ค้นหา :

ผลการค้นหา "ลักลอบ"

อาชญากรรม
17 ม.ค. 63

2 สามีภรรยาถูกดักยิงเสียชีวิตกลางสวนยาง จนท.คาดคนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวของเหยื่อ

เมื่อวันที่ 16 มค.2563 เวลาประมาณ 10.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้รับแจ้งจากผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 9 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ว่ามีชาวบ้านถูกยิงเสียชีวิต 2 รายในสวนยางพารา      โดยที่เกิดเหตุบนถนนดินลูกรังในสวนยางพารา พบรถจักรยานยนต์สภาพเก่า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนยี่ห้อยามาฮ่า ล้มคว่ำอยู่ ห่างจากรถจักรยานยนต์ประมาณ 1 เมตร พบศพผู้เสียชีวิตเพศชาย ทราบชื่อคือนายอาบีดิง ลาเต๊ะ อายุ 59 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดเข้าบริเวรลำตัวและศีรษะ ห่างไปอีกประมาณ 250 - 300 เมตรในสวนยางพารา พบศพของของนาง รอมือระ จารง อายุ 49 ปี สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด นอนเสียชีวิตอยู่ใกล้โคนต้นยางพารา ซึ่งผู้เสียชีวิตทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน     จากการสอบสวนญาติของผู้เสียชีวิตในเบื้องต้นทราบว่า ทั้งสองคนเป็นชาวสวน และออกกรีดยางพาราในช่วงเช้ามืดทุกวัน โดยเมื่อเช้าที่ผ่านมา นางรอมือละ ได้เดินทางมากรีดยางก่อนสามีในช่วงเวลาประมาณ 05.00 น. ส่วนนายอาบีดิง ผู้เป็นสามีได้ขับรถจักรยานยนต์ตามมาช่วยกรีดยางในเวลา 06.00 น.      จากนั้นในเวลาประมาณ 07.00 น. ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้นหลายนัด แต่ก็ไม่ได้สงสัย ต่อมาลูกสาวนางรอมือระ ได้เห็นว่าทั้งสองคนไปกรีดยางนานจนผิดสังเกตุและยังไม่กลับบ้าน จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ตามมาดูก็พบว่าทั้งสองคนถูกยิงเสียชีวิตแล้ว จึงได้แจ้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ     เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ตั้งประเด็นการลอบสังหารสองสามีภรรยาในครั้งนี้ ซึ่งต้องรอการสอบปากคำพยานและตรวจสอบวัตถุพยานที่เก็บได้จากจุดที่เกิดเหตุเสียก่อน โดยพล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี รองผู้บัญชาการภาค 9 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน หาเบาะแสในที่เกิดเหตุ ทั้งร่องรอยจากจุดที่เกิดเหตุโดยรอบ เพื่อระบุว่าคนร้ายที่ก่อเหตุมีด้วยกันกี่คน แต่เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 2 คน และหาเบาะแสช่วงเวลาที่สองสามีภรรยาถูกยิง      เนื่องจากจุดที่พบศพอยู่ในสวนยางพาราและห่างกันพอสมควร เชื่อว่าคนร้ายรู้พฤติการณ์ของผู้เสียชีวิตที่ออกมากรีดยาง และได้ก่อเหตุยิงผู้เสียชีวิตคนใดก่อน รวมไปถึงเส้นทางหลบหนีของคนร้าย หลังจากที่ได้ก่อเหตุแล้วมีการหลบหนีไปยังเส้นทางใด       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dCnMde9MlHI

 1,694
สังคม-อาชญากรรม
16 ม.ค. 62

รวบ 2 พ่อค้าหัวใส ยัดใบกระท่อมสด 65 ก.ก.ในถังน้ำมันรถ รับขนมาจากชายแดนไทย-มาเลเซีย

ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะสมุย สนธิกำลังทหาร ตำรวจ บุกรวบ 2 พ่อค้าหัวใส นำรถยนต์ 2 คัน จากจังหวัดสงขลา นำใบกระท่อมสดจากมาเลเซียจำนวน 65 กิโลกรัม โดยดัดแปลงถังน้ำมันรถยนต์ เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ผ่านด่านต่างๆ ผู้ต้องหารับสารภาพก่อนหน้านี้ ยึดอาชีพลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ก่อนผันตัวเองมาค้าใบกระท่อมสดส่งลูกค้าบนเกาะสมุย   (16 ม.ค. 62) เมื่อเวลา 10.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ นายวิชยุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี สั่งการให้ นายศุภเกียรติ เพชรเศรษฐ์ ปลัดป้องกันปราบปรามอำเภอเกาะสมุย นายธรรมนูญ สุขเจริญ ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอเกาะสมุย นำชุดเจ้าหน้าทีเฉพาะกิจร้อยเกาะ อำเภอเกาะสมุย สนธิกำลังร่วมกับทหารชุดรักาาความสงบเรียบร้อย บก.ควบคุม มณฑลทหารบกที่ 45 พื้นที่เกาะสมุย ตำรวจ สภ.เกาะสมุย ร่วมกันจับกุม นายสมศักดิ์ พหนการ อายุ 53 ปี  ขณะขัยรถยนต์กระบะสี่ประตูสีดำ และนายภานุ บาลัง อายุ 31 ปี ขับรถยนต์กระบะตอนครึ่งสีดำ โดยมีสายลับนั่งข้างคนขับ    เมื่อรถยนต์ ทั้งสองคัน ขับเข้ามาภายในซอยถนนลูกรังตรงข้ามวัดดอนธูป หมู่ 5 ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว ทำการปิดถนนพร้อมขอตรวจค้น ทั้งนี้ คนขับรถยนต์ ทั้งสองคัน ได้แสดงท่าทางมีพิรุธ พร้อมรับสารภาพว่า รถยนต์ ทั้งสองคัน ได้ขนพืชใบกระท่อมสดมาจากชายแดนไทย มาเลเซีย จากอำเภอสะเดา พร้อมนำพืชใบกระท่อมสด ยัดลงในถังน้ำมันรถยนต์ ที่ได้ทำการดัดแปลงถังน้ำมันไว้แล้ว คันละ 35 กิโลกรัม จากนั้นได้ขับผ่านเส้นทางด่านต่างๆมาจาก อำเภอสะเดา มาลงเรือเฟอร์รี่ ข้าม มายังอำเภอเกาะสมุย เพื่อส่งลูกค้า แต่มาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน   ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสอง ยังรับสารภาพอีกว่า ก่อนหน้านี้ รถยนต์ทั้งสองคัน ได้ทำการดัดแปลงถังน้ำมัน เพื่อบรรทุกน้ำมันเถื่อน ส่งขายในพื้นที่ภาคใต้มาแล้ว แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่กวดขันหนัก จึงได้มาทำการบรรทุกพืชใบกระท่อมสดแทน เนื่องจากมีรายได้ดี และเป็นที่ต้องการจากตลาด แรงงานทั่วไปบนเกาะสมุย โดยทำมาแล้ว 2 ครั้ง    ด้านนายศุกเกียรติ เพชรเศรษฐ์ ปลัดป้องกันปราบปราม อำเภอเกาะสมุย หัวหน้าชุดจับกุมเปิดเผยว่า จากการปฎิบัติในครั้งนี้ ถือเป็นการจับกุมล็อตใหญ่ในปีนี้ ที่ฝ่ายปกครองสามรถจับกุม ยาเสพติดพืชใบกระท่อมสดข้ามชาติ รายใหญ่ หลังจากที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลำเลียงพืชใบกระท่อมจากประเทศมาเลเซีย ข้ามมายังเกาะสมุย จึงได้รายงานให้ นายวิชยุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทราบ ซึ่งทางผู้ว่า ได้ให้สนธิกำลังบูรณาการร่วมกันระหว่าง ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ทำการวางแผนสกัดปิดล้อมขบวนการลักลอบยาเสพติดพืชใบกระท่อม ข้ามชาติ จนผลสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งพืชใบกระท่อมล็อตนี้ เมื่อถึงตลาดบนเกาะสมุย จะมีราคาเพิ่งสูงขึ้นกิโลกรัมละ 1,000-1,200 บาท โดยพืชใบกระท่อมสดครั้งนี้ มีราคาสูงถึง 70,000 บาท    โดยทางชุดจับกุม ได้แจ้งข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาทั้งสอง ในข้อกล่าวหา ครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทห้า พืชใบกระท่อมสด เพื่อจำหน่าย นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะสมุย ดำเนินตามกฎหมายต่อไป

 4,453
ข่าวภูมิภาค
07 พ.ค. 61

รวบหนุ่มสวนปาล์ม รายได้หลักแสนไม่พอใช้ หันมาลอบขนแรงงานเมียนมา นอนขดในกระบะส่งทำงานมาเลเซีย

ระนอง-ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 กองกำลังเทพสตรี รวบหนุ่มสวนปาล์มน้ำมัน แอบลักลอบขนแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 11 คน เป็นชาย 10 หญิง 1 ให้นอนขดซ้อนกันมาในกระบะท้าย คนขับอ้างทำสวนปาล์ม มีรายได้ต่อเดือน 1 แสนบาท แต่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ที่มีมากกว่าครึ่ง จึงมาร่วมรับจ้างขนแรงงานเถื่อน   จากการสอบปากคำแรงงานต่างด้าว มีปลายทางอยู่ประเทศมาเลเซีย โดยเสียค่าใช้จ่ายขั้นต้นคนละ 7,000 บาท และจะจ่ายอีกครั้งเมื่อถึงปลายทาง โดยมีเครือญาติและเพื่อนสนิทชักชวนให้ไปทำงานต่างประเทศ แต่ใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน   เบื้องต้นขบวนการขนแรงงานต่างด้าว จาก จ.ระนอง ผ่านเข้าไปใน จ.ชุมพร ก่อนจะเดินทางไปประเทศที่สาม เดิมเดินทางโดยรถยนต์เป็นทอดๆก่อนข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้าน ได้เปลี่ยนมาใช้เส้นทางเดินทางด้วยเรือประมง ผ่านทะเลอ่าวไทยลงใต้ไปประเทศเพื่อนบ้าน   จนท.แจ้งข้อกล่าวหา คนขับรถชาวไทยฐานนำพาและให้การช่วยเหลือ บุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย และชาวเมียนมา อีก 11 คน ในข้อหาหลบหนีเข้าราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pmPT9dfn0Es  

 8,459
สังคม-อาชญากรรม
09 เม.ย. 61

จับแก๊งขนเฮโรอีนซุกหมอนยางพารา มูลค่ากว่า 100 ล้าน เตรียมส่งออกฮ่องกง

กรมศุลกากรแถลงข่าวการจับกุมเฮโรอีน จำนวน 80 ก้อน (ก้อนละประมาณ 350 กรัม) น้ำหนักรวมประมาณ 28 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 100 กว่าล้านบาทไปยังฮ่องกง ตบตาเจ้าหน้าที่รัฐแอบซุกซ่อนในหมอนยางพารา โดยหมอน 1 ใบจะซุกเฮโรอีน 2 แท่ง   พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย เป็นคนไทย 1 ราย ชาวฮ่องกง 2 ราย เบื้องต้น นำส่งพนักงานสอบสวน กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินคดีต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GCO8qrYSCwk    

 4,424
ข่าวภูมิภาค
07 มี.ค. 61

บุกจับหญิงเชียงใหม่ลักลอบเลี้ยงเสือดาว ชอบจูงไปเดินเล่นในหมู่บ้านทำคนแตกตื่น

เชียงใหม่-ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักบริหารอนุรักษ์ที่ 16 บุกเข้าจับกุมชาวบ้านในอำเภอสันทรายลักลอบเลี้ยงเสือดาว หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเจ้าของมักพาเสือทั้งสองตัวจูงเดินเล่น ไปตามถนน สร้างความหวาดหวั่นให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก เกรงหลุดมาอาจก่อให้เกิดอันตรายได้   ซึ่งจากการตรวจค้นในบ้านก็พบกรงเสือ 2 กรง มีเสือดาวอยู่ 2 ตัวแยกกันอยู่ตัวละกรง ทราบชื่อเสือเพศเมียว่าฟ้าใส อายุ 3 ปี และเสือเพศผู้ ชื่อ ไต้ฝุ่น อายุ 2 ปี 8 เดือน จากการตรวจสอบก็พบว่าบ้านดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตเลี้ยงเสือดาว   แต่จากการตรวจสอบที่มาที่ไปของเสือทั้งสองตัว เจ้าของมีเอกสารหลักฐานของเสือดาวจริง แต่ไม่การครอบครองเสือหลักฐานที่นำมายืนยันนั้นไม่ครบถ้วนทั้งใบแจ้งการครอบครองเสือดาวนั้น ผิดสถานที่ตามที่แจ้งไว้ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหามีสัตว์ป่าสงวนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 19 มีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   เบื้องต้นเจ้าของให้การว่าเสือทั้งสองคนเป็นมรดกตกทอดของบิดา ที่จังหวัดชลบุรี และมีใบรับรองจากสวนเสือศรีราชา ก่อนจะเคลื่อนย้ายมาเลี้ยงที่เชียงใหม่ เพราะทิ้งไม่ได้ รับเหมือนลูก จึงนำมาเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด และก็จะนำใบยืนยันตัวเสือมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ภายหลัง หลังการสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ได้อายัดเสือทั้งสองตัวไว้โดยได้ฉีดยาสลบ ตรวจดีเอ็นเอ และนำตัวเสือทั้งสองตัวไปดูแลที่ศูนย์อนุรักษ์พันธ์สัตว์ป่าเชียงใหม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hLJMYeXi_8A  

 27,280
ข่าวภูมิภาค
28 ก.พ. 61

ศุลกากรหนองคาย บุกจับแก๊งลักลอบขนตัวนิ่ม 85 ตัวริมน้ำโขง

หนองคาย-ศุลกากรบุกจับแก๊งลักลอบขนตัวนิ่มออกนอกประเทศ เจอกำลังลำเลียงตัวนิ่มลงเรือหางยาว เจอเจ้าหน้าที่วิ่งแตกหนีกระเจิง ทิ้งตัวนิ่มที่อยู่ในลังพลาสติกไว้ริมแม่น้ำโขง 1 ลัง ส่วนหนึ่งรีบขับเรือออกไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยตัวนิ่มอยู่ในลังพลาสติกประมาณ 4 ลังไปด้วย นับได้ 85 ตัว   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เวียงคุก อ.เมืองหนองคาย และส่งมอบตัวนิ่มทั้งหมดให้ด่านสัตว์ป่าหนองคาย นำไปอนุบาลและรักษาพันธุ์ที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/roHzLLMMBxQ

 3,703
ข่าวภูมิภาค
09 ก.พ. 61

รวบหนุ่มใหญ่ลักลอบเลี้ยงสัตว์คุ้มครอง พบนก 66 ตัว ที่เมืองเพชรบุรี

นายวันชัย สิงห์โต ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นำกำลังในสังกัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 144 เข้าทำการตรวจค้นและจับกุมนาย มนูญ คงคาเพชร อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 196 ถ.คีรีรัถยา ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี ซึ่งได้รับการร้องเรียนว่ามีการลักลอบเลี้ยงสัตว์ป่าจำพวกนกคุ้มครองจำนวนมาก   โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและขอตรวจค้น พบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีพื้นที่หลังบ้านซึ่งมีการสร้างเป็นกรงนก มีทั้งแยกเดี่ยวและอยู่ในโรงเรือนชั้นเดียว ซึ่งมีการสร้างเป็นกรงขังทั้งชนิดเดี่ยวและขังรวมนกจำนวนมาก แยกเป็น 15 ชนิด จำนวน 66 ตัว มีนกปรอดหัวโขน 18 ตัว นกกระแตแต้แว้ด 4 ตัว นกกะรางหัวหงอก 9 ตัว นกกระรางคอดำ 6 ตัว เหยี่ยวแดง 3 ตัว เหยี่ยวปีกแดง 1 ตัว นกกาเหว่า 2 ตัว อีกา 1 ตัว นกเปล้าคอสีม่วง 3 ตัว นกอีโก้ง 5 ตัว นกกวัก 4 ตัว นกปรอดคอลาย 1 ตัว นกเอียงหงอน 2 ตัว นกกิ้งโครงคอดำ 2 ตัว   จึงได้ทำการตรวจยึดและแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ. ศ. 2535 และนำตัวส่งยังพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเพชรบุรีต่อไป ส่วนสัตว์ป่าจำพวกนกที่ตรวจยึดได้จะนำไปอนุบาลไว้ที่ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/q5I_RDF0s6U      

 5,625
สังคม-อาชญากรรม
25 ม.ค. 61

แฉ! อาบอบนวด 'เอ็มบาสซี่ เอ็นเตอร์เทนเมนท์' ลักลอบใช้น้ำบาดาล พร้อมตรวจสอบโครงสร้างอาคาร

เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นสถานบริการ 'แอมบาสซี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์' พบข้อมูลการลักลอบใช้น้ำบาดาลจริง พร้อมประสานสำนักงานเขตราชเทวี ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร   ตำรวจแสดงหมายค้นของศาลอาญารัชดา ต่อตัวแทนฝ่ายกฏหมายของสถานบริการ 'แอมบาสซี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์' เพื่อเข้าตรวจสอบภายในสถานบริการ เพื่อหาข้อมูลว่า มีการลักลอบใช้น้ำบาดาลหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำเครื่องมือ มาเก็บตัวอย่างของน้ำภายในสถานบริการ เพื่อวัดค่า พบว่า น้ำที่อยู่ชั้นล่าง มีค่าสูงถึง 363 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร , ส่วนชั้นสองของสถานบริการ พบค่าสูง 367 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร   พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า จากการตรวจสอบตัวอย่างน้ำที่ใช้ในอาคารพบว่า มีค่าสูงกว่า 300 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของน้ำประปา ที่มีค่าไม่เกิน 200 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร แต่จากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่า ในสถานบริการแห่งนี้ มีการลักลอบใช้น้ำบาดาลจริง โดยจะนำข้อมูลใบเสร็จค่าใช้น้ำประปา มาเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้น้ำของสถานบริการ ว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด   ขณะที่ในส่วนของสำนักงานเขตราชเทวี จะตรวจสอบอาคาร และโครงสร้าง รวมทั้งใบอนุญาตการใช้อาคาร และการประกอบธุรกิจ ว่าเป็นไปตามใบอนุญาตที่ยื่นขออนุญาตไว้หรือไม่   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 6,077
ข่าวภูมิภาค
12 ม.ค. 61

ซิวตัว ผช.พยาบาลสาว ลักลอบขนยาบ้า 3.8 แสนเม็ด คาด่านตรวจพะเยา

พะเยา-เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจยานพาหนะแม่ต๋ำ สภ.เมืองพะเยา จับกุมผู้ต้องหาได้ขณะขับรถเก๋งผ่านมาที่บริเวณด่านตรวจ เมื่อตรวจค้นพบกระสอบฟาง จำนวน 3 ใบ ด้านในเป็นยาบ้าจำนวน 380,000 เม็ด จึงนำตัวผู้ต้องหาหญิง ซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาลโรงพยาบาลหนึ่ง วัย 36 ปี เข้าทำการสอบสวนเพื่อขยายผลจับกุมกลุ่มขบวนการต่อไป   สอบถามผู้ต้องหา อ้างว่าเพิ่งทำเป็นครั้งแรก โดยมีการวางแผนของเครือข่าย ให้ขับรถคันดังกล่าวพร้อมยาบ้าจาก อ.เวียงแก่น เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย นอกจากนี้ได้ทำการซัดทอดว่ามีเพื่อนชายร่วมพักอยู่ด้วย พอเช้าวันรุ่งขึ้นได้แยกทางกับเพื่อนชายซึ่งไปขึ้นรถทัวร์เข้า กทม. ส่วนตนเองขับรถเก๋งเพียงลำพัง เมื่อทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานด่านตรวจที่ สภ.งาว จ.ลำปาง สกัดรถทัวร์คันที่เพื่อนชายนั่งไปและสามารถควบคุมตัวมาสมทบกับหญิงสาวที่ด่านตรวจแม่ต๋ำ   ทั้งนี้เมื่อทำการสอบสวนขยายผลทำให้จับผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 คน รวมยาบ้านับล้านเม็ด เพื่อนำไปส่งจุดหมายปลายทางย่านรังสิต จ.ปทุมธานี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-65akBcHh50  

 91,153
ต่างประเทศ
28 พ.ย. 60

สุดเจ๋ง! ตร.ดัตช์ฝึก ‘นกอินทรี’ สกัด ‘โดรน’ ลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าเรือนจำ

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวน่าสนใจ กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจของเนเธอร์แลนด์เตรียมจะใช้นกอินทรีมาช่วยแก้ปัญหาการนำโดรนมาใช้ก่ออาชญากรรม โดยคาดว่าแนวคิดดังกล่าวจะถูกนำมาใช้จริงในเร็วๆ นี้     รายงานข่าวระบุว่า ที่ผ่านมาอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนมักจะถูกนำมาใช้ลักลอบนำยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปในเรือนจำ โดยทุกๆ 5 วันเจ้าหน้าที่จะสามารถตรวจยึดอาวุธและโทรศัพท์ที่ถูกลักลอบนำเข้ามาผ่านทางโดรน ดังนั้นนกอินทรีจึงถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการนำมาใช้สกัดกั้นโดรนผิดกฎหมายเหล่านี้ รวมไปถึงโดรนที่ทำการบินโดยฝ่าฝืนข้อบังคับหรือก่อให้เกิดอันตราย     สำหรับแนวคิดดังกล่าวได้เริ่มทำการทดสอบมาตั้งแต่ปี 2015 โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ได้รับการฝึกใช้นกจนชำนาญ ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีต่ำจัดการกับปัญหายุคไฮเทค ซึ่งผลจากการทดสอบการันตีถึงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยม ไม่พบว่ามีนกอินทรีได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่ไม่มีโดรนต้องสงสัยเล็ดลอดสายตาไปได้แม้แต่ลำเดียว        

 32,080
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
14 พ.ย. 60

'ชูวิทย์มีเรื่องเล่า' เปิดใจไกด์ทัวร์ ปมคนไทยลักลอบทำงานเกาหลี โทรข้ามแดนต่อสายผีน้อย

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ มาร่วมพูดคุยกับไกด์ทัวร์เกาหลี กับประเด็นชาวไทยลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้จำนวนมาก ซึ่งจากสถิติพบบางกรุ๊ปมีจำนวน 35 คน แต่เหลือนักท่องเที่ยวจริงเพียง 5 คนเท่านั้น เนื่องจากปลอดวีซ่า 90 วันสำหรับชาวไทย และมีรายได้ดี   โดยจากสถิติพบว่ามีนักท่องเที่ยวไทยถูก ตม.เกาหลีส่งกลับถึงปีละกว่า 3 หมื่นคนเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ลักลอบเข้าเมืองมาทำงานมักมาจากจังหวัดแถบอีสานและภาคเหนือ    ซึ่งจะมีวิธีสังเกตผีน้อย (ผู้ลักลอบเข้าเมือง) มักมีลักษณะดังนี้ -การแต่งกายใหม่ทั้งชุด -ไม่สนใจอ่านเอกสารการเดินทาง -ท่าทางลุกลี้ลุกลน -ญาติแห่แหนมาส่งเต็มสนามบิน -กระเป๋าเดินทางหนักกว่าคนปกติทั่วไป   พร้อมกันนี้ยังได้สัมภาษณ์คุณกรวิทย์ ชาว จ.แพร่ หนึ่งในผู้ลักลอบเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้ โดยทำงานประเภทเกษตรกรรม อาทิ จับเป็ดขึ้นรถ ทำสวนผัก ได้รายได้ประมาณ 8 หมื่นวอน/วัน หรือ 2 พันกว่าบาท ซึ่งได้ลักลอบเดินทางมากับทัวร์ในราคา 18,900 บาท และต้องจ่ายค่านายหน้าเพิ่มอีก 3 หมื่นบาทอีกด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_jaoSug4gYg  

 31,492
แชร์ออฟเดอะเดย์
10 พ.ย. 60

สถานทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ยัน ช่วยแรงงานไทยผิดกม. ที่ป่วยไตวาย ไม่มีเลือกปฏิบัติ เผยเสนอให้ยืมเงิน

            จากกรณี ครอบครัวของ สองสามีภรรยาชาวจังหวัดอุดรธานี ที่ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น อย่างผิดกฎหมาย ก่อนที่สามีจะป่วยเป็นไตวายเฉียบพลัน ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายสูงหลายแสนเยน จนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากคนไทย จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา             ล่าสุด ใน facebook ของ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความ ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว ระบุข้อความว่า สืบเนื่องจากกรณี แรงงานไทยที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นอย่างผิด กม. ป่วยเป็น โรคไตวายเฉียบพลัน และนำไปสู่กระแส Social Media เกี่ยวกับการดำเนินการของ สอท. ณ กรุงโตเกียว ต่อกรณีดังกล่าว นั้น สอท. ขอชี้แจง ดังนี้ 1. สอท. ดำเนินการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ในญี่ปุ่นทุกคน ไม่ว่าจะเข้าเมืองมาถูกต้องตาม กม.หรือ ผิด กม. โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยการให้ความช่วยเหลือ เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ พ.ศ.2549 หมวด 2 การให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนในต่างประเทศ และกรณีที่ สอท. ให้ความช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่พำนักอยู่โดยผิดกฎหมายด้วย โดยหากเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ สอท. จะเจรจากับโรงพยาบาล ขอให้รับรักษาโดยผ่อนจ่ายค่ารักษาพยาบาลทีหลัง (หลายโรงพยาบาลปฏิเสธที่จะรักษา หากไม่มีเงิน) และกรณีที่โรงพยาบาลไม่ยอมให้ผ่อนจ่าย สอท.ก็จะให้ยืมเงิน ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทย นอกจากนี้ สอท. ยังให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจำคุกในญี่ปุ่น โดยได้เข้าเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ส่งของใช้ที่จำเป็น ตลอดจนมีกลไกของอาสาสมัครในการช่วยติดตามความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของคนไทยในเรือนจำอย่างสม่ำเสมอ 2.สำหรับกรณีที่เป็นข่าว สอท.ได้ช่วยเจรจากับโรงพยาบาลเพื่อขอให้ดำเนินการรักษาจนสามารถเดินทางกลับได้ โดยให้ผ่อนชำระค่ารักษาพยาบาลทีหลัง และ สอท. ได้แจ้งญาติของผู้ป่วยแล้วว่า พร้อมที่จะให้ยืมเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทย 3. สำหรับการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อป่วยในประเทศญี่ปุ่นนั้น คนไทยไม่ว่าจะพำนักอยู่ในญี่ปุ่นอย่างถูก กม. หรือ ผิด กม.จะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเอง โดย สอท. สามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยการให้ยืมเงิน ซึ่งในปี 2560 สอท. ณ กรุงโตเกียวใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์เฉพาะกรณีการให้ยืมค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางกลับ ปทท. ไปกว่า 10 ล้านเยนแล้ว 4. สอท. ขอชี้แจงว่า การให้ความช่วยเหลือคนไทยในญี่ปุ่นนั้นเป็นหน้าที่หลักของ สอท. และ ที่ผ่านมา สอท.ได้ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ในญี่ปุ่น ทั้งที่เข้าเมือง/พำนักโดยถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติใดๆ ทั้งสิ้น ตามระเบียบราชการและตามหลักมนุษยธรรม     ข่าวที่เกี่ยวข้อง ญาติวอนช่วย 2 คนไทยลักลอบทำงานที่ญี่ปุ่น เกิดป่วยหนัก ค่ารักษาสัปดาห์ละแสน สถานทูตยันช่วยได้แค่ค่าเครื่องบิน  

 9,630
สังคม-อาชญากรรม
10 พ.ย. 60

ศุลกากรแถลงจับงาช้าง 116 กิโลจากคองโก แอบส่งแฝงเป็นกระเพาะปลาผ่านไทย

กรมศุลกากรยึดงาช้างหนักกว่า 116 กิโลกรัมและเกล็ดลิ่น 15 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 11 ล้าน 7 แสน 5 หมื่นบาท หลังตรวจพบมีลักลอบส่งจากคองโกผ่านไทย โดยใช้วิธีการสำแดงสินค้าเป็นกระเพาะปลาจำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ พบมีความเชื่อมโยงกับการลักลอบค้างาช้างที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้เมื่อกลางปีที่ผ่านมา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hBufywD8pFo      

 4,368
สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ย. 60

กรมศุลฯ แถลงจับงาช้าง 116 กก. จากคองโกลอบส่งเข้าสุวรรณภูมิ อ้างเป็นกระเพาะปลา

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ร่วมกับพลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการตรวจยึดงาช้างจำนวน 4 กิ่ง 39 ท่อน น้ำหนักกว่า 116 กิโลกรัม และเกล็ดลิ่น 15 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 11 ล้าน 7 แสน 5 หมื่นบาท โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรสุวรรณภูมิ สามารถตรวจยึดได้ หลังพบลำเลียงผ่านสายการบินเตอกิซแอร์ไลน์ ต้นทางจากท่าอากาศยานกินชาซา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยมีปลายทางที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยใช้วิธีการสำแดงสินค้าเป็นกระเพาะปลาจำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงอายัดตรวจสอบผ่านเครื่องเอกซเรย์ กลับพบเป็นงาช้าง   อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า การตรวจยึดดังกล่าวพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการลักลอบนำเข้างาช้าง ที่ถูกตรวจยึดได้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สำหรับสถิติการตรวจยึดสินค้าที่ละเมิดอนุสัญญาไซเตส ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559 ถึงปัจจุบัน กรมศุลกากรสามารถจับกุมลักลอบนำเข้า ส่งออก นำผ่าน สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์รวมมูลค่าของกลางกว่า 350 ล้านบาท    นอกจากนี้ งาช้างส่วนใหญ่มาจากทางประเทศแถบทวีปแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยง ก่อนจะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ และจากการตรวจสอบพบว่ามีการระบุชื่อที่อยู่ปลอมเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจะดำเนินการเก็บหลักฐานและลายนิ้วมือทั้งหมด ก่อนจะนำของกลางส่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขณะที่ในส่วนของตำรวจนั้น จะเร่งดำเนินการตรวจสอบหาผู้สั่งการและขบวนการที่ทำหน้าที่ส่งของและรับของ โดยจะขยายผลจากคดีเก่าเพื่อหาความเชื่อมโยงทั้งหมด   

 5,031
สังคม-อาชญากรรม
08 พ.ย. 60

ญาติวอนช่วย 2 คนไทยลักลอบทำงานที่ญี่ปุ่น เกิดป่วยหนัก ค่ารักษาสัปดาห์ละแสน สถานทูตยันช่วยได้แค่ค่าเครื่องบิน

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Thanakorn Jaisuksakuldee (ธนากร ใจสุขสกุลดี) เล่าเรื่องราวของ 2 สามีภรรยาชาวไทย ที่ลักลอบไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยไม่มีวีซ่า โดยจ่ายเงินให้นายหน้าแรงงานเถื่อนเป็นเงินหลายแสนบาท ต่อมาช่วงปลายเดือนตุลาคม ฝ่ายสามีล้มป่วยกะทันหัน แพทย์ระบุว่า ไตวายฉับพลัน ระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และทำการฟอกเลือดโดยด่วน และเนื่องจากเป็นแรงงานผิดกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิประกันสุขภาพใดๆ ต้องให้ญาติทางเมืองไทย โอนเงินค่ารักษาไปให้ เป็นเงินหลายแสนบาท     ล่าสุดผู้โพสต์ประสานงานทางสถานทูตไทยในญี่ปุ่น เข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วย แต่เนื่องจากกฎระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนว่า สถานทูตจะคุ้มครองช่วยเหลือเฉพาะคนไทยที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาได้ จนสุดท้ายทางครอบครัวจึงต้องขอความช่วยเหลือทางโลกออนไลน์ เพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลดังกล่าวได้   โพสต์ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ป็นสองมุม มุมหนึ่งก็เป็นไปในทางเห็นใจ และเสนอเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวของผู้ป่วย แต่ในขณะที่อีกมุมก็มองว่า การเดินทางไปทำงานโดยผิดกฎหมาย ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงต่างๆด้วยตนเอง ชาวเน็ตมองว่าการให้ความช่วยเหลือคนทำผิด จะทำให้ปัญหาแรงงานไทยลักลอบไปทำงานต่างประเทศ เรื้อรังและแก้ไม่ได้เสียที   จากการพูดคุยกับครอบครัวของสามีภรรยาดังกล่าว ระบุว่าทั้งคู่ได้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย หวังที่จะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว โดยไปอยู่ที่ญี่ปุ่นนานกว่า 4-5 ปีแล้ว เงินที่ทำงานได้ ก็ส่งกลับมาใช้หนี้ที่เป็นค่านายหน้าค่าเดินทางประมาณ 500,000 บาท แต่เกิดป่วยกะทันหัน ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล   ก่อนหน้าที่จะได้เดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็เคยถูกนายหน้าแรงงานเถื่อนหลอกเชิดเงินไปแล้วประมาณ 400,000 บาท แต่ต่อมาก็พยายามหาลู่ทางกู้เงินมา จนได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นสมใจ ก่อนที่จะให้ภรรยาเดินทางตามไปทำงานด้วยเมื่อ 5 เดือนก่อน งานที่ทำเป็นงานก่อสร้าง   ต่อมาช่วงปลายเดือนตุลาคมทั้งคู่อยากกลับบ้าน จึงตัดสินใจเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ แต่ระเบียบกฎหมายของญี่ปุ่น จะต้องให้ไปรายงานตัวทั้งหมด 3 ครั้ง จึงจะสามารถส่งตัวกลับได้ โดยมีกำหนดกลับวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายชายมาล้มป่วยกะทันหัน คนไทยที่ไปทำงานด้วยกันต้องหามส่งโรงพยาบาลด่วน   พอญาติทราบข่าวก็พากันเป็นห่วง พยายามติดต่อภรรยา จนทราบว่ามีค่าใช้จ่ายแพงมาก สัปดาห์ละประมาณ 150,000 บาท ซึ่งทั้งสามีและภรรยาก็จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปแล้ว จึงไม่มีเงินมาจ่ายค่ารักษา ค่าตั๋วที่ซื้อไปก็เสียไปฟรีๆ เพราะไม่ได้เดินทาง จนมีเพื่อนคนไทยในญี่ปุ่นเห็นใจ จึงนำเรื่องราวไปโพสต์ลงในโลกออนไลน์ เพื่อขอความช่วยเหลือ   ทางญาติบอกอีกว่า ครอบครัวตนมีฐานะยากจน ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กู้เงินจากเพื่อนบ้านไป 150,000 บาท ส่งไปช่วยค่ารักษาให้น้องชายเบื้องต้นก่อน   ขณะที่ทางภรรยา ปัจจุบันอยู่กับสามีที่ประเทศญี่ปุ่น ได้วีดีโอคอลมาพูดคุยกับผู้สื่อข่าว เปิดเผยว่า ได้ติดต่อกับสถานกงสุล เจ้าหน้าที่รับปากจะช่วยเหลือในเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทย แต่เรื่องค่ารักษาพยาบาลไม่ได้สามารถช่วยได้ เพราะมาทำงานแบบผิดกฎหมาย คาดว่าอีกไม่นานค่ารักษาต้องพุ่งไปถึงหลักล้านบาทแน่นอน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zXLon5-RbP4    

 24,383

Top