ค้นหา :

ผลการค้นหา "อสังหาริมทรัพย์"

ต่างประเทศ
04 ต.ค. 62

คนรวยฮ่องกงเบื่อประท้วง เริ่มมีแผนย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แถมได้สัญชาติใหม่

Adam's Story กับ อ.อดัม แบรดชอว์...การประท้วงที่ฮ่องกงไม่จบลงง่ายๆ ล่าสุดกลุ่มคนรวยในฮ่องกงมีความคิดที่จะย้ายประเทศ โดยหนังสือพิมพ์ South China Morning Post นำเสนอว่าจากความวุ่นวายจากการประท้วง ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยอยากย้ายที่พำนัก โดยมีหลายประเทศพร้อมมอบสัญชาติและวีซ่าถาวรให้กับนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์   ปัจจุบันมีอย่างน้อย 20 ประเทศที่มีแนวคิดดังกล่าว เช่น ไอร์แลนด์ ถ้าซื้อบ้านที่นั่นแล้วอยู่อย่างน้อย 1 วันต่อปี ก็รักษาสถานะวีซ่าถาวรได้แล้ว ส่วนที่กรีซไม่มีกำหนดว่าต้องอยู่นานเท่าไหร่ แถมราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ถูกมากอีกด้วย โดยหลายประเทศพยายามดึงดูดชาวฮ่องกงที่อยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศถาวร                     เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม                              South China Morning Post to move abroad ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ   I want to move abroad. ฉันอยากจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ   want to = wanna  (อ่านว่า วอ หนะ)   I wanna travel abroad. ฉันอยากจะไปเที่ยวต่างประเทศ   invest (v.) ลงทุน อ่านว่า อินเฟ่สท   invest in real estate ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์   investor (n.) นักลงทุน อ่านว่า อินเฟ่สเดอร   He's a very handsome investor. เขาเป็นนักลงทุนที่หล่อมาก   a backup plan = plan B แผนสำรอง   plan A แผนหลัก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LCHAbe8FqhE

 3,565
บันเทิง
16 ก.ย. 62

'เป๊ก เปรมณัช' โต้ข่าวลือขายบ้านที่เชียงใหม่ ลุยทำอสังหาริมทรัพย์ โปรเจ็คปั๊มลูกชั่วคราว

เป๊ก เปรมณัช โต้ข่าวลือขายบ้านที่เชียงใหม่ แจงทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมหุ้นกับเพื่อน เผยโปรเจ็คปั๊มลูกยังไม่จริงจัง แต่ทำการบ้านตลอด ปีหน้าต้องมุ่งมั่น   มากันที่คู่รัก “เป๊ก เปรมณัช” กับ “นิว นภัสสร” ที่ก็แต่งงานกันมาพักใหญ่ และก็จริงจังเรื่องการมีน้องมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่มีข่าวดีซักที    เมื่อวานนี้เจอเจ้าตัว ที่ก็บอกว่าพึ่งเดินทางกลับจากเซี้ยงไฮ้ กัน พอมีเวลาว่าง 4-5 วันก็จะพากันไปเที่ยว และไปคราวนี้ก็ยังคงไปขอลูก และ ทำการบ้านเหมือนเคย ซึ่ง ‘เป๊ก’ ก็บอกว่าหมอไปก้ปรึกษาแล้ว ก็บอกแข็งแรงดีทั้งคู่แต่ก็ยังไม่ซีเรียสเท่าไหร่ ปล่อยไปตามธรรมชาติก่อน เพราะปีนี้งานเยอะกันทั้งคู่    และนอกจากนี้ก็มีประเด็นว่าเจ้าตัวเตรียมขายบ้านที่เชียงใหม่ ‘เป๊ก’ ก็ถึงกับงง ก่อนจะบอกว่าได้ขายบ้านจริงๆ แต่เป็นโครงการบ้านจัดสรร ที่ลงทุนกับเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกัน ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ก็พึ่งเริ่มสร้าง 7 หลังแรกก่อน เพราะตนเองก็ชื่นชอบการตกแต่ง และทำรายการเกี่ยวกับการออกแบบ ตกแต่งด้วย ก็เลยทำให้ต้องเดินทางบินไปกลับกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ อยู่บ่อยๆ  บอกทำในสิ่งที่ชอบแล้วมีความสุข ส่วนเรื่องลูกค่อยจะต้องจริงจังในปีหน้า      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RRyWH9-8NT4

 282
เศรษฐกิจ
13 ก.ย. 62

เอกชนขอรัฐออกมาตรการกระตุ้นอสังหา หลังยอดขายลดวูบ

นายอธิป พีชานนท์ ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งปี 2562 จะติดลบ10% จากครึ่งปีแรกติดลบ10-15%   หากภาครัฐไม่มีมาตรการเข้ามาช่วยเพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และมาตรการแอลทีวี (อัตราสินเชื่อต่อมูลค่าที่อยู่อาศัย) ทำให้ครึ่งปีแรกมียอดปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยกว่า 40% และยังมีแนวโน้มสูงขึ้น   ขณะที่ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลงโดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมที่ติดลบ 30% ส่วนโครงการแนวราบยังขยายตัวแต่ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีนัก กำลังซื้อซบเซาโดยเฉพาะในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมและภัยแล้งทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zDm6vaW_2Dk

 7,957
เศรษฐกิจ
11 มิ.ย. 62

เอกชนหวั่นอสังหาฯติดลบ แนะรัฐบาลเร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาคเอกชนออกมาแสดงความเป็นห่วงยอดโอนภาคอสังหาฯ ไตรมาส 2 อาจติดลบ 10% ทำให้ทั้งปีติดลบ หากรัฐบาลไม่เร่งเข้ามาทำงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ   นายสุธรรม สุวรรณนภาศรี กรรมการผู้จัดการ นัมเบอร์วัน เฮาส์ซิ่ง ดิเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า หากนับตั้งแต่เลือกตั้ง 24 มีนาคม เราไม่มีรัฐบาลอย่างเป็นทางการมา 2 เดือนกว่าแล้ว จึงเริ่มเป็นปัญหาความเชื่อมั่นการตัดสินใจซื้อภาคอสังหาฯ ประกอบการมาตรการ LTV เชื่อว่า ยอดโอนช่วงไตรมาส 2 จะติดลบร้อยละ 10 หากไม่เร่งจัดตั้งรัฐบาล และออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ คาดว่าทั้งปีจะติดลบใกล้ๆ ร้อยละ 10 และจะมีปัญหาต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาฯ เกือบ 100% เป็นคนไทย และเป็นธุรกิจที่มีการจ้างงานสูง   อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาลงตัว ได้คณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารจัดการ เชื่อว่าจะสานต่อนโยบายได้รวดเร็ว เนื่องจากเป็นขั้วรัฐบาลเดิม ที่เคยบริหารประเทศมาแล้ว  

 2,168
เศรษฐกิจ
18 มี.ค. 62

ยอดปฏิเสธกู้บ้านพุ่ง 50% เหตุแบงก์เข้มปล่อยสินเชื่อ

จากมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (แอลทีวี) ที่จะบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย.นี้ ทำให้หลายสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท   ล่าสุดมีรายงานพบว่าในช่วง 2 เดือนแรก มีการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์กว่า 50% คาดการณ์ว่าในไตรมาสแรกปีนี้จะมีการปล่อยกู้เพียงแค่ 40-50% เท่านั้น กระทบกับหลายโครงการอสังหาริมทรัพย์ต้องชะลอตัวออกไป บางบริษัทคาดว่าจะสามารถโอนโครงการได้ไม่ถึง 100 ยูนิต จากเป้าหมายที่วางไว้คือ 200 ยูนิต   อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาสแรกปีนี้บรรดาดีเวลอปเปอร์ทั้งในตลาดและนอกตลาดหลักทรัพย์จะมียอดขายและรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเกิดจากการเร่งระบายสต๊อกสินค้าแต่ทว่าหลังวันที่ 1 เม.ย.นี้ รายได้จะลดลงราว 50% โดยเฉพาะผู้ประกอบการระดับกลางลงมาที่จะได้รับผลกระทบมาก   สำหรับทำเลที่น่าเป็นห่วงคือ คอนโดแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ปัจจุบันมีซัพพลายกว่า 4 หมื่นหน่วย โดยเฉพาะช่วงสถานีเตาปูน-แคราย สายสีเขียวช่วงต่อขยายไปคูคตมีซัพพลาย 4-5 หมื่นหน่วย สายสีเขียวที่ไปบางปูซัพพลายเหลืออยู่มากเช่นกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dc3CUXzrXzM

 3,923
เศรษฐกิจ
26 ต.ค. 61

ผู้ประกอบการยอมรับ ได้รับผลกระทบมาตรการคุมเข้มสินเชื่ออสังหาฯ แต่ช่วยคัดกรองลูกค้าที่แท้จริง

ประเด็นการคุมสินเชื่อบ้าน ที่ล่าสุดแบงค์ชาติได้เปิดรับฟังความคิดเห็น และเตรียมออกมาตรการในเดือนพฤศจิกายนนี้  ผู้ประกอบการอสังหาฯ ยอมรับว่ากระทบ แต่ก็จะเป็นผลดีในแง่การคัดกรองลูกค้าที่แท้จริง   นายองคฤทธิ์ พรหมโยธี กรรมการบริหารบรัทณวรางค์ แอสเซท กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันการเงินได้มอนิเตอร์เรื่องดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว และแต่ละแห่งก็มีมาตรการบริหารจัดการภายใน ซึ่งในมุมของผู้ประกอบการ เชื่อว่ามาตรการที่แบงค์ชาติจะประกาศออกมา จะเป็นเครื่องมือในการช่วยคัดกรองลูกค้าในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าที่แท้จริงได้ แต่ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบสูง หากเป็นกรณีบ้านหลังที่สอง เพราะการที่มีบ้านหลังที่สอง ถือว่าเป็นไลฟ์สไตล์ปกติของคนกรุงเทพ ดังนั้นการคุมหลังที่ 3 น่าจะส่งผลดีกว่า ทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ประกอบการ    นายองคฤทธิ์ ยังเผยมุมมองตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโด ว่าภาพรวมยังคงเติบโตได้และจะต่อเนื่องไปปีหน้า โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง และบน ที่ยังไม่มีปัญหา แต่การแข่งขันจะดุเดือดมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่ เตรียมนำที่ดินแปลงสวยๆ เปิดโครงการในปีหน้าจำนวนมาก

 781
เศรษฐกิจ
10 ต.ค. 61

ไซมิส แอสเสท ปั้นแบรนด์ใหม่ระดับลักชัวรี่ “เดอะ คอลเลคชั่น - the collection” แฟลกชิพโปรเจกต์ มูลค่า 4,800 ล้านบาท สะท้อนแนวคิด “live without compromise” เพื่อมอบสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุด

ไซมิส แอสเสท ปั้นแบรนด์ใหม่ระดับลักชัวรี่ “เดอะ คอลเลคชั่น - THE COLLECTION” แฟลกชิพโปรเจกต์ มูลค่า 4,800 ล้านบาท สะท้อนแนวคิด “Live without Compromise” เพื่อมอบสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุด   ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างมีระดับ ด้วยความโดดเด่นของทำเลศักยภาพ “สุขุมวิท-อโศก” และหนึ่งเดียวกับวิวแบบพาโนรามาของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ “สวนเบญจกิติ”               กรุงเทพฯ (9 ตุลาคม 2561) บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมแห่งการอยู่อาศัย เปิดพอร์ตท็อปเซกเมนต์ส่งแบรนด์ใหม่เพื่อเติมเต็มตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ ล่าสุดพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม “เดอะ คอลเลคชั่น - THE COLLECTION” แฟลกชิพโปรเจกต์มูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “Live without Compromise : ที่สุดของความประณีต ใส่ใจทุกรายละเอียด  เพื่อสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุด” โชว์ความโดดเด่นด้วยที่สุดแห่งทำเลย่าน “สุขุมวิท-อโศก” และพื้นที่สีเขียวสวนเบญจกิติ เปิดประสบการณ์ครั้งแรกกับคอนโดมิเนียมหรู มุ่งเจาะกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง ทั้งกลุ่มแฟมิลี่รุ่นใหม่ นักธุรกิจ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ               นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ดำเนินการสร้างสรรค์โครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ “ไซมิส - SIAMESE” ด้วยความใส่ใจและความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์การอยู่อาศัย และการใช้ชีวิตในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ตามสโลแกน “Asset of life…สร้างกำไรให้ทุกการใช้ชีวิต” โดยแบ่งเป็นกลุ่มบ้านจัดสรรคอนโดมิเนียม และสำนักงานซึ่งในกลุ่มคอนโดมิเนียมบริษัทฯ ได้นำเสนอรูปแบบโครงการที่มีความหลากหลาย อาทิ คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ แบรนด์ “ไซมิส เอ็กซ์คลูซีฟ – SIAMESE Exclusive” คอนโดมิเนียมระดับ Middle High แบรนด์ “ไซมิส – SIAMESE” และคอนโดมิเนียมระดับเออร์เบินแมส แบรนด์ “บลอสซั่ม - Blossom” และล่าสุดได้ดำเนินการสร้างสรรค์โครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ ซึ่งนับเป็นท๊อปเซกเมนต์ของบริษัทฯ ภายใต้แบรนด์ “เดอะ คอลเลคชั่น - THE COLLECTION” แฟลกชิพโปรเจกต์มูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท นำเสนอประสบการณ์ครั้งใหม่กับคอนโดมิเนียมที่สุดของทำเลใจกลางสุขุมวิท-อโศก พร้อมการออกแบบตึกที่ทันสมัยรวมถึงวัสดุตกแต่งภายในระดับ World-class ที่โครงการนำเข้ามาจากอิตาลี และเยอรมันเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างมีระดับ”             โครงการ “เดอะ คอลเลคชั่น - THE COLLECTION” มีพื้นที่ขนาด 2 ไร่ 57.8 ตารางวา หรือประมาณ 3,431 ตารางเมตร มูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ทำเลศักยภาพ บริเวณสุขุมวิท ซอย 16 ซึ่งสามารถเชื่อมไปยังถนนสายหลักได้หลายเส้นทางทั้งสุขุมวิท อโศก และพระราม 4 โดยใช้เวลาเดินทางจากรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอโศกเพียง 2 นาที ดำเนินการออกแบบภายใต้แนวคิด “Live without Compromise : ที่สุดของความประณีต ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุด” โดยควบคุมทุกขั้นตอนการก่อสร้างอย่างประณีตภายใต้มาตรฐานคอนโดมิเนียมระดับสากล แบ่งเป็น 2 อาคาร โดยอาคารหลัก สูง 41 ชั้น ห้องพักอาศัย 443 ยูนิต โดยแบ่งลักษณะห้องชุดเป็นทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่   1-Bedroom (1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ) มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 33.80 – 34.20 ตารางเมตร จำนวน 334 ยูนิต 2-Bedroom (2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ) มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 63.80 – 69.50 ตารางเมตร จำนวน 107 ยูนิต Penthouse (3 ห้องนอน) มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 84.20 และ 135.35 ตารางเมตร จำนวน 2 ยูนิต               นายขจรศิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า “บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทั้งด้านการออกแบบและดีไซน์ อย่าง บริษัท ครีเอทีฟครูส์ จำกัด (Creative Crews Ltd.) ที่ปรึกษาด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมของโครงการ    ที่ดึงจุดเด่นสำคัญของโครงการมาร่วมถ่ายทอดเป็นโครงสร้างของโครงการได้อย่างโดดเด่น และ บริษัท ออง แอนด์ ออง ดีไซน์ จำกัด (ONG & ONG Design Co., Ltd) รับผิดชอบด้านการออกแบบภายในผ่านการสะท้อนอัตลักษณ์ของโครงการอย่างมีชั้นเชิง ทั้งความพิถีพิถันในการออกแบบทุกรายละเอียด การเลือกใช้วัสดุนำเข้าระดับโลก อาทิ ชุดครัว แบรนด์ “ชไนเดโร – Snaidero” จากประเทศอิตาลี โดยดีไซเนอร์ผู้ออกแบบรถยนต์ Ferrari ที่ใช้กรรมวิธีปิดผิวหน้าเฟอร์นิเจอร์เช่นเดียวกับการเคลือบสีรถ Ferrari ทำให้พื้นผิวมีสัมผัสที่หรูหราเงางามและช่วยป้องกันรอยนิ้วมือ หรือ อุปกรณ์ชุดครัว แบรนด์ “คุปเปอร์สบุช – Kuppersbusch” และชุดห้องน้ำที่ตกแต่งอย่างประณีต โดยการเลือกใช้สุขภัณฑ์ระดับมาสเตอร์พีซ ผลงานนักออกแบบระดับโลกแบรนด์ “ฮันสโกรเฮอ – Hansgrohe” ซึ่งทุกชิ้นทำมาจากทองเหลือง และทางโครงการ THE COLLECTION ก็ยังสั่งทำสีพิเศษใหม่ ที่สวยเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ยังได้นำกระเบื้องหินอ่อน คุณภาพอันดับ 1 ของโลกจากประเทศอิตาลี แบรนด์ “อารีออสเทียร์ - Ariostea” จากบริษัทไอริส เซรามิก้า กรุ๊ป (Iris Ceramica Group) ที่การันตีคุณภาพระดับโลก มาใช้ในส่วนของครัวและพื้นห้องน้ำของโครงการ เป็นต้น”                สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกได้สร้างสรรค์อย่างครบครัน อาทิ ฟิตเนส (Fitness) โคเวิร์คกิ้งสเปซ (Co-Working Space) มินิเธียเตอร์ (Mini Theatres) ไพรเวท มีทติ้ง รูม (Private Meeting room) สกาย จ๊อกกิ้ง (Sky Jogging) สกาย การ์เด้น (Sky Garden) เป็นต้น รวมทั้งสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย โครงการฯ ตั้งแต่ระบบความรักษาความปลอดภัยภายในลิฟต์ด้วยระบบ CCTV Monitoring & Control ที่เชื่อมต่อกับห้องควบคุมตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้อาศัย รวมถึงที่จอดรถที่มีทั้งแบบมาตรฐาน และที่จอดรถระบบ “Automatic Parking” หรือที่จอดรถอัจฉริยะ และ Home Intelligence System ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเพื่อความสะดวกสบายของลูกบ้านในโครงการ ควบคุมทุกอย่างเพียงปลายนิ้วสัมผัส              ด้านกลยุทธ์การตลาดและสื่อสารประชาสัมพันธ์ บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือของโครงการผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ แคมเปญผ่าน โซเชียลมีเดีย (Social Media) ทั้ง เฟสบุ๊ค (Facebook) บทความออนไลน์ (Content online) และอื่นๆ เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มนักคิดนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ “The Thinker” กลุ่มผู้นำเทรนด์ “The Trendsetter” กลุ่มนักเดินทางและนักลงทุน “The Traveler” และกลุ่มนักสะสมและครอบครัวขนาดเล็ก - กลาง “The Collector” ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปี พ.ศ. 2562 และคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2564 โดยราคาขายเริ่มต้นที่ 6.2 - 45 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มนักลงทุนและผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย นายขจรศิษฐ์ กล่าวสรุป       สำนักงานขาย โครงการแฟลกชิพโปรเจกต์ “เดอะ คอลเลคชั่น - THE COLLECTION” โทร 092-989-2459 หรือ www.collection16.com  

 1,135
เศรษฐกิจ
08 ต.ค. 61

ห่วงแบงก์ชาติคุมเข้มปล่อยสินเชื่อกู้บ้าน กระทบการขยายตัวอสังหา-ลดการจ้างงาน

จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ปรับปรุงกฎเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2562 โดยกำหนดให้การปล่อยกู้บ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปและบ้านที่มีมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ห้ามปล่อยสินเชื่อเกินกว่า 80 เปอร์เซนต์ของมูลค่าบ้าน หรือ LTV วงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน (LTV) ห้ามเกิน 80% ซึ่งเท่ากับว่าผู้กู้ต้องวางเงินดาวน์แล้ว 20%   แบงก์ชาติยังกำหนดให้การคำนวณวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน ( LTV) ต้องรวมเงินกู้ทุกประเภทที่ใช้หลักประกันเดียวกันด้วย เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิต ให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ 80% นี้ จากเดิมสถาบันการเงินคิดวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกันเฉพาะบ้าน และให้สินเชื่อเพิ่มเติม (Top-up) จนบางรายได้วงเงินกู้จริงเกิน 100% ของหลักประกันไป   ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดพบว่า มีการเร่งโอนบ้านในช่วงปลายปีกันจำนวนมาก เพื่อเลี่ยงเกณฑ์ใหม่ที่กำหนดขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่านโยบายดังกล่าว อาจกระทบต่อการขยายตัวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ กระทบการจ้างงานในหลายภาคส่วน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9zOA7O64sjg

 1,559
เศรษฐกิจ
05 ต.ค. 61

แบงก์ชาติออกเกณฑ์คุมธนาคาร ปล่อยกู้บ้านหลังที่ 2-บ้านหรู 10 ล้านบาทขึ้นไป เริ่มใช้ 1 ม.ค.ปีหน้า

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ปรับปรุงกฎเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ โดยกำหนดให้การปล่อยกู้บ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปและบ้านที่มีมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ห้ามปล่อยสินเชื่อเกินกว่า 80 เปอร์เซนต์ของมูลค่าบ้าน หรือ LTV วงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน (LTV) ห้ามเกิน 80% ซึ่งเท่ากับว่าผู้กู้ต้องวางเงินดาวน์แล้ว 20%   ที่สำคัญ แบงก์ชาติยังกำหนดให้การคำนวณวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน ( LTV) ต้องรวมเงินกู้ทุกประเภทที่ใช้หลักประกันเดียวกันด้วย เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิต ให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ 80% นี้ จากเดิมสถาบันการเงินคิดวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกันเฉพาะบ้าน และให้สินเชื่อเพิ่มเติม (Top-up) จนบางรายได้วงเงินกู้จริงเกิน 100% ของหลักประกันไป   กฎเกณฑ์ใหม่นี้ ไม่กระทบกับผู้ที่กู้บ้านหลังแรก และบ้านราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยยังใช้เกณฑ์วงเงินสินเชื่อต่อหลักประกันเดิมคือ LTV คอนโด 90% ส่วนบ้านแนวราบ 95% และหากมีการให้กู้เงิน Top-up อื่นๆ ต้องรวมกันแล้วไม่เกิน 100 %   แบงก์ชาติยอมรับว่า มาตรการใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2562 อาจส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อบ้านในอนาคตชะลอตัวลง   ทั้งนี้หลังแบงก์ชาติออกนโยบายดังกล่าวออกมา ทำให้หุ้นในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลงกันทั่วหน้า โดยเฉพาะกลุ่มทำคอนโด ซึ่งนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ชี้นโยบายที่ออกมา จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมากกว่าผู้ประกอบการ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xU-2ISggBsw

 4,310
เศรษฐกิจ
04 ต.ค. 61

แบงก์ชาติเตรียมแถลงคุมสินเชื่อกู้บ้าน บริษัทอสังหาฯเลื่อนเปิดโครงการใหญ่เป็นปีหน้า

ธนาคารแห่งประเทศ หรือแบงก์ชาติ เตรียมแถลงมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย หลังพบการแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ทำให้แบงก์ชาติ แสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก หวั่นเกิดหนี้เสียและวิกฤตฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์   ขณะที่บริษัทอสังหารายใหญ่ประกาศเลื่อนเปิดตัวโครงการเป็นปีหน้า เพื่อรอฟังความชัดเจนจากนโยบายดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JwfvPa4aGB4

 1,881
เศรษฐกิจ
27 ก.ย. 61

บริษัทอสังหาฯดัง ชี้แบงก์ชาติกลัวเกินเหตุ ยันยังไร้สัญญาณฟองสบู่แตก

บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร เชื่อว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ จะเข้ามากำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อกลุ่มที่อยู่อาศัยเป็นพิเศษ เป็นเพราะหนี้เสียกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง   โดยล่าสุดมูลหนี้เอ็นพีแอลที่อยู่อาศัยทั้งระบบอยู่ที่ 1.5 แสนล้านแล้ว บวกกับจุดที่น่าเป็นห่วงคือ ยอดปรับโครงสร้างหนี้ก็พุ่งขึ้นแตะ 1.5 แสนล้าน และมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งจากสถิติจะกลับมาเป็นเอ็นพีแอล 40% หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท   ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ อย่าง บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และ บริษัทศุภาลัย จำกัด มหาชน กลับเห็นว่า ยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่อสังหาฯ อย่างที่แบงก์ชาติกังวลแต่อย่างใด   โดยผู้บริหารศุภาลัย นายประทีป ตั้งมติธรรม บอกว่า แบงก์ชาติกลัวเกินเหตุ ถ้าจะให้ดีแบงก์ชาติควรนำสถิติหนี้เสียในตลาดอสังหาฯ มาแสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าเพิ่มขึ้นอย่างไร ให้ผู้ประการเชื่อ ก่อนที่จะไปออกมาตรการอะไรที่จะกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cw6IpX9sz38  

 1,855
ประชาสัมพันธ์
14 มิ.ย. 61

เพอร์เฟค จับมือ เอไอเอส พร้อม ซัมซุง และโมไบค์ เดินหน้าพัฒนาโครงการแนวคิด “เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้”

               “พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” จับมือพันธมิตร ร่วมพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด “เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้” นำโดย “เอไอเอส” พร้อมให้บริการเครือข่ายอัจฉริยะ NB-IoT กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกในเมืองไทย รองรับการใช้งานอุปกรณ์และบริการ IoT เต็มรูปแบบ ร่วมด้วย“ซัมซุง” นำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ยกระดับคุณภาพชีวิต และ “โมไบค์” ร่วมบริการจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ                นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้  เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และในยุค 4.0 ซึ่งโลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จึงมีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาโครงการ สู่การเป็น Smart City ภายใต้แนวคิด “เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้” โดยมีความร่วมมือกับ เอไอเอส ผู้นำด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีดิจิตัล ในการนำเครือข่าย NB-IoT เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาโครงการ นับเป็นครั้งแรกในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์                IoT หรือ Internet of Things เป็นนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญที่จะยกระดับเมืองสู่ Smart City  ซึ่ง พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค นำมาใช้ทั้งภายในโครงการและในบ้าน ในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านประหยัดพลังงาน ใช้เพื่อจัดการการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ทั้ง Smart Street Lighting โคมไฟถนนอัจฉริยะที่ทำงานอัตโนมัติ มีกล้อง CCTV ใช้พลังงานจากโซล่าเซล ติดตั้งแล้วที่ เพอร์เฟค เพลส สุขุมวิท 77– สุวรรณภูมิ / Semi HEM (Home Energy Monitoring) ระบบตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาในบ้าน พร้อมแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบปัญหา ด้านความปลอดภัย ใช้เสริมระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการ อาทิ Smart Tracking บัตรผ่านเข้าออกที่สามารถตรวจสอบตำแหน่งของผู้มาติดต่อได้ตลอด จะใช้งานโครงการแรกที่ เพอร์เฟค เพลส สุขุมวิท 77–สุวรรณภูมิ Face Recognition เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในการผ่านเข้าออกโครงการคอนโดมิเนียม ใช้งานที่ เมโทรลักซ์ พหล-สุทธิสาร, เมโทรลักซ์ รัชดา และ เมโทร สกาย วุฒากาศ ด้านคมนาคม มี Smart Shuttle Service รถรับส่งระหว่างโครงการกับสถานีรถไฟฟ้า ที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งตำแหน่งและเวลาที่รถจะมาถึง รวมทั้งยังมี Smart Bike จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ ด้วยความร่วมมือกับ โมไบค์ โดยวันนี้เริ่มให้บริการแล้วในกลุ่มโครงการโซนตะวันออกของกรุงเทพ ด้านความสะดวกสบาย ตอบรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วย Smart  Appliances ภายใต้ความร่วมมือกับ ซัมซุง กับแคมเปญ “เมโทรลักซ์ 4.0” ใน 4 ทำเล คือ เกษตร, รัชดา, พหล-สุทธิสาร และ ริเวอร์ฟร้อนท์  และ ด้านการทำงาน  มี Co Working Space และ Wifi ฟรีในพื้นที่ส่วนกลาง ที่รองรับการทำงานของคนรุ่นใหม่                นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เอไอเอส เชื่อว่า IoT จะเป็นรากฐานสำคัญในทุกอุตสาหกรรมในการต่อยอดและพัฒนาโซลูชันส์ให้เกิดประโยชน์ จึงให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมเรื่อง IoT มาโดยตลอด โดยปีที่แล้ว ได้พัฒนาเครือข่าย NB-IoT ขึ้นเป็นครั้งแรก และปีนี้ เครือข่ายครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ  เรายังได้นำเครือข่าย    NB-IoT มาพัฒนาให้เกิดบริการและโซลูชันส์ต่างๆ เพื่อให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการให้บริการเครือข่าย NB-IoT เชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นรายแรกของไทยแล้ว โดยมุ่งหวังให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ สร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทย                 สำหรับความร่วมมือกับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค  เอไอเอสจะนำเครือข่าย AIS NB-IoT มาพัฒนาเป็นโซลูชันส์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อช่วยบริหารจัดการภายในโครงการและยกระดับการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในยุคดิจิทัล โดยเราทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายฝ่าย ร่วมกันสรรหา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันส์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับโครงการบ้าน และคอนโด ของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค โดย เอไอเอส ให้บริการแบบครบวงจร ทั้งอุปกรณ์ แอปพลิเคชั่น ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และเครือข่าย NB-IoT โดยพัฒนาเป็น One Single Platform เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการ และทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยโซลูชันส์ภายนอกบ้าน (Smart City) จะเป็นการบริหารจัดการพื้นที่ในโครงการ โดยเน้นเรื่องความสะดวก ปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน ที่สำคัญ ยังช่วยลดค่าใช้จ่าย เช่น ประหยัดไฟได้ถึง 50% เป็นต้น  สำหรับโซลูชันส์ภายในบ้าน (Smart Home) เป็นการเปลี่ยนบ้านทั้งหลังให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถควบคุมและสั่งการอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านแอปพลิเคชั่น                นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ รองประธาน ธุรกิจลูกค้าองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า   “ซัมซุง มุ่งมั่นไม่เพียงแค่การยกระดับความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง สรรค์นวัตกรรมและส่งมอบโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ให้สามารถใช้ชีวิตได้ง่ายและมีคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม สำหรับการร่วมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด ‘เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้’ ซัมซุง พร้อมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยด้วยผลิตภัณฑ์ที่ยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ทีวี 4K UHD, ซาวด์บาร์, Robot Wi-Fi และ เครื่องซักผ้าแบบ Wi-Fi  ที่จะช่วยมอบความสะดวกสบายต่อการอยู่อาศัยมากขึ้น”             “โดยอุปกรณ์ต่างๆ ของซัมซุง สามารถสั่งการและควบคุมการทำงานได้บนแพลตฟอร์มไอโอที ที่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะพัฒนาขึ้น โดยได้มีการนำร่องความร่วมมือที่ ‘เมโทรลักซ์’ ทั้ง 4 โครงการและโครงการอื่นๆ ในอนาคต ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยว ด้วยผลิตภัณฑ์ที่สามารถออกแบบฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ให้ตรงกับพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย อาทิ สมาร์ททีวี และเครื่องซักผ้าเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่ตั้งเวลาให้เปิด-ปิด ทำงานโดยอัตโนมัติ เครื่องดูดฝุ่น PowerBot ทำความสะอาดบ้านได้เองในช่วงที่ไม่อยู่บ้าน ตลอดจนไลน์อัพซาวด์บาร์ ที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ซัมซุง ยังมีความร่วมมือกับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ในการมอบสิทธิพิเศษทั้งส่วนลดและสินค้าราคาพิเศษสำหรับลูกบ้านของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เมื่อสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ของซัมซุง เราจะมีบริการจัดส่งให้ถึงที่บ้านอย่างสะดวกสบาย และยังมีโปรโมชั่นพิเศษอีกมากมายที่จะถูกนำเสนอผ่านทางข่าวสารจากทางโครงการอีกด้วย”                ในส่วนของโมไบค์ (Mobike) มร.มาร์ค ลิน (Mr. Mark Lin) Head of International Operation กล่าวว่า โมไบค์ มีแผนความร่วมมือกับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่จะมาให้บริการจักรยานอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี NB- IoT  ในทุก โครงการของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยวันนี้เริ่มให้บริการแล้วในกลุ่มโครงการโซนตะวันออกของกรุงเทพ ประกอบด้วย เพอร์เฟค เพลส รามคำแหง, เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ รามคำแหง, เพอร์เฟค เพลส สุขุมวิท 77, เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ สุขุมวิท 77 และ เพอร์เฟค พาร์ค สุวรรณภูมิ  ก่อนจะขยายไปยังโครงการอื่นๆ เพิ่มเติม  โดยลูกค้าเพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เพื่อใช้หาจุดจอด และปลดล็อคจักรยาน ก็สามารถใช้บริการได้แล้ววันนี้     

 1,259
เศรษฐกิจ
07 ก.พ. 61

sc ประกาศโรดแมป 3 ปี “sc re-invention 2020” ก้าวสู่การเป็น living solutions provider มั่นใจกวาดยอดขายรวมสามปี มากกว่า 60,000 ลบ. และรุกเปิด 19 โครงการใหม่ 19,000 ลบ. ในปี 2018

  นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ประกาศวิชั่นและโรดแมปการเติบโตสามปีของ SC ว่า “ทุกองค์กรในโลกนี้กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง เพราะ landscape ของโลกธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไป วิธีคิดแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ในบริบทใหม่ digital technology มีบทบาทอย่างมหาศาลในการสร้างความท้าทายครั้งนี้ทำให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างรวดเร็ว ภาพ landscape ใหม่ที่เกิดขึ้น คือ อุตสาหกรรมต่างๆ เชื่อมต่อกันกลายเป็น ecosystem ที่มีสมาชิกหลากหลาย และหลาย ecosystem ก็เชื่อมต่อกันเอง เกิดโมเดลธุรกิจใหม่นอกเหนือไปจาก products และ services นั่นคือ platforms และ solutions เกิดการร่วมงานของกลุ่ม 3 กลุ่มเพื่อตอบสนองความต้องการ  ของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น     กลุ่ม  1 incumbents หรือ stakeholders เดิมในอุตสาหกรรมเดิม กลุ่ม  2  tech entrepreneurs ทำงานเร็วและเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะอย่างของมนุษย์ กลุ่ม  3 digital giants บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ มีแนวโน้มที่จะขยายขนาดและขอบเขตการทำธุรกิจครอบคลุมไปทุกอุตสาหกรรม   tech entrepreneurs และ digital giants มีบทบาทสำคัญของการเชื่อมต่ออุตสาหกรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน องค์กรในกลุ่ม 1 จะอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ ร่วมทำงานกับกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 เพื่อให้ก้าวทันพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของมนุษย์หรือผู้บริโภค ”                                                                                                                                                                                  “เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน SC จึงประกาศโรดแมปสามปี SC RE-INVENTION 2020 ตั้งเป้าหมายยอดขาย 24,000 ล้านบาท รายได้ 22,000 ล้านบาทในปี 2020 และยอดขายรวมสามปี 2018-2020 มากกว่า 60,000 ล้านบาท ปรับวิธีคิดจากการเป็น Developer ก้าวสู่การเป็น Living Solutions Provider ทำงานร่วมกับ partners หลากหลายใน ecosystem เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นบน landscape ใหม่นี้ โดยจะเติบโตด้วยกลยุทธ์ 4 ข้อคือ   1. RE-INVENTION   จาก DEVELOPER สู่ LIVING SOLUTIONS PROVIDER ผ่าน 3D  - D1  DIGITIZE ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานจาก analog เป็น digital เพื่อจะได้นำ data ทั้งในส่วนการทำงานและความต้องการของลูกค้า (insights) มาวิเคราะห์และพัฒนาให้ดีขึ้น - D2 DESIGN ใช้หลัก human-centric ออกแบบสินค้า บริการ และโซลูชั่น (solutions) โดยเริ่มต้นที่ทำความเข้าใจปัญหา หรือ pain points ในการใช้ชีวิตของลูกค้า - D3  DEVELOP ประสานนวัตกรรม และพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพในทุกระดับราคา   2. CO-CREATION ด้วยการที่ SC ร่วมกับพันธมิตรในระบบ ecosystem ส่งมอบ living solutions (การพัฒนาที่อยู่อาศัยและบริการหลังการขาย โดย SC และสิ่งอื่นๆ โดยพันธมิตร) ให้ลูกค้าและชุมชนข้างเคียง เราเรียก living solutions platform ของเราว่า Rue Jai    3. QUALITY FIRST  คุณภาพสินค้าและบริการเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งใด แบ่งเป็นสองส่วนคือ pre-transfer และ after-transfer   4. TOP-LINE GROWTH  เติบโตในส่วน top-line ทั้งยอดขายและรายได้  อสังหาฯ เพื่อขายทำหน้าที่หลักขับเคลื่อนการเติบโต ในขณะที่อสังหาฯ เพื่อเช่าทำหน้าที่เป็น secured income ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่อาคารสำนักงานเพื่อเช่ารวม 110,000 ตรม. มีสัดส่วนของกำไรสุทธิสูงถึง 1 ใน 4   อสังหาฯ เพื่อขายแบ่งออกเป็น แนวราบและแนวสูง    แนวราบ โดยรักษาฐานผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวราคามากกว่า 8 ล้านบาท และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 8 ล้านบาท  กับทาวน์โฮม 2-3 ล้านบาท ในปีนี้ SC จะขยายพื้นที่การพัฒนาโครงการไปจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเล็งเห็นโอกาสของการเติบโตของเมืองจากเมกะโปรเจค EEC ในปี 2020 สัดส่วนมูลค่ายอดขายแนวราบ กรุงเทพและต่างจังหวัดของ SC จะอยู่ที่ 90:10   แนวสูง  SC และ SCOPE บริษัทร่วมทุนที่ SC ถือหุ้นอยู่ 90% ภายใต้การนำของ CEO คุณยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ เตรียมพัฒนาโครงการใหม่แนวสูงในสามปีนี้รวมกว่า 10 โครงการ โดยสัดส่วนหลักของรายได้แนวสูงในสามปีนี้ จะมาจากการโอนของ 3 โครงการ super luxury คือ  SALADAENG ONE, BEATNIQ, และ 28 CHIDLOM”             “ SC ตั้งเป้าหมายยอดขายและรายได้ปี 2018 ที่ 17,000 ล้านบาท ยอดขายเติบโตประมาณ 11% และ    เตรียมเปิด 19 โครงการใหม่ มูลค่า 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 17 โครงการ มูลค่า15,000 ล้านบาท และ แนวสูง 2 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท พร้อมกับเตรียมงบสำหรับซื้อที่ดินในปีนี้ 10,000 ล้านบาท”   “ hi-light ของโครงการใหม่ในปีนี้ สำหรับแนวราบคือ township concept development จำนวน 2 โครงการ 2 ทำเล บนที่ดินผืนใหญ่ทำเลกรุงเทพตะวันออก บริเวณกรุงเทพกรีฑากว่า 115 ไร่ และกรุงเทพตะวันตก บางกระดี จ.ปทุมธานีกว่า 200 ไร่ ซึ่งจะเปิดขายครึ่งปีหลังของปี 2018    และนอกจากนี้  50% ของโครงการใหม่ปีนี้จะเป็นแบรนด์ PAVE และ VERVE ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมระดับราคา 2-5 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดแนวราบกลุ่มนี้ในช่วงปี 2018-2020           สำหรับแนวสูงคือ โครงการ CENTRIC รัชโยธิน ทำเลใกล้ BTS สถานีรัชโยธินเพียง 150 เมตร เป็นอาคารสูง 21 ชั้น เริ่มต้น 3.7 ล้านบาท เปิดพรีเซลส์มีนาคม 2018 นี้ มูลค่า 1,500 ล้านบาท กับ โครงการ  THE CREST สุขุมวิท 23 มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท จะเปิดขายประมาณไตรมาสสี่ของปี ”                     นายณัฐพงศ์ กล่าวสรุปว่า “ ในปี 2017 ที่ผ่านมา SC ทำยอดขายสร้างสถิติใหม่ทั้งยอดขายรวม 15,278 ล้านบาท และยอดขายแนวราบ 10,547 ล้านบาท ครอง market share อันดับ 1 บ้านเดี่ยว ราคามากกว่า 15 ล้านบาท และอันดับ 2 บ้านเดี่ยวรวมทุกระดับราคา ในขณะที่ยอดขายจากการบอกต่อ  สัดส่วนอยู่ที่ 18% แสดงถึงความมั่นใจที่ลูกค้ามีต่อเรา รวมถึงคุณภาพของที่อยู่อาศัยและบริการ ในปี 2018 บริบทได้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน SC จะไม่ยึดติดกับวิธีการเดิม เราพร้อม re-invent ตัวเองและทำงานร่วมกับพันธมิตรใน ecosystem เพื่อส่งมอบ living solutions ที่มีคุณภาพสูงสู่ลูกค้าของเรา ”      

 3,416
ประชาสัมพันธ์
01 พ.ย. 60

“ไซมิส แอสเสท” ทุ่ม 1,000 ล้านบาท เปิดแบรนด์ “ไซมิส คิน – siamese kin” ลุยตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผนึกกำลัง ‘เซกิซุย เคมิคอล’ โชว์จุดเด่นบ้าน “smart living” โครงการแรกของประเทศไทย

“ไซมิส แอสเสท” ทุ่ม 1,000 ล้านบาท เปิดแบรนด์ “ไซมิส คิน – SIAMESE KIN” ลุยตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผนึกกำลัง ‘เซกิซุย เคมิคอล’ โชว์จุดเด่นบ้าน “Smart Living” โครงการแรกของประเทศไทย   กรุงเทพฯ – บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมแห่งการอยู่อาศัย เดินหน้าแผนการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวราบแบรนด์ใหม่ “ไซมิส คิน – SIAMESE KIN” ที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตภายใต้แนวคิด “สมาร์ท ลิฟวิ่ง – Smart Living” โครงการแรกของประเทศไทย ที่ผสานเทคโนโลยีการก่อสร้างอันล้ำสมัยจากประเทศญี่ปุ่นเข้ากับนวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1,000  ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดและเทคโนโลยี จาก บริษัท เซกิซุย เคมิคอล จำกัด บริษัทรับสร้างบ้านระบบโมดูลาร์อันดับหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่น ชูจุดเด่นโครงสร้างแบบโมดูลาร์ (Modular) ที่มีความแข็งแกร่ง ช่วยป้องกันภัยแผ่นดินไหวได้สูงสุดที่ 350 แกล (7 ริกเตอร์) และนวัตกรรมแห่งการอยู่อาศัยที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง โดยเปิดโครงการด้วยราคาเริ่มต้น 5.8 ล้านบาท มั่นใจสามารถปิดการขายได้ภายปี 2560   คุณขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างที่สั่งสมมาจากบริษัท ฤทธา จำกัด ประกอบกับความสำเร็จในการสร้างสรรค์โครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ “SIAMESE – ไซมิส” นับเป็นการการันตีถึงคุณภาพ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยอย่าง ด้วยความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์ในทุกรายละเอียด จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ในการอยู่อาศัย และการใช้ชีวิตในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ตามสโลแกน “Asset of life…สร้างกำไรให้ทุกการใช้ชีวิต” ของบริษัทฯ ล่าสุดเราได้เล็งเห็นความสำคัญของนวัตกรรมที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของคนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุ่ม 1,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ภายใต้แบรนด์ “ไซมิส คิน – SIAMESE KIN” แบรนด์ใหม่ของบริษัทฯ ซึ่งคำว่า “คิน – SIAMESE KIN”  มีความหมายว่า “ทองคำ” ในภาษาญี่ปุ่น สื่อถึงคุณภาพอันสูงสุดของโครงการที่ทรงคุณค่าอันคู่ควรต่อการครอบครองดั่งทองคำ โดยได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดและเทคโนโลยี จาก บริษัท เซกิซุย เคมิคอล จำกัด บริษัทรับสร้างบ้านระบบโมดูลาร์อันดับหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่น       โดยบ้านทุกหลังในโครงการ “ไซมิส คิน – SIAMESE KIN” โดดเด่นด้วยการสร้างสรรค์และพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “สมาร์ท ลิฟวิ่ง – Smart Living” ที่นำจุดเด่นจากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทมาประยุกต์จนเกิดเป็นโครงการบ้านจัดสรร โครงการแรกของประเทศไทย ที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยในการประหยัดพลังงาน และเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย และป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ตามมาตรฐานระดับโลก รวมถึงทำเลที่ตั้งบนพื้นที่กว่า 23 ไร่บริเวณซอยรามอินทรา 64 ที่รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าสายสีชมพู  แคราย- มีนบุรี สถานีวงแหวนตะวันออกซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2563 ทางด่วนฉลองรัชหรือทางด่วนเอกมัย รามอินทราที่เชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็ว, รวมถึงวงแหวนรอบนอกตะวันออก (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9) ที่จะทำให้การเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ ออกไปตอนเหนือ หรือภาคตะวันออกก็ทำได้ง่ายไม่แพ้กัน และแหล่งไลฟ์สไตล์อย่างศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ และเดอะ พรอมมานาด รวมถึงโรงพยาบาลสินแพทย์ และพญาไทนวมินทร์ หรือถ้าเป็นสถาบันการศึกษา ก็มีทั้งโรงเรียนสาธิตพัฒนา เลิศหล้า โรงเรียนบดินทร์เดชา 2 เป็นต้น         ซึ่งโครงการ “ไซมิส คิน – SIAMESE KIN” ประกอบด้วยบ้านจำนวน 107 ยูนิต แบ่งออกเป็นบ้าน KIN CHOU พื้นที่ใช้สอย 350 ตารางเมตร จำนวน 12 ยูนิต KIN OKU พื้นที่ใช้สอย 200 ตารางเมตร จำนวน 31 ยูนิต  KIN MAN พื้นที่ใช้สอย 182 – 188 ตารางเมตร จำนวน 28 ยูนิต และทาวน์โฮม KIN SEN พื้นที่ใช้สอย 145 ตารางเมตร จำนวน 36 ยูนิต โดยราคาเริ่มต้นของโครงการอยู่ที่ 5.8 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลที่บริษัทสามารถกำหนดราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่งในตลาดเป็นเพราะบริษัท วางกลยุทธ์ในการบริหารสินทรัพย์ (Land Bank) ควบคู่กับการหาพันธมิตรในการทำการตลาดเพื่อนำเสนอโครงการที่มีคุณภาพสูงภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าได้มากที่สุด   คุณคาทสึมิ  ฮอมมะ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมกิจการต่างประเทศ  บริษัท เซกิซุย เคมิคอล จำกัด กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์ในการสร้างบ้านที่นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยภายในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 70 ปี ทำให้บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญและรับรู้ถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ซึ่งภายใต้การสนับสนุนในด้านการตลาดและเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแห่งอนาคต “ไซมิส คิน –  SIAMESE KIN” บริษัทฯ ได้วางรากฐานความมั่นคงของการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้างบ้านตั้งแต่โครงสร้างและงานระบบ อาทิ       ·     โครงสร้างบ้านแบบโมดูลาร์ (Modular) ที่ออกแบบโครงเหล็กคุณภาพสูงแบบ Box Ramen Structure Module ที่แข็งแรง ทนทาน และสามารถยืดหยุ่นได้ ทำให้รองรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้สูงถึง 350 แกล (ประมาณ 7 ริกเตอร์) ตามมาตรฐาน JIS ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเคลือบสาร ZAM ที่ช่วยป้องกันสนิมให้กับโครงสร้างเหล็ก สามารถยืดอายุการใช้งานได้นับร้อยปี       ·     ระบบผนัง Thermal & Sound Insulated System ผนังป้องกันความร้อนและเสียงรบกวนด้วย Ceramic wall ภายนอก และ Insulated Wall ผนังสมาร์ทบอร์ดที่มีฉนวนภายใน ควบคู่กับ Air Tightness System วงกบที่ฝังลงไปในโครงสร้างบ้านรวมถึงระบบซีลปิดช่องว่างทุกรอยต่อช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก   ·     ระบบหมุนเวียนอากาศ Air Factory ช่วยเติมอากาศบริสุทธิ์และออกซิเจนภายในบ้าน พร้อมการกรองอากาศด้วยฟิลเตอร์ถึง 3 ชั้น อาทิ ฝุ่นละออง สารเคมี กลิ่น เป็นต้น       ·     ระบบห้องน้ำแบบญี่ปุ่น ที่มีโครงสร้างเป็นอิสระกับบ้านหมดปัญหาน้ำรั่วซึมสู่ส่วนอื่นๆ   ·     ระบบ Solar Power System ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 17,500 บาท/ ปี           พร้อมทั้งเพิ่มนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์และช่วยเพิ่มคุณภาพในการอยู่อาศัยอาทิ ระบบความปลอดภัยด้วยระบบประตูบ้านนิรภัยที่เปิดปิดง่ายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและระบบล็อกจากภายในถึง 3 ชั้น ซึ่งทั้งหมดผลิตภายในการควบคุมด้วยหุ่นยนต์ของโรงงาน SCG HEIM ที่มีมาตรฐานสามารถตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายด้วย  Home Automation ระบบอัจฉริยะควบคุมการทำงาน ด้วยโทรศัพท์มือถือ อาทิ ควบคุมการทำงานการเปิดปิดแสงสว่าง ระบบม่านไฟฟ้า ระบบเครื่องปรับอากาศ และระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านอย่าง Door Sensor ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในบ้าน และ CCTV รวมทั้ง Floor Service ที่ได้วางงานระบบท่อทุกอย่างใต้พื้นบ้าน ซึ่งถูกยกสูงขึ้นมา 55 เซนติเมตรจากระดับดิน หากต้องการซ่อมแซมท่อในอนาคต ก็สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องทุบพื้น   คุณขจรศิษฐ์ กล่าวเสริมว่า “โครงการนี้มุ่งเน้นการสื่อสารเจาะกลุ่มครอบครัวที่มองหาที่อยู่อาศัยที่รองรับด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตเป็นหลัก โดยได้ทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างบ้านนวัตกรรมตัวอย่าง (Pavilion) เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์โดยตรงให้กับลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมภายในโครงการได้เห็นถึงนวัตกรรมสำคัญของบ้าน อาทิระบบการซ่อมบำรุงท่อ และระบบไฟฟ้า ระบบหมุนเวียนอากาศ โครงสร้างเหล็กแบบโมดูลาร์ (Modular) ระบบผนัง Insulated ที่มีฉนวนกั้นความร้อนและเสียง เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าโครงการจะเสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2561 โดยโครงการ Siamese KIN มีกำหนดการเปิดจองอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 และมั่นใจว่าจะสามารถปิดการขายภายในปลายปีนี้ ด้วยยอดสูงถึง 100%”   และพิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนสมาชิก Exclusive Members กับทางโครงการผ่านทางเว็บไซต์ www.siameseasset.co.th รับสิทธิ์เข้าชมโครงการก่อนใครในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560  พร้อมรับของสมนาคุณพิเศษมูลค่ากว่า 1,500,000 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานขาย “ไซมิส คิน – SIAMESE KIN” โทร 081 931 1411หรือ www.siameseasset.co.th

 2,387
Advertorial
27 ก.ค. 60

'พฤกษา' เปิดประสบการณ์ใหม่ สร้างแรงบันดาลใจผ่านบ้านคุณภาพที่ใส่ใจทุกรายละเอียด

          พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดกลยุทธ์เข้าใจลูกค้า จุดแรงบันดาลใจจากที่อยู่อาศัยภายใต้แนวคิด “Live Inspired” ใช้ประสบการณ์อันยาวนานในวงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างบ้านที่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์สำหรับคนทุกกลุ่มอย่างใส่ใจ               ทุกวันนี้เรามีบุคคลผู้เป็นต้นแบบสำหรับความสำเร็จในหลายๆ ด้าน อาทิ เจ้าของเพจ หรือบล็อกเกอร์ชื่อดัง ไปจนถึงศิลปิน ดารา นักแสดงที่มีชื่อเสียง แน่นอนว่าความสำเร็จเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ หรือเพราะโชคช่วย หากแต่อาศัยความเพียรพยายาม และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “แรงบันดาลใจ”ที่เป็นส่วนช่วยให้เราลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ในแต่ละวัน               แต่หลายคนอาจจะคิดว่าแรงบันดาลใจต้องเกิดจากการออกไปค้นหา การเดินทาง หรือการพบปะกับผู้คน แต่ในปัจจุบันโลกเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป หลายๆสิ่งสร้างสรรค์ขึ้นจากความคิด ความชอบของแต่ละปัจเจกบุคคล ใครจะคิดว่าแท้จริงแล้วครัวของบ้านสามารถเป็นที่สร้างงานดีๆ เกี่ยวกับการทำอาหารออกสู่โลกออนไลน์ หรือวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้ในบ้าน สามารถสร้างชิ้นงานไอเดียเก๋ไก๋ออกมาเป็นอาชีพได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือบ้านที่มีพื้นที่สำหรับความบันเทิงก็พร้อมจะเป็นสถานที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนสำหรับพบปะสังสรรค์ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าบ้านหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ก็สามารถสร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจดีๆ ได้เช่นกัน                  พฤกษา เรียลเอสเตท ในฐานะผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนาน ได้เข้าใจการเปลี่ยนไปของโลก ที่ส่งผลต่อของพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคสมัยดิจิทัลทุกพื้นที่สามารถสร้างโอกาส สร้างแรงบันดาลใจเพื่อขับเคลื่อนชีวิตได้มากกว่าที่เคยเป็นจึงปรับเปลี่ยนองค์กรก้าวเข้าสู่มิติใหม่ ด้วยแนวคิดที่มาพร้อมกับแรงบันดาลใจที่สร้างจากรูปแบบของการอยู่อาศัยภายใต้แนวคิด “Live Inspired”ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ทุกคนสามารถสร้างต้นแบบในการใช้ชีวิตได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่คนทำงาน วัยสร้างครอบครัว ไปจนถึงวัยเกษียณ หรือแม้แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จในหลายๆด้านโดยมุ่งเน้นการออกแบบบ้านทุกหลัง ทาวน์เฮ้าส์ทุกโครงการ คอนโดมิเนียมทุกห้องอย่างใส่ใจในรายละเอียด ให้บ้านเป็นที่ที่ทุกคนสามารถใช้เวลาเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจ จุดไฟฝัน เก็บสะสมประสบการณ์และช่วงเวลาดีๆ               แนวคิดใหม่ของ พฤกษา เรียลเอสเตทแสดงให้เห็นว่า ที่อยู่อาศัยในยุคดิจิทัล คือที่ที่เราสามารถสร้างแรงบันดาลใจดีๆ ได้ และสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจนั้นให้กับคนอื่นๆ ในฐานะต้นแบบการใช้ชีวิตด้วยตัวเองที่ไม่ซ้ำใครได้เสมอ      

 28,208

Top