ค้นหา :

ผลการค้นหา "โรงพยาบาลขอนแก่น"

สังคม-อาชญากรรม
09 ธ.ค. 61

ญาติไม่ติดใจแล้วเหตุบุรุษพยาบาลทำร้ายผู้ป่วย หลังเจ้าตัวย่องเงียบขอโทษ-แจงเหตุการณ์

จากกรณีนางสาว ศรินทิพย์ อิ่มใจ อายุ 45 ปี ลูกบุญธรรมของนายพินันท์ ประเคนทอง อายุ 65 ปี ชาว อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วด้วยอาการของโรคเนื้องอกในสมองเมื่อวันที่ 28 พ.ย.2561 เข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ว่าอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนเอาผิดตามกฎหมาย กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ชกใบหน้านายพินันท์ ขณะเข้ารับการรักษาภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลดังกล่าวเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 พ.ย.2561 ต่อเนื่องวันที่ 29 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา   หลังพบภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลภายในห้องฉุกเฉิน เป็นภาพที่มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นบุรุษพยาบาลเดินเข้ามาหาผู้ป่วย และใช้มือยื่นมาที่ใบหน้าลักษณะเหมือนทำร้ายร่างกายผู้ป่วย ก่อนจะบังคับให้ผู้ป่วยนอนลงและชี้หน้าผู้ป่วยลักษณะเหมือนด่าทอ ต่อมาลูกบุญธรรมของผู้ป่วยติดใจบาดแผลที่ใบหน้าของผู้ป่วย มีรอยเย็บ และรอยช้ำที่ตา ด้ายซ้ายลักษณะเหมือนถูกชก จึงได้สอบถามไปยังโรงพยาบาล ได้รับคำชี้แจงครั้งแรกว่า ผู้ป่วยหกล้มหัวไปฟาดกับของแข็งแตกจนได้รับบาดเจ็บต้องใช้เข็มเย็บแผล แต่ต่อมาโรงพยาบาลเปลี่ยนคำชี้แจงอีกว่าเป็นการตกเตียงของผู้ป่วยเอง พร้อมทั้งให้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นภาพเล็ก กระทั่งญาติผู้ป่วยพบว่าตกเตียงจริง แต่พบพฤติกรรมของบุรุษพยาบาลเข้าไปหาผู้ป่วยทำลักษณะเหมือนชกที่ใบหน้าผู้ป่วย 1 ครั้ง และผลักตัวผู้ป่วยลงพร้อมกับชี้นิ้วและพูดบางอย่างเหมือนด่าทอผู้ป่วย   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.ศรินทิพย์ ได้ส่งคลิปบุรุษพยาบาลที่อยู่ในคลิปที่เดินทางเข้าพบญาติหลังจากผู้สื่อข่าวกลับไปหมดแล้ว โดยเป็นคลิปนั่งพูดคุยกันระหว่างญาติผู้ป่วยกับทางบุรุษพยาบาล โดยมีพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ร่วมรับฟังด้วย โดยบุรุษพยาบาลชี้แจงว่า ไม่ได้ทำร้ายผู้ป่วย แต่พบเห็นผู้ป่วยใช้แขนข้างซ้ายดิ้นจนเชือกที่ผูกเอาไว้หลุดออก ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับเอามือไปแกะผ้าพันแผลที่ศีรษะออก จึงเดินเข้าไปเพื่อจะคว้ามือผู้ป่วยไม่ให้แกะ แต่จังหวะที่กำลังคว้านั้น ผู้ป่วยเอามือออกก่อน ทำให้จับมือไม่โดน และผู้ป่วยก็นอนลงเอง ก่อนที่จะบอกกับผู้ป่วยว่า นอนนิ่ง ๆ เดี๋ยวจะตกเตียง พร้อมทั้งผูกเชือกมัดมือผู้ป่วยไว้กับเตียงให้แน่นอีกครั้ง พร้อมอธิบายกับกิริยาที่กระทำลงไป หากไม่เหมาะสมตนเองก็รู้สึกเสียใจที่ทำให้ญาติรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมกับแสดงท่าทางที่กระทำในวันนั้นให้ญาติดู ซึ่งยืนยันว่าจับมือผู้ป่วยไม่โดน   น.ส.ศรินทิพย์ กล่าวว่า หลังจากที่มีการร่วมกันตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดร่วมกันทุกฝ่าย แต่บุรุษพยาบาลในคลิปไม่ได้เดินทางมาร่วมด้วย แต่เดินทางมาพบญาติภายหลังจากที่สื่อมวลชนไป ซึ่งทางบุรุษพยาบาลได้เข้ามาเจรจากับญาติ ยอมรับและขอโทษ ว่าปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วยท่าทางไม่เหมาะสม และค่อนข้างรุนแรง ซึ่งหลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับตัวบุรุษพยาบาลแล้ว ทำให้ญาติรู้สึกพอใจ รวมทั้งได้ดูคลิปวงจรปิดอย่างละเอียดหลายรอบ ทำให้ญาติเชื่อได้ว่า พ่อไม่ได้ถูกทำร้าย เพราะก่อนหน้านี้ได้ดูเพียงแค่รอบเดียว และไม่สามารถบันทึกภาพกลับไปได้เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้ถ่ายบันทึกภาพไป พร้อมทั้งคำพูดของทางโรงพยาบาลทุกครั้งที่โทรมาชี้แจงพูดไม่เหมือนกันสักครั้งทำให้ตนเองรู้สึกสับสนว่าสิ่งใดคือความจริง จนตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรม   หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมาก็ถือว่าสบายใจขึ้นมาส่วนหนึ่ง ที่ทางโรงพยาบาลยอมรับว่าเกิดจากความบกพร่องในการดูแลผู้ป่วย ปล่อยให้ผู้ป่วยตกเตียง แต่ญาติยังไม่สบายใจต่อการกระทำของพยาบาลที่บอกว่าดึงมือพ่อ ซึ่งมีลักษณะเหมือนใช้ความรุนแรง และมีท่าทีเหมือนต่อว่าพ่อ ญาติยืนยันตั้งแต่แรกว่าไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต และได้ฌาปนกิจแล้ว แต่ต้องการความชัดเจนเพราะศพมีรอยเย็บที่คิ้วและรอยช้ำที่ดวงตา ซึ่งไม่ใช่สาเหตุที่เข้ารักษา รวมทั้งไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจนจากแพทย์ตั้งแต่แรก เพราะครั้งแรกบอกว่าเป็นมาตั้งแต่เข้ารับการรักษา พอทักท้วงจึงยอมรับในภายหลังว่าผู้ป่วยตกเตียง การตรวจสอบภาพวงจรปิดครั้งแรกได้ดูเพียงรอบเดียวและมีคำชี้แจงไม่ชัดเจนและกลับคำ ทำให้ญาติเกิดความสับสนและเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงต้องเข้าแจ้งความกับตำรวจ   แต่ภายหลังได้รับการชี้แจงจาก รพ. และบุรุษพยาบาลได้เข้ามาพูดคุยกับญาติก็คลายความกังวลแล้ว และไม่ติดใจสงสัย โดย รพ.ยอมรับบกพร่องในการดูแลทำให้ผู้ป่วยตกเตียง และบุรุษพยาบาลยอมรับใช้ท่าทางไม่เหมาะสมและค่อนข้างรุนแรง ทำให้ญาติเชื่อว่าถูกทำร้าย ตนเองขอฝากในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานหนัก แต่ก็ควรทำความเข้าใจกับผู้ป่วยและญาติให้ชัดเจน และอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์กับทุกฝ่ายต่อไป และการดำเนินการตามกฎหมายก็สิ้นสุดจบลงด้วยการพูดคุยกันจนเข้าใจ          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/jAG4qeYAyPc

 2,821
สังคม-อาชญากรรม
08 ธ.ค. 61

เปิดวงจรปิดเหตุบุรุษพยาบาลทำร้ายผู้ป่วย เจ้าตัวยันแค่ปัดมือที่แกะผ้าพันแผล ญาติไม่เชื่อยันดำเนินคดีถึงที่สุด

ความคืบหน้ากรณีญาติผู้ป่วยแจ้งความบุรุษพยาบาลทำร้ายร่างกายผู้ป่วย ล่าสุดทุกฝ่ายได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุ เบื้องต้นยังไม่สามารถตกลงกันได้ ญาติยืนยันต้องการให้ลงโทษบุรุษพยาบาลที่ทำร้ายผู้ป่วย ส่วนโรงพยาบาลปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นการทำร้าย   จากกรณีนางสาว ศรินทิพย์ อิ่มใจ อายุ 45 ปี ลูกบุญธรรมของนายพินันท์ ประเคนทอง อายุ 65 ปี ชาว อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วด้วยอาการของโรคเนื้องอกในสมอง เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2561 เข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ว่าอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนเอาผิดตามกฎหมาย กับบุคคลที่เป็นชายคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ชกใบหน้านายพินันท์ ขณะเข้ารับการรักษาภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลดังกล่าว เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 พ.ย.2561 ต่อเนื่องวันที่ 29 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา   หลังพบภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลภายในห้องฉุกเฉิน เป็นภาพที่มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นบุรุษพยาบาล เข็นรถเข็นกลับเข้ามาในห้องฉุกเฉินหลังจากพ่อตัวเองพลัดตกเตียงไปแล้ว กลับพาเข้ามาอีกรอบหลังจากนำตัวผู้ป่วยไปเอ็กซเรย์สมอง โดยได้มัดแขนของพ่อตัวเองไว้กับราวเหล็กข้างเตียงด้วย ก่อนที่บุรุษพยาบาลคนหนึ่ง เดินมาหาผู้ป่วยที่เตียง และลงทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งลักษณะเหมือนกับการชกเข้าที่ใบหน้าของผู้ป่วย ก่อนจะบังคับให้ผู้ป่วยนอนลง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่หน้าผู้ป่วยและพูดบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งตนคาดว่าจะเป็นการด่าทอผู้ป่วย   จึงได้พูดคุยกับทางโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาร่วมพูดคุยได้เจรจาขอร้องกับทางญาติว่า อย่าเอาเรื่อง อย่าแจ้งความเด็ดขาด และห้ามบันทึกภาพในคลิปด้วย เพราะทางโรงพยาบาลจะจัดการกับคนก่อเหตุเอง และยังบอกอีกว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยอมรับผิดและขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำลงไปด้วยอารมณ์ ก่อนที่เรื่องราวจะกลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อทางโรงพยาบาลขอนแก่น ออกมาชี้แจงและยืนยันเรื่องดังกล่าวเป็นการเข้าใจผิด ตัวบุรุษพยาบาลในคลิปได้เอื้อมมือไปปัดมือของผู้ป่วยที่กำลังแกะผ้าพันแผลออก แต่ขัดกับทางญาติที่ระบุว่าหลังจากดูกล้อวงจรปิดตัวผู้ป่วยถูกมัดมือไว้ข้างเตียง   ความคืบหน้าล่าสุด ที่โรงพยาบาลขอนแก่น น.ส.ศรินทิพย์ ลูกบุญธรรมของผู้ป่วย พร้อมญาติที่เดินทางมาจากจ.ระยอง พร้อมด้วย นายแพทย์ ชาญชัย จัทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น พร้อมคณะผู้บริหรของโรงพยาบาล พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ร่วมกันตรวจสอบภาพจากกล้อวงจรปิดภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในขณะเกิดเหตุ โดยเป็นภาพขณะที่ผู้ป่วยซึ่งเข้ารับการรักษาในขณะนั้นพลัดตกเตียง และภาพขณะที่ญาติผู้ป่วยแจ้งความว่ามีบุรุษพยาบาลเข้าไปทำร้ายตัวผู้ป่วยก่อนจะผลักอกให้นอนลงและชี้หน้าด่าทอ   ซึ่งหลังจากที่ทุกคนได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดร่วมกันยังไม่สามารถตกลงกันได้ ต่างฝ่ายยังคงยืนยันเช่นเดิม โดยทางโรงพยาบาลขอนแก่นยังคงยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำร้ายร่างกายแต่เป็นการเข้าไปจับเอามือของผู้ป่วยที่กำลังจับศีรษะออก และให้นอนลง ก่อนจะทำการมัดมือผู้ป่วยไว้กับเตียงให้แน่นขึ้น ขณะที่ทางด้านญาติผู้ป่วยยังยืนยันว่าในภาพเป็นการเหวี่ยงมือเข้าไปที่ใบหน้าของผู้ป่วยและเป็นการทำร้ายร่างกายก่อนจะผลักอกผู้ป่วยลงและชี้หน้าด่าทอ   น.ส.ศรินทิพย์ ลูกบุญธรรมของผู้ป่วย กล่าวว่า ตนเองยังยืนยันคำเดิมว่าต้องการให้ทางโรงพยาบาลขอนแก่น ดำเนินการลงโทษบุรุษพยาบาลในคลิปที่ทำร้ายร่ายกายพ่อของตนเอง ซึ่งถ้าหากตัวบุรุษพยาบาลคนดังกล่าวออกมายอมรับผิดและขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไป ทางญาติ ๆ ก็พร้อมที่จะเจรจายอมความ แต่หากยังยืนยันว่าไม่ได้ทำร้ายร่างกายและไม่มีการลงโทษ ทางญาติก็จะดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุด   ด้าน นายแพทย์ ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพ.ขอนแก่น กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทางโรงพยาบาลยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำร้ายร่างกายผู้ป่วย โดยมุมกล้องที่จับภาพเอาไว้อาจจะทำให้ทางญาติ ๆ เข้าใจผิด คิดว่าเป็นการทำร้ายร่างกาย แต่ขอยอมรับในเรื่องที่มีการชี้หน้านั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่ก็คงไม่ถึงกับผิดวินัยร้ายแรงทางราการ และการที่ผู้ป่วยตกเตียงก็ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของทางโรงพยาบาลเอง ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ขอยอมรับผิด ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเข้มงวดในเรื่องของการบริการ และความปลอดภัยของผู้ป่วยในขณะที่เข้ารับการรักษามากขึ้น และในเรื่องดังกล่าวนี้หากทางญาติยังยืนยันที่จะเอาผิดก็คงต้องให้กฎหมายเป็นตัวตัดสินด้วยพยานและหลักฐาน   ขณะที่ ร.ต.อ.ชัยยุทธ จันทร์แปลง สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น ที่กล่าวว่า เบื้องต้นได้ทำการเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน โดยคดีความดังกล่าวนี้เป็นคดีที่สามารถยอมความกันได้ แต่หากทั้งสองฝ่ายยังยืนยันที่จะเอาเรื่อง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ทำการสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปสู่กระบวนการตามกฎหมายในชั้นศาลต่อไป ในเบื้องต้นจากการตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิดอาจเป็นมุมกล้องที่ยังไม่ชัดเจนจึงทำให้ในวันนี้ทั้งสองฝ่ายจึงยังไม่สามารถตกลงกันได้ ทั้งนี้ความผิดคดีทำร้ายร่างกายนั้นต้องมองที่เจตนา หากขาดเจตนาก็ไม่มีความผิด    ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/NWRJoGond9g

 7,517
ข่าวภูมิภาค
06 ธ.ค. 61

แพทย์แจง จนท.ห้องฉุกเฉิน ไม่ได้ชกลุงวัย 65 หลังญาติเอะใจเจอแผลที่คิ้วหลังเสียชีวิต

ขอนแก่น-นางสาวศรินทิพย์ อิ่มใจ อายุ 45 ปี ลูกบุญธรรมของนายพินันท์ ประเคนทอง อายุ 65 ปี ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว พร้อมด้วยนางขวัญใจ เกิดเดช อายุ 76 ปี ภรรยาของนายพินันท์ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น หลังพบว่ามีบุคคลที่คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ชกใบหน้าผู้ตาย ขณะเข้ารับการรักษาภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลดังกล่าว เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 พ.ย.2561 ต่อเนื่องวันที่ 29 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา   ทางญาติเล่าว่าหน้ามืดอยู่ในบ้าน จึงได้ประสานโรงพยาบาล อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นำรถกู้ชีพไปรับพ่อมาที่รพ.ซึ่งแพทย์และเจ้าหน้าที่ ที่รพ.บ้านไผ่ ทำการตรวจร่างกายในเบื้องต้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร เพราะเครื่องมือไม่ครบสมบูรณ์ จึงทำการส่งตัวบิดารักษาต่อที่รพ.ขอนแก่น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่อยู่รพ.บ้านไผ่ และช่วงการนำส่งตัวผู้ป่วยนั้น ยังสามารถพูดคุยกับแม่ได้ตามปกติ มีสติพูดจารู้เรื่องทุกอย่าง พอเจ้าหน้าที่มาส่งถึงโรงพยาบาลขอนแก่น ก็นำตัวพ่อขึ้นบนเปลและเข็นเข้าห้องฉุกเฉินทันที โดยเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าไปด้วย   สักพักแม่ของตนได้ยินเสียงดังโคลม ก็คิดว่าอาจมีใครตกเตียงแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นพ่อของตนเอง และก็ไม่ได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่เพราะกลัวจะถูกต่อว่า กระทั่งตนเองเดินทางมาถึงโรงพยาบาลและพบกับแม่ แต่สิ่งที่เห็นคือภาพที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมอและพยาบาลช่วยทำปั๊มหัวใจพ่ออยู่ และแจ้งตนเองว่าหากทำการปั๊มหัวใจอีกสักพักถ้าไม่ฟื้นคงต้องปล่อย ซึ่งตนเองก็ได้ทำใจไว้ กระทั่งพ่อของตนได้เสียชีวิตลง และได้ทำเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตจนเสร็จสิ้นและเดินทางกลับบ้านพร้อมแม่   ระหว่างทางตนนึกขึ้นได้ว่าเห็นบาดแผลที่คิ้วของพ่อมีรอยเย็บ จึงสอบถามกับมารดาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แม่ไม่ทราบว่ารอยเย็บนั้นเป็นเพราะสาเหตุใด เนื่องจากไม่กล้าสอบถามทางเจ้าหน้าที่กลัวว่าจะถูกต่อว่า และแม่ยืนยันว่าขณะนำส่งมาที่ รพ.ขอนแก่น พ่อไม่มีบาดแผลบนใบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ตนจึงได้สอบถามไปทางโรงพยาบาลบ้านไผ่ ซึ่งทางโรงพยาบาลบ้านไผ่ยืนยันว่า ขณะที่ไปรับผู้ป่วยจากบ้านกระทั่งนำส่งถึง รพ.ขอนแก่น ผู้ป่วยไม่มีบาดแผลเย็บที่คิ้วแต่อย่างใด   จึงสอบถามไปทางโรงพยาบาลขอนแก่น ได้คำตอบครั้งแรกว่า ผู้ป่วยหกล้มในห้อง หัวไปฟาดกับของแข็ง ตนเองจึงติดใจว่าทำไมเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่แจ้งกับญาติผู้ป่วย ต่อมาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลโทรกลับมาบอกอีกครั้งว่า ผู้ป่วยพลัดตกเตียง ตนจึงถามกลับว่าทำไมทีแรกถึงบอกว่าหกล้ม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นเพราะพยาบาลเห็นใบลงความเห็นของแพทย์วาดภาพบาดแผลที่เกิดขึ้น จึงคิดเองว่าเป็นเพราะหกล้ม แต่พอดูกล้องวงจรปิดกลับพบว่า บิดาของตนเองพลัดตกเตียงจริง ซึ่งข้างเตียงไม่มีการนำราวเหล็กขึ้นมากั้นเอาไว้ซึ่งเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างชัดเจน   นอกจากนี้ยังพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกล้องวงจรปิดอีกอย่างคือ หลังจากที่พ่อตนเองพลัดตกเตียงไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็นำตัวออกจากห้องฉุกเฉินไป โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พาไปเอ็กซเรย์สมอง ก่อนจะนำตัวกลับมา โดยได้มัดแขนของพ่อตนไว้กับราวเหล็กข้างเตียงด้วย   และยังมีชายคนหนึ่งซึ่งต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เดินมาหาพ่อตนที่เตียง ก่อนจะลงทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งลักษณะเหมือนกับการชกเข้าที่ใบหน้าของพ่อตนเอง ก่อนจะบังคับให้พ่อตนเองนอนลง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่หน้าและพูดบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งตนคาดว่าจะเป็นการด่าทอพ่อของตนเอง จึงได้พูดคุยกับทางโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาร่วมพูดคุยได้เจรจาขอร้องกับทางญาติว่า อย่าเอาเรื่อง อย่าแจ้งความเด็ดขาด และห้ามบันทึกภาพในคลิปด้วย เพราะทางโรงพยาบาลจะจัดการกับคนก่อเหตุเอง   หลังจากบำเพ็ญกุศลศพพ่อเรียบร้อย ก็มีโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ รพ.ศูนย์ซึ่งเป็นระดับหัวหน้า โทรศัพท์ไปบอกว่า เรื่องการทำร้ายร่างกายนั้น คนก่อเหตุยอมรับว่าได้ทำร้ายร่างกายพ่อจริงและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฝากขอโทษญาติๆ ด้วย และในช่วงกลางคืนวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่คนเดิมก็โทรศัพท์มาหาอีก แต่ครั้งนี้บอกว่า อย่าเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ เพราะไม่มีใครทำร้ายคุณพ่อ คุณพ่อตกเตียงเอง ทางผู้บริหารขอโทษกับสิ่งที่เกิดความเข้าใจผิดขึ้น และอยากพบกับญาติๆ ในวันศุกร์ที่ 7 ธันวาคมนี้   ทางญาติเกรงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ลมปาก ส่วนคนที่ลงมือทำร้ายพ่อก็ยังลอยนวล จึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวน เอาตัวผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายพ่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะเข้าพบผู้บริหาร รพ.ศูนย์ขอนแก่น ตามคำเชิญ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้ผู้บริการแก้ไข เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่ดีต่อผู้ป่วยและประชาชนที่เข้ามารับการรักษาใน รพ.ของรัฐ หากไม่มีการแก้ไขเชื่อว่าต้องเกิดเหตุขึ้นกับคนอื่นๆ อีก   ด้าน นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ถึงกรณีดังกล่าว ทราบว่า ทางรพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พอทราบเรื่องก็มีการประสานกับญาติ และพูดคุยกันมาโดยตลอด และมีการดูกล้องวงจรปิดด้วยกันมาแล้ว แต่ดูผ่านจอขนาดเล็ก ซึ่งในขณะนั้นดูเหมือนว่า เจ้าหน้าที่ทำร้ายคนป่วยจริง แต่เพื่อความเป็นธรรมกับทุกๆ คน ทั้งญาติคนตายและเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาจึงได้ดูคลิปดังกล่าวจากจอขนาดใหญ่ ปรากฏภาพที่ชัดเจนกว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลชาย รายดังกล่าวไม่ได้ทำร้าย หรือชกใบหน้าของคนป่วย แต่ได้ยื่นมือไปดึงมือคนป่วยออก เพราะคนป่วยจะดึงผ้าปิดแผลออกจากคิ้วข้างซ้าย ซึ่งกรณีที่มีการเข้าใจผิดเช่นนี้ เกิดขึ้นได้เสมอ   แต่ในฐานะผู้บริหาร หากเจ้าหน้าที่ทำผิดจริงก็จะต้องดำเนินการเอาผิดตามระเบียบ และเพื่อความเป็นธรรมและกระจ่างในความสงสัยที่ค้างคาในใจของญาติผู้ป่วย จึงได้ประสานให้ญาติมาดูกล้องวงจรปิด ส่วนการที่ญาติเข้าแจ้งความนั้น สามารถทำได้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มาดูคลิป   ซึ่งเมื่อดูคลิปเชื่อว่าทุกฝ่ายจะพบความชัดเจนของเรื่องดังกล่าวทั้งหมด เพราะผู้ป่วยรายนี้ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง จะมีอาการกดทับเส้นประสาท ทำให้หน้ามืดบ่อย จนพลัดตกเตียง ซึ่งในกรณีคนป่วยตกเตียงก็ถือเป็นความบกพร่องที่เจ้าหน้าที่ ดูแลไม่ทั่วถึง ในจุดนี้ รพ.ต้องขอโทษญาติผู้ป่วยด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/ltKZvZwKsaA  

 3,924
สังคม-อาชญากรรม
23 เม.ย. 60

รพ.ขอนแก่น แถลงผลตรวจอสุจิคดีหนุ่มลักลอบขนข้ามแดน พบของมนุษย์เพศชาย

ความคืบหน้ากรณีศุลกากรหนองคายจับกุมตัว นายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี  พร้อมของกลางถังไนโตรเจน 1 ถัง ภายในบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด เป็นอสุจิของชาวจีน และชาวเวียดนาม ขณะกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ ณ ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น   ล่าสุด นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพ.ขอนแก่น ได้แถลงข่าวต่อหลัง รพ.หนองคาย ส่งน้ำเชื้ออสุจิของกลางมาตรวจพิสูจน์ ระบุว่า จากการตรวจสอบทางการแพทย์ ยืนยันว่าเชื้ออสุจิของกลางเป็นเชื้ออสุจิของมนุษย์เพศชาย โดยทั้ง 6 หลอดนั้นมีขนาดไม่ถึง 1 ซีซีของแต่ละหลอด ถูกบรรจุในถังไนโตรเจนขนาด 4.1 ลิตร มีไนโตรเจนเหลวทำความเย็นรักษาน้ำอสุจิไว้ ซึ่งแม้ความเย็นจะลดลงบ้างจากการที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบขณะตรวจยึด แต่อสุจิทั้ง 6 หลอดยังมีสภาพแข็งแรง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้น้ำยาที่เป็นสารแช่แข็งละลายก่อนที่จะใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจสอบครั้งละหลอด ก่อนยืนยันผลชัดเจนว่า น้ำอสุจิของกลางนั้นเป็นของมนุษย์เพศชาย ซึ่งจะมีการยืนยันผลการตรวจอย่างเป็นทางการส่งให้กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส.ได้รับทราบและกำหนดโทษตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขแก่ผู้ต้องหาต่อไป   โดยขณะนี้ รพ.ขอนแก่น ได้มีการอัดแก๊สไนโตรเจนเหลวเข้าไปอีกครั้ง เพื่อให้สามารถเก็บรักษาได้ 30 วัน ขณะที่ผลการตรวจต่างๆ จะสามารถส่งรายงานได้ใน 2-3 วันนี้ เบื้องต้นผู้ต้องหาผิดในข้อกล่าวหานำเข้าและส่งออกอสุจิ-ไข่และตัวอ่อนมนุษย์โดยผิดกฎหมาย           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/Cs4-fkT4vys

 9,180
ข่าวภูมิภาค
22 เม.ย. 60

สธ.หนองคายส่งอสุจิตรวจที่ รพ.ขอนแก่น ก่อนดำเนินคดีหนุ่มลักลอบขนอสุจิข้ามแดน

ความคืบหน้ากรณีศุลกากรหนองคายจับกุมตัว นายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี  พร้อมของกลางถังไนโตรเจน 1 ถัง ภายในบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด เป็นอสุจิของชาวจีน และชาวเวียดนาม ขณะกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ ณ ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา   ซึ่งเป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 41 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอซื้อ ขาย นำเข้า ส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน อัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พรบ.ศุลกากร ในการนำของต้องห้ามออกนอกราชอาณาจักร จำคุก 10 ปี ปรับ 4 เท่าราคาของรวมค่าอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยทางศุลกากรได้เปรียบเทียบปรับนายนิธินนทน์ 200,000 บาท แล้วปล่อยตัวไป เสร็จสิ้นคดีของศุลกากร แต่ยังเหลือคดีความผิดทางสาธารณสุขอยู่   ล่าสุด นายแพทย์ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่หนองคายจะส่งถังไนโตรเจนไปตรวจที่โรงพยาลขอนแก่น เนื่องจากโรงพยาบาลหนองคายไม่มีเครื่องละลายไนโตรเจนจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ คาดว่าจะสามารถทราบผลการตรวจว่าภายในนั้นเป็นอสุจิ ไข่หรือตัวอ่อน   หลังจากนั้นจะได้แจ้งเรื่องให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขทราบเพื่อพิจารณาว่าจะให้ทางสาธารณสุขจังหวัดหนองคายเป็นผู้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับนายนิธินนทน์ ในส่วนของทางการลาวน่าจะไม่มีกฎหมายในการควบคุมการทำอุ้มบุญ แต่ความผิดที่ชัดเจนคือด้านศุลกากรในการลักลอบนำเข้าส่งออกสิ่งของเข้าประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นการเก็บอสุจิตั้งแต่เดือนมกราคมเพื่อนำไปทำอะไรบางอย่างสำหรับผู้ที่มีบุตรยาก หรือจะเป็นการทำเชิงธุรกิจก็เป็นไปได้ ต้องตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนสถานประกอบการก็ต้องดูว่าได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตมีใบประกอบโรคถูกต้องหรือไม่ ในลักษณะนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นการทำเพื่อการค้า เพราะผู้ต้องหารับสารภาพกับทางศุลกากรว่าเป็นการรับจ้าง   เรื่องนี้เป็นที่น่าสนใจเพราะประเทศไทยมีกฎหมาย พรบ. อุ้มบุญ ควบคุม อาจเป็นเรื่องยากในการทำในประเทศไทย อาจมีความพยายามไปทำในประเทศเพื่อนบ้านแทน และหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับสาธารณสุขนครหลวงเวียงจันทน์ถึงมาตรการป้องกันร่วมกันระหว่างสองประเทศด้วย   ด้าน นายนิมิตร แสงอำไพ นายด่านศุลกากรหนองคาย กล่าวว่า ตอนนี้ได้กระจายข่าวไปตามด่านศุลกากรชายแดนทั่วประเทศเพื่อให้รับทราบพฤติกรรมและเฝ้าระวัง หากขบวนการนี้ไม่หยุดกลัวว่าจะมีการเปลี่ยนเส้นทางการลักลอบทำผิด ซึ่งนายนิธินนทน์ น่าจะทราบการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำสะพานด้วยว่าที่ด่านขาออกนอกประเทศไม่มีเครื่องเอ็กซเรย์และไม่ค่อยเข้มงวดเหมือนขาเข้าประเทศที่ตรวจหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดสิ่งผิดกฎหมายและสินค้าลักลอบภาษีศุลกากร   เมื่อสองเดือนที่ผ่านมานายนิธินนทน์จะเดินทางจากกรุงเทพมาด่านสะพานด้วยรถโดยสาร และเคยถูกเรียกตรวจค้นครั้งนึงแต่ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่พบเพียงถังไนโตรเจนเปล่า หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าจะระวังตัวขึ้นเพราะไม่นั่งรถโดยสารเหมือนเดิมแต่เรียกรถแท็กซี่แทนก็อาจทำให้หลุดรอดการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่มีข้อมูลมากพอสมควรนำมาซึ่งการจับกุมได้ในที่สุด ซึ่งการดำเนินการตาม พรบ.อุ้มบุญ พ.ศ.2558 มีโทษเบากว่า พรบ.ศุลกากร ซึ่งจำคุก 10 ปี ปรับ 4 เท่าของมูลค่าของ แม้ในครั้งนี้จะเป็นอสุจิซึ่งประเมินราคาได้ยาก ซึ่งศุลกากรปรับ 200,000 บาท จำนวนเงินไม่สำคัญเท่ากับการได้เผยแพร่ข้อมูลขบวนการนี้ให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูล กระตุ้นเตือนให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยตามแนวชายแดนได้เฝ้าระวังนั้นสำคัญกว่า   ขณะเดียวกัน นายด่านศุลกากรหนองคายได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ลาว เพื่อทราบข้อมูล ทางลาวก็ตกใจว่ามีขบวนการเหล่านี้ และจะนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาแก้กฎหมาย เพราะขณะนี้ลาวไม่มีกฎหมายควบคุมการกระทำเช่นนี้ แต่เป็นความผิดของศุลกากรทั้งไทยและลาวเช่นกัน โดยไทยยินดีให้ข้อมูลร่วมด้วย       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/rXTLdKinhm4

 11,950

Top