ค้นหา :

ผลการค้นหา "อัจฉริยะ"

สังคม-อาชญากรรม
07 ม.ค. 62

‘ทนายตั้ม’ พาผู้เสียหายร้องกองปราบฯ เอาผิด อัจฉริยะ-รอง ผกก. ข้อหาปลอมแปลงเอกสาร-ร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ

วันที่ 7 ม.ค. 62 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ นำนายเศรษฐ เดชสุภา ที่ถูกนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ให้ รองผู้กำกับสืบสวน สภ.บางประอิน คนหนึ่ง ค้นข้อมูลทะเบียนราษของภรรยานายเศรษฐ เพื่อนำไปเผยแพร่ในสื่อโซเชียล จนได้รับความเสียหาย    เข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปรามเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ และตำรวจคนดังกล่าว ในข้อหา ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการ และร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ    โดยนายษิทรา ระบุว่า หลังจากภรรยานายเศรษฐ เข้าแจ้งความที่ สภ.บางปะอิน กับนายอัจฉริยะ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ว่าถูก พ.ต.ท.นายหนึ่ง เข้าไปคัดทะเบียนราษฎร์ของภรรยาเมื่อวันที่ 28 พ.ย. และนำไปให้นายอัจฉริยะ เผยแพร่    หลังมีข่าวแจ้งความเผยแพร่ออกไป ตรวจสอบพบว่าคู่กรณีมีความพยายามจะแก้ไขและเขียนแทรกบันทึกประจำวันย้อนหลัง ให้เหมือนนายอัจฉริยะ แจ้งความให้ตำรวจตรวจสอบเพจ red skull ทำให้มีการค้นหาทะเบียนราษฎร์ เมื่อวันที่ 28 พ.ย. โดยมีพันตำรวจโทคนดังกล่าว เป็นผู้ลงบันทึกประจำวัน ทั้งที่ตามระเบียบ ตร. ต้องเป็นร้อยเวร และรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจะต้องเขียน 1 เรื่องต่อ 1 หน้าโดยห้ามมีการเขัยนแทรก ซึ่งเป็นการพยายามสร้างพยานหลักฐานเท็จ และปลอมแปลงเอกสารราชการ    ด้านนายเศรษฐ ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างตนเองและนายอัจฉริยะ เริ่มจากนายอัจฉริยะ มีปัญหากับแอดมินเพจ red skull และเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นแอดมินเพจ จึงนำข้อมูลของภรรยามาเผยแพร่ ให้ลูกเพจวิพากวิจารณ์ในลักษณะดูหมิ่น และถูกข่มขู่จะทำร้าย ทำให้ตัวเองและครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่ตัวเองเป็นเพียงลูกเพจเท่านั้น และการกระทำของนายอัจฉริยะไม่มีสิทธิ์ที่จะนำรูปและข้อมูลส่วนตัวของภรรยาไปให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ    เบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 2 กองปราบปราม ได้รับเรื่องไว้ และจะสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป   ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุว่าการออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างนายอัจฉริยะ และนายษิทรานั้น นายษิทรา ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องข้องเพราะเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายต้องได้รับโทษ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง 'ทนายตั้ม' เตรียมพาเหยื่อร้องกองปราบฯ หลัง 'อัจฉริยะ-ตร.' คัดทะเบียนราษฎร์โยงเพจดัง    

 22,501
สังคม-อาชญากรรม
05 ม.ค. 62

'บิ๊กโจ๊ก' ชี้ ผู้เสียหายถูก 'อัจฉริยะ' แฉข้อมูลลับ ต้องมาร้องทุกข์ที่ สตช. พร้อมดำเนินการ ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ทันที

ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เตรียมดำเนินการ ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ทันที หากผู้เสียหายที่ถูกประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมนำข้อมูลส่วนตัวไปเปิดเผย เข้าแจ้งความกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   จากกรณีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับ สภ.บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่าถูกนายอัจริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ให้นายตำรวจระดับรองผู้กำกับนายหนึ่ง ช่วยสืบค้นข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของผู้เสียหาย และนำไปเผยแพร่ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เหตุเพราะนายอัจริยะเข้าใจผิดว่าสามีของผู้เสียหายเป็นแอดมินเพจRed Skull ที่กำลังมีความขัดแย้งกันอยู่นั้น   ล่าสุดวันนี้ (5 ม.ค. 62)พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ขณะนี้ทราบชื่อตำรวจนายดังกล่าวแล้ว แต่เรื่องยังอยู่ในอำนาจของ สภ.บางปะอิน ดำเนินการอยู่ หากผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ที่ศูนย์ปราบปรามเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตนเองก็จะตรวจสอบ หากเข้าข่ายละเมิดสิทธิและทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายก็จะดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

 12,174
สังคม-อาชญากรรม
22 ธ.ค. 61

'อัจฉริยะ' เตรียมร้องภาค 1 ตั้งกรรมการทำคดีเบนซ์ แฟนสาว 'บอล บางแก้ว' ยืนยันญาติยังไม่ประกอบพิธีทางศาสนา

สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ ผ่าชันสูตรร่างของน้องเบนซ์ แฟนสาว บอล อดีตนักร้องหนุ่มวงบางแก้ว ครอบครัวระบุ ยังไม่รับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา จนกว่าผลการตรวจพิสูจน์จะออกมาอย่างละเอียด    (22 ธ.ค.61)  ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ แพทย์อยู่ระหว่างการผ่าชันสูตรศพของ นางสาวสุภาณี สินอนันต์ตระกูล หรือเบนซ์ แฟนสาวนายพงษ์เพชร สินสุวรรณ์ หรือ บอล บางแก้ว อดีตนักร้องชื่อดัง ที่เสียชีวิตในบ้านขณะเกิดเพลิงไหม้ หลังจากเมื่อวานนี้ นายบัญญัติ สินอนันต์ตระกูล พ่อของผู้เสียชีวิต และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำร่างมาให้สถาบันนิติเวช ทำการผ่าพิสูจน์ศพอย่างละเอียด โดยขณะนี้ครอบครัวผู้เสียชีวิต ยังคงรอผลการชันสูตรอย่างละเอียด และยังไม่มีกำหนดการว่าจะเดินทางมารับร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาเมื่อใด เพราะจะรอให้ผลพิสูจน์ชัดเจนก่อน โดยญาติผู้เสียชีวิต สามารถฝากศพที่นิติเวชได้ทั้งหมด4วัน หลังจากนั้นจะต้องเสียค่าฝากวันละ300บาท    ด้านนายอัจฉริยะ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่นำร่างของนางสาวสุภาณีมาให้แพทย์ ของสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจทำการผ่าพิสูจน์ เนื่องจาก ขณะที่ร่างของนางสาวสุภาณีอยู่ที่นิติเวชโรงพยาบาลภูมิพล มีเพียงการชันสูตรในเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นขั้นตอนที่ละเอียด ครอบครัวจึงประสงค์ที่จะนำร่างของนางสาวสุภาณี มาที่นี่ ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม ตนเองและครอบครัวของนางสาวสุภาณี จะเดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคดีนี้ โดยจะขอให้มีการส่งเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง และผู้เชี่ยวชาญด้านการไฟฟ้า เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดด้วย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้    ทั้งนี้ คดีดังกล่าวตนมองว่า มีประเด็นสงสัยในหลายประเด็น ทั้งเรื่องจุดที่ไฟเริ่มไหม้ การคาดการณ์ที่ครอบครัวของบอลคาดว่าสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดลงจร แต่ทำไมเบรกเกอร์ไฟกลับไม่ตัด เพราะโดยปกติ แม้จะมีการแยกเบรกเกอร์ไฟภายในบ้าน แต่หากมีไว้ฟ้าลัดวงจรจริง เบรกเกอร์ใหญ่ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบไฟ ก็จะตัดไฟทั้งหมด รวมถึงประเด็นว่า ผู้เสียชีวิตตัวไม่เปียก และการหลบอยู่ในห้องอาบน้ำแต่กลับไม่เปิดน้ำไว้ และระยะทางจากห้องน้ำออกไปที่บันไดไม่ไกลและไม่ได้ซับซ้อน แต่ทำไมผู้เสียชีวิต ถึงไม่วิ่งออกมา   

 2,138
สังคม-อาชญากรรม
21 ธ.ค. 61

'อัจฉริยะ' ยันมีหลักฐานสำคัญชี้เหตุการตาย 'น้องเบนซ์' แฟนสาว 'บอล บางแก้ว' เชื่อถูกฆาตกรรม

(21 ธ.ค. 61) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เตรียมนำร่าง นางสาวสุภาณี หรือ เบนซ์ สินอนันต์ตระกูล อายุ 27 ปี แฟนสาวของ นายพงษ์เพชร สินสุวรรณ หรือ บอล อดีตนักร้องดัง วงบางแก้ว เสียชีวิตภายในห้องน้ำบ้านของแฟนหนุ่ม ที่หมู่บ้านธัญญธานี จังหวัดปทุมธานี หลังเกิดไฟไหม้เมื่อกลางดึกวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา เข้าตรวจสอบซ้ำอีกครั้งที่ สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ภายหลังจากที่นายบัญญัติ สินอนันต์ตระกูล อายุ 61 ปี พ่อของ น้องเบนซ์ ได้เข้าพบ พนักงานสอบสวน สภ.คูคต เพื่อให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ว่าสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาว และคิดว่าลูกสาว น่าจะถูกฆาตกรรม    ซึ่งนายอัจฉริยะ ระบุว่า เนื่องจากคดีนี้ทางพ่อผู้ตายมีความสงสัย ติดใจสาเหตุการตาย และทางทีมงานของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ก็ได้ตรวจสอบและพบหลักฐานสำคัญที่ทำให้เชื่อได้ว่าน้องเบนซ์ ถูกฆาตกรรม ในวันนี้จึงอยู่ระหว่างการประสานจัดหารถเคลื่อนย้ายร่างน้องเบนซ์จากสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลภูมิพลฯ ที่ทางพ่อน้องเบนซ์ได้ทำเรื่องฝากร่างไว้ เพื่อเดินทางมายังนิติเวชตำรวจ โดยในขั้นตอนนี้จะต้องมีการประสานให้พนักงานสอบสวน สภ.คูคต ทำหนังสือส่งร่างตรวจซ้ำอีกครั้ง ในวันนี้ตนเองพร้อมพ่อผู้ตายจึงจะเดินทางไปที่ สภ.คูคต เพื่อดำเนินการในขั้นตอนนี้ นายอัจฉริยะ ยังระบุอีกว่า ในส่วนของหลักฐานที่พูดถึงคือภาพถ่ายและเอกสารสำคัญบางรายการที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ ที่จะระบุให้เห็นถึงความผิดปกติในคดีนี้หมายเหตุ 

 12,155
สังคม-อาชญากรรม
21 พ.ย. 61

'อัจฉริยะ' บุกคลินิกจำลงเหตุหมอข่มขืน หมอยอมรับมีใจชอบคนไข้ - บุ๋ม พาเหยื่อร้องผบ.ตร. ขอโอนคดีให้กองปราบ

กรณีหมอสูตินรี คลินิกแห่งหนึ่งในพื้นที่  จ.นครสวรรค์ ถูกกล่าวหาข่มขืน ลวนลาม ทำอนาจาร คนไข้ 40-50 ราย ขณะเข้ารับการตรวจรักษา ซึ่งหมอปฏิเสธไม่ได้ทำ   คืบหน้าเมื่อวานนี้(20 พ.ย.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญกรรม และแพทย์หญิงของขวัญ  ฟูจิตนิรันดร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม เดินทางไป สภ.เมืองนครสวรรค์ โดยได้ประสานหมอสูติคนดังกล่าวมาร่วมพูดคุยและให้ข้อมูลกับตำรวจ เพื่อให้การสืบสวนข้อเท็จจริงมีความกระจ่างว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่คุณหมอก็ไม่ได้เดินทางมาโรงพักตามนัดหมาย   จากนั้นได้ไปตรวจสอบคลินิกจำลองเหตุการณ์จริง เพื่อชี้ชัดว่าหมอทำอนาจารคนไข้ตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ เนื่องจากมีพิรุธหลายประการ และพบว่ามีการจ่ายเงินถึง 3 แสนบาทให้คนไข้ ซึ่งคุณหมอได้พาเข้าไปดูในห้องตรวจ ปิดประตูพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวก่อนให้ผู้สื่อข่าวหญิงน้ำหนักตัวและหุ่นใกล้เคียงกับคนไข้ที่กล่าวหา ว่าถูกหมอล่วงละเมิดนอนบนขาหยั่ง อธิบายถึงขั้นตอนการตรวจภายใน   คุณหมอให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมอยู่ในฐานะที่มีคนมาพูดอะไร เวลาแก้มันแก้ยาก ตนเองก็ไม่อยากมีเรื่องอะไร ไม่ใช่ว่าทำผิดก็ต้องปิด คนไข้เข้าใจผิดก็ต้องอธิบาย แต่คนไข้ไม่มาถามเรา ไม่คุยกับเราไปทำแบบนี้เราก็เสียหาย และมันเสียหายต่อวงการแพทย์มาก”   ส่วนเงิน 3 แสนบาท เขาบอกอยากนำไปสร้างบ้านให้แม่เราก็โอนให้ เขาคงไม่เข้าใจเรา เข้าใจผิดคลาดเคลื่อน ตนอยากจะชี้แจงว่าสาเหตุที่ต้องใช้นิ้วสอดใส่ไปในอวัยวะเพศนั้น เป็นขั้นตอนการรักษาเฉพาะของตน เนื่องจากตนไม่ใช่คนเก่งจึงต้องใช้วิธีดังกล่าวเพื่อรักษาคนไข้ให้หาย จึงไม่อยากให้คนไข้เข้าใจผิด โดยคนไข้คนดังกล่าวมาตรวจที่คลินิก 3 ครั้ง และทุกครั้งตนยืนยันว่ามีผู้ช่วยอยู่ด้วยตลอด   ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมมีคนไข้เสียหายออกมาจำนวนมาก คุณหมอบอกว่า เป็นความเข้าใจผิดกัน เวลาตรวจก็ต้องมีการใช้นิ้วล้วงหรือการคลำเต้านม ยืนยันว่าเป็นการรักษาทางการแพทย์ ตั้งแต่เป็นข่าวตนได้แต่ร้องไห้อยู่ในใจ ที่ยืนมาได้ถึงทุกวันนี้เพราะมีครอบครัวและเพื่อนฝูง คนไข้ที่โทรมาหา คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่ตนไปทำงานที่โรงพยาบาลก็จะมีคนมาทักทายตามปกติ รู้สึกดีใจที่หลายคนยังให้กำลังใจ   “ผมมีความรักต่อคนไข้ทุกคน แต่ไม่ใช่ทางชู้สาว ความรักคือการเอาใส่ใจคนไข้ ปกติแล้วคนไข้ของผมไม่ได้อยู่ที่ จ.นครสวรรค์ ที่เดียว มีอยู่หลายที่ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ส่วนลึกแล้วผมไม่อยากทำร้ายใคร”   นายอัจฉริยะ ตั้งข้อสงสัยไว้ 2 ประเด็น คือ 1.สมยอมและเรียกเงินภายหลังหรือไม่ 2.ก่อเหตุจริงหรือไม่ ยังให้คำตอบไม่ได้ใครผิดหรือถูก ตนมาเป็นกลางขอตรวจสอบให้หายข้อสงสัย จากการจำลองเหตุการณ์จริง มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถล่วงละเมิดคนไข้ได้ หากยืนอยู่บริเวณขาหยั่งและก้มตัวหาคนไข้ จะสามารถกอด จูบ ได้ หรืออาจจะล่วงละเมิดทางเพศได้ แต่ต้องยืนเท่านั้น   ส่วนคนไข้หากอยู่ด้านในห้องตรวจและถูกล่วงละเมิดต้องสมยอม หากไม่สมยอมสามารถต่อสู้หรือตะโกนขอความช่วยเหลือได้  อีกทั้งในห้องไม่ได้มืดสลัว ยังมีแสงสว่างพอที่จะเห็นภายในห้องได้ ส่วนรอยฟกช้ำของคนไข้ที่บริเวณข้างขาขอตรวจสอบอีกครั้งเพราะภาพที่ได้มาต่างจากการจำลอง หากคนไข้นอนอ้าขา 45 องศา ก็มีความเป็นไปได้อาจไปโดนเตียงขาหยั่งทำให้รอยช้ำได้   นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า หมอยอมรับว่ารู้สึกชอบพอเป็นการส่วนตัวกับคนไข้ เนื่องจากคนไข้ได้เข้ามารักษากับตน 3 ครั้ง โดยมาตรวจภายใน 2 ครั้ง มีการพูดคุยผ่านแชทไลน์และรู้สึกถูกใจ โดยไม่รู้จักกันมาก่อน ส่วนเรื่องที่ให้เงิน 3 แสนบาท คนไข้เรียกร้องให้หมอรับผิดชอบ จึงโอนเงินให้คิดว่าเรื่องจะจบ  ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลาย ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่ามีการล่วงละเมิดหรือไม่   “คนไข้ทั้ง 2 คน ที่ออกมาพูดว่าเป็นฝี ไปรักษากับหมอ แล้วถูกลวนลามนั้นไม่เป็นความจริง ไม่ได้เลียบริเวณฝีแต่เป็นการเลียที่ใบหู  คนไข้ทั้ง 2 คน มีการรับเงินจากหมอและนำเรื่องที่ไม่เป็นความจริงมาพูด ส่วนกรณีที่หมอเรียกคนไข้ว่าที่รัก เป็นการเรียกคนไข้ตามปกติ ไม่ใช่เรื่องชู้สาวแต่อย่างใด ส่วนผู้เสียหายที่บอกมากถึง 50 คน ยืนยันว่าไม่ถึง”   ด้าน แพทย์หญิงของขวัญ  มาในนามของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า คนไข้มารักษาทีแรกมีอาการปวดท้องน้อย ไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ไม่หายจึงกลับมารักษาที่คลินิก หมอสงสัยว่าอาจจะมีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานด้านลึก จึงใช้เครื่องอัลตราซาวด์สอดเข้าไปในช่องคลอด และมีการตรวจต่อเนื่อง    “ภาคปฏิบัติทั่วไปการใส่เครื่องอัลตราซาวด์ ไปในบริเวณช่องคลอด จะต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทำกันทั่วโลก เพื่อป้องกันความสะอาดไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ขึ้นอยู่กับหมอว่ามีการแจ้งคนไข้หรือไม่ว่าจะต้องมีการใส่ถุงยางอนามัย ซึ่งเครื่องอัลตราซาวด์ในคลินิกเป็นหัวที่มีขนาดใหญ่ จะต้องใส่ไปในบริเวณช่องคลอด การตรวจครั้งแรกต้องใช้เวลานานประมาณ 10- 20 นาที คนไข้อาจเข้าใจผิดว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ”   แพทย์หญิงของขวัญ กล่าวเพิ่มเติมว่า คนไข้ที่เป็นฝีมารักษากับหมอ อ้างว่าถูกหมอเลีย ทราบว่าคนไข้เป็นฝีบาน์โทลีน ซีสต์ หากมีการล่วงละเมิดหรือเลียตามขาจะเกิดความเจ็บปวดมาก เนื้อเยื้อตรงนั้นมีเส้นประสาทมากค่อนข้างบอบบาง คงไม่มีใครกล้าเลียหนองที่ออกมาจากฝีที่แตกแล้ว   เหยื่อหมอสูติฯ ฉาวร้องผบ.ตร. จี้โอนคดีให้กองปราบ ขณะที่ผู้เสียหายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะเข้ารับการตรวจภายใน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึงพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งรัดดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด   บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี ตัวแทนที่พาผู้เสียหายพบตำรวจ เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป และได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่คดียังไม่คืบหน้า อีกทั้งมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหาย ทำให้สื่อมวลชนบางสำนักเข้าไปบันทึกภาพและเผยแพร่ชื่อนามสกุลของผู้เสียหาย   ทำให้ผู้เสียหายหลายคนเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย และสุขภาพจิตใจย่ำแย่ จึงอยากให้โอนคดีมาดำเนินคดีต่อที่กองปราบปราม เพราะผู้เสียหายมีจำนวนมาก คดีนี้ทางองค์กรฯ ได้ติดตามมากว่า 2 เดือน และมีผู้เสียหายมาแสดงตัวแล้วประมาณ 50 คน ทั้งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ และในพื้นที่กรุงเทพฯ พบพฤติกรรมลักษณะนี้มานานตั้งแต่ปี 2555 แต่ไม่กล้าออกมาแจ้งความ    ยืนยันว่า มีพยานหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าแพทย์เจ้าของคลินิกเป็นผู้กระทำ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยเนื่องจากต้องรวบรวมไว้ดำเนินคดีในชั้นศาล ส่วนผู้เสียหายหลายคนที่เคยถูกลวนลาม หรือล่วงละเมิดทางเพศแต่ไม่ออกมาแจ้งความ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่กล้า และกลัวว่าจะได้รับความอับอาย ขณะเดียวกันการออกมาเปิดเผยเรื่องนี้   ทั้งนี้ ยังฝากถึงผู้หญิงทุกคนว่า ยังสนับสนุนให้ทุกคนตรวจสุขภาพ แต่ควรทราบถึงหลักการเข้ารับการตรวจหรือการเข้ารับบริการทางการแพทย์ จะต้องมีทั้งแพทย์และพยาบาลอย่างน้อย 1 คน แต่หากถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขอให้รู้จักปกป้องสิทธิของตัวเอง ไม่ใช่แพทย์ทุกคนจะมีพฤติกรรมลักษณะนี้ จึงขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจการทำหน้าที่ของทุกฝ่าย   ขณะที่พันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วก็จะให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเบื้องต้น และให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาสั่งการว่าควรจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างไร   อัยการวิเคราะห์ สอดใส่สิ่งเทียม ไม่มีเทคนิคแพทย์รองรับ เข้าข่าย ข่มขืน!   นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ได้อธิบายข้อกฎหมายในความผิดเกี่ยวกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศกรณีมีการกล่าวหาเรื่อง หมอข่มขืนคนไข้สาว ขณะเข้ารับการตรวจภายในที่คลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ โดยหมอได้อ้างกับสาวผู้เสียหาย วัย 29 ปี เป็นคนไข้ ว่า ได้ใช้ของปลอมสอดใส่อวัยวะเพศเพื่อปลุกอารมณ์ทางเพศ อ้างว่าเวลาตรวจจะได้ไม่เจ็บ   หากข้อเท็จจริงปรากฎว่าการที่มีการเอาสิ่งเทียมสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหญิงจริง ก็จะต้องดูปัญหาว่าหมอมีการสำเร็จความใคร่หรือไม่ ซึ่งมาตรา 276 ว่าผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เเละการกระทำชำเราหมายความว่าทำ เพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น   เเต่ตรงนี้ก็อาจจะตีความได้ยากว่าเเค่ไหนที่จะเรียกว่าสำเร็จความใคร่ เพราะถ้าเป็นการร่วมประเวณีปกติก็จะสามารถดูออก เช่นจะต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิ เเต่ถ้าเป็นอุปกรณ์อื่นหรือสิ่งเทียมใส่เข้าไป ก็จะอธิบายไม่ได้มาก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kvQqhmAruTY

 11,846
สังคม-อาชญากรรม
14 พ.ย. 61

ลุยเอาผิด! 'อัจฉริยะ' เดินหน้าร้องเขตบางขุนเทียน จี้ตรวจสอบแบบอาคาร รพ.พระราม 2

 ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือกับนายประเสริฐ ฉวีอินทร์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน เพื่อให้ตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคาร ตรวจสอบอาคาร และใบอนุญาตเปิดใช้อาคารของโรงพยาบาลพระราม 2    (14 พ.ย.61) นายอัจฉริยะ เผยว่าเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2557 โรงพยาบาลพระราม 2 ได้เกิดเหตุไหม้ และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบในครั้งนั้นทราบว่าไม่มีการติดตั้งสปริงเกอร์ จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาคารดังกล่าวว่าภายหลังเกิดเหตุได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วหรือไม่ นอกจากนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีการต่อเติมอาคารที่ผิดไปจากแบบที่วางไว้ ส่วนจะมีความผิดหรือไม่นั้นก็ต้องในทางสำนักงานเขตและกรมโยธาเข้าตรวจสอบ   นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า สำหรับโรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ นั้นเป็นโรงพยาบาลลูกในเครือของโรงพยาบาลพระราม 2 ซึ่งหากใครใช้ประกันสังคมก็จะให้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ นอกจากนี้ยังพบว่าทั้ง 2 โรงพยาบาลมีการทุจริตในการใช้หมอปลอมและพยาบาลปลอม จากนั้นเมื่อมีการรักษาก็ไปเบิกเงินกับหลวงที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตนก็จะทำการยื่นเรื่องตรวจสอบเช่นกัน    ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า ภายหลังจากรับเรื่องร้องเรียนเสร็จสิ้นภายในวันนี้ก็จะให้ทางเจ้าหน้าที่ของทางสำนักงานเขตและกรมโยธาเข้าตรวจสอบในรายละเอียดเบื้องต้น โดยจะทำเป็นหนังสือยื่นไปทางโรงพยาบาลเพื่อขอตรวจสอบตามกฎหมาย ซึ่งทางโรงพยาบาลพระราม 2 จะต้องนำหนังหนังสือใบอนุญาตการก่อสร้างมาแสดง ว่าได้มีการก่อสร้างถูกต้องตามแบบหรือไม่ และการต่อเติมอาคารนั้นได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดก็จะต้องมีคำสั่งห้ามใช้อาคารและทำการแก้ไขให้ถูกต้องตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้

 1,796
สังคม-อาชญากรรม
14 พ.ย. 61

สธ.สอบเหตุสาวถูกราดน้ำกรดดับ ชี้ รพ.พระราม 2 เข้าข่ายมีความผิด

ความคืบหน้าการตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีโรงพยาบาลพระราม 2 ไม่รับรักษาผู้ป่วยถูกสาดน้ำกรด จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต โดยมีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เป็นผู้ดำเนินการนำญาติผู้ตายเข้าฟ้องร้อง   ล่าสุด นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ได้ไปสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่ามีการกระทำผิดบางเรื่องที่มีอัตราโทษค่อนข้างสูง ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องอะไร เพราะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง    คาดว่าน่าจะภายในสัปดาห์นี้ ก่อนสรุปผลส่งให้พนักงานสอบสวนต่อไป เบื้องต้น คือโทษทั้งจำ และปรับ ส่วนใหญ่เป็นการลงโทษผู้ประกอบการฐานไม่กำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐาน   ส่วนเรื่องของมาตรฐานสถานพยาบาลนั้นเป็นอีกเรื่อง ซึ่งขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่อีก 1 ชุดลงไปสอบสวนอยู่ว่าสถานพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ โดยจะดูทั้งเรื่องของเครื่องมือ เรื่องการส่งต่อ ต่างๆ เหล่านี้ทำเป็นมาตรฐานหรือไม่ หากพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทาง สบส.จะต้องมีการสั่งให้โรงพยาบาลแห่งนั้นทำการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด   ส่วนเรื่องปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้น หากดูจากกล้องวงจรปิดก็จะเห็นว่า มีการทำแผลจริง เพราะตอนผู้ป่วยออกจากห้องฉุกเฉินมีการพันผ้าพันแผลออกมาด้วย ส่วนเรื่องสัญญาณชีพ ความดันต่างๆ นั้น เนื่องจากไม่ปรากฏในกล้องวงจรปิด ก็คงต้องดูผลการบันทึกของโรงพยาบาลร่วมด้วย แต่ที่แน่ชัดคือ การดูกล้องวงจรปิดนั้น เพื่อดูเรื่องของการส่งต่อว่า ตอนขามามีสภาพเป็นอย่างไร และก่อนออกไปมีสภาพอย่างไร  เช่น ผู้ป่วยเดินมาตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ แล้วตอนกลับเป็นอย่างไรเดินกลับเองขึ้นแท็กซี่เองหรือไม่   ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไลฟ์ผ่านเพจโดยระบุ “ปิดบัญชีโรงพยาบาลพระราม 2” พร้อมเผยถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งได้เล่าถึงนาทีโชเฟอร์แท็กซี่ไปเจอนางช่อลัดดา ผู้ตาย และนำส่งโรงพยาบาลบางมด แต่เห็นอาการไม่ดีจึงอยากไปส่งที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด จึงเดินทางไปรพ.พระราม 2 แต่เมื่อไปถึงกลับไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านหน้า พร้อมยืนยันว่าไม่มีหมอ   จากการตรวจสอบไม่มีประสานไปยังรพ.บางมด แถมขณะนั้นมีรถพยาบาลจอดอยู่ 2 คันก็ไม่ได้ไปส่ง โดยเจ้าหน้าที่เวรเปลยอมรับไม่มีหมออยู่ในที่เกิดเหตุ มีเพียงพยาบาลทำแผล ส่วนผลชันสูตรเบื้องต้นจากรพ.ศิริราช ระบุว่าระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ตรงกับรพ.บางมด ซึ่งจะดำเนินการแจ้งความคดีอาญากับผู้บริหาร ที่ปรึกษา และหมอ รพ.พระราม 2 เพราะไม่มีแพทย์ตลอดเวลาทำการของโรงพยาบาล ทำให้ผู้บาดเจ็บไม่ได้รับการช่วยเหลือรักษาและปฏิเสธการรักษาด้วย เข้าข่ายเป็นการกระทำประมาทจนทำให้มีผู้เสียชีวิต   ส่วนในวันนี้ (14 พ.ย.) เวลา 10.00 น. ตนจะไปยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน และเขตบางบอน เพื่อให้ตรวจสอบอาคารของรพ.พระราม 2 และอาคารในเครือ ว่าก่อสร้างอาคารตรงตามแบบหรือไม่   ขณะที่บรรยากาศงานศพของผู้ตายที่ จ.ขอนแก่น เป็นไปอย่างโศกเศร้า น้องเตเต้ อายุ 12 ปี ลูกสาวของผู้ตาย กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าจะย้ายกับมาอยู่กับยายที่ขอนแก่น จากนี้ไปคงต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว ด้วยการนำความรู้ความสามารถที่เรียนมาจากครูอ้วน-มณีนุช เสมรสุต เดินตามความฝันและเลี้ยงดูครอบครัวโดยเฉพาะคุณยายต่อไปอย่างเต็มความสามารถในวันที่ไม่มีแม่อีกต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0fqdsOlQezs

 5,181
สังคม-อาชญากรรม
13 พ.ย. 61

โชเฟอร์แท็กซี่ยันสาวถูกน้ำกรดสาด อาการหนัก ไม่ได้ตายคาแท็กซี่ หมอแจงคนไข้ขอย้ายเอง 'อัจฉริยะ' ยื่นฟ้อง รพ.พระราม 2

จากกรณีเกิดเหตุภรรยาอายุ 38 ปีถูกสามีใช้น้ำกรดสาดเนื่องจากหึงหวง จากนั้นลูกสาวอายุ 12 ปี ซึ่งเป็นลูกติดจากฝ่ายหญิง ได้นำตัวผู้เป็นแม่ส่งโรงพยาบาลพระราม 2 แต่กลับถูกทางโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษา และให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลบางมดตามสิทธิ์ประกันสังคม ทั้งที่ขณะนั้นอาการทรุดลงแล้ว ก่อนที่จะเสียชีวิตระหว่างส่งโรงพยาบาลอีกแห่งในเวลาต่อมา   ก่อนที่ครอบครัวจะไปร้องเรียนกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จนนำญาติแบกโรงศพไปเรียกร้องที่โรงพยาบาลพระราม 2 จนเกิดมีปากเสียงอย่างดุเดือด   ล่าสุดนายสงัด ดัชชุยาวัตร อายุ 37 ปี คนขับรถแท็กซี่ที่รับผู้ตายและลูกสาวจากโรงพยาบาลพระราม 2 ไปส่งที่โรงพยาบาลบางมด ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม โดยเปิดเผยว่า หลังจากขับรถผ่านด้านหน้าโรงพยาบาลพระราม 2 ได้มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลโบกรถและแจ้งว่าให้ไปส่งต่อผู้ป่วยโดนน้ำร้อนลวกที่โรงพยาบาลบางมด โดยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและประสานกับโรงพยาบาลปลายทางไว้แล้ว   เมื่อขับรถเข้าไปในโรงพยาบาล ก็เห็นมีเจ้าหน้าที่เข็นรถเข็นมาที่ประตูด้านหลัง เมื่อเปิดประตูออกก็เห็นว่าคนป่วยมีผ้าพันแผลเต็มไปหมดทั้งแขน และใบหน้าเว้นลูกตา ตอนนั้นผู้ป่วยลุกจากรถเข็นก่อนทรุดตัวลง ทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยยกขึ้นรถ โดยระหว่างทางใช้เวลาประมาณ 10 นาที   ลูกสาวผู้ป่วยพยายามเรียกแม่ตลอด แต่ผู้ป่วยไม่ได้ตอบอะไร จนถึงโรงพยาบาลบางมดก็มีเจ้าหน้าที่ลากเปลเข้ามา พร้อมถามผู้ป่วยว่าไหวหรือไม่ เจ้าตัวตอบกลับไปว่า “ไม่ไหว” พนักงานจึงเข้ามาช่วยอุ้มออกจากรถ ซึ่งขณะนั้นผู้ป่วยยังยกแขนได้ ก่อนหามขึ้นเปลเข้าไปในโรงพยาบาล จากนั้นตนไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งตำรวจประสานมาก็รู้สึกตกใจ และพร้อมเข้ามาให้ปากคำในฐานะพยาน   ด้านแพทย์โรงพยาบาลพระราม 2 ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ขณะที่คนไข้เข้ามาขอรับการรักษาทางโรงพยาบาล โดยบุรุษพยาบาล และพยาบาลในห้องฉุกเฉิน ได้ทำการรักษาเบื้องต้นด้วยการตรวจวัดสัญญาณชีพ ความดันโลหิต ชีพจร การหายใจ รวมถึงออกซิเจนในเลือด ซึ่งผลการตรวจพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีสติสัมปชัญญะดี แต่คนไข้มีอาการแสบร้อนที่บาดแผล เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการพันแผล   จากนั้นประสานไปยังนายแพทย์พีระ คณานุวัฒน์ เนื่องจากเป็นแพทย์ด้านศัลยกรรม ที่มีอำนาจในการตัดสินใจให้คนไข้แอดมิด แต่เมื่อแจ้งสิทธิให้กับผู้ป่วยและแจ้งว่า แพทย์ให้ความเห็นต้องแอดมิด คนไข้กลับปฏิเสธการรักษา พร้อมขอไปรับการรักษาตามประกันสังคม อีกโรงพยาบาลหนึ่ง โดยประสงค์ที่จะเดินทางไปด้วยตนเอง   อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลไม่ได้ปฏิเสธคนไข้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่ลงนามยืนยันว่า คนไข้ปฏิเสธการรักษา มีเพียงการติดต่อประสานงานไปยัง รพ.บางมดเท่านั้น และการพูดคุยกับคนไข้และพยาบาลผู้รักษาเท่านั้น รวมถึงมีหลักฐานที่เป็นเวชระเบียน ทั้งรายชื่อแพทย์ รายชื่อพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ในวันที่คนไข้เข้ามารับการรักษา และกล้องวงจรปิดเส้นทางเดินที่คนไข้เข้ามารับการรักษา ซึ่งได้มอบให้หน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว   ส่วนลักษณะอาการที่เกิดขึ้นกับ คนไข้รายนี้ เป็นแผลผิวหนังไหม้ระดับ 1 หรือ ปฐมภูมิ มีรอยแดง ยังไม่มีการกัดกร่อน และไม่มีแผลตามลำตัว ส่วนเหตุการเสียชีวิตนั้น ตนเองไม่ทราบแน่ชัด เพราะแผลระดับ 1 ไม่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากแผล   แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการในระดับ 2 และ3 ซึ่งจะหนักกว่าที่เข้ามารับการรักษา มีสิทธิที่จะเสียชีวิตได้จากการขาดน้ำ เกลือแร่ ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมง และการติดเชื้อในกระแสเลือด จะต้องใช้ระยะเวลา 3-4 วัน ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าโรงพยาบาลให้การรักษาเต็มที่ และไม่ได้ปฏิเสธ   ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมบุตรสาวและครอบครัวของผู้ตาย ได้มายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, นายกแพทยสภา, นายกสภาการพยาบาล เพื่อเอาผิดกับ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้บริหารโรงพยาบาลพระราม 2 รวมถึงแพทย์ และ พยาบาลที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในขณะเกิดเหตุ เนื่องจากติดใจโรงพยาบาล ที่ปฏิเสธรักษา   โดยจะฟ้องร้องทางโรงพยาบาลเพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท และหากเป็นไปได้เห็นว่าโรงพยาบาลแห่งควรถูกปิดไม่ควรที่จะเปิดให้บริการต่อไป   ด้าน นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะเร่งตรวจสอบและสรุปผลให้ได้โดยเร็วที่สุด สำหรับกรณีนี้ หากเป็นกรณีฉุกเฉิน แพทย์ต้องแจ้งสิทธิการรักษากับญาติเกี่ยวกับแนวทางให้บริการว่าจะให้ญาติ รักษาที่โรงพยาบาลแรก หรือโรงพยาบาลประกันสังคม   โดยหากวินิจฉัยพบว่าผู้ป่วยมีอาการในภาวะวิกฤต ทุกโรงพยาบาลก็สามารถให้การรักษาได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากยื่นหนังสือแล้ว ทางญาติก็จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าของคดีที่สน.ท่าข้าม ก่อนจะเดินทางไปรับศพผู้ตาย เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่จ.ขอนแก่น ต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/atR9Elk0iuQ

 18,007
สังคม-อาชญากรรม
12 พ.ย. 61

‘อัจฉริยะ’ ร้อง กระทรวงสาธารณสุข เอาผิดแพทย์ รพ.พระราม 2 ปฏิเสธรักษาสาวถูกสาดน้ำกรด

วันนี้ (12 พ.ย.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อม น้องเต บุตรสาวและครอบครัวของนางสาวช่อลัดดา หญิงที่ถูกสามีสาดน้ำกรดจนเสียชีวิต เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันถ่วงที เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, นายกแพทยสภา, นายกสภาการพยาบาลเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้บริหารโรงพยาบาลพระราม 2 รวมถึงแพทย์ และ พยาบาลที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในขณะเกิดเหตุ เนื่องจากติดใจโรงพยาบาล ที่ปฏิเสธรักษานางสาวช่อลัดดา และบอกให้นางช่อลัดดา ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอื่นแทน   นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเอาผิดกับบุคคลดังกล่าว เพราะส่วนตัวมองว่าผู้บริหารโรงพยาบาล, แพทย์ และ พยาบาล ไม่มีคุณธรรม, จริยธรรม เนื่องจากไม่ได้มีการประเมินอาการของคนไข้ก่อนแต่กลับดูจากสิทธิประกันสังคม ทั้งที่ตามกฎของกระทรวงสาธารณะสุขแล้ว ทางโรงพยาบาลสามารถที่จะรับตัวคนไข้ไว้รักษากรณีฉุกเฉินได้ ประกอบกับการให้พยาบาลวินิจฉัยโรคนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ และที่ผ่านมามีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่มีมาตรฐาน    เบื้องต้น ยืนยันว่าข้อมูลที่โรงพยาบาลชี้แจง ไม่ตรงกับที่ทางญาติเปิดเผย ซึ่งทางตนเองจะฟ้องร้องทางโรงพยาบาลเพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท และหากเป็นไปได้ ตนเองยืนยันว่าโรงพยาบาลแห่งควรถูกปิดไม่ควรที่จะเปิดให้บริการต่อไป   ด้าน นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะเร่งตรวจสอบและสรุปผลให้ได้โดยเร็วที่สุด สำหรับกรณีนี้ หากเป็นกรณีฉุกเฉิน แพทย์ต้องแจ้งสิทธิการรักษากับญาติเกี่ยวกับแนวทางให้บริการว่าจะให้ญาติ รักษาที่โรงพยาบาลแรก หรือโรงพยาบาลประกันสังคม โดยหากวินิจฉัยพบว่าผู้ป่วยมีอาการในภาวะวิกฤติ ทุกโรงพยาบาลก็สามารถให้การรักษาได้   อย่างไรก็ตาม หลังจากยื่นหนังสือแล้ว ทางญาติก็จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าของคดีที่ สน.ท่าข้าม ก่อนจะเดินทางไปรับศพ นางสาวช่อลัดดา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่จ.ขอนแก่น ต่อไป   ข่าวที่เกี่ยวข้อง รวบสามีหึงโหดสาดน้ำกรดใส่เมียดับ ครอบครัวแห่โลงศพสาวถูกสาดน้ำกรดร้อง รพ.หลังปัดรักษาจนตาย อัจฉริยะปะทะเดือดกลางวงเจรจา        

 3,224
สังคม-อาชญากรรม
12 พ.ย. 61

รวบสามีหึงโหดสาดน้ำกรดใส่เมียดับ ครอบครัวแห่โลงศพสาวถูกสาดน้ำกรดร้อง รพ.หลังปัดรักษาจนตาย อัจฉริยะปะทะเดือดกลางวงเจรจา

จากกรณีเกิดเหตุภรรยาอายุ 38 ปี ถูกสามีใช้น้ำกรดสาดเนื่องจากหึงหวง จากนั้นลูกสาวอายุ 12 ปี ซึ่งเป็นลูกติดจากฝ่ายหญิง ได้นำตัวผู้เป็นแม่ส่งโรงพยาบาลพระราม 2 แต่กลับถูกทางโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษา และให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลบางมดตามสิทธิ์ประกันสังคม   ทั้งที่ขณะนั้นอาการทรุดลงแล้ว ก่อนที่จะเสียชีวิตระหว่างส่งโรงพยาบาลอีกแห่งในเวลาต่อมา ก่อนที่ครอบครัวจะไปร้องเรียนกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมนั้น   ล่าสุด ตร.สน.ท่าข้าม เข้าจับกุมนายคำตัน สิงหนาท อายุ 50 ปี ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นสามีของผู้ตายได้แล้ว หลังหลบหนีไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนใน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ และได้คุมตัวกลับมาสอบปากคำที่ สน.ท่าข้าม โดยในวันนี้ เวลา 13.00 น. พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รรท.ผบช.น. จะเดินทางมาสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตนเองต่อไป   ขณะที่ในส่วนประเด็นโรงพยาบาล นายอัจฉริยะ พร้อมด้วยลูกสาวและญาติผู้ตาย ได้นำโลงศพหญิงอายุ 38 มาตั้งที่ด้านหน้าโรงพยาบาลพระราม 2 เพื่อเรียกร้องให้ทางโรงพยาบาลรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่ง   รวมทั้งทราบว่าในขณะเกิดเหตุไม่มีแพทย์มาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือว่าไม่มีมาตรฐานการทำงาน และไร้มนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง และเตรียมจะไปร้องเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้พิจารณาปิดโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นการชั่วคราวด้วย   ขณะที่ลูกสาวผู้ตาย วัย 12 ปี เปิดเผยว่า ขณะนั้นเป็นช่วงเช้าประมาณตี 5 ตนรู้สึกแสบที่บริเวณข้อเท้าจึงตื่นขึ้นมา ก็เห็นแม่วิ่งเข้าวิ่งออกจากในบ้าน ตอนนั้นด้วยความตกใจจึงถามแม่ว่าเป็นอะไร แต่แม่ไม่ตอบบอกแต่ให้พาไปหาหมอ ตนจึงรีบพาออกไปตอนนั้นแม่บอกแค่ว่า โดนสามีซึ่งก็คือพ่อเลี้ยงของตนเอาน้ำร้อนมาสาด จึงโทรศัพท์ไปหายาย ก่อนรีบเรียกแท็กซี่ ซึ่งแม่ก็บอกว่าให้ไปโรงพยาบาลบางมด แต่พอขับออกไปคนขับแท็กซี่บอกว่าไปโรงพยาบาลพระราม 2 ก่อนเพราะใกล้ที่สุด ตนและแม่ก็เห็นด้วย   พอมาถึงหน้าโรงพยาบาล แม่ก็รีบวิ่งขึ้นไปบนตึกและตะโกนเรียกหมอ ตนจึงรีบวิ่งตามแม่ไปก็พบพยาบาลก่อนนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินทั้งคู่เพื่อทำแผล ตอนนั้นตนสังเกตที่ใบหน้าแม่เปื่อยยุ่ยก่อนจะออกไปรอหน้าห้อง ก่อนที่จะมีพยาบาลมาคุยแจ้งว่าบัตรทองของแม่อยู่ที่โรงพยาบาลบางมด และถามว่าพาแม่นั่งแท็กซี่ไปรักษาที่บางมดได้ไหม และให้เงินมา 40 บาท พยาบาลจึงอุ้มแม่ขึ้นรถเข็นและแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เรียกรถแท็กซี่ให้ ตอนนั้นตนได้ยินพยาบาลถามแม่ว่าเดินไหวหรือเปล่า ซึ่งแม่ก็ส่ายหัวบอกว่าไม่ไหว พอแท็กซี่มาก็เห็นแม่เดินขึ้นแต่ตนเห็นแม่ทรุดเข่าลงเดินไม่ไหวแล้ว ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่เข้าช่วยอุ้มแม่ขึ้นรถแท็กซี่ไป   พอถึงโรงพยาบาลบางมด เจ้าหน้าที่จึงรีบอุ้มแม่ขึ้นเตียงเข้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งตอนนั้นตนก็รอหน้าห้องฉุกเฉินก่อนจะเข้าไปทำแผลอีกครั้ง ตอนนั้นพยาบาลเรียกชื่อแม่หลายรอบ บอกว่าถ้าได้ยินให้พยักหน้า แต่ตนไม่เห็นว่าแม่จะตอบสนองอะไร ตอนนั้นตนทำใจไม่ได้จึงออกไปรอหน้าห้อง ก่อนจะมีพยาบาลออกบอกตลอดว่าจะปั้มหัวใจให้แม่ ก่อนที่รอบสุดท้ายจะเดินมาบอกว่าแม่เสียชีวิตแล้ว   ทั้งนี้ตัวแทนของทางโรงพยาบาลพระราม 2 เชิญนายอัจฉริยะ และญาติผู้ตายขึ้นไปพูดคุยกับทางผู้บริหารคือ น.พ.พีระ คณานุวัฒน์ ที่ปรึกษาของโรงพยาบาล และ พ.ญ.วัลลภา ไชยมโนวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด   โดยฝ่ายญาติผู้ตายได้สอบถามสาเหตุที่ไม่รับรักษา ทั้งที่ผู้ป่วยมีอาการฉุกเฉินจากการถูกน้ำกรดสาดที่ใบหน้าและโดนกรอกน้ำกรด ส่วนทางโรงพยาบาลก็ได้พยายามชี้แจงว่า ขณะนั้นอาการผู้ป่วยยังไม่วิกฤต จนญาติผู้ตายได้ขอให้เปิดวงจรปิดเพื่อยืนยันข้อสงสัยในเรื่องอาการคนป่วย และเรื่องแพทย์มีประจำอยู่หรือไม่   แต่ทางโรงพยาบาลปฏิเสธโดยบอกว่าทางตำรวจมาตรวจสอบแล้วไม่มีข้อสงสัยอะไร นอกจากนั้นทางญาติผู้ตายได้ขอให้โรงพยาบาลนำพยาบาลที่อยู่ในวันนั้นมาพูดกับเด็ก เพื่อยืนยันเหตุการณ์จริงไม่เช่นนั้นคนอื่นจะคิดว่าเด็กโกหก แต่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ตอบรับ   ทาง น.พ.พีระ ชี้แจงว่าผู้ป่วยเข้ามาด้านหลังห้องฉุกเฉิน ขณะที่อีกครั้งได้พูดว่าผู้ป่วยลงรถแท็กซี่จากด้านหน้าโรงพยาบาล ก่อนจะวิ่งขึ้นมางลาดมายังหน้าห้องฉุกเฉิน จนทำให้ญาติผู้ป่วยส่งเสียงโวยว่าพูดไม่ตรงกัน จน น.พ.พีระ บอกให้ฟังให้จบ ทำให้ทางญาติเดือดจนนายอัจฉริยะชี้หน้าถามว่าเป็นหมอภาษาอะไร พูดไม่อยู่กับล่องกับลอย และโต้เถียงกันอย่างดุเดือด   จากนั้น น.พ.พีระ ได้หันมาทางสื่อพร้อมอธิบายว่า หากเดินมาจากหน้าโรงพยาบาลมาทางลาดจะมาเจอด้านหน้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งปกติช่วงกลางคืนถ้าไม่มีผู้ป่วยจะปิดล็อคไว้เพื่อความปลอดภัย แต่หากเจ้าหน้าที่ข้างในพบว่ามีผู้ป่วยก็จะกดปุ่มเพื่อเปิด ซึ่งคาดว่าวันนั้นเมื่อผู้ป่วยวิ่งมาด้านหน้าแล้วประตูไม่เปิด จึงเข้ามาทางโรงพยาบาลด้วยประตูด้านขวาก่อนทะลุเข้าไปยังห้องฉุกเฉินทางด้านหลัง ซึ่งก็เป็นตามที่ตนบอกไว้ตั้งแต่แรก   ขณะที่ลูกสาวผู้ตายวัย 12 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่มีปากเสียงกันทั้ง 2 ฝ่ายบ เด็กได้ก้มหน้าลงก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างหนัก พร้อมพูดว่า "หนูกลัว" จากนั้นทางญาติและนายอัจฉริยะได้เดินออกจากห้องประชุมไป การพูดคุยเป็นอันสิ้นสุด   ด้าน น.พ.พีระ คณานุวัฒน์ ที่ปรึกษาของโรงพยาบาลพระราม 2 เปิดเผยกับทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า คนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 10 กว่านาที โดยเมื่อเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ป่วยเข้ามายังห้องฉุกเฉิน พบว่าใบหน้ามีคราบสีขาวซึ่งผู้ป่วยบอกว่าเป็นยาสีฟัน เพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน โดยสาเหตุเพราะถูกสามีเอาน้ำร้อนลาด   ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกให้ล้างเอาคราบออกก่อน เพื่อจะได้ประเมินได้ว่าเป็นแผลลักษณะไหน จากนั้นคนไข้จึงเดินไปที่อ่างน้ำและล้างหน้าด้วยตนเองก่อนมานอนที่เตียง ตอนนั้นพยาบาลห้องฉุกเฉินเห็นเป็นรอยแดง ประเมินว่าเป็นรอยแผลไหม้จากการถูกสารเคมีระดับ 1 ไม่ถึงพุพอง และไม่มีแผลกัดกร่อน และมีตาข้างหนึ่งลืมไม่ขึ้น คาดว่าน่าจะถูกน้ำกรด   ส่วนกรอกปากหรือเปล่าไม่ทราบเพราะผู้ป่วยไมได้แจ้ง และเมื่อวัดความดันอยู่ที่ 130/80 ชีพจร 80 ครั้งต่อนาที หายใจ 20 ครั้งต่อนาที ซึ่งพบว่าทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้นผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต ส่วนอาการแสบร้อนก็ได้ล้างด้วยน้ำเปล่าก่อนพันผ้าให้   จากนั้นจึงรายงานตนในฐานะแพทย์ที่ปรึกษานอกเวลา ซึ่งเป็นระเบียบของโรงพยาบาล เพราะแพทย์เวรห้องฉุกเฉินไปเข้าห้องน้ำ ตนจึงแจ้งให้นอนดูอาการที่โรงพยาบาลเพื่อให้รักษาตามอาการ เพราะอาการปวดจากแผลไหม้ระดับ 1 จะปวดอยู่ 2-3 วัน ซึ่งถ้าหายปวดก็กลับบ้านได้ โดยที่ตัวแผลไม่ต้องรับการรักษาอะไร   น.พ.พีระ กล่าวต่อว่า แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ์ พบว่าคนป่วยมีสิทธิ์ประกันสังคมที่โรงพยาบาลบางมด จึงได้สอบถามเพราะหากรักษาที๋โรงพยาบาลแห่งนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง เพราะไม่เข้าเกณฑ์ UCEP หรือ เจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี 72 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยประสงค์จะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ประกันสังคม   ซึ่งตอนนั้นทางโรงพยาบาลก็แจ้งว่าหากรอรถโรงพยาบาลปลายทางมารับตามสิทธิ์อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง จึงแนะนำให้ไปรถแท็กซี่เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งขณะนั้นผู้ป่วยยังพูดคุยและเดินได้ตามปกติ อาจมีอาการปวดแสบปวดร้อนบ้าง และได้มีการตรวจสอบภาพวงจรปิดแล้ว รวมทั้งตำรวจก็ได้มาตรวจสอบซึ่งก็ยืนยันว่า ผู้ป่วยไม่ได้มีการทรุดลงกับพื้น ทั้งนี้ขอยืนยันว่าหากผู้ป่วยมีอาการฉุกเฉินคงไม่ปล่อยออกไปแน่นอน   น.พ.พีระ  กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายอัจฉริยะจะฟ้องร้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตนก็พร้อม เพื่อจะได้พิสูจน์ว่าโรงพยาบาลได้ให้การช่วยเหลือตามมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมาเคยถูกฟ้องร้องและไปต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงฎีกา ทางโรงพยาบาลก็ต่อสู้และยังไม่เคยแพ้ นอกจากนี้ตนก็เตรียมให้ทางฝ่ายกฎหมายของโรงพยาบาลฟ้องร้องนายอัจฉริยะฐานหมิ่นประมาทด้วย ซึ่งน่าเสียดายที่วันนี้จะเป็นการพูดคุยเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกับทางญาติผู้ตาย แต่กลับถูกจับผิดในทุกจุดที่ตนพูดจนไม่ได้อะไร   ขณะที่นายอัจฉริยะ บอกว่า  วันนี้ (12 พ.ย.) ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จะนำครอบครัวผู้ตายไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อดำเนินคดีกับผู้บริหารโรงพยาบาลพระราม 2 เหตุปฏิเสธรักษาจนผู้ป่วยเสียชีวิต และทำหนังสือถึงแพทยสภา และสภาการพยาบาล   นอกจากนี้จะทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม. ให้ตรวจสอบว่าอาคารของโรงพยาบาก่อสร้างตามแบบก่อสร้างหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการบำบัดน้ำเสีย สุดท้ายจะมีการร้องต่ออธิบดีกรมสรรพพากร ในการตรวจภาษีย้อนหลังว่าโรงพยาบาลแห่งนี้มีการเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/iIwVou2lwjU

 9,593
สังคม-อาชญากรรม
08 พ.ย. 61

สาวจ้างทำข้าวกล่องปัดฉ้อโกง ซัดอีกฝ่ายผิดสัญญาเอง เหยื่อโผล่แฉอีก ให้ทำขนมส่งบ่อนวันละพันชิ้น สูญ7แสน

จากกรณีนางธนิสร กุยแก้ว และนายวีรวัฒน์ กุยแก้ว ชาว ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ได้สัญญาสัมปทานทำอาหารและน้ำดื่มกับบริษัทแห่งหนึ่ง ผลิตข้าวกล่องวันละ 10,000 กล่อง น้ำดื่มบรรจุขวด วันละ 10,000 ขวด และไข่ต้มวันละ 30,000 ฟอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. สัญญาเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.   หลังทำข้าวกล่องเสร็จ แต่กลับถูกบ่ายเบี่ยง รวมทั้งไม่รับข้าวกล่อง ที่ทำไว้ไปส่งโรงงาน ต้องสูญเงินค่าทำสัมปทาน ทั้งค่าขวดบรรจุน้ำดื่มรวม 106,000 บาท  ขณะที่ผู้เสียหายหลายคนทยอยออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าถูกบริษัทดังกกล่าวกระทำการลักษณะคล้ายกันมาแล้วหลายราย สูญเงินตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (7 พ.ย.) ตร.เชิญตัวคนว่าจ้างผลิตข้าวกล่องมาให้ปากคำคือ นางสาวกัญจ์หทัย สุขใส อายุ 40 ปี และนางสาวธนิตา จันทร์อิ่ม หรืออิ๋ว อายุ 34 ปี โดยตร.ใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 3 ชม. ไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมด ปรากฎส่าทั้ง 2 คนยืนยัน ไม่ได้ฉ้อโกงและไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ผู้เสียหายผิดสัญญาเอง ซึ่งการทำสัญญามีหลักฐานหนังสือสัญญาชัดเจน และไม่ขอให้การใดๆ  ตร.จึงแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน   โดย พล.ต.ต.พยูห์ ธนะศรีสืบวงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคน ไม่ขอให้การใดๆ โดยยืนยันว่าทำข้าวกล่องไปส่งตามสถานที่ต่างๆที่ว่าจ้างทั้งโรงงานและหน่วยงานต่างๆจริง แต่พอสอบถามถึงจุดส่งต่างๆก็ยังคงให้การไม่ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ ตร.ชุดสืบสวนลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โรงงานที่ผู้ต้องหาอ้างว่านำข้าวกล่องไปส่ง ก็พบว่าไม่มีการสั่งข้าวกล่องมาที่โรงงาน ตามที่ทั้งสองคนระบุ  โดยเบื้องต้นแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน ส่วนข้อหาอื่นๆต้องสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง   ส่วนกรณีหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา มีประวัติพัวพันยาเสพติดนั้น ยืนยันเป็นเรื่องจริง แต่อยู่ระหว่างต่อสู้คดี  ส่วนคดีฉ้อโกงอื่นๆก็มีการยอมความจบกันไปกับผู้เสียหาย เพราะกลัวว่าต้องรับผิดชอบเพิ่ม เนื่องจากมีระบุในสัญญา   เมื่อวานนี้ (7 พ.ย.) ตร.ก็ส่งทีมสืบสวนไปตรวจค้นบ้านพัก ก็พบอุปกรณ์ทำอาหารจำนวนมาก และกล่องโฟมอุปกรณ์ต่างๆ และเอกสารทางการเงินมีเงินหทุนเวียนต่อวันหลายแสนบาท แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ตร.จึงเก็บเอกสารไปตรวจสอบประกอบสำนวนคดี   แหล่งข่าวระบุว่า คดีนี้จากข้อมูลของการจ้างทำข้าวกล่องในพื้นที่ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคน พบว่า เริ่มต้นทำธุรกิจข้าวกล่องจริงทำมา 4 ปี โดยจดทะเบียนในนามร้าน หทัยฤทธิ์อุตสาหกรรม  แรกเริ่มทำเพียง 100-300 กล่อง ส่งในพื้นที่ จ.พิษณุโลก และอุตรดิตถ์   แต่พอธุรกิจนี้ขยาย จึงต้องออกว่าจ้างให้ชาวบ้านหรือร้านอาหารที่ทำข้าวกล่องมาช่วยทำ โดยอ้างว่ามีผู้สั่งอาหารจำนวนมากทำไม่ทัน โดยทุกรายที่มาทำข้าวกล่องต้องเซ็นสัญญาสัมปทาน  และหากผิดสัญญาก็จะต้องปรับ โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคน กอดสัญญาสัมปทานไว้ ใครทำผิดคือปรับ   ที่ผ่านมาทั้งสอองคนก็ทำมาแบบนี้เรื่อยๆ และมีผู้ทำผิดสัญญามาเรื่อยๆ  ใครทำผิดก็จะนำสัญญานี้มาอ้าง ซึ่งผู้เสียหายก็เกรงกลัว หากต้องฟ้องร้องก็หวั่นจะแพ้คดี เพราะมีสัญญาชัดเจน ทำให้บางคนไม่กล้าออกมาหาเลี้ยงครอบครัว บางรายถึงกับต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อแลกกับการได้งานได้เงิน แต่สุดท้ายก็ต้องมาผิดสัญญาสัมปทานถูกปรับ   ส่วนสาเหตุที่ทุกคนยอมให้ปรับเพราะคิดว่า ยังสามารถทำข้าวกล่องส่งให้ในรอบต่อไปได้อีก แลกกับผลตอบแทนส่วนต่างกล่องละ 3-5 บาท หากยิ่งทำข้าวกล่องจำนวนมาก ก็จะได้ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้หากมีผู้เสียหายจากกรณีการทำข้าวกล่องนี้ สามารถเข้าแจ้งความเพิ่มเติมที่สภ.พญาแมน จ.อุตรดิตถ์ได้ทันที   ขณะที่โรงงานที่ถูกอ้างชื่อ ไม่น่าจะรู้เห็นด้วย เพราะโรงงานแห่งนี้ตั้งเปิดมาหลาย 10 ปีแล้ว มีกำลังมากพอที่จะทำอาหารเลี้ยงคนงาน   นอกจากนี้ยังมีเหยื่ออีกราย ให้ข้อมูลว่าถูกหลอกให้ร่วมธุรกิจทำสัปทานแซนวิชและแฮมเบอร์เกอร์ ส่งบ่อนพนันแห่งหนึ่งที่ จ.อุตรดิตถ์ วันละ 1,400 ชิ้น โดยรู้จักผ่านเพื่อน จึงตัดสินใจไปกู้เงิน 2 แสนบาท ร่วมทำธุรกิจ ตอนที่ตกลงทำสัมปทานร่วมกันอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจไม่มีการทำสัญญาใดๆ  ต่อมาหลอกให้ทำสัมปทานเครื่องดื่มชูกำลังส่งบ่อน ทำให้เสียหายรวมกว่า 7 แสนบาท   ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ติดตามประเด็นดังกล่าว พบว่าเป็นการกุเรื่องขึ้นมา ไม่ได้มีโรงงานตามที่สัญญาสัมปทานกล่าวอ้าง เป็นกลอุบายหลอกผู้เสียหาย และยังมีการเปลี่ยนสัญญาหลายครั้ง เมื่อเหยื่อหลงกลจึงตกลงซื้อสัมปทานดังกล่าว แล้วจ่ายเงินค่าสัมปทานจำนวน 106,000 บาท   จากการตรวจประวัติ นางธนิตา พบว่ามีคดีฉ้อโกงมากกว่า 5 คดี และคดีครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่ายอีก 1 คดี นอกจากนี้ยังมีคนมีสีซึ่งเป็นตำรวจมาช่วยเหลืออิ๋ว และได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าปรับ โดยมีการการวางแผนไว้ล่วงหน้า แล้วให้ตำรวจบอกเหยื่อว่าทำผิดสัญญาต้องชดใช้ให้เขา การที่เอาตำรวจมานั้น เพื่อให้ชาวบ้านหวาดกลัว   ส่วนวิธีการเลือกเหยื่อนั้น ขั้นตอนแรกจะตวรจสอบดูว่าเหยื่อมีความรู้เรื่องกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะเข้าดำเนินการทันที รวมถึงการพยายามเอายอดเงินสูงๆ เป็นตัวล่อ ให้ผลิตเยอะๆ แล้วส่งมอบไม่ทันดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/99LFbY1lnjg

 15,496
สังคม-อาชญากรรม
05 พ.ย. 61

จบด้วยดี! ‘อาม ชุติมา’ เคลียร์ใจ ‘ประจักษ์ชัย’ ตั้ง 9 ข้อ ยุติดราม่าไหทองคำ

วันนี้ (5 พ.ย.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วยนางสาวชุติมา โสดาภักดิ์ นักร้องและนักแต่งเพลงไหทองคำ เปิดแถลงข่าวการยกเลิกสัญญา โดยมีนายประจักษ์ชัย เนาวรัตน์ ผู้บริหารค่ายไหทองคำ เรคคอร์ด ทนายบุญถาวร ปัญญามณีโชติ, พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ร่วมเป็นสักขีพยานโดยเป็นการแถลงข่าว เพื่อยกเลิกสัญญาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพลง โดยมีข้อกำหนด ทั้งหมด 9 ข้อ คือ   1. คือผลประโยชน์ของเพลง ผู้สาวขาเลาะ อดีตเคยพัง ภาพเก่า เป็นของอามแต่เพียงผู้เดียว   2. เมื่อยกเลิกสัญญาแล้ว การแสดงคอนเสิร์ตของน้องอามต้องไม่นำสัญญลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของไหทองคำไปหาผลประโยชน์    3. ทางค่ายไหทองคำ เรคคอร์ดจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง 3 เพลง ไปอีก 9 ปี ประจักษ์ชัย ยอมให้ อาม ร้องเพลง แต่ห้ามไปเปิดตัวเป็นศิลปินค่ายอื่น    4. ทางค่ายไหทองคำเรคคอร์ด ยินยอมให้ อามร้องเพลงทั้ง 3 เพลง และรับเงินจากการแสดงเพลงดังกล่าวได้    5. เมื่อครบกำหนด 9 ปี ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ 3 เพลง จะตกเป็นของอามแต่เพียงผู้เดียว    6. หากประจักษ์ชัย จะโอนเพลงให้คนอื่น อามต้องรู้ และยึดข้อกำหนด 9 ปี ตามข้อที่ 3    7. ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่ง อาญา และถอนฟ้องภายใน 7 วัน    8. จะไม่ทำลายชื่อเสียงเกียรติยศกันและกัน   9. หากผิดข้อตกลงให้นำข้อพิพาทส่งทนายสงกานต์ และทนายบุญถาวร พิจารณาหาข้อยุติ   โดยนายประจักษ์ชัย ระบุว่า ที่ผ่านมาทางค่ายไม่เคยปิดกั้น การเจรจา ไม่อยากฟ้อง แต่ที่ต้องทำเพื่อรักษาผลประโยชน์และชื่อเสียงทางธุรกิจ แต่เมื่อวันนี้การเจรจาสามารถยุติลงได้ด้วยดี ก็รู้สึกยินดีมาก ขอขอบคุณทุกฝ่าย และผู้ใหญ่ในวงการที่ช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาในครั้งนี้ และขอยืนยันว่าจากนี้ต่อไปตนเองยังคงรู้สึกกับน้องอามเหมือนเดิม คือลูกศิษย์ที่รักและพร้อมข่วยเหลือในทุกด้านเสมอ และพร้อมอยากร่วมงานในสังกัดเดียวกัน   ส่วนในเรื่องการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน หรือการเสียภาษียินดีให้ความร่วมมือและยืนยันว่าทำอย่างถูกต้องตลอดมา ส่วนช่วงก่อนตั้งบริษัทเป็นการเสียภาษีรายได้บุคคล รับเงินโดยใช้บัตรประชาชนทุกครั้ง   ด้านน้องอาม ชุติมา นักร้องนักแต่งเพลงสาว ระบุว่าต่อจากนี้อีก 2 ปี 7 เดือน จะไม่สังกัดค่ายเพลงใดๆ ขอทำงานอย่างอิสระตามที่ต้องการก่อน ส่วนหลังจาก 2 ปี 7 เดือน จะสังกัดค่ายใดหรือไม่ รอพิจารณาอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าจะมีการแบ่งคิวการแสดงให้กับทางไหทองคำเรอคอร์ด โดยเก็บอัตราค่าจ้างตามปกติ เดือนละ 5 คิว ซึ่งไม่ได้อยู่ในสัญญา 9 ข้อ แต่เป็นสัญญาใจที่ตกลงกันโดยในวันนี้อยากขอบคุณทุกคนที่ข่วยทำให้จบลงด้วยดี ต่อจากนี้จะดูแลตัวเองตามที่ตั้งใจ ส่วนกระแสข่าวที่มีค่ายเพลงมาติดต่อ ยืนยันว่าไม่ได้มีค่ายใดมาติดต่อตามที่เป็นข่าว        

 22,240
สังคม-อาชญากรรม
01 พ.ย. 61

'อัจฉริยะ' เตรียมยื่นคำสั่งศาลต่อสำนักงานบังคับคดีธัญญบุรี เพื่ออายัดหุ้น 'บริษัทไหทองคำ'

ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เตรียมยื่นคำสั่งศาลต่อสำนักงานบังคับคดี ธัญญบุรี เพื่ออายัดหุ้นบริษัทไหทองคำ เรคคอร์ด จำกัด จ่ายค่าจ้างถ่ายหนังผู้สาว ขาเลาะ   (1 พ.ย. 61) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายวันนี้จะนำคำพิพากษาของศาลจังหวัดธัญญบุรี ไปส่งที่สำนักงานบังคับคดี ธัญญะบุรี เพื่อดำเนินการอายัดหุ้น บริษัทไหทองคำเรคคอร์ด จำกัด นำมาชดใช้ให้นายอุเทน ศรีวิริ เจ้าของภาพยนต์ ผู้สาวขาเลาะ เดอะอินดี้มูฟวี่อินดี้ ที่นายประจักษ์ เนาวรัตน์ ถูกฟ้องดำเนินคดี หลังค้างค่าจ้าง 8 แสนบาท    ส่วนการเจรจากับนายประจักษ์ กรณีของอาร์ม ชุติมา ที่มีการให้นายสมรักษ์ คำสิงห์ มาเป็นตัวกลางเจรจา ยืนยันว่า ไม่เป็นผลและขอให้นายสมรักษ์ อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้ เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปทั้งหมด โดยตัวเองได้พูดคุยกับนายสมรักษ์ ไปเมื่อวานนี้ 

 3,900
สังคม-อาชญากรรม
30 ต.ค. 61

‘อัจฉริยะ’ รับมอบอำนาจ ฟ้องหมิ่น ‘ประจักษ์ชัย’ โพสต์ภาพ ‘อาม ชุติมา’ ไม่เหมาะสมลงเฟซบุ๊ก

วันนี้ (30 ต.ค.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางมายังศาลอาญารัชดา หลังได้รับมอบอำนาจจากมารดา และ น.ส.ชุติมา โสดาภักดิ์ นักร้องและนักแต่งเพลงไหทองคำ เพื่อเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายประจักษ์ชัย เนาวรัตน์ ผู้บริหารค่ายไหทองคำ เรคคอร์ด นักแต่งเพลงและนักร้อง ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา    หลังนายประจักษ์ชัย นำภาพของอาร์ม ชุติมา ในวัยเด็ก ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่มีการเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยที่อาร์มไม่ได้อนุญาต โดยจะเรียกค่าเสียหายจำนวน 5 ล้านบาท โดยศาลประทับรับฟ้องและมีการนัดไตร่สวนมูลฟ้องวันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา บ่ายโมง   นายอัจฉริยะ ระบุว่า ขณะนี้นายประจักษ์ชัย ได้มีการส่งตัวแทนเข้ามาติดต่อเพื่อขอเจรจาไกล่เกลี่ย เรื่องสัญญาของอาร์ม ชุติมา โดยจะให้เวลาถึง 10 โมงของวันพรุ่งนี้ และนายประจัก์ชัย จะต้องมีความชัดเจนว่าจะยอมยกเลิกสัญญาให้ น้องอาร์ม ชุติมา หากไม่ได้ข้อยุติที่เป็นมี่พอใจจะเดินหน้าร้องต่อ ปปง. ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายประจักษ์ชัย และบริษัทไหทองคำ แต่หากยอมตกลงยกเลิกสัญญาให้น้องอาร์มชุติมา คดีที่มีการฟ้องร้องกันในศาลก็สามารถถอนฟ้องได้เนื่องจากเป็นความผิดส่วนตัว    แต่กรณีที่ตนได้ยื่นต่อสรรพากร ตรวจสอบภาษีย้อนหลังของบริษัทไหทองคำ ตั้งแต่ในช่วงปี 2559 จนมาถึงมกราคม 61 ที่ไม่ได้มีการตั้งบริษัทเพื่อเสียภาษี ไม่สามารถถอนคำร้องได้เนื่องจากนายประจักษ์ชัย และบริษัท จะต้องเสียภาษีตามหน้าที่อยู่แล้ว   ข่าวที่เกี่ยวข้อง 'ประจักษ์ชัย' ร้องศาลเรียกค่าเสียหาย 'อาม ชุติมา' 21 ล้าน ยันเป็นไปตามสัญญา ไม่ใช่ผู้ใหญ่รังแกเด็ก  

 5,947
สังคม-อาชญากรรม
03 ต.ค. 61

'อัจฉริยะ' ร้องกองปราบฯ เอาผิด 'ทนายคนดัง' เพิ่มปมคลิปฉาวเรียก 5 แสนวิ่งเต้นคดี

อัจฉริยะ เดินหน้าร้องเอาผิด ทนายคนดัง เพิ่มเติมคดีเรียกรับเงิน 5 แสนอ้างเพิ่มโทษคู่กรณี คดีผู้เสียหายถูกหลอกเล่นแชร์ตู้แช่กว่า 10 ล้านบาท   วันนี้ (3 ต.ค. 61) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีทนายความชื่อดัง กรณีที่เป็นคนกลางเรียกรับเงินจำนวน 5 แสนบาท จากผู้เสียหาย 2 สามีภรรยา เจ้าของบริษัทส่งออกอาหารทะเลในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่เป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงทรัพย์ ถูกหลอกให้ลงทุนธุรกิจห้องเย็น มีพฤติกรรมเป็นแชร์ลูกโซ่แชร์ลูกโซ่ โดยทนายความชื่อดังว่าสามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือทางคดีได้ โดยการเจรจาให้พนักงานอัยการเพิ่มข้อหากับผู้ต้องหาได้    นายอัจฉริยะ ระบุว่าในวันนี้มาแจ้งความดำเนินคดีกับทนายความคนดัง ตามความผิดมาตรา 143 ผู้ใดเรียกรับผลประโยชน์ อันเป็นการจูงใจเจ้าพนักงานโดยการทุจริต เพราะเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะการวิ่งเต้นคดี เป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับนำคลิปเสียงที่ระบุว่าเป็นเสียงของทนายความคนดัง เจราจาเรียกรับเงินวิ่งเต้นคดีมาเป็นหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนด้วย    ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอัจฉริยะได้นำคลิปบันทึกเสียงระบุว่าเป็นเสียงของทนายษิทรา ซึ่งมีการเจรจาเรียกรับเงินวิ่งเต้นคดีมาเผยแพร่ คลิปดังกล่าวบันทึกโดยสองสามีภรรยา แต่ภายหลังอัยการไม่ได้สั่งฟ้องข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาแต่อย่างใด สองสามีภรรยาจึงรู้ความจริงว่าถูกทนายความคนดังหลอกลวง จึงขอเงิน 5 แสนบาท จากทนายความคนดังคืน และทนายความคนดังก็ยอมคืนเงินให้ในเวลาต่อมา    นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยังนำกรณีนี้ของทนายความคนดังไปให้ข้อมูลกับสภาทนายความ ซึ่งต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการสภาทนายความได้มีความเห็นให้สอบสวนทางวินัยกับทนายคนดังกล่าวแล้ว ซึ่งต่อจากนี้ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะดำเนินการพิจารณาหลักฐานเพื่อตรวจสอบดูว่าเข้าเงื่อนไขในการรับคดีนี้หรือไม่ ก่อนจะส่งเรื่องให้ผู้บังคับการกองปราบปรามพิจารณารับคดีอีกครั้ง

 3,472

Top