ค้นหา :

ผลการค้นหา "ขโมยเงิน"

ข่าวภูมิภาค
13 ก.ย. 62

พระวัดอ่าวน้อย ใช้มือถือแอบถ่ายหน้าพระประธานในโบสถ์ เจอคนร้ายทำทีทำบุญ ที่แท้ย่องขโมยเงินบริจาค

ประจวบคีรีขันธ์-ชาวบ้านช่วยกันจับตัวคนร้ายคือ นายรังสรรค์ แก้วขาว อายุ 52 ปี ชาวบ้านกรูด ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เมื่อวานนี้หลังก่อเหตุลักขโมยเงินในตู้บริจาคของวัดอ่าวน้อย (วัดเขาถ้ำวิปัสสนา) หมู่ 2 บ้านอ่าวน้อย ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยมีหลักฐานสำคัญเป็นคลิปวีดีโอนาทีก่อเหตุ ที่บันทึกได้จากกล้องโทรศัพท์มือถือ ที่พระลูกวัดได้ตั้งแอบไว้หลังเจ้าอาวาสวัดสงสัย เปิดตู้บริจาคเงิน พบว่ามีเงินหายไปทุกเดือน   สำหรับพฤติกรรมของนายรังสรรค์ นั้นจะทำเนียนเข้ามาไหว้พระตอนเช้า และทำทีกวาดพื้นพระอุโบสถ์ไม้สักทอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเช้าที่พระออกไปบิณฑบาตยังไม่ได้กลับวัด แฝงตัวมากับญาติโยม เมื่อสบโอกาสไม่ใครอยู่บนพระอุโบสถ์ จึงลงมือเมื่อปลอดคน   โดยแอบย่องเข้ามาภายในพระอุโบสถ์ ขโมยเงินในตู้บริจาคซึ่งเป็นตู้เชฟขนาดใหญ่ไม่สามารถยกหนีหายได้ โดยเงินภายในตู้นั้นญาติโยมได้ทำบุญบริจาคบำรุงวัด สำหรับเป็นค่าน้ำ-ค่าไฟ โดยได้ใช้อุปกรณ์เป็นไม้พันด้วยเทปกาว สอดลงไปในช่องบริจาค เทปกาวปลายไม้จะติดเงินที่เป็นธนบัตรมูลค่าๆ ขึ้นมา ทั้งฉบับละ 100 , 500 และ 1,000 บาท ขึ้นมาได้สำเร็จ   ด้านพระพงษ์ศักดิ์ ธิติคุณากร พระประจำพระอุโบสถ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์คนขโมยสิ่งของภายในวัด เงินไม่เคยหาย กระทั่งระยะหลังพบว่ามีเงินในตู้บริจาคหายบ่อยครั้ง ท่านเจ้าอาวาสกับพระลูกวัดหลายคนจึงได้ช่วยกันหาทางจับคนร้าย จึงได้คิดตั้งโทรศัพท์มือถือเพื่อบันทึกคลิปวิดีโอเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน และในที่สุดก็สามารถจับตัวได้   ทั้งนี้เมื่อจับคนร้ายได้แล้ว ทางวัดจึงได้มีมาตรการป้องกันด้วยการเชื่อมแผ่นสแตนเลสอย่างหนา เชื่อมปิดช่องหยอดเงิน จากเดิมที่เป็นช่องขนาดใหญ่ให้ลดขนาดแคบลง เหลือพื้นที่เพียงให้ใส่ธนบัตรได้เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถใส่ไม้แหย่ลงไปในตู้ได้อีก เพื่อป้องกันการขโมยเงิน อีกทั้งตู้บริจาคดังกล่าวมีขนาดใหญ่มากไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dZNq6B9XZ2g

 1,904
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.ย. 62

แม่สำนึกผิดขโมยเงินจากต้นกฐิน 160 บาท ซื้อข้าวให้ลูก โดนจับติดคุก 1 คืน ตร.ช่วยหาเงินค่าปรับ

ร.ต.ท.จตุรงค์ พรหมบุตร รอง สว.สอบสวน สน.บางซื่อ เปิดเผยคดีแม่วัย 54 ปี ขโมยเงินจากต้นกฐิน 160 บาท ภายในห้างแห่งหนึ่งย่านบางซื่อ เพื่อนำเงินซื้อข้าวให้ลูก 2 คน ตอนหยิบก็ได้มีการกราบไหว้พระและบอกว่าภายหลังจะเอามาคืน ต่อมาถูกทางแจ้งจับเอาความดำเนินคดี ซึ่งศาลตัดสินให้ชำระค่าปรับเป็นเงิน 5,000 บาท โดยเธอติดคุกเป็นเวลา 1 คืน   ซึ่งระหว่างโดนจับกุมตำรวจได้ติดต่อลูกทั้ง 2 คน พอลูกชายมาถึง ก็ร้องไห้แล้วบอกแม่ว่า แม่ขโมยเงินทำไม ทำไปทำไม แม่สอนผมตลอดว่าต่อให้เราไม่เราก็อย่าไปขโมยเงินคนอื่น ซึ่งแม่ก็ร้องไห้แล้วก็ขอโทษๆตลอด ในตอนนั้นตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสงสาร และให้เงินลูกชายไปซื้อซื้อน้ำ ซื้อข้าวให้แม่ และเป็นธุระเรื่องศาลให้   สักพักลูกสาวก็มาถึง สน. เข้ามาก็มาร้องไห้แล้วบอกกับทางคู่กรณีว่า เงิน 160 บาท แม่หนูก็คืนไปแล้ว มาจับแม่หนูอีกทำไม พอถึงตอนที่กำลังจะพาแม่เข้าห้องขัง ลูกก็มาขอตำรวจเข้าไปนอนกับแม่ในห้องขัง แต่ตำรวจไม่อนุญาต อีกทั้งทางตำรวจได้ซื้อรองเท้าแตะและพาไปกินข้าว   ส่วนโทษของแม่ที่ก่อเหตุศาลให้ชำระค่าปรับเป็นเงิน 5,000 บาท แต่มีอีกทางเลือกหนึ่ง คือจะต้องทำงานบริการสังคมทดแทนค่าปรับเป็นเวลา 10 วัน วันละ 4 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถลางานได้ ถ้าหยุดก็เท่ากับขาดรายได้ในวันนั้นไปเลย ศาลจึงพยายามช่วยเหลือด้วยการให้เลื่อนชำระค่าปรับไป 1 เดือน คือให้ชำระภายในวันที่ 4 ต.ค. 62 ตอนนี้จึงได้ปล่อยตัวชั่วคราวคราว   ด้านหญิงที่ก่อเหตุเปิดใจว่า ในวันเกิดเหตุลูกสาวมาบอกว่าหิวข้าว แต่ตนไม่มีเงินติดตัวสักบาท ตนสงสารลูกมาก เลยไปที่ห้าง ไปหาหลวงพ่อ เห็นถังทอดกฐินตั้งอยู่ ตนก็ไหว้หลวงพ่อแล้วขอยืมเงินหน่อย หยิบมา 60 บาท ตอนนั้นแบงก์ร้อยก็หล่นมา เลยหยิบเข้ากระเป๋ามาด้วย ทางพนักงานห้างเห้นจึงเข้าจับตัวส่งตำรวจ   เมื่อลูกมาที่โรงพักตนยอมรับผิดทุกอย่าง ขอโทษลูกไป บอกว่าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ และทำให้ลูกผิดหวังและลำบาก ส่วนเรื่องโทษที่ได้รับ ตนไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ 5 พันบาท และไม่สามารถหยุดงานไปบำเพ็ญประโยชน์ 10 วันได้เพราะจะเสียรายได้ ซึ่งทางตำรวจได้ให้ความช่วยเหลือและมีคนร่วมบริจาคมาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งตนต้องขอขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่มอบให้ และสัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lYSvv3pZw9M

 11,452
ข่าวภูมิภาค
14 ส.ค. 62

ลุงวัย 53 ควงขวานงัดร้านกาแฟปั๊มกลางเมืองกระบี่ ขโมยเงิน 3 พัน สุดท้ายหนีไม่รอด

กระบี่-ตำรวจจับกุมนายเพิ่มพูล จารุกิตติยุทธ อายุ 53 ปี ผู้ก่อเหตุงัดเข้าไปขโมยเงินสดภายในปั๊มน้ำมันพีที ถ.อุตรกิจ ต.ปากน้ำ พร้อมยึดของกลางที่ใช้ก่อเหตุ เป็นขวานยาว 1 ฟุต เสื้อผ้าที่สวมใส่ และเงินสด 3,000 บาท ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองกระบี่ เบื้องต้นแจ้งข้อหาลักทรัพย์ และทำลายทรัพย์สินผู้อื่น   สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 12 ส.ค. มีภาพวงจรปิดของปั๊มน้ำมันจับภาพขณะก่อเหตุไว้ได้ โดยนายเพิ่มพูลงัดเข้าไปภายในร้านกาแฟพันธุ์ไทย ตั้งอยู่ภายในบริเวณปั๊มน้ำมัน พยายามใช้ขวานฟันไปที่ลิ้นชักเก็บเงิน แต่ไม่สามารถเปิดลิ้นชักได้ ก่อนจะหยิบกาแฟในร้านไป 1 ขวด     จากนั้นได้เดินไปที่ออฟฟิศของปั๊มน้ำมัน ซึ่งอยู่ห่างจากร้านกาแฟประมาณ 30 เมตร ทุบประตูเข้าไปขโมยเงินภายในออฟฟิศได้ 3,000 บาท แล้วหลบหนีไป ต่อมาตำรวจเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบในออฟฟิศมีเงินสดเก็บไว้กว่า 2 แสนบาท แต่คนร้ายไม่ได้ไป ซึ่งพนักงานภายในปั๊มน้ำมันยืนยันว่าชายในกล้องคือนายเพิ่มพูล เพราะเห็นมาเติมน้ำมันที่ปั๊มบ่อยๆ และรู้จักกับพนักงานเป็นอย่างดี   เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การสารภาพว่า เข้าไปขโมยเงินเพราะไม่มีเงินใช้ เนื่องจากก่อนหน้านี้น้องสาวจะส่งเงินให้ใช้ แต่ช่วงหลังไม่ส่งให้ ประกอบกับไปสมัครงานหลายแห่ง แต่ไม่มีใครรับเข้าทำงาน จึงตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Pv6lFpyrKHQ

 971
สังคม-อาชญากรรม
03 ก.ค. 62

ตร.โคราช คุมอดีตสาวเซเว่นฯ ชิงเงิน 2 ล้านทำแผน รับก่อเหตุคนเดียวเพราะรู้ช่องทางร้านเป็นอย่างดี

คุมตัวอดีตพนักงานสาวเซเว่นไปทำแผนใช้อาวุธมีดบุกจี้ชิงเงินสดในร้านไปกว่า 2 ล้านบาท เผยวางแผนก่อเหตุคนเดียว เพราะรู้ช่องทางความเคลื่อนไหวของร้านเป็นอย่างดี   จากกรณีความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธมีดบุกจี้ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาชุมชนบ้านโพธิ์  จังหวัดนครราชสีมา ได้เงินสดไป 2,347,000 บาท หลังชุดสืบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ คือ นางสาวรจนา ช่องกลาง โดยจับกุมตัวได้ภายในบ้านพักของผู้ต้องหา  พร้อมด้วยของกลางเงินสดที่ยึดคืนมาได้รวมจำนวน 1,974,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาซุกซ่อนเอาไว้ในบ่อเกราะหลังบ้านพักของตัวเอง ขณะที่เงินบางส่วนผู้ต้องหาอ้างว่านำเงินไปใช้หนี้แล้วนั้น   ล่าสุดวันนี้ (3 กรกฎาคม 2562) ช่วงเวลา 10.30 น. พนักงานสอบสวน สภ.จอหอ ได้นำตัวนางสาวรจนาคนร้ายที่ก่อเหตุไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่เกิดเหตุ โดยก่อนก่อเหตุนางสาวรจนาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดไว้บริเวณฝั่งตรงข้ามร้าน ซึ่งเป็นจุดที่กล้องวงจรปิดมองไม่เห็น จากนั้นนางสาวรจนาได้เดินตรงเข้ามาภายในร้านแล้วทำทีขอซื้อบุหรี่ ก่อนจะอาศัยจังหวะชักอาวุธมีดออกมาบังคับพนักงานจี้ชิงทรัพย์เอาเงินสดที่อยู่ภายในตู้เซฟของร้าน ออกไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ขับหลบหนีไป โดยระหว่างทางได้นำอาวุธมีด เสื้อผ้า และหมวกกันน็อคโยนทิ้ง ส่วนเงินของกลางที่ชิงทรัพย์มาได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ในบ่อเกรอะหลังบ้านพัก ขณะที่เงินบางส่วนผู้ต้องหาอ้างว่าได้นำเงินไปใช้หนี้   ทั้งนี้จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า นางสาวรจนาผู้ต้องหารายนี้ได้วางแผนก่อเหตุเพียงลำพังคนเดียว โดยอาศัยการที่ผู้ต้องหาเคยเป็นอดีตพนักงานของร้าน จึงรู้ความเคลื่อนไหวของทางร้านเป็นอย่างดี และรู้ว่าวันหยุดเสาร์อาทิตย์ช่วงสิ้นเดือนจะมีเงินรายได้จากการขายสินค้าเก็บไว้ภายในร้านเป็นจำนวนมาก ประกอบกับผู้ต้องหามีหนี้สิน และขาดรายได้เนื่องจากไม่มีงานทำ อีกทั้งยังต้องเลี้ยงดูลูกน้อย ทำให้ผู้ต้องหาตัดสินใจก่อเหตุครั้งนี้ขึ้น   ข่าวที่เกี่ยวข้อง จับโจรสาวจี้เซเว่น ชิงเงิน 2 ล้าน ที่แท้เป็นอดีต พนง.โดนไล่ออก เตรียมหอบเงินหนีไปเกาหลี 

 1,300
ข่าวภูมิภาค
13 เม.ย. 62

รวบแล้วมิจฉาชีพหลอกอาสากด atm ให้ยาย ส่วนป้าเสื้อส้มบอก นึกว่าแม่ลูกวานให้ช่วยกดเงิน

ขอนแก่น - จากกรณีที่มีคลิปจากกล้องวงจรปิด บริเวณตู้เอทีเอ็ม หน้าธนาคาร ซึ่งสามารถจับภาพพฤติกรรมของ สาวใหญ่ สวมเสื้อลาย ทำทีเข้ามาช่วยยายกดเงิน แต่สุดท้ายเมื่อกดเงินออกมาได้ไม่ยอมคืนยาย และนำเงินไปแบ่ง หญิงเสื้อส้มที่ยืนกดเงินอยู่ก่อนหน้า เป็นค่ากด ที่สำคัญในคลิปภาพดังกล่าวมีเด็กหญิงอายุประมาณ 10 กว่าขวบ ยืนดูพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ   โดยเพจ ข่าวคนบ้านไผ่ ได้นำคลิปภาพดังกล่าวมาเผยแพร่ พร้อมระบุข้อความว่า รับแจ้งจากสภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ท่านใดรู้จักหญิงเสื้อลาย มีพฤติการณ์ทำทีช่วยกดเงินให้ยายจำนวน 2,000 บาท แล้วไม่ให้เงินยาย เอาไปแบ่งคนเสื้อสีส้ม500 (ค่ากด) เบื้องต้นชุดสืบสวนสภ.บ้านไผ่ได้คุมตัวหญิงเสื้อสีส้มได้แล้ว โดยให้การว่าคนเสื้อลายแบ่งให้ 500 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้ตักเตือนแล้วให้นำเงินมาคืนยาย ส่วนหญิงเสื้อลายตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร   อย่างไรก็ตามเหตุการที่เกิดขึ้นคนในโลกออนไลน์ต่างออกมาโวยว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงได้แค่ตักเตือนหญิงเสื้อส้ม โดยต่างบอกว่าการกระทำแบบนี้มันข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย   คืบหน้า พ.ต.อ.สุวัฒน์ สมจิตต์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่ากับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ ในช่วงเวลา 09.14 น.วันที่ 11เมษายน ที่ผ่านมา ในคลิปดังกล่าวปรากฏภาพขณะที่หญิงสูงวัยจะกดเอทีเอ็มนั้น ก็มีหญิงสองคนอายุประมาณ 40-50ปี เข้าไปแสดงความช่วยเหลือ และกดเงินออกมา แต่ได้แบ่งเอาเงินและก็แยกย้ายไปนั้น พฤติกรรมต่างๆ ที่หญิงสองคนกระทำนั้น ยังได้ทำต่อหน้าเด็กหญิงอีกคน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และหลังเกิดเหตุหญิงสูงวัย ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านไผ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว   ต่อมาเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.สุวัฒน์ สมจิตต์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ ได้ทำการสอบสวน นางระเบียบ พิมแสน อายุ 62 ปี หญิงเสื้อลายที่ปรากฏในคลิป ภายหลังการสอบสวน พ.ต.อ.สุวัฒน์ เปิดเผยว่า ได้สอบสวนหญิงเสื้อลาย รายดังกล่าวแล้ว ให้การรับสารภาพว่า ขณะเดินอยู่หน้าตู้เอทีเอ็ม หน้าธนาคารดังกล่าว ก็พบกับผู้เสียหายซึ่งเดินหาคนกดเอทีเอ็มให้ จึงรับบัตรเอทีเอ็มจากผู้เสียหายไปวานให้หญิงคนใส่เสื้อแดงกดเงินให้ยายอีกที โดยดูยอดเงินก่อน จึงกดเงินออกมาจำนวน 4,000 บาท จึงหยิบเงินยื่นให้ยาย 2,500 บาท ตัวเองเอาไป 1,500 บาท โดยบอกว่าเงินจำนวน 1,500 บาท ผู้เสียหายทำหล่น จึงเก็บเอาไว้และพร้อมที่จะคืนเงินให้ผู้เสียหายครบตามจำนวนที่เอาไป   “หญิงเสื้อลายยอมรับว่าเอาเงินไป และยินดีคืนเงินให้ผู้เสียหาย แต่การกระทำเช่นนี้ถือเป็นความผิด เมื่อสอบปากคำและยอมรับสารภาพขึงแจ้งข้อหาลักทรัพย์ ส่วนที่ว่าจะเจตนาหรือไม่นั้น ไปว่ากันที่ชั้นศาล เพราะเป็นคดีอาญา แม้จะคืนเงิน แต่ความผิดนั้นสำเร็จแล้ว ต้องว่ากันตามกฎหมายและต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์”   ต่อมานางทองจันทร์ รุนหอม อายุ 78 ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้เดินทางมาที่ สภ.บ้านไผ่ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุเดินทางออกจากบ้านมาในเมืองบ้านไผ่พร้อมญาติ แต่ญาติไปตรวจสุขภาพที่รพ.บ้านไผ่ จึงเดินไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มหน้าธนาคารเพียงคนเดียว แต่กดแล้วไม่ได้ จึงนำบัตรเอทีเอ็มไปถามเจ้าหน้าที่ธนาคารให้ตรวจสอบว่ารหัสที่ใช้อยู่กดเงินไม่ได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบปรากฏว่ารหัสเดิมกดได้ปกติ จึงมาที่หน้าตู้เอทีเอ็มอีกครั้ง และสานให้ผู้ที่มาทำธุระบริเวณหน้าตู้เอทีเอ็มกดเงินให้ จึงได้พบกับหญิงเสื้อลาย อาสากดเงินให้    “หญิงเสื้อลายถือบัตรเอทีเอ็มของยายไปยื่นให้หญิงเสื้อสีแดงและบอกให้กดดูยอดเงิน จากนั้นก็สั่งให้กดเงินออกมารวม 4,000 บาท ยายจึงรีบตะโกนบอกว่า พอแล้ว ยายต้องการแค่เงินประชารัฐกับเงินผู้สูงอายุรวม 700 บาทเท่านั้น หญิงเสื้อลายก็ดึงเอาเงินจากมือหญิงเสื้อแดงแล้วก็แยกตัวไป ยายจึงรีบไปบอกเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้แจ้งความกับตำรวจ กระทั่งตำรวจจับตัวหญิงใส่เสื้อลายได้”    นางทองจันทร์ ยังกล่าวอีกว่า เงินที่ถูกกดออกไปนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ธนาคารกำลังตรวจสอบอยู่ว่าจำนวนเท่าใดแน่ แต่ถ้าหญิงเสื้อลายเอาเงินก็จะไปเอาเรื่อง แต่อยากเตือนว่าอย่าทำกับใครอีก   ทางด้านนางสาว รุ่งอรุณ ชัยพร หญิงสาวคนใส่เสื้อสีแดงที่ปรากฏในคลิป เปิดเผยว่า ขณะไปทำธุระที่ธนาคาร เดินผ่านตู้เอทีเอ็มก็พบยายทองจันทร์ ยืนคุยอยู่กับคนใส่เสื้อลาย คนใส่เสื้อลายได้เดินมาหาพร้อมยื่นบัตรเอทีเอ็มให้และบอกว่ากดเงินให้ยายด้วย 4,000 บาท ซึ่งขณะนั้นคิดว่าแม่ลูกมากดเงินแต่กดไม่เป็นจึงกดให้ กดครั้งละ 1,000 บาท แต่พอกดครั้งแรกผ่านไป ยายตะโดนบอกว่าพอแล้ว แต่คนใส่เสื้อลายเดินมากอดคอและบอกว่า กดเลยๆ จึงกดออกมารวมเป็นเงิน 4,000 บาท และหญิงใส่เสื้อลายจึงหยิบเอาเงินในมือและเดินหนีไป   “ตอนกดเงินให้ยายไม่คิดอะไร เพราะเชื่อว่าสองคนเป็นแม่ลูกกัน กระทั่งขณะเดินออกจากธนาคาร หญิงเสื้อลายได้ยื่นเงินให้ 500 บาท และบอกว่ายายฝากให้ค่าน้ำใจที่ช่วยกดเงินให้ จึงรับไว้ และคิดว่าเป็นน้ำใจของคนมีเงิน ไม่คิดว่าจะเป็นการขโมยเงินของยาย และถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวมาสอบสวน จึงได้รู้ความจริงทั้งหมด และเงินที่ได้มาก็คืนให้ยายเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้คงต้องระวังมากขึ้น ในการที่จะช่วยเหลือใคร เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้ ที่ไม่ถูกดำเนินคดี”          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/FZet32c2hhs

 2,954
แชร์ออฟเดอะเดย์
04 มี.ค. 62

ผิดที่ไว้ใจ! หนุ่มถูกเพื่อนทำทีขอนอนด้วย ก่อนแอบโอนเงินนับแสนใช้หนี้พนัน พอทวงคืนก็ถูกแทงสาหัส

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Forcez Phanuwat Jira ได้โพสต์เล่าเหตุการณ์ว่าตัวเองถูกเพื่อนที่รู้จักแทงและขโมยเงินไปกว่า 1 แสนบาท โดยระบุว่า ใครพบเห็นรบกวนช่วยแจ้งเบาะแสด้วย บุคคลอันตราย โดยเหตุเกิดขึ้นที่คอนโดแห่งหนึ่ง ย่านอมตะนคร จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา   โดยผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายภานุวัฒน์  จิรมงคลการ อายุ 26 ปี เล่าว่า วันเกิดเหตุนายเบิ้ล เพื่อนคนดังกล่าวงัดห้องเข้ามาเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ขณะนั้นตนนอนหลับอยู่ โดยนายเบิ้ลทำทีขอนอนด้วยเขาทำท่าเมาบอกเดือดร้อนมา ตนจึงให้นอนด้วย 1 คืน และจะให้เขากลับในวันรุ่งขึ้น   ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเนื่องจากเป็นเพื่อนกันก็ให้นอนปกติอย่างที่เคยทำ ด้วยความเป็นเพื่อนเลยเชื่อใจ ไม่เอะใจอะไร ยอมรับประมาทในการใช้ชีวิตเกินไปเพราะคำว่าเพื่อน ทีแรกไม่คิดว่านายเบิ้ลจะงัดห้อง ตรวจสอบกล้องวงจรปิดถึงได้รู้   ตื่นเช้าขึ้นมาตนออกไปหาอะไรทานที่ร้านสะดวกซื้อ แล้วกลับมานอนที่ห้องตามปกติ ซึ่งขณะนั้นนายเบิ้ลก็นั่งเล่นคอมฯ อยู่ในห้อง ตนตื่นนอนขึ้นมาเช็คยอดเงินคงเหลือในบัญชี เนื่องจากมีลูกค้าที่สั่งซื้อของออนไลน์โอนเงินมาให้ โดยพบว่าเงินถูกโอนไปบัญชีของนายเบิ้ล 50,000 บาท เขาไม่ได้ขอยืมเงินแต่คาดน่าจะแอบโอนตอนที่ตนเองนอนหลับ จึงโมโหมีปากเสียงกันบอกให้โอนเงินคืนมา นายเบิ้ลอ้างว่าไม่มีนำไปใช้หนี้การพนันหมดแล้ว   จากนั้นก็ชกต่อยกันในห้องนอน โดยนายเบิ้ล คว้ามีดปอกผลไม้ปลายแหลมยาว 9 นิ้ว มาแทงตนบริเวณหน้าท้อง ตนจึงขอยอมบอกว่าจะเอาอะไรก็เอาไป เพราะรู้ว่าสู้ไม่ได้อยากมีชีวิตรอด ถ้าสู้ต่อต้องตายแน่กลัวโดนแทงซ้ำ ตนจะโทรหาแฟนนายเบิ้ลก็ไม่ให้โทรกลัวตนแจ้งตำรวจ จากนั้นตนจะไปโรงพยาบาล เดินออกจากห้องใช้มือปิดแผลไว้ยังเดินได้และมีสติอยู่ แต่นายเบิ้ลก็เดินตามขึ้นรถไปโรงพยาบาลด้วย บอกขอโทษจะรับผิดชอบติดคุกเองจะให้แม่มาเคลียร์คดี เวลานั้นอยากเอาชีวิตให้รอด   หลังจากที่ตนไปถึงโรงพยาบาลแล้วซึ่งมีสติอยู่ พยายามบอกเจ้าหน้าที่ว่านายเบิ้ลเป็นคนแทง แต่นายเบิ้ลกลับบอกหมอว่าตนถูกแทงมาจากที่อื่น หลังจากที่นายเบิ้ลพาตนไปโรงพยาบาลเสร็จ หมอนำเข้าห้องผ่าตัด ตอนนั้นยังไม่มีใครทราบเรื่อง ซึ่งนายเบิ้ลย้อนกลับไปที่คอนโดฯ อีกครั้ง เพื่อโอนเงินจากโทรศัพท์มือถือที่ตกหล่นอยู่ในห้องไปอีก 50,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท (ก่อนที่แฟนของตนจะโทรอายัด) แล้วเอาโทรศัพท์ยี่ห้อไอโฟนติดตัวไปด้วย 1 เครื่อง ก่อนหลบหนีไป   “ผู้ก่อเหตุโอนเงินได้ยังไงทำไมถึงมีรหัส ผมไม่ทราบเหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะแอบดูมาหลายครั้ง ด้วยความเป็นเพื่อน อยู่ไกล้ชิดและผมไว้ใจเกินไป ทำธุรกรรมทางการเงินไม่ระวังตัว เขาน่าจะแอบมองตอนกดรหัส ผมประมาทคำว่าเพื่อนเกินไป เลวยิ่งกว่าเลว คือทำได้แม้กระทั่งเพื่อนของตัวเอง เรื่องคดีให้ตำรวจดำเนินการ เพื่อนคนนี้คงไม่คบอีกแล้วและไม่มีความคิดแก้แค้น”   นายภานุวัฒน์ เล่าต่อว่า ตนกับนายเบิ้ลรู้จักกันประมาณ 7 ปี จากการเล่นเกม พักหลังสนิทไปเที่ยวดื่มกินกันบ้าง ถึงขั้นให้มานอนค้างคืนที่คอนโดบ่อยครั้ง ตนก็เคยไปบ้านของนายเบิ้ลที่สุมทรปราการ   สำหรับผู้เสียหายออกจากโรงพยาบาล อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนคนปกติทั่วไปเพราะเพิ่งผ่าตัด ต้องเดินหลังค่อมตลอดเวลา เบื้องต้นแจ้งความไว้ที่ สภ.ดอนหัวฬ่อ จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานเตรียมขอศาลอนุมัติออกหมายจับวันนี้ (4 มี.ค.) ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OrWqYI545AY

 5,277
ข่าวภูมิภาค
03 ธ.ค. 61

สาวแสบหลอกตายาย อ้างลูกที่ ตจว.ให้มาขอใบมะกรูด ก่อนย่องขโมยเงิน 4 พัน

บุรีรัมย์-พบกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาหลอกสองตายาย ให้งงแล้วเข้าไปขโมยเงินสดภายในบ้าน ก่อนจะหลบหนีไปลอยนวล และคาดว่าจะเป็นมืออาชีพที่หลอกคนชรามาหลายท้องที่ โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักชั้นเดียวตั้งอยู่ในเขต ต.ปราสาท อ.บ้านด่าน บุรีรัมย์   พบนางเรียม เจียมรัมย์ อายุ78 ปี นั่งอยู่ในบ้านเป็นผู้ป่วยขาซ้ายหักต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองตลอดเวลา โดยนางเรียมเล่าว่า ที่บ้านมีตู้เติมน้ำมันและตู้เติมเงินโทรศัพท์แบบหยอดเหรียญ ที่ลูกสาวลงทุนให้เพื่อไม่ให้เหงา   ช่วงเช้าได้มีผู้หญิงอายุประมาณ 30 ปี ขี่รถจักรยานยนต์มาจอด แล้วเอาธนบัตรใบละ 20 มาขอแลกเงินเหรียญ บอกว่าจะเอาไปเติมน้ำมัน หลังจากแลกเงินให้ หญิงคนดังกล่าวก็ไม่ได้เติมน้ำมัน กลับขับรถออกจากบ้านไปโดยไม่ทราบสาเหตุ   โดยคนร้ายได้บอกกับตนเองว่ารู้จัก น.ส.อรทัย ซึ่งเป็นหลานสาวของตนเองที่ทำงานอยู่กรุงเทพ โดยบอกว่า น.ส.อรทัย ต้องการใบมะกรูด เพื่อที่จะนำไปเป็นเครื่องปรุงเครื่องต้มยำ   จึงบอกไปว่าให้ไปเก็บใบมะกรูดเองหลังบ้าน เนื่องจากตนเองเดินไม่สะดวกเนื่องจากขาหัก แต่หญิงคนดังกล่าวกลับบอกว่าตนเองปวดท้อง เนื่องจากเป็นประจำเดือนไม่สามารถเดินไปเก็บใบมะกรูดได้ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้ ด้วยความสงสารหลาน จึงหอบสังขารเดินไปเก็บใบมะกรูดให้   ทันใดนั้นได้ยินเสียงนายวิเชียร เจียมรัมย์ อายุ 88 ปี สามีของตัวเองร้องเอะอะโวยวาย ว่าถูกคนขโมยเงินในบ้าน กระทั่งรู้ว่าหญิงคนดังกล่าวเป็นคนขโมยเงินจำนวน 4,000 บาท ซึ่งเก็บไว้ในถุงเงิน   ด้านนายวิเชียร วัย 88 ปี เล่าว่าเห็นผู้หญิงคนดังกล่าว เดินออกมาจากห้องพร้อมถุงเงินจำนวน 4,000บาท ตนเองตั้งใจจะเข้าไปขวาง แต่กลัวโดนทำร้ายเนื่องจากผู้หญิงคนดังกล่าว ตัวใหญ่มาก ส่วนสาเหตุตนเองคาดว่าคนร้ายคงจะมาหาที่เก็บเงินก่อนในตอนแรก ระหว่างมาแลกเหรียญ แล้วมาวางแผนขโมยเงิน ตอนนี้ยังไม่ได้แจ้งความ เพราะไม่มีใครพาไปสถานีตำรวจ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oSkxfnp1ir0

 2,417
สังคม-อาชญากรรม
02 ธ.ค. 61

รวบแล้ว 'มหาออด' ฉกเงิน 1.3 ล้าน สองผัวเมียจอดรถแวะกินข้าวต้มข้างทาง เจ้าของเงินเผยรู้สึกเหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1

จากกรณี นางอุไรพร อำนวย อายุ 32 ปี พร้อมด้วยสามี จอดรถแวะกินข้าวต้ม บนถนนเทวาภิบาล ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ก่อนถูกมือดีฉกเงินหนึ่งล้านสามแสนบาทไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 29 พ.ย 61 ที่ผ่านมานั้น   พลตำรวจตรี สมชาย นุ่มโต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.วีระวัฒน์ สระบัว ผกก.สภ.เมืองร้อยเอ็ด จัดชุดสืบสวนสอบสวนออกหาข่าว และติดตามตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เน้นคนร้ายที่มีประวัติในการงัดรถและฉกทรัพย์สินภายในรถ จนกระทั่งสืบทราบแน่ชัดว่าคนร้ายรายนี้น่าจะเป็น นายอดิศักดิ์ จันทะกำจรอายุ 60 ปี หรือฉายา มหาออด ซึ่งเคยบวชมาแล้วหลายพรรษา ก่อนจะสึกออกมาและทำหน้าที่เป็นมัคทายก หรือเป็นโฆษกตามงานวัดต่าง ๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ด   เมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) เวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนเข้าจับกุมตัวได้โดยละม่อม พร้อมเงินของกลางที่ฉกไปซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าบนฝ้าเพดานบ้านพัก ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด และค้นพบเงินในกระเป๋ากางเกงอีก 14,480 บาท ส่วนเงินที่ยึดมาได้เจ้าหน้าที่ได้ให้เจ้าของตรวจนับดูพบว่าเงินที่หายไป 1.3 ล้านบาท มียอดคงเหลือ 1,109,480 บาท จากการสอบสวนรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วนเงินที่ขาดไป นายอดิศักดิ์ บอกว่านำไปใช้หนี้ที่กู้ยืมมา ใช้หนี้ค่างวดรถ และนำไปซื้อแหวนทอง   ด้านนาง อุไรพร อำนวย กล่าวด้วยความดีใจว่า หลังเงินหายตนไม่ได้หลับได้นอน คิดว่าต้องได้คืน เพราะใจภาวนาอยากได้คืน เพราะโดนโจมตีมาหลายวันแล้ว เหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 เพราะว่าเงินจำนวนนี้มันหนึ่งในล้านคนที่จะได้คืน เพราะว่าปกติถ้าเงินหาย แม่ยังบอกหนูว่าให้ทำใจ ไม่รู้จะได้คืนหรือเปล่า ขอบคุณทั้งผู้กำกับ รองผู้กำกับ และชุดสืบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด ทุกคน เพราะช่วยเต็มที่ไม่ได้หลับได้นอน   ด้าน พ.ต.ท.ไพรัช บุปผา รอง ผกก.สส.สภ.เมืองร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ตัวผู้ก่อเหตุนี้ มีประวัติอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองร้อยเอ็ดอยู่แล้ว ทีมสืบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด ได้มีข้อมูลตรงนี้อยู่แล้วว่าบุคคลนี้มีพฤติการณ์ที่ตรงไหนมีรถจอดจำนวนมากก็จะไปเปิดดึงประตูดูว่ามีการล็อคไหม แต่จะไม่งัดจะใช้วิธีเช็คดูว่าคันไหนลืมปิดประตู ถ้าเปิดได้ก็จะไปเอาทรัพย์สินที่อยู่ในรถ   หลังเกิดเหตุได้ติดตามตัวปรากฏว่าไม่อยู่บ้าน ก็เช็คว่าหลบหนีไปอยู่ที่ไหน กระทั่งทราบว่าหลบหนีไปจังหวัดใกล้เคียง จึงกดดัน แล้วก็ใช้เทคนิคทางการสืบสวนให้กลับมาแล้วก็แสดงตัวตรวจค้นตัว และพาไปตรวจที่บ้านพบทรัพย์สินที่ลักไปจำนวนที่เหลือ        ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/GAX-2jJn65A

 9,369
ข่าวภูมิภาค
30 พ.ย. 61

2 สามี-ภรรยา จอดเก๋งแวะกินข้าวข้างทาง กลับมาเงินหาย 1.3 ล้าน ตร.คาดลืมล็อกประตูรถ

วันที่ 29 พ.ย. 61 เมื่อเวลา 22.30 น. ร.ต.อ.กริน จันวิภาค ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนร้ายขโมยของภายในรถที่จอดอยู่ข้างถนน เหตุเกิดที่ตรงข้ามร้านข้ามต้นคนเห็นสาขา 2 ถนนเทวาภิบาล ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด   ที่เกิดเหตุบริเวรริมถนนฝั่งขาเข้าตัวเมืองร้อยเอ็ดพบผู้เสียหายทราบชื่อคือ นางอุไรพร อำนวย อายุ 32 ปี พร้อมด้วยสามียืนรอให้การกับตำรวจ   ใกล้กันพบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาว จอดอยู่ริมถนนจากการตรวจสบไม่พบร่องรอยของการถูกงัดส่วนเงินสดจำนวน 1.3 ล้านบาท ที่เจ้าของรถเอาใส่ไว้ในกระเป๋าสีดำและว่างไว้ที่พักเท้าด้านหน้าได้หายไปทั้งหมด   นางอุไรพร ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งน้ำตาว่า ตนเองพร้อมด้วยสามีทำงานอยู่ที่กรุงเทพแต่สามีเป็นคน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โดยในช่วงสายๆ ตนเองและสามีได้นำเงินก้อนดังกล่าวออกจากตู้เซฟเพื่อกลับมาที่ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อนำมาซื้อที่ให้กับแม่สามี   โดยนัดโอนที่และจ่ายเงินที่ที่ดินในช่วงเช้า สาเหตุที่ต้องนำเงินสดมาเพราะนัดกับเจ้าของที่ไว้ในช่วงเช้า ซึ่งตนเองไม่อยากเสียเวลาไปธนาคาร และเกรงว่าธนาคารจะยังไม่เปิด เมื่อขับรถมาถึงตัวเมืองร้อยเอ็ดรู้สึกหิวข้าวจึงจอดแวะกินข้าวต้ม   ส่วนกระเป๋าที่ใส่เงินได้วางไว้ที่พักเท้าด้านหน้ารถและใช้ผ้าห่มและหมอนปิดเอาไว้ จากนั้นก็ลงไปทานข้าวกับสามีโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชม. จึงทานเสร็จ เมื่อกลับมาถึงที่รถ ก็พบว่าผ้าห่มและหมอนที่ปิดกระเป๋าถูกรื้อ และเงิน 1.3 ล้านบาทหายไป ตนถึงกับเข่าทรุดลงไปนั่งกับพื้นทำอะไรไม่ถูกและรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ   จากการตรวจสอบในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบว่าไม่มีร่องรอยของการงัดประตูรถแต่อย่างใด คาดว่าเจ้าของรถน่าจะลืมล็อครถ   แต่อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่จะได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการทำการตรวจลายนิ้วมือแฝงเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัยและตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณรอบๆ เพื่อตามตัวคนร้ายรายดั่งกล่าวมาดำเนินการทางกฏหมายต่อไป  

 13,979
สังคม-อาชญากรรม
08 มิ.ย. 61

รวบแล้ว! โจรบุกเดี่ยวจี้ชิงเงิน ธ.ไทยพาณิชย์

ตำรวจ สน.ศาลาแดง พร้อมฝ่ายสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 7 เข้าตรวจสอบเหตุคนร้ายบุกเดี่ยวจี้ชิงเงินภายในธนาคารไทยพาณิชย์ สาขากาญจนาภิเษก แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา   เบื้องต้นจากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่อยู่ในเหตุการณ์ พบว่าคนร้ายเป็นชายลักษณะสูง ผอม สวมผ้าปิดปาก ใส่เสื้อสีดำ กางเกงยีนส์ อายุประมาณ 30 ปี ทำทีเข้ามาเปิดบัญชีธนาคาร ก่อนใช้อาวุธปืนคล้ายปืนลูกโม่ขู่บังคับพนักงานธนาคารเคาน์เตอร์ 3 นำเงินใส่กระเป๋าเป้ที่เตรียมมา ก่อนหลบหนีออกจากธนาคาร โดยที่ทาง รปภ.ที่อยู่ด้านนอกไม่ทราบเหตุ จึงเปิดประตูให้ออกตามปกติ ก่อนไปขึ้นรถจักรยานยนต์ขับขี่มุ่งหน้าไปทางบางแค   ล่าสุดพ.ต.อ.กฤตินาท ตุลยลักษณ์ ผู้กำกับการ สน.ศาลาแดง กล่าวเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายได้แล้ว บริเวณคอนโดย่านบางแค ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวคนร้ายไปชี้จุดเกิดเหตุ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 7,631
แชร์ออฟเดอะเดย์
10 มี.ค. 61

โชเฟอร์แท็กซี่แจงความจริง ยันไม่ได้เชิดทรัพย์สินผู้โดยสารสวีเดน โอดโดนลงโทษทั้งที่ไม่ผิด

โชเฟอร์ยันไม่มีเจตนาชิงทรัพย์ผู้โดยสารสวีเดน โอดโดนโทษหนัก ทั้งที่ไม่ได้ทำผิด ด้านนายกสมาคมไม่พอใจ นำเสนอข่าว ‘แท็กซี่แสบเอาอีกแล้ว’    ความคืบหน้าจากกรณีหญิงชาวไทยและสามีชาวสวีเดน แจ้งความว่าถูกแท็กซี่สุวรรณภูมิ ทิ้งไว้กลางทางและเชิดเอากระเป๋าสะพายซึ่งภายในมีทรัพย์สินอยู่หลายรายการไป ก่อนที่จะจับกุมตัวได้และรับทรัพย์สินทั้งหมดคืน ตามที่รายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้นำเสนอไปเมื่อวันที่ 5 มี.ค. นั้น   ต่อมา วันที่ 9 มี.ค. รายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้นำเสนอข่าว ว่า นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ ออกมาแก้ข่าวว่า โชเฟอร์แท็กซี่คันดังกล่าว ไม่ได้ลักทรัพย์ผู้โดยสาร เพียงแต่ผู้โดยสารลืมไว้ แล้วเอาไปคืน แต่จากข่าวที่ออกมาทำให้ถูกมองว่าขโมยของ จึงถูกขนส่งลงโทษปรับ 6,000 บาท ถูกพักใบอนุญาต 6 เดือน ทำให้โชเฟอร์ได้รับผลกระทบ    ล่าสุดวานนี้(9 มี.ค.) นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ พา นายทิวากร เดชน้อย คนขับแท็กซี่เขียวเหลือง หมายเลขทะเบียน 1 มข – 4064 ที่ปรากฎอยู่ในข่าว พร้อมด้วยคนแท็กซี่อีกจำนวนมาก เดินทางมาที่ ช่อง 3 อาคารมาลีนนท์ เพื่อร้องเรียนกรณีที่ รายการเรื่องเล่าเช้านี้นำเสนอข่าวว่า ‘รวบแท็กซี่แสบหลอกผู้โดยสารจากสวีเดน ปล่อยทิ้งข้างทางเชิดทรัพย์สิน เคราะห์ดีตามคืนได้’ ว่าเป็นการนำเสนอข่าวไม่ตรงกับความจริง   โดย นายทิวากร เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า หลังจากส่งผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็มีผู้โดยสารภรรยาชาวไทยและสามีชาวสวีเดน เรียกรถตนให้ไปส่งที่พัทยา โดยตอนแรกตนเรียกค่าโดยสาร 1,500 บาท แต่ผู้โดยสารขอต่อเหลือ 1,300 บาท ซึ่งตอนนั้นตนคุยกับเพื่อนแท็กซี่อีกคันที่อยู่แถวลาดกระบัง เพื่อนบอกว่าจะไปพัทยา ตนเลยถามผู้โดยสารว่าไปกับเพื่อนอีกคันได้ไหม ผู้โดยสารก็ขึ้นรถมา แต่พอมาถึงย่านลาดกระบัง ผู้โดยสารก็ขอลงจากรถ บอกไม่ไปรถเพื่อนแล้ว ตนก็เลยให้ลง พร้อมกับช่วยยกกระเป๋า หลังจากนั้นตนก็ขับรถรับลูกค้ารายอื่น   จนตนรับลูกค้าชาวต่างชาติมาส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แล้วพบว่ามีกระเป๋าเกินมา แล้วตอนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ติดต่อมาพอดี ตนจึงนำกระเป๋าไปคืนผู้โดยสาร ซึ่งผู้โดยสารก็ตรวจเช็คและพบว่าทรัพย์สินอยู่ครบ และก็ไม่ได้ติดใจเอาความ แต่เช้าวันต่อมาตนเห็นรายการเรื่องเล่าเช้านี้นำเสนอข่าวว่า ตนขโมยกระเป๋าผู้โดยสาร แล้วกรมขนส่งก็ติดต่อมาหาตน เรียกให้ไปพบ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามที่ปรากฎในข่าว โดยปรับเงิน 6,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาต 6 เดือน   นายทิวากร บอกว่า ตอนนี้ตนเดือนร้อนมาก เพราะตนไม่สามารถขับรถหาเงิน ส่งค่ารถ และเลี้ยงดูครอบครัวได้ อีกทั้งญาติและคนรู้จักมองตนไม่ดี รวมถึงลูกค้าที่ไม่กล้าขึ้นรถแท็กซี่ตน และโลกออนไลน์ก็เข้ามาต่อว่า ตนอยากจะให้ทางรายการแก้ข่าว และขอให้กรมขนส่งอุทธรณ์โทษให้ตน    ด้าน นายวรพล นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ บอกว่า การที่นำเสนอข่าวออกไปว่า ‘แท็กซี่แสบเอาอีกแล้ว’ ทางสมาคมและสมาชิกแท็กซี่รับไม่ได้ เพราะทำให้คนขับแท็กซี่คนอื่นๆได้รับความเสียหาย ประชาชนก็มองคนขับแท็กซี่ไม่ดี อีกทั้งตนอยากจะเรียกร้องให้ช่อง 3 ช่วยดำเนินการอุทธรณ์โทษ ที่ นายทิวากร ถูกขนส่งปรับและพักใช้ใบอนุญาต    ต่อมาทีมข่าวสอบถามไปยัง นายสุกรี จารุภูมิ ผู้อำนวยการกองตรวจการขนส่ง เปิดเผยว่า กองขนส่งทางบกได้มีการลงโทษ นายทิวากร ตามมาตรา 66/5 ที่ระบุว่า ‘ผู้ใดเรียกเก็บค่าโดยสารหรือค่าบริการอื่นเกินกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท’ และตามมาตรา 57 เบญจ วรรคสองที่ระบุว่า ‘ห้ามมิให้ผู้ขับรถสาธารณะ พาคนโดยสารไปทอดทิ้งระหว่างทางไม่ว่าด้วยประการใดๆ’ จึงเปรียบเทียบปรับรวมเป็นเงิน 6,000 บาท    พร้อมทั้งคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ นายทิวากร เป็นเวลา 6 เดือน หรือ 180 วัน  ตามมาตรา 53/1 ที่ระบุว่า ‘ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถได้คราวละไม่เกิน 6 เดือน’ ในกรณีที่กระทำผิด เรียกเก็บค่าโดยสารหรือค่าบริการอื่นเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดในกฎกระทรวง   แต่ทั้งนี้ นายทิวากร หรือ ผู้ถูกพักใช้ใบอนุญาต เห็นว่าโทษที่ได้รับรุนแรงเกินไป ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่ออธิบดีได้ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่นายทะเบียนแจ้งคำสั่ง            ชมผ่านยูทูปได้ที่  https://youtu.be/XOnMLvS411Q

 14,192
ข่าวภูมิภาค
10 มี.ค. 61

จับได้คาหนังคาเขา! โจรย่ามใจย่องขโมยเงินบริจาควัดซ้ำ แต่ไปไม่รอดถูกรวบตัวส่งตร.

วงจรปิดจับภาพคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์ภายในวัดบำเพ็ญเหนือ ถนนเสรีไทย 60 ย่านมีนบุรี โดยได้ทรัพย์สินไปประมาณ 30,000 บาท พบคนร้ายย่ามใจกลับมาก่อเหตุซ้ำ แต่ไปไม่รอดถูกรวบตัวไว้ไดทันควัน      ด้าน พระครูสังฆภารวิมล ผู้ช่วยอาวาส เปิดเผยว่า ได้กลับไปย้อนดูกล้องวงจรปิดอีกครั้ง พบว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 มี.ค.เคยเข้ามาก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วและคาดว่าคนร้ายน่าจะกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก จึงให้เจ้าหน้าที่วัดและพระลูกวัดช่วยกันค่อยซุ่มดู จนเมื่อเวลา 20.00 น. พบชายที่มีลักษณะรูปพรรณตรงกับคนร้ายในกล้องวงจรปิดย้อนกลับมาก่อเหตุ ยกกล่องบริจากเพื่อที่จะขโมยเงิน จึงได้เข้าจับกุมในทันที และได้โทรศัพท์เรียกเจ้าหน้ที่ตำรวจ สน.มีนบุรีให้มารับตัวไปดำเนินคดี     เบื้องต้นทราบว่าผู้ก่อเหตุ ชื่อว่า นายมีชัย จอมชัยแสงนภา อายุ 22 ปี มีอาการลักษณะเหมือนคนเมา รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยทำมาแล้ว 3 ครั้ง จนมาถูกจับได้       ชมผ่านยูทูปได้ที่ https://youtu.be/OkC6FAMV82Q

 7,006
กีฬา
16 ก.พ. 61

จำคุก 5 ปี นักธุรกิจชาวยูเออี อดีตประธานสโมสร 'พอร์ทสมัธ' หลังขโมยเงินภรรยามาซื้อทีม

สุไลมาน อัล ฟาฮิม นักธุรกิจชาวยูเออีอดีตประธานสโมสรพอร์ทสมัธ ทีมจากอังกฤษ ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ในข้อหาขโมยเงินจำนวน 5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 217 ล้านบาท) จากภรรยาของตัวเอง เพื่อนำมาสมทบทุนในการซื้อสโมสรฟุตบอลดังกล่าว   อัล ฟาฮิม วัย 42 ปี เข้ามาซื้อทีมพอร์ทสมัธ เมื่อปี 2009 ซึ่งตอนนั้นพอร์ทสมัธ ยังโลดแล่นอยู่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แต่หลังจากนั้นเขาได้ขายทีมต่อให้อาลี อัล ฟาราจ หลังเข้ามาซื้อทีมพอร์ตสมัธได้แค่ 6 สัปดาห์เท่านั้น

 6,546
ต่างประเทศ
22 ม.ค. 61

แม่จีนลงโทษลูกชายขโมยเงินเก็บของครอบครัว จับมัดท้ายจยย.แล้วขับลาก ชาวเน็ตซัดทำเหมือนลูกเป็นสัตว์

สำนักข่าว mirror เผยแพร่คลิปวิดีโอน่าตกใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน ขณะแม่ลงโทษลูกชายที่ขโมยเงิน ด้วยการมัดไว้ท้ายมอเตอร์ไซค์สกู๊ตเตอร์แล้วขับลากไปตามถนนในมณฑลยูนนาน     *** คลิปมีภาพที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ***    คลิปความยาวไม่กี่วินาทีแสดงภาพของเด็กชายกำลังร้องไห้นอนอยู่กลางถนนในสภาพที่มือถูกมัดไว้กับท้ายรถจยย. ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาและมีบางส่วนยกมือถือมาอัดคลิปเอาไว้โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย พร้อมกับตำหนิแม่ว่าทำเหมือนกับลูกเป็นสุนัข     ด้านผู้เป็นแม่อ้างว่าทำไปเพราะต้องการลงโทษลูกชายคนเล็กที่ขโมยเงินเก็บของครอบครัวจำนวน2,000 หยวนหรือเกือบ 10,000 บาท ซึ่งเกือบเท่ากับเงินเดือนของสามีที่ได้รับอยู่ที่ 3,000 หยวนหรือราว 15,000 บาท     ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนแม่ของเด็กชายถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ ส่วนเด็กชายไม่ได้รับอันตรายจากการลงโทษดังกล่าว แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแม่ได้เงินที่ถูกขโมยไปคืนหรือไม่    

 12,582
สังคม-อาชญากรรม
17 พ.ย. 60

รวบแล้ว! สาวแสบขโมยเงินผู้ป่วยในรพ. อ้างเอาไปใช้หนี้พนันหวยที่เจ้าหนี้ตามทวง

ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ รวบสาวแสบขโมยเงินผู้ป่วยในโรงพยาบาล อ้างนำไปใช้หนี้พนันหวยที่เจ้าหนี้ตามทวง   คลิปวงจรปิด นาที 00.45   พ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล8 สอบปากคำ นางกัญญา ดาราวงษ์ ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุลักทรัพย์เงินนางสาวองุ่น บุญศิลป์ อายุ 73 ปี ขณะนั่งรอพบแพทย์อยู่บริเวณหน้าห้องตรวจสูตินรีเวช โรงพยาบาลราษฎร์บูรณะเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล สามารถจับภาพไว้ได้จนเป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี    ผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยในวันก่อเหตุตนเองมีความเครียดเรื่องเงิน จึงเดินทางไปนั่งภายในโรงพยาบาลดังกล่าว ระหว่างนั้นมีผู้เสียหายเข้ามาพูดคุยด้วย เกี่ยวเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ จนสังเกตุเห็นกระเป๋าใบใหญ่เปิดอ้าอยู่ เมื่อสบโอกาสผู้เสียหายหันไปพูดคุยกับผู้ป่วยอีกคน จึงเอื้อมมือไปหยิบ ก่อนหลบหนีไปได้เงินไป 4,500 บาท. และยอมรับว่า ต้องการเงินไปเล่นการพนันและใช้หนี้หวยที่เจ้าหนี้คงตามทวง 20000-30000 บาท จึงตัดสินใจก่อเหตุและทำเป็นครั้งแรก -พันตำรวจเอกมานพกล่าวว่าตำรวจจะทำการส่งประวัติพร้อมภายถ่าย ไปยังโรงพยาบาลต่างๆในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 8และ9 เพื่อตรวจสอบว่าเคยทีเหตุลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากพบจะมาการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม    นอกจากนี้ยังฝากเตือนประชาชนที่เข้าไปใช้บริการตามโรงพยาบาล ให้ใช้ความระมัดระวัง การถูกลักทรัพย์ โดยเก็บทรัพย์สินมีค่าให้อยู่กับตัวตลอดเวลาและมิดชิด หากมีญาติควรนำมาเป็นเพื่อนด้วย  

 11,373

Top