ค้นหา :

ผลการค้นหา "ยิงถล่ม"

ข่าวภูมิภาค
17 ก.พ. 63

คาดฝีมือลูกน้อง 'เสี่ยโป้' พาพวกยิงถล่ม มือโพสต์ด่าไม่ดูแลลูกน้องถูกรุมที่ ส.ป.ป. ลาว

ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ได้รับแจ้งเหตุยิงกันภายในซอยเพชรเกษม 48 บริเวณหน้าวัดจันทร์ประดิษฐาราม จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ   ในที่เกิดเหตุพบกลุ่มวัยรุ่นที่ถูกคู่อริยิงถล่ม บริเวณใกล้เคียงพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นรถของคนร้ายที่มาด้วยล้มคว่ำอยู่ และยังพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม.อีกจำนวน 14 ปลอก พร้อมซองกระสุนปืนตกอยู่อีกหนึ่งซอง   นายปรวัต บัวเทศ ซึ่งเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เปิดเผยว่า ขณะนั่งดื่มสุรากับพรรคพวกและพี่ชายได้มีกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์มาจำนวน 7 ถึง 8 คัน พร้อมมีรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์สีขาว หมายเลขทะเบียนสี่ตัวท้าย 7546 ขับผ่านหน้าวัดที่กลุ่มของตนเองนั่งอยู่ โดยขับเลยไปประมาณ 50 เมตร กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าจำนวน 2 นัด ก่อนที่จะหันมากระหน่ำยิง พวกของตนเอง   โดยใช้อาวุธปืนประมาณ 4 กระบอก ยิงเข้าใส่กว่า 20 นัด กระสุนถูกนายวิทยา บัวเทศ พี่ชาย บริเวณหัวไหล่ซ้ายและสะบักด้านหลัง จำนวนสองนัด และนายพิชิต ม่วงงาม ถูกยิงที่บริเวณขาซ้ายหนึ่งนัด ได้รับบาดเจ็บก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ซึ่งเป็นการกระทำที่อุกอาจเป็นอย่างมาก   ส่วนสาเหตุที่ถูกกลุ่มคู่อริไล่ยิงถล่มน่าจะเกิดจากการที่ พี่ชายของตนเองไปโพสต์ในเฟซบุ๊กตำหนิ เสี่ยโป้ หรือนายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ ที่ปล่อยให้พรรคพวกของตนเองที่เป็นลูกน้องเสี่ยโป้ ถูกทำร้ายขณะเดินทางไปที่ ส.ป.ป.ลาว และไม่ดูแล ก่อนที่ลูกน้องของเสี่ยโป้จะโทรมาต่อว่าและให้ลบโพสต์ ซึ่งหากไม่ยอมลบจะไม่ดูแลค่ารักษาพยาบาล ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งพี่ชายตนเองได้ยอมลบโพสต์ดังกล่าว จนกระทั่งมานั่งดื่มสุราหน้าวัดพร้อมกับพรรคพวกจนถูกกระหน่ำยิง   ขณะที่น้องสาวของนายวิทยา ซึ่งเห็นเหตุการณ์ เผยในช่วงเกิดเหตุได้มีกลุ่มวัยรุ่นขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในซอยในลักษณะที่มองหาอะไรอยู่จนกระทั่งมาพบพี่ชายของตนเองซึ่งนั่งดื่มสุรา อยู่บริเวณหน้าวัดจึงได้กระหน่ำยิงเข้าใส่กว่า 20 นัด   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเก็บวัตถุพยานต่างๆ รวมทั้งปลอกกระสุนและหัวกระสุนซึ่งฝังอยู่ที่ซุ้มประตูวัด ไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเร่งติดตามจับกุมตัวกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุอย่างอุกอาจกลางเมืองมาดำเนินคดี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jEbxaugzqrY

 11,692
อาชญากรรม
17 ก.พ. 63

คาดฝีมือลูกน้อง 'เสี่ยโป้' พาพวกยิงถล่ม มือโพสต์ด่าไม่ดูแลลูกน้องถูกรุมที่ ส.ป.ป. ลาว

ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ได้รับแจ้งเหตุยิงกันภายในซอยเพชรเกษม 48 บริเวณหน้าวัดจันทร์ประดิษฐาราม จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ   ในที่เกิดเหตุพบกลุ่มวัยรุ่นที่ถูกคู่อริยิงถล่ม บริเวณใกล้เคียงพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นรถของคนร้ายที่มาด้วยล้มคว่ำอยู่ และยังพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม.อีกจำนวน 14 ปลอก พร้อมซองกระสุนปืนตกอยู่อีกหนึ่งซอง   นายปรวัต บัวเทศ ซึ่งเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เปิดเผยว่า ขณะนั่งดื่มสุรากับพรรคพวกและพี่ชายได้มีกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์มาจำนวน 7 ถึง 8 คัน พร้อมมีรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์สีขาว หมายเลขทะเบียนสี่ตัวท้าย 7546 ขับผ่านหน้าวัดที่กลุ่มของตนเองนั่งอยู่ โดยขับเลยไปประมาณ 50 เมตร กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าจำนวน 2 นัด ก่อนที่จะหันมากระหน่ำยิง พวกของตนเอง   โดยใช้อาวุธปืนประมาณ 4 กระบอก ยิงเข้าใส่กว่า 20 นัด กระสุนถูกนายวิทยา บัวเทศ พี่ชาย บริเวณหัวไหล่ซ้ายและสะบักด้านหลัง จำนวนสองนัด และนายพิชิต ม่วงงาม ถูกยิงที่บริเวณขาซ้ายหนึ่งนัด ได้รับบาดเจ็บก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ซึ่งเป็นการกระทำที่อุกอาจเป็นอย่างมาก   ส่วนสาเหตุที่ถูกกลุ่มคู่อริไล่ยิงถล่มน่าจะเกิดจากการที่ พี่ชายของตนเองไปโพสต์ในเฟซบุ๊กตำหนิ เสี่ยโป้ หรือนายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ ที่ปล่อยให้พรรคพวกของตนเองที่เป็นลูกน้องเสี่ยโป้ ถูกทำร้ายขณะเดินทางไปที่ ส.ป.ป.ลาว และไม่ดูแล ก่อนที่ลูกน้องของเสี่ยโป้จะโทรมาต่อว่าและให้ลบโพสต์ ซึ่งหากไม่ยอมลบจะไม่ดูแลค่ารักษาพยาบาล ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งพี่ชายตนเองได้ยอมลบโพสต์ดังกล่าว จนกระทั่งมานั่งดื่มสุราหน้าวัดพร้อมกับพรรคพวกจนถูกกระหน่ำยิง   ขณะที่น้องสาวของนายวิทยา ซึ่งเห็นเหตุการณ์ เผยในช่วงเกิดเหตุได้มีกลุ่มวัยรุ่นขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในซอยในลักษณะที่มองหาอะไรอยู่จนกระทั่งมาพบพี่ชายของตนเองซึ่งนั่งดื่มสุรา อยู่บริเวณหน้าวัดจึงได้กระหน่ำยิงเข้าใส่กว่า 20 นัด   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเก็บวัตถุพยานต่างๆ รวมทั้งปลอกกระสุนและหัวกระสุนซึ่งฝังอยู่ที่ซุ้มประตูวัด ไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเร่งติดตามจับกุมตัวกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุอย่างอุกอาจกลางเมืองมาดำเนินคดี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jEbxaugzqrY

 11,692
อาชญากรรม
21 ม.ค. 63

หนุ่มง้อเมียไม่สำเร็จกระหน่ำยิง 15 นัด ดับคาที่

สามีดื่มเหล้าย้อมใจ ตามง้อภรรยาเจ้าของร้านดอกไม้ไฟ ปรากฏภรรยาไม่ยอมคืนดี เกิดอารมณ์โมโห ใช้ปืนขนาด 9 มม. ยิงไป 15 นัด ภรรยาเสียชีวิตคาที่จมกองเลือด ตำรวจคุมตัว โอดครวญอารมณ์ชั่ววูบ   นายชูเกียรติ วงษ์สุข อยู่ในอาการมึนเมาตาขวาง ควบคุมตัวมาสงบสติอารมณ์ ที่สภ.เมืองชัยภูมิ หลังจากก่อเหตุใช้ปืนพกสั้นกระหน่ำยิง อดีตภรรยาที่เลิกรากันมานานกว่า 6 ปี จำนวน 15 นัด น้องสาวอดีตภรรยาเข้ามาเห็นเหตุการณ์ จึงเข้าห้ามและโดนลูกหลงไปด้วย    เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวทันที พร้อมนำตัวมาสงบสติอารมณ์ที่สถานีตำรวจภูธร เพื่อดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของการก่อเหตุครั้งนี้ บริเวณที่ก่อเหตุเป็นร้านจำหน่ายพลุและดอกไม้เพลิง ตั้งอยู่หลังศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ   ขณะเกิดเหตุ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุทางอดีตภรรยาได้มาเสริมสวยที่ร้าน และจากนั้นได้เดินข้ามถนนเพื่อกลับเข้าบ้าน ขณะเดียวกันกับที่นายชูเกียรติขับรถมาจอดแล้วถือปืนตามเข้าไปในบ้าน จากนั้นได้ยินเสียงทะเลาะกันประมาณ 4-5 นาที และได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมติดต่อกันจำนวนหลายนัด    ตนออกมาดูเห็นนายหริ่งใช้ปืนจ่อยิงที่ศรีษะตนเอง แต่กระสุนถูกยิงออกไปจนหมดแล้ว จากนั้นนายชูเกียรติได้สติ หันกลับมาคว้าร่างไร้วิณญาณของอดีตภรรยาพร้อมร้องให้คร่ำครวญเหมือนคนบ้า ตนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เพราะรู้จักคุ้นเคยกับคนทั้งสองเป็นอย่างดี ทางฝ่ายอดีตสามีก็เป็นคนดี รักลูกรักภรรยา ไม่คิดว่าจะทำอย่างนี้   ทางตำรวจจะทำการตรวจภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง และรอให้ทางอดีตสามีหายเมาก่อน แล้วจะทำการสอบปากคำอีกครั้ง    รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/zxuHn9-h87A

 11,075
ข่าวภูมิภาค
13 ม.ค. 63

จับยกแก๊ง กำนันดังนครศรีฯ จ้างวานยิงถล่มเสี่ยอู่ซ่อมรถ ปมชู้สาว

ตรัง-จากเหตุคนร้าย 2 คน สวมไอ้โม่งยิงถล่ม นายธวัชชัย กลับขันท์ อายุ 53 ปี เจ้าของอู่ซ่อมยนต์ ชาว อ.รัษฎา จ.ตรัง จนเสียชีวิตคารถ ส่วนนางอำภา กลับขันท์ อายุ 54 ปี ภรรยา และนายสมชาย สนมน้อย ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับบาดเจ็บสาหัส   ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ยกแก๊ง รวม 7 คน ประกอบด้วย กำนันดังเจ้าของซุ้มมือปืน, มือปืน 2 คน, ผู้จ้างวาน 1 คน รวมทั้งผู้ร่วมทีมสังหารที่ทำหน้าที่ต่างๆ อีก 3 คน ทั้งนี้ยังมีมือปืนที่ร่วมทีมสังหารอีก 1 คน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจะขออนุมัติหมายจับเพิ่มต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพแล้ว 3 คน ส่วนที่เหลือยังให้การปฏิเสธ   จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ประเด็นสังหารมาจากผู้จ้างวานคือ นายจิราวุธ ศรีวิรัตน์ หรือโกยัง เข้าใจว่า ผู้ตายเป็นชู้กับภรรยาตนเอง จึงโกรธแค้น และมีการข่มขู่หมายเอาชีวิตมายาวนานแล้ว จนกระทั่งก่อนวันเกิดเหตุ ทางผู้จ้างวานทราบกำหนดการว่า ผู้ตายจะไปเป็นประธานงานสวดอภิธรรมศพของเพื่อนคนหนึ่ง และได้มีการเจรจาพูดคุยกับกำนันคนดัง ในฐานะเจ้าของซุ้มมือปืนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว   จึงรีบเตรียมการแผนสังหารภายในระยะเวลา 3 วัน ทั้งการนัดพบวางแผนร่วมกันของผู้ต้องหาทั้งหมด การชี้เป้า การนำดูเป้าหมายบ้านผู้ตาย และวันก่อเหตุยังมีคนไปเฝ้าประจำงานศพเพื่อแจ้งเบาะแสทีมสังหาร โดยมีรถยนต์กระบะนำมือปืน 2 คนไปดังซุ่มรอ และวนไปรับหลังก่อเหตุ   พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กล่าวแสดงความมั่นใจว่า จากพยานหลักฐานทั้งหมดจะสามารถเอาผิดผู้ต้องหา และผู้ร่วมขบวนการในคดีนี้ ได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน หรือหากมีผู้มีอิทธิพลเข้ามายุ่งเกี่ยวพัวพัน ก็พร้อมจะโอนคดีไปให้กองปราบปรามดำเนินการต่อในทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qoGLlbLaWLU

 5,478
อาชญากรรม
13 ม.ค. 63

จับยกแก๊ง กำนันดังนครศรีฯ จ้างวานยิงถล่มเสี่ยอู่ซ่อมรถ ปมชู้สาว

ตรัง-จากเหตุคนร้าย 2 คน สวมไอ้โม่งยิงถล่ม นายธวัชชัย กลับขันท์ อายุ 53 ปี เจ้าของอู่ซ่อมยนต์ ชาว อ.รัษฎา จ.ตรัง จนเสียชีวิตคารถ ส่วนนางอำภา กลับขันท์ อายุ 54 ปี ภรรยา และนายสมชาย สนมน้อย ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับบาดเจ็บสาหัส   ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ยกแก๊ง รวม 7 คน ประกอบด้วย กำนันดังเจ้าของซุ้มมือปืน, มือปืน 2 คน, ผู้จ้างวาน 1 คน รวมทั้งผู้ร่วมทีมสังหารที่ทำหน้าที่ต่างๆ อีก 3 คน ทั้งนี้ยังมีมือปืนที่ร่วมทีมสังหารอีก 1 คน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจะขออนุมัติหมายจับเพิ่มต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพแล้ว 3 คน ส่วนที่เหลือยังให้การปฏิเสธ   จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ประเด็นสังหารมาจากผู้จ้างวานคือ นายจิราวุธ ศรีวิรัตน์ หรือโกยัง เข้าใจว่า ผู้ตายเป็นชู้กับภรรยาตนเอง จึงโกรธแค้น และมีการข่มขู่หมายเอาชีวิตมายาวนานแล้ว จนกระทั่งก่อนวันเกิดเหตุ ทางผู้จ้างวานทราบกำหนดการว่า ผู้ตายจะไปเป็นประธานงานสวดอภิธรรมศพของเพื่อนคนหนึ่ง และได้มีการเจรจาพูดคุยกับกำนันคนดัง ในฐานะเจ้าของซุ้มมือปืนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว   จึงรีบเตรียมการแผนสังหารภายในระยะเวลา 3 วัน ทั้งการนัดพบวางแผนร่วมกันของผู้ต้องหาทั้งหมด การชี้เป้า การนำดูเป้าหมายบ้านผู้ตาย และวันก่อเหตุยังมีคนไปเฝ้าประจำงานศพเพื่อแจ้งเบาะแสทีมสังหาร โดยมีรถยนต์กระบะนำมือปืน 2 คนไปดังซุ่มรอ และวนไปรับหลังก่อเหตุ   พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กล่าวแสดงความมั่นใจว่า จากพยานหลักฐานทั้งหมดจะสามารถเอาผิดผู้ต้องหา และผู้ร่วมขบวนการในคดีนี้ ได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน หรือหากมีผู้มีอิทธิพลเข้ามายุ่งเกี่ยวพัวพัน ก็พร้อมจะโอนคดีไปให้กองปราบปรามดำเนินการต่อในทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qoGLlbLaWLU

 5,478
กีฬา
09 ม.ค. 63

ประเดิมสนามนัดแรก ไทยชนะบาห์เรนขาดลอย 5-0

เมื่อวานนี้ (8 ม.ค. 63) ทีมชาติไทยลงเตะกับทีมชาติบาห์เรนที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เป็นนัดแรกของกลุุ่ม A ในศึกชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี    เปิดฉากมา 2 พี่น้อง สุภโชคและศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ทำชิ่งกัน ศุภณัฏฐ์แต่งบอลนิดหน่อยแล้วยิงเสียบเข้าไป ทำไทยขึ้นนำ 1-0 ในครึ่งแรก ซึ่งในครึ่งแรกไทยเรามีโอกาสเยอะมาก ศุภณัฏฐ์มีโอกาสยิงลูก 2 หลายครั้ง สุดท้าย สุภโชค สารชาติ ชิงลูกที่ 2 หลอกซ้ายที ขวาที กดเสียบเสาแรกเข้าไป พาไทยนำไป 2-0   หลังจากนั้น ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ล่อเป้า แล้วยิงเข้าไปเน้นๆ กลายเป็น 3-0 มีการเปลี่ยตัวผู้เล่น เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ ถูกเปลี่ยตัวลงมา สัมผัสบอลแค่ไม่กี่ครั้ง เจริญศักดิ์ก็หาจังหวะยิงจนได้ ไทยนำไป 4-0 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ ลงเล่นเพียงประมาณ 10 นาที เก็บไปอีก 1 ลูก พาไทยชนะบาห์เรน 5-0 เก็บ 3 แต้มไปอย่างสวยงาม    โดยแทคติกของอากิระ นิชิโนะ ไม่มีอะไรมาก เขาบอกว่าพอขึ้นนำ ก็ให้ลูกทีมบุกเข้าไปอีกเรื่อยๆ อย่ากลัว แม้ว่าอีก 3 ทีมจะเหนือกว่าเราแต่ก็ไม่ต้องกลัว ทำให้ไทยชนะมาได้ในนัดแรกนี้    ส่วนอีกคู่นึง ออสเตรเลียเจอกับอิรัก จบเกมเสมอกัน 1-1 ทำให้ตารางคะแนนในกลุ่ม A ตอนนี้ ไทยนำเป็นจ่าฝูงอยู่ 3 แต้ม ถ้านัดต่อไปชนะออสเตรเลียวันเสาร์นี้ (11 ม.ค. 63) จะการันตีเข้ารอบ 8 ทีมทันที 

 338
อาชญากรรม
18 ธ.ค. 62

เร่งคลี่คลายปมคนร้ายควงอาก้ายิงถล่มเจ้าของอู่รถ 23 นัด ดับคาที่

ชุดสืบสวนสอบสวนภูธรภาค 9 เรียกประชุมด่วนชุดคลี่คลายคดียิงเจ้าของอู่ซ่อมรถในจังหวัดตรังอย่างอุกอาจ พร้อมสั่งไล่ล่า 2 คนร้าย และสอบสวนหามูลเหตุ     ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าอู่ธวัชชัยการช่าง อำเภอรัษฏา จังหวัดตรัง เห็นภาพขณะคนร้าย 2 คน ถือปืนอาก้า เดินเข้ามากราดยิงนายธวัชชัย กลับขันธ์ อายุ 53 ปี ขณะจอดรถเพื่อจะเข้าบ้าน กระสนุกว่า 10 นัด เข้าจุดสำคัญ ทั้งศีรษะ,หน้าอก,หน้าท้อง,หลัง จึงเสียชีวิตทันที ส่วนนางอำภา กลับขันธ์ อายุ 54 ปี ภรรยาผู้ตาย และนายสมชาย สนมน้อย ลูกจ้าง ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลรัษฎา ในที่เกิดเหตุพบว่าประตูฝั่งคนขับมีรอยกระสุน 19 รู และบริเวณโดยรอบรถยนต์ พบปลอกกระสุนปืนอาก้า 23 ปลอก    จากการสอบสวนพบว่า ผู้ตายได้ขับรถกระบะ 4 ประตู กลับมาจากงานศพด้วยกันทั้ง 3 คนคือ ผู้ตาย,ภรรยา และลูกจ้าง  เมื่อมาถึงหน้าบ้านนายสมชาย ซึ่งเป็นลูกจ้าง ได้ลงจากรถ เพื่อที่จะเปิดประตูรั้วให้ จังหวะนั้นคนร้าย 2 คน ได้เดินเข้ามาแล้วใช้ปืนกราดยิงเข้าใส่ทันที ส่วนนางอำภา ภรรยา และ นายสมชาย ลูกจ้าง ถูกลูกหลง ส่วนคนร้ายวิ่งหนีหายไปในความมืด   ล่าสุด พลตำรวจตรีถาวร แสงฤทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง บอกว่าปมขัดแย้งต่างๆ ต้องเก็บไว้ในทางสืบสวนก่อน เพราะอาจส่งจะกระทบต่อรูปคดี แต่ได้เร่งตรวจสอบและเก็บร่องรอยพยานหลักฐาน เก็บลายนิ้วมือแฝง ที่อาจจะสืบทราบไปถึงตัวผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ส่วนสาเหตุมูลเหตุนั้นจะสืบสวนในทางลึกอีกครั้ง และจะตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ และหาพยานหลักฐานมาดำเนินการต่อไป โดยจะพยายามเร่งติดตามตัวคนร้ายอย่างเต็มที่ เพียงแต่ต้องขอเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานอีกสักนิด   สำหรับร่างของนายธวัชชัย ถูกส่งไปชันสูตรอย่างละเอียด ที่ส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ส่วนอาการของภรรยาและลูกจ้าง ล่าสุดอาการพ้นขีดอันตราย แต่ยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

 1,658
อาชญากรรม
18 ธ.ค. 62

ผบก.ภ.จว.ตรัง สั่งเร่งไล่ล่าคนร้ายควงอาก้าซุ่มยิงถล่มเสี่ยอู่ซ่อมรถ ดับคารถ 1 เจ็บ 2 ราย

ผบก.ภ.จว.ตรัง สั่งเร่งไล่ล่าติดตาม 2 คนร้าย ใช้อาก้ายิงถล่มเสี่ยอู่ซ่อมรถดับคาที่ ส่วนภรรยาและลูกจ้าง ได้รับบาดเจ็บ พร้อมขอเวลาเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน มั่นใจคดีมีความคืบหน้าแน่ๆ     จากกรณีที่เมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธันวาคม 2562) สองมือปืนโหดได้ใช้อาวุธสงคราม ชนิดอาก้า ซุ่มดักรอยิงถล่มเสี่ยอู่ซ่อมรถดับคาที่ ส่วนภรรยาและลูกจ้าง ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ที่บริเวณหน้าอู่ธวัชชัยการช่าง ต.คลองปาง อ.รัษฎา จ.ตรัง ทำให้ นายธวัชชัย กลับขันธ์ อายุ 53 ปี โดนยิงด้วยอาวุธปืนจำนวนหลายสิบนัด เข้าจุดสำคัญทั้งศีรษะ หน้าอก หน้าท้อง แผ่นหลัง เสียชีวิตทันที ส่วน นางอำภา กลับขันธ์ อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นภรรยาผู้ตาย และนายสมชาย สนมน้อย ซึ่งเป็นลูกจ้าง ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ ทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลรัษฎา และล่าสุดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังคงรักษาตัวอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด   ขณะที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดตรัง เร่งเก็บรวบรวมพยานหลักฐานบริเวณเกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมทั้งตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีนั้น   ล่าสุด พล.ต.ต.ถาวร แสงฤทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง กล่าวว่า เบื้องต้นเรื่องความขัดแย้งอะไรต่างๆ คงต้องขอเก็บไว้ในทางสืบสวนก่อน เพราะอาจจะกระทบ แต่กำลังเร่งตรวจสอบและเก็บร่องรอยพยานหลักฐาน ที่อาจจะสืบทราบไปถึงตัวผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เบื้องต้นพบว่า คดีนี้มีคนร้ายถึง 2 คน และมีอาวุธปืนถึง 2 ชนิด พร้อมทั้งเก็บหลักฐานได้พอสมควร   หลังจากนี้ก็จะตรวจละเอียดอีก ทั้งภายในรถและบริเวณรอบนอก รวมทั้งไล่กล้องวงจรปิดต่างๆ ที่คนร้ายอาจจะผ่านมา ส่วนสาเหตุมูลเหตุนั้นจะสืบสวนในทางลึกอีกครั้ง และจะตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ และหาพยานหลักฐานมาดำเนินการต่อไป โดยจะพยายามเร่งติดตามตัวคนร้ายอย่างเต็มที่ เพียงแต่ต้องขอเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานอีกสักนิด

 2,275
ข่าวภูมิภาค
11 พ.ย. 62

'กำนันไข่' เผยปมโมโหถูกด่า โง่ให้ยืมเงิน 13 ล้าน ปรี๊ดแตกกราดยิงยกครัวดับ 3 ศพ

ชุมพร-จากเหตุการณ์ที่ กำนันไข่ หรือ นายสุนันท์ รามดร อายุ 65 ปี อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง บุกทวงหนี้กว่า 10 ล้าน จาก 2 แม่ลูกคือนางจินดา ทองพรหม อายุ 61 ปี และนางพรทิพย์ ทองพรหม อายุ 38 ปี ปากเสียงกันอย่างรุนแรงแล้วใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. จ่อยิงไม่ยั้งจนทั้งคู่เสียชีวิตคาที่ แล้วยังบุกเข้าไปในบ้านจ่อยิง ด.ญ.นัยปพร ภูวิชิต อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 ลูกสาวของนางพรทิพย์ ขณะนั่งกินข้าวอยู่ในครัวเพื่อเตรียมจะไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนในตัวเมืองชุมพร เสียชีวิต   ต่อมากำนันไข่ได้ระบุว่า ตนกับนางจินดาเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกันเหมือนญาติ ช่วงแรกๆ เคยมาหยิบยืมเงินครั้งละแสนสองแสนไปลงทุนทำสวนทุเรียน ตนก็ให้ไปไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งเมื่อปี 2557 นางจินดาและนางพรทิพย์ สองแม่ลูกได้มาอ้างชื่อบุคคลที่ 3 ชื่อว่า นางกนกวรรณ หรือนก ได้สามีอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา และสามีชาวต่างชาติได้เสียชีวิตลง จึงต้องการจะขายมรดกที่ดินมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เพื่อนำเงินกลับมาทำธุรกิจในประเทศไทย แต่เงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขายที่ดินไม่พอจึงขอยืมตนเพื่อนำไปให้กับนางกนกวรรณก่อน   โดยมีการโทรศัพท์โอนสายให้ตนพูดคุยกับนางกนกวรรณด้วย ตนก็เห็นว่าเขาจะขายที่ดินนำเงินกลับมาทำธุรกิจที่ประเทศไทย โดยครั้งแรกตนให้ยืม 2 แสนบาท จ่ายเงินสดผ่านให้กับนางจินดาโดยไม่ได้ทำสัญญาเงินกู้ยืมแต่อย่างใด เพราะเชื่อใจกัน จนกระทั่งครั้งต่อๆ มาทั้งสองแม่ลูกก็ยังมาอ้างปัญหาต่างๆ นานา และยังให้นางกนกวรรณโทรมาพูดคุยด้วยเกี่ยวกับความจำเป็นเรื่องการขายที่ดินในต่างประเทศที่ยังขายไม่ได้ และขอยืมเงินตนเรื่อยมา   ตนมีอาชีพทำสวนทุเรียนกว่า 30 ไร่ขายผลผลิตได้ปีละ 3-4 ล้านบาท ตลอดเวลา 5 ปี ทั้งสองแม่ลูกใช้วิธีพูดจาหว่านล้อมตน และยังอ้างตัวละครที่ชื่อนางกนกวรรณ หรือนก ให้โทรมาอ้อนวอนตนเกี่ยวกับการขอยืมเงิน พร้อมทั้งอ้างปัญหาสารพัด ซึ่งตนเป็นคนขี้สงสาร ก็ให้ยืมครั้งละ 1 แสนบ้าง 2 แสนบ้าง เมื่อนับรวมแล้วประมาณ 13 ล้านบาท   ระยะหลังๆ ตนเริ่มสงสัยและรู้สึกแปลกใจว่าทุกครั้งที่ตนขายทุเรียนได้ครั้งละ 3-4 ล้านบาท ทำไมคนชื่อนางกนกวรรณ ซึ่งอยู่ต่างประเทศจึงรู้และได้โทรมาอ้อนวอนขอยืมเงินตนตลอด ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยเห็นหน้าและรู้จักมาก่อน และตนก็ใจอ่อนให้ยืมโดยนำเงินสดไปมอบให้กับนางจินดาเพื่อโอนไปให้ทุกครั้ง จึงมาคิดว่าตนคงถูกหลอก และนางกนกวรรณก็น่าจะไม่ได้มีสามีอยู่ต่างประเทศแน่นอน จึงไปทวงหนี้กับนางจินดาอยู่หลายครั้ง แต่ถูกบ่ายเบี่ยงต่างๆ นานาเรื่อยมา   จนกระทั่ง 2 วันก่อนเกิดเหตุ นางจินดาบอกว่า นางกนกวรรณจะโอนเงินทั้งหมดประมาณ 10 ล้านบาทมาให้นางจินดาเพื่อคืนให้กับตน แต่ก็ไม่มีการโอนมาให้แต่อย่างใด จนกระทั่งวันเกิดเหตุตนบุกไปทวงถึงบ้านแล้วเกิดมีปากเสียงกัน แถมยังถูกด่าว่า “อยากโง่เองไปให้เขายืมทำไม และถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา” ตนโมโหสุดขีดจึงชักปืนยิงไม่ยั้งโดยไม่ได้คิดว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก เพราะความรู้สึกตอนนั้นอะไรขวางหน้ายิงหมด หลังเกิดเหตุได้สติจึงตัดสินใจเข้ามอบตัวที่ สภ.เมืองชุมพร ดังกล่าว   ล่าสุดตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่กำนันไข่ ฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา, พยายามฆ่าผู้อื่น, พกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nqD4NzdhAWY

 9,715
อาชญากรรม
11 พ.ย. 62

'กำนันไข่' เผยปมโมโหถูกด่า โง่ให้ยืมเงิน 13 ล้าน ปรี๊ดแตกกราดยิงยกครัวดับ 3 ศพ

ชุมพร-จากเหตุการณ์ที่ กำนันไข่ หรือ นายสุนันท์ รามดร อายุ 65 ปี อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง บุกทวงหนี้กว่า 10 ล้าน จาก 2 แม่ลูกคือนางจินดา ทองพรหม อายุ 61 ปี และนางพรทิพย์ ทองพรหม อายุ 38 ปี ปากเสียงกันอย่างรุนแรงแล้วใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. จ่อยิงไม่ยั้งจนทั้งคู่เสียชีวิตคาที่ แล้วยังบุกเข้าไปในบ้านจ่อยิง ด.ญ.นัยปพร ภูวิชิต อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 ลูกสาวของนางพรทิพย์ ขณะนั่งกินข้าวอยู่ในครัวเพื่อเตรียมจะไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนในตัวเมืองชุมพร เสียชีวิต   ต่อมากำนันไข่ได้ระบุว่า ตนกับนางจินดาเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกันเหมือนญาติ ช่วงแรกๆ เคยมาหยิบยืมเงินครั้งละแสนสองแสนไปลงทุนทำสวนทุเรียน ตนก็ให้ไปไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งเมื่อปี 2557 นางจินดาและนางพรทิพย์ สองแม่ลูกได้มาอ้างชื่อบุคคลที่ 3 ชื่อว่า นางกนกวรรณ หรือนก ได้สามีอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา และสามีชาวต่างชาติได้เสียชีวิตลง จึงต้องการจะขายมรดกที่ดินมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เพื่อนำเงินกลับมาทำธุรกิจในประเทศไทย แต่เงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขายที่ดินไม่พอจึงขอยืมตนเพื่อนำไปให้กับนางกนกวรรณก่อน   โดยมีการโทรศัพท์โอนสายให้ตนพูดคุยกับนางกนกวรรณด้วย ตนก็เห็นว่าเขาจะขายที่ดินนำเงินกลับมาทำธุรกิจที่ประเทศไทย โดยครั้งแรกตนให้ยืม 2 แสนบาท จ่ายเงินสดผ่านให้กับนางจินดาโดยไม่ได้ทำสัญญาเงินกู้ยืมแต่อย่างใด เพราะเชื่อใจกัน จนกระทั่งครั้งต่อๆ มาทั้งสองแม่ลูกก็ยังมาอ้างปัญหาต่างๆ นานา และยังให้นางกนกวรรณโทรมาพูดคุยด้วยเกี่ยวกับความจำเป็นเรื่องการขายที่ดินในต่างประเทศที่ยังขายไม่ได้ และขอยืมเงินตนเรื่อยมา   ตนมีอาชีพทำสวนทุเรียนกว่า 30 ไร่ขายผลผลิตได้ปีละ 3-4 ล้านบาท ตลอดเวลา 5 ปี ทั้งสองแม่ลูกใช้วิธีพูดจาหว่านล้อมตน และยังอ้างตัวละครที่ชื่อนางกนกวรรณ หรือนก ให้โทรมาอ้อนวอนตนเกี่ยวกับการขอยืมเงิน พร้อมทั้งอ้างปัญหาสารพัด ซึ่งตนเป็นคนขี้สงสาร ก็ให้ยืมครั้งละ 1 แสนบ้าง 2 แสนบ้าง เมื่อนับรวมแล้วประมาณ 13 ล้านบาท   ระยะหลังๆ ตนเริ่มสงสัยและรู้สึกแปลกใจว่าทุกครั้งที่ตนขายทุเรียนได้ครั้งละ 3-4 ล้านบาท ทำไมคนชื่อนางกนกวรรณ ซึ่งอยู่ต่างประเทศจึงรู้และได้โทรมาอ้อนวอนขอยืมเงินตนตลอด ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยเห็นหน้าและรู้จักมาก่อน และตนก็ใจอ่อนให้ยืมโดยนำเงินสดไปมอบให้กับนางจินดาเพื่อโอนไปให้ทุกครั้ง จึงมาคิดว่าตนคงถูกหลอก และนางกนกวรรณก็น่าจะไม่ได้มีสามีอยู่ต่างประเทศแน่นอน จึงไปทวงหนี้กับนางจินดาอยู่หลายครั้ง แต่ถูกบ่ายเบี่ยงต่างๆ นานาเรื่อยมา   จนกระทั่ง 2 วันก่อนเกิดเหตุ นางจินดาบอกว่า นางกนกวรรณจะโอนเงินทั้งหมดประมาณ 10 ล้านบาทมาให้นางจินดาเพื่อคืนให้กับตน แต่ก็ไม่มีการโอนมาให้แต่อย่างใด จนกระทั่งวันเกิดเหตุตนบุกไปทวงถึงบ้านแล้วเกิดมีปากเสียงกัน แถมยังถูกด่าว่า “อยากโง่เองไปให้เขายืมทำไม และถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา” ตนโมโหสุดขีดจึงชักปืนยิงไม่ยั้งโดยไม่ได้คิดว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก เพราะความรู้สึกตอนนั้นอะไรขวางหน้ายิงหมด หลังเกิดเหตุได้สติจึงตัดสินใจเข้ามอบตัวที่ สภ.เมืองชุมพร ดังกล่าว   ล่าสุดตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่กำนันไข่ ฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา, พยายามฆ่าผู้อื่น, พกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nqD4NzdhAWY

 9,715
ข่าวภูมิภาค
11 พ.ย. 62

เผยปมยิงถล่มบ้าน ลูกหลงโดน ด.ญ.วัย 14 ดับ ชนวนเหตุทะเลาะ แค่เรื่องหมา

นครศรีธรรมราช-เกิดเหตุคนร้ายบุกยิงถล่มใน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 8 พ.ย.62 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ ด.ญ.ศศิประภา ยี่สุ่นแซม อายุ 14 ปี นอนอยู่ในบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะเสียชีวิตที่ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช   นายวิชัย ยี่สุ่นแซม อายุ 39 ปี พ่อของ ด.ญ.ศศิประภา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย.62 ตนได้ไปนั่งดื่มน้ำหวานที่ร้านค้า แล้วนายอนุศักดิ์ แดงเดช อายุ 27 ปี ผู้ก่อเหตุยิงถล่มบ้าน ได้หยิบแก้วน้ำหวานของตนไปเทให้สุนัขกิน ตนจึงด่าทอ ทำให้นายอนุศักดิ์ไม่พอใจ   นายวิชัยกล่าวว่า ก่อนจะมีปากเสียงทะเลาะกัน และตนได้เตะนายอนุศักดิ์ไป 1 ครั้ง นอกจากนี้ไม่เคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อน และที่รู้จักกันมาก็มีการพูดหยอกล่อกันเป็นประจำ ไม่คิดว่าจะเป็นชนวนที่ร้ายแรงขนาดนี้   ขณะที่ญาติผู้ตายระบุจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะด.ญ.ศศิประภานั้นไม่ได้รู้เรื่องถึงปัญหาใดๆ ถ้าเรียกร้องให้กลุ่มคนร้ายที่มาก่อเหตุได้ขอให้ลงโทษประหารชีวิต และทางครอบครัวญาติพี่น้องเสียใจเป็นอย่างมากที่น้องมาเสียชีวิตด้วยเหตุดังกล่าว ส่วนตำรวจได้แจ้งมาว่า จริงๆ แล้วคนร้ายที่มาก่อเหตุมี 5 คน จับกุมตัวได้แล้ว 3 คน รวมทั้งนายอนุศักดิ์ต้นเรื่อง และขอขอบคุณที่มาช่วยเหลืออย่างเต็มที่   สำหรับความคืบหน้าทางคดีล่าสุด ตำรวจได้ขออนุมัติหมายจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว 5 ราย จับมาได้แล้ว 3 ราย และได้ให้การเป็นประโยชน์ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลและติดตามหัวโจกในการก่อเหตุคนสำคัญ ขณะที่พยานหลักฐานมีความสมบูรณ์ค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งขอเวลาในการดำเนินการ อีกวัน 2 วันนี้จะมีความชัดเจนทั้งหมด   อย่างไรก็ตามมีรายงานเพิ่มเติมว่ากลุ่มคนร้ายทั้ง 5 รายนั้นเป็นกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ทั้งหมดอยู่ในท้องที่หมู่ 4 ต.ปากพูน อเมือง จ.นครศรีธรรมราช บางคนมีหมายจับคดีอาญาติดตัว และเป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยมีข้อสันนิษฐานว่าในการก่อเหตุอาจอยู่ในระหว่างเมายาเสพติจึงมีพฤติกรรมก่อเหตุแบบบ้าระห่ำ โดยใช้อาวุธปืนยิงถล่มแบบสุ่มไปทั่วมากกว่า 30 นัด จากปืนอย่างน้อย 4 กระบอก ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดคาดว่าสามารถจับกุมได้ทั้งทีมใน 1-2 วันนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SfuuDrcBzAE

 4,141
อาชญากรรม
11 พ.ย. 62

เผยปมยิงถล่มบ้าน ลูกหลงโดน ด.ญ.วัย 14 ดับ ชนวนเหตุทะเลาะ แค่เรื่องหมา

นครศรีธรรมราช-เกิดเหตุคนร้ายบุกยิงถล่มใน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 8 พ.ย.62 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ ด.ญ.ศศิประภา ยี่สุ่นแซม อายุ 14 ปี นอนอยู่ในบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะเสียชีวิตที่ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช   นายวิชัย ยี่สุ่นแซม อายุ 39 ปี พ่อของ ด.ญ.ศศิประภา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย.62 ตนได้ไปนั่งดื่มน้ำหวานที่ร้านค้า แล้วนายอนุศักดิ์ แดงเดช อายุ 27 ปี ผู้ก่อเหตุยิงถล่มบ้าน ได้หยิบแก้วน้ำหวานของตนไปเทให้สุนัขกิน ตนจึงด่าทอ ทำให้นายอนุศักดิ์ไม่พอใจ   นายวิชัยกล่าวว่า ก่อนจะมีปากเสียงทะเลาะกัน และตนได้เตะนายอนุศักดิ์ไป 1 ครั้ง นอกจากนี้ไม่เคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อน และที่รู้จักกันมาก็มีการพูดหยอกล่อกันเป็นประจำ ไม่คิดว่าจะเป็นชนวนที่ร้ายแรงขนาดนี้   ขณะที่ญาติผู้ตายระบุจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะด.ญ.ศศิประภานั้นไม่ได้รู้เรื่องถึงปัญหาใดๆ ถ้าเรียกร้องให้กลุ่มคนร้ายที่มาก่อเหตุได้ขอให้ลงโทษประหารชีวิต และทางครอบครัวญาติพี่น้องเสียใจเป็นอย่างมากที่น้องมาเสียชีวิตด้วยเหตุดังกล่าว ส่วนตำรวจได้แจ้งมาว่า จริงๆ แล้วคนร้ายที่มาก่อเหตุมี 5 คน จับกุมตัวได้แล้ว 3 คน รวมทั้งนายอนุศักดิ์ต้นเรื่อง และขอขอบคุณที่มาช่วยเหลืออย่างเต็มที่   สำหรับความคืบหน้าทางคดีล่าสุด ตำรวจได้ขออนุมัติหมายจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว 5 ราย จับมาได้แล้ว 3 ราย และได้ให้การเป็นประโยชน์ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลและติดตามหัวโจกในการก่อเหตุคนสำคัญ ขณะที่พยานหลักฐานมีความสมบูรณ์ค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งขอเวลาในการดำเนินการ อีกวัน 2 วันนี้จะมีความชัดเจนทั้งหมด   อย่างไรก็ตามมีรายงานเพิ่มเติมว่ากลุ่มคนร้ายทั้ง 5 รายนั้นเป็นกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ทั้งหมดอยู่ในท้องที่หมู่ 4 ต.ปากพูน อเมือง จ.นครศรีธรรมราช บางคนมีหมายจับคดีอาญาติดตัว และเป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยมีข้อสันนิษฐานว่าในการก่อเหตุอาจอยู่ในระหว่างเมายาเสพติจึงมีพฤติกรรมก่อเหตุแบบบ้าระห่ำ โดยใช้อาวุธปืนยิงถล่มแบบสุ่มไปทั่วมากกว่า 30 นัด จากปืนอย่างน้อย 4 กระบอก ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดคาดว่าสามารถจับกุมได้ทั้งทีมใน 1-2 วันนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SfuuDrcBzAE

 4,141
ข่าวภูมิภาค
07 พ.ย. 62

ประณามเหตุบุกยิงถล่มป้อม ชรบ.ยะลา ดับ 15 ศพ ผู้รอดชีวิตเล่าเพื่อนถูกยิงตายต่อหน้า สิ้นเสียงปืนต้องแกล้งตาย

ยะลา-จากกรณีที่เกิดเหตุคนร้ายไม่ต่ำกว่า 10 คน พร้อมอาวุธปืนสงคราม ยิงใส่ป้อมจุดตรวจของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) หมู่ 5 บ้านตะวันออก ต.ลำพะยา อ.เมือง เป็นเหตุให้มี ชรบ.เสียชีวิต 15 ราย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 5 พ.ย.62 ที่ผ่านมา   ต่อมาพลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา และเจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยเข้าตรวจสอบบริเวณสวนกล้วยกด้านข้างป้อมจุดตรวจที่เกิดเหตุ พบกระสุนปืนขนาด 5.56 และกระสุนปืนอาก้า ซึ่งคาดว่าเป็นของกลุ่มคนร้าย ตกอยู่เป็นจำนวนมาก   นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังพบกองเลือด แมกกาซีนปืน สายสะพายปืน รวมทั้งผ้าพันคอ ของกลุ่มคนร้ายตกอยู่ จึงให้ได้เจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐาน เก็บดีเอ็นเอ และได้ให้ชุดสุนัขสงครามของเจ้าหน้าที่ทหาร ติดตามรอยเลือดของกลุ่มคนร้าย ซึ่งเบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะมีคนร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ยิงปะทะในครั้งนี้ 1-2 ราย เนื่องจากพบกองเลือดจำนวนมาก     จากนั้นพลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาค 4 ได้เดินทางมาตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุ  สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามกลุ่มคนร้ายที่หลบหนี มาดำเนินคดี และให้เร่งตรวจสอบดีเอ็นเอที่ได้จากเลือดของคนร้าย รวมทั้งได้สั่งการให้ดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ราย และที่บาดเจ็บ 5 ราย   เชื่อว่าฝ่ายคนร้ายเข้ากระทำการเพื่อสร้างภาพข่าวให้คนไทยตกใจทั้งประเทศ ทั้งที่ฝ่ายกลุ่มคนร้ายเองปฎิบัติการแล้วรีบถอยอย่างรวดเร็ว มีการบาดเจ็บ เนื่องจากพบกองเลือด กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ปฎิบัติการเพื่อต้องการภาพข่าวเท่านั้น กลุ่มคนร้ายไม่ได้มีจำนวนมาก ที่เจ้าหน้าที่จะต้องติดตามต่อไป   มีรายงานจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของนายฮูไบดีละห์ รอมือลี แกนนำก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.ยะหา อ.กาบัง และนายอหมัด ตืองะ แกนนำก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ต.ลำใหม่ ต.ลิดล ต.เปาะเส้ง อ.เมือง นำกำลังเด็กวัยรุ่นในพื้นที่ร่วมปฎิบัติการ ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นการปฎิบัติการตอบโต้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ หลังจากเจ้าหน้าที่ได้วิสามัญคนร้าย 2 ศพ ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา   ด้านลูกสาวผู้เสียชีวิต ที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปพร้อมกันในเหตุการณ์นี้ ระบุเสียใจกับการสูญเสียในครั้งนี้ แต่ก็ดีใจที่พ่อกับแม่ได้เสียสละทำหน้าที่อย่างที่ดีที่สุดแล้ว เพราะคนที่รอดชีวิตมาได้นั้นเล่าว่า พ่อได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายจนกระสุนปืนหมด ก่อนที่จะถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต   ขณะที่นายณรงฤทธิ์ สิทธิพันธ์ หนึ่งในผู้รอดชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ได้เล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุการณ์นั้น ได้ยินแต่เสียงอาวุธปืนที่กลุ่มคนร้ายยิงเข้ามารอบทิศ ทุกคนในป้อม ชรบ.ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายที่อยู่บริเวณภายนอก จนกระสุนปืนทุกกระบอกหมด คนร้ายก็ยังระดมยิง และปาระเบิด ยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่ จนมีผู้เสียชีวิตในป้อมจำนวนมาก แต่คนร้ายก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะพากันหลบหนีไป   ด้านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการ ศอ.บต.เข้าไปดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ส่วนมาตราการเข้มข้นในการรักษาดูแลความสงบในพื้นที่มีอยู่แล้ว แต่อาจมีจุดอ่อนในการอยู่ร่วมกันและตั้งฐาน   ดังนั้นทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียหลายเรื่อง และยินดีที่จะให้มีการพูดคุยกับอีกในฐานะผู้อำนวยความสะดวกพูดคุยสันติสุข ส่วนข้อสังเกตว่าผู้ก่อเหตุ เปลี่ยนเป้าหมายจากลอบทำร้ายตำรวจทหาร เป็น ชรบ.นั้น นายกฯมองว่าจุดใดที่เป็นจุดอ่อนที่มีความเสี่ยงสูง จุดนั้นไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น ซึ่งอยู่ที่การจะเพิ่มมาตราการป้องกันดูแลตัวเองได้อย่างไร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/W0UbIgMdLeQ  

 2,387
อาชญากรรม
07 พ.ย. 62

ประณามเหตุบุกยิงถล่มป้อม ชรบ.ยะลา ดับ 15 ศพ ผู้รอดชีวิตเล่าเพื่อนถูกยิงตายต่อหน้า สิ้นเสียงปืนต้องแกล้งตาย

ยะลา-จากกรณีที่เกิดเหตุคนร้ายไม่ต่ำกว่า 10 คน พร้อมอาวุธปืนสงคราม ยิงใส่ป้อมจุดตรวจของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) หมู่ 5 บ้านตะวันออก ต.ลำพะยา อ.เมือง เป็นเหตุให้มี ชรบ.เสียชีวิต 15 ราย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 5 พ.ย.62 ที่ผ่านมา   ต่อมาพลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา และเจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยเข้าตรวจสอบบริเวณสวนกล้วยกด้านข้างป้อมจุดตรวจที่เกิดเหตุ พบกระสุนปืนขนาด 5.56 และกระสุนปืนอาก้า ซึ่งคาดว่าเป็นของกลุ่มคนร้าย ตกอยู่เป็นจำนวนมาก   นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังพบกองเลือด แมกกาซีนปืน สายสะพายปืน รวมทั้งผ้าพันคอ ของกลุ่มคนร้ายตกอยู่ จึงให้ได้เจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐาน เก็บดีเอ็นเอ และได้ให้ชุดสุนัขสงครามของเจ้าหน้าที่ทหาร ติดตามรอยเลือดของกลุ่มคนร้าย ซึ่งเบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะมีคนร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ยิงปะทะในครั้งนี้ 1-2 ราย เนื่องจากพบกองเลือดจำนวนมาก     จากนั้นพลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาค 4 ได้เดินทางมาตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุ  สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามกลุ่มคนร้ายที่หลบหนี มาดำเนินคดี และให้เร่งตรวจสอบดีเอ็นเอที่ได้จากเลือดของคนร้าย รวมทั้งได้สั่งการให้ดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ราย และที่บาดเจ็บ 5 ราย   เชื่อว่าฝ่ายคนร้ายเข้ากระทำการเพื่อสร้างภาพข่าวให้คนไทยตกใจทั้งประเทศ ทั้งที่ฝ่ายกลุ่มคนร้ายเองปฎิบัติการแล้วรีบถอยอย่างรวดเร็ว มีการบาดเจ็บ เนื่องจากพบกองเลือด กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ปฎิบัติการเพื่อต้องการภาพข่าวเท่านั้น กลุ่มคนร้ายไม่ได้มีจำนวนมาก ที่เจ้าหน้าที่จะต้องติดตามต่อไป   มีรายงานจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของนายฮูไบดีละห์ รอมือลี แกนนำก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.ยะหา อ.กาบัง และนายอหมัด ตืองะ แกนนำก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ต.ลำใหม่ ต.ลิดล ต.เปาะเส้ง อ.เมือง นำกำลังเด็กวัยรุ่นในพื้นที่ร่วมปฎิบัติการ ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นการปฎิบัติการตอบโต้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ หลังจากเจ้าหน้าที่ได้วิสามัญคนร้าย 2 ศพ ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา   ด้านลูกสาวผู้เสียชีวิต ที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปพร้อมกันในเหตุการณ์นี้ ระบุเสียใจกับการสูญเสียในครั้งนี้ แต่ก็ดีใจที่พ่อกับแม่ได้เสียสละทำหน้าที่อย่างที่ดีที่สุดแล้ว เพราะคนที่รอดชีวิตมาได้นั้นเล่าว่า พ่อได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายจนกระสุนปืนหมด ก่อนที่จะถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต   ขณะที่นายณรงฤทธิ์ สิทธิพันธ์ หนึ่งในผู้รอดชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ได้เล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุการณ์นั้น ได้ยินแต่เสียงอาวุธปืนที่กลุ่มคนร้ายยิงเข้ามารอบทิศ ทุกคนในป้อม ชรบ.ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายที่อยู่บริเวณภายนอก จนกระสุนปืนทุกกระบอกหมด คนร้ายก็ยังระดมยิง และปาระเบิด ยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่ จนมีผู้เสียชีวิตในป้อมจำนวนมาก แต่คนร้ายก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะพากันหลบหนีไป   ด้านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการ ศอ.บต.เข้าไปดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ส่วนมาตราการเข้มข้นในการรักษาดูแลความสงบในพื้นที่มีอยู่แล้ว แต่อาจมีจุดอ่อนในการอยู่ร่วมกันและตั้งฐาน   ดังนั้นทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียหลายเรื่อง และยินดีที่จะให้มีการพูดคุยกับอีกในฐานะผู้อำนวยความสะดวกพูดคุยสันติสุข ส่วนข้อสังเกตว่าผู้ก่อเหตุ เปลี่ยนเป้าหมายจากลอบทำร้ายตำรวจทหาร เป็น ชรบ.นั้น นายกฯมองว่าจุดใดที่เป็นจุดอ่อนที่มีความเสี่ยงสูง จุดนั้นไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น ซึ่งอยู่ที่การจะเพิ่มมาตราการป้องกันดูแลตัวเองได้อย่างไร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/W0UbIgMdLeQ  

 2,387
สังคม
07 พ.ย. 62

แม่ทัพภาค 4 สั่งล่าโจรใต้ถล่ม ชรบ.ลำพะยา ดับ 15 ศพ

จากกรณี พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาค 4 ได้เดินทางมาตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุ โดยแม่ทัพภาค 4 พร้อมด้วย พลตรีอาคม พรหมพงศ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา พลตำรวจตรีตรีปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พร้อมด้วย พลตำรวจตรีปราบพาล มีมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยแม่ทัพภาค 4 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามกลุ่มคนร้ายที่หลบหนี มาดำเนินคดี และให้เร่งตรวจสอบดีเอ็นเอที่ได้จากเลือดของคนร้าย รวมทั้งได้สั่งการให้ดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ราย และที่บาดเจ็บ 5 ราย   พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาค 4 เปิดเผยว่า ตนเองต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของพี่น้อง ชรบ. ที่เสียชีวิตทุกท่าน ชรบ.คือพี่น้องประชาชนที่เสียสละ ประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้าน ที่ว่างเว้นจากการทำงานมาช่วยกันดูแลพื้นที่ ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาเราต้องสูญเสียพี่น้องไปถึง 15 ท่าน ตนเองรู้สึกเสียใจ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีความเป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา ได้สั่งการให้เยียวยาผู้เสียชีวิตทุกท่าน และการติดตามบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ ที่ผ่านมาหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านสีขาว ไม่มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องประชาชนของเราต้องออกมาต่อต้านกลุ่มบุคคลภายนอกประเทศ ภายในประเทศ ที่ก่อเหตุรุนแรงทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เหตุการณ์ในครั้งนี้มีผู้หญิงเสียชีวิต 3 ราย ที่ไม่มีอาวุธ และถูกกลุ่มคนร้ายยิงอย่างโหดเหี้ยม   ทางกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ประสานภาคประชาสังคมในการปลุกพี่น้องประชาชน 290 ตำบล ประชาชนกว่า 2 ล้านคน ต้องออกมาต่อต้านเหตุการณ์เหล่านี้ได้แล้ว ที่ผ่านมากลุ่มคนร้ายก็ถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ไลล่าอยู่ บังคับใช้กฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องประชาชนจะต้องออกมาปฎิเสธคนนอกประเทศที่สั่งการ หรือคนในประเทศที่สั่งมา รวมทั้งการปรับแผน หน่วยที่อ่อนแอ เช่นกลุ่ม ชรบ.อรบ. ชาวบ้านที่อ่อนแอ ไม่มีอาวุธ ฝ่ายคนร้ายเข้ากระทำการเพื่อสร้างภาพข่าวให้คนไทยตกใจทั้งประเทศ ทั้งที่ฝ่ายกลุ่มคนร้ายเองปฎิบัติการแล้วรีบถอยอย่างรวดเร็ว มีการบาดเจ็บ เนื่องจากพบกองเลือด กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ปฏิบัติการเพื่อต้องการภาพข่าวเท่านั้น กลุ่มคนร้ายไม่ได้มีจำนวนมาก ที่เจ้าหน้าที่จะต้องติดตามต่อไป   “คนร้ายต้องการเพียงภาพข่าว ต้องการเท่านี้ เพราะกำลังฝ่ายคนร้ายไม่เยอะ ตนต้องขอความร่วมมือพี่น้องในพื้นที่ ขณะนี้ได้ให้กำลังจรยุทธเข้าพื้นที่หมดแล้ว รวมทั้งพี่น้องประชาชนช่วยกันสกรีนคน ใครเข้า-ออกหมู่บ้าน ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่ก็ยังมีช่องว่าง จึงต้องมีการปรับแผนใหม่ เป็นจรยุทธ จะอยู่ประจำป้อม ประจำฐานไม่ได้แล้ว จะต้องมีการปรับแผนพอสมควร” มทภ 4 กล่าว   พลโทพรศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการสั่งการจากกลุ่มคนร้ายนอกประเทศ นั้น จากภาพข่าวก็เห็น ที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกันอยู่ ตามแนวชายแดนก็มีความเข้มงวดอยู่ตลอด ทีมพูดคุยก็เดินหน้าพูดคุยไป แต่ทีมกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม ที่มีการสั่งการในพื้นที่ ก็มีอยู่ไม่มาก ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ต้องบังคับใช้กฎหมายพิเศษ  

 200

Top