ยึดทรัพย์มาได้แล้ว 228 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินอุดหนุนศึกษาพระปริยัติธรรม 115 ล้านบาท เงินอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 127 ล้านบาท เงินอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์ 108 ล้านบาท    ส่วนคำถามที่ระบุว่า เหตุใดมีวัดถูกดำเนินคดีเพียงแค่สองวัด ทั้งที่มีโครงการเหล่านี้ในหลายวัดนั้น นายเทวัญ ยอมรับว่า ตนเพิ่งมารับตำแหน่งในข้อคำถามที่ว่า จึงไม่ทราบในรายละเอียดของวัดที่เหลือ หลังจากนี้ ตนจะรีบไปตรวจสอบว่า เหตุใดวัดที่เหลือยังไม่ได้ถูกดำเนินคดีหรืออย่างไร ทั้งนี้ อาจจะเป็นเรื่องในชั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่สามารถเปิดเผยได้    นายนิยม ได้สอบถามถึงสำนักพุทธฯยังจัดสรรงบประมาณ 70 กว่าล้านบาทให้ 4 หน่วยงาน คือ ป.ป.ช. 3 ล้านบาท สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมที่ตั้งอยู่วัดสระเกศฯซึ่งแต่งตั้งดยเถรสมาคม 20 ล้าน 9 แสน 5 หมื่นบาท สำนักงานศาลยุติธรรม 5 ล้านบาท และสำนักงานอัยการสูงสุด 2 ล้านบาท จึงตั้งคำถามว่า สำนักงานเหล่านี้มีสิทธิ์รับเงินจากสำนักพุทธฯด้วยหรือไม่ แต่เหตุใดจึงดำเนินคดีเพียงวัดสระเกศฯ   นายเทวัญ จึงชี้แจงว่า เป็นเรื่องของงบประมาณปีก่อนๆ ตนจะรับเรื่องนี้ไว้และจะแจ้งข้อมูลมายังประธานสภาฯต่อไปว่าเหตุใดสำนักพุทธฯจึงจัดสรรงบประมาณไปแต่ละหน่วยงาน ส่วนพระพรหมเมธี หากจะกลับมาต่อสู้คดีในไทยและเป็นห่วงใยความปลอดภัยนั้น ยืนยันว่า หากกลับมาสู้คดีก็จะได้รับความปลอดภัยเหมือนกับพระทุกรูปเหมือนประชาชนคนไทย โดยจะดูแลเป็นพิเศษ ยินดีที่จะไปรับที่สนามบินให้ความเป็นธรรมสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้  

 1,307
สังคม-อาชญากรรม
17 พ.ค. 62

ทนายจ่ออุทธรณ์-ยื่นประกัน 'อดีตพระพรหมดิลก' เจ้าอาวาสวัดสามพระยา หลังศาลสั่งจำคุก 6 ปี คดีเงินทอนวัด

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุกอดีตเจ้าอาวาส 6 ปี และผู้ช่วยวัดสามพระยา 3 ปี ในคดีร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ส่วนคดีอื่นให้ยกฟ้อง ขณะที่ทนายความเตรียมขอยื่นอุทธรณ์ และประกันตัว   โดยกลุ่มภิกษุสงฆ์และศิษยานุศิษย์ ของนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม หรือ มส. และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณและอดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา คดีร่วมฟอกเงินทุจริตงบประมาณ สำนักพระพุทธศาสนา ให้วัดสามพระยา   โดยทั้ง 2 ตกเป็นจำเลยในคดี ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม และอดีตเจ้าอาวาส ถูกฟ้องอีกคดี ในฐานความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นผู้สนับสนันเจ้าพนักงานฯ , ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542   ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง ในความผิดร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากงบประมาณ ที่ได้รับมาจากสำนักพระพุทธศาสนา หรือ พศ. จำนวน 5 ล้านบาทนั้น เป็นงบที่ให้สนับสนุนการศึกษาโรงเรียนปริยัติธรรม แต่วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนปริยัติธรรม แต่จำเลยไม่ส่งคืน พศ. แต่กลับมอบอำนาจให้ผู้อื่นเบิกถอนเงินไปใช้ ก่อสร้างและบูรณาการสิ่งปลูกสร้างในวัด โดยอ้างว่าเข้าใจว่าเป็นงบบูรณาการที่เคยขอไป   แต่ในการสืบพยานนัดแรกจำเลยไม่ได้นำเอกสารของบ และ รับงบมายื่นต่อศาล แต่ขอเพิ่มเติมภายหลัง ทั้งที่เป็นเอกสารสำคัญ อีกทั้ง มีการเบิกงบไปฝากบัญชีประจำ รวม 2 บัญชี เพื่อเอาดอกเบี้ยเงินฝาก การกระทำของจำเลยทั้ง 2 จึงเป็นการ ยักย้าย เปลี่ยนทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการทุจริต ของคดีมูลฐานความผิดทุจริตงบประมาณสนับสนุนการศึกษาวัดของ พศ.   ศาลจึงลงโทษ ให้จำเลย ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ต้องรับโทษ 2 เท่า ของโทษทางคดี ลงโทษจำคุกรวม 6 ปี และยกฟ้อง ใน คดีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 2 ตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี   ขณะที่นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความของ นายสมทรง จำเลยที่ 2 เตรียมยื่นขอประกันตัวภายใน 2-3 วันและขออุทธรณ์ ตามขั้นตอนกระบวนการคาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกินหนึ่งปีอย่างไรก็ตามมีข้อสงสัยในเรื่องการของบสนับสนุนในการก่อสร้างที่จำเลยทั้ง 2 ขอไปยังสำนักพุทธ ว่ามีการเซ็นอนุมัติออกมาอย่างถูกต้องหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2Jdy7syy_8I

 1,583
สังคม-อาชญากรรม
18 เม.ย. 62

ศาลสั่งจำคุก 26 ปี อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน ร่วมอดีต ผอ.พศ. ฟอกเงินทอนวัด

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุก 26 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค และอดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ในคดีร่วมกับผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาฟอกเงินทอนวัด 12 วัด ใน 4 จังหวัด   วันที่ 18 เม.ย. 62 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษา คดีฟอกเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือเงินทอนวัด โดยอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมเกียรติ ขันทอง หรือ อดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค และอดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ในความผิดฐานร่วมกันกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2555 - 2557 ที่ขณะที่อยู่ระหว่างหลบหนี ฟอกเงินทอนวัดต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์,นครสวรรค์ ,ตาก และชุมพร โดยอดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ ที่ยังคงสมจีวรพระ เดินทางมารับฟังคำพิพากษาตามนัดหมาย ตั้งแต่ช่วงเช้าในเวลาประมาณ 06.00 นาฬิกา    โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับนายนพรัตน์ ที่ได้จัดสรรงบสำนักพระพุทธศาสนามาให้กับ 12 วัดใน จังหวัดเพชรบูรณ์, นครสวรรค์, ตาก และชุมพร โดยแต่ละวัดไม่ได้ทำคำของบแต่อย่างใด แต่นายนพรัตน์ ให้นำบัญชีของวัดมาเพื่อจะโอนเงินให้แต่ละวัดนับล้านบาท โดยเมื่อโอนเงินแล้วให้แต่ละวัดโอนเงินกลับส่งคืนให้จำเลย เพื่อส่งต่อให้นายนพรัตน์ โดยอ้างว่าจะนำไปให้วัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่มีการนำไปดำเนินการดังกล่าวจริง และได้นำมาแบ่งปันกัน และบางส่วนจำเลยนำมาให้จ่ายส่วนตัว ซึ่งขณะกระทำผิดจำเลยเป็นเจ้าคณะอำเภอถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็จะต้องรับโทษ 2 เท่า   จึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยให้ลงโทษทุกกระทง กระทงละ 3 ปี ทั้งหมด 13 กระทง จำคุกรวม 39 ปี แต่จำเลยนำสืบมีประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุก 26 ปี ส่วนคำขออื่นให้ยก    โดยทนายความของพระครูกิตติฯ ได้เปิดเผยสั้นๆว่าขณะนี้กำลังเตรียมคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อจะยื่นขอประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์   ทั้งนี้ภายหลัง ศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ก็ได้ควบคุมตัวพระครูกิตติฯ จำเลยไปยังห้องคุมขังชั้นใต้ถุนศาล ระหว่างรอฟังผลการขอประกันตัวสู้คดีชั้นอุทธรณ์  

 2,693
สังคม-อาชญากรรม
16 ส.ค. 61

ศาลไม่ให้ประกันตัว อดีตเจ้าอาวาสวัดดังพร้อมคณะ เกรงหลบหนี คดีทุจริตเงินทอนวัด

คืบหน้าคดีทุจริตเงินทอนวัด พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 ได้ยื่นฟ้อง 8 จำเลย ได้แก่   1.นายธงชัย สุขโข (อดีตพระพรหมสิทธิ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร   2.นายบุญทวี คำมา (อดีตพระศรีคุณาภรณ์) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ   3.นายสมจิตร จันทร์ศรี (อดีตพระครูสิริวิหารการ) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ   4.นายเทอด วงศ์ชอุ่ม (อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์) หรือเจ้าคุณเทอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ   5.นายสังคม สังฆะพัฒน์ (อดีตพระเมธีสุทธิกรและอดีตพระราชอุปเสณาภรณ์) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ   6.น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านร่วมรับโอนเงิน 25 ล้านบาท   7.นายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศ   8.น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา (มารดาของ ร.ท.ฐิติทัศน์)   ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) ,มาตรา 5 (1)(2)(3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , มาตรา 91 กรณีร่วมกันฟอกเงิน การทุจริตเงินทอนวัด ในส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแพร่พระพุทธศาสนา   โดยปัจจุบันอดีตพระเถระทั้ง 8 ราย ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างการฝากขัง และไม่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน ศาลได้รับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.197/2561   ต่อมาทั้ง 8 คน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฟ้องคดีนี้ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลยทั้ง 8 ราย   โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยกับพวกมีลักษณะร่วมกันกระทำความผิด เป็นขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน ความเสียหายก็เป็นเงินจำนวนสูง   อีกทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนา พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงและความผิดตามฟ้อง มีอัตราโทษสูง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวก็มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยกับพวกจะหลบหนี ทำให้จำเลยทั้ง 8 ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LqICHTdb-08

 1,763
สังคม-อาชญากรรม
03 ส.ค. 61

คุมผู้ต้องหาเงินทอนวัดอีก 1 รายสอบปากคำกองปราบฯ

หลังจากเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกองบังคับการปราบปราม ได้นำหมายจับเข้าจับกุม 10 ผู้ต้องหา อดีตข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ที่เกี่ยวข้องในคดีทุจริตเงินทอนวัด ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 8 ราย และนำไปขออำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฝากขังผัดแรก เมื่อวานนี้    คือ 1. นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.)  2.นายชยพล พงษ์สีดา (อดีต รอง ผอ.พศ.)  3.นายแก้ว ชิดตะขบ (อดีต ผอ.พศ.จ.สมุทรสงคราม)  4.นายณรงค์เดช ชัยเนตร (อดีต ผอ.พศ.จ.สิงห์บุรี)  5.นายบุญเลิศ โสภา (อดีต ผอ.พศ.จ.ลำปาง)  6.นายวสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ (อดีต ผอ.ส่วนบรูณะพัฒนาวัด)  7.นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี (อดีต พศ.จ.นครปฐม)  8.นางพรเพ็ญ กิติธรางกูร (นักวิชาการศาสนา)    และเมื่อวานที่ผ่านมา (2 ส.ค.) ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามควบคุมตัวนายเจษฎา วงศ์เมฆ 1 ในผู้ต้องหาจาก จ.นครศรีธรรมราช เดินทางมาถึงกองปราบปรามเมื่อตอน 23.00 น. ของเมื่อคืนที่ผ่านมา เมื่อถึงกองปราบปรามแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำทันทีและสอบปากคำจนถึงขณะนี้ คาดว่าเมื่อสอบปากคำเสร็จแล้วทางเจ้าหน้าที่ก็จะนำตัวไปขออำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฝากขังผัดแรก เช่นกัน    ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 1 ราย ที่ยังคงหลบหนีคือ น.ส.ประนอม คงพิกุล (อดีต รอง ผอ.พศ. และ อดีต ผอ.พศ.จ.สมุทรปราการ) ที่ได้เดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว    สำหรับการออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัดในล็อตที่ 4 นั้นขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน และข้อมูลต่างๆ อยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่ง แต่จะมีการออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องในล็อตที่ 4 แน่นอน   ดูข่าวเพิ่มเติม จับ 10 ฆราวาส 'พนม ศรศิลป์' อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ พร้อมพวกทุจริตเงินทอนวัด  

 1,132
สังคม-อาชญากรรม
02 ส.ค. 61

จับ 10 ฆราวาส 'พนม ศรศิลป์' อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ พร้อมพวกทุจริตเงินทอนวัด

เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และกองบังคับการปราบปราม (บก.ป. ) ได้เข้าจับกุมคดีเงินทอนวัด ประกอบไปด้วยพระชั้นผู้ใหญ่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมา ต่อมาเจ้าหน้าที่บก.ป.ได้สืบสวนขยายผล พร้อมรวบรวมหลักฐานขอศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 10 ราย เป็นข้าราชการสำนักพุทธ ประกอบไปด้วย   1. นายพนม ศรศิลป์ กทม./อดีตผอ.พศ. 2. นายแก้ว ชิดตะขบ นครปฐม อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(ผอ.พศจ.)สมุทรสงคราม 3. นางสาวประนอม คงพิกุล อดีตรอง ผอ.พศ./ผอ.พศจ.สมุทรปราการ 4. นายณรงค์เดช ชัยเนตร ขอนแก่น/ ผอ.พศจ.สิงห์บุรี 5. นายชยพล พงษ์สีดา อุบลราชธานี/รองผอ.พศ. 6. นายวสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ นครปฐม/ผอ.ส่วนบรูณะพัฒนาวัด 7. นายบุญเลิศ โสภา นนทบุรี/ผอ.พศจ.ลำปาง 8. นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นครปฐม/ พศจ.นครปฐม 9. นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร สมุทรสาคร/นักวิชาการศาสนา 10. นายเจษฎา วงศ์เฆม ธุรกิจส่วนตัว/รับเหมา   ซึ่งการเข้าจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าตรวจค้นทั้งหมด 10 จุด ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด โดยการเข้าจับกุมเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) นั้นเป็นการเข้าจับกุมตามหมายจับใหม่และหมายจับค้างเก่า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวเข้ามาสอบสวนที่ บก.ป. ต่อไป ขณะที่การบุกบ้านของนายพนม ศรศิลป์ ย่านพุทธมณฑลสาย 4 นั้น ทางเจ้าตัวไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้พื้นที่บริเวณบ้าน   ด้านพลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ทำสำนวนคดีและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.พิจารณาไต่สวนชี้มูลความผิด และทางปปช. ได้ส่งเรื่องกลับมาให้กองปราบปรามดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาหมายจับ   เบื้องต้นมีทั้งหมด 10 คน ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด 10 แห่ง โดยวัด 10 แห่งนี้เกี่ยวข้องกับการจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่ดำเนินการจับกุมไปก่อนหน้านี้ ซึ่งข้อหาที่จะแจ้งแก่ผู้ต้องหาที่เป็นอดีตข้าราชการสำนักพุทธศาสนา คือข้อหาส่วนใหญ่ดำเนินคดีตามมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบและในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่ข้าราชการ แจ้งข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด ซึ่งการจับกุมดังกล่าว ยังเป็นการแสดงให้สังคมเห็นว่า คดีนี้ไม่ได้จับกุมเฉพาะพระที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใน พศ. ที่เป็นต้นทางของการทุจริตด้วย   ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามี 1 ในผู้ต้องหาเดินทางไปต่างประเทศนั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง และในส่วนของผู้ต้องหาทั้งหมดที่จับกุม คาดว่าจะต้องใช้เวลาสอบสวนก่อนจึงจะสามารถส่งตัวฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ในช่วง 10.00 น. วันนี้ (2 ส.ค.)   นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า จนถึงตอนนี้ตำรวจกองปราบปรามสามารถดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้แล้วทั้งสิ้น 9 คน ยังเหลืออีก 1คน คือนางสาวประนอม คงพิกุล อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ยังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/91Z6XlLHcxY

 1,684
สังคม-อาชญากรรม
21 มิ.ย. 61

ผอ.พศ.แจงตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด ยังไม่เผยข้อมูลจับล็อต 4

พลตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ชี้แจงถึงการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดและดำเนินคดีออกหมายจับอดีตพระชั้นผู้ใหญ่และถูกต้องขังขณะนี้ว่า   สามารถทำได้ เพราะการทุจริตได้เข้าข่ายการฟอกเงินสามาถดำเนินคดีทางอาญาได้ ซึ่งหากไม่มีมูลตำรวจคงไม่ออกหมายจับ ส่วนการตรวจสอบข้าราชการพศ.ที่ทุจริตก็เป็นหน้าที่ของ ปปช.และตำรวจ ซึ่งที่ผ่านมาทางพศ.มีหลายคนที่ถูกไล่ออก และถูกโยกย้าย แต่ไม่เป็นข่าวและส่วนไม่ขอพูดถึงให้เป็นไปตามกฎหมาย   ส่วนการทุจริตเงินทอนวัดในล็อตที่ 4 ที่มีข่าวว่า ตนจะไปร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดเพิ่มนั้น ต้องรอทางตำรวจมีหนังสือสรุปแจ้งมาก่อน ซึ่งหากมีมูลก็ถึงจะร้องทุกข์กล่าวโทษ จึงขอให้สื่อระวังการนำเสนอข่าวลือ โดยใช้หลักกาลามสูตร พิจารณาพิสูจน์ให้ท่องแท้   สำหรับหนังสือแจ้งให้วัดทั่วประเทศส่งระบบบริหารจัดการเงินในบัญชีของวัดมาที่ พศ.นั้น ขอยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปตรวจสอบเงินของวัดแต่อย่างใด แต่เพื่อหาตัวอย่างวัดที่พระไม่จับเงินเพื่อใช้เป็นแนวทางต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IPkgjsnJIrs

 1,311
สังคม-อาชญากรรม
19 มิ.ย. 61

ลือ 'อดีตพระพรหมเมธี' ได้สิทธิลี้ภัยเยอรมันแล้ว ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามเเดนกับไทย

ความคืบหน้ากรณีพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ผู้ต้องหาคดีทุจริตเงินทอนวัด ที่หลบหนีไปเยอรมนีนั้น ล่าสุดมีรายงานข่าวจากแหล่งข่าวในกระบวนการยุติธรรมว่า ได้เข้าสู่ขั้นตอนของการขอพิจารณาลี้ภัยในประเทศเยอรมนีเเล้ว จึงย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง ตามหลักเกณฑ์การขอลี้ภัยที่จะมีผลเริ่มคุ้มครองทันที   การที่มีข่าวว่าจะมีการประสานขอความร่วมมือกับทางตำรวจสากลเพื่อขอออกหมายจับ หรือขอส่งตัวพระพรหมเมธีกลับประเทศไทยในขณะนี้นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ตัวพระพรหมเมธีจะถูกส่งตัวกลับ เเม้หากมีการประสานขอความร่วมมือกับตำรวจสากลจริงๆ อีกทั้งการที่ดำเนินการลักษณะนี้อาจจะส่งผลทำให้เกิดข้อพิรุธสงสัยว่าคดีที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตระดับชาติ ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานไป จะมีส่วนทำให้สำนักงานผู้ลี้ภัยของเยอรมนีมองว่าเป็นเรื่องการเมืองได้อีกด้วย   สำหรับการตามตัวพระพรหมเมธี โดยใช้วิธีส่งผู้ร้ายข้ามเเดนนั้น วิธีดังกล่าวก็มีโอกาสยากมากที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากพระพรหมเมธี ยังติดอยู่ขั้นตอนผู้ลี้ภัยอยู่รวมถึงประเทศไทยไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามเเดนกับทางเยอรมนี เมื่อไม่มีสนธิสัญญาดังกล่าวก็จะต้องกระทำโดยวิธีทางการทูต หรือการใช้หลักเเลกเปลี่ยนต่างตอบเเทน ซึ่งประเทศไทยกับเยอรมนีไม่เคยทำกันมาก่อน ทำให้วิธีการขั้นตอนอาจจะยากยิ่งกว่าการส่งผู้ร้ายข้ามเเดน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3XkIJLtez0E

 2,273
สังคม-อาชญากรรม
18 มิ.ย. 61

เตรียมเอาผิดคนปล่อยข่าวลือ ตร.จับมหาเถระสมาคมและเจ้าคณะจังหวัดเข้าค่ายทหาร

กองปราบปรามเตรียมเอาผิดคนปล่อยข่าวลือตำรวจจับมหาเถระสมาคมและเจ้าคณะจังหวัด เข้าค่ายทหาร ยืนยันเป็นเพียงข่าวลือสร้างความปลุกปั่นให้กับสังคม     พลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม ปฎิเสธข่าวลือในโลกโซเชียลมีเดีย ที่อ้างตัวเป็นสำนักข่าวชินบัญชร ระบุว่าจะมีการจับกุมพระมหาเถระสมาคมทุกรูป และควบคุมตัวเจ้าคณะจังหวัดไว้ที่ค่ายทหารทุกจังหวัด และประกาศใช้มาตรา 44 ให้พระสงฆ์สามเณรงดออกจากวัดตั้งแต่เวลา 09.00 นาฬิกา ถึง 05.00 นาฬิกา ของอีกวันในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ก่อนงานเข้าพรรษา จนกว่าจะมีการปฏิรูปสงฆ์แล้วเสร็จแล้วเสร็จ และให้ลี้ภัยไปใน 11 ประเทศที่มีสนธิสัญญา พร้อมกับระบุว่า ตำรวจเตรียมที่จะเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในฐานความผิดนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์กับกลุ่มคนหรือเพจเฟซบุ๊คที่สร้างข่าวลือในลักษณะนี้    โดยประสานให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ ปอท.ตรวจสอบต้นทางการสร้างข่าวลือและแชร์เนื้อหาที่มีลักษณะปลุกปั่นสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและสังคม โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการดำเนินการในลักษณะนี้แน่นอน จึงอยากให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือแชร์ข้อความดังกล่าว    นอกจากนี้ พลตำรวจตรีไมตรี ยังระบุกรณีการดำเนินคดีเรื่องเงินทอนวัด หลังจากที่นายวรกร พงศ์ธนากุล ประธานเครือข่ายทนายและประชาชนปกป้องพระพุทธศาสนา มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ความผิดตามมาตรา157 ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องคดีทุจริตเงินทอนวัดว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว แต่การมาแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ กองปราบจะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการ

 1,926
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
14 มิ.ย. 61

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า เปิดปูม 'พิสิฐชัย' จนท.ดีเอสไอ ปมโพสต์แฉเงินทอนวัด

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตามประเด็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ มีคำสั่งให้นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษระดับซี 8 กองคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ้นจากหน้าที่ทันที   หลังโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มีการจับกุมดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดชื่อดังใน กทม. เกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด โดยให้ไปปฎิบัติหน้าที่สำนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ   นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่นายพิสิฐชัย มีความสนิทสนมกับพระดังหลายราย ทั้งวัดธรรมกาย รวมทั้งอดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม  อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม  ที่หลบหนีคดีเงินทอนวัดอยู่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NsbwqxydLtc

 9,056
สังคม-อาชญากรรม
14 มิ.ย. 61

พระพร้อมทนายร้องกองปราบ เอาผิด ผอ.สำนักพระพุทธฯ ออกคำสั่งโดยมิชอบ

พระพร้อมทนายร้องกองปราบเอาผิด ผอ.สำนักพระพุทธฯ ที่ออกคำสั่งโดยมิชอบให้พระทำบัญชีใช้จ่ายและให้นำเงินเข้าบัญชีวัดก่อนนำมาใช้   พระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา เมตตธมโม ประธานสงฆ์สำนักปฎิบัติธรรมพุทธขยันตี พร้อมนายวรากรณ์ พงศ์ธนากุล ทนายความ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับ พลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม ให้เร่งหาผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเงินทอน ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ   ที่คนในสำนักพระพุทธศาสนาฯ ยังไม่มีการดำเนินการใดๆกับคนของตน ไม่ใช่มาจับพระสงฆ์สึกและจับกุมไปดำเนินคดีเพียงฝ่ายเดียว เพราะต้นเหตุอยู่ทำสำนักพระพุทธฯ   และกรณีที่ออกคำสั่งห้ามพระพกเงินสด ให้นำเข้าบัญชีของวัดก่อนนำออกมาใช้ เป็นการออกคำสั่งที่ไม่มีอำนาจ มีความผิดปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เข้าข่ายความผิดมาตรา 157   โดยพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา กล่าวว่า พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา ไม่มีอำนาจหน้าที่ ที่จะมาออกคำสั่งให้พระภิกษุต้องทำบัญชี ชี้แจงการใช้จ่ายเงิน เพราะพระต้องใช้เงินเพื่อใช้จ่ายในการเดินทาง ใช้จ่ายในเรื่องการเรียนการสอน   โดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำไว้ก่อนดำเนินการต่อไป โดยพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา เคยปีนเสาส่งสัญญาณวิทยุย่านพุทธมณฑลสาย 3 เพื่อประท้วงกรณีที่ดินของสำนักสงฆ์ฯถูกยึด เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wPfjSx6ru50

 2,392
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
13 มิ.ย. 61

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า ตามปมเงินทอนวัด ผบ.ตร.บินฝรั่งเศส ปัดขอส่งตัว 'อดีตพระพรหมเมธี'

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตามความคืบหน้าปมทุจริตเงินทอนวัด ที่มีกรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกหนังสือคำสั่งฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 2561 ห้ามพระสงฆ์ถือเงินสด แต่ให้นำเงินที่ได้เข้าบัญชีวัดทันที ถือเป็นการละเมิดสิทธิของพระสงฆ์ และจากการเปิดโปงทุจริตเงินทอนวัด มีแต่การดำเนินคดีกับพระ แต่ไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ของ พศ. ทำให้เครือข่ายชาวพุทธไม่พอใจ   นอกจากนี้มีรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส เพื่อประสานตำรวจสากลช่วยติดตามตัว อดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธ์วงศาราม ผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัด   แต่ก็มีการชี้แจงว่า ผบ.ตร.ไม่ได้เดินทางตามกระแสข่าวลือดังกล่าว แต่ที่เดินทางไปเพื่อเยี่ยมชมงานอาวุธนานาชาติ ตามคำเชิญของหน่วยงานตำรวจประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/C1xhAtCxx84

 2,919
สังคม-อาชญากรรม
12 มิ.ย. 61

จนท.ดีเอสไอรับสารภาพโพสต์เฟซบอกตร.เตรียมค้นวัดดัง ขณะกองปราบฯยันยังไม่มีค้นวัดเพิ่มพ

พันตำรวจโทกรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยพันตำรวจตรีวรณัณ ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำตัวนายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินทางเข้าพบพลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากรณีเป็นบุคคลที่ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวโพสต์ข้อความว่าตำรวจจะเข้าบุกค้นวัดดังในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา    (คลิปข่าวจากรายการ 12 มิ.ย. 61)   ซึ่งภายหลังจากสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง ผู้บังคับการปราบปรามระบุว่าในวันนี้นายพิสิฐชัย เข้ารับทราบข้อกล่าวหาความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งนายพิสิฐชัย รับสารภาพว่าเป็นผู้โพสข้อความดังกล่าวจริง ส่วนในรายละเอียด นายพิสิฐชัยขอกลับไปจัดทำคำให้การเป็นเอกสารกลับมายื่นยังพนักงานสอบสวนอีกครั้ง และเมื่อเสร็จสิ้นการสอบปากคำก็จะปล่อยตัวโดยไม่ต้องประกันตัวใดๆ เนื่องจากนายพิสิฐชัยเดินทางเข้าพบเองโดยที่ตำรวจยังไม่ได้มีการออกหมายเรียก    ในส่วนของการดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวันล็อตที่ 4 ทางกองปราบปรามได้มีการตรวจสอบกับ ปปป. แล้วทราบว่าการดำเนินการขณะนี้ ปปป. ยังตรวจสอบไม่ถึง 4 วัดที่นายพิสิฐชัยโพสชื่อมา และรวมถึงกองปราบปรามจะยังไม่มีปฏิบัติการตรวจค้นวัดใดเพิ่มเติมในตอนนี้ ส่วนการที่นายพิสิฐชัย ออกมาโพสแบบนี้ไม่ได้ทำให้การทำงานของกองปราบปรามทำงานยากขึ้นแต่อย่างใด   ขณะที่พันตำรวจโทกรวัชน์ ระบุว่าจนถึงขณะนี้จากการสอบถามนายพิสิฐชัย ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่โพสข้อความดังกล่าว แต่เชื่อว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรต้องรอดูคำบรรยายให้การอีกครั้ง ส่วนคำสั่งของทางต้นสังกัดขณะนี้มีคำสั่งให้พ้นจากตำแห่งเดิมและให้มาดำรงตำแหน่งที่สำนักผู้เชี่ยวชาญกองคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สามารถควบคุมดูแลได้ง่ายขึ้น ส่วนจะมีการดำเนินการทางวินัยเพิ่มเติมหรือไม่ต้องรอการพิจาณาอีกครั้ง    ส่วนกรณีที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ฯ ให้ข้อมูลว่าประมาณ 2 เดือนที่แล้ว มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาขอข้อมูลเอกสารการเงินของวัด พันตำรวจโทกรวัชร์ ระบุว่าไม่ทราบ และขอกลับไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

 1,421
สังคม-อาชญากรรม
12 มิ.ย. 61

‘วัดเทพศิรินทร์’ ปัดเอี่ยวปมเงินทอนวัด ลูกศิษย์เผยเจ้าอาวาสไร้กังวล แนะให้นิ่ง

วัดเทพศิรินทราวาส ยัน ไม่เกี่ยวทุจริตเงินทอนวัด พร้อมแจงหลักฐาน หลังมีกระแสข่าวลือ เป็นหนึ่งในวัดที่เกี่ยวข้องรอบ 4 ด้านลูกศิษย์ เผย เจ้าอาวาสบอกให้นิ่ง ความดีจะเป็นเกราะป้องกัน   กระแสข่าวการทุจริตเงินทอนวัด รอบที่ 4 ที่ทางสำนักพระพุทธศาสนา  และตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ  หรือ ปปป เตรียมตรวจสอบและดำเนินคดีกับวัดต่างๆที่เข้าข่ายกระทำความผิด   โดยมีรายงานว่า หนึ่งในนั้น มีวัดเทพศิรินทราวาส เนื่องจากรับงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเมื่อปี 2556 จำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบก้อนเดียวกันกับวัดสามพระยาวรวิหาร และวัดสัมพันธวงศ์   เมื่อวานนี้ (12 มิ.ย.61) มีกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเข้าตรวจค้นวัดเทพสิรินทราวาสทั้งวัน โดยบางช่วงมีรถตำรวจ ขับขี่วนเวียนในวัดสองครั้ง ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สอบถามรายละเอียดที่เกิดขึ้น โดยพบว่า สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส อยู่ที่กุฏิแต่ไม่ขอให้สัมภาษณ์สื่อ   โดยนายอำนวย ศรีตระกูลชัย ลุกศิษย์คนสนิท กล่าวว่า ปัญหาเงินทอนวัดนั้น วัดเทพศิรินทร์ฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งทางวัดมีการจัดเตรียมเอกสารชี้แจงทั้งหมด โดยเจ้าอวาส ก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจ หรือเครียดกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น และบอกลูกศิษย์ทุกคนว่าให้นิ่ง ความดีจะเป็นเกาะป้องกัน    เมื่อวานนี้ก็ยังไม่พบตำรวจเข้ามาสอบถามรายละเอียดหรือประสานขอข้อมูลใดๆทั้งสิ้น ซึ่ง บรรยากาศที่วัดและกุฏิเจ้าอาวาสยังคงเป็นปกติ แต่หากตำรวจจะเข้ามาตรวจค้นจริงก็พร้อมยินดีแต่ต้องมีหมายค้นถูกต้องตามกฎหมาย   นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่ผ่านมาคดีเงินทอนวัดมีพระชั้นผู้ใหญ่ถูกดำเนินคดีและควบคุมตัวในเรือนจำ ทางวัดเทพศิรินทร์กังวลใจกับเรื่องนี้หรือไม่ นายอำนวยลูกศิษย์คนสนิท เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นแน่นอน   ส่วนพระเทพโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งดูแลเรื่องเอกสารการเงินและเอกสารสำคัญของวัด ขณะนี้อยู่ที่ต่างประเทศ ไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีกำหนดการกลับไทยในเร็วนี้   นอกจากนี้ นายอำนวยยังพาสื่อมวลชนเข้าตรวจสอบ อาคารเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งมีทั้งหมด 3 อาคาร อาคารแรกเป็นตึกสูง 3 ชั้น ชั้นที่ 1และ 2 เป็นจุดสวดมนต์รับพระใหม่ ภายในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ไว้ทำพิธีสวดมนต์  บริเวณเพดานมีการตกแต่งด้วยโคมไฟสวยงาน สามจุด ส่วนชั้นที่3ให้สำหรับพระสงฆ์ที่บวชมานานและเป็นกุฏิพักอาศัย ขณะที่มาเรียน    นอกจากอาคาร 3 ชั้นแล้ว ยังมีห้องเรียนชั้นเดียวอีก 2 อาคาร  เป็นอาคารชั้นเดียว ภายในมีแอร์และโต๊ะเก้าอี้ กระดาน อุปกรณ์การเรียน ซึ่งพระและเณรที่มาเรียนที่นี้  ทางวัดยังจัดเตรียมอาหารไว้คอยดูแลพระที่มาเรียนทุกรูป   สำหรับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นนั้น ทางลูกศิษย์วัดเทพศิรินทร์ ไม่ได้กังวลใจใดๆ แต่บางส่วนก็เกิดความสงสัยว่า พระสงฆ์เป็นแค่ปลายทางในการรับเงินจากโครงการ แต่ทำไมไม่มีการดำเนินคดีหรือตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่สำนักพรพพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ตำรวจต้องมาตามจับพระ นักข่าวก็มาถามหาพระ และขอฝากให้ประชาชนอย่าเข้าใจวัดผิด  หากยังไม่ได้มาสัมผัสกับความจริง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ob8yk5D8jQw

 3,443

Top