ค้นหา :

ผลการค้นหา "ข้าราชการ"

ข่าวภูมิภาค
24 ก.ย. 62

ลูกชายไม่เชื่อ แม่สวมชุดข้าราชการฆ่าตัวตาย มีเชือกผูกคอพบเป็นศพในบ่อลูกรัง

ระยอง-เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งพบศพหญิงสาวเสียชีวิตอยู่ในบ่อลูกรังร้าง ต.ทับมา อ.เมือง ที่เกิดเหตุบ่อลูกรังกว้างหลายสิบไร่ จากการตรวจสอบพบศพหญิงสาว คว่ำหน้าลอยน้ำอยู่ในบ่อลูกรังติดกับตลิ่งที่สูงชันกว่า 20 เมตร สวมชุดข้าราชการสีกากีแขนยาวและกระโปรง โดยมีเชือกสีขาวผูกติดอยู่กับคอลอยอยู่ข้างลำตัว   ในที่เกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพป.) เขต 1 จ.ระยอง มาดูที่เกิดเหตุ เนื่องจากสงสัยว่าเป็น นางมัจฉา กุนาคำ อายุ 50 ปี ศึกษานิเทศน์ชำนาญการพิเศษ สพป.ระยอง เขต 1 ที่หายตัวไป เมื่อเห็นศพก็ถึงกับปล่อยโฮ เพราะเป็นศพของนางมัจฉาจริง   จากการตรวจสอบศพไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือบาดแผลแต่อย่างใด มีเชือกไนล่อนสีขาวผูกที่คอจนทำให้เกิดบาดแผล รอยถลอกที่ต้นขา คาดคงจะตกลงมาจากด้านหน้าผา ในตัวยังพบทรัพย์สินมีค่าอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ และเงินสดจำหนึ่งในกระเป๋า   เพื่อนร่วมงานของผู้ตายเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าลูกชายของผู้เสียชีวิต ได้โทรศัพท์ติดต่อเจ้ามาว่าผู้เสียชีวิตได้หายออกจากบ้านไป โดยที่รถยนต์ยังจอดอยู่ที่บ้าน จากการสอบถามปรากฎว่ายังไม่ได้เข้ามาในสำนักงาน ตนและเพื่อนร่วมงานจึงรีบไปที่บ้านผู้เสียชีวิต ก็พบนายวรเมธ กุนาคำ อายุ 18 ปี ลูกชายของผู้เสียชีวิต ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากมีเพื่อนร่วมงานโทรเข้ามาในมือถือของแม่ จึงรู้ว่าแม่หายตัวไป ก่อนโทรศัพท์มาหาตน   จากนั้นก็ช่วยกันเดินหารอบๆ บ้าน ก็ไปเจอแผ่นกระเบื้องแตกเป็นรูโหว่ และมีร่องรอยดินไถลลงไปในบ่อลูกรัง จึงรีบเข้าไปดู เมื่อมองลงไปในบ่อลูกรังก็แทบช็อก เมื่อเห็นร่างผู้หญิงชุดกากีนอนคว่ำหน้าในน้ำบ่อลูกรัง และมั่นใจว่าเป็นผู้เสียชีวิตจึงรีบโทรแจ้งตำรวจทันที   ขณะที่ นายวรเมธ ลูกชายผู้ตายเปิดเผยต่อทั้งน้ำตาว่า แม่ไม่เคยปริปากพูดว่ามีปัญหาอะไร มักจะพูดตลอดว่าจะดูแลทุกคนอย่างดีจนถึงวินาทีสุดท้าย จึงไม่เชื่อว่าฆ่าตัวตาย ต้องการให้ตำรวจสืบสวนหาเบาะแสและสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตว่าติดต่อใครบ้าง และจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหมู่บ้านทั้งหมดว่ามีผู้ต้องสงสัยเข้าออกในหมู่บ้านหรือไม่ โดยยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้ ซึ่งได้ตั้งประเด็นการเสียชีวิตไว้คือฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตามคงต้องรอผลสรุปอีกครั้งก่อนดำเนินการต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3ZVhyE98vlw

 4,025
อาชญากรรม
24 ก.ย. 62

ลูกชายไม่เชื่อ แม่สวมชุดข้าราชการฆ่าตัวตาย มีเชือกผูกคอพบเป็นศพในบ่อลูกรัง

ระยอง-เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งพบศพหญิงสาวเสียชีวิตอยู่ในบ่อลูกรังร้าง ต.ทับมา อ.เมือง ที่เกิดเหตุบ่อลูกรังกว้างหลายสิบไร่ จากการตรวจสอบพบศพหญิงสาว คว่ำหน้าลอยน้ำอยู่ในบ่อลูกรังติดกับตลิ่งที่สูงชันกว่า 20 เมตร สวมชุดข้าราชการสีกากีแขนยาวและกระโปรง โดยมีเชือกสีขาวผูกติดอยู่กับคอลอยอยู่ข้างลำตัว   ในที่เกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพป.) เขต 1 จ.ระยอง มาดูที่เกิดเหตุ เนื่องจากสงสัยว่าเป็น นางมัจฉา กุนาคำ อายุ 50 ปี ศึกษานิเทศน์ชำนาญการพิเศษ สพป.ระยอง เขต 1 ที่หายตัวไป เมื่อเห็นศพก็ถึงกับปล่อยโฮ เพราะเป็นศพของนางมัจฉาจริง   จากการตรวจสอบศพไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือบาดแผลแต่อย่างใด มีเชือกไนล่อนสีขาวผูกที่คอจนทำให้เกิดบาดแผล รอยถลอกที่ต้นขา คาดคงจะตกลงมาจากด้านหน้าผา ในตัวยังพบทรัพย์สินมีค่าอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ และเงินสดจำหนึ่งในกระเป๋า   เพื่อนร่วมงานของผู้ตายเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าลูกชายของผู้เสียชีวิต ได้โทรศัพท์ติดต่อเจ้ามาว่าผู้เสียชีวิตได้หายออกจากบ้านไป โดยที่รถยนต์ยังจอดอยู่ที่บ้าน จากการสอบถามปรากฎว่ายังไม่ได้เข้ามาในสำนักงาน ตนและเพื่อนร่วมงานจึงรีบไปที่บ้านผู้เสียชีวิต ก็พบนายวรเมธ กุนาคำ อายุ 18 ปี ลูกชายของผู้เสียชีวิต ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากมีเพื่อนร่วมงานโทรเข้ามาในมือถือของแม่ จึงรู้ว่าแม่หายตัวไป ก่อนโทรศัพท์มาหาตน   จากนั้นก็ช่วยกันเดินหารอบๆ บ้าน ก็ไปเจอแผ่นกระเบื้องแตกเป็นรูโหว่ และมีร่องรอยดินไถลลงไปในบ่อลูกรัง จึงรีบเข้าไปดู เมื่อมองลงไปในบ่อลูกรังก็แทบช็อก เมื่อเห็นร่างผู้หญิงชุดกากีนอนคว่ำหน้าในน้ำบ่อลูกรัง และมั่นใจว่าเป็นผู้เสียชีวิตจึงรีบโทรแจ้งตำรวจทันที   ขณะที่ นายวรเมธ ลูกชายผู้ตายเปิดเผยต่อทั้งน้ำตาว่า แม่ไม่เคยปริปากพูดว่ามีปัญหาอะไร มักจะพูดตลอดว่าจะดูแลทุกคนอย่างดีจนถึงวินาทีสุดท้าย จึงไม่เชื่อว่าฆ่าตัวตาย ต้องการให้ตำรวจสืบสวนหาเบาะแสและสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตว่าติดต่อใครบ้าง และจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหมู่บ้านทั้งหมดว่ามีผู้ต้องสงสัยเข้าออกในหมู่บ้านหรือไม่ โดยยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้ ซึ่งได้ตั้งประเด็นการเสียชีวิตไว้คือฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตามคงต้องรอผลสรุปอีกครั้งก่อนดำเนินการต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3ZVhyE98vlw

 4,025
เศรษฐกิจ
11 ก.ย. 62

นายกฯยังไม่ฟันธง ให้ข้าราชการหยุดพิเศษ 2 วัน ต.ค.กระตุ้นท่องเที่ยว หวั่นเดี๋ยวมีคนหาเรื่อง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจลาหยุดได้ 2 วันเพื่อการท่องเที่ยวในไทย เฉพาะเดือนตุลาคม 2562 นั้น   นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวไปว่ากันอีกที พอบอกรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยว เดี๋ยวก็มีคนหาเรื่องตนตลอด ที่เขาให้เงินไปเที่ยวก็เป็นแบบ e-wallet ถ้าเขาไม่เที่ยวเขาก็ไม่ได้ตังค์ ไม่ใช่ให้เงิน 1 พันบาทให้คนไปเที่ยว บางคนก็บอกว่าให้พันบาทจะเที่ยวพอที่ไหน แต่การให้เงินนี้เป็นการกระตุ้นให้ไปซื้อของ ถ้าไม่ซื้อเขาก็ไม่จ่ายเงิน รัฐบาลก็ไม่ต้องเสีย ไม่ใช่เป็นการให้เงินเปล่าๆหมดทุกอัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bAC6klBy1J0

 3,664
การเมือง
06 ก.ย. 62

'องคมนตรี' ชี้ นักการเมือง-ข้าราชการ โกงมากสุด เหตุเสพติดอำนาจ-ผลประโยชน์

'ไพบูลย์' ชี้ การทุจริตงบประมาณแผ่นดิน ส่วนใหญ่มาจากนักการเมืองและข้าราชการ ที่เสพติดอำนาจและผลประโยชน์ ขอทุกคนกล้าออกมาต่อสู้การทุจริตร่วมมือเป็นพลัง “อาสาสู้โกง”   วันที่ 6 ก.ย. องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นประเทศไทย จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นซึ่งตรงกับวันที่ 6 กันยายนของทุกปี ภายใต้แนวคิดกระตุ้นให้เกิดการรวมพลังของคนไทยทุกภาคส่วน ที่เสียสละและร่วมมือเป็นพลัง “อาสาสู้โกง” ตามบทบาทและบริบทของตนเอง ซึ่งจะเป็นพลังสังคมที่ปฏิเสธการคดโกงชาติทุกรูปแบบและต่อสู้ไม่ให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม   โดยวันนี้มีองค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา นักวิชาการ ภาคประชาสังคม กลุ่มโซเชียลมีเดียสื่อมวลชน และกลุ่มศิลปิน รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองมาร่วมแสดงพลังเครือข่ายอาสาสู้โกงด้วย   ขณะที่ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี กล่าวปาฐกถาในหัวข้อรวมพลังคนไทยอาสาสู้โกง โดยได้พูดตอนนึงถึงปัญหาทุจริตงบประมาณแผ่นดินว่า มีดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประเมินค่าความโปร่งใสของภาครัฐพบว่าของสิงคโปร์ มีความโปร่งใสถึง 85% ขณะที่ไทยมีความโปร่งใสเพียง 36% เท่านั้น   ซึ่งปัญหาการทุจริตในการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ส่วนใหญ่ก็มาจากข้าราชการการเมือง และข้าราชการที่เสพติดอำนาจและผลประโยชน์ โดยสมรู้ร่วมคิดกับผู้ประกอบการเป็นการหาเงินทางลัดที่ทำให้รวยเร็ว และทำจนเป็นความเคยชินกลายเป็นเสพติด ไม่ต่างกับคนติดยาเสพติด   นอกจากนี้ยังมีเรื่องระบบอุปถัมภ์เข้ามาร่วมด้วย และจะเห็นได้ชัดเจนจากเวลามีคดีความคนที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ก็มีแต่คนเหล่านี้ ที่ร่วมมือกับผู้ประกอบการแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากการบริหารงบประมาณแผ่นดิน แต่ทั้งหมดก็ต้องจบด้วยกระบวนการยุติธรรม   ทุกคนทราบดีว่าทุจริตไม่ดีอย่างไร แต่ไม่เคยคิดว่าจะจัดการอย่างไร เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง ปัญหาของเราคือมีแต่พูดแต่ไม่เคยนำไปปฏิบัติเพราะขาดผู้นำ   องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นถือเป็นหนึ่งองค์กรที่กล้าออกมาต่อสู้กับทุจริต ทำเป็นตัวอย่างเพื่อขยายผลไปยังองค์กร หน่วยงาน และภาคประชาชน ให้เห็นถึงความสำคัญและกล้าออกมาต่อสู้ร่วมมือเป็นพลัง “อาสาสู้โกง” ไปด้วยกัน  

 79,275
แชร์ออฟเดอะเดย์
24 พ.ค. 62

วิจารณ์ สาวแต่งชุดข้าราชการ โพสเซ็กซี่แหวกอกกลางผับ

มีเรื่องดราม่าในโลกออนไลน์ เมื่อมีการแชร์ภาพสาวแต่งชุดข้าราชการ โพสท่าเซ็กซี่กลางสถานบันเทิง จากภาพสาวคนดังกล่าาวยังปลดกระดุมเสื้อแหวกโชว์หน้าอกจนเห็นชุดชั้นใน ทำให้โดนวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง   พร้อมระบุแคปชั่นในภาพด้วยว่า “ครูดุนะ หนูไหวหรอ..???" จนกลายเป็นดราม่าความเหมาะสมเกี่ยวกับพฤติกรรมยั่วยวนที่ขัดต่อการเป็นข้าราชการ ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานว่าสาวคนดังกล่าวเป็นข้าราชการจริง หรือแค่แต่งคอสเพลย์ชุดข้าราชการ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/urSCi1uYsfQ

 64,806
การเมือง
22 ม.ค. 62

'บิ๊กตู่' ย้ำห้ามสตาร์ทรถรอนาย เผยส่วนตัวสั่งลูกน้องดับเครื่องแล้ว ขออย่าเพิ่งติรัฐบาลไม่แก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่มีการติดเครื่องรถยนต์รอ ส่วนตัวได้ย้ำในที่ประชุม ครม.ว่า ข้าราชการไม่ต้องติดเครื่องยนต์รอนาย รถของนายกรัฐมนตรีเองก็ได้สั่งลูกน้องว่าไม่ต้องติดเครื่องยนต์ เพราะกลิ่นเหม็น เปลืองน้ำมัน และทำให้เครื่องยนต์เสื่อมสภาพ ซึ่งตนได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว ทุกคนก็ต้องช่วยกัน    ทั้งนี้ มีรถหลายประเภทที่ติดเครื่องยนต์ไว้นาน เช่น รถแท็กซี่ รถเมล์ และรถขนส่งมวลชนทั้งหมด แต่หากจะต้องหยุดทั้งหมดก็คงเป็นไปไม่ได้จึงต้องหามาตรการที่เหมาะสม เพราะหากกำหนดบทลงโทษก็จะยุ่งกันใหญ่ ปฏิบัติตามไม่ได้ก็เดือดร้อนอีก โดยตนได้ออกแถลงการณ์ไปแล้วเมื่อวานนี้ ดังนั้น อย่าให้ใครมาบิดเบือน ว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย นอกจากฉีดน้ำเพียงอย่างเดียว    ส่วนการทดลองใช้โดรนบินโปรยสารกำจัดฝุ่นละออง ขณะนี้ยังเป็นเพียงแค่การทดลอง อย่าเพิ่งติว่าจะได้ประโยชน์หรือหลอกลวง เพราะต้องทดลองว่าจะใช้สารโปรยกำจัดฝุ่นละอองในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม และย้ำว่าขณะนี้ อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมโดรน ทำการทดสอบในพื้นที่จำกัด ระดับความสูงไม่เกิน 25 เมตรซึ่งเป็นระดับที่ฉีดน้ำไม่ถึง โดยเท่าที่นำเครื่องมือวัดฝุ่นละอองของกรมควบคุมมลพิษมาวัดค่าฝุ่นละออง พบว่าปริมาณฝุ่นละอองลดลงมาก จึงต้องคิดต่อว่าจะใช้โดรนบินโปรยสารต่อหรือไม่ เพราะในต่างประเทศก็เคยใช้เหมือนกัน   ส่วนที่ชาวบ้านร้องเรียนว่าโรงซ่อมของการรถไฟแห่งประเทศไทยมักกะสันเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานว่า วันนี้ได้สั่งการไปแล้วให้ติดตามว่า รฟท.มีมาตรการป้องกันหรือไม่ เพราะฝุ่นละออง PM 2.5 เกิดจากหลายส่วน ไม่ใช่ภาครัฐอย่างเดียว ทุกคนมีส่วนต้องรับผิดชอบ และวันนี้ยังได้กำชับกระทรวงคมนาคมและรฟท. รวมถึงทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามระเบียบการป้องกันฝุ่นละอองด้วย    

 6,099
การเมือง
10 ก.ค. 61

เนี๊ยบสุดๆ! นายกฯติง ขรก.สวมหมวกผิดวิธี เตรียมฝึกให้มีระเบียบทุกวันพุธ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธี เปิดอาคารและส่งมอบกุญแจห้องพักอาศัยโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ภายหลังเห็นข้าราชการคนหนึ่งสวมหมวกผิดวิธีว่า   วิธีสวมหมวกของข้าราชการที่ถูกต้องจะต้องให้ข้างหลังสูงกว่าข้างหน้าไม่ใช่ให้ข้างหน้าชะเง้อออกไปแบบนี้มันน่าเกลียด จะต้องดึงส่วนหลังให้สูงขึ้นมาให้ส่วนด้านหน้าเสมอสายตา วัตถุประสงค์จริงๆก็คือเพื่อต้องการบังแดดให้ไปลองสวมกันใหม่เพื่อให้ถูกต้องวิธีจะได้สง่างามและสมบูรณ์แบบ   ส่วนวิธีการทำความเคารพด้วยมือที่เรียกว่า ตะเบ๊ะ หรือ วันทยหัตถ์ นิ้วมือจะต้องเหยียดตรงและชิดกันไม่งอมือหรือเฉียง เวลายืนตรงเพื่อต้อนรับหรือถวายความเคารพจะต้องยืนหลังตรง ขาตรง มองตรงไปข้างหน้า ส้นเท้าชิดปลายเท้าเปิดประมาณ 45 องศา ก็จะทำให้แถวและการยืนเป็นระเบียบวินัย   ในส่วนของสุภาพสตรีเวลาทำความเคารพโดยวิธีการถอนสายบัวจะต้องยืนตรง ใช้เท้าซ้ายไปด้านหลัง ซึ่งทุกคนจะต้องทำให้ได้ทั้งหมดเพราะเรามีประเพณีที่งดงามถ้าทำเหมือนกันทั้งหมดก็จะดูดี แต่ถ้าทำกันแบบสะเปะสะปะถือว่าใช้ไม่ได้ ซึ่งจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเริ่มตรวจสอบข้าราชการ ถ้าไม่ดีก็จะฝึกข้าราชการที่ทำเนียบรัฐบาลโดยเริ่มจากระดับอธิบดี ปลัดกระทรวง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8WkJjtM9rKY

 1,725
เศรษฐกิจ
09 ก.ค. 61

กยศ. เตรียมหักเงินข้าราชการ-ลูกจ้างชำระหนี้ ของกรมบัญชีกลาง เริ่มสิ้นเดือนนี้

กยศ.เตรียมพร้อมหักเงินชำระหนี้ผ่านบัญชีกับลูกจ้างกรมบัญชีกลางสิ้นเดือนนี้กว่า200 ราย ยืนยันรับชำระหนี้จากลูกหนี้ปีนี้ได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่น 6 พันล้านบาท   นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. กล่าวว่า ในสิ้นเดือนนี้ กยศ.จะเริ่มหักเงินเดือนลูกจ้างในส่วนของข้าราชการ ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งได้ส่งหนังสือแจ้งไปเรียบร้อยแล้วจำนวนกว่า 200 ราย และในเดือนตุลาคมจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการหักเงินเดือนของข้าราชการทุกหน่วยงาน ซึ่งปัจจุปันมีลูกหนี้กลุ่มนี้อยู่ระหว่างชำระหนี้ กยศ. ทั้งหมด 1 แสน 7 หมื่นคน เป็นผู้ผิดชำระหนี้  7 หมื่นคน อย่างไรก็ตามหากผู้ชำระเงิน เห็นว่ายอดการหักเงินจากบัญชี เป็นภาระที่มากเกินไปสามารถเข้ามาเจรจาร่วมกับ กยศ. ได้ โดยจะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายบุคคล    ขณะที่ลูกจ้างในส่วนของบริษัทเอกชน คาดว่าจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการหักเงินเดือนของพนักงานได้ภายในปีนี้ โดยจะนำร่องที่บริษัทเอกชน และรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ คือ กลุ่มบริษัทซีพี ธนาคารกรุงไทย กฟผ. โดยตั้งเป้าปีนี้จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา หรือประมาณ 2 หมื่น 6 พันล้านบาท       

 2,794
เศรษฐกิจ
06 มิ.ย. 61

กยศ.จ่อหักหนี้ผ่านบัญชีเงินเดือน ขรก.ที่เป็นลูกหนี้ ดีเดย์ ต.ค.นี้ พนง.เอกชน เริ่มปลายปี

       กยศ. เตรียมหักหนี้ผ่านบัญชีเงินเดือนข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ 1.7 แสนราย เริ่ม ต.ค.นี้ และเตรียมหักบัญชีเงินเดือนพนักงานเอกชน ปลายปีนี้ เชื่อทำเงินหมุนเวียนในกองทุนเพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นล้านบาท พร้อมส่งเรื่องฟ้องร้องลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้อีก 1.2 แสนราย เร็วๆนี้             นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 ที่จะถึงในเดือนตุลาคมนี้ กยศ.จะดำเนินการหักหนี้จากบัญชีเงินเดือนข้าราชการที่เป็นหนี้ กยศ. แบบรายเดือนที่มีอยู่ทั้งหมด 1.7 แสนราย รวมวงเงินหนี้ 16,000 ล้านบาท โดยในส่วนของข้าราชการทีเป็นลูกหนี้ 1.7 แสนรายนั้น มีผู้ที่ชำระหนี้ปกติเพียง 90,000 ราย แต่ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 70,000 ราย             ขณะเดียวกันในปลายปีนี้ กยศ.จะเริ่มหักบัญชีเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนด้วย โดยจะเริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. และธนาคารกรุงไทย รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้วย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดหนี้ค้างชำระของลูกหนี้ กยศ.ที่มีอยู่ให้ลดลงได้ และเชื่อว่าจะทำให้มีเงินที่เคยค้างชำระกลับเข้ากองทุนเพิ่มขึ้นอีก 30,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีเงินหมุนเวียนอยู่ที่ 28,000-30,000 ล้านบาท ได้             นอกจากนี้ กยศ.ยังเตรียมส่งเรื่องฟ้องร้องเรียกเงินหนี้คืนจากลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้เกิน 5 งวด ทั้งหมดที่มีอยู่รวม 120,000 ราย ในเร็วๆนี้ด้วย เพื่อให้ในอนาคตสามารถช่วยเหลือนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันเงินหมุนเวียนที่มีอยู่ สามารถช่วยเหลือได้เพียง 700,000 ราย เท่านั้น              ทั้งนี้ที่ผ่านมา กยศ.ปล่อยกู้ให้กับนักเรียนแล้ว 5.4 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 570,000 ล้านบาท ปิดบัญชีตามกำหนดแล้ว 800,000 ราย เหลือผู้กู้ที่ต้องชำระคืนทั้งสิ้น 4 ล้านกว่าราย โดยจำนวนดังกล่าว คิดเป็นผู้ชำระหนี้ปกติ 1 ล้านกว่าราย และผิดนัดชำระหนี้กว่า 3 ล้านราย โดยอยู่ระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาประมาณ 1.2 ล้านคดี มูลหนี้ 48,000 ล้านบาท              อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการชำระหนี้ ผ่านระบบ QR Code โดยร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ซึ่งสามารถชำระได้ 2 รูปแบบ คือ แบบ StaticQR โดยการ สแกน QR Code ผ่านบริการ KTB netbank และเลือกประเภทกองทุนที่ต้องการชำระหนี้คืน หรือแบบ DynamicQR เป็นการสแกน QR Code ผ่าน www.studentloan.ktb.co.th หรือ www.studentloan.or.th ด้วย Mobile Banking Application ทุกธนาคาร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกหนี้กยศ.มีช่องทางในการชำระหนีได้มากขึ้น  

 7,842
สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ค. 61

สุดยอด! ผู้กองหนุ่มลาออกจากตร. เปิดบ้านสอนหนังสือฟรีให้เด็กยากจน

ผู้กองหนุ่ม สภ.เมืองบุรีรัมย์ ลาออกจากการเป็นข้าราชการตำรวจแล้ว หลังจากรับติวหนังสือให้กับเด็กยากจน แต่ไม่มีเวลาเพราะมีเด็กสนใจมาเรียนเพิ่มขึ้น พร้อมเผยตั้งใจจะเสียสละเพื่อสังคมตามคำสอนของในหลวง รัชกาลที่ 9   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.อภิชิต ภัณฑะประทีป รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้ลงทุนเช่าอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น เลขที่ 36/123-124 ถนนอินจันทร์ณรงค์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยจะใช้เวลาว่างหลังจากออกเวรปฏิบัติราชการ มาสอนหนังสือให้แก่เด็กนักเรียนที่ยากจนฟรี โดยเริ่มเปิดสอนมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 หลังจากได้ย้ายมารับตำแหน่งที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เด็กที่มาเรียนมีตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.4 ที่มีฐานะยากจน ล่าสุดมีทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชายทั้งไปกลับและนอนประจำ โดยเปิดสอนทุกวัน ต่างจากก่อนหน้านี้ที่จะสอนในช่วงเวลาออกจากเวรราชการเท่านั้น   ร.ต.อ.อภิชิต ภัณฑะประทีป กล่าวว่า ตอนนี้สอนเด็กอย่างเต็มที่แล้ว เพราะได้ลาออกจากราชการเมื่อปลายปี 2560 แต่ยังไม่บอกให้ใครทราบ สาเหตุที่ลาออกเพื่อจะได้มีเวลาได้สอนเด็กอย่างเต็มที่ เนื่องจากผลของการสอนพิเศษในช่วงที่ผ่านมา เด็กมีเกณฑ์การเรียนที่ดีขึ้น    ขณะที่หลายคนถามว่าเสียดายที่ต้องลาออกจากราชการไหม ร.ต.อ.อภิชิต กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเสียดายเพราะเรียนนายตำรวจมาถึง 7 ปี มาเป็นพนักงานสอบสวนอีก 5 ปี จนติดยศ ร.ต.อ. และใกล้ที่จะเป็นสารวัตรแล้ว แต่ลึก ๆ ก็ไม่เสียดายเลย เพราะต้องการแก้ไขปัญหาสังคม ถึงแม้การติวหนังสือเด็กเพียงไม่กี่สิบคนจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องให้มันเกิด ถึงแม้จะใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ก็ต้องมีการเริ่ม ความคิดส่วนตัวอยากจะสานต่อพระบรมราโชวาทของในหลวง ร.9 คือ บ้านเมืองเรามีทั้งคนดีและไม่ดี แต่อยากให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งตอนนี้ผู้ที่ทราบข่าวสนับสนุนเป็นอุปกรณ์การเรียนมาบ้าง รวมถึงวิชาอื่นก็มีครูมาอาสาสอนให้อีกทางหนึ่ง ถือว่าเกือบครบองค์ประกอบที่จะทำให้"บ้านสร้างฝัน" เดินต่อไปได้ สำหรับวัตถุประสงค์หลักก็ยังเหมือนเดิม คือต้องการสร้างโอกาสให้เด็กมีความรู้นำไปพัฒนาตนเอง และมีอนาคตที่ดี ทั้งสามารถเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าร่วมพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอีกด้วย   การเปิด"บ้านสร้างฝัน"สอนหนังสือและติวให้เด็กยากจนฟรี ได้แรงบันดาลใจจากการที่ตนเป็นเด็กบ้านนอกลูกหลานชาวนา เห็นถึงความแตกต่างของการเรียนการสอนของโรงเรียนในเมืองกับต่างอำเภอ เพราะเด็กต่างอำเภอถ้ามีความรู้พื้นฐานไม่ดีก็จะสอบแข่งขันคัดเลือกศึกษาต่อสู้เด็กในเมืองไม่ได้ ถ้าเราปูพื้นฐานให้เด็กดีก็จะมีโอกาสมากขึ้น

 7,685
สังคม-อาชญากรรม
10 เม.ย. 61

ศธ. ส่งข้อมูล ปปท. เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุจริตกองทุนเสมาเพิ่มเติมอีก 44 ราย

กระทรวงศึกษาธิการ ส่งข้อมูลการสอบสวนทุจริตกองทุนเสมา ให้ ปปท. เพื่อร้องทุกข์ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 44 ราย จำนวนนี้มีข้าราชการ 7 คน พร้อมนำ 2 ผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับการโอนเงินจากนางรจนา มาให้ข้อมูลเพื่อขยายผล   นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เดินทางเข้าพบ พันโทกรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ปปท. เพื่อส่งข้อมูลการสืบสวน ที่เป็นเอกสาร และคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องที่นางรจนา สินที นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ซี8 สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ใช้งานประจำ มาสืบค้นข้อมูลอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญ หลังสามารถเปิดได้เพียงบางส่วน เพราะมีไวรัส และ มีรหัสล็อค แต่ก็พอเห็นร่องรอยที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี    โดยวันนี้ระบุ ว่า กระทรวงศึกษา ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง เพิ่มเติม 44 ราย หลังทราบชื่อเจ้าของบัญชีที่ได้รับการโอนเงินจากนางรจนา 34 บัญชี จำนวนนี้มีข้าราชการ 7 คน เป็นระดับซีแปด 2-3 คน และที่เหลือเป็นระดับปฏิบัติการ นอกนั้นเป็นบุคคล 4 กลุ่มที่เชื่อมโยงกับนางรจนา คือ 1.เครือญาติ - 2.กลุ่มเพื่อน - 3.กลุ่มขององค์กรการกุศลประเภทมูลนิธิ และ 4.อดีตนักเรียนทุนเสมาที่เคยได้รับเงินทุนเสมาแล้ว สรุปความเสียหาย ตั้งแต่ปี 2548 ถึง เดือนพฤศจิกายน ปี 2560 เป็นจำนวน เงิน 96 ล้านบาท   ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้นำ 2 ผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับการโอนเงิน และ ต้องการมาแสดงความบริสุทธิ์ใจมาให้ข้อมูลกับ ปปท. ซึ่ง 1 ใน 2 ยอมรับว่าเคยทำงานกับนางรจนา และถูกยืมบัญชีส่วนตัวไปใช้ด้วยความสนิทส่วนตัว โดยไม่รู้ว่ามีการใช้กระทำความผิด ก่อนมารู้ตัวหลังตรวจสอบตัวเลขหมุนเวียนในบัญชี มีการโอนเงินเข้ามา 7 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านกว่าบาท    ขณะที่ พันโทกรทิพย์ บอกว่าขณะนี้ ปปท.ยังไม่มีการแยกสำนวนการสอบสวน เนื่องจากอยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ว่า มีข้อมูลเพียงพอในการตั้งข้อกล่าวหาเอาผิดกับ นางรจนา หรือไม่ ส่วนข้อมูลที่กระทรวงศึกษามาร้องทุกข์เอาผิดเพิ่มเติมอีก 44 รายนั้น จะรวบรวมเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการปปท. พิจารณาตั้งอนุกรรมการไต่สวนตามขั้นตอนในช่วงสัปดาห์แรกหลังหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งยืนยัน ปปท.จะไต่สวนในทุกมิติ และหากเชื่อมโยงไปถึงใครก็ต้องถูกดำเนินคดี    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 1,713
สังคม-อาชญากรรม
06 เม.ย. 61

ไร้เงา 'รจนา' ข้าราชการซี 8 โผล่ให้ข้อมูลโกงเงินกองทุนเสมาฯ

กรณีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการมีความคืบหน้า ล่าสุด เมื่อวานนี้ (5 เม.ย.) นายอรรถพล ตรึกตรอง ประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯ เปิดเผยว่าได้ให้โอกาสนางรจนา สินที อดีตข้าราชการระดับซี 8 กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต มาชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนางรจนาได้ชี้แจงเบื้องต้นทางโทรศัพท์ว่าเริ่มทุจริตตั้งแต่ปี 55 และทำเพียงคนเดียว ส่วนเงินที่ทุจริตไม่ได้มากถึง 110 ล้านบาทตามที่ถูกตรวจสอบ แต่กลับพบว่านางนางรจนาไม่ได้เดินทางมาให้ข้อมูลแต่อย่างใด    ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินหลายคนด้วยกัน ประมาณ 20 คน มีทั้งข้าราชการ อดีตข้าราชการ และบุคคลธรรมดา                      ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/dXKvYL1urZ0

 2,336
การเมือง
03 เม.ย. 61

นายกฯวอนนักการเมืองอย่าพูดเสียหาย โจมตีกันไปมาไม่เกิดประโยชน์

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานกิจกรรมวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี2561 โดยกล่าวว่า อยากพูดถึงฝ่ายการเมืองสักหน่อย แต่ไม่ขอตำหนิใครแต่ที่ผ่านมามีคนออกมาพูดถึงตน ทั้งหวังดีและไม่หวังดี   แต่อยากขอร้องว่า ในเมื่อทุกคนอยากเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนดก็ขออย่าพูดอะไรให้เสียหายหรือสร้างความวุ่นวายให้มากนัก เพราะท้ายที่สุดความรับผิดชอบก็ตกอยู่ที่รัฐบาลอยู่ดี เพราะรัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยด้วย และไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับคนอื่น และยืนยันว่ารัฐบาลมุ่งมั่นไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ต้องคิดกันต่อว่า หลังจากที่มีการเลือกตั้งไปแล้ว ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร   ขอฝากคำถามไปยังฝ่ายการเมือง แต่หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการแก้ไข หากบอกว่ารัฐบาลนี้ทำไม่ดี คนที่เข้ามาจะต้องทำให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลย และกลับไปสู่ปัญหาเดิมๆ และประชาชนก็เข้าใจแบบเดิมๆ   ดังนั้นจะต้องสร้างการรับรู้กับประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ว่าเราควรแก้ไขปัญหาประเทศอย่างไร หากโจมตีกันไปมาก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ซึ่งตนไม่ใช่ศัตรูของท่าน ตนเป็นคนไทยและท่านก็เป็นคนไทย ซึ่งการเป็นคนไทยก็ต้องทำให้ประเทศเกิดความมั่นคง มีเสถียรภาพ จึงนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่อไปในอนาคต   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fj5-69paToA    

 882
เศรษฐกิจ
02 เม.ย. 61

'บิ๊กตู่' ขอข้าราชการคิดดีทำดี ระบุใครไม่ดีลงโทษให้หมด ลั่น "ไม่เข้าใจทำไมแอร์พอร์ตลิ้งเสีย"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานภายในงานวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี2561 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมงาน โดยนายกรัฐมนตรี ได้ให้โอวาทโดยกล่าวแสดงความยินดีกับข้าราชการพลเรือน ที่ได้รับรางวัลข้าราชการดีเด่น ประจำปี 60 วันนี้ยังมีอีกหลายปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ปัจจุบันมีข้าราชการอยู่ 2 ล้านคน แต่ก็มีหลายฝ่ายอยากให้ลดจำนวนข้าราชการลง ซึ่งหากจะลดข้าราชการ ภาคประชาชนต้องเข้มแข็งก่อน สิ่งสำคัญหัวหน้าส่วนราชการต้องทำงานเกื้อกูลกัน ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ให้ดูแลประชาชนให้ได้มากที่สุด ไม่ให้ติดขัดด้วยกฎระเบียบต่างๆ แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย จึงต้องมีการทำงานอย่างบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และอย่ามองประชาชนเป็นเจ้านาย แต่เป็นครอบครัว แล้วดูแลครอบครัวนี้ให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะครอบครัวการเกษตร   นอกจากนี้ ข้าราชการถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดของรัฐบาล ในการเดินหน้าไปสู่การเป็นประชาธิปไตยสากล ไม่ย้อนกลับไปเจอเหตุการณ์เหมือนในอดีต ยืนยันสิ่งที่รัฐบาลและคสช.ทำอยู่ ไม่ได้ทำเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง แต่กำลังแก้ปัญหาประเทศไปสู่ความยั่งยืน เช่นเดียวกับโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่ไม่ได้ทำเพื่อหาเสียงให้กับรัฐบาลหรือคสช. ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจ   นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมข้าราชการที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ว่าขอให้คงความดีและทำดีต่อไป ส่วนใครที่ทำไม่ดีต้องลงโทษให้หมด ผ่านกระบวนการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามกฎหมาย แต่ทุกวันนี้ทุกคนต่างตัดสินจากข้อมูลในโซเชียลมีเดีย ทำให้รัฐบาลทำงานลำบากขึ้น เพราะมีทั้งข้อมูลที่จริงและไม่จริง ซึ่งอะไรที่ไม่จริงก็ชี้แจงแก้ไขต่อไป   ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง การแก้ปัญหารถไฟแอร์พอร์ตลิ้ง ที่มักพบปัญหาขบวนรถเสียและรถน้อย ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ได้แก้ปัญหาโดยนำรถดีเซลรางมาวิ่งข้างล่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่อยากให้รัฐบาลต้องสั่งการหรือให้ประชาชนเป็นคนบอก แต่หน่วยงานที่ทำตรงนี้ต้องคิดได้และคิดเอง เหมือนกับปัญหารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ผ่านมาไม่สามารถเชื่อมต่อกับสายสีม่วงสถานีเตาปูนได้ เรื่องนี้ต้องแก้ปัญหาให้ได้รวดเร็วที่สุด

 5,214
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
27 มี.ค. 61

'ชูวิทย์มีเรื่องเล่า' เจาะปมฉาว ศธ.ไล่ออก 'รจนา' ขรก.ซี 8 ปมทุจริตเงินกองทุนเสมาฯ 88 ล้าน

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ คุยปมฉาว กรณีนางรจนา สินที วัย 59 ปี ข้าราชการ ระดับซี 8 โกงเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตกว่า 88 ล้านบาท เป็นช่วงเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 2551-2561 โดยมีการยักยอกเงิน โอนเข้าบัญชึตัวเองและญาติ    ซึ่งล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ ชี้ความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงมีมติให้ไล่ออก หรือพ้นสภาพการเป็นข้าราชการ ซึ่งจะไม่มีการได้รับเงินบำเหน็จ, บำนาญ ส่วนทรัพย์สินของนางรจนา ทางสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะทำการตรวจสอบและยึดทรัพย์มาคืนหลวง   ส่วนเด็กที่มีชื่ออยู่ในกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ถึงแม้จะจบการศึกษาไปแล้ว แต่ก็มีโอกาสได้เงินคืน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/l2XteOsb71k  

 7,774

Top