ค้นหา :

ผลการค้นหา "สาธารณสุข"

ข่าวต่างประเทศ
11 ก.ย. 62

ข่าวดีประเทศไทย ติดอันดับ 6 ประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก

Adam's Story กับ อ.อดัม แบรดชอว์...ข่าวดีประเทศไทย เป็นประเทศที่มีระบบสุขภาพของประเทศไทยติดอันดับ 6 ที่ดีที่สุดในโลก จากข้อมูลของนิตยสาร CEO World นิตยสารด้านธุรกิจของสหรัฐอเมริกา ได้จัดอันดับประเทศที่มีระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลกโดยวัดจากปัจจัยต่อไปนี้   1.โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข 2.ประสิทธิภาพด้านบุคลากรของสาธารณสุข 3.ค่าใช้จ่าย 4.การเข้าถึงยาคุณภาพ 5.ความพร้อมของรัฐบาลในการจัดการระบบ   จากปัจจัยดังกล่าว ประเทศไทยติดอันดับ 6 ด้วยคะแนนรวม 67.99 เต็ม 100 ส่วนประเทศที่ได้อันดับ 1 คือ ไต้หวัน ตามด้วย เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ออสเตรีย, เดนมาร์ก, ไทย, สเปน, ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม, ออสเตรเลีย   ซึ่งจากการสังเกตพบว่า ในหลายปีมานี้มีชาวต่างชาติมารักษาและใช้บริการทางการแพทย์ในไทยมากขึ้น เนื่องจากมีค่ารักษาที่ถูก การบริการของคนไทยยอดเยี่ยมด้วยรอยยิ้มและการพูดคุยที่เป็นมิตร นอกจากนี้ไทยยังมีชื่อเสียงในเรื่องศัลยกรรมความงาม มีจำนวนโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานหลายแห่ง ซึ่งผู้ที่เจ็บป่วยเล็กน้อยยังถือโอกาสมาเที่ยวในไทยอีกด้วย เหรือเรียกว่า Medical Tourism นั่นเอง   เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม                              Congratulations ขอแสดงความยินดี   Thailand's healthcare ranked sixth best in the world. ระบบสุขภาพของประเทศไทยติดอันดับ 6 ที่ดีที่สุดในโลก   healthcare ระบบสุขภาพ   Taiwan's Healthcare topped the list. ระบบสุขภาพของไต้หวันติดอันดับ 1   Taiwan ออกเสียงว่า ไทว่อน   Tai กับ Thai ออกเสียงเหมือนกันว่า ไท/ทาย   Thailand is known for its service with a smile. ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในเรื่องของการให้บริการพร้อมรอยยิ้ม   smile (v.) ยิ้ม (n.) รอยยิ้ม อ่านว่า สม้ายเอิล   medical tourism การท่องเที่ยวที่รวมถึงการใช้บริการทางการแพทย์ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/y_6KgtdUJ4A

 1,593
สังคม-อาชญากรรม
04 ก.ค. 62

สาววัย 30 ร้อง สธ.เอาผิด รพ.เมืองคอน หลังตรวจผิดติดเชื้อ hiv ชีวิตทุกข์ 5 ปี

หญิงวัย 30 ปีเข้ายื่นหนังสือและร้องเรียนต่อกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำเนินการเอาผิด โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากเมื่อปี 2557 ได้ตั้งครรภ์และคลอดลูกคนที่ 4 โดยมีการระบุว่าตรวจพบเชื้อ H.I.V. ทำให้ต้องรับประทานยาต้านเชื้อทั้งแม่และลูก   ขณะที่เมื่อปี 2558 ตนเองได้คลอดลูกคนที่ 5 โรงพยาบาลเดิม ก็ยังยืนยันผลตรวจว่าพบเชื้อ H.I.V. ซึ่งในขณะนั้นสามีตนเองจำคุกอยู่ในเรือนจำ ในขณะที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตนเอง และลูกๆ ก็ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะลูกๆ ที่ถูกเพื่อนล้อว่าแม่เป็นเอดส์ จนทำให้ลูกมาบอกแม่ว่า แม่ไม่ต้องมาส่งที่โรงเรียนแล้ว เพราะอายเพื่อน ขณะที่ตนเอง เวลาไปค้าขายของในตลาด ก็ถูกคนในตลาดต่อว่า จนทำให้กลายเป็นที่รังเกียจของสังคม   ต่อมาย้ายไปอยู่จังหวัดพิษณุโลก และมีลูกกับสามีคนใหม่ และคลอดลูกที่โรงพยาบาลชาติตระการ เมื่อคลอดแล้ว ทางแพทย์โรงพยาบาล ก็ตรวจผลเชื้อ H.I.V. ซึ่งก็ไม่พบเชื้อ จึงทำการตรวจซ้ำอีก 2 ครั้ง ผลก็ยืนยันว่าไม่พบเชื้อ ทำให้ชีวิตเปลี่ยน   พร้อมกันนี้ ยังขอให้ช่วยตรวจสอบคนไข้รายอื่นที่เคยมีการตรวจสอบผลตรวจเชื้อว่า ผลที่ทางโรงพยาบาลได้มีการวินิจฉัยไปถูกต้องหรือไม่ โดยหลังจากที่มีการร้องเรียน ทางโรงพยาบาลระบุว่า เครื่องตรวจมีปัญหา พร้อมให้เงินเยียวยาจำนวน 5 หมื่นบาท แต่ตนเองยังไม่ได้ไปรับ   ด้านนายแพทย์พิทักษ์พล บุณยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต 11 เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบข้อมูลที่เกิดขึ้น ภายใน 2 สัปดาห์ ก็ต้องตรวจสอบว่าเกิดจากความผิดพลาดของบุคลากรหรือเครื่องมือ และจะมีขั้นตอนระเบียบในการดำเนินการ   ทั้งนี้การตรวจเชื้อเอชไอวี ทุกโรงพยาบาลในสังกัดมีการใช้มาตรฐานเดียวกัน บางครั้งการตรวจครั้งเดียวไม่อาจจะสรุปผลได้ ส่วนการรับประทานยาต้านของลูกๆ นั้น ยืนยันว่า อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ซึ่งยาดังกล่าวอาจมีอาการข้างเคียงกับผู้รับประทานบ้าง แต่เท่าที่ทราบ ไม่ได้ส่งผลร้ายแรง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/s-yFUHFTyE4

 2,500
ข่าวภูมิภาค
24 มิ.ย. 62

หนุ่มหิ้วหมูแจ้งความ หลังตรวจพบมีสารบอแรกซ์ ระบุเคยทำงานสาธารณสุข สังเกตเห็นเนื้อเด้งผิดปกติ จึงใช้อุปกรณ์ตรวจ

นนทบุรี-นายศักดิ์ศิริ วัฒนพงษ์ อดีตหัวหน้าตรวจสอบอาหารเพื่อหาสารปนเปื้อน สสจ.นนทบุรี เข้าแจ้งความกับ ตร.สภ.บางบัวทอง ว่าได้ซื้อเนื้อหมูบดมาจากตลาดสดบางบัวทอง ถนนบางกรวย-ไทรน้อย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จำนวน 2 กก.ในราคา 280 บาท   เมื่อนำมาประกอบอาหารในขณะที่ปรุงพบว่าเนื้อหมูดังกล่าวมีความผิดปกติ จึงได้ทำการใช้อุปกรณ์ทดสอบสารบอแรกซ์ ของกระทรวงสาธารณสุข มาทำการทดสอบและพบว่าเนื้องหมูมีสารบอแรกซ์ปนเปื้อนจริง จึงได้แจ้งความเพื่อให้นำสารส่งตรวจสารปนเปื้อนอย่างละเอียดอีกครั้งที่กระทรวงสาธารณสุข   นายศักดิ์ศิริ กล่าวว่า พบเนื้อหมูมันเด้งผิดปกติ จึงได้นำอุปกรณ์ตรวจสอบสารบอแรกซ์มาตรวจ อุปกรณ์อันนี้ไปขอมาจากรุ่นน้อง เพราะตนเคยทำงานที่ สสจ.นนทบุรี มาสิบกว่าปีจึงมีประสบการณ์ ปกติไม่ได้ซื้อเนื้อหมูร้านไหนประจำ เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก ประชาชนทั่วไปไม่สามารถรู้ได้ว่าเนื้อหมูมีสารปนเปื้อนหรือเปล่า ต้องสังเกตความผิดปกติว่ามันเด้งเกินไปหรือเปล่าและจะมีกลิ่นที่ไม่เหมือนหมูแรงมาก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3_bfjMMbzHE

 1,624
สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 61

'กรมอนามัย' แนะก่อนจัดงานวันเด็ก ควรตรวจเช็กเครื่องเล่น ต้องปลอดภัย เลี่ยงลูกโป่งอัดก๊าซไฮโดรเจนเสี่ยงระเบิด

กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข แนะหน่วยงานสถานศึกษาและสถานที่จัดงานวันเด็ก ต้องตรวจสอบ เครื่องเล่นให้ปลอดภัย ให้เลี่ยงลูกโป่งอัดก๊าซไฮโดรเจน เนื่องจากติดไฟง่าย เสี่ยงระเบิด   นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปี มีหลายหน่วยงาน รวมถึงสถานศึกษา และสถานที่ต่างๆ จัดกิจกรรมวันเด็กขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองได้พาบุตรหลานไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ถือเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างหนึ่ง โดยสถานที่แต่ละแห่งมักมีการจัดเครื่องเล่นให้ไว้ให้เด็กๆ ซึ่งผู้จัดงานควรมีการตรวจสอบสภาพเครื่องเล่นว่าอยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งาน เครื่องเล่นต้องมีการยึดรากฐานให้มั่นคง ไม่ชำรุด พื้นผิวของเครื่องเล่นต่างๆ ต้องไม่มีรอยแตกหักหรือมีส่วนที่ยื่นออกมาก่อให้เกิดอันตราย และหากพบความผิดปกติหรือชำรุด ควรรีบซ่อมแซมเพื่อความปลอดภัยต่อเด็ก ส่วนผู้ปกครองควรดูแลและสอนบุตรหลานให้รู้จักระมัดระวังตัวเองและผู้อื่นในขณะเล่น รวมถึงเฝ้าระวังและไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง    สำหรับสถานที่จัดงานวันเด็กที่มีการตกแต่งประดับด้วยลูกโป่งสวรรค์ หรือมีการแจกลูกโป่งเป็นของรางวัลแก่เด็กนั้น ควรเลือกลูกโป่งที่บรรจุด้วยก๊าซฮีเลียม เพราะถึงแม้จะมีราคาแพงแต่จะไม่ติดไฟและปลอดภัยกว่า แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ลูกโป่งที่บรรจุด้วยก๊าซไฮโดรเจน ควรเพิ่มความระมัดระวังในการบรรจุ และติดป้ายเตือนว่าห้ามนำเข้าใกล้ความร้อนหรือประกายไฟ เนื่องจากก๊าซไฮโดรเจน ติดไฟง่ายเมื่อกระทบกับความร้อนหรือประกายไฟ ทำให้เกิดการระเบิดได้ จึงไม่จัดวางไว้กลางแดด แต่ควรจัดวางไว้ในที่ร่ม ห่างจากหลอดไฟ หรือประกายไฟต่าง ๆ ไม่ควรนำลูกโป่งที่บรรจุก๊าซไฮโดรเจนมารวมกันเป็นพวงใหญ่ เพราะหากนำมารวมกันหลายๆ ลูกอาจเกิดการเสียดสีกันจนเกิดไฟฟ้าสถิตในการจุดไฟ ทำให้ระเบิดขึ้นมาได้   ทั้งนี้หากลูกโป่งแตก ควรเก็บเศษไปทิ้งถังขยะทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ หยิบเศษลูกโป่งมาอม หรือกัดเล่น เพราะอาจลื่นเข้าไปในลำคอจนอุดทางเดินหายใจได้ และถ้ามีการนำถังก๊าซมาตั้งไว้บริเวณงาน ควรดูแลให้อยู่ในสภาพดี จัดวางในพื้นที่โล่ง อากาศระบายได้ดี หากถังก๊าซมีลักษณะแคบและสูง ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการล้มที่มั่นคง ก่อนเคลื่อนย้ายถังก๊าซต้องปิดฝาครอบวาล์วให้เรียบร้อย เคลื่อนย้ายโดยใช้รถเข็น ห้ามลากไปกับพื้นเพื่อป้องกันการเสียดสีและติดไฟ

 4,031
สังคม-อาชญากรรม
22 พ.ย. 60

สั่งปิดศูนย์ตอกเส้น-จับ 5 พนง. 'พระมหาสีไพร' ยันเป็นการรักษาทางเลือก ท้าหากผิดจริงพร้อมสึก

นนทบุรี-เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบและทำการปิดศูนย์ตอกเส้น สาขาปากเกร็ด พร้อมทั้งจับกุมผู้ที่ทำการตอกเส้นจำนวน 5 คน ส่ง ตร.สภ.ปากเกร็ด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยโดยมิได้รับอนุญาต ผู้ถูกกล่าวหาได้ขอประกันตัวออกไปคนละ 10,000 บาท   ด้านพระมหาสีไพร อาภาธโร ได้เดินทางเข้าเยี่ยมศิษยานุศิษย์ ที่ถูกจับกุม พร้อมกล่าวว่า เตรียมใจไว้ก่อนตั้งแต่วันแรกที่ให้ข่าวไปแล้ว ว่าขาข้างหนึ่งอยู่ในคุก อีกข้างอยู่บนความทุกข์ยากของประขาชนที่เจ็บป่วยต่างๆ ยันที่ผ่านมาได้ติดต่อยื่นเรื่องต่อสภาแพทย์แผนไทย สบส.เพื่อขอการรับรองให้ถูกกฎหมายมาโดยตลอด ลั่นหากสอบสวนว่าตนมีความผิด ก็จะขอลาสิกขาจากการเป็นพระ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/geLRv4gWOHE  

 42,165
สังคม-อาชญากรรม
24 ต.ค. 60

สธ.แนะ ปชช.เตรียมตัวด้านสุขภาพ ก่อนเข้าร่วมพระราชพิธี พร้อมจัดหน่วยบริการแพทย์ 21 จุดรองรับ

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงแนวทางบริการด้านการแพทย์ในช่วงพระราชพิธีฯ ว่า สธ.ได้จัดหน่วยบริการทางการแพทย์ทุกซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั่วประเทศ สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ทางสธ.ได้จัดเตรียมทุกหน่วยประจำจุดถวายดอกไม้จันทน์ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่รอบสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง โดยมีจุดบริการพยาบาล ซึ่งเป็นจุดส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งสิ้น 21 จุด และมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตามหน่วยย่อยรอบพื้นที่   พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะการพักผ่อนให้เพียงพอ การดื่มน้ำในปริมาณที่พอดี เตรียมยาประจำตัว และข้อมูลติดต่อกรณีพลัดหลงและเป็นข้อมูลใช้ด้านการแพทย์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HEea4a--oA4  

 931
ข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
24 ต.ค. 60

สธ.แนะ ปชช.เตรียมตัวด้านสุขภาพ ก่อนเข้าร่วมพระราชพิธี พร้อมจัดหน่วยบริการแพทย์ 21 จุดรองรับ

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงแนวทางบริการด้านการแพทย์ในช่วงพระราชพิธีฯ ว่า สธ.ได้จัดหน่วยบริการทางการแพทย์ทุกซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั่วประเทศ สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ทางสธ.ได้จัดเตรียมทุกหน่วยประจำจุดถวายดอกไม้จันทน์ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่รอบสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง โดยมีจุดบริการพยาบาล ซึ่งเป็นจุดส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งสิ้น 21 จุด และมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตามหน่วยย่อยรอบพื้นที่   พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะการพักผ่อนให้เพียงพอ การดื่มน้ำในปริมาณที่พอดี เตรียมยาประจำตัว และข้อมูลติดต่อกรณีพลัดหลงและเป็นข้อมูลใช้ด้านการแพทย์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HEea4a--oA4  

 931
สังคม-อาชญากรรม
24 ส.ค. 60

ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ข้าราชการ สธ.ลวนลามลูกจ้างสาว อ้างแค่หยอกล้อ ไม่มีเจตนาชู้สาว

ความคืบหน้าผลสอบข้อเท็จจริง กรณีข้าราชการ ระดับหัวหน้ากลุ่มงาน ลวนลามลูกจ้างสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยพบว่าเหตุดังกล่าวมีมูล ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาให้การยอมรับว่า มีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหาจริง แต่เป็นในเชิงหยอกล้อ ไม่ได้มีเจตนาชู้สาว และไม่ได้มีการคุกคามทางเพศ แต่ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังก่อเหตุในสถานที่ราชการ สวมใส่ชุดข้าราชการ   และที่ผ่านมายังมีพฤติกรรมวางอำนาจข่มขู่ เมื่อถูกขัดใจ ถือว่ามีความผิดการคุกคามทางเพศ ทางกระทรวงสาธารณสุข จึงสั่งให้ตั้งกรรมสอบวินัยร้ายแรง โดยให้ระยะเวลาในการสอบ 120 วัน ซึ่งความผิดอาจถึงขั้นให้ออกจากราชการ แต่หากผู้ถูกกล่าวหา สามารถแก้ต่างได้ หากมีน้ำหนักก็อาจลดหย่อนโทษ เหลือแค่ภาคทัณฑ์ลดเงินเดือน     ส่วนการขยายผลไปถึงผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเอื้อประโยชน์ให้ และเคยไปไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหายนั้นพบว่า ไม่มีมูล แต่เห็นว่ามีความผิดฐานเพิกเฉย ต่อการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างสาวถือว่า มีมูลกระทำความผิดวินัยไม่ร้ายแรง เเพื่อเป็นแบบอย่างไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kpYqw_QoLEI    

 1,022
สังคม-อาชญากรรม
18 ส.ค. 60

ขรก.สธ.ย่องมอบตัวคดีลวนลามลูกจ้างสาว ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขอสู้คดีในชั้นศาล

จากกรณีที่นายอัศม์เดช รัตนวรประเสริฐ อายุ 40 ปี หัวหน้าส่วนของกลุ่มงานภารกิจอำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถูกนางโชติกา อู่คงคา อายุ 30 ปี พนักงานสาวแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาลวนลาม ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพวีดีโอ โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือเรียกให้นายอัศม์เดช มารับทราบข้อกล่าวหา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ   ล่าสุดนายอัศม์เดช ผู้ถูกกล่าวหา พร้อมทนายความส่วนตัว ได้เดินทางมาที่สภ.เมืองนนทบุรี เข้าพบตร.เจ้าของคดีเพื่อรับทราบตามข้อกล่าวหา ซึ่งได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนนำตัวไปให้ผู้เสียหายชี้ตัว และส่งศาลจังหวัดนนทบุรี โดยผู้ต้องหารายนี้ปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์โดยขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น   ด้านตำรวจเจ้าของคดี กล่าวว่า จากการสอบปากคำนายอัศม์เดช ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อหา จึงนำตัวเข้าห้องชี้ตัวผู้ต้องหา โดยนางโชติกาผู้เสียหายได้ชี้ตัวยืนยันได้อย่างถูกต้อง จากนั้นจึงนำตัวนายอัศม์เดช ไปพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนที่ศาลจะให้ประกันตัวในวงเงิน 2 แสนบาท สำหรับคดีนี้ได้สอบปากคำผู้เสียหายพร้อมสอบปากคำเพื่อนร่วมงานไว้เป็นพยานไปแล้วจนครบถ้วน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_kb8OwtYfFc   

 1,694
สังคม-อาชญากรรม
12 พ.ค. 60

สธ.เรียกประชุมด่วน หลังพยาบาลขู่ลาออก เหตุไม่ได้บรรจุกว่า 1 หมื่นตำแหน่ง

กรณีเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพ ลูกจ้างชั่วคราว ขู่ลาออกยกกระทรวงในวันที่ 30 ก.ย.นี้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่อนุมัติอัตราข้าราชการครั้งใหม่ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ 10,992 อัตรา  โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) นำตำแหน่งว่างที่มีอยู่และตำแหน่งที่จะว่างในอนาคตมาบริหารจัดการแทนนั้น   ด้าน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.) กล่าวว่าตำแหน่งที่ สธ. ขอให้พยาบาล จำนวน 10,992 อัตราเป็นการขอในระยะเวลา 3 ปี ไม่ใช่การบรรจุในปีเดียว ซึ่งขณะนี้มีอัตราว่างอยู่ 11,026 ตำแหน่ง ซึ่งอัตรานี้ไม่ใช่แค่พยาบาลอย่างเดียว แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร วิชาชีพสาธารณสุขทั้งหมด จริงๆ แล้วดูเหมือนเยอะ แต่ สธ. มีบุคลากรทั้งหมดอยู่ประมาณ 4 แสนคน ซึ่ง 10,000 จาก 4 แสน คือ ประมาณ 5% เท่านั้น คปร. จึงเห็นว่า สธ. น่าจะนำมาบริหารอัตราว่างให้เหลือน้อยที่สุด โดยหลังจากบริหารจัดการภายในแล้วคาดว่าจะลดเหลือประมาณ 2 - 3%   ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก พอมติ ครม. ออกมา ท่านก็ส่งโน้ตให้กับตนทันที ระบุ เราต้องบริหารจัดการให้เต็มที่ก่อนแล้วขาดแค่ไหนอย่างไร หรือมีปัญหาก็ขอไปใหม่ได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RMxJhLiaQYE      

 75,317
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.พ. 60

สธ.พร้อมแจกวิตามินวิเศษ หนุนคนไทย ‘ปั๊มลูกเพื่อชาติ’ หลังอัตราการเกิดต่ำ

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมแจกวิตามินวิเศษ 2 ตัวคือ โฟลิกและธาตุเหล็ก แก่คู่สมรสที่มาจดทะเบียนสมรสในวันวาเลนไทน์ กินก่อนท้องเพื่อให้แม่และเด็กแข็งแรง พร้อมหนุนให้คนไทยช่วยกันมีลูก หลังอัตราการเกิดต่ำ ด้าน สสส. ตั้งเป้าลดอัตราการท้องไม่พร้อมลงร้อยละ 50 ใน 9 ปี โดยที่กรุงเทพฯ จะเริ่มที่สำนักงานเขตบางรัก ส่วนในต่างจังหวัดจะมีการแจกให้คู่รักจำนวน 3 แสนคู่ เพื่อนำวิตามินที่ได้ไปรับประทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างน้อย 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ โดยจะเริ่มวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ และหลังจากนี้สามารถเข้าไปขอรับได้ที่สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ ทั้งนี้ยืนยันว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้เกิดการตั้งครภภ์ในหมู่วัยรุ่นที่ไม่มีความพร้อมแต่อย่างใด    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CL-XaNw4gV4  

 7,079
สังคม-อาชญากรรม
24 ม.ค. 60

สธ.คุมเข้มการใช้ยาโคลิสตินในสุกร ชี้ไม่ได้ก่ออันตรายในการบริโภคเนื้อหมูทันที แนะควรทำให้สุก

กระทรวงสาธารณสุขและกรมปศุสัตว์ประชาชนสามารถรับประทานเนื้อหมู ได้ตามปกติ เพราะในฟาร์มใหญ่มีการยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวนะโคลิสตินแล้ว และมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ทั่วโลกสั่งยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวนะ โคลิสติน เนื่องจากอาจส่งผลให้มีการดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ด้าน จนท.กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าการให้ฟาร์มหมูเลิกใช้ยาปฏิชีวนะ คลิสติน ที่ผสมในอาหารให้มูกินนั้น เป็นเพราะยาตัวนี้เป็นยาที่ใช้ในการต้านเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรงสูงมาก การนำมาใช้ในฟาร์มหมูทั่วโลกอาจจะไม่ได้มาตรฐานและอาจส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยา และอีกส่วนหนึ่งการผลิตคิดค้นยาตัวใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้ระยะเวลาหลายปี การนำยาโคลิสตินมาใช้ในฟาร์มเพื่อป้องกันไม่ให้หมูติดเชื้อต่างๆ แต่เป็นความคิดที่ผิด ทั่วโลกจึงอยากให้ยาโคลิสติน เป็นยารักษาเมื่อเกิดอาการติดเชื้อมากกว่า ซึ่งในประเทศไทยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือส่งไปยังฟาร์มต่างๆ แล้วห้ามนำยา โคลิสติน ใส่ในอาหารให้สัตว์กิน ผลกระทบของการใส่ยาปฏิชีวนะที่มีความรุนแรงที่สุดในการต้านแบคทีเรียอาจส่งผลถึงคนได้ แต่ยังไม่มีผลวิจัยที่แน่ชัดว่าจะส่งผลในลักษณะไหน อย่างในประเทศไทยได้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการดื้อยา โคลิสติน ทั้งในสัตว์ และในคนประชาชนยังคงรับประทานหมูที่ปรุงสุกได้อย่างปลอดภัย ขณะที่อย.จ่อยกเลิกใช้ยาโคลิสติน ชนิดกินในคน เพื่อป้องกันการใช้ยาชนิดนี้อย่างพร่ำเพรื่อจะส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียมีการดื้อต่อยา ส่วนในสัตว์เตรียมยกระดับเพิ่ม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Z0bL2um24ys  

 5,867
ข่าวต่างประเทศ
23 ธ.ค. 59

รมว.สาธารณสุขไนจีเรียแจงข่าวจับข้าวปลอม ชี้ผลการทดสอบเบื้องต้นไม่พบหลักฐาน

เว็บไซต์ข่าวของไนจีเรีย naij.com รายงานข่าวความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรไนจีเรียเปิดเผยว่าได้ยึดข้าวปลอมที่ทำมาจากพลาสติกจำนวนถึง 2.5 ตัน หลังมีนักธุรกิจพยายามลักลอบนำเข้ามาในประเทศเพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้ ซึ่งสร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก     ล่าสุด ศาสตราจารย์ Isaac Adewole รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงกรณีดังกล่าวแล้วว่า ผลการทดสอบไม่พบหลักฐานยืนยันว่าข้าวที่ถูกยึดเป็นของปลอมแต่อย่างใด โดยจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียดเพื่อแจ้งให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่ในความสงบและไม่ต้องตื่นตระหนก     ภาพจากทวิตเตอร์ @IsaacFAdewole  

 4,107
สังคม-อาชญากรรม
24 พ.ย. 59

สธ.ชี้ ดื่มเหล้าแก้หนาวเป็นความเชื่อที่ผิด เสี่ยงช็อคเสียชีวิตฉับพลัน

สาธารณสุขเตือนนักดื่มที่เข้าใจผิดว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายอบอุ่นในเวลาสัมผัสอากาศหนาวว่า เป็นการเข้าใจในที่ผิดๆ และเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก แต่ละปีมีสถิติผู้เสียชีวิตจากความเชื่อดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งการดื่มเหล้ามาก ก็จะทำให้หลอดเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนังเกิดการขยายตัว ทำให้ผู้ดื่มจะรู้สึกร้อนวูบวาบ เหมือนว่าร่างกายอบอุ่นขึ้น ซึ่งการดื่มเหล้ามากขึ้นเท่าใดความร้อนก็จะถูกเผาผลาญออกจากร่างกายมากขึ้นไปด้วย ผลตามมาก็คือทำอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติ หากเผลอนอนหลับไปทำให้ร่างกายสัมผัสอากาศเย็นเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ช็อคและเสียชีวิตได้ในที่สุด ขอเตือนประชาชนในช่วงฤดูหนาว ก็ควรทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ในที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BARMgLNtGwQ  

 1,360
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
10 มิ.ย. 59

หอการค้าคาดเงินสะพัด 7.65 หมื่นล้านช่วง 'ยูโร 2016' สธ.แนะคอบอลรักษาสุขภาพ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงฟุตบอลยูโร 2016 พบว่า ส่วนใหญ่ติดตามการแข่งขันจากโทรทัศน์ รองลงมาเป็นมือถือ และคอมพิวเตอร์ ส่วนสถานที่ติดตาม ร้อยละ 59 เลือกรับชมอยู่บ้าน ซึ่งบ่งชี้ว่าคนยังระมัดระวังการใช้จ่าย ที่เหลือออกไปชมตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสถานบันเทิง ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 18,645 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสังสรรค์ 14,806 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% ส่วนการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์รับสัญญาณ 2,382 ล้านบาท และอื่นๆ 1,456 ล้านบาท แต่ที่น่าสังเกต คือ การใช้จ่ายนอกระบบเศรษฐกิจ หรือ การพนันบอล กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 91.8 ของกลุ่มตัวอย่าง บอกว่า มีการเล่นพนันฟุตบอลของคนรู้จัก เฉลี่ยต่อนัด 4,554 บาท ซึ่คาดจะทำให้มีเม็ดเงินพนันกว่า 57,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับบอลโลก 2 ปีก่อน ทำให้เมื่อรวมกับการใช้จ่ายปกติ จะทำให้มีเม้ดเงินสะพัด 76,541 ล้านบาท เทียบกับบอลยูโร 2012 เพิ่มขึ้น 18% ซึ่งจะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ 0.2% ด้านกระทรวงสาธารณสุข ออกคำเตือนแนะประชาชนดูแลสุขภาพช่วงฟุตบอลยูโรเนื่องจากเวลาการแข่งขันและถ่ายทอดสดเป็นช่วงเวลากลางคืน ด้วยวิธีง่ายๆ 4 วิธี 1 หลีกเลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพ เช่นอาหารฟาสต์ฟูด 2 ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย ดีที่สุดควรดื่มน้ำผลไม้คั้นไม่เติมน้ำตาล และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 3 จัดเวลานอนให้เพียงพอโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องชมด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษและ 4 สนุกได้โดยไม่เล่นการพนัน

 1,536

Top