ค้นหา :

ผลการค้นหา "พรากผู้เยาว์"

สังคม-อาชญากรรม
15 ส.ค. 62

รวบแล้ว ‘เสี่ยตั้ม’ ข่มขืน ด.ญ.วัย 14 หนีกบดานระยอง ตร.คุมตัวสอบสวน

จากกรณี ด.ญ.วัย 14 ถูก 4 คนงานก่อสร้างที่สงขลา ผลัดเวียนกันขืนใจนานครึ่งปีในแคมป์คนงานก่อสร้าง ก่อนหนีมาหาญาติใน กทม. แต่ถูกผู้รับเหมาก่อสร้างย่านประเวศลวงกระทำชำเราอีก หลังเสร็จกิจจ่ายเงินให้ 160 บาท และลำไย 1 ถุง อ้างเด็กสาวสมยอมไม่ได้บังคับ พ่อของเด็กได้แจ้งความที่ สน.ประเวศ แต่คดีไม่คืบหน้า จึงเข้าร้องกองปราบฯ       ความคืบหน้าวันที่ 15 ส.ค. 62  ตำรวจสืบสวน สน.ประเวศ ควบคุมตัวนายมนัส กวินภัทรพรต หรือ เสี่ยตั้ม อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีล่วงละเมิดทางเพศ เด็กหญิงอายุ 14 ปี ในแคมป์คนงานก่อสร้างย่านประเวศ มาสอบปากคำเพิ่มเติม หลังจากเมื่อวานพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลจังหวัดพระโขนง เพื่อออกหมายจับ และสืบทราบว่าเสี่ยตั้ม หลบหนีอยู่ที่แคมป์คนงานก่อสร้าง ในจังหวัดระยอง จึงเข้าจับกุม   พ.ต.อ.อภิวัชร์ ไชยศรีสุทธิ์ ผกก.สน.ประเวศ ระบุว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหายอมรับว่ารู้จักกับเด็กหญิงวัย 14  โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยรับเด็กหญิงมาจากพัทยา เพื่อมาทำงานที่ไซต์งานก่อสร้าง    หลังจากนั้นวันที่ 29 ก.ค. ได้ชวนเด็กหญิงวัย 14 ปี ไปซื้อของ ก่อนจะออกอุบายหลอกพาไปที่ห้องพักโรงแรมที่เปิดไว้  เมื่อไปถึงก็ชวนเด็กหญิงขึ้นไปที่ห้องพักและข่มขืน ก่อนนำกลับมาส่งที่แคมป์คนงานก่อสร้าง และหลบหนีไป    เบื้องต้นตำรวจ ยืนยันว่า ผู้ต้องหาไม่ได้เป็นเจ้าของไซต์งานก่อสร้าง หรือเป็นเสี่ย เป็นเพียงผู้จัดหาคนงานและรับส่งคนงานเท่านั้น ส่วนคดีที่จังหวัดสงขลา ที่เด็กหญิงคนนี้ถูกคนงาน 4 คนร่วมกันข่มขืน เป็นคนละคดีกัน ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง   โดยในวันพรุ่งนี้ (16 ส.ค.) จะมีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไปชี้จุด เพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพในช่วงเช้า ก่อนนำตัวส่งศาลฝากพระโขนงในวันเสาร์ที่ 17 ใน 3 ข้อหา คือ กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี/ พรากผู้เยาว์/ และพาเด็กไปเพื่ออนาจาร   ข่าวที่เกี่ยวข้อง    - พ่อร้องลูกสาววัย 14 ถูกเสี่ยรับเหมากระทำชำเรา ซ้ำเคยถูกคนงานก่อสร้าง 4 คนอนาจาร  - พ่อพาลูกสาววัย 14 ร้องกองปราบ ถูก 5 ผู้รับเหมา-คนงานก่อสร้าง รุมข่มขืนข้ามปี คดีไม่คืบ - 'เสี่ยตั้ม' ผู้รับเหมาขืนใจ ด.ญ.วัย 14 ขอจ่ายเงิน 2 หมื่นให้จบเรื่อง พ่อเด็กลั่นเอาเรื่องถึง    

 1,738
ข่าวภูมิภาค
15 ส.ค. 62

'เสี่ยตั้ม' ผู้รับเหมาขืนใจ ด.ญ.วัย 14 ขอจ่ายเงิน 2 หมื่นให้จบเรื่อง พ่อเด็กลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด

จากกรณี ด.ญ.วัย 14 ถูก 4 คนงานก่อสร้างที่สงขลา ผลัดเวียนกันขืนใจนานครึ่งปีในแคมป์คนงานก่อสร้าง ก่อนหนีมาหาญาติในกทม. แต่ถูกผู้รับเหมาก่อสร้างย่านประเวศลวงกระทำชำเราอีก หลังเสร็จกิจจ่ายเงินให้ 160 บาท และลำไย 1 ถุง อ้างเด็กสาวสมยอมไม่ได้บังคับ พ่อของเด็กได้แจ้งความที่ สน.ประเวศ แต่คดีไม่คืบหน้า จึงเข้าร้องกองปราบฯ       ความคืบหน้าวานนี้ (14 ส.ค.) ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พาครอบครัวเด็กหญิงวัย 14 ปี เดินทางไปที่ สน.ประเวศเพื่อให้ปากคำต่อพนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ        จากนั้นพ่อของเด็กได้ไปชี้จุดที่แคมป์ก่อสร้างภายในซอยเฉลิมพระเกียรติ 7 แยก 4 จุดที่เด็กหญิงวัย 14 มาพักกับพี่สาวเพื่อทำงานกับนายตั้ม ก่อนที่จะถูกล่อลวงไปกระทำชำเราที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ภายในซอยเฉลิมพระเกียรติ 21 โดยแคมป์งานก่อสร้างดังกล่าวด้านหน้าล้อมรอบด้วยแผ่นสังกะสี มีผู้รับเหมาก่อสร้างรายอื่นมารับช่วงงานต่อ ส่วนนายตั้ม หลังรับเหมาตอกเสาเข็มเสร็จก็ย้ายแคมป์ไปทำงานก่อสร้างที่ใหม่     พ่อของเด็กหญิงวัย 14 เผยว่า หลังจากที่นายตั้ม กระทำชำเราลูกสาวตนแล้ว ตนอยากจะเห็นหน้าของนายตั้ม จึงได้ไปหาที่แคมป์งานก่อสร้างเพื่อต้องการจะพูดคุย โดยตนบอกว่า ถ้าไม่อยากขึ้นศาลก็ชดใช้ค่าเสียหายมา 50,000 บาท แต่นายตั้มต่อรองเหลือเพียง 20,000 บาท ซึ่งตนก็ตกลงและนายตั้ม ก็ได้ให้ค่ารถตนมาอีก 1,000 บาท ต่อมานายตั้มนัดจะโอนเงินให้ 20,000 บาท เพื่อให้จบเรื่อง ตนบอกถ้าจะให้ก็มาพบที่ สน.ประเวศ แต่นายตั้มไม่มาพบตามนัด และไม่สามารถติดต่อได้      “ความจริงแล้ว พ่อไม่ได้ต้องการเงินของนายตั้มเลย ที่ไปพูดคุยและเสนอจำนวนเงินไปเพียงอยากจะดูเชิงว่านายตั้มจะพูดกับพ่อยังไงและจะยอมชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ พ่อไม่ได้หน้าเงินแค่ต้องการความยุติธรรมให้ลูก ถึงแม้พ่อจะได้เงินพ่อก็จะดำเนินคดีกับนายตั้มและคนที่มากระทำชำเราลูกสาวของพ่อ ให้ถึงที่สุด มันทำกับลูกพ่อแบบนี้พ่อไม่มีวันยอม แม้จะอ้างว่าน้องให้ท่าและสมยอมเอง พ่อไม่เชื่อและที่แค้นมากที่สุดเขาพูดว่าเขาจบปริญญาตรีจบทางด้านกฎหมาย มีเพื่อนเป็นทนายเยอะ ต่อให้พ่อเอาตำรวจมาเขาก็ไม่กลัว”        นางสาวบี (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี พี่สาวลูกน้องของเด็กหญิงผู้เสียหาย เล่าว่า โดยวันเกิดเหตุตนพักอยู่กับน้องสาวในแคมป์งาน น้องบอกว่านายตั้มจะพาไปซื้อเสื้อผ้าแล้วทั้งสองก็ออกไปด้วยกันช่วง 5 โมงเย็นของวันเกิดเหตุ ส่วนตนนั่งรออยู่ในห้องพัก น้องสาวนำเรื่องมาเล่าให้ฟังว่าถูกนายตั้มขืนใจ ตนจึงไปถามนายตั้ม เขาสารภาพทำจริงและยอมจะจ่ายเงินค่าเสียหายให้   ขณะที่นายตั้ม ผู้รับเหมาก่อสร้างย่านประเวศ หนึ่งในผู้ก่อเหตุ ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่ากระทำชำเราเด็กหญิงคนดังกล่าวจริง โดยเด็กหญิงมาทำงานเป็นลูกน้องตนที่แคมป์งานก่อสร้าง 2-3 เดือน เหมือนมีใจให้ตน อ้างไม่ทราบเด็กอายุ 14 ปี เพิ่งมาทราบตอนมีความสัมพันธ์อะไรกันไปแล้ว ซึ่งพ่อของเด็กทราบเรื่องที่เกิดขึ้นขอเงิน 40,000 บาท ตนตกลงขอจ่าย 20,000 บาท เพราะไม่มีเงิน โดยนัดจะโอนเงินให้กลางเดือนนี้แต่กลับถูกแฉ รายละเอียดให้การกับพนักงานสอบสวน จากนั้นก็ปิดเครื่องโทรศัพท์     ด้านตำรวจ สน.ประเวศ ระบุว่า ผู้ปกครองของเด็กได้เข้าแจ้งเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนตามกระบวนการ พร้อมทั้งเรียกผู้เสียหายเข้าให้ปากคำแต่ไม่มา ก่อนจะไปร้องทุกข์กับกองปราบฯ ช่วยติดตามคดี อย่างไรก็ตามพยายามติดต่อนายตั้มแล้ว เพื่อให้มาพบเจ้าหน้าที่แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ล่าสุดพบหนีไป จ.ปราจีนบุรี คาดว่าอาจกลับไปบ้านเกิด ที่ จ.นครราชสีมา     ทั้งนี้หลังสอบปากคำเด็กหญิงผู้เสียหายแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับนายมนัส กวินภัทรพรต หรือนายตั้ม อายุ 42 ปี แจ้ง 3 ข้อหา พรากย์เด็กอายุต่ำ กว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา, พาเด็กต่ำกว่า 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม   ด้านทนายรณรงค์ เผยว่า คดีนี้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ได้สอบปากคำเด็กแล้ว โดยจะเป็นผู้ดำเนินคดีเองกับบุคคลทั้ง 4 ที่ก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราที่ อ. หาดใหญ่ จ.สงขลา เด็กหญิงยืนยันถูกกระทำชำเราจริง แต่ผู้ปกครองของเด็กยังไม่ได้แจ้งความ ดำเนินคดีที่นั่นเนื่องจากเด็กเพิ่งเล่าให้ฟัง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZWCFAxzQyzU

 3,120
สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 62

คุมตัวเข้ากรุง ชายวัย 52 พรากผู้เยาว์ 'น้องโยโย่' ชี้เป็นครูสอนพิเศษ อาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 1 นำตัวครูสอนพิเศษน้องโยโย่กลับมาดำเนินคดีที่กรุงเทพส่วนน้องโยโย่ ทาง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์เชียงใหม่จะเป็นเดินทางไปส่งเนื่องจากต้องอยู่ในความดูแลของนักจิตวิทยา   จากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูล และเบาะแสการออกติดตามหาตัว น้องโยโย่ วัย 14 ปี ซึ่งได้หายตัวออกจากบ้านไปตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 27 ธ.ค.61 ที่ผ่านมา โดยทราบว่าก่อนเกิดเหตุนั้นเป็นวันสอบวันสุดท้ายก่อนหยุดยาวในช่วงปีใหม่ และเมื่อช่วง 20.00 น. ของคืนที่ผ่านมา    พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดกองปราบปรามและสืบสวนจังหวัดเชียงใหม่ บุกเข้าตรวจสอบหอพักแห่งหนึ่งที่ได้มีผู้แจ้งเบาะแสพบตัวน้องโยโย่ ที่หอพักย่าน ถนนลิขสิทธิ์ราษฎร์วิถี ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับนายรณชิต บำรุงจิต อายุ 52 ปี ที่พักอาศัยอยู่ในห้องด้วยกัน และเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ที่ สภ.แม่ปิงเมืองเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พลับพลาไชย 1 ได้เข้ามามาติดต่อขอรับตัวไปดำเนินคดีที่ท้องที่ที่เกิดเหตุ ในระหว่างที่กำลังนำตัวนายรณชิต เดินทางไปขึ้นรถนั้นก็พบว่าสีหน้ายังนิ่งเฉย และไม่ได้ตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด ส่วนจักรยานยนต์ที่ผู้ต้องหากับน้องโยโย่ขี่มาด้วยกันจากกรุงเทพฯนั้นเป็นจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นเวฟ 125 สีแดงดำ หมายเลขทะเบียน ลนร 266 กทม    สำหรับผู้ต้องหานั้นผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งว่าเป็นเป็นครูสอนพิเศษให้กับน้องโยโย่ อาศัยความใกล้ชิดกับน้องโยโย่ พูดหยอกกันกระทั่งเกิดความสนิทสนมกัน ส่วนจะมีการกระทำชำเราหรือไม่นั้นต้องรอผลตรวจจากแพทย์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไปที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่เพื่อนำตัวขึ้นเครื่องบิน ไปดำเนินคดีที่ สน.พลับพลาไชยที่ 1 ส่วน น้องโยโย่ ทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์เชียงใหม่จะเป็นเดินทางไปส่งเนื่องจากต้องอยู่ในความดูแลของนักจิตวิทยา   ข่าวที่เกี่ยวข้อง เจอแล้ว 'น้องโยโย่' เด็กสาววัย 14 ปี ตามเจอที่เชียงใหม่ พบไปกับพ่อเพื่อน โดนข้อหาหนักพรากผู้เยาว์  

 36,016
สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 62

เจอแล้ว 'น้องโยโย่' เด็กสาววัย 14 ปี ตามเจอที่เชียงใหม่ พบไปกับพ่อเพื่อน โดนข้อหาหนักพรากผู้เยาว์

จากกรณีตามหาน้องโยโย่ เด็กสาววัย 14 ปี หายตัวไปจากบ้านในพื้นที่กรุงเทพฯ นานกว่า 10 วันแล้ว โดยทางครอบครัวได้เข้าร้องกองปราบให้ช่วยตามหา   มีรายงานว่าในช่วงค่ำวันที่ 10 ม.ค.62 ทางเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจนพบตัวน้องโยโย่แล้ว ที่แมนชั่นแห่งหนึ่งย่านหนองป่าครั่ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้การช่วยเหลือพร้อมควบคุมตัวนายรณชิต บำรุงจิตร์ อายุ 52 ปี นำไปสอบปากคำที่สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่   จากการสอบสวนในเบื้องต้นนายรณชิต รับสารภาพว่าเป็นคนพาน้องโยโย่ มาจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่สอบเสร็จช่วงบ่ายวันที่ 27 ธ.ค.61 ด้วยการชักชวนให้ขับรถจักรยานยนต์เที่ยวไปเรื่อยๆ โดยแวะตามข้างทางจนกระทั่งมาสิ้นสุดที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อ 3 วันก่อน   ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่สืบทราบเบาะแสจึงทำการเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวนายรณชิต ที่ถูกแจ้งข้อหาพรากเด็กไม่เกินอายุ 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร โดยนำไปฝากขังผู้ต้องหาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง เพื่อรอเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 1 มาติดต่อขอรับตัวไปดำเนินคดีในพื้นที่เกิดเหตุต่อไป   สำหรับแรงจูงใจนั้น เบื้องต้นทราบว่า นายรณชิตนั้นมีลูกสาวที่เป็นเพื่อนกับน้องโยโย่ จากนั้นได้สนิทกันในลักษณะชู้สาว ทั้งนี้ จนท.ได้ประสานทางเจ้าหน้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งบ้านพักเด็กจังหวัดเชียงใหม่ มารับตัวน้องโยโย่ ไปอยู่ในความดูแลตามกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องมีทั้งนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาด้วย จากนั้นจะได้ส่งตัวไปตรวจร่างกาย และติดต่อผู้ปกครองมารับตัว                 ทั้งนี้เมื่อย้อนไปช่วงบ่าย  ทางครอบครัวน้องโยโย่ได้เข้าร้องกองปราบ โดยน้าสาวบอกว่า น้องโยโย่เป็นเด็กเรียนดี สอบได้ที่ 1 ของห้องมาตลอด ไม่เคยมีประวัติเสียหาย และจากการสอบถามเพื่อนสนิทของน้องโยโย่ ไม่เคยมีเรื่องชู้สาว หรือคบหาดูใจกับผู้ชายคนไหนมาก่อน   โดยก่อนที่น้องโยโย่จะหายตัวไป ทางครอบครัวสังเกตเห็นความผิดปกติช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ว่าน้องโยโย่ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป มีการเดินมามองหน้าแม่ด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนมีอะไรในใจ แต่ไม่ได้พูดอะไร ซึ่งทางครอบครัวไม่ได้ติดใจอะไร เพราะในครอบครัวไม่เคยมีปัญหาทะเลาะกัน ครอบครัวเราเป็นครอบครัวของคนจีน มีอะไรจะพูดคุยกันเสมอ จึงคิดว่าน้องโยโย่น่าจะน้อยใจที่เป็นพี่สาวคนโต ที่ต้องอยู่บ้านเลี้ยงดูน้องในระหว่างที่พ่อแม่ต้องไปขายของ ซึ่งอาจจะไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่น เหมือนเช่นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน   ในวันที่น้องโยโย่หายตัวไป ทางครอบครัวเข้าไปดูคอมพิวเตอร์ที่น้องใช้เป็นประจำ พบเพียงประวัติการค้นหาสถานที่เรียน ส่วนเฟซบุ๊กและไลน์ถูกปิดไปตั้งแต่วันที่น้องโยโย่หายตัวไป ลักษณะคล้ายวางแผนมาเป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของเด็กอายุ 14 ปีที่จะทำแบบนี้   จึงเชื่อว่าน้องโยโย่น่าจะมีบุคคลอื่นล่อลวงไป เพราะตนคิดว่าเด็กอายุเพียง 14 ปี ไม่น่าจะหนีออกจากบ้านได้นานถึง 15 วัน โดยที่ไม่ได้พกเงินติดตัวไปเลยและปกติ ทางครอบครัวจะไปส่งร้องที่โรงเรียนเป็นประจำ กระทั่งมาช่วงเดือนธ.ค. ครอบครัวเห็นว่าน้องโยโย่โตแล้ว และระยะทางจากโรงเรียนห่างจากบ้านนิดเดียว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาทีเท่านั้น จึงคิดว่าน้องสามารถดูแลตนเองได้   ทั้งนี้หลังจากที่น้องหายไป 1 วัน มีจดหมายของน้องโยโย่ ส่งทางไปรษณีย์พลับพลาไชยมาที่บ้าน เนื้อความในจดหมายเป็นการเขียนตัดพ้อ และบ่นน้อยใจคุณแม่ที่มีความเข้มงวดกวดขัน ร่วมทั้งเรื่องที่ใช้ให้เลี้ยงน้อง พร้อมบอกว่าจะขอไปอยู่ต่างจังหวัดสักพัก เพื่อให้สภาพจิตใจดีขึ้นก่อนแล้วก็จะกลับบ้าน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/p_uK5bx3WNo

 100,807
สรุปข่าว
11 ม.ค. 62

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 11 ม.ค.62 จับใบเตยขอเพลงที่มีงูออกมา-สะใจช้างศึกชนะบาห์เรน-ห้าม พท.ใช้สนามกีฬาพะเยา

-สมเด็จพระเทพฯ เสด็จเป็น ปธ.ประชุมเตรียมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 26 ม.ค.นี้ วิษณุเผย วันที่ 4 พ.ค.62 จะเป็นวันบรมราชาภิเษก และในปีหน้าจะเรียกว่าวันฉัตรมงคล และจะเรียกตลอดไปในรัชกาลนี้ มหาเถรสมาคมมีมติให้ทุกวัดทั่วประเทศเจริญชัยมงคลคาถาย่ำฆ้องกลองระฆังในวันที่ 4 พ.ค.เวลาเดียวกันกับพระราชพิธี พร้อมจัดอุปสมบท 6,810 รูป ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพฯ เสด็จเป็นองค์ประธานประชุมงานพระราชพิธี ยึด 4 พ.ค.เป็นวันฉัตรมงคลตลอดรัชกาลนี้    -ปลอมตัวเป็น จนท.บุกยิง อส.เสียชีวิต 4 ศพใน ร.ร.ดังปัตตานี ขณะดูแลความปลอดภัยนักเรียน คนร้าย 4 คนใส่ชุดดำคล้ายทหารพรานทำทีตรวจเยี่ยม อส.คุ้มครองครู ก่อนรัวปืนยิงใส่ พร้อมชิงปืน 4 กระบอกหลบหนี จนท.ระดมกำลังไล่ล่า ก่อนปิดล้อมพื้นที่เป้าหมายใน อ.เมืองปัตตานี จนเกิดเหตุปะทะกัน คนร้ายถูกยิงที่ข้อมือหลบหนีไปได้ แต่ควบคุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย คนร้ายปลอมตัวเป็น จนท.บุกยิง อส.ดับ 4 ศพคา ร.ร.ปัตตานี ก่อนชิงปืนหนี รวบผู้ต้องสงสัยได้ 1    -นายกฯระบุพายุปาบึกครั้งนี้ สร้างความเสียหายให้ประเทศน้อยที่สุด ตั้งแต่เกิดมา ตนสวดมนต์ทุกวัน ขอให้พระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง ทุกประเทศโดนเดี้ยงหมด แต่ไทยเสียหายน้อยสุด นายกฯสวดมนต์ขอพระสยามเทวาธิราช คุ้มครองประเทศ พายุปาบึกทำความเสียหายน้อย    -วิษณุยืนยันเลือกตั้งไม่เกิน มี.ค. โดย กกต.จะเป็นผู้กำหนดวัน หลังได้รายงานหมายกำหนดการพระราชพิธีให้ กกต.ทราบเป็นระยะ เชื่อว่า กกต.ดูแล้วคงคิดเองได้ เอาเป็นว่าประกาศใน ม.ค. และเลือกตั้งไม่เกิน มี.ค. กกต.จะเป็นผู้กำหนด รบ.ไม่อยู่ในฐานะประกาศได้ คาด กกต.จะตัดสินใจวันเลือกตั้งได้ก่อน 26 ม.ค.นี้ ยันจะไม่มีการใช้ ม.44 ขยายกรอบ 150 วัน เพราะใช้ไม่ได้ และที่ผ่านมาไม่เคยใช้ ม.44 ขัดกับ รธน. ทั้งนี้ยังไม่กล้าพูดว่า 24 ก.พ.จะไม่มีวันเลือกตั้ง 'วิษณุ' การันตีเลือกตั้งไม่เกิน มี.ค. ยันไม่ใช้ ม.44 แก้ปมกรอบ 150 วัน    -ปธ.กกต.ยืนยัน กกต.ตั้งใจจะจัดเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน ส่วนกำหนดวันเลือกตั้งต้องรอ พ.ร.ฎ.ออกมาก่อน จากนั้นจะกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 5 วันทันที นายกฯยันไม่ได้อยากยืดเยื้อการเลือกตั้ง เพราะเหนื่อยเต็มที แต่สิ่งที่สำคัญคือพระราชพิธีและการเลือกตั้งต้องเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย   -คุณหญิงสุดารัตน์ลงพื้นที่ จ.พะเยา ขออนุญาตใช้สนามกีฬา อบจ.พะเยา และได้รับอนุมัติแล้วแต่ต่อมามีหนังสือแจ้งยกเลิก ไม่ให้ใช้พื้นที่ โดยระบุอาจมีความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง และไม่เหมาะสมที่ใช้สถานที่ราชการจัดกิจกรรมทางการเมือง ทำให้ทีมงานเพื่อไทยต้องปรับแผนมาปราศรัยริมถนน คุณหญิงสุดารัตน์ไหว้ขอโทษ ปชช.ที่มารอ แต่เข้าไปในสนามไม่ได้ ต้องนั่งริมถนนตากแดด ที่ผ่านมาเกิดขึ้นหลายครั้งโดน ตร.นอกเครื่องแบบถ่ายรูปสังเกตการณ์ หากมารักษาความปลอดภัยให้แต่งเครื่องแบบแสดงตัวมา แต่อย่าคิดว่าคนชื่อสุดารัตน์จะกลัว     นอกจากนี้ยังได้ข่าวจาก ขรก.ผู้ใหญ่ของจังหวัด มีคำสั่งจากผู้มีอำนาจใหญ่โตจาก กทม.สั่งการโดยตรงมาที่จังหวัด ไม่ให้พรรคเพื่อไทยใช้สถานที่ ทั้งที่ผ่านมาได้รับอนุญาแล้ว ไม่อยากให้ผู้ว่าฯต้องเดือดร้อน ชี้อำนาจยิ่งใหญ่มาจากคนที่ไม่ยอมลงจากอำนาจ จึงทำทุกวิถีทาง เขียนกติกาที่เอาเปรียบ   ขณะที่ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า พรรคพลังประชารัฐ จัดปราศรัยพบปะ ปชช.ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีวงศ์กาญจนา จ.พะเยาเช่นกัน มีการนำว่าที่ผู้สมัครปราศรัย ปชช. พรรคยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ อบจ.พะเยาสั่งยกเลิกการใช้สนามของพรรคเพื่อไทย ด้านบิ๊กป้อมบอกแล้วมันใช้ได้หรือไม่ ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ชี้จะเป็นมาตรฐานห้ามใช้สถานที่ราชการในการหาเสียง 'สุดารัตน์' แฉคนมีอำนาจจาก กทม.สั่งการห้ามเพื่อไทย ใช้สนามกีฬาพะเยา   -กกต.มีมติ 4 รัฐมนตรี ได้แก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ / นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม / นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี / นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นสัมปทานรัฐ เข้าข่ายกระทำการอันขัดผลประโยชน์ ส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัย กกต.ชี้ 4 รมต.'ปนัดดา-ไพรินทร์-สุวิทย์-หมอธี' ปมหุ้นสัมปทานรัฐ ส่งศาลรธน.ชี้ขาด   -กลับมาแล้ว น้ำมันขาขึ้น ปตท.และบางจาก ปรับราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ ดีเซล และดีเซลพรีเมี่ยม เพิ่มขึ้น 0.50 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 เพิ่มขึ้น 0.30 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ 11 ม.ค.2562 เวลา 05.00 น. มีผลเช้านี้   -มาสเตอร์การ์ด เผยผลสำรวจกรุงเทพคว้าตำแหน่งเมืองสุดยอดจุดหมายปลายทางของโลก 2019 ส่วนพัทยา-ภูเก็ตติด 20 อันดับแรกเมืองจุดหมายที่มีการใช้จ่ายด้านอาหารและช็อปปิ้งมากที่สุด กรุงเทพฯ คว้าเมืองสุดยอดจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลก 3 ปีซ้อน    -ตรวจพบนักเรียนผี 21 โรงเรียนทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ขนาดแค่สุ่มตรวจยังพบทุกแห่ง ตั้งแต่หลักสิบ-หลักร้อยคน เดินหน้าตรวจต่อขยายผลเพิ่ม ถ้าพบเข้าข่ายทุจริตเงินอุดหนุน เอื้อประโยชน์ตำแหน่ง ผอ.จะส่ง ป.ป.ช.พิจารณาต่อไป สุ่มตรวจ 21 ร.ร.ทั่วประเทศ เจอชื่อนักเรียนผีเพียบ จ่อส่ง ป.ป.ช.ตรวจสอบ    -พบน้องโยโย่ เด็กสาววัย 14 หลังพ่อร้องกองปราบลูกหายตัวนาน 15 วัน ตามจนเจอในแมนชั่นที่เชียงใหม่ อยู่กับหนุ่มใหญ่วัย 52 ปี เป็นพ่อของเพื่อน อ้างสนิทกันแบบชู้สาว สารภาพพาน้องมาเชียงใหม่จริงหลังสอบเสร็จ ชวนน้องโยโย่ซ้อนท้าย จยย.ขี่มาเที่ยวเรื่อยๆ กระทั่งมาสิ้นสุดที่เชียงใหม่เมื่อ 3 วันก่อน ตร.แจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ เจอแล้ว 'น้องโยโย่' เด็กสาววัย 14 ปี ตามเจอที่เชียงใหม่ พบไปกับพ่อเพื่อน โดนข้อหาหนักพรากผู้เยาว์   -จับใบเตย สาวขอเพลงที่มีงูออกมา ร่วมแก๊งแฟนหนุ่มค้ายา หลัง ตร.จับขณะส่งมอบยาย่านรามอินทรายึดยาบ้า 6 พันเม็ด ก่อนขยายผลขบวนการ สารภาพรับค่าจ้าง 3 หมื่น ทำมาแล้ว 3 เดือน ยึดทรัพย์เจ้าตัว 10 ล้าน ก่อนถูกจับเพิ่งโพสต์ให้ทองแม่ ตร.สั่งจับตาคนในออนไลน์มีพิรุธไม่ได้ทำงานเป็นหลักแหล่งแต่มีเงินเยอะ จับ 'ใบเตย ขอเพลงที่มีงูออกมา' ร่วมแก๊งแฟนหนุ่มค้ายา ใช้ชีวิตหรูหรา-ซื้อทองให้แม่ ยึดทรัพย์ 10 ล้าน   -จับหนุ่มอดีตทหารเกณฑ์ ข่มขืนเด็กออทิสติกวัย 16 ปี อาศัยช่วงปลอดคนลงมือ สลด น้องเคยถูกรุมขืนใจจนท้องมาแล้ว พร้อมขู่ห้ามบอกใครไม่งั้นจะฆ่าให้ตาย เจ้าตัวปฏิเสธท้าตรวจ DNA รวบอดีตทหารเกณฑ์หื่น ข่มขืนเด็กออทิสติก ขู่ฆ่าห้ามบอกใคร สลดเด็กเคยถูกลุงข่มขืนมาแล้วจนท้อง -บอลเปลี่ยนโค้ช แฟนบอลสะใจ เมสซี่เจ ชนาธิป ยิงประตูชัยพาช้างศึกล้มบาห์เรน 1-0 โอกาสเข้ารอบเปิดกว้าง นัดต่อไปพบเจ้าภาพ UAE นัดสุดท้าย เมสซี่เจบอกทีมสปิริตพาช้างศึกฟื้นคืนชีพคว้าชัยเอเชียนคัพ นัดแรกในรอบ 47 ปี และชนะบาห์เรนครั้งแรกในรอบ 39 ปี คลิปไฮไลท์ฟุตเอเชียน คัพ 2019 ช้างศึกฮึดชนะบาห์เรน 1-0    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FpHrM-x8E8A

 3,950
สังคม-อาชญากรรม
20 ธ.ค. 61

กองปราบรวบ 3 ผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับเพศ ยกระดับความปลอดภัยให้ปชช.ในช่วงปีใหม่

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ได้สั่งการให้ บก.ป. ตรวจสอบผู้ต้องหาที่มีหมายจับค้างเก่าพร้อมทั้งผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ที่ใกล้จะถึงนี้ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. ได้ลุยจับผู้ต้องหาเกี่ยวกับคดีเพศ รวดเดียว 3 ราย ดังนี้   1. นายสุวรรณ แสนวันนา อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ที่ จ.32/2561 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 ข้อหา พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร, พาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปี โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าวได้ที่บริเวณริมถนน ซ.สุขุมวิท 31 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร   ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม 2560 นายสุวรรณ หรือดุ่ย แสนวันนา ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยได้ชักชวน เด็กหญิงเอ (นามสมมติ) ออกอุบายชวน ด.ญ.เอ ไปเที่ยวเล่นที่บริเวณบ่อน้ำท้ายหมู่บ้าน ใกล้ที่เกิดเหตุ บริเวณหมู่บ้านภายใน ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อสบโอกาสจึงได้ลงมือข่มขืนกระทำชำเรา จากนั้นขู่ว่าหากนำเรื่องไปบอกพ่อแม่ จะทำร้ายพ่อแม่ของผู้เสียหาย ต่อมาผู้ปกครองสังเกตเห็นเด็กมีท่าทีผิดสังเกต ไม่ค่อยพูดจา เก็บตัวเงียบ จึงสอบถามจนทราบเรื่องราว และได้พาเด็กเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี นำไปสู่การออกหมายจับในเวลาต่อมา   จากการตรวจสอบประวัติ พบผู้ต้องหามีหมายจับที่ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันอีก 1 หมายจับ ในท้องที่ สภ.กบินทร์บุรี และจากการประสานงานกับฝ่ายสืบสวน สภ.กบินทร์บุรี ทราบว่ายังมีเด็กหญิงอีกประมาณ 5 ราย ซึ่งถูกผู้ต้องหาก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป   2. นายมะณี จีนซอ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ.38/2557 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 โดยกล่าวหา กระทำอนาจารบุคคลอื่น โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ สถานที่จับกุมบริเวณหน้าบริษัทตะวันแดง 1999 ต.หนองแซง อ.หันคา จว.ชัยนาท   ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือน พ.ย. ปี 56 นายมะณี ได้นั่งกินเหล้าในหมู่บ้าน เวลาประมาณกลางวัน จนพบน้องเมย์ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็กไม่สมประกอบ อายุประมาณ 18 ปี เดินผ่านมาที่วงเหล้า และได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่เดินผ่านมา แล้วหลบหนีไป จนถูกออกหมายจับในคดีดังกล่าวในเวลาต่อมา    3. นายธวัชชัย ว่องไว อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดระยอง ที่ จ.511/2561 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2561 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันควรเพื่อการอนาจาร, พาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารแม้ผู้นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภรรยา หรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม   โดยจับกุมได้ที่บริเวณริมถนนสาย 13 หน้าโรงงานบริดสโตน จำกัด ต.มะขามพูด อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พฤติการณ์คือเมื่อประมาณปี 2560 ผู้ต้องหาได้คบหากับ น้องสาวเอ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี คบหากันมาประมาณ 1 ปี จนกระทั่งถูกหมายจับในเวลาต่อมา 

 2,237
สังคม-อาชญากรรม
18 ต.ค. 61

จำคุกอดีตเณรคำ 16 ปี คดีพรากผู้เยาว์ สาวคู่กรณีจ่อฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร 40 ล้าน

ศาลอาญารัชดา นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่นายวิรพล สุขผล หรือ อดีตพระเณรคำ เป็นจำเลยในคดีพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จากกรณีเมื่อเดือนมกราคมปี 2543 ถึงกลางปี 2544 จำเลยได้กระทำการพรากผู้เยาว์ เป็นเด็กหญิง ที่ขณะเกิดเหตุมีอายุ 13-14 ปี ไปจากยาย เพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราหลายครั้ง เป็นเวลาประมาณ 2 ปี จนกระทั่งมีบุตรด้วยกัน 1 คน โดยในชั้นสอบสวนนายวิรพล ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา   ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติกรรมของนายวิรพล มีการเกี้ยวพาราสีผู้เสียหาย โดยมีการขับรถมารับที่หน้าโรงเรียน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากยายซึ่งเป็นผู้ปกครอง และนำตัวไปมีเพศสัมพันธ์จริง แล้วพาไปส่งที่บ้านหลายครั้งประกอบกับผลตรวจดีเอ็นเอ ที่นำก้นบุหรี่ เศษจีวร และพระเครื่องของนายวิรพลไปตรวจดีเอ็นเอ เปรียบเทียบกับบุตรชาย หญิงที่เสียหาย และตัวนายวิระพล พบว่าตำแหน่งผลการตรวจพิสูจน์ ตรงกัน 15 จุด จึงยืนยันได้ว่า ทั้ง 3 มีความพันธ์กันจริง   ศาลเห็นว่า นายวิรพลกระทำผิดจริงตามฟ้อง โดยอาศัยตำแหน่งพระภิกษุ ที่ศรัทธาเลื่อมใส ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย จึงพิพากษาลงโทษสถานหนักทุกกรรม ให้จำคุกจำเลย ในข้อหาพรากผู้เยาว์ อายุไม่เกิน 15 ไปจากบิดามารดา โทษจำคุก 8 ปี   และข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยา มีโทษจำคุก 8 ปี รวมโทษจำคุก 16 ปี โดยให้นับโทษต่อจากคดีฉ้อโกงประชาชน ที่หลอกลวงให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินและทองคำเพื่อนำไปสร้างพระแก้วมรกต และมหาวิหารครอบองค์พระ ที่ศาลลงโทษจำคุก 114 ปี แต่ตามกฎหมายให้ลงโทษสูงสุด 20 ปี รวมโทษจำคุกทั้ง 2 คดี 36 ปี   ทั้งนี้ ผู้เสียหายซึ่งถูกอนาจารในคดีนี้ ยังได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยยืนยันว่านายวิรพลเคยกระทำความผิดจริงในขณะที่ยังคงสมณะเป็นสงฆ์ และขณะนี้บุตรชายมีอายุ 16 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้นายวิรพล ก็เคยส่งเสียเลี้ยงดูและให้เงินเดือนละ 10,000 บาท แต่หลังจากถูกดำเนินคดีนายวิรพล ก็ไม่เคยส่งเงินมาช่วยเหลืออีกเลย ทำให้ต้องยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเรียกร้องค่าดูแลบุตรเป็นเงิน 40 ล้านบาท เมื่อเดือนกันยายน ปี 2556   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cOYir0aqXDs

 1,576
สังคม-อาชญากรรม
17 ต.ค. 61

ศาลสั่งจำคุก 16 ปี อดีต ‘เณรคำ’ พรากผู้เยาว์-กระทำชำเราเด็ก

ศาลสั่งจำคุก 16 ปี อดีต ‘เณรคำ’ พรากผู้เยาว์-กระทำชำเราเด็ก    วันนี้ (17 ต.ค.) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีที่นายวิรพล สุขผล หรือ ‘อดีตพระเณรคำ’ เป็นจำเลยในความผิด ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จากกรณีเมื่อเดือนมกราคมปี 2543 ถึงกลางปี 2544 ได้กระทำการพรากผู้เยาว์ เป็นเด็กหญิง ที่ขณะเกิดเหตุมีอายุระหว่าง 13 ถึง 14 ปี ไปจากยาย เพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราหลายครั้ง เป็นเวลาประมาณ 2 ปี จนกระทั่งมีบุตรด้วยกัน 1 คน โดยในชั้นสอบสวนนายวิรพล ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา   ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติกรรมของนายวิรพล มีการเกี้ยวพาราสีผู้เสียหาย โดยมีการขับรถมารับผู้เสียหายที่หน้าโรงเรียน แล้วพาไปส่งที่บ้านหลายครั้ง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากยายซึ่งเป็นผู้ปกครอง -ประกอบกับผลตรวจดีเอ็นเอ ที่เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้นำก้นบุหรี่ เศษจีวร และพระเครื่องของนายวิรพลไปตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบกับบุตรชายของผู้เสียหาย พบว่าตำแหน่งผลการตรวจพิสูจน์ ตรงกัน 15 จุด มีความสัมพันธ์เป็นบิดากับบุตรจริง    ดังนั้นนายวิรพลกระทำผิดจริงตามฟ้อง โดยอาศัยตำแหน่งพระภิกษุ ที่คนศรัทธาเลื่อมใส ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย จึงพิพากษาลงโทษสถานหนักทุกกรรม ให้จำคุกจำเลย ในข้อหาพรากผู้เยาว์ อายุไม่เกิน 15 ไปจากบิดามารดา โทษจำคุก 8 ปี และข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยา มีโทษจำคุก 8 ปี รวมโทษจำคุก 16 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีฉ้อโกง ที่หลอกลวงให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินและทองคำเพื่อนำไปสร้างพระแก้วมรกต และมหาวิหารครอบองค์พระ ที่ศาลลงโทษจำคุก 114 ปี แต่ตามกฎหมายให้ลงโทษสูงสุด 20 ปี รวมโทษจำคุก 2 คดี 36 ปี    ทั้งนี้ ผู้เสียหายซึ่งถูกอนาจารในคดีนี้ ยังได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยยืนยันว่านายวิรพลเคยกระทำความผิดจริงในขณะที่ยังคงสมณะเป็นสงฆ์ และขณะนี้บุตรชายมีอายุ 16 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้นายวิรพล ก็เคยส่งเสียเลี้ยงดูและให้เงินเดือนละ 10,000 บาท แต่หลังจากถูกดำเนินคดีนายวิรพล ก็ไม่เคยส่งเงินมาช่วยเหลืออีกเลย ทำให้ต้องยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ เผื่อเรียกร้องค่าดูแลบุตรเป็นเงิน 40 ล้านบาท เมื่อเดือนกันยายน ปี 2556      

 1,698
สังคม-อาชญากรรม
12 ต.ค. 61

รวบกู้ภัยหื่น ลวง 2 เด็กหญิงอ้างมีเคราะห์ พาไปแก้กรรมในม่านรูด ก่อนข่มขืน

ตำรวจจับกุมนายดุสิต บุญฤทธิ์ หรือโน อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 10 ต.ค. ในข้อหา พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ถูกตำรวจกองปราบปราม จับกุมตัวได้ ที่อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ย่านถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม.   หลังมีพฤติกรรมล่อลวงด.ญ.เอ อายุ 14 ปี และ ด.ญ.บี อายุ 12 ปี โดยชักชวนไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ในห้างสรรพสินค้าย่านถนนพระราม 2 จากนั้น ใช้อุบายหลอกผู้เสียหายว่ากำลังมีเคราะห์ ต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ก่อนจะพาไปข่มขืนกระทำชำเรา ที่โรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง จากนั้น ได้พาตัวไปส่งที่ตลาดนัดอินดี้ ย่านดาวคะนอง   หลังเกิดเหตุผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้ง 2 คน พบความผิดปกติ จึงสอบถามจนทราบความจริง ก่อนพาเข้าแจ้งความ ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาเป็นอาสาสมัครของกู้ภัยแห่งหนึ่ง และเป็นลูกจ้างอยู่ที่อู่ซ่อมรถดังกล่าว จึงนำกำลังเข้าจับกุมตัว   จากการสอบสวนนายดุสิต ให้การรับสารภาพว่า รู้จักกับผู้เสียหายทั้ง 2 คนผ่านทาง ด.ญ.เอ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับผู้เสียหาย โดยมีการติดต่อกันผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ในวันเกิดเหตุหลังจากดูหนังเสร็จแล้ว ตนก็ชักชวนผู้เสียหายทั้ง 2 ไปนั่งเล่นต่อที่สวนหย่อมใกล้ๆ กับห้าง   โดยตนได้ขอดูลายมือของเด็กผู้เสียหายทั้ง 2 อ้างว่าสามารถดูดวงทำนายชะตาได้ เพราะตนเคยศึกษากับพระอาจารย์ที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.มุกดาหาร ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนดูดวงเม่นจริง จึงได้ทำนายไปว่าผู้เสียหายทั้ง 2 กำลังจะมีเคราะห์ จากนั้นก็พาผู้เสียหายไปทำพิธีแก้กรรมที่โรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง   ระหว่างทำพิธี ตนก็ให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าออก เสร็จแล้วก็นำธูปมาเขียนอักขระลงบนร่างกาย เพื่อแสร้งทำเป็นพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ ระหว่างนั้นตนเกิดอารมณ์ทางเพศจึงลงมือข่มขืนเหยื่อทั้ง 2 คนจนสำเร็จความใคร่ เสร็จแล้วก็นำตัวไปส่งที่ตลาดฯย่านดาวคะนอง ก็ไม่คิดว่าจะถูกตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว   พร้อมอ้างว่า เหตุที่ทั้งคู่ยินยอมเพราะเป็นเด็กใจแตก ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vPD8RRRC6Q0

 20,620
ข่าวภูมิภาค
17 ส.ค. 61

ศาลสั่งจำคุก5 ปี 2 เดือน ผอ.กิ๊กเด็ก ม.2 ไม่รอลงอาญา

โคราช-ศาลจังหวัดบัวใหญ่ได้ตัดสินคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย คือ นายณฐาภพ บุญทองโท อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าตองท่าเนินสามัคคี อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา   ที่มีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับลูกศิษย์ที่เป็นเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 โรงเรียนเดียวกัน จนถูกชาวบ้านร้องเรียนจนนำไปสู่การถูกดำเนินการเอาผิดทางวินัย และถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี กระทำอนาจารแก่ศิษย์   โดยศาลจังหวัดบัวใหญ่ ได้ตัดสินลงโทษจำเลย มีความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 278, 279 วรรค 2 ประกอบมาตรา 285 และมาตรา 317 วรรค 3 มาตรา 318 วรรค 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ดังนี้   1. ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และเป็นการกระทำแก่ศิษย์ ซึ่งอยู่ในความดูแล ศาลตัดสินลงโทษจำคุก 8 เดือน   2. ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ศาลตัดสินจำคุก 8 เดือน   3. ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ศาลตัดสินจำคุก 5 ปี   4. ฐานพรากเด็กอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปเพื่อการอนาจาร ศาลตัดสินจำคุก 4 ปี รวมโทษที่ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี 4 เดือน   แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงโทษจำคุก 5 ปี 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ทั้งนี้จำเลยมีสิทธิ์ขอยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา   ส่วนคดีในเรื่องกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีนั้น ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาล โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์จำเลย ในวันที่ 16-18 ตุลาคม 2561   ขณะที่การดำเนินการเอาผิดทางด้านวินัย ทางคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำสั่งลงโทษไล่ออกนายณฐาภพ บุญทองโท ไปก่อนหน้านี้แล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/13w6khnVS78

 3,462
แชร์ออฟเดอะเดย์
23 พ.ค. 61

อีกแล้ว! ครอบครัวหัวร้อนทะเลาะแม่สาว 16 แฟนลูกชาย ฝ่ายสามีชักมีดขู่ - เมียถ่ายคลิปเหมือนเดิม

อีกแล้ว! ครอบครัวหัวร้อน ทะเลาะวิวาทแม่ยาย หลังมารับลูกสาววัย16กลับบ้าน แต่ครอบครัวหัวร้อนไม่ยอม ฝ่ายสามีชักมีดขู่ ภรรยาถ่ายคลิปเหมือนเดิม   ความคืบหน้ากรณี นายพยอม แสงวันดี , นางสาวหทัยรัตน์ สมถวิล , นายอิทธิพล สมถวิล พ่อแม่ลูกที่ชาวโซเชียลให้ฉายาครอบครัวหัวร้อน หลังไปก่อเหตุทำร้ายร่างกายและดูหมิ่นตำรวจ สภ.มาบตาพุด ขณะแจ้งข้อหาจอดรถในที่ห้ามจอด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา   ล่าสุดมาอีกแล้ว แต่คราวนี้เป็นคลิปเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทภายในบ้านพักของครอบครัวหัวร้อน โดยเนื้อหาในคลิปมีเสียงทะเลาะวิวาทกันและเสียงร้องไห้ ขอร้องอย่าทำร้ายแม่ จากนั้นก็มีคลิปต่อมา เป็นเสียงหัวเราะของนางหทัยรัตน์ ลักษณะหัวเราะเยาะเย้ย   ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องคลิปนี้ กับคุณแอนนามสมมุติ ญาติของน้องบี อายุ16ปี แฟนของนายอิทธิพล ลูกชายครอบครัวหัวร้อนเล่าว่า คลิปที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์วันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา โดยแม่ของน้องบี ผู้เสียหาย มารับน้องบีกลับบ้าน หลังจากมาอาศัยอยู่กินกับนายอิทธิพลลูกชายของครอบครัวหัวร้อนเมื่อปลายปี 2560   จากนั้นน้องบีแชทมาขอความช่วยเหลือให้มารับกลับบ้าน เพราะถูกนายพยอม พ่อของนายอิทธิ ขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย และยังแชทบอกว่าอยากกลับบ้านมากแต่ไม่กล้าหนีออกมาเพราะกลัวจะถูกตี   พอครอบครัวน้องบีทราบเรื่องตกใจมาก ก็รีบมารับกลับบ้าน แต่พอมาถึงก็เจอนางหทัยรัตน์แม่ของนายอิทธิพล ด่าทอหยายคาย ใช้มือถือถ่ายคลิป ส่วนนายพยอมสามี ก็ถือมีดดาบกวัดแกว่งไปมา   ตอนนั้นลูกสาวก็ร้องไห้เพราะกลัวนางหทัยรัตน์จะทำร้ายร่างกายแม่ ตอนนั้นก็มีการฉุดกระชากกัน เพราะแม่ของน้องบีต้องการพาลูกสาวกลับแต่ครอบครัวนี้ไม่ยอม สุดท้ายตำรวจมาควบคุมสถานการณ์ แม่ของนายอิทธิพลก็ออกมาหัวเราะเยาะเย้ยหน้าบ้าน เพราะไม่สามารถพาน้องบีไปได้   จากนั้นทางครอบครัวก็ไปแจ้งความที่ สภ.สุรินทร์ดำเนินคดีกับนายอิทธิพล แต่พอผ่านมาสองเดือนก็ไม่มีความคืบหน้า เรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้จะบอกว่าน้องบีสมยอมมากับลูกชายเขาแต่น้องบีเป็นเด็กอายุ16ปี  แล้วมาถูกกระทำแบบนี้ มันไม่สมควร   ยืนยันว่าการที่ออกมารียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่การที่ครอบครัวนี้เป็นข่าวแล้วออกมาสร้างกระแส หรือใส่ร้าย แต่เรื่องนี้ทางครอบครัวแจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และคลิปนี้ก็บันทึกตอนเกิดเหตุไม่ใช่ปี 2560   ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องนี้กับนายพยอม พ่อของนายอิทธิพล ยืนยันว่า ไม่ได้ทำตามที่ญาติของน้องบีกล่าวหาและไม่เคยคิดจะทำแบบนี้ เพราะรักน้องบีเหมือนลูกหลานเพราะเป็นลูกสะใภ้   ทางด้านน้องบี กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนโกหกแม่และครอบครัวเพราะวันนั้นทะเลาะกับแฟน จึงอยากกลับบ้าน แต่ระหว่างทางที่แม่มารับตนก็แจ้งกลับไปว่าไม่ต้องมาแล้ว แต่แม่มาถึงบ้านและก็เกิดการทะเลาะวิวาทกัน ตอนนั้นตนก้มกราบนางหทัยรัตน์แม่ของแฟนเพื่อไม่ให้ทำร้ายร่างกายแม่ เพราะตอนนั้นทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันรุนแรง และตอนนี้ตนขอยืนยันว่าจะขออยู่กับนายอิทธิพล แฟนหนุ่มเหมือนเดิม   ทางด้านนายอิทธิพล แฟนของน้องบี กล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะแม่ของน้องบีไม่พอใจที่ตนไม่ไปสู่ขอ ที่ผ่านมาทั้งสองครอบครัวก็รับรู้ว่าคบหากันและเรียกค่าสินสอด1แสนบาท แต่ครอบครัวตนยังไม่พร้อมขอทำงานก่อน จึงอาจทำให้แม่ของน้องบีไม่พอใจ   ทางด้านพันตำรวจเอก วันชัย ชูจิตรผู้กำกับสภ.บางศรีเมือง กล่าวว่า วันเกิดเหตุทางครอบครัวฝ่ายหญิงมาลงบันทึกประจำวันว่าถูกครอบครัวนี้ข่มขู่ทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยวน้องบี จากนั้นครอบครัวก็ไปแจ้งความที่สภ.เมืองสุรินทร์   สำหรับการกระทำของครอบครัวนี้แม้ทางฝ่ายหญิงอายุ16ปี จะยินยอม แต่ตามกฎหมายเด็กยังอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ และการกระทำของฝ่ายชายก็ถือว่าทำผิดกฎหมาย   ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปตรวจสอบบ้านพักจุดเกิดเหตุ พบว่าไม่มีผู้อาศัย หน้าบ้านมีอุปกรณ์ก่อสร้าง และในกล่องจดหมายมีจดหมายค้างชำระค่าน้ำไฟ   เพื่อนบ้านเล่าว่าตอนนี้ครอบครัวหัวร้อนไม่อยู่ที่นี่แล้ว ย้ายออกไปตั้งแต่ปลายต้นเดือนเมษายน พฤติกรรมของครอบครัวชาวบ้านเอือมระอา ชอบทะเลาะวิวาทกับเพื่อนบ้านเรื่องที่จอดรถ พอมีเรื่องก็รวมตัวกันรุมด่าทอเหมือนในคลิปที่ปรากฎ   ส่วนหตุการณ์มาตามแฟนของลูกชายครอบครัวนี้นั้น ตนก็ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทและร้องไห้ แต่ก็ไม่มีใครอยากยุ่ง เพราะบ้านนี้มีพฤติกรรมแบบนี้ตลอด เสียงดัง ทะเลาะวิวาทบ่อยๆ ที่ผ่านมาเคยเห็นน้องบีเดินเข้าออกบ้าน แต่ไม่พูดคุยกับเพื่อนบ้าน จะเห็นน้องบีเลี้ยงลูกของนางหทัยรัตน์ ทำงานบ้าน และก็ออกไปทำงานรับเหมาก่อสร้างกับครอบครัวนี้   ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามไปยังนางสุชาวดี แม่ของน้องบีกล่าวว่า ขอให้ทางเจ้าหน้าที่รัฐช่วยพาน้องบีกลับบ้าน แม้จะรักแฟนมากเพียงใด ก็ขอให้กลับบ้านก่อน แล้วค่อยมาคุยกันเพราะแม่เป็นห่วงน้องบีมาก ยิ่งเห็นพฤติกรรมของครอบครัวนี้ แม่ก็ห่วงความปลอดภัยลูกสาว   และขอยืนยันว่า ไม่เคยมีการเจรจาเรื่องสินสอดการแต่งงานใดๆทั้งสิ้นและการที่ออกมาเปิดเผยคลิปครัง้นี้ไม่ได้ต้องการซ้ำเติมครอบครัวนี้ แต่ต้องการลูกสาวกลับบ้าน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/v2WehterGLc    

 24,503
สังคม-อาชญากรรม
01 ก.พ. 61

ผอ.ฉาวคบเด็ก ม.2 ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขอให้การในชั้นศาล ตร.แจ้ง 2 ข้อหา พรากผู้เยาว์-หมิ่นประมาท

คืบหน้าคดี ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ของโรงเรียน หลังพบหลักฐานการพูดคุยทางแชทไลน์โทรศัพท์มือถือ ข้อความหวานซึ้ง ต่างฝ่ายต่างเรียกกันว่า “ที่รัก” และ ผอ.เรียกนักเรียนหญิงว่า “เมีย” ซึ่งต่อมาถูก ตร.ออกหมายเรียกสอบปากคำ   ล่าสุด ผอ.ได้เดินทางเข้าพบตำรวจแล้ว หลังคบกำหนดตามหมายเรียกรอบแรก โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งดำเนินคดีกับ ผอ.เบื้องต้นก่อน 2 ข้อหา ประกอบด้วย ข้อหาพรากผู้เยาว์เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร และข้อหาหมิ่นประมาทนักเรียนชายชั้น ม.3 อดีตแฟนหนุ่มของนักเรียนหญิง ม.2 ว่าติดยาเสพติด   ซึ่งจากการสอบปากคำพยานแวดล้อม และพยานบุคคลไปมากกว่า 20 ปาก พยานทุกคนได้ให้ข้อมูลสอดคล้องตรงกันระบุพฤติกรรมของ ผอ.โรงเรียนรายนี้ มักชอบแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเด็กนักเรียนหญิงหลายคนในโรงเรียน ในลักษณะเกินเลยมากกว่าการเอ็นดูเด็กส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงนั้น   ทั้งนี้ยังไม่สามารถแจ้งดำเนินคดีกับ ผอ.โรงเรียนรายนี้ได้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังคงต้องใช้เวลารวบรวมหาพยานหลักฐาน และต้องสอบปากคำเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 วัย 14 ปี ที่ตกเป็นข่าวคบหากับ ผอ.โรงเรียนรายนี้ก่อน ซึ่งหากมีพยานหลักฐานเพียงพอจึงจะสามารถแจ้งข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีเพิ่มเติมกับ ผอ.โรงเรียนรายนี้   หลังพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ ผอ.เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง พนักงานสอบสวนก็ได้ปล่อยตัวกลับไป เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาได้เดินทางเข้ามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก และยังไม่ได้มีการออกหมายจับ   ต่อมา ผอ.ได้เดินหลบกลุ่มผู้สื่อข่าวจำนวนมากที่ไปยืนรอทำข่าว ออกทางประตูด้านหลังโรงพัก กลุ่มผู้สื่อข่าวได้สอบถามได้วิ่งตามไปสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น ขณะกำลังเดินขึ้นรถ โดย ผอ.ได้โบกมือปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมกับบอกว่า ไม่มีอะไร ตนไม่ค่อยสบาย และกำลังจะกลับไปทำงานต่อ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8plLwVd6Z_E  

 2,234
สังคม-อาชญากรรม
31 ม.ค. 61

ครบกำหนด ผอ.ฉาวเข้าพบ ตร.ตามหมายเรียกรอบแรก จนท.รับเด็ก ม.2 เข้าเยียวยาจิตใจ

โคราช-คืบหน้า ผอ.โรงเรียนฉาว ที่มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ล่าสุดถูกเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรงกับ ผอ.ภายในสัปดาห์นี้   ด้านตัวเด็ก ม.2 และเพื่อนที่เคยถูก ผอ.ทำอนาจาร รวมเป็น 3 คนได้ไปอยู่ในความดูแลที่บ้านพักเด็ก และครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยาสภาพจิตใจเป็นระยะเวลา 30 วัน ซึ่งเด็กปรับตัวเข้ากับสถานที่ได้ดี และไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง โดยเจ้าหน้าที่จะให้นำข้อสอบไปให้เด็กทำข้อสอบที่บ้านพักเด็ก เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก   ขณะที่ความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้เตรียมพร้อมรอให้ทาง ผอ.โรงเรียนเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาพรากผู้เยาว์ อนาจารเด็กหญิงไม่เกิน 15 ปี และหมิ่นประมาท ซึ่งล่าสุดทาง ผอ.โรงเรียนได้ฝากบอกผ่านมายังคนใกล้ชิดว่า ตัว ผอ.โรงเรียนจะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ (31 มกราคม 2561) ซึ่งคงต้องรอดูว่าทาง ผอ.โรงเรียนจะเดินทางมาจริงหรือไม่ ทั้งนี้หาก ผอ.ได้เดินทางมาพนักงานสอบสวนก็จะต้องดำเนินการออกหมายเรียกรอบ 2 ต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wwbhn6Zyz1E    

 2,776
สังคม-อาชญากรรม
29 ม.ค. 61

ผอ.ฉาวติดต่อรับทราบข้อกล่าวหา ด้าน นร.ม.2 กลับบ้านแล้ว แม่ขวางไม่ให้พบ จนท. ยันลูกสาวไม่ได้คบหา ผอ.

คืบหน้าคดีฉาว ผอ.โรงเรียนใน จ.โคราช วัย 51 ปี มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ของโรงเรียน หลังพบหลักฐานการพูดคุยทางแชทไลน์โทรศัพท์มือถือ ข้อความหวานซึ้ง ต่างฝ่ายต่างเรียกกันว่าที่รัก และ ผอ.เรียกนักเรียนหญิงว่า เมีย   ล่าสุด ตร.สภ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ผอ.คนดังกล่าวได้ติดต่อผ่านทางพนักงานสอบสวนว่าจะขอเข้าพบตำรวจ ในวันพุธ ที่ 31 มกราคม 2561 นี้ แต่ยังไม่ได้ระบุเวลา ซึ่งจะมารับทราบข้อหาประกอบด้วย พรากผู้เยาว์ อนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี และคดีหมิ่นประมาท ทั้งนี้หากตัว ผอ.โรงเรียนยังไม่ยอมมาพบตามที่นัดหมาย พนักงานสอบสวนก็จะออกหมายเรียกรอบที่ 2 และหากยังไม่มาพบอีกก็จะต้องเสนอศาลออกหมายจับต่อไป   ขณะที่เด็กนักเรียนหญิง ม.2 วัย 14 ปี ที่เป็นข่าวคบหากับ ผอ.โรงเรียนรายนี้ ได้เดินทางกลับเข้าไปที่บ้านพักแล้ว แต่ท่าทีของผู้ปกครองของเด็กนักเรียนหญิงไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับตัวเด็ก โดยอ้างว่าเด็กยังมีความเครียด ไม่พร้อมที่จะพูดคุย   ทั้งนี้เจ้าหน้าที่คงต้องรอให้ตัวเด็กมีความพร้อมก่อน ซึ่งทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 พร้อมให้การเยียวยาช่วยเหลือสภาพจิตใจ และดูแลเรื่องการเรียน เพราะขณะนี้เด็กได้ขาดเรียนติดต่อกันมาแล้ว 5 วัน โดยการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเรื่องการที่ ผอ.โรงเรียนคบหากับตัวของน้องเด็กนักเรียนหญิงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากตัวผู้ปกครองยังไม่ยอมให้ความร่วมมือ ทางเจ้าหน้าที่ก็พร้อมจะใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับต่อไป ซึ่งหากพบข้อมูลหลักฐานว่า ตัวผู้ปกครองมีการรับเงินหรือรับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ก็อาจมีความผิดเข้าข่ายการค้ามนุษย์   ด้านแม่เด็กหญิงเล่าว่า รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากไม่เคยทราบมาก่อนว่า มีรูปหรือแชตไลน์หลุดไป จนกระทั่งเป็นข่าวใหญ่โต ซึ่งก็ได้พูดคุยกับลูกสาวแล้ว ลูกสาวก็ยืนยันว่าไม่ใช่ตัวเองอย่างแน่นอน โดยขณะนั้นสภาพจิตใจลูกสาวก็ย่ำแย่ ไม่กล้าไปโรงเรียน จึงให้เงินจำนวน 2 พันบาท ไปหาญาติที่จังหวัดสกลนคร   จากนั้นลูกสาวก็เดินทางต่อไปพักที่จังหวัดชลบุรี ก่อนที่จะเดินทางกลับมาที่อำเภอบัวใหญ่ในวันนี้ ส่วนเรื่องงานแต่งงานและงานหมั้นที่มีข่าวมาก่อนหน้านี้นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับ ผอ.แต่อย่างใด เนื่องจากลูกสาวเองเพิ่งอายุ 14 ปี ยังไม่ถึงวัยที่เหมาะสม และยืนยันว่าลูกสาวไม่ได้คบกับ ผอ.ตามที่เป็นข่าวด้วย   ทั้งนี้มีข้อมูลอีกว่า มีเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกันกับนักเรียน เข้าแจ้งความกับพนักงานว่า เมื่อช่วงก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ลูกสาวเคยถูก ผอ.ฉาว รายนี้ได้ชักชวนขึ้นรถยนต์ และกระทำการลวนลามจับมือ จับแขน ลูบขาในรถยนต์ของ ผอ. พร้อมชักชวนให้ไปมีเพศสัมพันธ์ โดยเสนอเงินค่าตอบแทนให้เป็นจำนวน 2,000 บาท แต่นักเรียนคนดังกล่าวไม่ตกลง ทางผู้ปกครองจึงได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ ผอ.รายนี้เช่นกัน    ขณะที่ นร.ชายชั้นม.3 อดีตแฟนหนุ่มของ นร.หญิง ม.2 ระบุว่าที่ผ่านมาได้คบหาและอยู่บ้านเดียวกับฝ่ายหญิง จนกระทั่งช่วงไปเข้าค่ายลูกเสือ ฝ่ายหญิงพฤติกรรมเปลี่ยนไป และจับได้ว่าลอบมีความสัมพันธ์กับ ผอ.คนนี้ ยันไม่ใช่คนปล่อยแชทไลน์อื้อฉาวดังกล่าว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/5OBzPYDxQ-0    

 29,272
ข่าวภูมิภาค
10 ต.ค. 60

เจ้าบ่าววัย 17 เข้าให้ปากคำคดีพรากผู้เยาว์ ยันรักฝ่ายหญิงด้วยความจริงใจ

คืบหน้าวิวาห์ล่ม เจ้าบ่าววัย17ปี พร้อมญาติเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.เขาพนม จ.กระบี่ หลังถูกแจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ เบื้องต้นให้การรับสารภาพ แต่ไม่ได้มีเจตนากระทำชำเรา เนื่องจากตั้งใจที่จะอยู่กินกับเจ้าสาว   จากกรณีมีการจัดงานแต่งงาน ที่ ต.สินปุน อ.เขาพนม จ.กระบี่ ระว่างเจ้าบ่าววัย 17 ปี และเจ้าสาววัย 15 ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน แต่เมื่อถึงวันงานทางฝ่ายเจ้าบ่าวกลับไม่ได้มาในงานพิธีแต่อย่างใด โดยอ้างว่า ไม่สามารถหาสินสอดได้ครบตามจำนวน 1.5 แสนบาท สร้างความโศกเศร้าแก่เจ้าสาว และญาติพี่น้องเป็นอย่ามาก เนื่องจากได้มีการลงทุนเตรียมงาน ไปเป็นเงินกว่า 3 แสนบาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ต่อมาฝ่ายเจ้าสาวจึงได้แจ้งความข้อหาพรากผู้เยาว์ และเตรียมฟ้องร้องเสียค่าเสียหายจากฝ่ายชาย ขณะที่ฝ่ายเจ้าบ่าวได้นำพานดอกไม้ธูปเทียนเข้าขอขมา พ่อเจ้าสาว หวังได้อยู่กินกันฉันสามีภรรยา แต่สุดท้ายถูกฝ่ายเจ้าสาวไล่กลับ จนหวิดเกิดกระทบกระทั่งกันสร้างความผิดหวังแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นอย่างมาก   ความคืบหน้าวันที่ 9 ต.ค.60 นายบีนาม( สมมุติ) ฝ่ายเจ้าบ่าววัย 17 ปี พร้อมด้วยทนายความและญาติ ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับ ร.ต.อ.บุญส่ง ล่องวารี รองสารวัตรสอบสวน สภ.เขาพนม ตามที่นัดหมาย หลังจากรับทราบข้อกล่าวหา ในคดีพรากผู้เยาว์ โดยทางทนายความได้มีการนำหลักฐานภาพถ่ายในวันสู่ขอมาเป็นหลักฐานเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของฝ่ายชาย ที่หวังจะอยู่กินกับฝ่ายหญิง ขณะที่พนักงานสอบสวน เตรียมนำตัวส่งฟ้องฟ้องศาลในวันเดียวกัน   ขณะที่นายบี เจ้าบ่าว เปิดเผยก่อนเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนว่า กรณีที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาพรากผู้เยาว์ นั้นตนก็ยอมรับว่าพาฝ่ายหญิงไปจริง แต่ไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเรา เนื่องจากตนรักฝ่ายหญิงด้วยความจริงใจ และอยากอยู่กินฉันสามีภรรยา จึงพยายามทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งจะต้องไปขอขมาพ่อเจ้าสาว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ยอมรับ อย่างไรก็ตาม หลังจากไปขมาทางฝ่ายหญิงได้โทรศัพท์มาหาตน แต่พี่สาวเป็นคนรับสายจึงยังไม่ได้พูดคุยอะไรกัน   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่พูดคุยกับนายบี ทางญาติคนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า ตอนนี้ไม่ต้องการจะให้สัมภาษณ์ อีกต่อไปแล้ว หลังจากนี้ต้องการให้นายบีและครอบครัว อยู่เงียบๆสักพัก เนื่องจากเรื่องเป็นคดีความไม่รู้ว่าในอนาคตจะลงเอยกันอย่างไร จึงไม่อยากให้สัมภาษณ์สื่ออีก ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ สารภี ทนายความ ระบุว่าในเบื้องต้นเชื่อว่าทางฝ่ายชายไม่น่าจะมีความผิดในข้อหาพรากผู้เยาว์ เพราะได้มีการพาผู้หลักผู้ใหญ่มาสู่ขอฝ่ายหญิง ขณะที่ฝ่ายหญิงเกิน15 ปีแล้ว ส่วนฝ่ายชายอายุ17 ปี ไม่เคยมีภรรยามาก่อน ทั้งนี้หวังลึกๆว่า ทั้งสองฝ่าย น่าจะได้อยู่ด้วยกัน และอาจจะมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันในเร็วๆนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jI6B9k8An6Q  

 5,929

Top