ค้นหา :

ผลการค้นหา "ค้ามนุษย์"

ข่าวภูมิภาค
23 ก.พ. 63

ทลายแก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ เช่าเด็กใช้แรงงาน บังคับเร่ขายของชายหาดป่าตอง

เมื่อวานนี้ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ นำกำลังปิดล้อมตรวจค้นบ้านเช่า 4 หลัง ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต หลังสืบทราบว่า มีแก๊งขบวนการค้ามนุษย์ชาวต่างชาติ เข้ามาหากินในประเทศไทย โดยไปเช่าเด็กกัมพูชาและเวียดนามจากพ่อแม่    จากการตรวจค้นทั้ง 4 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ และช่วยเหลือเด็กได้ 17 คน พร้อมกับพบอุปกรณ์ร้อยพวงมาลัยจำนวนหนึ่ง จึงนำตัวเด็กไปดูแลที่บ้านพักเด็ก จังหวัดภูเก็ต   สำหรับพฤติกรรมของแก๊งค้ามนุษย์แก๊งนี้ จะไปเช่าเด็กมาจากพ่อแม่ อ้างว่าจะให้มาทำงานสบาย ได้เงินเดือนละ 5 พันบาท เมื่อตกลงกันได้ก็จะพาเด็กผ่านช่องทางธรรมชาติมาที่ภูเก็ต มาอยู่ในบ้านเช่า และบังคับเด็กให้ขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวที่หาดป่าตอง    ซึ่งเด็กบางรายมีอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ไม่มีค่าแรง แค่ได้รับอาหารและที่พักอาศัยเท่านั้น หากในแต่ละวันเด็กขายของได้ไม่ถึง 3 พันบาทต่อวัน จะถูกตีและทำร้ายร่างกาย จนเด็กบางคนถูกทำร้ายจนทนไม่ไหว ต้องหนีออกมาจากบ้านเช่าเพื่อหนีกลับประเทศตัวเอง บางคนก็หนีมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่         ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/R4zM-_3oKfU

 2,049
สังคม
23 ก.พ. 63

ทลายแก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ เช่าเด็กใช้แรงงาน บังคับเร่ขายของชายหาดป่าตอง

เมื่อวานนี้ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ นำกำลังปิดล้อมตรวจค้นบ้านเช่า 4 หลัง ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต หลังสืบทราบว่า มีแก๊งขบวนการค้ามนุษย์ชาวต่างชาติ เข้ามาหากินในประเทศไทย โดยไปเช่าเด็กกัมพูชาและเวียดนามจากพ่อแม่    จากการตรวจค้นทั้ง 4 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ และช่วยเหลือเด็กได้ 17 คน พร้อมกับพบอุปกรณ์ร้อยพวงมาลัยจำนวนหนึ่ง จึงนำตัวเด็กไปดูแลที่บ้านพักเด็ก จังหวัดภูเก็ต   สำหรับพฤติกรรมของแก๊งค้ามนุษย์แก๊งนี้ จะไปเช่าเด็กมาจากพ่อแม่ อ้างว่าจะให้มาทำงานสบาย ได้เงินเดือนละ 5 พันบาท เมื่อตกลงกันได้ก็จะพาเด็กผ่านช่องทางธรรมชาติมาที่ภูเก็ต มาอยู่ในบ้านเช่า และบังคับเด็กให้ขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวที่หาดป่าตอง    ซึ่งเด็กบางรายมีอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ไม่มีค่าแรง แค่ได้รับอาหารและที่พักอาศัยเท่านั้น หากในแต่ละวันเด็กขายของได้ไม่ถึง 3 พันบาทต่อวัน จะถูกตีและทำร้ายร่างกาย จนเด็กบางคนถูกทำร้ายจนทนไม่ไหว ต้องหนีออกมาจากบ้านเช่าเพื่อหนีกลับประเทศตัวเอง บางคนก็หนีมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่         ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/R4zM-_3oKfU

 2,049
สังคม
23 ก.พ. 63

ทลายแก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ เช่าเด็กใช้แรงงาน บังคับขายพวงมาลัย ทำยอดไม่ถึงเป้าเจอทำร้ายร่างกาย

เมื่อวานนี้ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ นำกำลังปิดล้อมตรวจค้นบ้านเช่า 4 หลัง ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต หลังสืบทราบว่า มีแก๊งขบวนการค้ามนุษย์ชาวต่างชาติ เข้ามาหากินในประเทศไทย โดยไปเช่าเด็กกัมพูชาและเวียดนามจากพ่อแม่    จากการตรวจค้นทั้ง 4 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ และช่วยเหลือเด็กได้ 17 คน พร้อมกับพบอุปกรณ์ร้อยพวงมาลัยจำนวนหนึ่ง จึงนำตัวเด็กไปดูแลที่บ้านพักเด็ก จังหวัดภูเก็ต   สำหรับพฤติกรรมของแก๊งค้ามนุษย์แก๊งนี้ จะไปเช่าเด็กมาจากพ่อแม่ อ้างว่าจะให้มาทำงานสบาย ได้เงินเดือนละ 5 พันบาท เมื่อตกลงกันได้ก็จะพาเด็กผ่านช่องทางธรรมชาติมาที่ภูเก็ต มาอยู่ในบ้านเช่า และบังคับเด็กให้ขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวที่หาดป่าตอง    ซึ่งเด็กบางรายมีอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ไม่มีค่าแรง แค่ได้รับอาหารและที่พักอาศัยเท่านั้น หากในแต่ละวันเด็กขายของได้ไม่ถึง 3 พันบาทต่อวัน จะถูกตีและทำร้ายร่างกาย จนเด็กบางคนถูกทำร้ายจนทนไม่ไหว ต้องหนีออกมาจากบ้านเช่าเพื่อหนีกลับประเทศตัวเอง บางคนก็หนีมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่           ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/imtOMWEswpE  

 2,628
อาชญากรรม
23 ก.พ. 63

บุกทลายขบวนการค้ามนุษย์ หลอกเด็กต่างชาติใช้แรงงานทาส

เมื่อวานนี้ (22 ก.พ.) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ นำกำลังปิดล้อมตรวจค้นบ้านเช่า 4 หลัง ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต หลังสืบทราบว่า มีแก๊งขบวนการค้ามนุษย์ชาวต่างชาติ เข้ามาหากินในประเทศไทย โดยไปเช่าเด็กกัมพูชาและเวียดนามจากพ่อแม่   จากการตรวจค้นทั้ง 4 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ และช่วยเหลือเด็กได้ 17 คน พร้อมกับพบอุปกรณ์ร้อยพวงมาลัยจำนวนหนึ่ง จึงนำตัวเด็กไปดูแลที่บ้านพักเด็ก จังหวัดภูเก็ต   สำหรับพฤติกรรมของแก๊งค้ามนุษย์แก๊งนี้ จะไปเช่าเด็กมาจากพ่อแม่ อ้างว่าจะให้มาทำงานสบาย ได้เงินเดือนละ 5 พันบาท เมื่อตกลงกันได้ก็จะพาเด็กผ่านช่องทางธรรมชาติมาที่ภูเก็ต มาอยู่ในบ้านเช่า และบังคับเด็กให้ขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวที่หาดป่าตอง ซึ่งเด็กบางรายมีอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ไม่มีค่าแรง ได้รับแค่อาหารและที่พักอาศัยเท่านั้น หากในแต่ละวันเด็กขายของได้ไม่ถึง 3 พันบาทต่อวัน จะถูกตีและทำร้ายร่างกาย จนเด็กบางคนถูกทำร้ายจนทนไม่ไหว ต้องหนีออกมาจากบ้านเช่าเพื่อหนีกลับประเทศตัวเอง บางคนก็หนีมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่         ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/fWi0KabVBYE  

 218
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.พ. 63

เปิดโปงขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ นายทุนรวย แม่อุ้มบุญสบาย แต่เด็กรับกรรม ร้ายสุดอาจถึงขั้นตัดอวัยวะ

พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นำกำลังชุดสืบสวนปฏิบัติการตำรวตปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ ปคม.เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 2 จุด เพื่อททลายขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ   จุดแรกเป็นบ้านหรู 2 หลัง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งภายในซอยนาคนิวาส 37 และทาวน์โฮมหรู ย่านทาวน์อินทาวน์ ที่เปิดบริษัทบังหน้า แต่แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มขบวนการนายทุนชาวจีนและนายหน้าชาวไทยที่ว่าจ้างหญิงไทยให้มารับจ้างอุ้มบุญ และกระจายกำลังค้นเป้าหมายทั้งในพื้นที่ปทุมธานี และหนองคาย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแม่อุ้มบุญรวม 10 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 9 ราย   ทันทีที่เจ้าหน้าที่เข้าไปค้น พบหญิงอุ้มบุญอยู่ภายในบ้าน 7 ราย มีทั้ง ตั้งท้องแก่ และเพิ่งฉีดไข่มา และทารก 2 คน คนแรกอายุ 4 เดือนและคนที่สองอายุ 10 วัน พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ที่ดูแลทารก ตู้อบ และอุปกรณ์อื่นๆหลายชิ้น คาดว่าในช่วงนี้ประเทศจีนกำลังเกิดโรคระบาด COVID-19 จึงต้องจัดหาซื้อตู้อบเด็ก เตรียมรับมือเด็กที่คลอดออกมาและยังมีร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์เพื่อดูแลเด็กทารก ไม่ต้องออกไปสถานพยาบาล   พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ เปิดเผยว่า ขบวนการนี้มีนายทุนจีนจะว่าจ้างกลุ่มนายทุนไทย ให้เป็นผู้ติดต่อชักชวนให้หญิงไทยที่เน้นผ่านการมีบุตรมาแล้ว มารับจ้างตั้งครรภ์แทน ค่าตอบแทน หลักแสน ถึงสุงสุดเกือบล้านบาท/ครั้ง โดยเลือกหญิงที่มีรายได้น้อยและร่างกายแข็งแรง   จากการสืบสวนพบว่าขบวนการนี้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 พบข้อมูลมีหญิงไทยรับจ้างตั้งครรภ์กระจายอยู่ตามต่างจังหวัดทั่วประเทศ กว่า 100 ราย โดยมีรายชื่อที่สามารถระบุตัวตนได้ จำนวน 29 ราย มีเด็กที่คลอดจากการอุ้มบุญไม่ต่ำกว่า 50 ราย ซึ่งวันนี้ได้เชิญตัวหญิงไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์มาสอบปากคำ 15 ราย และสามารถช่วยเหลือเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญ 2 ราย (อายุ 4 เดือน และอายุ 22 วัน)   จากการสอบสวน หญิงอุ้มบุญให้การรับสารภาพว่า รับจ้างอุ้มบุญจริง โดยทุกอย่างจะเป็นนายหน้าดำเนินการให้หมด   ในส่วนขบวนการนี้ พล.ต.ต วรวัฒน์  วัฒน์นครบัญชา  ผู้บังคับการปคม. เปิดเผยว่า คดีนี้จุดเริ่มต้นมาจากการจับกุมกลุ่มผู้ลักลอบขนถังอสุจิ ที่จังหวัดหนองคาย เมื่อปี 2560 ตร.ตรวจพบความผิดปกติบางอย่าง จึงขยายผลสอบสวน และพบว่าขบวนการอุ้มบุญยังมีอยู่จริงและทำเป็นขบวนการใหญ่กว่าเดิม โดยหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย พฤติกรรมคือ   1.มีนายหน้าคัดสรรหาหญิงไทยที่ร่างกายสมบูรณ์ ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว หรือไม่เคยตั้วครรภ์มาก่อนก็ทำได้   2.เมื่อได้หญิงอุ้มบุญแล้วก็จะนำไปตรวจร่างกายตรวจภายในทุกขั้นตอน หากผ่านขั้นตอนนี้แล้ว   3. นายหน้าอีกส่วนจะพาหญิงที่ผ่านการคัดเลือก ไปฉีดไข่ หรือเชื้ออสุจิที่ผสมแล้ว ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขั้นตอนนี้ เป็นการทำหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายไทย  ซึ่งอาศัยช่องทางนี้ไปทำที่ประเทศเพื่อนบ้าน   4. หลังจากฉีดไข่เสร็จสิ้น ก็จะนำหญิงอุ้มบุญนี้กลับมาประเทศไทย กระจายตามบ้านพักต่างๆ 10 จุด ที่ตร.ไปตรวจค้น ในระหว่างนี้ก็ดูแลอย่างดี พาไปพบแพทย์ตรวจครรภ์ตามปกติ ในขั้นตอนนี้หญิงอุ้มบุญจะได้รับค่าจ้างงวดแรก และได้รับค่าดูแลรายเดือนอีกด้วย และระหว่างที่ตั้งครรภ์อยู่นั้นจะมีผู้ดูแล ห้ามหนี หรือ ทำผิดสัญญา ถ้าทำคือไม่ได้ค่าจ้างและไม่รับผิดชอบใดๆ   5.พอหญิงอุ้มบุญท้องแก่ อายุครรภ์เข้า 7-8เดือน จะมีนายหน้าอีกส่วน ดำเนินเรื่องไปขอใบรับรองแพทย์เดินทางไปประเทศจีน โดยหญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ 7 เดือนขึ้นไปจะเดินทางตปท.ต้องมีใบรับรองแพทย์   6.พอออกจากประเทศไทยได้ ก็จะไปคลอดที่ประเทศจีน โดยพักรักษาตัวก่อนคลอด เมื่อคลอดเสร็จ ก็ส่งลูกให้กับนายทุน   7.หญิงอุ้มบุญก็จะได้รับค่าจ้างก้อนใหญ่ ถือว่าจบงาน โดยราคาก็ขึ่นอยู้กับเด็กทารกตรงตามเพศที่ลูกค้าต้องการ หรือถ้าเป็นเด็กแฝดจะได้ราคาสูงมาก หลังจากนั้นหญิงอุ้มบุญนี้ก็เดินทางกลับประเทศไทย   ซึ่งขั้นตอนนี้ พบว่าขณะที่คลอดเสร็จแม่อุ้มบุญยังไม่เคยเห็นหน้าลูกของตนเองด้วยซ้ำ มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการให้หมด โดยขบวนการนี้ คนที่มีรายได้ดีคือนายทุน เพราะค่าจ้างอุ้มบุญต่อคนหลายล้านบาท คนที่ทำงานสบายและมีรายได้ตลอดคือหญิงอุ้มบุญ แต่คนที่ต้องรับกรรมคือเด็กทารก   จากการสอบถามผู้ต้องหาอ้างว่า นำทารกไปขายให้กับครอบครัวคนจีน ที่บางครอบครัวยังอยากมีลูกอีก แต่ติดที่ปัญหาควบคุมการตั้งครรภ์ของประเทศจีน จึงต้องทำวิธีการอุ้มบุญเพื่อจะได้มีลูกตามต้องการ และบางคนก็ต้องการเลือกเพศลูก และอยากได้ลูกแฝด จึงต้องมาทำที่เมืองไทย   นอกจากนี้ ตร.ยังตรวจยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหา ทรัพย์สินที่ยึดมาได้ มีหลายรายการ ทั้งรถยนต์ 16 รายการ มูลค่า15ล้านบาท และบ้านพัก/บริษัทย่านลาดพร้าว2หลัง มูลค่า20ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินรายการอื่น ตรวจสอบและยึดได้รวมอีกกว่า 100 ล้านบาท   ขั้นตอนจากนี้ แน่นอนว่ากระบวนการทำต้องมีผู้เชี่ยวชาญและมีความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์มา หลังจากนี้ จะเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มนายหน้า, แพทย์ และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับจ้างอุ้มบุญ   และจะดำเนินคดีกับผู้ที่โฆษณา ชักชวนให้หญิงมารับจ้างอุ้มบุญ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย พร้อมจะประสานไปกับทางการจีน เพื่อพิสูจน์ทราบว่าเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญได้ออกไปเพื่อ ประโยชน์ด้านใด หากพบว่ามีการนำไปค้ามนุษย์ เช่น การนำไปตัดอวัยวะบางส่วนเพื่อรักษาผู้ว่าจ้างอุ้มบุญ ก็จะได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับกลุ่มผู้ต้องหาต่อไป   เบื้องต้นแจ้ง 3 ข้อหา สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือขายข่าวให้แพร่หลายด้วยประการใดๆเกี่ยวกับการตั้งครรภ์แพง ว่ามีหญิงประสงค์ที่จะเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทนผู้อื่น หรือมีบุคคลอื่นที่ประสงค์จะให้หญิงอื่นเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าจะได้กระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้า ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hJu2c7Gwy_0

 691
สังคม
14 ก.พ. 63

เปิดโปงขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ นายทุนรวย แม่อุ้มบุญสบาย แต่เด็กรับกรรม ร้ายสุดอาจถึงขั้นตัดอวัยวะ

พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นำกำลังชุดสืบสวนปฏิบัติการตำรวตปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ ปคม.เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 2 จุด เพื่อททลายขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ   จุดแรกเป็นบ้านหรู 2 หลัง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งภายในซอยนาคนิวาส 37 และทาวน์โฮมหรู ย่านทาวน์อินทาวน์ ที่เปิดบริษัทบังหน้า แต่แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มขบวนการนายทุนชาวจีนและนายหน้าชาวไทยที่ว่าจ้างหญิงไทยให้มารับจ้างอุ้มบุญ และกระจายกำลังค้นเป้าหมายทั้งในพื้นที่ปทุมธานี และหนองคาย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแม่อุ้มบุญรวม 10 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 9 ราย   ทันทีที่เจ้าหน้าที่เข้าไปค้น พบหญิงอุ้มบุญอยู่ภายในบ้าน 7 ราย มีทั้ง ตั้งท้องแก่ และเพิ่งฉีดไข่มา และทารก 2 คน คนแรกอายุ 4 เดือนและคนที่สองอายุ 10 วัน พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ที่ดูแลทารก ตู้อบ และอุปกรณ์อื่นๆหลายชิ้น คาดว่าในช่วงนี้ประเทศจีนกำลังเกิดโรคระบาด COVID-19 จึงต้องจัดหาซื้อตู้อบเด็ก เตรียมรับมือเด็กที่คลอดออกมาและยังมีร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์เพื่อดูแลเด็กทารก ไม่ต้องออกไปสถานพยาบาล   พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ เปิดเผยว่า ขบวนการนี้มีนายทุนจีนจะว่าจ้างกลุ่มนายทุนไทย ให้เป็นผู้ติดต่อชักชวนให้หญิงไทยที่เน้นผ่านการมีบุตรมาแล้ว มารับจ้างตั้งครรภ์แทน ค่าตอบแทน หลักแสน ถึงสุงสุดเกือบล้านบาท/ครั้ง โดยเลือกหญิงที่มีรายได้น้อยและร่างกายแข็งแรง   จากการสืบสวนพบว่าขบวนการนี้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 พบข้อมูลมีหญิงไทยรับจ้างตั้งครรภ์กระจายอยู่ตามต่างจังหวัดทั่วประเทศ กว่า 100 ราย โดยมีรายชื่อที่สามารถระบุตัวตนได้ จำนวน 29 ราย มีเด็กที่คลอดจากการอุ้มบุญไม่ต่ำกว่า 50 ราย ซึ่งวันนี้ได้เชิญตัวหญิงไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์มาสอบปากคำ 15 ราย และสามารถช่วยเหลือเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญ 2 ราย (อายุ 4 เดือน และอายุ 22 วัน)   จากการสอบสวน หญิงอุ้มบุญให้การรับสารภาพว่า รับจ้างอุ้มบุญจริง โดยทุกอย่างจะเป็นนายหน้าดำเนินการให้หมด   ในส่วนขบวนการนี้ พล.ต.ต วรวัฒน์  วัฒน์นครบัญชา  ผู้บังคับการปคม. เปิดเผยว่า คดีนี้จุดเริ่มต้นมาจากการจับกุมกลุ่มผู้ลักลอบขนถังอสุจิ ที่จังหวัดหนองคาย เมื่อปี 2560 ตร.ตรวจพบความผิดปกติบางอย่าง จึงขยายผลสอบสวน และพบว่าขบวนการอุ้มบุญยังมีอยู่จริงและทำเป็นขบวนการใหญ่กว่าเดิม โดยหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย พฤติกรรมคือ   1.มีนายหน้าคัดสรรหาหญิงไทยที่ร่างกายสมบูรณ์ ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว หรือไม่เคยตั้วครรภ์มาก่อนก็ทำได้   2.เมื่อได้หญิงอุ้มบุญแล้วก็จะนำไปตรวจร่างกายตรวจภายในทุกขั้นตอน หากผ่านขั้นตอนนี้แล้ว   3. นายหน้าอีกส่วนจะพาหญิงที่ผ่านการคัดเลือก ไปฉีดไข่ หรือเชื้ออสุจิที่ผสมแล้ว ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขั้นตอนนี้ เป็นการทำหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายไทย  ซึ่งอาศัยช่องทางนี้ไปทำที่ประเทศเพื่อนบ้าน   4. หลังจากฉีดไข่เสร็จสิ้น ก็จะนำหญิงอุ้มบุญนี้กลับมาประเทศไทย กระจายตามบ้านพักต่างๆ 10 จุด ที่ตร.ไปตรวจค้น ในระหว่างนี้ก็ดูแลอย่างดี พาไปพบแพทย์ตรวจครรภ์ตามปกติ ในขั้นตอนนี้หญิงอุ้มบุญจะได้รับค่าจ้างงวดแรก และได้รับค่าดูแลรายเดือนอีกด้วย และระหว่างที่ตั้งครรภ์อยู่นั้นจะมีผู้ดูแล ห้ามหนี หรือ ทำผิดสัญญา ถ้าทำคือไม่ได้ค่าจ้างและไม่รับผิดชอบใดๆ   5.พอหญิงอุ้มบุญท้องแก่ อายุครรภ์เข้า 7-8เดือน จะมีนายหน้าอีกส่วน ดำเนินเรื่องไปขอใบรับรองแพทย์เดินทางไปประเทศจีน โดยหญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ 7 เดือนขึ้นไปจะเดินทางตปท.ต้องมีใบรับรองแพทย์   6.พอออกจากประเทศไทยได้ ก็จะไปคลอดที่ประเทศจีน โดยพักรักษาตัวก่อนคลอด เมื่อคลอดเสร็จ ก็ส่งลูกให้กับนายทุน   7.หญิงอุ้มบุญก็จะได้รับค่าจ้างก้อนใหญ่ ถือว่าจบงาน โดยราคาก็ขึ่นอยู้กับเด็กทารกตรงตามเพศที่ลูกค้าต้องการ หรือถ้าเป็นเด็กแฝดจะได้ราคาสูงมาก หลังจากนั้นหญิงอุ้มบุญนี้ก็เดินทางกลับประเทศไทย   ซึ่งขั้นตอนนี้ พบว่าขณะที่คลอดเสร็จแม่อุ้มบุญยังไม่เคยเห็นหน้าลูกของตนเองด้วยซ้ำ มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการให้หมด โดยขบวนการนี้ คนที่มีรายได้ดีคือนายทุน เพราะค่าจ้างอุ้มบุญต่อคนหลายล้านบาท คนที่ทำงานสบายและมีรายได้ตลอดคือหญิงอุ้มบุญ แต่คนที่ต้องรับกรรมคือเด็กทารก   จากการสอบถามผู้ต้องหาอ้างว่า นำทารกไปขายให้กับครอบครัวคนจีน ที่บางครอบครัวยังอยากมีลูกอีก แต่ติดที่ปัญหาควบคุมการตั้งครรภ์ของประเทศจีน จึงต้องทำวิธีการอุ้มบุญเพื่อจะได้มีลูกตามต้องการ และบางคนก็ต้องการเลือกเพศลูก และอยากได้ลูกแฝด จึงต้องมาทำที่เมืองไทย   นอกจากนี้ ตร.ยังตรวจยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหา ทรัพย์สินที่ยึดมาได้ มีหลายรายการ ทั้งรถยนต์ 16 รายการ มูลค่า15ล้านบาท และบ้านพัก/บริษัทย่านลาดพร้าว2หลัง มูลค่า20ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินรายการอื่น ตรวจสอบและยึดได้รวมอีกกว่า 100 ล้านบาท   ขั้นตอนจากนี้ แน่นอนว่ากระบวนการทำต้องมีผู้เชี่ยวชาญและมีความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์มา หลังจากนี้ จะเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มนายหน้า, แพทย์ และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับจ้างอุ้มบุญ   และจะดำเนินคดีกับผู้ที่โฆษณา ชักชวนให้หญิงมารับจ้างอุ้มบุญ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย พร้อมจะประสานไปกับทางการจีน เพื่อพิสูจน์ทราบว่าเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญได้ออกไปเพื่อ ประโยชน์ด้านใด หากพบว่ามีการนำไปค้ามนุษย์ เช่น การนำไปตัดอวัยวะบางส่วนเพื่อรักษาผู้ว่าจ้างอุ้มบุญ ก็จะได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับกลุ่มผู้ต้องหาต่อไป   เบื้องต้นแจ้ง 3 ข้อหา สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือขายข่าวให้แพร่หลายด้วยประการใดๆเกี่ยวกับการตั้งครรภ์แพง ว่ามีหญิงประสงค์ที่จะเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทนผู้อื่น หรือมีบุคคลอื่นที่ประสงค์จะให้หญิงอื่นเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าจะได้กระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้า ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hJu2c7Gwy_0

 691
สังคม-อาชญากรรม
20 ธ.ค. 62

บุกช่วยเหยื่ออายุต่ำกว่า 18 ปี ในร้านคาราโอเกะ เข้าข่ายต้องสงสัยค้ากาม พบตั้งอยู่ข้างโรงพัก

มูลนิธิรณสิทธิ์ ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ เด็กเเละสตรี พร้อมด้วยกำลังตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ เเละเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กกรุงเทพ บุกเข้าให้การช่วยเหลือเด็กที่ถูกพาไปทำงานในร้านคาราโอเกะ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนหลวงแพ่ง แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ที่อยู่ในร้าน 8 คน ซึ่งมีทั้งผู้ดูแลร้าน พนักงานภายในร้าน และเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี 3 คน ไปสอบสวนคัดแยกที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์    โดยประธานมูลนิธิรณสิทธิ์ ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ เด็กเเละสตรีนายรณสิทธิ์ เผยชุดสืบสวนได้รับข้อมูลว่าร้านคาราโอเกะแห่งนี้ มีการลักลอบค้าประเวณีเด็ก จึงส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้าไปสืบสวนมานานกว่า 3 เดือน พบมีพนักงานในร้าน มีการเชิญชวนลักษณะคล้ายให้เลือกซื้อประเวณี จึงวางแผนเข้าตรวจค้นและช่วยเหลือ    จากการตรวจสอบหลังเวลา 22.00 น. พบว่ายังมีการให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในร้าน แม้ไม่พบว่าลักษณะเป็นการค้าประเวณี แต่ก็ให้ลูกค้าโอบกอดเข้าถึงตัวเด็กได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เด็กและเยาวชน และพ.ร.บ.แรงงาน ชัดเจน นอกจากนี้ยังพบพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นการค้ามนุษย์   ส่วนการสอบสวนปากคำผู้ดูแลร้านเบื้องต้น ยืนยันว่า ร้านคาราโอเกะไม่มีให้บริการค้าประเวณีแต่อย่างใด ทั้งนี้ ต้องรอให้ตำรวจ ปคม.พร้อมเจ้าหน้าที่จากสหวิชาชีพ สอบปากคำแยกแยะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อให้เสร็จสิ้น จึงจะทราบว่าผู้ที่เป็นเจ้าของร้านและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาในบ้าง    สำหรับร้านคาราโอเกะดังกล่าว พบว่ามีการเปิดเพจเฟซบุ๊กให้บริการมานานไม่ต่ำกว่า 5 ปี ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามทางเข้า สถานีตำรวจนครบาลจรเข้น้อย    ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทั้งหมด พบว่าเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูง จังหวัดทางภาคเหนือ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/39cEuC_t_y0

 2,236
สังคม
20 ธ.ค. 62

บุกช่วยเหยื่ออายุต่ำกว่า 18 ปี ในร้านคาราโอเกะ เข้าข่ายต้องสงสัยค้ากาม พบตั้งอยู่ข้างโรงพัก

มูลนิธิรณสิทธิ์ ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ เด็กเเละสตรี พร้อมด้วยกำลังตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ เเละเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กกรุงเทพ บุกเข้าให้การช่วยเหลือเด็กที่ถูกพาไปทำงานในร้านคาราโอเกะ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนหลวงแพ่ง แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ที่อยู่ในร้าน 8 คน ซึ่งมีทั้งผู้ดูแลร้าน พนักงานภายในร้าน และเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี 3 คน ไปสอบสวนคัดแยกที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์    โดยประธานมูลนิธิรณสิทธิ์ ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ เด็กเเละสตรีนายรณสิทธิ์ เผยชุดสืบสวนได้รับข้อมูลว่าร้านคาราโอเกะแห่งนี้ มีการลักลอบค้าประเวณีเด็ก จึงส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้าไปสืบสวนมานานกว่า 3 เดือน พบมีพนักงานในร้าน มีการเชิญชวนลักษณะคล้ายให้เลือกซื้อประเวณี จึงวางแผนเข้าตรวจค้นและช่วยเหลือ    จากการตรวจสอบหลังเวลา 22.00 น. พบว่ายังมีการให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในร้าน แม้ไม่พบว่าลักษณะเป็นการค้าประเวณี แต่ก็ให้ลูกค้าโอบกอดเข้าถึงตัวเด็กได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เด็กและเยาวชน และพ.ร.บ.แรงงาน ชัดเจน นอกจากนี้ยังพบพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นการค้ามนุษย์   ส่วนการสอบสวนปากคำผู้ดูแลร้านเบื้องต้น ยืนยันว่า ร้านคาราโอเกะไม่มีให้บริการค้าประเวณีแต่อย่างใด ทั้งนี้ ต้องรอให้ตำรวจ ปคม.พร้อมเจ้าหน้าที่จากสหวิชาชีพ สอบปากคำแยกแยะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อให้เสร็จสิ้น จึงจะทราบว่าผู้ที่เป็นเจ้าของร้านและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาในบ้าง    สำหรับร้านคาราโอเกะดังกล่าว พบว่ามีการเปิดเพจเฟซบุ๊กให้บริการมานานไม่ต่ำกว่า 5 ปี ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามทางเข้า สถานีตำรวจนครบาลจรเข้น้อย    ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทั้งหมด พบว่าเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูง จังหวัดทางภาคเหนือ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/39cEuC_t_y0

 2,236
สังคม-อาชญากรรม
29 พ.ย. 62

นาทีไล่ล่า จับอดีตตำรวจยศ ร.ต.ท. ผันตัวค้ายาไอซ์ 520 กก. สืบประวัติถูกให้ออกราชการคดีค้ามนุษย์

มีคลิปตำรวจปราบปรามยาเสพติด ขับรถติดตามจับกุมร้อยตำรวจโทชิณณวรรน์ นิติพีรนันท์ วัย 60 ปี อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ และนางธีรนาถ โชติอ่อน วัย 49 ปี ก่อนขยายผลจับกุมนายณัฐวัฒน์ โชติพงศ์วรภัทร วัย 34 ปี ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย สามารถยึดของกลาง เป็นไอซ์น้ำหนัก 520 กิโลกรัมที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์มิตซูบิชิ รุ่น ปาเจโร่   หลังสืบทราบว่า กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่เมืองกาญจนบุรี จะนำพาบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พร้อมทั้งเป็นทีมงานส่งยาเสพติด จากนายทุนพ่อค้ายาเสพติดพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ส่งมอบให้กับลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อเตรียมกระจายในพื้นที่ตอนในของประเทศ   กระทั่งตำรวจพบรถต้องสงสัย ขับมาจากจังหวัดเชียงราย จึงเข้าสกัดกั้นจับรถยนต์ 3 คันในพื้นที่ จังหวัดสุโขทัย แต่ระหว่างนั้นรถที่ลำเลียงยาเสพติด ไหวตัวทันได้หลบหนีไป ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาที่อยู่ในรถนำไปขยายผล   จากการตรวจสอบพบว่า 1 ในผู้ต้องหาที่อยู่ในรถนำเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ ยศร้อยตำรวจโท ตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวนใน สถานีตำรวจภูธรในจังหวัดทางภาคเหนือ ถูกให้ออกจากราชการคดีเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ลักลอบนำชาวต่างด้าวเข้าประเทศ   ทั้งนี้พบว่ารถที่ใช้ขนไอซ์ ก่อนถูกจับกุมได้ ได้ไปเปลี่ยนป้ายทะเบียนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักเพื่ออำพรางการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/TtntukkfXGs

 2,267
สังคม
29 พ.ย. 62

นาทีไล่ล่า จับอดีตตำรวจยศ ร.ต.ท. ผันตัวค้ายาไอซ์ 520 กก. สืบประวัติถูกให้ออกราชการคดีค้ามนุษย์

มีคลิปตำรวจปราบปรามยาเสพติด ขับรถติดตามจับกุมร้อยตำรวจโทชิณณวรรน์ นิติพีรนันท์ วัย 60 ปี อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ และนางธีรนาถ โชติอ่อน วัย 49 ปี ก่อนขยายผลจับกุมนายณัฐวัฒน์ โชติพงศ์วรภัทร วัย 34 ปี ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย สามารถยึดของกลาง เป็นไอซ์น้ำหนัก 520 กิโลกรัมที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์มิตซูบิชิ รุ่น ปาเจโร่   หลังสืบทราบว่า กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่เมืองกาญจนบุรี จะนำพาบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พร้อมทั้งเป็นทีมงานส่งยาเสพติด จากนายทุนพ่อค้ายาเสพติดพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ส่งมอบให้กับลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อเตรียมกระจายในพื้นที่ตอนในของประเทศ   กระทั่งตำรวจพบรถต้องสงสัย ขับมาจากจังหวัดเชียงราย จึงเข้าสกัดกั้นจับรถยนต์ 3 คันในพื้นที่ จังหวัดสุโขทัย แต่ระหว่างนั้นรถที่ลำเลียงยาเสพติด ไหวตัวทันได้หลบหนีไป ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาที่อยู่ในรถนำไปขยายผล   จากการตรวจสอบพบว่า 1 ในผู้ต้องหาที่อยู่ในรถนำเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ ยศร้อยตำรวจโท ตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวนใน สถานีตำรวจภูธรในจังหวัดทางภาคเหนือ ถูกให้ออกจากราชการคดีเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ลักลอบนำชาวต่างด้าวเข้าประเทศ   ทั้งนี้พบว่ารถที่ใช้ขนไอซ์ ก่อนถูกจับกุมได้ ได้ไปเปลี่ยนป้ายทะเบียนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักเพื่ออำพรางการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/TtntukkfXGs

 2,267
สังคม
27 พ.ย. 62

เปิดปฏิบัติการ 'เเหลมฉบังคลีนนิ่ง' บุกคาราโอเกะศรีราชา ลักลอบค้าประเวณี ด.ญ.ชาวลาว ตร.จ่อฟันโทษหนัก

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ร่วมกับ มูลนิธิรณสิทธิ์ ช่วยเหลือเด็ก สตรี เเละเหยื่อจากการค้ามนุษย์ นำกำลังเข้าจับกุมคาราโอเกะในพื้นที่ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งสงสัยว่าอาจมีการลัลอบนำพาเด็กหญิงสัญชาติลาว อายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาขายบริการทางเพศ เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์   ปฏิบัติการใช้ชื่อว่า 'เเหลมฉบังคลีนนิ่ง' เจ้าหน้าที่ร่วมกันวางเเผนก่อนเข้าจับกุม คาราโอเกะเเห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังชุดสายลับพบความเคลื่อนไหวของขบวนการนำพาเด็กหญิงสัญชาติลาว เข้ามาขายบริการทางเพศ ซึ่งสงสัยว่าในจำนวนพนักงานหญิงบริการ อาจมีเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ทันทีที่สายลับส่งสัญญาณความพร้อม ปฏิบัติการก็เริ่มขึ้นทันที    พื้นที่เป้าหมายตั้งอยู่บนทางคู่ขนานมิเตอร์เวย์ พื้นที่ศรีราชา ชื่อร้าน 'ตอพยอม' ที่ตั้งเป็นอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ติดริมถนน เจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าปิดล้อมทางเข้า-ออก เเละไม่อนุญาตให้ใครออกนอกพื้นที่ ระหว่างการตรวจสอบ พบหญิงบริการส่วนหนึ่ง นั่งกับนักเที่ยว      ส่วนบุคคลเป้าหมายที่เข้าข่ายต้องสงสัย มีอย่างน้อย 3 คน ก่อนหน้านี้สายลับได้ทำการซ้อนเเผนล่อซื้อบริการจากร้านคาราโอเกะ ออกมาที่ห้องค้าประเวณี ซึ่งก็อยู่ในห้องเเถวถัดจากร้านไม่กี่เมตร    เด็กหญิงส่วนหนึ่งยอมรับว่าพวกเธออายุระหว่าง 15-16 ปี เท่านั้น ได้ค่าจ้างจากการขายบริการทางเพศ ซึ่งส่วนหนึ่งจะเเบ่งให้กับทางร้านผ่านมาม่าซัง รับหน้าที่เป็นคนเชียร์เเขก ที่น่าสนใจก็คือ ในใบพาสปอต หรือ บัตรประจำตัวของเด็กหญิงเป้าหมาย จะระบุอายุเกิน 18 ปี ซึ่งทางมูลนิธิรณสิทธิ์บอกว่า นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีการของขบวนการลักลอบนำพาเด็กจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาเเสวงหาประโยชน์ เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังมีกลุ่มนักเที่ยวที่มีรสนิยมทางเพศกับเด็ก   นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์ ช่วยเหลือเด็ก สตรี และเหยื่อจากการค้ามนุษย์ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลาในการหาข้อมูลมาค่อนข้างนาน ประมาณ 6 เดือน เนื่องจากขบวนการค้าประเวณีปัจจุบันค่อนข้างซับซ้อน หลบหนีเจ้าหน้าที่ได้ค่อยข้างแยบยล โดยในวันนี้เปิดปฏิบัติการขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ซึ่งจากการพิสูจน์ทราบข้อมูลเบื้องต้น คาดว่ามีผู้เสียหายที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ ตอนนี้ผู้เสียหายได้ถูกย้ายไปอยู่อีกสถานที่หนึ่งแล้ว เพื่อให้มีความปลอดภัย โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะตามไปช่วยเหลือออกมา   นายรณสิทธิ์ เปิดเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่เคยเข้ามาตรวจสอบสถานที่แห่งนี้แล้ว 3-4 ครั้ง พบว่าขวบนการก่อเหตุมีความระมัดระวัง ปกป้องการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐค่อนข้างแยบยล จึงต้องใช้ความพยายามและเวลาในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์   เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเจ้าของร้าน ผู้ดูเเล เเละมาม่าซัง เข้าสอบปากคำ เเต่เบื้องต้นยังการให้ปฏิเสธ เจ้าหน้าจึงคุมตัวไปสอบปากคำต่อที่ว่าการอำเภอศรีราชา    เช่นเดียวกับหญิงบริการคนอื่นๆ ที่จะต้องสอบปากคำอย่างละเอียด ส่วนเด็กหญิงที่กันตัวออกมา จะได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้เสียหาย เเละพยาน ขณะนี้อยู่ในความดูเเลของทีมสหวิชาชีพ เพื่อความชัดเจน จะมีการส่งตรวจมวลกระดูกของเด็กหญิงทุกคนอีกครั้ง หากชัดเจนว่าลักลอยค้าประเวณีเด็ก เจ้าของร้านเเละผู้ที่เกี่ยวข้อง จะถูกเเจ้งข้อหาหนักฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ซึ่งมีอัตราโทษที่สูง  

 1,786
สังคม-อาชญากรรม
21 พ.ย. 62

กองปราบฯ รวบแม่เล้า หลอกหญิงไทยขายตัวที่บาห์เรน สถานทูตประสานช่วยส่งตัวกลับ

ตำรวจกองบังคับการปราบปราม จับกุม น.ส.ศิริลักษณ์ กะเชียง อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาค้ามนุษย์ร่วมกันเป็นธุรจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปค้าประเวณี หรือเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันกักขังหน่วงเนี่ยวผู้อื่น และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ   สืบเนื่องจาก น.ส.เอ (นามสมมติ) ถูกกลุ่มคนร้ายชักชวนให้ไปทำงานที่ประเทศบาห์เรน จึงขึ้นเครื่องไปประเทศบาห์เรน เมื่อไปถึง มี น.ส.ไอชลิยา ชัยบุญจันทร์ เดินทางมารับ แล้วยึดพาสปอร์ต เงินสด และโทรศัพท์ ก่อนพาตัวมาพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งและบังคับให้ค้าประเวณี แต่ น.ส.เอ ไม่ยอม จึงถูกส่งตัวให้ น.ส.ศิริลักษณ์ กะเชียง ซึ่งเป็นแม่เล้าอีกโรงแรมหนึ่ง แต่ผู้เสียหายก็ยังไม่ยอมค้าประเวณี จึงถูกขายต่อให้กับ น.ส. อัครสมนต์ มณีโรจน์ แม่เล้าอีกรายหนึ่ง   กระทั่ง น.ส.เอ แอบใช้โทรศัพท์ติดต่อมาหาญาติที่ประเทศไทย เพื่อให้ประสานกับสถานเอกอัครทูต ณ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน เข้าช่วยเหลือนำตัวส่งกลับประเทศไทย และประสาน บก.ปคม และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อแจ้งความร้องทุกข์   ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้แล้ว 3 ราย ส่วน น.ส.ศิริลักษณ์ ยังคงหลบหนี กระทั่งล่าสุด สามารถจับกุมตัวได้ในพื้นที่จังหวัดแพร่ เบื้องต้นให้การว่า ตนเองเป็นหนึ่งในหญิงไทยที่สมัครใจไปค้าประเวณีที่ประเทศบาห์เรน แต่ตนไปทำงานเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว จึงมีหน้าที่แนะนำและให้คำปรึกษาเด็กใหม่ที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IdXSFkUQMw0

 1,363
สังคม
21 พ.ย. 62

กองปราบฯ รวบแม่เล้า หลอกหญิงไทยขายตัวที่บาห์เรน สถานทูตประสานช่วยส่งตัวกลับ

ตำรวจกองบังคับการปราบปราม จับกุม น.ส.ศิริลักษณ์ กะเชียง อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาค้ามนุษย์ร่วมกันเป็นธุรจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปค้าประเวณี หรือเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันกักขังหน่วงเนี่ยวผู้อื่น และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ   สืบเนื่องจาก น.ส.เอ (นามสมมติ) ถูกกลุ่มคนร้ายชักชวนให้ไปทำงานที่ประเทศบาห์เรน จึงขึ้นเครื่องไปประเทศบาห์เรน เมื่อไปถึง มี น.ส.ไอชลิยา ชัยบุญจันทร์ เดินทางมารับ แล้วยึดพาสปอร์ต เงินสด และโทรศัพท์ ก่อนพาตัวมาพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งและบังคับให้ค้าประเวณี แต่ น.ส.เอ ไม่ยอม จึงถูกส่งตัวให้ น.ส.ศิริลักษณ์ กะเชียง ซึ่งเป็นแม่เล้าอีกโรงแรมหนึ่ง แต่ผู้เสียหายก็ยังไม่ยอมค้าประเวณี จึงถูกขายต่อให้กับ น.ส. อัครสมนต์ มณีโรจน์ แม่เล้าอีกรายหนึ่ง   กระทั่ง น.ส.เอ แอบใช้โทรศัพท์ติดต่อมาหาญาติที่ประเทศไทย เพื่อให้ประสานกับสถานเอกอัครทูต ณ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน เข้าช่วยเหลือนำตัวส่งกลับประเทศไทย และประสาน บก.ปคม และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อแจ้งความร้องทุกข์   ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้แล้ว 3 ราย ส่วน น.ส.ศิริลักษณ์ ยังคงหลบหนี กระทั่งล่าสุด สามารถจับกุมตัวได้ในพื้นที่จังหวัดแพร่ เบื้องต้นให้การว่า ตนเองเป็นหนึ่งในหญิงไทยที่สมัครใจไปค้าประเวณีที่ประเทศบาห์เรน แต่ตนไปทำงานเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว จึงมีหน้าที่แนะนำและให้คำปรึกษาเด็กใหม่ที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IdXSFkUQMw0

 1,363
สังคม
16 พ.ย. 62

พาลูกเรือไทยกลับบ้านแล้ว หลังถูกหลอกปล่อยทิ้งเกาะอินโดฯ ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ 10 ปี

อดีตลูกเรือประมงไทยในอินโดนีเซีย ได้รับการช่วยเหลือกลับไทย หลังหายไป 10 ปี ครอบครัวดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง เพราะคิดว่าเสียชีวิตแล้ว ซึ่งอดีตลูกเรือประมงรายนี้ เป็นหนึ่งในคนไทยที่ตกค้างจากการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และตกเรืออยู่ในประเทศอินโดนีเซีย จนได้รับการช่วยเหลือในภารกิจเพื่อมนุษยธรรมของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ.กรุงจาการ์ตา กรมการกงสุล และ มูลนิธิแอลพีเอ็น ที่ประสานงานร่วมกันจนนำอดีตลูกเรือรายแรกในปีนี้เดินทางกลับไทยอย่างเร่งด่วน เพราะป่วยเป็นไข้มาลาเรีย โดยจะมีคนที่ตกค้างรอการช่วยเหลืออีกไม่ต่ำกว่า 50 คน    วินาทีที่ นายพรเทพ หน่อทอง พี่ชายได้พบกับ นายสาธิต หน่อทอง น้องชาย ต่างโผกอดกันทั้งน้ำตาด้วยความดีใจที่ได้พบกันในรอบ 10 ปี หลังจากนายสาธิตหายไปจากบ้านเมื่อปี 2552 พี่ชายออกตามหาหลายปีแต่ไม่พบ จนคิดว่าน้องชายเสียชีวิตแล้ว แต่ด้วยความรักก็ยังรอคอย เพราะ 10 ปีที่ขาดการติดต่อไป แม่และพี่น้อง 3 คนเสียชีวิตไปแล้ว พี่ชายจึงหวังจะพบน้องชายก่อนที่ตัวเองจะเป็นอะไรไป วันนี้จึงเหมือนฝัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลนิธิแอลพีเอ็น ได้เดินทางไปพบที่บ้านในจังหวัดสมุทรปราการ ตามที่อยู่ที่นายสาธิตได้แจ้งไว้ จึงรู้ว่าน้องชายยังมีชีวิตอยู่   นายสาธิต หน่องทอง เป็น 1 ใน 8 ลูกเรือประมงไทยที่มูลนิธิแอลพีเอ็น ได้ไปพบระหว่างเปิดปฏิบัติการทางมนุษยธรรม ตามหาอดีตลูกเรือประมงที่ตกค้างในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากนายสาธิต ที่กำลังป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ต้องการกลับประเทศไทย จึงไปพบนายสาธิตซึ่งมีอาการป่วยจริง เมื่อกลับถึงไทยมูลนิธิแอลพีเอ็นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลักฐานทะเบียนราษฏร์ ส่งยืนยันว่าเป็นคนไทยจริง ทางสถานทูตไทย และกรมการกงสุล จึงดำเนินการภายใน 1 สัปดาห์ นำตัวนายสาธิตเดินทางจากเกาะอัมบน อินโดนีเซีย กลับถึงไทย   นายสาธิต ในวัย 40 ปี ออกจากประเทศไทยไปเมื่อ 10 ปีก่อน เขาได้รับการชักชวนให้ลงเรือประมงไปทำงานในอินโดนีเซีย โดยบอกว่าได้เงินดี แต่เมื่อไปถึงกลับถูกใช้งานอย่างหนัก นายสาธิตที่เป็นโรคหอบ จึงต้องหนีเรือไปเร่ร่อนอยู่ในเกาะอัมบน กลายเป็นคนตกเรืออยู่นับ 10 ปี แต่ได้รับการช่วยเหลือจากชาวอินโดนีเซีย ได้พอมีงานทำ มีเงินพอกินไปวันๆ แต่เมื่อป่วยเป็นไข้มาลาเรียจึงอยากกลับบ้าน เขาไม่รู้ว่าเมื่อ 4 ปีก่อนมีการนำคนไทยที่ตกเรือในเกาะอัมบน เพราะขาดการติดต่อสื่อสาร จนมาหาทางติดต่อสถานทูตไทย และได้กลับมาวันนี้เหมือนมีชีวิตใหม่   กรณีของนายสาธิต ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานรัฐ กับองค์รเอกชน ที่ช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งยังมีคนไทยที่พบอีก 7 คน รอการเดินทางกลับ ยังมีปัญหาเรื่องการพิสูจน์สัญชาติและหลักฐานทางทะเบียนราษฏร์ ที่หลายคนหายไปตั้งแต่ยังเด็ก เช่น นายวิเชียร ทรัพย์ประเสริฐ อดีตลูกเรือที่ตกค้างอยู่ที่กรุงจาร์การ์ตา หลังถูกหลอกลงเรือประมงจากไทยไปที่เกาะบาตั้ม เมื่อปี 2556 แต่ด้วยนายวิเชียรสุขภาพไม่ดีจึงหนีมาขอความช่วยเหลือกลับไทยเมื่อปีที่ผ่านมา จากพระประสาน ธงไชย พระสงฆ์ไทยในจาการ์ตา จึงประสานสถานทูตไทย และมูลนิธิแอลพีเอ็น ช่วยดำเนินการ ซึ่งนายวิเชียรไม่มีบัตรประชาชน เคยอาศัยในสถานสงเคราะห์ที่จังหวัดขอนแก่น จึงต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐานทำให้ล่าช้า   นอกจากนี้ยังมี นายไพทูรย์ กลิ่นสกุล ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี และ นายปัญญา นงนุช ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ตกค้างอยู่ในเกาะตวล อินโดนีเซีย ยังรอการตรวจสอบเรื่องเอกสารทางทะเบียนยืนยันในสัญชาติไทย มูลนิธิแอลพีเอ็นคาดหวังจะเห็นกระบวนการช่วยเหลือที่รวดเร็ว เพื่อไม่ให้คนเหล่านี้ต้องเสียชีวิตกลายเป็นศพไร้ญาติอยู่ที่อินโดนีเซีย ก่อนได้รับการช่วยเหลืออย่างเช่นนายสมยน ที่จนถึงวันนี้ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อจริง ทำให้ทุกคนต่างรอคอยที่จะได้กลับบ้านเกิดอย่างเช่นนายวิเชียร ทรัพย์ประเสริฐ ที่เคยส่งภาพนี้ให้ข่าว 3 มิติเมื่อปีที่แล้ว

 32,918
วิดีโอเต็มรายการ
16 พ.ย. 62

คลิปเต็มรายการข่าว 3 มิติ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562

คลิปเต็มรายการข่าว 3 มิติ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 ช่วงที่ 1 แม่ ด.ญ.13 เผยเห็นลูกดิ่งตึกคาตา วอน ตร.ล่าแก๊งมอมขืนใจ เปิดเส้นทาง 'ค้ายาข้ามชาติ' พบใช้ชื่อปลอมส่งสินค้า ตร.เร่งขยายผลเครือข่าย   ช่วงที่ 2 พาลูกเรือไทยกลับบ้านแล้ว หลังถูกหลอกปล่อยทิ้งเกาะอินโดฯ ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ 10 ปี ประธานคณะกรรมการอิสลามยะลา เปิดใจปม จนท.ค้น 'ปอเนาะลำใหม่' - ตรวจดีเอ็นเอนักเรียน   45 ปีสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ ตระหนักปมความเหลื่อมล้ําครอบครองที่ดินในไทย   ช่วงที่ 3 ทหารจีนลุยทำความสะอาด-เคลียร์พื้นที่เสียหายจาก 'ม็อบฮ่องกง'  ประเด็นข่าวรอบวัน 16 พฤศจิกายน 2562

 1,287

Top