ค้นหา :

ผลการค้นหา "กรรโชกทรัพย์"

สังคม
08 พ.ย. 62

ยอดเหยื่อล่อซื้อสินค้าลิขสิทธิ์พุ่ง 36 ราย พบเป็นทีมจับเดิม ตร.เร่งขอหมายจับ 4 ข้อหาหนัก

ยอดเหยื่อลิขสิทธิ์ที่โคราชพุ่ง 36 ราย ในจำนวนนี้พบเข้าข่ายถูกกรรโชกทรัพย์ 16 ราย ขณะตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐานก่อนขอศาลออกหมายจับเอาผิดแก๊งลิขสิทธิ์ 4 ข้อหา    วันที่ 8 พ.ย. ความคืบหน้าคดีขบวนการล่อซื้อจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์การ์ตูนดังที่จังหวัดนครราชสีมา ล่าสุดมียอดผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนแล้วจำนวน 36 ราย ยอดเงินที่ถูกเรียกจ่ายเป็นค่าละเมิดรวมกันกว่า 7 แสนบาท    โดยในช่วงสายของวันนี้มีรายงานว่าพนักงานสอบสวนได้นัดผู้เสียหายอีกหลายรายเข้าแจ้งความเพิ่มเติมอีกทั้งนี้มีรายงานว่า ในจำนวนผู้เสียหายทั้ง 36 ราย ถูกจับกุมในพื้นที่ 4 โรงพักของจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย สภ.เมืองนครราชสีมา 26 ราย /สภ.โพธิ์กลาง 8 ราย /สภ.พิมาย 1 ราย และ สภ.โชคชัย 1 ราย และในจำนวนนี้มีจำนวน 16 ราย ที่ถูกล่อซื้อจับกุมสินค้าการ์ตูนโดราเอม่อน เนื่องจากลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนโดราเอม่อนสิ้นสุดการคุ้มครองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ตัวแทนลิขสิทธิ์จึงไม่มีอำนาจในการจับกุม    จากการตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายทั้ง 36 ราย ถูกแก๊งค์ลิขสิทธิ์กลุ่มเดียวกันทำการล่อซื้อจับกุม ซึ่งในส่วนนี้พนักงานสอบสวนเตรียมดำเนินคดีกับแก๊งค์นี้ในฐานความผิด 4 ข้อหา ประกอบด้วย ข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารปลอม /ข้อหาแจ้งความเท็จ /ข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ /และข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว    นอกจากนี้พนักงานสอบสวนยังได้คัดแยกกลุ่มตัวการ์ตูนประเภทอื่นๆ และรวบรวมพยานหลักฐานให้มีน้ำหนักก่อนเอาผิดกับกลุ่มตัวแทนลิขสิทธิ์ เพื่อป้องกันการถูกฟ้องกลับขณะเดียวกันคดีนี้ พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้ามาติดตามคดีด้วยตนเอง ซึ่งได้คาดโทษเอาไว้ หากมีเจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนรู้เห็นเป็นไปหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับพฤติกรรมของขบวนการนี้ จะดำเนินการเอาผิดขั้นเด็ดขาด    ส่วนแนวทางการสอบสวนคดีพบว่า มีบริษัทในประเทศไทยที่ดูแลลิขสิทธิ์การ์ตูนที่มีปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเมื่อวานนี้ พลตำรวจเอกวิระชัย ได้สอบปากคำ นายภควรรษก์ ศรสำราญ ผู้บริหารบริษัท เวอริเซค จำกัด ดูแลลิขสิทธิ์การ์ตูนแมวการ์ฟิลด์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา และการ์ตูน ริลัคคุมะจากญี่ปุ่น ยอมรับว่า นายประจักษ์ โพธิผล เป็นตัวแทนรับมอบอำนาจจากบริษัทจริง แต่ไม่มีนโยบายไล่จับกุมผู้ละเมิดลิขสิทธิ์    กรณีที่นายประจักษ์ พร้อมพวกไปล่อจับกุมเด็กอายุ 15 ปี ผลิตกระทงขาย และพ่อค้าแม่ค้ารายอื่นๆ แล้วเรียกค่าเสียหายสร้างความเดือดร้อนไปทั่วนั้น นายประจักษ์ ไม่ได้ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และไม่ได้รายงานให้บริษัทรับทราบ    โดยในวันนี้ (8 พ.ย.) พันตำรวจเอก คเชนท์ เสตะปุตตะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พร้อมด้วยทีมพนักงานสอบสวน จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อติดต่อขอพยานหลักฐานกับบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนต่างๆ และตรวจสอบเรื่องใบอนุญาตของตัวแทนลิขสิทธิ์ว่าถูกต้องหรือไม่เพื่อนำไปประกอบกับสำนวนคดี ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในเรื่องคดี

 392
สังคม-อาชญากรรม
08 พ.ย. 62

สั่งสอบ ตร.เอี่ยวทีมรีดไถจับลิขสิทธิ์ แฉมีการซื้อขายใบลิขสิทธิ์ 3 แสน หากินกับชาวบ้านไม่รู้กม.

ความคืบหน้ากรณี ทีมจับลิขสิทธิ์ล่อซื้อสินค้า ก่อนบังคับไกล่เกลี่ยจ่ายค่าเสียหายแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี กับเด็กสาวอายุ 15 ปี ที่สั่งทำกระทงลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ เรียกรับเงินค่าปรับเพื่อจบคดี โดยพบว่ามีประชาชนถูกกลุ่มลิขสิทธิ์นี้กระทำลักษณะเดียวกันอีกหลายรายในภาคอีสาน   ล่าสุด ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ก็มีกลุ่มผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความกว่า40 ราย  โดยมีพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบตร. สอบปากคำ และเข้าตรวจสอบเรื่องนี้ได้ทำหนังสือประสานไปยังต้นสังกัดการ์ตูนเหล่านี้ไปที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสอบถามขั้นตอนและตัวแทนลิขสิทธิ์ และเตรียมรวบรวมหลักฐาน ขอหมายจับผู้เกี่ยวข้อง    โดยตำรวจคัดแยกผู้เสียหายที่เข้าข่ายถูกกรรโชกทรัพย์ ได้จำนวน 16 คน เป็นสินค้าที่มีลายการ์ตูนโดเรม่อน เนื่องจากลิขสิทธิ์ของลายการ์ตูนโดเรม่อน บางประเภทสินค้าหมดอายุการคุ้มครอง แล้วตั้งแต่ปี 2537 และการไปจับกุมสินค้าแต่ละชนิดจะต้องระบุประเภทของสินค้าให้ชัดเจน เช่น เสื้อลายโดเรม่อน แก้วลายโดเรม่อน กระเป๋า ฯลฯ ไม่ใช่ระบุรวมไม่ได้   แต่ทีมจับลิขสิทธิ์กลับไม่แสดงรายละเอียดในการเข้าจับกุม ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานว่าเข้าข่ายกรรโชกทรัพย์หรือไม่ เพราะพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ คือสั่งให้ ผู้เสียหายนำสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มาขาย และสั่งให้ทำผิด ซึ่งเข้าข่ายเช่นนี้ก็จะดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ตร.ที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลว่ามีตำรวจรู้เห็นกับกลุ่มนี้หรือไม่ และขอให้ประชาชนที่ทีเบาะแสแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เรื่องที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าตนไม่ได้สนับสนุนสืนค้าละเมิดลิขสิทธิ์ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ฉวยโอกาสช่องว่างกฎหมายก่อเหตุกรรโชกทรัพย์   สำหรับกลุ่มผู้เสียหายนั้นพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดนครราชสีมาและเป็นกลุ่มผู้หญิง ที่หารายได้เสริมจากการขายของออนไลน์ อย่างเช่น กรณี นางสาวสุกัญญา เล่าว่า ถูกแก๊งลิขสิทธิ์นี้จับกุมเช่นกัน มาสั่งทำช่อดอกไม้รูปโดราเอมอน 18 อัน ซึ่งตนทำช่อดอกไม้กระดาษขายอยู่แล้วเพื่อหารายได้เสริมในช่วงที่ดูแลลูกป่วยโรคมะเร็ง ช่วงนั้นก็อยากมีอาชีพเสริม และเห็นในยูทูปมีการทำช่อดอกไม้การตูนน่ารักดี จึงหัดลองทำ จากนั้นก็มีกลุ่มนี้เข้ามาแชทสั่งของให้ทำเฉพาะลายโดราเอมอน และก็แสดงตัวจับกุม โดยเรียกค่าปรับไป 5 หมื่นบาท แต่ต่อรองลงมาเหลือ 1 หมื่นบาท ซึ่งพอทราบข่าวว่ามีพฤติกรรมคนเหล่านี้เข้าข่ายกรรโชกทรัพย์จึงแจ้งความ   เช่นเดียวกับ คุณพลอย ถูกปรับไป 1แสนบาท ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาผู้เสียหาย โดยเธอขายแก้วน้ำเก็บความเย็นลายการ์ตูนต่างๆ.ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เมื่อเดือน พค.นี้กลุ่มลิขสิทธิ์นี้ก็มาสั่งเฉพาะลายโดราเอมอน และลายอื่นๆรวม 15 ใบ เมื่อถูกเรียกรับเงินโดยขู่ว่าหากไม่จ่ายก็จะติดคุกมีคดี สอบข้าราชการไม่ได้ จบอนาคต ตอนนั้นตนก็กลัว เพราะจะไปสอบข้าราชการพอดี จึงยินยอมจ่ายในราคา 1 แสนบาท ให้กับนายนัน ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับที่ไปจับน้องทำกระทง    นอกจากนี้ยังมีชายอ้างตัวว่า เป็นพันตำรวจเอกรายหนึ่งมาถามว่าจ่ายเงินค่าปรับไปเข้าบริษัทแค่ 2 หมื่น แล้วยังไม่ครบ แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อและไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนเหล่านี้อีก    ในกลุ่มผู้เสียหายนี้ ยังพบว่า มีผู้เสียหายบางรายยอมสู้คดีกับแก๊งลิขสิทธิ์นี้  อย่างเช่น เจ๊เป้า เจ้าของธุรกิจใน จ.นครราชสีมา เล่าว่าเมื่อ 5-6ปีที่แล้ว น้องชายเปิดร้านขายของกิ๊ฟช้อป ถูกกลุ่มนี้เข้าไปจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ตอนนั้นก็ยอมรับผิด พอจับมาที่โรงพัก ตนก็บอกให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ขอเจรจาไกล่เกลี่ยกับกลุ่มนี้ แต่กลุ่มนี้ก็พยายามเจรจาให้จ่ายค่าปรับ 5 หมื่นบาทเพื่อจบเรื่อง และตร.ก็ยังไม่ยอมรับทำคดี จนตนโมโหและบอกว่าถ้าไม่ทำจะขู่เผาโรงพัก    เจรจากันตั้งแต่บ่ายสองถึงสามทุ่ม ตร.จึงยอมลงบันทึกคดีให้ ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยื่นศาลขอประกันน้องชายและต่อสู้คดี จนถึงที่สุด ศาลพบว่า บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ได้เป็นตัวแทนจริง ศาลก็สั่งปรับในราคา2,000 บาท ซึ่งส่วนที่ทำผิดตนก็ยอมรับ ซึ่งแก๊งนี้มาหากินกับสินค้าลิขสิทธิกับชาวบ้านไม่มีทางต่อสู้ จึงต้องยอมจ่ายค่าปรับเพื่อจบ    นอกจากนี้ เจ๊เป้ายังพบข้อมูลว่ากลุ่มนี้มีการซื้อขายใบลิขสิทธิ์กัน ในราคา 3 แสนบาท ก่อนจะไปกระจายขายต่อและออกหากินกับคนที่ไม่รู้กฎหมาย  อยากให้ตร.ขยายผลไปถึงกลุ่มนี้ และดำเนินการกลุ่มนี้ให้หมด     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nlFdnikbuO4

 5,222
สังคม
08 พ.ย. 62

สั่งสอบ ตร.เอี่ยวทีมรีดไถจับลิขสิทธิ์ แฉมีการซื้อขายใบลิขสิทธิ์ 3 แสน หากินกับชาวบ้านไม่รู้กม.

ความคืบหน้ากรณี ทีมจับลิขสิทธิ์ล่อซื้อสินค้า ก่อนบังคับไกล่เกลี่ยจ่ายค่าเสียหายแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี กับเด็กสาวอายุ 15 ปี ที่สั่งทำกระทงลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ เรียกรับเงินค่าปรับเพื่อจบคดี โดยพบว่ามีประชาชนถูกกลุ่มลิขสิทธิ์นี้กระทำลักษณะเดียวกันอีกหลายรายในภาคอีสาน   ล่าสุด ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ก็มีกลุ่มผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความกว่า40 ราย  โดยมีพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบตร. สอบปากคำ และเข้าตรวจสอบเรื่องนี้ได้ทำหนังสือประสานไปยังต้นสังกัดการ์ตูนเหล่านี้ไปที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสอบถามขั้นตอนและตัวแทนลิขสิทธิ์ และเตรียมรวบรวมหลักฐาน ขอหมายจับผู้เกี่ยวข้อง    โดยตำรวจคัดแยกผู้เสียหายที่เข้าข่ายถูกกรรโชกทรัพย์ ได้จำนวน 16 คน เป็นสินค้าที่มีลายการ์ตูนโดเรม่อน เนื่องจากลิขสิทธิ์ของลายการ์ตูนโดเรม่อน บางประเภทสินค้าหมดอายุการคุ้มครอง แล้วตั้งแต่ปี 2537 และการไปจับกุมสินค้าแต่ละชนิดจะต้องระบุประเภทของสินค้าให้ชัดเจน เช่น เสื้อลายโดเรม่อน แก้วลายโดเรม่อน กระเป๋า ฯลฯ ไม่ใช่ระบุรวมไม่ได้   แต่ทีมจับลิขสิทธิ์กลับไม่แสดงรายละเอียดในการเข้าจับกุม ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานว่าเข้าข่ายกรรโชกทรัพย์หรือไม่ เพราะพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ คือสั่งให้ ผู้เสียหายนำสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มาขาย และสั่งให้ทำผิด ซึ่งเข้าข่ายเช่นนี้ก็จะดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ตร.ที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลว่ามีตำรวจรู้เห็นกับกลุ่มนี้หรือไม่ และขอให้ประชาชนที่ทีเบาะแสแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เรื่องที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าตนไม่ได้สนับสนุนสืนค้าละเมิดลิขสิทธิ์ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ฉวยโอกาสช่องว่างกฎหมายก่อเหตุกรรโชกทรัพย์   สำหรับกลุ่มผู้เสียหายนั้นพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดนครราชสีมาและเป็นกลุ่มผู้หญิง ที่หารายได้เสริมจากการขายของออนไลน์ อย่างเช่น กรณี นางสาวสุกัญญา เล่าว่า ถูกแก๊งลิขสิทธิ์นี้จับกุมเช่นกัน มาสั่งทำช่อดอกไม้รูปโดราเอมอน 18 อัน ซึ่งตนทำช่อดอกไม้กระดาษขายอยู่แล้วเพื่อหารายได้เสริมในช่วงที่ดูแลลูกป่วยโรคมะเร็ง ช่วงนั้นก็อยากมีอาชีพเสริม และเห็นในยูทูปมีการทำช่อดอกไม้การตูนน่ารักดี จึงหัดลองทำ จากนั้นก็มีกลุ่มนี้เข้ามาแชทสั่งของให้ทำเฉพาะลายโดราเอมอน และก็แสดงตัวจับกุม โดยเรียกค่าปรับไป 5 หมื่นบาท แต่ต่อรองลงมาเหลือ 1 หมื่นบาท ซึ่งพอทราบข่าวว่ามีพฤติกรรมคนเหล่านี้เข้าข่ายกรรโชกทรัพย์จึงแจ้งความ   เช่นเดียวกับ คุณพลอย ถูกปรับไป 1แสนบาท ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาผู้เสียหาย โดยเธอขายแก้วน้ำเก็บความเย็นลายการ์ตูนต่างๆ.ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เมื่อเดือน พค.นี้กลุ่มลิขสิทธิ์นี้ก็มาสั่งเฉพาะลายโดราเอมอน และลายอื่นๆรวม 15 ใบ เมื่อถูกเรียกรับเงินโดยขู่ว่าหากไม่จ่ายก็จะติดคุกมีคดี สอบข้าราชการไม่ได้ จบอนาคต ตอนนั้นตนก็กลัว เพราะจะไปสอบข้าราชการพอดี จึงยินยอมจ่ายในราคา 1 แสนบาท ให้กับนายนัน ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับที่ไปจับน้องทำกระทง    นอกจากนี้ยังมีชายอ้างตัวว่า เป็นพันตำรวจเอกรายหนึ่งมาถามว่าจ่ายเงินค่าปรับไปเข้าบริษัทแค่ 2 หมื่น แล้วยังไม่ครบ แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อและไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนเหล่านี้อีก    ในกลุ่มผู้เสียหายนี้ ยังพบว่า มีผู้เสียหายบางรายยอมสู้คดีกับแก๊งลิขสิทธิ์นี้  อย่างเช่น เจ๊เป้า เจ้าของธุรกิจใน จ.นครราชสีมา เล่าว่าเมื่อ 5-6ปีที่แล้ว น้องชายเปิดร้านขายของกิ๊ฟช้อป ถูกกลุ่มนี้เข้าไปจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ตอนนั้นก็ยอมรับผิด พอจับมาที่โรงพัก ตนก็บอกให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ขอเจรจาไกล่เกลี่ยกับกลุ่มนี้ แต่กลุ่มนี้ก็พยายามเจรจาให้จ่ายค่าปรับ 5 หมื่นบาทเพื่อจบเรื่อง และตร.ก็ยังไม่ยอมรับทำคดี จนตนโมโหและบอกว่าถ้าไม่ทำจะขู่เผาโรงพัก    เจรจากันตั้งแต่บ่ายสองถึงสามทุ่ม ตร.จึงยอมลงบันทึกคดีให้ ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยื่นศาลขอประกันน้องชายและต่อสู้คดี จนถึงที่สุด ศาลพบว่า บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ได้เป็นตัวแทนจริง ศาลก็สั่งปรับในราคา2,000 บาท ซึ่งส่วนที่ทำผิดตนก็ยอมรับ ซึ่งแก๊งนี้มาหากินกับสินค้าลิขสิทธิกับชาวบ้านไม่มีทางต่อสู้ จึงต้องยอมจ่ายค่าปรับเพื่อจบ    นอกจากนี้ เจ๊เป้ายังพบข้อมูลว่ากลุ่มนี้มีการซื้อขายใบลิขสิทธิ์กัน ในราคา 3 แสนบาท ก่อนจะไปกระจายขายต่อและออกหากินกับคนที่ไม่รู้กฎหมาย  อยากให้ตร.ขยายผลไปถึงกลุ่มนี้ และดำเนินการกลุ่มนี้ให้หมด     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nlFdnikbuO4

 5,222
สรุปข่าว
08 พ.ย. 62

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 8 พ.ย.62 อาลัยเหยื่อยิงถล่มชรบ.ยะลา-ปิดเว็บหนังเถื่อน movie2free-จ่อออกหมายเรียกแก๊งรีดลิขสิทธิ์

-ญาติพี่น้องและประชาชนนับพัน ร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้กับผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ศพ จากทั้งหมด 15 ราย ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศลร่วมกัน จากเหตุคนร้ายถล่มป้อม ชรบ.ยะลา   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ ยะลา เชิญพวงมาลาหลวง พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี และพวงมาลาพระบรมวงศานุวงศ์ วางหน้าหีบศพ ผู้เสียชีวิต ในส่วนผู้เสียชีวิตอีก 6 ราย ญาตินำศพไปประกอบพิธีตามภูมิลำเนา ส่วนผู้บาดเจ็บ 5 คน อาการพ้นขีดอันตราย แม่ทัพภาคที่ 4 คนร้ายเป็นกลุ่มเดิมๆแค่หยิบมือเดียว ยืนยันจะทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต 15 คน จับตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 1 คน ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : อาลัยเหยื่อยิงถล่ม ชรบ.ยะลา 15 ศพ แม่ทัพภาค 4 เผยรวบแล้ว 1 ผู้ต้องสงสัย   -ตร.บุกจับแม่ของแม่มณีในข้อหาร่วมกันยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน ระหว่างตร.อ่านหมายจับ ปรากฏแม่ของแม่มณีเครียด อ้างไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ลูกสาวให้ไปเปิดบัญชีและเอามือถือไปโอนเอง ระหว่างที่ตร.ควบคุมตัวไปขึ้นรถเกิดเป็นลมล้มลง รีบนำส่ง รพ.พบความดันสูงทะลุ 200 ตรวจสอบบัญชีมีเงินหมุนเวียน 62 ล้านบาท ได้มีการถอนเงิน 2 ครั้ง เหลือในบัญชีแค่หมื่นกว่าบาท เตรียมขอหมายจับศาลอุดรธานีเครือข่ายแม่มณีเพิ่มอีก 1 คน สมศักดิ์ เทพสุทินเผยมีเหยื่อแม่มณีกว่า 4 พันคน มูลค่า 1,400 ล้านบาท ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : แม่อ้างถูก 'แม่มณี' ใช้ให้เปิดบัญชี ตรวจเจอเงินหมุนเวียน 62 ล้าน ก่อนถูกถอนเหลือหมื่นเดียว    -ตำรวจเอาจริง จ่อออกหมายเรียกแก๊งรีดลิขสิทธิ์ ทราบข้อกล่าวหา ฟัน ตร.นอกแถวเอี่ยวlมรู้ร่วมคิดรีดเงินเหยื่อ พล.ต.อ.วิระชัย พบผู้เสียหายกว่า 38 ราย ประสานต้นสังกัดดำเนินคดีไม่เว้น ตร.ที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหายแฉเพิ่มโดน 1 แสน จ่ายเสร็จโดนขู่เอาเงินเพิ่มอีก บางคนยอมสู้ถึงชั้นศาล พบกลุ่มนี้มีการซื้อขายใบลิขสิทธิ์กันในราคา3แสนบาท หากินกับคนไม่รู้กม. ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : สั่งสอบ ตร.เอี่ยวทีมรีดไถจับลิขสิทธิ์ แฉมีการซื้อขายใบลิขสิทธิ์ 3 แสน หากินกับชาวบ้านไม่รู้กม.   -ญัตติด่วนขอให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ด่วนพอ ส่อเค้าลากยาวไปว่ากันปลายเดือน หลังกรรมาธิการวิสามัญคณะต่างๆ พาเหรดกันเสนอรายงานที่พิจารณาเสร็จแล้วตัดหน้า เหตุเพราะข้อบังคับการประชุมสภา กำหนดให้เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว จะถูกพิจารณาก่อนญัตติเร่งด่วน   วันที่ 2 ของการเปิดสมัยประชุมสภาเมื่อวานนี้  สภายังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับวาระรับทราบที่ตกค้างอยู่หลายเรื่อง และมีสส.อภิปรายกันมาก ทำให้วาระพิจารณาญัตติด่วนเรื่องตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจากประกาศและคำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ต้องถูกเลื่อนไปพิจารณาในสัปดาห์หน้า และส่งผลต่อเนื่องให้ญัตติด่วนตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจต้องถูกเลื่อนออกไปอีก ไม่สามารถพิจารณาได้แม้กระทั่งในสัปดาห์หน้า   -เกิดปรากฏการณ์ในโลกโซเชียล แห่แชร์ภาพที่มาจากเพจ Cat Garden by Tiggu โพสต์ภาพอภิสิทธิ์ ในเสื้อยืดสีฟ้า ดูสบายๆ กับลูกแมวน่ารักๆ ด้วยอากัปกิริยาแสดงออกที่แววตา ดูหน้าตาสดใส มีความสุข โดนใจแฟนคลับและคนรักแมวไปเต็มๆ พร้อมด้วยข้อความสั้นๆ “เบบี๋กับทาสของทาส”...Kittens Owner's dad   -หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เต้-มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หอบพระเครื่องนับ100ล้าน หลังถูก ป.ป.ช.เรียกให้ชี้แจงรายการทรัพย์สินที่ แจ้งต่อ ป.ป.ช. โดย ใช้เวลาชี้แจงเกือบ3 ชั่วโมง ยอมรับว่าประเมินราคาเอาเองและไม่มีใบรับรอง แต่มีที่มาเชื่อถือได้ ระบุ ขนาด ป.ป.ช.สุภา สัมผัสพระกริ่งแล้วยังรู้สึกศรัทธา มีพลังบารมี ถึงขั้นมือสั่น ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : 'มงคลกิตติ์' หอบพระเครื่องนับ 100 ล้าน แจ้ง ป.ป.ช. ยอมรับตั้งราคาเอง   -ธ.ไทยพาณิชย์และออมสิน นำร่องลดดอกเบี้ย เงินกู้-เงินฝาก หลัง กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : ไทยพาณิชย์-ออมสิน นำร่องลดดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก หลัง กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบาย   -กระทรวงคมนาคมเจรจากลุ่มแท็กซี่สุวรรณภูมิ ยังไม่ให้ปรับขึ้นค่าโดยสาร ขอชะลอออกไปก่อน ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ แต่ให้ความช่วยเหลือ อนุมัติให้ปรับจัดเก็บค่าขนกระเป๋าใบที่ 3 ที่ขนาดมากกว่า 26 นิ้วใบละ 20 บาท เริ่ม18 พฤศจิกายนนี้ หลังการหารือกลุ่มแท็กซี่ทยอยเดินทางกลับ ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : เบรคขึ้นค่าแท็กซี่สุวรรณภูมิ แต่ไฟเขียวเก็บค่ายกกระเป๋าใบที่ 3 เริ่ม 18 พ.ย.นี้   -ตร.แถลงสรุปการจับกุม 3 นักโทษแหกคุกหนี ขณะนำตัวมาศาลจังหวัดพัทยา ยืนยันว่าการหลบหนีของนักโทษครั้งนี้ไม่ใช่การว่าจ้างหรือการทำเป็นขบวนการใหญ่ แต่นายหน่อยและนายบาร์ต อาศัยช่วงญาติมาเยี่ยม วางแผนมากว่า 1 เดือน มีญาติของนายหน่อยเป็นคนช่วยเหลือในการพาหลบหนีเป็นจำนวน 10 คน ยอมรับการตรวจค้นบกพร่อง จึงทำให้มีช่องโหว่ในการนำอาวุธเข้าไปได้   หลังจากแถลงข่าวเสร็จสิ้นนายหน่อยที่อยู่ในห้องขัง ได้ตะโกนขอความช่วยเหลือกับนักข่าวว่า "ผมถูกกลั่นแกล้ง ยาเสพติดไม่ใช่ของผม" ส่วนนายบาร์ตชาวอเมริกันยังไม่ตาย อาการโคม่า เมียอาการหนักแต่ไม่ได้ท้องตามที่เป็นข่าว ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : ปิดคดี 3 นักโทษแหกศาล 'หน่อย' อ้างถูกกลั่นแกล้ง "ยาเสพติดไม่ใช่ของผม" บาร์ตยังโคม่า หมอยันเมียไม่ได้ท้อง   -คดี 2 ผู้ต้องหาค้ายาแหกคุกระยอง ทำร้ายร่างกาย บีบคอตำรวจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.สั่งตั้งกรรมการสอบ ด.ต.เวรห้องควบคุมผู้ต้องหา ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือไม่ เชื่อไม่ใช่การเลียนแบบผู้ต้องหาหนีศาลพัทยา ขณะที่ญาติหนึ่งในผู้ต้องหา ยันลูกชายไม่ติดต่อมา ปัดเอี่ยวพาหนีวอนมอบตัวหวั่นถูกวิสามัญ ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : ตั้งกรรมการสอบ ด.ต.คุมห้องขัง ปล่อย 2 ผู้ต้องหาแหกคุกระยอง ญาติปัดเอี่ยวพาหนี วอนมอบตัวหวั่นถูกวิสามัญ   -ปิดฉาก movie2free ดีเอสไอจับกุมแอดมินเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์หนังกว่า 3,000 เรื่อง หลังตัวแทนลิขสิทธิ์ร้องเรียน พบยอดคนดูวันละ 10 ล้านวิว รายได้ต่อเดือน 5 ล้านบาทจากค่าโฆษณาเว็บพนัน เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมชายวัยรุ่น อายุ 22 ปี เป็นแอดมินดูแลเว็บ เร่งขยายผลจับเจ้าของเว็บไซต์ เป็นชายไทยอายุประมาณ 30 ปี เคยมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดี ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : อวสาน movie2free ดีเอสไอบุกจับเว็บหนังเถื่อนเบอร์ 1 ในไทย ได้ค่าโฆษณา 5 ล้าน/เดือน    -ยังจะขโมย วงจรปิดจับภาพคนขโมยรถเข็นคนพิการของพ่อไปที่ จ.บุรีรัมย์ ลูกสาวประกาศผ่านสื่อให้เอามาคืนแล้วจะไม่แจ้งความ พร้อมเผยถ้าขโมยเอาไปให้ญาติที่ป่วยจะยกให้ แต่ถ้าเอาไปขายเป็นเศษเหล็กเจอกันสถานีตำรวจ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0IeSV9AY7Ws

 3,522
สังคม
07 พ.ย. 62

จ่อหมายเรียก 3 ตัวแทนลิขสิทธิ์การ์ตูนฐานกรรโชกทรัพย์ - เหยื่อ 'แก๊งล่อซื้อ' เล่าเหมือนกัน ถูกเรียก 5 หมื่น ขู่เข้าคุก

เตรียมออกหมายเรียกกลุ่มตัวแทนลิขสิทธิ์รับทราบข้อกล่าวหากรรโชกทรัพย์ พร้อมตั้งวอร์รูมรับแจ้งความจากผู้เสียหาย   เช้าวันที่ 7 พ.ย.2562 คดีตัวแทนบริษัทลิขสิทธิ์ล่อซื้อจับกุมเด็ก 15 ปี ขายกระทงละเมิดลิขสัทธิ์ ซึ่งเป็นกระแสข่าวบานปลายอยู่ในขณะนี้ หลังพบพฤติกรรมของกลุ่มตัวแทนลิขสิทธิ์ บางกรณีเข้าข่ายฐานกรรโชกทรัพย์ มีผู้เสียหายมากกว่า 20 คน เตรียมแจ้งความดำเนินคดี   ส่วนกรณีเด็ก 15 ปี ขายกระทง นำหลักฐานแจ้งความเป็นกรณีแรก ตั้งแต่เมื่อวานนี้   ล่าสุด วันนี้ (7 พ.ย. 62) ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ตั้งวอร์รูมพร้อมทีมพนักงานสอบสวน เตรียมรับแจ้งความจากผู้เสียหายจำนวนมาก ที่นัดหมายกันเดินทางเข้าแจ้งความในวันนี้ คาดว่ามีกรณีเข้าข่ายฐานกรรโชกทรัพย์อีกหลายราย   อย่างไรก็ตาม วันนี้ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้เตรียมออกหมายเรียกกลุ่มตัวแทนลิขสิทธิ์ 3 คน มาสอบปากคำ และเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

 187
สังคม
07 พ.ย. 62

ตัวแทนลิขสิทธิ์การ์ตูน แถลงปัดเอี่ยวล่อซื้อกระทง 'ประจักษ์' โต้นำเด็กเข้าห้องมืดเซ็นรับสารภาพ ลั่น "เด็กแตะต้องไม่ได้หรอ?"

จากกรณีเด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ล่อซื้อจับกุมกระทงขนมปังละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะประดิษฐ์กระทงขายโดยติดรูปตัวการ์ตูนดัง จากนั้นได้นำตัวไปที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เข้าห้องมืดบังคับให้เซ็นรับสารภาพ ก่อนถูกเรียกเงินค่าปรับ 50,000 บาท เพื่อเป็นการไกล่เกลี่ยแลกกับการไม่ต้องติดคุก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเจรจาให้จนกระทั่งตกลงจ่ายค่าปรับ 5,000 บาท   วานนี้ (6 พ.ย.) นายประจักษ์ โพธิผล อายุ 56 ปี ผู้ที่แจ้งความร้องทุกข์จับกุมเด็กหญิงอายุ 15 ปี ในคดีขายกระทงการ์ตูนละเมิดลิขสิทธิ์  นำหนังสือมอบอำนาจจากบริษัท เวอร์ริเช็ค จำกัด มาโชว์ต่อผู้สื่อข่าวโดยอ้างว่า บริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัท พอส์ อิงค์ จำกัด และ บริษัท ซาน เอ็กซ์ จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศญี่ปุ่นให้กวดขันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย    ส่วนที่บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ ชี้แจงว่าไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดเข้าจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเป็นฝ่ายดูแลการจัดจำหน่าย เป็นเพียงตัวแทนลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ไม่ได้มีหน้าที่ในการปราบปรามอย่างบริษัทตนเอง โดยบริษัท เวอริเซ็ค จำกัด ที่ตนเป็นพนักงานนั้น เป็นฝ่ายปราบปรามโดยตรงที่ได้รับมอบอำนาจจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้ดำเนินการด้านลิขสิทธิ์ถูกต้อง   พร้อมระบุว่าก่อนเข้าจับกุมเด็กหญิงคนดังกล่าว ได้โพสต์รูปกระทงที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ลงเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา และมีคนสั่งซื้อ ก่อนที่นายนัน ซึ่งเป็นทีมงานจะเห็นจึงติดต่อไปในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยทางบริษัทมีทีมงานที่คอยติดตามผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในโซเชียลจึงเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ และได้มีการติดต่อให้ส่งมอบของในตัวเมือง จ.นครราชสีมา   ทั้งนี้พบว่าเด็กหญิงวัย 15 ปี ถือถุงกระทงมา จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พร้อมของกลาง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา  แต่เมื่อพบว่าเป็นเด็กและผู้ปกครองขอเจรจาไกล่เกลี่ยจึงยอมถอนแจ้งความโดยให้เสียค่าเสียหายในการเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นเงิน 5,000 บาท   ส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าตัวแทนบริษัทเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท ตนแค่แจ้งให้ทราบ ตาม พ.ร.บ ลิขสิทธิ์ มีโทษปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 400,000 บาท จำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี ซึ่งพยายามอธิบายเรื่องของกฎหมายให้ฟังแต่ถูกตีความในทางที่ผิดและเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ตามที่เป็นข่าว   “ผมไม่ได้เป็นคนสั่งซื้อน้องเป็นคนโพสต์ขายกระทงลายการ์ตูนเอง ผมพูดจริง ผมจึงต้องออกมาปกป้องสิทธิของทางบริษัท เด็กแตะต้องไม่ได้หรอ แบบนั้นเด็กก็ไปทำความผิดกันหมด ไม่ได้จับเด็กเข้าห้องมืดบังคับให้เซ็นรับสารภาพ   ซึ่งห้องที่สอบสวนเป็นห้องประชุมและไม่มีการบังคับให้จ่ายเงิน  ผมจึงได้ถอนความร้องทุกข์  ถ้าผมไม่สงสารเด็ก ผมไม่ถอนแน่นอน”     นอกจากนี้ตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับตำรวจชุดจับกุมรวมถึงพนักงานสอบสวนด้วย แต่เพราะคู่กรณีได้มีการโพสต์ขายมานานแล้วจึงต้องแจ้งความให้ตำรวจจับกุม และที่ผ่านมาได้มีการจับกุมทั้งรายใหญ่และรายย่อย ยอมรับว่าการเข้าจับกุมแต่ละครั้งจะได้รางวัลนำจับแต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด   ถามนายประจักษ์ว่า ได้รางวัลนำจับจากทางบริษัทเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์  ได้ถึง 50% มั้ย ทางนายประจักษ์ตอบว่า ถ้าผมได้ขนาดนั้นผมรวยไปแล้ว คุณไม่ต้องมาถามหรอกว่าผมได้เท่าไหร่ แต่ดำเนินการทางกฎหมายทั้งรายใหญ่และรายย่อย เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ของนายประจักษ์กับนายนัน โดยนายประจักษ์เผยว่ารู้จักกัน เขาทำงานกับอีกบริษัทหนึ่งแค่ประสานงานกัน  เตรียมสู้คดีหากมีการแจ้งความข้อหากรรโชกทรัพย์ ใครจะแจ้งความก็เชิญ   ด้านบริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนลิขสิทธิ์ของบริษัท San-X ประเทศญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 มีข้อความดังนี้   บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนลิขสิทธิ์ของบริษัท San-X ประเทศญี่ปุ่น อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ฉบับที่ 1 และ 2 แล้วนั้น   ขณะนี้ เนื่องจากมีข้อมูลข่าวสารซึ่งอาจทำให้เกิดความสงสัยหรือสับสนต่อสาธารณชนโดยทั่วไป บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ขอยืนยันว่า ทางบริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ทางฝ่ายบริหาร ฝ่ายกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของบริษัท กำลังทำงานอย่างหนักในการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องชัดเจนที่สุด เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ผู้เสียหายเป็นเยาวชน และเป็นเรื่องราวที่สังคมให้ความสนใจ   ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่าไม่มีนโยบายเรียกรับเงิน ไม่ได้มีรายได้มาจากการจับลิขสิทธิ์ผิดกฎหมาย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามข่าวแต่อย่างใด บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างถูกต้องและเป็นธรรม โดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี   จึงเรียนมาเพื่อทราบ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) HOT LINE โทร. 02-717-2898 #77 ประกาศ ณ วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เวลา 15:00 น.       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/-Qyw18opo30  

 17,976
สังคม-อาชญากรรม
07 พ.ย. 62

ตัวแทนลิขสิทธิ์การ์ตูน แถลงปัดเอี่ยวล่อซื้อกระทง 'ประจักษ์' โต้นำเด็กเข้าห้องมืดเซ็นรับสารภาพ ลั่น "เด็กแตะต้องไม่ได้หรอ?"

จากกรณีเด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ล่อซื้อจับกุมกระทงขนมปังละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะประดิษฐ์กระทงขายโดยติดรูปตัวการ์ตูนดัง จากนั้นได้นำตัวไปที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เข้าห้องมืดบังคับให้เซ็นรับสารภาพ ก่อนถูกเรียกเงินค่าปรับ 50,000 บาท เพื่อเป็นการไกล่เกลี่ยแลกกับการไม่ต้องติดคุก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเจรจาให้จนกระทั่งตกลงจ่ายค่าปรับ 5,000 บาท   วานนี้ (6 พ.ย.) นายประจักษ์ โพธิผล อายุ 56 ปี ผู้ที่แจ้งความร้องทุกข์จับกุมเด็กหญิงอายุ 15 ปี ในคดีขายกระทงการ์ตูนละเมิดลิขสิทธิ์  นำหนังสือมอบอำนาจจากบริษัท เวอร์ริเช็ค จำกัด มาโชว์ต่อผู้สื่อข่าวโดยอ้างว่า บริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัท พอส์ อิงค์ จำกัด และ บริษัท ซาน เอ็กซ์ จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศญี่ปุ่นให้กวดขันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย    ส่วนที่บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ ชี้แจงว่าไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดเข้าจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเป็นฝ่ายดูแลการจัดจำหน่าย เป็นเพียงตัวแทนลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ไม่ได้มีหน้าที่ในการปราบปรามอย่างบริษัทตนเอง โดยบริษัท เวอริเซ็ค จำกัด ที่ตนเป็นพนักงานนั้น เป็นฝ่ายปราบปรามโดยตรงที่ได้รับมอบอำนาจจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้ดำเนินการด้านลิขสิทธิ์ถูกต้อง   พร้อมระบุว่าก่อนเข้าจับกุมเด็กหญิงคนดังกล่าว ได้โพสต์รูปกระทงที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ลงเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา และมีคนสั่งซื้อ ก่อนที่นายนัน ซึ่งเป็นทีมงานจะเห็นจึงติดต่อไปในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยทางบริษัทมีทีมงานที่คอยติดตามผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในโซเชียลจึงเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ และได้มีการติดต่อให้ส่งมอบของในตัวเมือง จ.นครราชสีมา   ทั้งนี้พบว่าเด็กหญิงวัย 15 ปี ถือถุงกระทงมา จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พร้อมของกลาง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา  แต่เมื่อพบว่าเป็นเด็กและผู้ปกครองขอเจรจาไกล่เกลี่ยจึงยอมถอนแจ้งความโดยให้เสียค่าเสียหายในการเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นเงิน 5,000 บาท   ส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าตัวแทนบริษัทเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท ตนแค่แจ้งให้ทราบ ตาม พ.ร.บ ลิขสิทธิ์ มีโทษปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 400,000 บาท จำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี ซึ่งพยายามอธิบายเรื่องของกฎหมายให้ฟังแต่ถูกตีความในทางที่ผิดและเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ตามที่เป็นข่าว   “ผมไม่ได้เป็นคนสั่งซื้อน้องเป็นคนโพสต์ขายกระทงลายการ์ตูนเอง ผมพูดจริง ผมจึงต้องออกมาปกป้องสิทธิของทางบริษัท เด็กแตะต้องไม่ได้หรอ แบบนั้นเด็กก็ไปทำความผิดกันหมด ไม่ได้จับเด็กเข้าห้องมืดบังคับให้เซ็นรับสารภาพ   ซึ่งห้องที่สอบสวนเป็นห้องประชุมและไม่มีการบังคับให้จ่ายเงิน  ผมจึงได้ถอนความร้องทุกข์  ถ้าผมไม่สงสารเด็ก ผมไม่ถอนแน่นอน”     นอกจากนี้ตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับตำรวจชุดจับกุมรวมถึงพนักงานสอบสวนด้วย แต่เพราะคู่กรณีได้มีการโพสต์ขายมานานแล้วจึงต้องแจ้งความให้ตำรวจจับกุม และที่ผ่านมาได้มีการจับกุมทั้งรายใหญ่และรายย่อย ยอมรับว่าการเข้าจับกุมแต่ละครั้งจะได้รางวัลนำจับแต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด   ถามนายประจักษ์ว่า ได้รางวัลนำจับจากทางบริษัทเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์  ได้ถึง 50% มั้ย ทางนายประจักษ์ตอบว่า ถ้าผมได้ขนาดนั้นผมรวยไปแล้ว คุณไม่ต้องมาถามหรอกว่าผมได้เท่าไหร่ แต่ดำเนินการทางกฎหมายทั้งรายใหญ่และรายย่อย เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ของนายประจักษ์กับนายนัน โดยนายประจักษ์เผยว่ารู้จักกัน เขาทำงานกับอีกบริษัทหนึ่งแค่ประสานงานกัน  เตรียมสู้คดีหากมีการแจ้งความข้อหากรรโชกทรัพย์ ใครจะแจ้งความก็เชิญ   ด้านบริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนลิขสิทธิ์ของบริษัท San-X ประเทศญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 มีข้อความดังนี้   บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนลิขสิทธิ์ของบริษัท San-X ประเทศญี่ปุ่น อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ฉบับที่ 1 และ 2 แล้วนั้น   ขณะนี้ เนื่องจากมีข้อมูลข่าวสารซึ่งอาจทำให้เกิดความสงสัยหรือสับสนต่อสาธารณชนโดยทั่วไป บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ขอยืนยันว่า ทางบริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ทางฝ่ายบริหาร ฝ่ายกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของบริษัท กำลังทำงานอย่างหนักในการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องชัดเจนที่สุด เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ผู้เสียหายเป็นเยาวชน และเป็นเรื่องราวที่สังคมให้ความสนใจ   ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่าไม่มีนโยบายเรียกรับเงิน ไม่ได้มีรายได้มาจากการจับลิขสิทธิ์ผิดกฎหมาย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามข่าวแต่อย่างใด บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างถูกต้องและเป็นธรรม โดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี   จึงเรียนมาเพื่อทราบ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) HOT LINE โทร. 02-717-2898 #77 ประกาศ ณ วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เวลา 15:00 น.       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/-Qyw18opo30  

 17,976
สังคม
06 พ.ย. 62

ทีมบุกจับลิขสิทธิ์การ์ตูน โต้! ไม่ได้ล่อซื้อให้กระทำความผิด-ผู้เสียหายแห่แจ้งความกลับฐานกรรโชกทรัพย์

เปิดใจตัวแทนลิขสิทธิ์ โต้ ไม่ได้ล่อซื้อให้กระทำผิด ยันเด็กโพสต์ทำกระทงลายการ์ตูนละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว ลั่นไม่ได้เรียกเงิน 5 หมื่น ด้านครอบครัวเด็กหญิงวัย 15 ปี พร้อมเหยื่อถูกล่อซื้อจับลิขสิทธิ์อีกนับ 10 ราย รวมตัวกันเข้าแจ้งความกับตำรวจที่โคราช เอาผิดตัวแทนลิขสิทธิ์ข้อหากรรโชกทรัพย์   ขอนแก่น - ความคืบหน้ากรณีเด็กสาววัย 15 ปี ประดิษฐ์กระทงลวดลายการ์ตูน และถูกตัวแทนลิขสิทธิ์บริษัทการ์ตูนชื่อดังล่อซื้อจับกุมฐานละเมิดลิขสิทธิ์ เรียกค่าเสียหายจำนวน 5 หมื่นบาท แต่สุดท้ายเจรจาจนตกลงค่าเสียหายเป็นเงิน 5 พันบาทตามที่เสนอไปนั้น    ล่าสุด วันที่ 6 พ.ย. นายประจักษ์ โพธิผล อายุ 56 ปี ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรม ประเภทงานจิตกรรม ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เปิดเผยว่า น้องได้โพสต์รูปกระทงที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ลง facebook ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา และมีคนสั่งซื้อก่อนที่ทีมงานจะเห็น จึงติดต่อไปในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยทางบริษัทมีทีมงานที่คอยติดตามผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในโซเชียลอยู่แล้ว จึงได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ และได้มีการติดต่อให้ส่งมอบของในตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งพบว่าเด็กสาวคนดังกล่าวถือถุงกระทงมาส่งให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมตัวแทนลิขสิทธิ์จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมของกลาง    โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา หลังจากนั้นญาติได้มีการขอเจรจาซึ่งตนเองก็ให้เจรจาเนื่องจากว่าผู้ที่ถูกจับกุมยังเป็นเยาวชนอยู่ และขยันทำมาหากิน แต่ผิดก็คือผิด และสามารถถอนแจ้งความร้องทุกข์ได้ โดยที่พ่อแม่เสนอเป็นค่าละเมิดลิขสิทธิ์ให้ 5,000 บาท    ในส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าตัวแทนบริษัทเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท ตนแค่แจ้งให้ครอบครัวของเด็กสาวทราบเท่านั้นว่า ตาม พ.ร.บ ลิขสิทธิ์ มีโทษปรับตั้งแต่ 50,000 บาทถึง 400,000 บาท จำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 2 ปี ซึ่งพยายามอธิบายเรื่องของกฎหมายให้ฟัง แต่กลับถูกครอบครัวของเด็กสาวตีความในทางที่ผิด และเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ตามที่เป็นข่าว   ส่วน นายนัน ที่มีกระแสโพสต์ภาพลงในโซเชียลนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ที่คอยสอดส่องผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัท และส่งข้อมูลมาให้ตนเอง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทล่อให้น้องออกแบบรูปกระทงเป็นตัวการ์ตูนดัง แล้วมาล่อซื้อจับกุมนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด    ส่วนประเด็นที่ถูกโจมตีวันนั้นประชาชนฟังข่าวอยู่ข้างเดียว จึงทำให้เจ้าหน้าที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ถ้าพูดถึงบริษัทก็ได้รับความเสียหายเช่นกันเพราะทำซ้ำดัดแปลงโดยไม่ซื้อสิทธิ์ แต่อยากให้สังคมเข้าใจว่าน้องทำผิดจริง และก็มีผู้ใหญ่เข้ามาเจรจาให้ถอนคำร้องทุกข์ ทางตนเองก็ถอนคำร้องทุกข์ให้ถือเป็นการให้โอกาสเด็ก    หลังจากมีกระแสสังคมต่อว่าทางทีมงานลิขสิทธิ์อย่างหนักก็รู้สึกเสียใจเกี่ยวกับการทำงาน และปกป้องสิทธิ์ของผู้เสียหาย หากเราไม่ปกป้องสิทธิ์ผู้กระทำหรือผู้ผลิตก็จะส่งผลให้เดือดร้อน เพราะบริษัทเป็นผู้ลงทุน ส่วนที่มีข่าวลือว่าทางบริษัทจะนำเงินจำนวน 5,000 บาท คืนน้องนั้นไม่เป็นความจริง หากเรานำเงินไปคืนก็เท่าว่าเราเป็นผู้ผิดเสียเอง   ในส่วนที่ บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ ตัวแทนลิขสิทธิ์บริษัท San-X ตัวการ์ตูนริลัคคุมะ ยันไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดทำการจับลิขสิทธิ์ หลังมีผู้ถูกจับเพราะทำกระทงลายการ์ตูนริลัคคุมะ เตรียมปรึกษาฝ่ายกฎหมาย และให้ทนายความดำเนินการนั้น ตนขอชี้แจงว่า ตนเป็นตัวแทนดูแลลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ ไม่เกี่ยวกับบริษัทดังกล่าว และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันกับตนเอง เพราะตนเองดูแลภาพรวมระดับที่ใหญ่กว่า และก็ไม่เข้าใจว่าออกหนังสือชี้แจงมาเพื่อต้องการอะไร   ขณะที่ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้มีกลุ่มผู้เสียหายหลายรายจากการถูกตัวแทนลิขสิทธิ์เรียกปรับค่าลิขสิทธิ์การ์ตูน เดินทางเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีในข้อหากรรโชกทรัพย์กับตัวแทนลิขสิทธิ์กลุ่มดังกล่าว   โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เดินทางมาให้คำแนะนำกับกลุ่มผู้เสียหาย อาทิ ยุติธรรมจังหวัด สภาทนายความจังหวัด และพัฒนาสังคมจังหวัด   ซึ่งขณะนี้กลุ่มเสียหายกำลังรอ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.ที่กำลังเดินทางมาที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว คาดว่าจะเดินทางมาถึงในช่วงก่อนเที่ยงของวันนี้

 829
แชร์ออฟเดอะเดย์
14 ส.ค. 61

แฉ! คลิปเสียงตร.กรรโชกทรัพย์ผู้ต้องหาแลกเคลียร์คดี ผู้เสียหายบอกแค่เข้าใจผิด ผกก.ท้าสาบานปัดเรียกรับเงินปิดคดี

ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เผยแพร่คลิปเสียงความยาว 1.43 นาที อ้างเป็นเสียงตำรวจ  สภ.บางโทรัด จ.สมุทรสาคร  กรรโชกทรัพย์ผู้ต้องหาในคดีลักทรัพย์  โดยคลิปเสียงเป็นการคุยโทรศัพท์ระหว่างสามีของผู้ต้องหากับตำรวจนายหนึ่ง   ซึ่งตำรวจโทรมาถามว่า “ไปแจ้งความว่าตำรวจกรรโชกทรัพย์หราถ้าเป็นอย่างนี้จะไม่ช่วยนะ”  ฝั่งสามีของผู้ต้องหาตอบกลับว่า “ผมยอมรับให้พี่ช่วยคุยกับผู้กำกับแล้วนี่” จากนั้นตำรวจระบุ  ทำนองว่ามีการพูดคุยยินดีจะช่วยเคลียร์ให้ทั้งหมด ก่อนจะบอกให้ชายคนดังกล่าวไปคุยไปภรรยาให้ดีเดี๋ยวจะมีปัญหาเพราะเคลียร์กันไปแล้ว   จากการสอบถามข้อเท็จจริงที่ สภ.บางโทรัด พบสองสามีภรรยาที่ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมระบุว่า ถูกตำรวจกรรโชกทรัพย์ โดยนายวสันต์  จันทรวงศ์ ชายที่คุยกับตำรวจในคลิปเสียง บอกว่า ตำรวจไม่ได้กรรโชกทรัพย์ตนและภรรยาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด   พร้อมเล่าว่าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตนพาภรรยาและลูกไปเดินห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยลูกชายวัย 7 ขวบ ไปหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งมีคนวางไว้ในรถเข็น กระทั่งกลับถึงบ้าน ผ่านไป 2 วัน ถึงทราบเรื่องว่าลูกชายหยิบโทรศัพท์ติดมือมาด้วย จึงพยายามติดต่อเจ้าของโทรศัพท์ โดยให้นายโย พี่ชายที่รู้จักกันทำงานที่ สน.บางรัก ประสานตำรวจ สน.บางโทรัด ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุเพื่อนำไปคืน   นายวสันต์กลัวว่าเจ้าของโทรศัพท์จะเรียกค่าเสียหาย จึงเตรียมเงินไว้ 60,000 บาท เพื่อนำไปจ่าย โดยนายโย เป็นคนเดินเรื่องให้นัดคืนโทรศัพท์ที่ สน.บางโทรัด 6 พ.ค. 61 วันต่อมาก็นำเงินไปจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายไม่ได้ติดใจหรือแจ้งความจับกุมแต่อย่างใด แค่ลงบันทึกประจำวันแล้วไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่   ด้านนางสาวนิติยา  แซ่เจี่ย แม่ของเด็กยืนยันว่าตนเองไม่ใช่ผู้ต้องหา เพราะยังไม่ถูกดำเนินคดี ส่วนคลิปเสียงที่ปรากฎว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ตามคลิปเสียงคือวันที่ตนและสามีพากันไปปรึกษาตำรวจ สน.เพชรเกษม ว่าควรทำอย่างไรเพราะตนกลัวความผิด  เจ้าหน้าที่แนะให้ไปติดต่อโรงพักท้องที่เกิดเหตุ ระหว่างที่เดินลงจากโลงพักมีนายตำตำรวจได้โทรมาสอบถามตามคลิปปรากฎ ซึ่งไม่รู้ใครเป็นคนนำคลิปเสียงนี้มาเผยแพร่ แต่ยอมรับเป็นเสียงสามีของตนจริง   ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตำรวจในคลิปเสียงเมื่อวานลงเวรและไม่ขอพูดอะไร แต่ พ.ต.อ.ปัญจพล ชำนาญหมอ ผู้กำกับการ สน.บางโทรัด ยืนยันตำรวจไม่มีการเรียกรับเงินตามที่ถูกกล่าวหาสาบาน ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ส่วนสองสามีภรรยาที่มาพบตำรวจไม่มีการเตรียมการใด ๆ และไม่รู้จักกันมาก่อน คลิปเสียงตนก็ยังไม่ได้ยินซึ่งอาจมีการดัดแปลงได้   ทั้งนี้ยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้องเท็จจริงหรือเอาผิดทางวินัย  เพราะสองสามีภรรยายืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าตำรวจได้เรียกรับทรัพย์สิน ที่ผ่านมาคอยบอกผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-h8Q0y-dWAE

 2,173
ปากท้องร้องทุกข์
23 พ.ค. 61

อุกอาจ คนร้ายบุกทำร้าย-กรรโชกทรัพย์ ขรก.กลางเทศบาลเสาธงหิน

นนทบุรี-เกิดเหตุคนร้ายบุกทำร้ายกรรโชกทรัพย์ ส.อ.กฤษฎ์หิรัญ พิชญาภัคปุณณาสา อายุ 46 ปี เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ ระดับ4 เทศบาลตำบลเสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จนได้รับบาดเจ็บและข่มขู่กรรโชกเอาเงินไปจำนวน 10,000 บาท ขณะทำงาน   เหตุเกิดที่ห้องสมุดเอื้ออาทรบางใหญซิตี้ ซึ่งเป็นที่ทำงานและอยู่ในส่วนรับผิดชอบของเทศบาลตำบลเสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ขณะนี้ผู้เสียหายได้รักษาตัวอยู่ที่ รพ.เกษมราษฎร์รัตนาธิเบศร์ โดยแพทย์ให้พักรักษาตัวเป็นจำนวน 2 วัน ซึ่งได้แจ้งความไว้ที่ สภ.บางใหญ่   ผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตนบาดเจ็บเกิดจากการถูกทำร้าย เนื่องจากตนเคยถูกบังคับให้ย้ายออกจากพื้นที่ที่ทำงานหลายครั้งแล้วแต่ตนไม่ย้าย จนตนเคยถูกทุบกระจกรถ ถูกคนร้ายบุกตบบนเทศบาล ถูกรุมทำร้ายข้างเทศบาล และครั้งนี้ถูกคนร้ายบุกขึ้นไปทำร้ายบนที่ทำงานที่ห้องสมุดเอื้ออาทร ต.เสาธงหิน   หลังเกิดเหตุคนร้ายได้บังคับให้ตนโอนเงินให้ ทราบจากหลักฐานการโอนเงินว่าได้โอนให้ นายโอภาส (สงวนนามสกุล) ส่วนรูปร่างหน้าตาคนร้ายตนจำได้แม่นยำ อาการบาดเจ็บตอนนี้หัวไหล่หลุดเกิดจากการถูกเตะ เข้านอน รพ.ตั้งแต่เย็นวันเกิดเหตุ   จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดตอนนี้ตนรู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัยถ้าต้องไปทำงานอีก ไม่มีใครรับประกันชีวิตและทรัพย์สินในขณะทำงาน เพราะตนนั่งทำงานคนเดียวและไม่สามารถจะบอกได้ว่าตนจะถูกทำร้ายวันไหนอีก   ขณะเกิดเหตุตนจัดหนังสืออยู่ในห้องสมุด คนร้ายไม่ทราบชื่อได้มาดึงประตูและเข้ามาด้านใน ถามหาชื่อตนและบอกกับตนว่าจำเขาได้ไหมว่าเขาเคยมาทำร้ายตนไปแล้วครั้งหนึ่ง จากนั้นได้ตรงเจ้าทำร้ายตนและขู่จะแทงตน มีการถามตนว่าไปทำอะไรพี่เขา ซึ่งคนร้ายได้บอกว่าพี่ของเขาขื่อปลัดแคท หลังจากนั้นได้ขู่เอาเงินจากตนโดยพาตนเข้าไปในรถและให้โอนเงินให้ ก่อนที่คนร้ายจะจากไปได้ข่มขู่ว่ารู้จักบ้านตน รู้จักลูกของตน คนร้ายต้องการให้ตนไปถอนแจ้งความที่เคยแจ้งไว้ก่อนหน้า   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหลักฐานการโอนเงินไปตรวจสอบ จากนั้นจะเรียกเจ้าของบัญชีมาสอบปากคำว่าเกี่ยวข้องอะไรกับคนร้ายดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้จะทำการติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6Ti4qAyMgyA    

 5,928
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
06 ก.พ. 61

'ชูวิทย์มีเรื่องเล่า' เกาะติดคดี ตร.ยศนายสิบพร้อมพวก บุกอุ้มสาววัย 22 โดน 3 ข้อหากรรโชกทรัพย์-รุมโทรม-กักขังหน่วงเหนี่ยว

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เกาะติดคดี ตร.ยศนายสิบพร้อมพวกบุกขึ้นอพาร์ทเม้นท์ในพัทยา ก่อนตรวจค้นหาสิ่งของผิดกฎหมายแล้วพยายามบังคับให้หาเงินมาเคลียร์ จากนั้นได้ทำการอุ้มสาววัย 22 ปี กรรโชกทรัพย์-รุมโทรม -กักขังหน่วงเหนี่ยว ซึ่งผู้ต้องให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าว   ทั้งนี้ภายหลังการสอบสวน ได้ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดฝากขังที่ศาลจังหวัดพัทยา พร้อมคัดค้านการประกันตัว ส่วนการกระทำความผิดของ ตร.ยศนายสิบได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามขั้นตอน ซึ่งจะถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับทางผู้บังคับบัญชา   พร้อมกันนี้ได้เปรียบเทียบข้อกฎหมายของการกรรโชกทรัพย์และการปล้นทรัพย์ รวมถึงตีแผ่พฤติกรรมตำรวจนอกรีตที่กระทำการไม่เหมาะสมต่อประชาชน      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Q_Brfxjo1mw    

 8,971
สังคม-อาชญากรรม
29 พ.ย. 60

'ครูจอมทรัพย์' งานเข้าอีก! โดนแจ้งจับฐานโพสต์หมิ่น-ข่มขู่กรรโชกทรัพย์

สกลนคร-น.ส.ธารระรินทร์ ราชู อายุ 36 ปี ร้องเรียนถูกคุณครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่กำลังตกเป็นผู้ต้องหาสร้างพยานเท็จ เบิกความเท็จ แสดงพฤติกรรมข่มขู่กรรโชกทรัพย์ เรียกเงิน 1 แสนบาท และโพสต์หมิ่นประมาทด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ผู้อื่นเกลียดชัง ผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์   โดย น.ส.ธารรินทร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สามีของตนกับบุตรชายครูจอมทรัพย์ ได้ไปทำงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ พร้อมกับคนอื่นๆ และจะโอนเงินผ่านลูกชายครูจอมทรัพย์ ไปให้ลูกสะใภ้ของครูจอมทรัพย์ ซึ่งลูกสะใภ้ก็จะนำเงินเดือน ของเพื่อนๆ มาส่งให้ตามปกติ ทั้งสองครอบครัวก็ไปมาหาสู่กัน แต่เมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ ทั้งสามีตนและลูกชายครูจอมทรัพย์ ได้เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย โดยแลกเงินเดือนทั้งหมดเป็นเงินสด เมื่อกลับมาถึงตนก็ไปรับสามีที่สนามบินดอนเมือง เช่นเดียวกับครูจอมทรัพย์ ก็ไปรับลูกชายแล้วกลับมาบ้าน ส่วนเงินเดือนของสามีตนก็ได้ตามปกติ เพราะลูกสะใภ้เป็นนายหน้าจะจัดการให้   ซึ่งเงินทั้งหมดนี้ ลูกสะใภ้ครูจอมทรัพย์ได้ให้บิดาเป็นผู้กู้มาจากนายทุน โดยเอาที่ดินไปจำนอง เพื่อเอามาจ่ายเงินเดือนให้ก่อน เท่ากับว่าเงินที่จ่ายไปแล้วนั้น ลูกสะใภ้ครูจอมทรัพย์ยังไม่ได้คืน จึงไปทวงถามกับ ลูกชายครูจอมทรัพย์ ซึ่งครูจอมทรัพย์ก็อยู่บ้าน ให้การต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม พร้อมกับถ่ายคลิปตนและลูกสะใภ้ครูจอมทรัพย์เอาไว้ด้วย หลังถ่ายคลิปแล้ว ครูจอมทรัพย์ ได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยบอกว่า ลูกชายของตนและลูกสะใภ้ เลิกกันแล้ว พร้อมกับกล่าวหาว่าตนบุกรุก จะไปแจ้งตำรวจให้มาจับพวกตน โดยใช้คลิปที่ตนอยู่ในบ้านไปให้ จนท.ตำรวจ สภ.โคกศรีสุพรรณ ที่ผ่านมา   จากนั้นได้นำคลิปของตนไปโพสต์ลงในโลกโซเชียล กล่าวหาตนเสียหาย สร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้ได้อ่าน นอกจากนี้ยังพูดจาข่มขู่คล้ายกับเป็นผู้มีอิทธิพลว่า ได้นำเรื่องที่ไปบุกรุกบ้านไปแจ้งความแล้ว หากไม่ต้องการเดือดร้อน ให้จ่ายเงินแก่ครูจอมทรัพย์ 1 แสนบาท โดยยังบอกอีกว่า อย่ามามีเรื่องกับครู เพราะสามีของเธอก็ไปทำงานที่ประเทศไต้หวันแล้ว เหลือตัวคนเดียว ระวังให้ดี หากไม่แน่จริงตนคงล้มคดีไม่ได้ ใช้เงินตั้ง 40-50 ล้านก็ทำมาแล้ว ตนจึงเกิดความกลัว เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงได้ไปแจ้งตำรวจ สภ.โคกศรีสุพรรณเช่นกัน ฐานหมิ่นประมาทผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ และข่มขู่กรรโชกทรัพย์ จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gEE0QTTsyfA    

 10,219
สังคม-อาชญากรรม
24 พ.ย. 60

งามหน้า! แท็กซี่สนามบินกรรโชกทรัพย์ นทท.เลบานอน จนต้องกระโดดหนีลงจากรถ

สมุทรปราการ-จับกุมนายสุนทร รอดทรัพย์ อายุ 45 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันกรรโชกนักท่องเที่ยวชาวเลบานอน วัย 32 ปี   สืบเนื่องจากเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 20 พ.ย. 2560 ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวเลบานอน ได้เดินทางมายังสนามบินดอนเมือง และจะเดินทางมาขึ้นเครื่องกลับประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ หลังจากที่ผู้เสียหายเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารที่อากาศยานดอนเมือง เพื่อมาเรียกรถแท็กซี่ให้มาส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวะนั้นนายสุนทร ซึ่งยืนรอรับผู้โดยสารอยู่ด้านหน้าสนามบินดอนเมือง ได้เดินมาประกบผู้เสียหายพร้อมแนะนำให้มาขึ้นรถแท็กซี่ ที่ตนเองที่มีนายวัชฤทธิ์ จันทร์อยู่ เป็นคนขับจอดรออยู่ โดยกำหนดราคาค่าโดยสารที่ 1 พันบาท ด้วยความที่ผู้เสียหายรีบเดินทางมาให้ทันเช็คอิน จึงได้ตอบตกลง   ในขณะที่ผู้เสียหายขึ้นนั่งบนรถแท็กซี่คันดังกล่าว นายสุนทร ได้ขึ้นมานั่งในรถด้วย ก่อนที่นายวัชฤทธิ์ จะขับรถออกมา ในระหว่างทาง นายสุนทร ได้มีการพูดคุยกับผู้เสียหายและทราบว่าผู้เสียหายต้องรีบทำเวลามาเช็คอิน นายสุนทร จึงขอเก็บค่าโดยสารเพิ่มจาก 1 พันบาทตามข้อตกลงในครั้งแรก มาเป็น 1,400 บาท นายสุนทร ยังได้ขู่ให้ผู้เสียหายส่งทรัพย์สินและของมีค่ามาให้ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัว ในระหว่างที่แท็กซี่คันดังกล่าวกำลังวิ่งเข้าอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รถยังไม่ทันจอดสนิทผู้เสียหายได้ตัดสินใจเปิดประตูกระโดดลงจากรถ เพื่อหวังแจ้งตำรวจ แต่ถูกนายสุนทร วิ่งไล่ตามประกบมาก่อนจะกระชากเอาหูฟังของผู้เสียหายติดมือไปและวิ่งมาขึ้นรถแท็กซี่คันดังกล่าวหลบหนีออกจากสนามบินไป   ผู้เสียหายจึงได้เดินทางเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ จนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมตัวนายสุนทร เอาไว้ได้ ส่วนนายวัชฤทธิ์ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่หลังก่อเหตุได้นำรถไปคืนอู่ที่เช่ามาก่อนจะหลบหนีไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำล่วงหน้าผู้เสียหายแล้ว เตรียมขออนุมัติหมายจับตัวนายวัชฤทธิ์ ส่วนนายสุนทร เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกับพวกที่หลบหนีกรรโชก ก้อนคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนังกานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย   จากการตรวจสอบประวัติของผู้ก่อเหตุทั้งสองพบว่า เคยขับรถแท็กซี่รับผู้โดยสารในสนามบินสุวรรณภูมิและลงมือก่อเหตุในลักษณะเดียวกันหลายครั้ง และถูกดำเนินคดีมาแล้ว โดยถูกสั่งห้ามเข้าพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเด็ดขาด จึงหันกลับไปร่วมกันก่อเหตุในพื้นที่สนามบินดอนเมือง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xg35gg6VNok    

 20,285
สังคม-อาชญากรรม
22 ส.ค. 60

'ครูเงาะ' ไม่หนักใจ รับทราบ 4 ข้อหา ปมกรรโชกทรัพย์ 'ครูอ้อย' ยันมั่นใจในความบริสุทธิ์

ครูเงาะตกเป็นผู้ต้องหากรรโชกทรัพย์ เดินทางเข้าพบพนักงานงานสอบสวนสถานีบ่อทอง ที่จังหวัดชลบุรี หลังมีการให้ทางทนายความเข้าเลื่อนการพบพนักงานสอบสวน   จากกรณีที่ ครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียน หนังสือเข็มทิศชีวิต ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กับสถานีตำรวจภูธรบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ในกรณีที่ถูกข่มขู่เพื่อกรรโชกทรัพย์ และให้หยุดการสอน มิฉะนั้นจะสร้างความเท็จเพื่อใส่ร้ายก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้ครูอ้อยร้องผ่านสื่อต่างๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนภูธรบ่อทองได้ออกหมายเรียก ครูเงาะ หรือ รสสุคนธ์ กองเกตุ ให้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 15 สิงหาคม 2560 และมีออกหมายเรียกผู้ต้องหาไปแล้ว 2 ครั้ง จนทางตำรวจได้นัดให้ ครูเงาะ หรือ รสสุคนธ์ กองเกตุ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้ง หลังจากวานนี้ ทนายความของครูเงาะ ขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม   ล่าสุดครูเงาะ ได้เดินทางมาพร้อมกับนายชวน รัตนขจิตวงศ์ ทนายความ ได้นำหลักฐานต่างๆ เข้ายื่นต่อพ.ต.อ.เสมอ อ่อนมั่ง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ่อทอง โดยไม่ต้องการสื่อมวลชน ได้บันทึกภาพขณะเข้าให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาได้เดินทางมาเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แต่ต้องคอยรับการเรียกตัวหากต้องการข้อมูลเพิ่ม ที่อาจจะใช้ระยะเวลา 30 วัน ก่อนนำสำนวนส่งอัยการจังหวัดชลบุรี หลังจากรับทราบข้อกล่าวหาเสร็จ   ซึ่งครูเงาะ ได้เปิดเผยว่า ได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวน และได้มีการพูดคุยตามปกติ โดยตำรวจได้ตั้งข้อกล่าวหา 4 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ 2. รีดทรัพย์ 3.หมิ่นประมาท และ4.นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยตนไม่รู้กหนักใจแต่อย่างใด เนื่องจากตัวเองมีความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ อีกทั้งยังไม่ได้มีการคุยกับครูอ้อย เป็นการส่วนตัวหากครูอ้อย ยินดีที่จะพูดคุยกันตนก็พร้อมที่คุยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Hcek9rCkY3E    

 4,974
สังคม-อาชญากรรม
18 ส.ค. 60

'ครูเงาะ' แถลงปม 'ครูอ้อย' แจ้งความกรรโชกทรัพย์ ยันเปิดหลักฐาน ชี้ขู่ฟ้องหมิ่นประมาททันที!

จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่าครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือ ครูอ้อยเข็มทิศชีวิต เดินทางไปฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ่อทอง จ.ชลบุรี กับบุคคลที่ออกมาทำให้ครูอ้อยเสื่อมเสียชื่อเสียงมีทั้ง ดารา นักแสดง รวมทั้งครอบครัวของนายบอส (นามสมมติ) ที่เคยเดินทางมาร้องต่อสื่อ โดยระบุว่าถูกครูอ้อยชักชวนไปเล่นหุ้นจนต้องสูญเงินกว่า 13 ล้านบาท    ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียก โดยแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน คือ ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองสุข นายวินัย และนายบอส (นามสมมติ) รวม 3 คน ในข้อหากรรโชกทรัพย์ 11 ล้านบาท ส่วนของ เอ๋ มณีรัตน์ คำอ้วน ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน    ล่าสุดครูเงาะ รสสุคนธ์ กองสุข ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณีดังกล่าว โดยตนติดใจทำไมครูอ้อยถึงไปแจ้งความที่ สภ.บ่อทอง จ.ชลบุรี และส่งหมายเรีบกมาถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 20 ก.ค.60 เป็นหมายเรียกให้ไปเป็นพยานระหว่าง บ.เข็มทิศเอ็นแอลพี จำกัด แจ้งความดำเนินคดีกับคู่กรณี ซึ่งครูเงาะเลื่อนไม่ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่เนื่องจากติดงานถ่ายรายการ   ต่อมาวันที่ 4 ส.ค.60 ออกหมายเรียกผู้ต้องหา ข้อหากรรโชกทรัพย์โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมฯลฯ และหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา    ครูเงาะกล่าวว่าไม่เคยทราบหลักฐานที่ครูอ้อยนำไปเชื่อมโยงแจ้งข้อหากรรโชกทรัพย์มาก่อน โดยวันจันทร์ที่ 21 ส.ค.นี้ จะเดินทางไปขอดูหลักฐานที่ สภ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ถ้าจำเป็นอาจแจ้งความกลับครูอ้อยข้อหาหมิ่นประมาท เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีเพราะทำให้เสียชื่อเสียงและปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ยืนยันที่ผ่านมาไม่เคยส่งข้อความไปข่มขู่อะไรครูอ้อย    นอกจากนี้ได้กล่าวถึงกรณีที่ตนเข้าเรียนการสะกดจิตบำบัดซึ่งเป็นคลาสเรียนของครูอ้อย ช่วงแรกเสียเงินค่าเรียนคิดว่าเป็นคลาสที่มีประโยชน์เพราะเป็นวิชาว่าด้วยการสะกดจิต ซึ่งตนสามารถนำมาใช้สอนการแสดงได้ โดยที่ครูอ้อยจะออกประกาศบัตรรับรองการเรียนวิชาดังกล่าว ซึ่งเป็นวิชาลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ ต่อมาช่วงหลัง ๆ ครูอ้อยเชิญให้ไปเรียนและขอใช้ภาพเพื่อโปรโมทคลาสเรียนโดยมีการบังคับให้ตนและเอ๋ มณีรัตน์ เซ็นเอกสารยินยอมด้วย แต่เมื่อเรียนได้ระยะหนึ่งพบว่าสวนทางกับความเชื่อไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และมีบางสิ่งที่ไม่เห็นด้วยจึงถอนตัวออกมา ทั้งนี้มีการถ่ายคลิปขณะทำกิจกรรมและนำภาพของตนไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงติดต่อไปหาครูอ้อยขอให้ลบคลิปดังกล่าวเพราะไม่สะดวกให้ใช้ภาพในสื่อสาธารณะ ซึ่งครูอ้อยบอกว่าเพื่อประโยชน์และไม่มีการลบออกแต่อย่างใด    ทั้งนี้ฝากบอกครูอ้อยว่าทำไมไม่คุยกันดีๆ อยากทราบอะไรทำไมไม่โทรมาถามเพราะก่อนหน้านี้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ถ้าลบคลิปตั้งแต่ทีแรกก็ไม่มีปัญหา ครูเงาะพร้อมจบ!!   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 20,306

Top