ค้นหา :

ผลการค้นหา "หลอก"

สังคม
04 ก.พ. 63

อุทาหรณ์ถูกหลอกขายฝากนาฬิกาหรู สูญกว่า 10 ล้าน คดีไม่คืบเจ้าทุกข์โร่ร้องกองปราบ

ผู้เสียหายถูกหลอกซื้อขายนาฬิกาแบรนด์ดัง ร้องกองปราบ หลังถูกเชิดเงินหนี เสียหาย10 ล้านบาท นายธีระจิตต์ (สงวนนามกุล) นายวัฒนา (สงวนนามสกุล) พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหนึ่ง เข้าร้องเรียนกับกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายเอ เจ้าของร้านซื้อขายนาฬิกาแบรนด์ดัง ห้างสรรพสินค้าย่านศรีนครินทร์ หลังซื้อขายแต่กลับไม่ได้นาฬิกา และไม่ได้เงินมัดจำคืน โดยมีผู้เสียหายกว่า20คน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท    นายธีระจิตต์ เปิดเผยว่า ได้นำนาฬิกา ยี่ห้อปาเตะ โลเล็กซ์ และริชาร์ดมิลด์ รวม 6-7เรือน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ไปฝากขายกับนายเอเจ้าของร้าน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา โดยมีเงือนไขให้นายเอนำไปขายต่อทำกำไรเอง จากนั้นก็ทราบว่ามีการขายนาฬิกาให้ แต่เมื่อถึงเวลากลับบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมนำเงินที่ขายนาฬิกามาให้ ตนเองจึงเข้าไปขอนาฬิกาคืนแต่ก็ไม่ได้ จึงขอเรือนอื่นเป็นการชดเชย โดยล่าสุดมีการนัดหมายที่จะคืนเงินในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งตอนท้ายค้างอยู่ 3-4 แสน    ในขณะที่นายวัฒนา ผู้เสียหายอีกคนเปิดเผยว่า รู้จักร้านขายนาฬิกาดังกล่าวทางโซเชียลมิเดีย และมีหน้าร้านด้วย จึงมองว่ามีความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีบุคคลที่มีชื่อเสียง และดารา เข้าเป็นลูกค้ายิ่งทำให้น่าเชื่อถือ ตนเองจึงเข้าไปซื้อนาฬิกาพร้อมกับวางมัดจำ แต่เมื่อถึงเวลากลับไม่ได้ของ และไม่ได้เงินมัดจำคืน จากการสอบถามทราบว่ามีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันกว่า 20 คน มูลค่ากล่า 10 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้มีการไปแจ้งความไว้ที่ สน.ประเวศ แต่คดีไม่คืบหน้าจึงเดินทางมาแจ้งความที่กองปราบ            ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/fUqQnl8zfHE  

 1,608
สังคม
01 ก.พ. 63

เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด! คบกันมากว่า 20 ปี หลอกให้เอาโฉนดบ้านไปขายฝากก่อนชิ่งเงินหนี

กรณีมีหญิงคนหนึ่งเข้าร้องทุกข์ที่คลินิกหมอความเกี่ยวกับการถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เพื่อนมาร้องห่มร้องไห้ หลอกว่าเป็นหนี้สินจำนวนหนึ่ง วอนขอให้เธอนำโฉนดบ้านที่ดินปทุมธานีไปทำสัญญาขายฝาก เพื่อให้เธอนำเงินไปให้เพื่อนยืมก่อน ซึ่งสัญญานั้นมีกำหนด 1 ปี และจะครบสัญญาในเดือนพฤษภาคม 2563    แต่เมื่อใกล้จะครบสัญญา เพื่อนของเธอกลับหนีหาย ซึ่งทำให้เธอเครียดมาก ลูกสาวเธอก็เครียดไปด้วย ทางคลีนิกหมอความจึงแนะนำให้ไปพบผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี เพื่อพิจารณาดำเนินคดีความทางอาญา ในความผิดฐานฉ้อโกง   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/mDheiely0Ac

 1,206
ข่าวโซเชียล
17 ม.ค. 63

สาวสุดช้ำ! โดนหลอกสั่งข้าวไปส่งที่เปลี่ยว โซเชียลเดือดโดนคนสั่งข้าวหัวเราะเย้ยไร้สำนึก

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ Chiaranai Charoensai โพสต์ข้อความเตือนเพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับพนักงานขับแกร๊บที่เป็นผู้หญิง โดยมีข้อความโดยสรุปว่า     โดนสั่งอาหารเล่น ชีวิตคงจะว่างมาก ลูกค้าสั่งอาหารตอนเที่ยงคืนครึ่ง ด้วยความหวังดีเธอก็คิดว่าลูกค้าต้องหิวมาก อยากจะไปสั่งข้าวให้ โดยลูกค้าปักหมุดตอนตี 01:19 น. ซึ่งเป็นระยะทาง 17 กิโลเมตร บอกให้เปลี่ยนหมุดไปส่งซอย 3 ปักหมุดไว้ให้ไปส่งซอย 7 พอเปลี่ยนสถานที่ก็ไม่เอะใจ คิดว่าลูกค้าน่าจะหิวจริงๆ แต่สิ่งที่เจอ พอเธอขี่เข้าไปยิ่งลึก เจอถนนดินลูกรัง สุดท้ายเธอจึงปฏิเสธที่จะเข้าไป และเธอพยายามส่งข้อความไปบอกลูกค้าแต่ก็เงียบ โทร.ไปก็ตัดสายทิ้ง และมีการโทรไปแจ้งบริษัท ทางบริษัทให้ค่าเสียเวลา 70 บาท โดยระยะทางไปส่งอาหาร 17 กิโลเมตร จากบ้านลุกค้าไปบริษัทเป็นระยะทาง 23 กิโลเมตร เสียเวลาไป 2 ชั่วโมงกว่า ตอนนั้นเธอถึงกับยืนร้องไห้     หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ทั้งตัวผู้เสียหายและเพื่อนพยายามติดต่อไปหาลูกค้าที่สั่งอาหารอีกครั้ง เพื่อถามหาเหตุผลว่าทำไม่ถึงเงียบหาย ไม่ยอมรับอาหาร แต่ลูกค้ารายนี้ก็บ่ายเบี่ยง อ้างว่ารอนานเลยไปกินข้าวมันไก่  และยังอ้างว่าแบตมือถือหมด พร้อมกับหัวเราะเยาะเย้ยอีกด้วย    รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/IyWJU7ph1J4

 1,710
ข่าวโซเชียล
03 ม.ค. 63

หนุ่มถูกหลอกให้ซื้อกามบริการ แต่ไร้แววสาวร่วมหลับนอน ซ้ำศูนย์เงินเกือบ 9 หมื่นบาท

กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กนำข้อมูลของผู้เสียหาย รายหนึ่ง อยู่ที่ จ. ปทุมธานี มาเปิดเผย พร้อมกับข้อความการแชทสนทนาระหว่างผู้เสียหาย เป็นชาย ขณะที่เข้าไปติดต่อกับเพจหนึ่งทางทวิตเตอร์ ชื่อว่า Club Sideline ซึ่งเป็นเพจเชิญชวนให้ผู้ชายมาซื้อบริการหญิงสาว เพื่อร่วมหลับนอน และเมื่อเหยื่อหลงกล กดเข้าไป หน้าแรกจะเป็นการทักทาย พร้อมทั้งเสนอโปรโมชั่น      โดยจะมีรายละเอียด ค่าสมัคร VIP 500 บาทต่อปี ซึ่งเป็นการเข้าห้อง VIP แบบปกติ จนถึง ค่าสมัครแบบ VIP Premiun 2,000 บาทต่อปี และถาวร 3,000 บาท โดยให้ชำระเงินผ่านธนาคาร และคลิกแอดไลน์ ซึ่งจะให้เหยื่อ ยืนยันตัวตน พร้อมรหัส จากนั้นแอดมินจะได้ตอบกลับ และให้โอนเงินเป็นค่าความปลอดภัยของสาวที่มาให้บริการ ในราคา 3 พันบาท ซึ่งเงินตรงนี้จะคืนทันที หลังรับงาน และเมื่อเหยื่อหลงกลโอนเงินให้ ก็จะอ้างค่าโน่นนี้นั่นต่างๆ จนสรุปแล้ว เหยื่อหลงกลโอนให้ไปทั้งหมด 87,000 บาท      ซึ่งตลอดการแชทสนทนา ทางแอดมินจะบอกว่า ลูกค้าจะได้เงินคืนทั้งหมด โดยอ้างเป็นระบบเงินล็อกอัตโนมัติ ลูกค้าต้องทำให้เสร็จขั้นตอน แต่สุดท้ายผู้เสียหายก็ไม่ได้เงินคืนล่าสุด ผู้เสียหาย ได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อให้ธนาคารช่วยอายัติบัญชี ตามจำนวนเงินที่โอนไป       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BrRYFkI8tJc  

 412
บันเทิง
29 พ.ย. 62

'พชร์ อานนท์' เซ็ง ถูกโมเดลลิ่งอ้างชื่อตุ๋นเหยื่อ เตือนผู้ปกครองอย่าเชื่อหากโดนเรียกเงิน

พชร์ อานนท์ เซ็งถูกโมเดลลิ่งอ้างชื่อ หลอกเงินผู้ปกครองแจ้งจับโมเดลลิ่ง อ้างชื่อพชร์ อานนท์ ตุ๋นเหยื่อไปเล่นหนังที่ญี่ปุ่น ฟันเงินค่าประกัน มีผู้เสียหายกว่า 20 คน เสียเงินกว่าล้านบาท      มากันที่ข่าวนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ปกครองที่อยากจะผลักดันลูกหลานให้เข้าสู่วงการบันเทิง ซึ่งเมื่อวานนี้ก็มีผู้ปกครอง 3 คน ได้พาลูกชายซึ่งเป็นเด็กลูกครึ่ง อายุประมาณ 12-15 ปี เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับโมเดลลิ่งหญิงชื่อ โรส ที่อ้างตัวว่าทำงานให้กับ พชร์ อานนท์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง และสามารถฝากให้แสดงหนัง ละคร ได้  โดยแต่ละงานผู้ปกครองจะต้องจ่ายเงินค่าประกันงานก่อน ที่ก็สร้างความเสียหายร่วมล้านบาท    โดยผู้เสียหายรายแรกบอกว่าได้เห็นประกาศรับเด็กไปเดินแบบที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายน จึงพาลูกชายไปสมัครโดยวางเงินประกัน 10,000 บาท  แต่เนื่องจากต้องใช้เอกสารรับรองว่ามีการทำงานจริง เพื่อไปลาเรียนให้ลูกและใช้ลางาน จึงสอบถามกับทางห้างที่โมเดลลิ่งแจ้งว่ามีการจัดงาน ปรากฎว่าทางห้างฯ ยืนยันว่าไม่มีกิจกรรมดังกล่าว  จึงสอบถามกลับไปยังโมเดลลิ่ง เจ้าตัวทำเป็นอารมณ์เสีย บอกว่าที่ไปสอบถามจะทำให้งานเสียหาย เพราะเป็นกิจกรรมเปิดตัวแบบลับๆ พร้อมกับยื่นเอกสารให้รับรอง และนัดหมายให้มาพบกันอีกครั้งวันที่ 26 พฤศจิกายน ซึ่งวันนั้นมีเด็กๆ ที่จะต้องมาเดินแบบกว่า 10 คน มารอขึ้นเดินแบบจนใกล้เวลาห้างปิด ก็ไม่พบตัวโมเดลลิ่ง และติดต่อไม่ได้  จึงได้นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ก็มีคนแชร์ต่อๆกันเป็นจำนวนมาก    ส่วนผู้ปกครองอีก 2 คน ซึ่งมีบุตรเป็นลูกครึ่ง บอกว่า รู้จักกับโมเดลลิ่งรายนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านการแนะนำกันมาเป็นทอดๆ เมื่อเดือนตุลาคม  ก็เริ่มรับงานแรกเป็นงานถ่ายแบบที่แม่กำปอง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ได้วางเงินมัดจำไปประมาณ 30 % ตามสัญญา และได้รับเงินค่าถ่ายแบบมาประมาณ 10,000 บาท แต่ล่าสุดได้รับงานโฆษณาน้ำดื่มยี่ห้อหนึ่งที่เมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินในจำนวนครึ่งหนึ่งของเงินค่าตัวเพื่อเป็นค่าประกันการทำงานเป็นจำนวนเงินกว่า 8 หมื่นบาท แต่เมื่อถึงกำหนดจะต้องเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อไปถ่ายโฆษณาเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา กลับปรากฏว่า บุตรชายรวมถึงตนกลับไม่สามารถเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นได้ เนื่องจากไม่ได้มีการจองตั๋วเครื่องบินเดินทางไปที่ประเทศดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างไว้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นได้มีการเรียกเก็บเงินกับตนเพิ่มเติมอีกจำนวนกว่า 4 หมื่นบาท เพื่อเป็นค่าเดินทางและค่าที่พัก ตนจึงเริ่มเอะใจและพยายามตรวจสอบจนทราบความจริงว่าผลิตภัณฑ์น้ำดื่มดังกล่าวไม่ได้มีการว่าจ้างบุตรชายตนให้ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายโฆษณาแต่อย่างใด รวมไปถึงงานเดินแบบต่างๆ ก็ไม่ได้มีการจัดงานขึ้นจริง ซึ่งเป็นเพียงการกุเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินค่าประกันจากตน และที่ผ่านมาทราบว่ามีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อกว่า 20 ราย มูลค่าความเสียหายนับล้านบาท จึงได้รวมตัวกันมาเข้าแจ้งความกับทางกองปราบในวันนี้ให้ดำเนินคดีกับโมเดลลิ่งรายนี้ ทั้งนี้ตำรวจกองปราบปรามได้รับเรื่องไว้พิจารณาเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   ทางด้าน ‘พชร์ อานนท์’ ผู้กำกับชื่อดัง ที่ก็บอกว่าพอทราบเรื่องจากผู้ปกครองเด็กก็ตกใจ เลยได้ไปดำเนินการลงบันทึกประจำวันไว้เมื่อช่วงสายวานนี้ ที่สน.พหลโยธิน และนักข่าวของเราก็ได้ไปสัมภาษณ์ ‘พี่พชร์’ ถึงเรื่องนี้ ที่เจ้าตัวก็บอกว่า เบื่อมากอยู่ๆก็โดนนำชื่อไปแอบอ้างอีก พร้อมกับบอกว่าเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตลอด 30 ปีในวงการบันเทิง ก็เจอเรื่องราวแบบนี้อยู่ตลอด แต่ก็ยังมีคนตกเป็นเหยื่ออีก พร้อมกับยืนยันว่าไม่เคยเรียกรับเงินใคร มีแต่จะให้งาน และให้เงิน พร้อมกับฝากเตือนผู้ปกครองว่าอย่าเชื่อใจใคร เพราะทำงานต้องได้เงิน ถ้ามีการเรียกเก็บเงิน ก็คือโดยหลอกแน่นอน  พร้อมกับด่า โมเดลลิ่งที่เอาชื่อตนไปแอบอ้างด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pDlQpfcjHAo

 305
สังคม-อาชญากรรม
18 ต.ค. 62

'เสี่ยท็อป' ยันบริสุทธิ์ใจ เตรียมหลักทรัพย์ 3 แสนขอประกันตัว

นายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร หรือ เสี่ยท็อป เดินทางออกจากสน.ดอนเมือง เพื่อไปขึ้นศาลแขวงประภาพร  เพื่อฟังคำพิจารณาคดีจ่ายเช็คเด้งซื้อคลินิกเสริมความงามเมื่อปี 2557 โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า ตนเองนั้นบริสุทธิ์ใจ และพร้อมสู้คดีในชั้นศาล   ด้านนายสุรพล สินธุนาวา ทนายความของสี่ยท็อป ได้เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการ เตรียมหลักทรัพย์จำนวน 3 แสนบาท เพื่อใช้ในการประกันตัว นายธนณัฏฐ์ ส่วนขั้นตอนขณะนี้ที่ศาลอยู่ระหว่างรอศาลพิจารณาคดี    สำหรับพฤติการณ์คดีนี้ ในวันที่ 29 พ.ค. 2557 นางสาว สุภาพรณ์ อัมภาพันธุ์กิจ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ในคดี ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น โดยนางสาวสุภาพรณ์ ได้รับการติดต่อจาก 'เสี่ยท็อป' เพื่อที่จะขอซื้อคลีนิคเสริมความงามชื่อไอซิสคลีนิคซึ่งนางสาวสุภาพรณ์เป็นเจ้าของ โดยพูดสร้างความน่าเชื่อถือ พูดจาหว่านล้อมต่าง ๆ จนทำให้นางสาวสุภาพรณ์ตัดสินใจขายคลีนิคให้กับ 'เสี่ยท็อป' ในราคา 8 ล้าน 5 แสนบาท    และ 'เสี่ยท็อป' ได้สั่งจ่ายเช็คให้กับนางสาวสุภาพรณ์ฯ ในราคา 8 ล้าน 5 แสนบาท แต่เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน ธนาคารกลับปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้น 'เสี่ยท็อป' ได้นำชื่อคลีนิคไปใช้ในการแอบอ้าง หลอกลวงผู้อื่นในทางเสียหาย จนทำให้คลีนิคของนางสาวสุภาพรณ์ เสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก และหลังจากที่ศาลได้มีกาณนัด 'เสี่ยท็อป' มาฟังคำพิพากษา เจ้าตัวกลับหลบหนีไม่มาขึ้นศาล ศาลแขวงพระนครเหนือจึงออกหมายจับลงวันที่ 14 พ.ย. 2559

 1,038
อาชญากรรม
18 ต.ค. 62

'เสี่ยท็อป' ยันบริสุทธิ์ใจ เตรียมหลักทรัพย์ 3 แสนขอประกันตัว

นายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร หรือ เสี่ยท็อป เดินทางออกจากสน.ดอนเมือง เพื่อไปขึ้นศาลแขวงประภาพร  เพื่อฟังคำพิจารณาคดีจ่ายเช็คเด้งซื้อคลินิกเสริมความงามเมื่อปี 2557 โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า ตนเองนั้นบริสุทธิ์ใจ และพร้อมสู้คดีในชั้นศาล   ด้านนายสุรพล สินธุนาวา ทนายความของสี่ยท็อป ได้เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการ เตรียมหลักทรัพย์จำนวน 3 แสนบาท เพื่อใช้ในการประกันตัว นายธนณัฏฐ์ ส่วนขั้นตอนขณะนี้ที่ศาลอยู่ระหว่างรอศาลพิจารณาคดี    สำหรับพฤติการณ์คดีนี้ ในวันที่ 29 พ.ค. 2557 นางสาว สุภาพรณ์ อัมภาพันธุ์กิจ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ในคดี ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น โดยนางสาวสุภาพรณ์ ได้รับการติดต่อจาก 'เสี่ยท็อป' เพื่อที่จะขอซื้อคลีนิคเสริมความงามชื่อไอซิสคลีนิคซึ่งนางสาวสุภาพรณ์เป็นเจ้าของ โดยพูดสร้างความน่าเชื่อถือ พูดจาหว่านล้อมต่าง ๆ จนทำให้นางสาวสุภาพรณ์ตัดสินใจขายคลีนิคให้กับ 'เสี่ยท็อป' ในราคา 8 ล้าน 5 แสนบาท    และ 'เสี่ยท็อป' ได้สั่งจ่ายเช็คให้กับนางสาวสุภาพรณ์ฯ ในราคา 8 ล้าน 5 แสนบาท แต่เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน ธนาคารกลับปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้น 'เสี่ยท็อป' ได้นำชื่อคลีนิคไปใช้ในการแอบอ้าง หลอกลวงผู้อื่นในทางเสียหาย จนทำให้คลีนิคของนางสาวสุภาพรณ์ เสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก และหลังจากที่ศาลได้มีกาณนัด 'เสี่ยท็อป' มาฟังคำพิพากษา เจ้าตัวกลับหลบหนีไม่มาขึ้นศาล ศาลแขวงพระนครเหนือจึงออกหมายจับลงวันที่ 14 พ.ย. 2559

 1,038
ข่าวภูมิภาค
14 มิ.ย. 62

เสียความรู้สึก! ถูกหลอกใช้บัตรพลังงาน แค้นเจอบัตรเมื่อไหร่ขอทำลายทิ้ง

ตายายเสียความรู้สึกที่ถูกหลอกใช้บัตรพลังงาน เจอบัตรเมื่อไหร่ขอทำลายทิ้งทั้งหมด แต่ขอบคุณบริษัท ที่ทำให้ตาสว่าง ส่วนตัวแทนขาย ปิดบ้านเงียบหาย ขณะที่ทางด้านคดียังไม่มีชาวบ้านคนใดเข้าแจ้งความ พร้อมกันนี้หลานสาวตายายผู้ที่มาเปิดเผยข้อมูลวอนหยุดด่า ตั้งใจทำเพื่อสังคมหากเป็นเรื่องหลอกลวง     เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 14 มิถุนายน 2562 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านศาลาดิน ม.7 ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พบนายเขียน ชาวบ้านที่เข้าร่วมอบรมการใช้บัตรพลังของบริษัทตัวแทนบริษัท เอ็กซ์เพิร์ทโปร เน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบัตรสมาร์ทการ์ด ที่อ้างว่าเป็นบัตรพลังงาน มีสรรพคุณในการรักษาโรค โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยต่างๆ ตามร่างกาย   นายเขียน เปิดเผยว่า ช่วงต้นเดือนที่ผ่านได้เข้ารับฟังการอบรมการใช้บัตรพลังงานและทดลองใช้ ในช่วงที่บริษัทมาทำการประชุมที่อ.เขาสวนกวาง โดยการใช้บัตรพลังงานแปะที่เข่า ที่มีอาการปวดมานาน แปะไว้ประมาณ 40 นาที รู้สึกดีขึ้นมา เดินไปมาสะดวกและคล่องตัวขึ้น กลับมาถึงบ้านจึงเล่าให้นางทองสี ผู้เป็นภรรยาฟัง และคิดว่าน่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและน้ำในหูของภรรยาได้ จึงขอเงินจากภรรยาจำนวน 1,500 บาท ไปซื้อบัตรพลังงานจากตัวแทนจำหน่ายในหมู่บ้านมาให้ภรรยาใช้ โดยภรรยาใช้บัตรดังกล่าวประมาณ 15 วัน อาการดีขึ้นมาก น้ำในหูที่เคยไหลก็หายไป จึงใช้มาเรื่อย กระทั่งหลานสาวมาจากกรุงเทพฯมาพบบัตรดังกล่าว พบเห็นการใช้บัตร จึงมีการพูดคุยกันว่าบัตรดังกล่าวเป็นบัตรพลังงานที่ช่วยรักษาโรคและบรรเทาอาการปวดได้จริงหรือไม่ หลานสาวจึงนำบัตรไปให้สื่อมวลชนทำการตรวจสอบ จนกระทั่งมีการเผยแพร่ข่าวทางสื่อมวลชนและทราบว่าเป็นบัตรธรรมดา ไม่มีการรักษาโรคใดๆ ต้องขอบคุณบริษัทที่ทำบัตรออกมา ทำให้ชาวบ้านตาสว่าง และถ้าบัตรยังอยู่กับตัวเองจะสับและเผาไฟทิ้งทันที และเมื่อบริษัททำเช่นนี้ก็ให้รับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ถ้าผิดก็ควรหยุด แต่ถ้าคิดว่าการกระทำดีแล้วก็ขอให้เจริญก้าวหน้า   ขณะที่นางทองสี กล่าวว่า ทราบแล้วว่าบัตรที่จุ่มน้ำ หรือรองแก้วน้ำดื่มนั้นเป็นบัตรธรรมดา ไม่ใช่บัตรพลังงานหรือบัตรรักษาโรค และรู้ว่าถูกหลอก แต่คงไม่แจ้งความเอาผิดใคร เพราะตัดสินใจซื้อจากตัวแทนเอง และจะขอเก็บบัตรดังกล่าวไว้เป็นที่ระลึกที่ได้จ่ายเงินซื้อมา และไม่ถือโทษโกรธใคร คิดว่าใครทำไม่ดี ผลก็จะตกกับคนคนนั้น   ทางด้านหลานสาวของนายเขียนและนางทองสี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ทำงานในกรุงเทพมหานคร ขณะกลับมาเยี่ยมบ้าน ตายายได้เอาบัตรพลังงานมาให้ดูและปรึกษาว่า บัตรนี้รักษาโรคได้จริงหรือไม่ เพราะซื้อมาในราคา 1500 บาท จึงได้สอบถามที่มาที่ไปของบัตรดังกล่าว และได้สอบถามกับตัวแทนขายในหมู่บ้าน ซึ่งทุกคนบอกว่าเป็นบัตรพลังงานจริง มีการปลุกเสกที่วัดป่าคำชะโนดจนมีพลัง ก็รู้สึกเอะใจ จึงกลับมาขอบัตรจากตายาย เอาไปให้เพื่อนนำไปตรวจสอบ กระทั่งสื่อมวลชนมีการนำเสนอข่าวออกมาว่าบัตรไม่สามารถรักษาโรคได้ มิหนำซ้ำยังถูกหลายคนด่าทอเสียๆหายๆว่ามายุ่งเรื่องนี้ทำไม ทำให้เกิดความยุ่งยากในหมู่บ้านจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต แต่เมื่อรู้ว่าบัตรไม่มีคุณสมบัติตามคำบอกเล่า ก็รู้สึกโล่งใจ เพราะคิดว่าหากบัตรดีก็คงมีการรับรองทางการแพทย์ ถ้าไม่ใช่ก็เป็นการช่วยชาวบ้านที่ยังหลงเชื่อให้ได้เข้าใจกันว่า บัตรที่ใช้เป็นเพียงบัตรธรรมดา ไม่ใช่บัตรพลังงาน ก็อยากให้ลูกหลานช่วยกันดูแลพ่อแม่ ตายายขอตัวเอง อย่าหลงเชื่อและอย่าใช้บัตรดังกล่าวอีก และวอนคนที่เคยด่าให้หยุดด่าแล้วกลับไปทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้น   ส่วนความเคลื่อนไหวของตัวแทนจำหน่ายบัตรในหมู่บ้านขณะนี้ แต่ละคนหายหน้าออกจากหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านต่างพูดกันว่า ประธานบริษัทมารับตัวแทนไปดูงานและท่องเที่ยวเป็นเวลา 3 เดือน จึงจะส่งตัวกลับมาที่บ้าน เช่นเดียวกับที่บ้านของนายทวี เพียอินทร์ คนขายบัตรให้ชาวบ้าน ก็ปิดบ้านเงียบ ซึ่งญาติบอกว่า ออกจากบ้านไปนานแล้ว โดยไม่ทราบว่าเดินทางไปที่ใด   ข่าวที่เกี่ยวข้อง    

 1,903
สังคม-อาชญากรรม
01 ก.พ. 62

ลูกสาวแสบ! กุเรื่องถูกจับเรียกค่าไถ่ หลอกเงินพ่อแม่เป็นแสน เอาไปเล่นหวยยี่กี

วันที่ 1 ก.พ. พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.ภคพล สุชล และ พ.ต.ท.สมเดช สาระบรรณ์ สว.กก.1 บก.ป. นำกำลังเข้าจับกุม น.ส.ปราณี เล่ห์กล อายุ 26 ปี ในความผิดฐาน เล่นการพนันออนไลน์(หวยจับยี่กี) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่ สถานีขนส่งหมอชิต ถ.กำแพงเพชร 2 แขวงและเขตจตุจักร กทม.   สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.ของวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากทาง น.ส.พัชรี เล่ห์กล อายุ 24 ปี พร้อมญาติ ว่า น.ส.ปราณี ผู้ต้องหารายนี้ซึ่งเป็น พี่สาวได้ถูกลักพาตัวไป เมื่อวันที่ 30 ม.ค. หลังจากที่มี ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ส่งคลิปวิดีโอ ขณะที่ น.ส.ปราณี กำลังนั่งร้องไห้ พร้อมกับข้อความมาข่มขู่ให้โอนเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวน.ส.ปราณี โดยให้โอนเข้าบัญชีของ น.ส.ปราณี   ด้วยความที่ น.ส.พัชรี กลัวว่า น.ส.ปราณี พี่สาวจะได้รับอันตรายจึงโอนเงินให้ตามที่ร้องขอก่อน เบื้องต้นเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 80,000 บาท จะโอนให้เมื่อพบตัวพี่สาวแล้ว โดยนัดหมายปล่อยตัวที่สถานีขนส่งหมอชิตในเวลา 21.00 น. ของวันที่ 31 ม.ค. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้กระจายกำลังเฝ้าสังเกตุการณ์ กระทั่งพบเห็น น.ส.ปราณี ที่อ้างว่าถูกลักพาตัวไป เดินลงมาจากรถโดยสารประจำทาง กรุงเทพฯ – เชียงใหม่แต่เพียงผู้เดียว   โดย น.ส.ปราณี เดินมุ่งหน้าไปยังอาคารผู้โดยสารขาออก ซึ่ง ระหว่างเดิน น.ส.ปราณี ได้ใช้โทรศัพท์มือถือตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเริ่มสังเกตเห็นท่าทีและพฤติกรรมที่ผิดปกติของ น.ส.ปราณี เนื่องจากการเฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่ต้นจึงพบพิรุธว่า น.ส.ปราณี มาเพียงคนเดียวไม่ได้มีใครติดตามมาด้วย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวก่อนเชิญตัว น.ส.ปราณี มาสอบถามข้อเท็จจริงที่กองปราบ จึงทำให้ทราบว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นการกุเรื่องขึ้นมา   จากการสอบสวน น.ส.ปราณี ให้การรับสารภาพว่า ไม่ได้มีใครลักพาตัวตนเองแต่อย่างใด ตนเองเป็นผู้กุเรื่องขึ้นมา เพื่อหลอกเอาเงินน้องสาวและบิดา มารดา ของตนเอง เนื่องจากตนเองติดการพนันออนไลน์ จึงต้องการเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายและเล่นการพนัน   โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่สอบสวนจนทราบข้อเท็จจริงแล้ว ทางครอบครัว ไม่ติดใจเอาความ น.ส.ปราณี ในข้อหาฉ้อโกงและให้อภัยกับพฤติกรรมดังกล่าว แต่เนื่องจากช่วงที่ถูกควบคุมตัวนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบโทรศัพท์ของ น.ส.ปราณี แล้วพบว่ามีการเล่นพนันออนไลน์ในโทรศัพท์มือถือ จึงแจ้งข้อหา เล่นการพนันออนไลน์(หวยจับยี่กี)พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 2,881
สังคม-อาชญากรรม
08 พ.ค. 61

'น้องแบม' นศ.แฉโกงเงินคนไร้ที่พึ่ง นำทีมร้องนายกฯ หลังถูกหลอกเป็นตัวแทนขายสินค้าเครือ 'เมจิกสกิน'

นางสาวปณิดา ยศปัญญา หรือน้องแบม นักศึกษาที่เคยออกมาเปิดโปงการทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่ง ล่าสุดตกเป็นหนึ่งในผู้เสียหายถูกหลอกให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในเครือบริษัทเมจิกสกิน   พร้อมด้วยผู้เสียหายราว 100 ราย เข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์บริการประชาชน ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย หลังตกเป็นเหยื่อถูกหลอกให้เสียเงินจากการสั่งซื้อสินค้าหรือสมัครเป็นตัวแทนหลักจนสูญเสียเงินรวมกันเป็นมูลค่าหลายล้านบาท   โดยน้องแบมเปิดเผยว่า แบรนด์สินค้ามีพฤติกรรมที่อาจจะฉ้อโกงประชาชน จากการเชิญชวนให้สมัครเป็นตัวแทนหลักและมีระบบการขายแบบไม่เหมือนใคร จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็น วีไอพี ซูเปอร์วีไอพีจนเป็นดีลเลอร์ ต้องสต็อกของล็อตแรก 1,000 ซองและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆจนถึง 50,000 ซอง และแทบไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้ ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าระบบนี้จะทำให้มีเงินเก็บเลี้ยงพ่อแม่และส่งตัวเองเรียนได้ จึงนำทองไปจำนำ และขอเงินพ่อแม่มาลงทุน จนสุดท้ายสูญเงินหลายล้านบาท   จากนั้น เมื่อมีข่าวการจับกุมผู้บริหารบริษัท เมจิกสกิน ตนจึงยุติการขายทันทีและทำให้สินค้าค้างสต็อกกว่า 1,240 ซอง จึงขอความยุติธรรมจากนายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลผู้เสียหาย โดยเรียกร้องให้ขบวนการยุติธรรมเร่งรัดเรื่องการยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องมาเยียวยาผู้เสียหายทุกคน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fQJsjIbJBu0    

 2,343
ข่าวภูมิภาค
24 เม.ย. 61

ผู้ปกครองโวย ติวเตอร์หลอกเงินนับสิบล้าน อ้างพาลูกเข้าโรงเรียนดังเมืองชลได้

ชลบุรี-นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี นำผู้ปกครองกว่า 20 คน เข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกง หลังถูกโรงเรียนกวดวิชาอ้างสามารถนำเด็กเข้าโรงเรียนชื่อดัง ทำให้เสียเงินรวมไปกว่า 10 ล้านบาท   โดยมีพฤติกรรมหลอกให้เสียเงินจำนวน 1 แสน 3 หมื่น และจะสามารถนำเด็กเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 และมัธยมปีที่ 4 ได้อย่างแน่นอน มีบ้านใหญ่การันตี จากนั้นก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ที่รวมแต่ละรายหลายแสนบาท ซึ่งมีบางรายถูกยืมเงินเพื่อแลกกับลูกติววิชาฟรี ถึง 6 ล้านกว่าบาท รวมทั้งสิ้นมีผู้เสียหายสูญเงินไปกว่า 10 ล้านบาท   ซึ่งหนึ่งในผู้เสียหายเผยว่า เจ้าของโรงเรียนติววิชา คือ นายโอ๋ มลฑล ไม่ทราบนามสกุล ที่ใช้ชื่อปลอมนายพงษ์เทพ มโนทัย อายุ 53 ปี ได้มีพฤติกรรมพูดชวนเชื่อ สามารถนำเด็กเข้าโรงเรียนชลชาย ได้อย่างแน่นอน ด้วยความที่ต้องการให้ลูกเข้าโรงเรียนดังจึงยอมจ่าย แต่พอมาดูชื่อกับพบว่าไม่มี จึงรู้ว่าถูกหลอก ซึ่งเสียความรู้สึกไม่คิดว่าจะเอาอนาคตของเด็กมาเป็นเครื่องมือหากิน จึงต้องการให้ตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด   ด้านนายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ได้ฝากเตือนถึงผู้ปกครองไม่ควรหลงเชื่อ เพราะทางโรงเรียนชลชายไม่มีนโยบาย รับฝากเด็กเข้าเรียน ต้องการให้เด็กเข้าสอบแข่งขันอย่างจริงจัง จึงต้องให้ตำรวจดำเนินคดีใข้อหาฉ้อโกง เนื่องจากทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง อีกทั้งหากครูมีส่วนรู้เห็นก็จะถูกดำเนินคดีด้วย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GRtnbS7CjCk      

 2,074
ข่าวภูมิภาค
10 เม.ย. 61

แม่เฒ่าวัย 85 ร้องนายอำเภอ ถูกลูกชายหลอกให้เซ็นชื่อฮุบที่นา

สระแก้ว-ยายอายุ 85 ปี เข้าร้องเรียนนายอำเภอตาพระยา หลังถูกลูกชายตัวแสบ มาพาตัวไปยังที่ดินสาขาอรัญประเทศ แล้วหลอกให้เซ็นชื่อ โดยโกหกว่า จะนำไปเบิกเงินช่วยเหลือน้ำท่วม คุณยายหลงเชื่อจึงยอมเซ็นให้ ต่อมาเกิดล้มป่วย ลูกสาวจึงลาออกจากงานมาดูแลแม่   หลังสอบถามถึงเงินช่วยเหลือภัยแล้ว ปรากฏว่าคุณยายไม่เคยได้รับมา 3 ปีแล้ว เมื่อไปถามผู้ใหญ่บ้าน จึงรู้ว่าพี่ชายได้มาหลอกพาแม่ไปโอนที่ดินไปแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน จึงพยายามที่จะขอที่ดินคืน แต่พี่ชายไม่ยอมคืนให้โดยให้ตนเองกับแม่ไปฟ้องร้องเอา   โดยยายเล่าว่า ตนเองกับสามี ได้แบ่งที่ดินให้กับลูกชาย 2 คน ไปแล้ว คนละ 20 ไร่ ยังเหลือลูกสาว และลูกชายคนเล็กที่ยังไม่ได้ ที่ดินที่เหลือก็ตั้งใจจะยกให้ลูก 2 คน ก็ไม่นึกว่าจะมาถูกลูกชายอีกคนหลอก   หลังทราบเรื่องทางนายอำเภอได้ให้เจ้าหน้าที่พยามประสานไปยังลูกชายของยาย เพื่อที่จะเรียกมาเจรจากับแม่และน้องสาว แต่ลูกชายของยายไม่ยอมมา จึงต้องให้ยายกลับบ้านไปก่อน และจะให้ทนายความเข้าไปหายายเพื่อทำการฟ้องร้องเรียกที่นาคืน   ระหว่างทางกลับบ้าน ยายได้ขอร้องให้ผู้สื่อข่าวพาไปยังที่นา เนื่องจากตนเองอยากเห็นที่นา เพราะตนเองเคยเข้าไปลูกชายได้ขับไล่ตนเองเหมือนหมูเหมือนหมา หลังผู้สื่อข่าวพายายไปถึงที่นา ยายได้ลงจากรถ แล้วไปนั่งเมอมองท้องนา โดยยายบอกว่า ได้ที่นาแปลงนี่เป็นสมบัติตกทอดจากแม่หลังแต่งงานแล้ว แม่ได้ยกที่นาแปลงนี้ให้ มีทั้งหมด 24 ไร่ ตนเองทำนามาตั้งแต่ลูกๆ ยังตัวเล็กๆอยู่เลย ซึ่งตั้งแต่ถูกลูกชายโกงที่นาไป ลูกชายคนนั้นก็ไม่เคยเอาเงินเอาข้าวมาให้กินแต่อย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0yRyA-lqlgU    

 40,929
ข่าวภูมิภาค
03 เม.ย. 61

รวบแล้ว หญิงแสบตุ๋นเงินชาวบ้านทองผาภูมิ ก่อนเชิดเงินกว่า 10 ล้านหลบหนี

กาญจนบุรี-รวบแล้วคนร้ายหญิง วัย 43 ปี หลอกกู้เงินชาวบ้านในพื้นที่ อ.ทองผาภูมิ โดยอ้างว่า จะได้ดอกเบี้ยตอบแทนร้อยละ 10 ต่อเดือน ทำให้มีชาวบ้านหลายคนหลงเชื่อ นำเงินที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตหลักแสนบาทไปร่วมลงทุนจนถูกหลอก รวมยอดเงินที่เสียหายร่วม 10 ล้านบาท   ทั้งนี้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามสามารถจับกุมคนร้ายได้ ที่ จ.อุดรธานี พร้อมข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ เบื้องต้นยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริงแต่ยังให้การปฏิเสธ โดยทางตำรวจไม่อนุญาตให้ประกันตัว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RWY5Je0WIY8    

 6,138
สังคม-อาชญากรรม
30 มี.ค. 61

ชายอ้างถูกหลอกหาปลาในทะเลนาน 15 ปี จำหน้าคนหลอกไม่ได้เพราะนานแล้ว ลั่นหนีนรกมาแล้วไม่ขอกลับไปอีก

จากกรณี นายเถลิง ยงภูเขียว ชาวอุตรดิตถ์วัย 54 ปี ถูกหลอกลงเรือหาปลากลางทะเลโหดนาน 30 ปี ต้องใช้ชีวิตสุดทรมาน หมดสิทธิ์รับรู้ข่าวสาร ไม่สามารถติดต่อญาติได้ แถมทำงานไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว ต้องหาทางขึ้นบกปั่นจักรยานกลับบ้านนาน 15 วัน เพื่อพบหน้าลูกสาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งแต่ 2 ขวบ จนปัจจุบันอายุ 31ปีแล้วนั้น              ล่าสุดวานนี้ (29 มี.ค.) นางสาวนัทธมน ยงภูเขียว ลูกสาวของนายเถลิง บอกกับทีมข่าวว่า ตอนนี้ทางครอบครัวได้เดินทางจาก จ.อุตรดิตถ์ มาเยี่ยมพ่อที่อยู่ระหว่างการซักถามจากเจ้าหน้าที่แล้ว และหลังจากนี้เตรียมจะพาพ่อกลับบ้าน เบื้องต้นยังไม่ขอให้มูลใดๆ   แต่ทั้งนี้ผู้สื่อข่าว จ.อุตรดิตถ์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายเถลิง ได้ติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับ นางสาวนัทธมน ระหว่างที่ถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวไปซักถามข้อมูล ว่า ตนเองมีความรู้สึกหวาดระแวงในความไม่ปลอดภัย การสอบถามข้อมูลของเจ้าหน้าที่แต่ละคน ป้อนคำถามซ้ำซาก วกวนไปมาเพื่อให้หลงประเด็นในการจับผิดข้อเท็จจริง ซึ่งตนเองรู้สึกตัวว่าบางครั้งตอบไม่ตรง   ลูกสาวถามว่าหากเจ้าหน้าที่พาไปชี้จุดแรกที่เกิดเหตุที่จังหวัดพังงาอีกจะทำอย่างไร นายเถลิง บอกว่า คงจำไม่ได้เพราะนานมากแล้ว หน้าตาคนพาลงเรือก็จำไม่ได้ เพราะร่างกายคนต้องเปลี่ยนไปตามวัย หนีนรกมาแล้วยังจะให้กลับไปหานรกมันอีกพ่อไม่ไปแน่   ทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้สอบถามกรณีดังกล่าวไปยัง พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงแห่งชาติ(พม.) อยู่ระหว่างการซักถามข้อมูลกับ นายเถลิง เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง   ส่วนกรณีที่ นายเถลิง ไม่อยากกลับไป จ.พังงา นั้น พ.ต.อ.กฤษณะ บอกว่า ขึ้นอยู่กับทางผู้เสียหาย หากให้ความร่วมมือก็จะสามารถคลี่คลายคดีได้เร็ว แต่ถ้าผู้เสียหายไม่อยากจะกลับไป จ.พังงา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ พม. ก็จะต้องแสวงหาข้อมูลและพยานหลักฐาน    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JkWmbB568xU  

 18,787
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
20 มี.ค. 61

'ชูวิทย์' วิเคราะห์พฤติกรรม สาว 16 ถูกแฉเป็นน้ำมนต์ 2 หลอกผู้ชายแต่งงานเชิดค่าสินสอด ด้านเจ้าตัวยันไม่จริง

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ คุยประเด็นสาวอายุ 16 ได้รับฉายาน้ำมนต์ 2 ถูกชายอายุ 18 ออกแฉว่ามีพฤติกรรมหลอกให้ชายหนุ่มมาแต่งงานแล้วเชิดเงินค่าสินสอดหลบหนีไป หลังรู้จักกันในโลกออนไลน์และมาอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนให้พ่อแม่สู่ขอและจัดพิธีแต่งงานให้   จากนั้นหลบหนีออกจากบ้าน เมื่อค้นโทรศัพท์พบว่าคุยกับผู้ชายคนใหม่ ก่อนที่ชายวัย 18 จะขอคืนค่าสินสอดเป็นเงิน 40,000 บาท ทองคำหนัก 1 บาท ไม่รวมกับค่าใช้จ่ายจัดงานแต่งงานอีกประมาณ 20,000 บาท ซึ่งพ่อแม่ฝ่ายหญิง ได้คืนเงินให้เพียง 1,000 บาท และทองหนัก 1 บาท โดยอ้างว่าเงินใช้จ่ายไปหมดแล้ว ทั้งนี้พบว่าที่ผ่านมายังเคยหลอกผู้ชายคนอื่นมาด้วย   ขณะที่ในเวลาต่อมาทางฝ่ายหญิงได้เข้าแจ้งความ หลังชื่อเสียงเสียหายและถูกเกลียดชัง ยันไม่ได้หลอกผู้ชายคนไหนมาแต่งงานด้วย และไม่ได้รับเงินสินสอดอะไรมาแม้แต่บาทเดียว และยอมรับผิดที่เป็นคนยกเลิกงานแต่ง โดยยอมจ่ายเงินค่าที่ฝ่ายชายใช้จ่ายในการเตรียมงานแต่งให้ 100,000 บาท พร้อมกับมีการทำบันทึกข้อตกลงสัญญากันไว้เป็นที่เรียบร้อย แต่ยังมีคนนำเรื่องไปโพสต์ให้เสียหายถูกเกลียดชัง จึงต้องมาแจ้งความดังกล่าว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aBad7OhDERc  

 15,464

Top