ค้นหา :

ผลการค้นหา "ทำงาน"

แชร์ออฟเดอะเดย์
27 ม.ค. 61

ประธาน ทปอ. วอนบริษัทเปิดใจ หลังมีดราม่าไม่รับคนจบป.ตรี 'ราชภัฏ-ราชมงคล-เอกชน'

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือทปอ. เปิดเผย หลังมีการโพสต์ข้อความของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ตอบกลับผู้สมัครงานว่าทางบริษัทไม่มีนโยบาย รับนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวขอยืนยันว่า ควรจะมีการเปลี่ยนความคิด และเปิดใจของตนเอง ในการรับนักศึกษาจากสถาบันอื่นๆ แม้เรื่องดังกล่าวจะมีมานาน แต่ก็เป็นสิทธิ์ที่บริษัทเอกชนจะเลือกรับ นักศึกษาที่จบจากสถานบันที่มีชื่อเสียง   ในฐานะที่ตนเองกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา ยืนยันว่าทุกมหาวิทยาลัยมีคุณภาพ ซึ่งทางรัฐบาลได้สนับสนุนการศึกษา ควรจะเปิดใจของตนเอง เพราะนักศึกษาจากสถาบันเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการทำงาน ซึ่งหากยังไม่เปิดใจอาจเป็นการปิดโอกาสที่ผู้ที่จบจากสถาบันเหล่านี้จะไปสร้างให้บริษัทได้มีความเติบโตในอนาคต                       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/smhouXRm1BM

 59,662
สังคม-อาชญากรรม
16 พ.ย. 60

ร้องกองปราบฯ เอาผิดนายหน้าหลอกทำงานต่างประเทศ ผู้เสียหายนับร้อย สูญเงินกว่า 20 ล้าน!

  นางสาวเมย์ (ขอสงวนชื่อ-นามสกุลจริง) พร้อมกลุ่มผู้เสียหายประมาณ 10 ราย นำเอกสารบันทึกข้อความสนทนาและหลักฐานการโอนเงินมาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับนางสาวติมาภัทร กับนางสาวไอย์วริทร์ ที่เปิดบริษัทจัดหางานและเปิดบริษัทท่องเที่ยวบังหน้า หลอกลวงพาเหยื่อไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมข่มขู่บังคับเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการ รวมมูลค่าความเสียหายช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กว่า 20 ล้านบาท   โดยผู้เสียหายบอกว่ารู้จักกับหญิงสาว 2 คนนี้ผ่านเพจเฟสบุ๊กที่เปิดเป็นบริษัททัวร์ และได้ยินคนบอกต่อๆกันมาว่าบริษัทดังกล่าวสามารถพาคนไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ โดยสามารถเลือกงานได้ว่าจะทำงานตำแหน่งอะไร ซึ่งจะคิดค่าใช้จ่ายรายละ 20,000-39,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นราคาโปรโมชั่นในแต่ละเดือน    โดยผู้เสียหายมี 2 ลักษณะคือ 1.จ่ายเงินค่าเดินทางแล้วแต่ไม่ได้ไป โดยทางบริษัททัวร์จะอ้างว่าอยู่ระหว่างการขอทำวีซ่า และ 2. ผู้เสียหายได้เดินทางไปต่างประเทศจริงแต่สุดท้ายไม่ได้ทำงานตามที่ตกลง ต้องไปรับจ้างรายวันประเภทงานด้านการเกษตรเอง    นอกจากบริษัทดังกล่าวจะอ้างว่ามีงานรองรับในต่างประเทศแล้ว ยังมีการทำตราประทับปลอมจากประเทศญี่ปุ่นปั๊มลงหนังสือเดินทางเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และยังแอบอ้างเอาข้อมูลของบริษัทอื่นในประเทศเกาหลีใต้มาหลอกลวงให้เหยื่อเชื่อว่าจะได้ทำงานในบริษัท และยังเรียกเก็บเงินค่าตรวจประวัติอาชญากรรมที่สูงกว่าปกติด้วย และจากการตรวจสอบที่ตั้งของบริษัททัวร์ดังกล่าว พบว่าเป็นเพียงการเช่าอาคารพร้อมหาคนมานั่งเพื่อหลอกว่ามีพนักงานเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วไม่ได้มีการว่าจ้างเป็นพนักงานบริษัทแต่อย่างใด โดยที่ผ่านมามีผู้เสียหายกระจายไปแจ้งความตามท้องที่ต่างๆแต่เรื่องไม่คืบหน้า ขณะที่ผู้เสียหายบางรายไม่กล้าแจ้งความ เพราะทางบริษัทอ้างว่ารู้จักตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในไทยและเกาหลีใต้ วันนี้จึงรวมตัวมาแจ้งกองปราบ โดยจากการรวบรวมข้อมูล 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เสียหายกว่า 100 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท เบื้องต้นพนักงานสอบสวนตรวจสอบหลักฐานแล้วแนะนำผู้เสียหาย ให้ไปยื่นเรื่องต่อดีเอสไอ

 7,687
สังคม-อาชญากรรม
16 พ.ย. 60

เร่งช่วยสาววัย 17 ถูกหลอกไปทำงานร้านนวดที่เกาหลีใต้ แต่กลับถูกนายจ้างข่มขู่ตบตี

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง ภายในศูนย์ราชการจังหวัดลำปาง ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง นางวิลาสินี พุฒคำ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมด้วยนายนเรศฤทธิ์ อุบลศรี และพ.ต.ท.พรต เศรษฐกร สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจ.ลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือ น.ส.อิม (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวบ้าน ต.นิคมพัฒนา อ.เมือง จ.ลำปาง หลังได้ถูกหลอกไปทำงานที่ร้านนวดในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลี แล้วถูกนายจ้างข่มขู่บังคับให้ทำงานค้าประเวณีจึงได้หลบหนีออกจากร้านก่อนจะถูกนายจ้างตามจับตัวและกักตัวทำร้ายร่างกายข่มขู่เอาเงินกว่า 5 ล้านวอนคิดเป็นเงินไทยประมาณแสนกว่าบาทเพื่อให้ปล่อยตัว ก่อนที่ น.ส.อิม จะแอบโทรและส่งข้อความมาทางไลน์มาบอกให้แม่ที่อยู่ในประเทศไทยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือดังกล่าว   โดย น.ส.ปนัดดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2560 ลูกสาวของตนเองได้ถูกชักชวนจาก น.ส.ดวงเนตร ม่วงศรีจันทร์ อายุ 24 ปี ชาวบ้านหมู่ 10 ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นคนรู้จักกันได้ชวนไปทำงานที่ประเทศเกาหลีกับ น.ส.ดวงเนตร โดยบอกว่าให้มาทำงานร้านนวดซึ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดจะมีนายจ้างชาวเกาหลีชื่อ นายชอย เป็นคนออกให้ทั้งหมด ตนก็ได้อนุญาตให้ลูกสาวไปทำงานเพราะเรียนจบ ม.3 แล้วเพื่อหาเงินกลับมาเรียนต่อ ม.4 อีกทั้งคนที่ชักชวนก็รู้จักกันมานานไม่คิดว่าจะถูกหลอก ลูกสาวตนเองก็ได้ทำพาสปอร์ตเป็นนักท่องเที่ยวไปประเทศเกาหลีโดย ซึ่งเมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าได้ไปทำงานร้านนวดจริงแต่ไม่ได้อยู่ร้านเดียวกันกับ น.ส.ดวงเนตร โดยนายจ้างได้พาไปทำงานร้านนวดต่างๆย้ายร้านไปเรื่อยๆอีกทั้งถูกบังคับให้ค้าประเวณีแต่ลูกสาวตนเองไม่ทำ และยังข่มขู่จะยึดพาสปอร์ต ลูกสาวตนจึงได้หลบหนีออกจากร้านและไปอยู่กับร้านนวดคนไทยเพื่อจะหาเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านแต่ก็มาถูกนายชอย และลูกน้องชาวเกาหลี รวม 3 คน มาจับตัวไปและทำร้ายตบตีข่มขู่เอาเงินเรียกค่าไถ่จำนวนกว่า 5 ล้านวอนดังกล่าว   ด้าน พ.ต.ท.พรต เศรษฐกร สว.ตม.จว.ลำปาง กล่าวว่าหลังจากที่เมื่อคืนนี้เวลาประมาณ 21.00 น. ได้รับแจ้งจากแม่ของผู้เสียหายก็ได้ทำการประสานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประเทศเกาหลีเป็นการส่วนตัว และแจ้งข้อมูลเบื้องต้นก่อน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบจนพบตัว น.ส.อิม ถูกขังอยู่ในห้องพักในเมืองปูซาน จึงได้ช่วยเหลือตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว เบื้องต้นจากการประสานกับทางเจ้าหน้าที่ประเทศเกาหลีทราบว่า น.ส.อิม ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับ นายชอยและลูกน้องที่หลอกลวงไปทำงานและทำร้ายร่างกายที่ประเทศเกาหลี ทั้งนี้คงจะเดินทางกลับไทยยังไม่ได้เพราะต้องรอกระบวนการทางกฏหมายแล้วเสร็จ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็เตรียมพร้อมที่ช่วยเหลือกลับไทยแล้ว   และทางเจ้าหน้าที่ยังจะได้ให้ น.ส.ปนัดดา แม่ของผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งฝาย เพื่อเอาผิดกับ น.ส.ดวงเนตร ม่วงศรีจันทร์ คนที่ชักชวนไปทำงานต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยจะได้ทำการสอบสวนว่า น.ส.ดวงเนตร ได้เคยชักชวนไปทำงานและถูกหลอกในลักษณะนี้อีกหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะได้เงินค่านายหน้าในการจัดหาคนไปทำงานอีกด้วย   (ภาพ : มติชน)

 7,846
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
14 พ.ย. 60

'ชูวิทย์มีเรื่องเล่า' เปิดใจไกด์ทัวร์ ปมคนไทยลักลอบทำงานเกาหลี โทรข้ามแดนต่อสายผีน้อย

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ มาร่วมพูดคุยกับไกด์ทัวร์เกาหลี กับประเด็นชาวไทยลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้จำนวนมาก ซึ่งจากสถิติพบบางกรุ๊ปมีจำนวน 35 คน แต่เหลือนักท่องเที่ยวจริงเพียง 5 คนเท่านั้น เนื่องจากปลอดวีซ่า 90 วันสำหรับชาวไทย และมีรายได้ดี   โดยจากสถิติพบว่ามีนักท่องเที่ยวไทยถูก ตม.เกาหลีส่งกลับถึงปีละกว่า 3 หมื่นคนเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ลักลอบเข้าเมืองมาทำงานมักมาจากจังหวัดแถบอีสานและภาคเหนือ    ซึ่งจะมีวิธีสังเกตผีน้อย (ผู้ลักลอบเข้าเมือง) มักมีลักษณะดังนี้ -การแต่งกายใหม่ทั้งชุด -ไม่สนใจอ่านเอกสารการเดินทาง -ท่าทางลุกลี้ลุกลน -ญาติแห่แหนมาส่งเต็มสนามบิน -กระเป๋าเดินทางหนักกว่าคนปกติทั่วไป   พร้อมกันนี้ยังได้สัมภาษณ์คุณกรวิทย์ ชาว จ.แพร่ หนึ่งในผู้ลักลอบเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้ โดยทำงานประเภทเกษตรกรรม อาทิ จับเป็ดขึ้นรถ ทำสวนผัก ได้รายได้ประมาณ 8 หมื่นวอน/วัน หรือ 2 พันกว่าบาท ซึ่งได้ลักลอบเดินทางมากับทัวร์ในราคา 18,900 บาท และต้องจ่ายค่านายหน้าเพิ่มอีก 3 หมื่นบาทอีกด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_jaoSug4gYg  

 31,493
แชร์ออฟเดอะเดย์
10 พ.ย. 60

สถานทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ยัน ช่วยแรงงานไทยผิดกม. ที่ป่วยไตวาย ไม่มีเลือกปฏิบัติ เผยเสนอให้ยืมเงิน

            จากกรณี ครอบครัวของ สองสามีภรรยาชาวจังหวัดอุดรธานี ที่ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น อย่างผิดกฎหมาย ก่อนที่สามีจะป่วยเป็นไตวายเฉียบพลัน ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายสูงหลายแสนเยน จนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากคนไทย จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา             ล่าสุด ใน facebook ของ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความ ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว ระบุข้อความว่า สืบเนื่องจากกรณี แรงงานไทยที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นอย่างผิด กม. ป่วยเป็น โรคไตวายเฉียบพลัน และนำไปสู่กระแส Social Media เกี่ยวกับการดำเนินการของ สอท. ณ กรุงโตเกียว ต่อกรณีดังกล่าว นั้น สอท. ขอชี้แจง ดังนี้ 1. สอท. ดำเนินการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ในญี่ปุ่นทุกคน ไม่ว่าจะเข้าเมืองมาถูกต้องตาม กม.หรือ ผิด กม. โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยการให้ความช่วยเหลือ เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ พ.ศ.2549 หมวด 2 การให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนในต่างประเทศ และกรณีที่ สอท. ให้ความช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่พำนักอยู่โดยผิดกฎหมายด้วย โดยหากเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ สอท. จะเจรจากับโรงพยาบาล ขอให้รับรักษาโดยผ่อนจ่ายค่ารักษาพยาบาลทีหลัง (หลายโรงพยาบาลปฏิเสธที่จะรักษา หากไม่มีเงิน) และกรณีที่โรงพยาบาลไม่ยอมให้ผ่อนจ่าย สอท.ก็จะให้ยืมเงิน ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทย นอกจากนี้ สอท. ยังให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจำคุกในญี่ปุ่น โดยได้เข้าเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ส่งของใช้ที่จำเป็น ตลอดจนมีกลไกของอาสาสมัครในการช่วยติดตามความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของคนไทยในเรือนจำอย่างสม่ำเสมอ 2.สำหรับกรณีที่เป็นข่าว สอท.ได้ช่วยเจรจากับโรงพยาบาลเพื่อขอให้ดำเนินการรักษาจนสามารถเดินทางกลับได้ โดยให้ผ่อนชำระค่ารักษาพยาบาลทีหลัง และ สอท. ได้แจ้งญาติของผู้ป่วยแล้วว่า พร้อมที่จะให้ยืมเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทย 3. สำหรับการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อป่วยในประเทศญี่ปุ่นนั้น คนไทยไม่ว่าจะพำนักอยู่ในญี่ปุ่นอย่างถูก กม. หรือ ผิด กม.จะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเอง โดย สอท. สามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยการให้ยืมเงิน ซึ่งในปี 2560 สอท. ณ กรุงโตเกียวใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์เฉพาะกรณีการให้ยืมค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางกลับ ปทท. ไปกว่า 10 ล้านเยนแล้ว 4. สอท. ขอชี้แจงว่า การให้ความช่วยเหลือคนไทยในญี่ปุ่นนั้นเป็นหน้าที่หลักของ สอท. และ ที่ผ่านมา สอท.ได้ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ในญี่ปุ่น ทั้งที่เข้าเมือง/พำนักโดยถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติใดๆ ทั้งสิ้น ตามระเบียบราชการและตามหลักมนุษยธรรม     ข่าวที่เกี่ยวข้อง ญาติวอนช่วย 2 คนไทยลักลอบทำงานที่ญี่ปุ่น เกิดป่วยหนัก ค่ารักษาสัปดาห์ละแสน สถานทูตยันช่วยได้แค่ค่าเครื่องบิน  

 9,630
สังคม-อาชญากรรม
08 พ.ย. 60

ญาติวอนช่วย 2 คนไทยลักลอบทำงานที่ญี่ปุ่น เกิดป่วยหนัก ค่ารักษาสัปดาห์ละแสน สถานทูตยันช่วยได้แค่ค่าเครื่องบิน

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Thanakorn Jaisuksakuldee (ธนากร ใจสุขสกุลดี) เล่าเรื่องราวของ 2 สามีภรรยาชาวไทย ที่ลักลอบไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยไม่มีวีซ่า โดยจ่ายเงินให้นายหน้าแรงงานเถื่อนเป็นเงินหลายแสนบาท ต่อมาช่วงปลายเดือนตุลาคม ฝ่ายสามีล้มป่วยกะทันหัน แพทย์ระบุว่า ไตวายฉับพลัน ระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และทำการฟอกเลือดโดยด่วน และเนื่องจากเป็นแรงงานผิดกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิประกันสุขภาพใดๆ ต้องให้ญาติทางเมืองไทย โอนเงินค่ารักษาไปให้ เป็นเงินหลายแสนบาท     ล่าสุดผู้โพสต์ประสานงานทางสถานทูตไทยในญี่ปุ่น เข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วย แต่เนื่องจากกฎระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนว่า สถานทูตจะคุ้มครองช่วยเหลือเฉพาะคนไทยที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาได้ จนสุดท้ายทางครอบครัวจึงต้องขอความช่วยเหลือทางโลกออนไลน์ เพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลดังกล่าวได้   โพสต์ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ป็นสองมุม มุมหนึ่งก็เป็นไปในทางเห็นใจ และเสนอเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวของผู้ป่วย แต่ในขณะที่อีกมุมก็มองว่า การเดินทางไปทำงานโดยผิดกฎหมาย ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงต่างๆด้วยตนเอง ชาวเน็ตมองว่าการให้ความช่วยเหลือคนทำผิด จะทำให้ปัญหาแรงงานไทยลักลอบไปทำงานต่างประเทศ เรื้อรังและแก้ไม่ได้เสียที   จากการพูดคุยกับครอบครัวของสามีภรรยาดังกล่าว ระบุว่าทั้งคู่ได้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย หวังที่จะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว โดยไปอยู่ที่ญี่ปุ่นนานกว่า 4-5 ปีแล้ว เงินที่ทำงานได้ ก็ส่งกลับมาใช้หนี้ที่เป็นค่านายหน้าค่าเดินทางประมาณ 500,000 บาท แต่เกิดป่วยกะทันหัน ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล   ก่อนหน้าที่จะได้เดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็เคยถูกนายหน้าแรงงานเถื่อนหลอกเชิดเงินไปแล้วประมาณ 400,000 บาท แต่ต่อมาก็พยายามหาลู่ทางกู้เงินมา จนได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นสมใจ ก่อนที่จะให้ภรรยาเดินทางตามไปทำงานด้วยเมื่อ 5 เดือนก่อน งานที่ทำเป็นงานก่อสร้าง   ต่อมาช่วงปลายเดือนตุลาคมทั้งคู่อยากกลับบ้าน จึงตัดสินใจเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ แต่ระเบียบกฎหมายของญี่ปุ่น จะต้องให้ไปรายงานตัวทั้งหมด 3 ครั้ง จึงจะสามารถส่งตัวกลับได้ โดยมีกำหนดกลับวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายชายมาล้มป่วยกะทันหัน คนไทยที่ไปทำงานด้วยกันต้องหามส่งโรงพยาบาลด่วน   พอญาติทราบข่าวก็พากันเป็นห่วง พยายามติดต่อภรรยา จนทราบว่ามีค่าใช้จ่ายแพงมาก สัปดาห์ละประมาณ 150,000 บาท ซึ่งทั้งสามีและภรรยาก็จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปแล้ว จึงไม่มีเงินมาจ่ายค่ารักษา ค่าตั๋วที่ซื้อไปก็เสียไปฟรีๆ เพราะไม่ได้เดินทาง จนมีเพื่อนคนไทยในญี่ปุ่นเห็นใจ จึงนำเรื่องราวไปโพสต์ลงในโลกออนไลน์ เพื่อขอความช่วยเหลือ   ทางญาติบอกอีกว่า ครอบครัวตนมีฐานะยากจน ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กู้เงินจากเพื่อนบ้านไป 150,000 บาท ส่งไปช่วยค่ารักษาให้น้องชายเบื้องต้นก่อน   ขณะที่ทางภรรยา ปัจจุบันอยู่กับสามีที่ประเทศญี่ปุ่น ได้วีดีโอคอลมาพูดคุยกับผู้สื่อข่าว เปิดเผยว่า ได้ติดต่อกับสถานกงสุล เจ้าหน้าที่รับปากจะช่วยเหลือในเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทย แต่เรื่องค่ารักษาพยาบาลไม่ได้สามารถช่วยได้ เพราะมาทำงานแบบผิดกฎหมาย คาดว่าอีกไม่นานค่ารักษาต้องพุ่งไปถึงหลักล้านบาทแน่นอน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zXLon5-RbP4    

 24,383
ข่าวภูมิภาค
18 ต.ค. 60

ชาวบ้านหลายจังหวัดภาคกลางทิ้งบ้านหนีน้ำท่วม มาทำงานริมถนน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดถูกโจรเรือหางยาวขโมยของ-สอย กกน.

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ที่ จ.อ่างทอง แม่ค้าขายกล้วย ต้องพายเรือทิ้งบ้านมานอนที่เต็นท์เฝ้ากล้วย ในช่วงกลางคืน เพื่อเตรียมนำส่งไปขายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว   ด้านชาวบ้านสิงห์บุรี หนีน้ำท่วมอาศัยถนนคันคลองต้มหัวหมูแก้บนขาย เดินลุยน้ำเข้าออกไม่สะดวก เพราะมีปลิงเป็นจำนวนมาก ต้องนั่งเรือพายและเรือเครื่องบริการเข้าไป โดยคิดอัตราคนละ 20 บาท   ขณะที่ชาวอยุธยา เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งบ้านท่วมบ้านและถูกโจรเรือหางยาวโขมยเฟอร์นิเจอร์โบราณ ถังแก๊ส ไม่เว้นแม้กระทั่งชุดชั้นในสาวโรงงานถูกสอยหาย นายอำเภอสั่งเพิ่มสายตรวจเรือหางยาวทันที   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wZIGYbICfwg

 1,009
แชร์ออฟเดอะเดย์
28 มิ.ย. 60

นายสถานีรถไฟวอนเข้าใจปมเบิกโอทีเหยียบแสน เหตุ พนง.ขาดแคลน ในพื้นที่เสี่ยงภัย 3 จ.ชายแดนใต้

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์ข้อมูลนายสถานีรถไฟ จ.ปัตตานี ทำงานติดต่อกัน 24 ชั่วโมงมากกว่า 10 วันและเบิกค่าทำงานล่วงเวลา หรือโอที ในเดือนเดียวกว่า 1 แสนบาท จนกลายเป็นคำถามและเสียงวิจารณ์ว่าการเบิกเงินล่วงเวลามากเกินกว่าเหตุ   ล่าสุดนายสถานีรถไฟ จ.ปัตตานี ระบุต้องควบคุมงานการซ่อมบำรุงรางในเวลากลางคืน เป็นการทำงานนอกเวลาในช่วง เที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า และหลังเลิกงานตั้งแต่หกโมงครึ่งตอนเย็น ถึง เทียงคืน รวมแล้วทำงานนอกเวลา 15 ชั่วโมง 30 นาที เนื่องจากอยู่ในสภาวะที่นายสถานีขาดแคลน ในพื้นที่เสี่ยงภัย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้   พร้อมชี้แจงว่าถ้าจะไม่ให้พนักงานเบิก ทาง รฟท.จะต้องจัดบุคลากร โดยเฉพาะนายสถานีโดยใช้สถานีละ 3 ผลัด ต่อ 24 ชั่วโมง ซึ่งสภาพความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ ซึ่งอย่างน้อยๆ บางแห่งก็ 2 คน บางแห่งก็ 1 คน ก็ต้องรับสภาพ ส่วนในเคสของตน เป็นการสมัครใจ โดยการรถไฟเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้ ตามสภาพการจ้าง โดยความยินยอมของพนักงาน ถ้าเกิดว่า ในกรณีนี้พนักงานไม่ยินยอม ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ อยากเรียนให้รับทราบ เพราะเป็นการทำงานนอกเหนือจากเวลาทำงานปกติ เพราะพนักงานการรถไฟได้รับการคุ้มครองตาม พรบ.แรงงาน ที่กำหนดไว้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/AvYaIGfARKk  

 6,165
สังคม-อาชญากรรม
14 มิ.ย. 60

เตือนคนไทยไปทำงานเกาหลี ไม่ใช่สวรรค์อย่างที่คิด!

จากกรณี 2 สาวอุดรธานี คือ น.ส.ยุพิน จันทะแสน อายุ 34 ปีและน.ส.ชุติมา เรืองภัทรเวช อายุ 32 ปี ที่หลบหนีไกด์ทัวร์ไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้ไกด์ที่ไปการันตี อาจถูกแบล็คลิสต์หากอยู่นาน 90 วัน   ด้านจัดหางานจังหวัดอุดรธานี ได้ออกมาย้ำเตือนประชาชนที่อยากไปทำงานประเทศเกาหลีว่า ระวังจะโดนหลอก เพราะตอนนี้ในโซเซียลมีการโพสต์ให้ไปทำงานเกาหลี บ้างก็บอกว่า อยากมีล้านมีงานโรงงานงานสวนมากมาย เงินเดือนดี ซึ่งจริงๆแล้วการไปทำงานอย่างผิดกฎหมายมีปัญหามากมายทั้งเวลาทำงานต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่มีเวลาพักผ่อน เดือนหนึ่งหยุดให้แค่ 2 วันคือเขาทำงานกันจริงๆ   หากเจ็บป่วยก็ไม่สามารถเข้าไปรักษารพ.ของรัฐที่นั่นได้ ต้องหายามาซื้อกันเอง หากเจอนายจ้างโหดก็ต้องฝืนทำงานต่อไป หรือหากต้องการไปหาหมอ ต้องไปหาหมอในคริสจักรที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งคนอีสานส่วนใหญ่หากต้องการไปทำงานเกาหลีแบบหนีทัวร์ก็จะกู้เงินนอกระบบมา พอผ่าน ตม.เกาหลีไปแล้วก็หนีไปทำงานแต่ก็เสี่ยงเพราะหากโดนจับได้ก็จะถูกส่งกลับทันทีและถูกขึ้นบัญชีแบล็คลิสต์ห้ามเข้าประเทศเกาหลีอีกเป็นเวลา 5 ปี เสียทั้งเงินและเวลา ถือว่าการไปทำงานเหมือนหนีทัวร์ไม่ใช่สวรรค์อย่างที่คิด แม้เงินเดือนจะสูงแต่ความเสี่ยงก็มีสูงเช่นกัน   ซึ่งหากต้องการไปทำงานจริงๆ ควรติดต่อจัดหางานจังหวัดแต่ละแห่งเท่านั้นเพราะในปีๆ หนึ่งจะมีการประกาศรับคนงานไทยเพื่อไปทำงานที่ประเทศเกาหลีและไปอย่างถูกต้อง โดยจะมีนายจ้างมารับคัดเลือกคนงานเอง ไปแบบนี้สบายหายห่วงกว่า   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3Owywy3yMM4    

 18,982
ข่าวภูมิภาค
13 มิ.ย. 60

สาวอยากไปทำงานเมืองนอก โดนนายหน้าลอยแพ สูญเงินกว่า 4 หมื่น

สาวชัยภูมิร้องผ่านสื่อ ติดต่อนายหน้าทางเฟซบุ๊กใช้ชื่อ น.ส.กุ๊กไก่ kookkai หวังไปทำงานต่างประเทศเพื่อรายได้ที่ดี หลงเชื่อโอนเงินค่าใช้จ่ายต่างๆให้กว่า 4 หมื่นบาท แต่เมื่อทวงถามอ้างออกตั๋วให้ไม่ได้ ทำให้ล่าช้ากว่ากำหนด เมื่อขอเงินคืนก็ไม่ได้รับ พร้อมหนีหายขาดการติดต่อ วอน จนท.เข้าดำเนินคดี เพราะอาจไปล่อลวงคนอื่นให้ตกเป็นเหยื่ออีก    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vNXCTtI7Iak    

 7,233
ต่างประเทศ
19 เม.ย. 60

ญี่ปุ่นทดลองให้ ปชช.ทำงานจากบ้าน ประเมินการจราจรก่อนจัดโอลิมปิก 2020

ญี่ปุ่นประกาศทดลองให้พนักงานทำงานจากบ้าน โดยกำหนดให้ 24 ก.ค.ของทุกปี เป็นวันทำงานจากที่บ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2020 โดยเฉพาะการจราจร ซึ่งมีรายงานว่านโยบายนี้ได้ผลดี เมื่อครั้งจัดการแข่งขันโอลิมปิกลอนดอน 2012   ขณะที่บริษัทหลายรายยังไม่ประกาศสนับสนุน เนื่องจากยังกังวลเรื่องความปลอดภัย และการควบคุมพนักงานอาจยังไม่มีประสิทธิภาพ   ทั้งนี้ทางการญี่ปุ่นมีแผนเพิ่มวันทำงานจากที่บ้านให้มากขึ้น เพื่อประเมินสถานการณ์การจราจรของประเทศ 

 10,117
บันเทิง
24 มี.ค. 60

แพท ณปภา กลับมาทำงานอีกครั้ง หลังพักไปเลี้ยงลูก 1 เดือน

เมื่อวานนี้ (23 มี.ค.) ก็ถือเป็นวันแรกของการกลับมาทำงานของนักแสดงคุณแม่ลูกหนึ่ง แพท ณปภา หลังจากที่เจ้าตัวขอพักงานจากวงการไป 1 เดือนเพื่อเลี้ยงดู น้องเรซซิ่ง กับการมารับหน้าที่พิธีกรในรายการตีสิบ ช่วงแพทซ่า เจ้าตัวก็แข็งแรง หุ่นเป๊ะสวยร่างเล็กเหมือนเดิม ที่สำคัญยังพลัง Energy สูงเกินร้อย ถามถึงความรู้สึกที่กลับมาทำงานอีกครั้ง เธอบอกว่ายังติดลูกเพราะเลี้ยงลูกเอง โดยการมาอัดรายการวันนี้ ก็ได้ฝากน้องเรซซิ่งไว้กับพ่อ

 49,798
ต่างประเทศ
01 มี.ค. 60

พนง.ญี่ปุ่นถูกจับแจ้งความเท็จ หลังแทงตัวเองแต่โกหกว่าถูกทำร้าย อ้างไม่อยากไปทำงาน

สำนักข่าว metro รายงานข่าวน่าประหลาดใจ กรณีตำรวจญี่ปุ่นจับกุมตัวพนักงานบริษัทชายวัย 54 ปี หลังก่อเหตุแทงตัวเองจนได้รับบาดเจ็บ แต่กลับแจ้งความเท็จว่าถูกคนทำร้าย เพราะอยากจะหยุดงาน     นายมาซารุ มิอุระ ให้การรับสารภาพว่าใช้มีดแทงสะโพกของตัวเองในห้องน้ำของสถานีรถไฟใต้ดินเมืองนาโกย่า ก่อนจะไปแจ้งความกับตำรวจว่าถูกคนร้ายแทงมาจากข้างหลัง แต่เพราะคำให้การมีพิรุธจนในที่สุดก็ถูกจับได้ว่าโกหก ทำให้ยอมเผยสาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นเพราะเขาไม่อยากไปทำงานเนื่องจากมีความเครียดอย่างรุนแรง จึงยอมลงทุนเจ็บตัวเพราะคิดว่าจะได้ไม่ต้องไปทำงาน    

 5,916
รายงานพิเศษ
02 ต.ค. 56

คุณภาพชีวิตในการทำงานของคนไทยอยู่ในอันดับที่ 44 ของโลก ที่ 3 อาเซียน

 “เวิลด์ อีคอนอมิค ฟอรั่ม” ได้ประกาศอันดับประเทศที่มี คุณภาพชีวิตในการทำงานดีที่สุดในโลก ประจำปี 2556 โดยใช้ดัชนีชี้วัดจาก การศึกษา สุขภาพกายและจิต การจ้างงาน สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน การเดินทางมาทำงาน การจัดสภาพแวดล้อมภายในองค์กร และการมอบภาระงาน   ปรากฏว่า 10 ประเทศแรกที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ 1. สวิตเซอร์แลนด์                      2. ฟินแลนด์ 3. สิงคโปร์                                4. เนเธอร์แลนด์ 5. สวีเดน                                   6. เยอรมนี 7. นอร์เวย์                                  8. อังกฤษ 9. เดนมาร์ก                              10. แคนาดา   ส่วนประเทศชั้นนำทางด้านเศรษฐกิจ อย่าง ญี่ปุ่น อยู่ในอันดับที่ 15 สหรัฐอเมริกา อันดับ 16 และ จีน อันดับที่ 43   ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 ถือเป็นอันดับ 3 ในชาติอาเซียน  โดยรองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 22   ส่วน 5 ประเทศที่มีคุณภาพชีวิตในการทำงานแย่ที่สุดในโลก 1.เยเมน 2. มอริเตเนีย 3.กินี 4.บูร์กินาฟาโซ 5.มาลี 

 4,718

Top