ค้นหา :

ผลการค้นหา "ไกล่เกลี่ย"

สังคม-อาชญากรรม
06 ธ.ค. 61

สาวอ้างเรียนฟิสิกส์ด่าคนเจ็บกลางถนน กลับจากญี่ปุ่นเข้าพบ ตร. รับเสียใจเรื่องบานปลาย ยังเคลียร์ค่าเสียหายคู่กรณีไม่จบ

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์คลิป หญิงสาวที่กำลังด่าทอชายคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขี่รถจักรยานยนต์ชนประตูรถแท็กซี่จนหมดสติล้มลงกลางถนนพระราม 3 ใกล้แยกนางลิ้นจี่ กรุงเทพฯ ท่ามกลางประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ แต่หญิงสาวคนดังกล่าวกลับตะโกนด่าทอโวยวายว่า "เรียนฟิสิกส์ เคมีมา มันแรงเสียดทาน มาล้มแบบนี้ไม่ใช่ อย่ามานอนสำออยเรียกเงิน"   อีกทั้งยังจะเตะคนเจ็บที่นอนอยู่กับพื้น หลังเกิดเหตุหญิงสาวคนดังกล่าวยังไม่ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา      ล่าสุด ผู้ต้องหาเดินทางกลับจากไปทำธุระที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ติดต่อเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆตามหมายเรียกเพื่อให้ปากคำและรับทราบข้อกล่าวหาในความผิด ฐานกระทำการโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บกายหรือจิตใจ และข้อหาดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ใช้เวลาสอบสวนอยู่นานกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งตัวผู้ต้องหาได้แสดงความเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายรุนแรง   นอกจากนี้ยังได้ให้ผู้ต้องหาไปเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องเยียวยาค่าเสียหายกับผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว โดยเสนอเงิน 20,000 บาท แต่ผู้เสียหายได้เรียกร้องให้ชดใช้เป็นเงิน 60,000 บาท สุดท้ายก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ทางตำรวจเห็นว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ จึงต้องนำตัวไปส่งดำเนินคดีต่อศาล โดยศาลแขวงพระนครใต้ได้มีคำสั่งให้สืบเสาะพฤติการณ์จำเลย เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา และให้คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ได้เจรจาไกล่เกลี่ยกัน พร้อมนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 31 ม.ค. 62 อีกครั้งหนึ่ง   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/kOR38YgnM80  

 14,100
ครอบครัวบันเทิง
05 ก.ย. 61

'มิ้ง โป๊ะแตก' ขอโทษกุเรื่องท้อง-แท้ง อ้างทำไปเพราะรัก 'กัปตัน' ยอมไกล่เกลี่ยถอนฟ้อง ลั่นหลังจากนี้ต่างคนต่างอยู่

'กัปตัน ชลธร' ขึ้นศาลอาญา รัชดา ไกล่เกี่ยคดีฟ้องหมิ่นประมาท 'มิ้ง ศวภัทร' ปล่อยข่าวท้องและแท้ง ฝ่ายหญิงยอมรับโกหกเรื่องทั้งหมด ไม่ได้ท้องตั้งแต่แรก ทำไปเพราะรัก หวังให้กลับมา ด้าน 'กัปตัน' โล่งที่ได้รู้ความจริง เข้าใจในการกระทำที่ทำไมทำแบบนั้น ไม่โกรธ พร้อมถอนฟ้องทั้ง 2 คดี แพ่งและอาญา   เรื่องราวความรักของนักแสดงหนุ่ม 'กัปตัน ชลธร' วัย 20 ปี กับ อดีตแฟนสาว 'มิ้ง ศวภัทร' ที่ฝ่ายหญิงได้ออกมาแถลงข่าวความสัมพันธ์ว่าได้ตั้งครรภ์ 7 สัปดาห์ กับนักแสดงหนุ่ม เมื่อวันที่ 11 มิถุยายนที่ผ่านมา  ซึ่งทางกัปตันก็พร้อมจะรับผิดชอบลูกในท้อง แต่ก็เกิดการตั้งคำถาม และ ความสงสัยของสังคม ที่จับสังเกตุว่าท้องผ่านมา 3 เดือน แต่ท้องไม่ป่อง และไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ การฝากครรภ์ ทำให้เกิดคำถามว่าฝ่ายหญิงตั้งท้องจริงๆหรือไม่   ก่อนที่เจ้าตัวจะได้ออกมาพิมพ์แถลงผ่านทางอินตราแกรมส่วนตัว เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม แบบยาวเยียด อธิบายทุกข้อสงสัยของคนในโลกโซเซียลที่จับผิด ถึง 6 หน้า พร้อมระบุว่าได้แท้งแล้ว หลังจากนี้จะใช้ชีวิตต่อไป ทำให้เกิด #มิ้งโป๊ะแตกดังสนั่นโลกโซเซียล   แต่ก็ยังคงเป็นที่สงสัยของสังคมว่าความจริงเป็นยังไง รวมถึงตัวกัปตัน ชลธร และครอบครัวด้วย เลยได้ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อ ศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และฟ้องคดีแพ่ง  ในฐานความผิดละเมิดการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ในวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย ต้องการพิสูจน์ความจริงได้ปรากฎต่อสังคมเท่านั้น   ล่าสุดทางศาลอาญาได้พิจารณาเห็นว่าคดีนี้สามารถเจรจาตกลงกันได้ เลยได้นัดทั้งสองมาไกล่เกี่ย ที่ศูนย์ประนอมข้อพิพาท อาคารศาลอาญา โดยทั้งสองฝ่ายจะใช้เวลาเจรจาไกล่เกี่ยกันกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ตกลงกันออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวกันกว่า 50 สำนัก   โดย มิ้ง ศวภัทร ได้ยอมรับต่อสื่อมวลชนว่าเรื่องที่ผ่านมาเธอโกหกทั้งหมด ไม่ได้ตั้งท้องตั้งแต่แรก  ที่ทำไปเพราะคงามรัก มีความผูกพันธ์หลายๆอย่าง อยู่ในช่วงที่ไม่อยากเสียไป เลยทำไปโดยไม่ได้คิดให้ดีก่อน จนต้องโกหกต่อไปเรื่อยๆ และเรื่องราวกลับใหญ่โต พร้อมกับยกมือไหว้ขอโทษ กัปตัน และครอบครัว รวมถึงสังคมที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ในขณะที่ มิ้งสัมภาษณ์กับนักข่าวได้พักหนึ่ง ทางพ่อของมิ้งก็ได้ขอตัวลูกสาวออกไป   ด้านกัปตัน ชลธร ที่ก็เดินลงจากศาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับบอกว่าตนได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ทำให้โล่งใจมากขึ้น หลังจากมีสิ่งที่ค้างในใจมาได้สักพัก เพราะตนอยากรู้ความจริง และที่เขาทำเพราะความรักที่มีต่อเรา พอได้ยินความจริงจากปากเขา ก็โล่งอกและเข้าใจ จากนี้ก็ไม่มีอะไรที่ติดค้างและไม่โกรธ เพราะทุกคนมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง เพราะตอนที่มีกระแสข่าวตนก็ทรุด เพราะมีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป จากนี้ต่างคนคงต้องออกไปใช้ชีวิตที่ต้องทำ   ซึ่งหลังจากนี้กัปตันก็จะดำเนินถอนฟ้องทั้ง 2 คดี และ หลังจากที่ทั้งคู่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อนักข่าวและความจริง ปรากฎ กระแสโซเซียลก็ระอุอีกครั้ง ก็มีทั้งคนที่ต่อว่าการกระทำของฝ่ายหญิง และมีคนให้กำลังใจฝ่ายชาย   รวมไปถึงก่อนหน้านี้แร๊ปเปอร์หนุ่มชื่อดังอย่าง โจอี้ บอย ที่ก่อนหน้านี้เคยแสดงความเห็นใจฝ่ายหญงิ  ล่าสุดก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า “คำถามเดียวกันกับเมื่อตอนนั้นเลย เป็นลูกมึง..มึงจะทำไง? #อิเด็กบร้า แม่รู้หรือไม่รู้ด้วยเนี่ย..” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-EEogDNEBpg

 8,351
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.พ. 61

เริ่ม! ยกที่ 1 'ครูปรีชา-หมวดจรูญ' เผชิญหน้าครั้งแรกในศาลแพ่ง ปัดไกล่เกลี่ย 'เจ๊เกียว' ยัน 'เจ๊บ้าบิ่น' สบายดี ไม่ได้โดนอุ้ม

ศึกชิงหวย 30ล้านเริ่มแล้ว สองฝ่ายเจอกันในศาลแพ่งครั้งแรก ทั้งคู่ปฏิเสธไกล่เกลี่ยยอมความ ด้านครูปรีชา ยิ้มร่า ควงทีมทนายสู้ศึก ฝั่ง หมวดจรูญ ควงครอบครัว และทีมทนายพร้อมปล่อยหมัด ซัด ลอตเตอรี่ได้มาโดยชอบธรรม   บรรยากาศที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อวานนี้ เรียกว่าคึกคักอย่างมาก ทีมกองทัพสื่อมวลชน เฝ้ารอติดตามทำข่าวการพบกันครั้งแรกในศาลระหว่าง ครูปรีชา ใคร่ครวญ และ รตท จรูญ วิมูล อดีตตำรวจ ซึ่งคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่ครูปรีชา ยื่นฟ้อง หมวดจรูญละเมิดทรัพย์   โดยฝั่งครูปรีชา เปิดบ้านพักให้ทีมข่าว เข้าไปบันทึกภาพ ในห้องทำงาน พบใบประกาศนียบัตรและโล่รางวัลที่ครูปรีชาได้รับจำนวนมาก โดยครูปรีชากล่าวสั้นๆว่า วันนี้ตื่นแต่เช้า เตรียมพร้อมทั้งกายและใจ จากนั้นได้เข้าไปกราบขอพร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านและออกเดินทางไปที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี   ขณะที่ฝั่งหมวดจรูญ เดินทางมาที่ศาลพร้อมกับครอบครัวและทีมทนายความ  เวลาประมาณ  8.30 น. พอพบสื่อมวลชน หมวดจรูญใบหน้าสดชื่น ควงคู่มากับภรรยาและลูกสาว  โดยหมวดจรูญกล่าวสั้นๆก่อนขึ้นศาลว่า  ตนไม่ได้รู้สึกอะไรกับการขึ้นศาลวันนี้ ไม่กังวลใจ และไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ หากศาลให้คู่ความทั้งคู่เจรจาไกล่เกลี่ยกัน  ก็คงไม่ไกล่เกลี่ยแล้ว ไม่รู้จะคุยอะไรกัน  แต่หากครูปรีชายอมรับก็อาจไกล่เกลี่ยความได้ ความจริงก็คือความจริง มั่นใจเต็มร้อยว่าลอตเตอรี่เป็นของตัวเอง จากนั้นก็ขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดี   จากนั้นเวลาประมาณ 9.00 น.ครูปรีชาพร้อมทีมทนายความและครอบครัวก็เดินทางมาถึงศาล  และพูดคุยกับสื่อมวลชนว่า พร้อมสู้คดี ซึ่งตนมีหลักฐานแน่นหนา ลอตเตอรี่เป็นของตน คนเราวิ่งหนีความจริงไม่พ้น สุดท้ายศาลจะเป็นผู้ตัดสิน จากนั้นครูปรีชาก็ชูสองนิ้วสู้ตาย และเดินเข้าไปในศาล   โดยทันทีที่ทั้งครูปรีชาและหมวดจรูญเดินเข้าไปในศาล ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มองหน้ากัน โดยทางครูปรีชาเลิกจะนั่งที่ฝั่งซ้ายแถวที่1 ฝั่งหมวดจรูญ นั่งแถวที่ 3 ฝั่งขวา โดยสังเกตว่าขณะที่ทนายทั้งสองฝ่ายชี้แจงต่อศาล เรื่องการนำสืบพยาน ทั้งคู่ต่างตั้งใจฝั่ง โดยศาลถามทนายความฝั่งโจทก์คือครูปรีชา และทนายความฝั่งจำเลย คือหมวดจรูญ ว่าจะไกล่เกลี่ยกันได้หรือไม่ เพราะคดีแพ่งถ้าสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ ก็จะจบ แต่ทั้งคู่ให้การปฏิเสธไม่ขอไกล่เกลี่ย  โดยศาลกำหนด 4 ประเด็นในคดีแพ่ง คือ 1.โจทก์เป็นเจ้าของลอตเตอรี่หรือไม่ 2.โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ ในสลากหรือไม่ 3.จำเลยทำละเมิดโจทก์หรือไม่ และ 4.จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่   โดยครูปรีชา มีพยานนำสืบ 15 ปาก หมวดจรูญ มีพยานนำสืบ 12 ปาก ซึ่งพยานทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในสำนวนคดีอาญาของตำรวจ โดยศาลให้โจทก์และจำเลย  โยศาลขอให้ทั้งสองฝ่าย ส่งบัญชีระบุพยานภายใน 20 วัน และนัดสืบพยานในวันที่ 1-4 พฤษภาคม   หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการศาล หมวดจรูญ และทนายความก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ตนพร้อมพิสูจน์ความจริงเสมอ โดยขณะที่อยู่ในห้องไม่มีการพูดคุยกันกับครูปรีชา แค่ชำเลืองมองหน้าเฉยๆ ส่วนการต่อสู้คดี ทั้งพยานหลักฐานต่างๆตนก็พร้อม และขอยืนยันว่าซื้อลอตเตอรี่จริง  ด้านนายณัฐพล เติมสายทอง ทนายความหมวดจรูญกล่าวว่า ยังไม่ขอเปิดเผยพยานที่จะมาหักล้างในคดีแพ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนซึ่งคดีนี้ครูปรีชา ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า พยานหลักฐานทั้งหมดน่าเชื่อถืออย่างไร   ทางด้านครูปรีชาพร้อมทนายความก็เดินออกมาจากศาล ให้สมภาษณ์สื่อด้วยรอยยิ้มว่า ตนมั่นใจเต็มร้อยในการสู้คดี ไม่กังวลพยานหลักฐานใดๆ ส่วนบรรยากาศในห้องพิจารณาก็ไม่ได้มีการคุยกัน แต่ตอนเดินออกมา ก็ได้ยกมือไหว้หมวดจรูญ เพราะเป็นผู้ใหญ่กว่าเราก็ทำความเคารพตามมารยาทไทย  และขอฝากสื่อมวลชน ลงข่าวให้เป็นกลาง  อยากสอบถามอะไรก็ให้ไปพบครูที่บ้าน    ทางด้านนายเกรียงไกร นาควะรี ทนายความครูปรีชา กล่าวว่า พยานทั้ง 15 ปาก เป็นพยานคนสำคัญ ไม่กังวลใจในการต่อสู้คดี นอกจากพยานบุคคลแล้วจะมีพยานวัตถุอื่นๆประกอบหรือไม่ ยังไม่ขอเปิดเผย ซึ่งฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน ศาลก็ต้องให้ความเป็นธรรม   พอเสร็จสิ้นกระบวนการที่ศาลผู้สื่อข่าวสังเกตพบว่า ทั้งสองฝั่ง ไม่มีท่าทีวิตกกังวล มีแต่รอยยิ้ม และต่างฝ่ายก็มั่นใจว่าหวยนั้นเป็นของตัวเอง ซึ่งในเช้าวันนี้ (13 ก.พ.) ทางกองปราบปรามก็จะมีการประชุม พนักงานสอบสวนในคดีนี้ รวมทั้งการแต่งตั้งหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีนี้ ซี่งคาดว่าภายในสิ้นเดือนกพ อาจจะมีการสรุปสำนวนคดี   จากนั้นในช่วงบ่าย ครูปรีชาก็เดินทางเข้ารับรางวัล วิทยากรจิตอาสา โรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดกาญจนบุรี  โดยครูปรีชาสวมเสื้อผ้าไหมสีทอง มารับรางวัล ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีความกังวล หรือวิตกใดๆทั้งสิ้น มีการทักทายเพื่อนครูและผู้สูงอายุ จากนั้นก็ให้สัมภาษณ์ว่า รางวัลนี้ตนได้รับเพราะทำหน้าที่ครูอาสา สอนวิชาประวัติศาสตร์ให้กับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ปี 2560 ก่อนเกิดคดีหวย  ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ครูปรีชารู้สึกอย่างไร ที่ทำแต่ความดี แต่ถูกสังคม กล่าวหาว่าเป็นครูจอมทรัพย์สอง  ครูปรีชาบอกว่า สังคมอย่าพึ่งตัดสินคนด้านเดียว เรื่องคดีความที่เกิดขึ้น รอฟังการพิจารณาจากศาล ก็จะรู้ความจริง   คดีนี้นอกจากครูปรีชา และลุงจรูญ จะต้องต่อสู้คดีกันแล้ว พยานปากสำคัญต่างๆก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะเจ๊บ้าบิ่น หรือนางรัตนาภรณ์ ซึ่งถือเป็นแม่ค้าคนสำคัญ ที่เป็นคนขายหวยให้ครูปรีชา และเมื่อมีการแชร์คลิปเสียงและข้อความแชทไลน์ของเจ๊บ้าบิ่นออกมา จากนั้นเจ้บ้าบิ่นก็หายตัวไป    ผู้สื่อข่าวไปสอบถาม เจ๊เกียว พยานคนสำคัญอีกคน ว่าเจ๊บ้าบิ่นตอนนี้ หายไปไหน เจ๊เกียวกล่าวว่า ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้ถูกอุ้ม เจ๊บ้าบิ่นสบายดี อยู่กับเจ๊เกียวเอง แต่ที่ไม่ออกมาเพราะต้องการพัก ไม่อยากให้สมภาษณ์สื่อแล้ว เจ๊บ้าบิ่น อยู่ดีมีสุข อาศัยในบ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวานนี้ ทางเจ๊เกียวและเจ๊ๆทุกคนที่เป็นพยานให้ครูปรีชา ก็มีการนัดทานข้าวกันที่บ้านครูปรีชา ไม่ได้ไปปิดรีสอทร์หรือเซฟเฮาส์ใดๆทั้งสิ้น เป็นการนัดกินข้าวกันแลกเปลี่ยนสารทุกข์กัน และปรึกษาทางคดี และยังเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดในบ้านครูปรีชาว่า มีนักข่าวมาสังเกตการณ์ที่หน้าบ้านของครูปรีชาหลายคน  จนถึงวันนี้ พวกตนยืนยัน ไม่ได้เป็นขบวนการเท็จ ทุกอย่างที่ให้สัมภาษณ์คือความจริง   ทางด้านนายสันติลูกชายเจ๊บ้าบิ่น กล่าวว่า ตอนนี้แม่อยู่ที่ปลอดภัย แต่ตนเองรู้สึกไม่ปลอดภัย ในแต่ละวันทั้งนักข่าวและมีรถยนต์แวะเวียนมาสังเกตการณ์หน้าบ้านตนทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ยามวิกาล จนเกิดความหวาดกลัว ไม่เข้าใจว่าสื่อต้องการอะไร     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/I-Q-73iQFrw    

 17,069
สังคม-อาชญากรรม
09 ม.ค. 61

จบด้วยดี! 'มาริโอ้' ไม่ติดใจคนขับแท็กซี่ ใช้หนังสติ๊กยิงหินใส่กระจกรถปอร์เช่แตกทั้งบาน

มาริโอ้ เมาเร่อ ไม่ติดใจคนขับแท็กซี่ใช้หนังสติ๊กยิงหินใส่กระจกรถปอร์เช่แตกทั้งบาน หลังใช้เวลาไกล่เกลี่ยนานกว่า2ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเปรียบเทียบปรับคนขับแท็กซี่ ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ในอัตราโทษต่ำสุด   นักแสดงหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ และนายอุดร สุทธิสน อายุ 37ปี คนขับรถแท็กซี่ เดินออกจากห้องสืบสวน สน.พญาไทอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆกับสื่อมวลชน หลังใช้เวลาไกล่เกลี่ยนานกว่า2ชั่วโมง กรณีคนขับรถแท็กซี่ ใช้หนังสติ๊กยิงลูกหินใส่กระจกรถปอร์เช่ฝั่งคนขับของมาริโอ้ จนทำให้กระจกด้านคนขับแตกทั้งบาน   ด้าน ตร.สน.พญาไท เปิดเผยว่า ผลการสอบสวนไกล่เกลี่ยถือว่าผ่านไปด้วยดี ไม่ติดใจเอาความใดๆ เพราะ2ข้อหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อกล่าวหาคนขับรถแท็กซี่ ว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ เป็นคดีที่ยอมความกันได้ เมื่อผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ตำรวจจึงเปรียบเทียบปรับต่ำสุดในข้อหาทำร้ายร่างกาย ก่อนทั้งสองจะแยกย้ายเดินทางกลับ   สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นบริเวณริมถนนราชปรารภฝั่งซ้ายมุ่งหน้าเข้าประตูน้ำ พบรถยนต์ปอร์เช่ รุ่นคาร์เรร่า 2 สีดำ จอดอยู่ริมฟุตปาธ สภาพกระจกทางด้านคนขับแตกทั้งบาน จุดเกิดเหตุพบนายมาริโอ้ เมาเร่อ นักแสดงหนุ่มชื่อดัง อายุ29 ปี ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะเดียวกัน ในจุดดังกล่าวยังพบรถคู่กรณีเป็นรถแท็กซี่โตโยต้า สีเหลือง หมายเลขทะเบียน ทส-3889-กทม. สภาพกระจกด้านหน้าซ้ายแตก มีนายอุดร สุทธิสน อายุ 37 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด คู่กรณี เป็นผู้ขับขี่   ในเบื้องต้นนายอุดร คนขับรถแท็กซี่ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถมาจากถนนพระราม 6 เพื่อเลี้ยวขวาเข้าถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อมาถึงแยกอุรุพงษ์ ถูกรถปอร์เช่ขับปาดหน้า ด้วยความโมโหตนจึงได้เปิดกระจกและตะโกนด่าออกไป ก่อนที่จะมีการด่าทอกันไปมา จากนั้นได้ขับรถปาดกันไปมาจน มาติดไฟแดงบริเวณแยกประตูน้ำ ตนจึงได้ใช้หนังสติ้กยิงลูกหินจากภายในรถทะลุกระจกรถตัวเองฝั่งซ้ายไปโดนกระจกฝั่งขวาด้านคนขับรถของรถปอร์เช่จนแตก จากนั้นนายมาริโอ จึงขับรถเลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชปรารภ พร้อมกับจอดรถ เจ้าหน้าตำรวจที่อยู่ภายในป้อมตำรวจบริเวณแยกประตูน้ำ จึงออกมาตรวจสอบ พร้อมเชิญตัวทั้งคู่มาสอบปากคำที่ สน.พญาไท   ด้านนายมาริโอ้ ไม่ขอให้สัมภาษณ์ใดๆกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hm5x8JmYsNY    

 41,068
ข่าวต่างประเทศ
27 ธ.ค. 60

รัสเซียเสนอเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ

โฆษกรัฐบาลของรัสเซียประกาศ อาสาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ หาก 2 ประเทศยอมรับข้อเสนอ ขณะที่ทางทำเนียบขาว สหรัฐฯยังคงไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นดังกล่าว และยังคงเดินหน้าคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง

 8,664
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 พ.ย. 60

จบด้วยดี! วิน จยย.จับมือยอมความเด็กอาชีวะ หลังคลิปรุมยำว่อนเน็ต

โลกออนไลน์แชร์คลิปเหตุการณ์ กลุ่มชาย 4-5 คน หนึ่งในนั้นสวมเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ รุมทำร้ายนักเรียนชายอาชีวะย่านศรีย่านคนหนึ่ง กลางถนนที่พื้นที่ สน.สามเสน กรุงเทพฯ   โดยจากสาเหตุเกิดจากความไม่พอใจที่มีการขับรถปาดหน้ากัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างมีปากเสียง และลงมือก่อเหตุทะเลาะวิวาท โดยทางเด็กนักเรียนได้ไปตามเพื่อนมาอีก 4 คน ในทางกลุ่มวินก็ตามเพื่อนมาช่วยเช่นกัน ก่อนที่เด็กนักเรียนจะวิ่งหนี เหลือเพียงตัวเด็กคู่กรณีตามที่เห็นในคลิป   ในเวลาต่อมา ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาตกลงกันไปแล้วว่าจะไม่เอาเรื่องกับอีกฝ่ายตั้งแต่วันเกิดเหตุ เพื่อเห็นแก่อนาคตของเด็กนักเรียน ไม่ติดใจเอาความใดๆ รวมถึงเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายหลังจากนี้   ด้านตัวแทนผู้ปกครอง มองว่าเรื่องนี้ลูกของตนเป็นฝ่ายผิดด้วย ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว หลังจากนี้ก็จะอบรมลูกของตนเองไม่ให้ก่อเหตุ และให้คำนึงถึงอนาคต ไม่สร้างความลำบากใจให้กับพ่อและแม่อีก   ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนเทคนิคแห่งหนึ่ง ระบุว่า ได้สั่งพักการเรียนเด็กนักเรียนทั้ง 5 เป็นเวลา 2 วัน ระหว่างการหาทางออกให้กับปัญหา ซึ่งหลังจากนี้จะนำเด็กนักเรียนที่ก่อเหตุไปทำบันทึกประวัติไว้ และหารือเรื่องการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กและกลุ่มวินรถจักรยานยนต์ ยืนยันว่าที่ผ่านมากลุ่มวินรถจักรยานยนต์ไม่ใช่กลุ่มที่เคยมีปัญหากับเด็กนักเรียน ซ้ำยังคอยช่วยเหลือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างสถาบัน   เชื่อว่าเหตุการณ์นี้มาจากเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจผิดกัน อีกทั้งที่ผ่านมาก็เคยมีมาตรการอบรมให้เด็กนักเรียนมีความประพฤติดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะเชิญตำรวจ สน.สามเสน ไปอบรมให้ความรู้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน รวมถึงการทำกิจกรรมเสริมสร้างความรักความสามัคคีต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/EPhH3vUYdDw    

 14,991
ข่าวภูมิภาค
10 ส.ค. 60

หนุ่มเครียดเมียหอบลูกหนี คลั่งจับ 4 ตัวประกัน ขอเจรจาแค่ทหาร บอกไม่ไว้ใจ ตร.

อุตรดิตถ์-เกิดเหตุระทึกกลางย่านธุรกิจสำคัญ เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ เมื่อมีหนุ่มชาวใต้จากพังงา เดินทางไปตามหาลูกและภรรยาชาวจังหวัดพะเยา แต่ไม่พบจึงกลับย้อนมาขอพักที่บ้านเพื่อนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ตลอดทั้งวันและคืนไม่ได้พักผ่อนและคิดกังวลเรื่องครอบครัวมาก เกิดอารมณ์คลุ้มคลั่ง นำมีดอีโต้ขนาดใหญ่ 2 เล่มและถือปัดแกว่งไปมาในร้านขายจักรยานยนต์   เมื่อ จนท.จะเข้าควบคุมก็มีการใช้มีดขู่จับ 4 ตัวประกัน ต้องใช้เวลาไกล่เกลี่ยนานหลายชั่วโมง พร้อมขอให้ ตร.ออกไปแต่จะขอเจรจากับทหารแทน เนื่องจากไม่ไว้ใจตำรวจ ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลายจบลงด้วยดี ซึ่งผู้ก่อเหตุจะถูกส่งตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Bz11a-v3QMA    

 893
สังคม-อาชญากรรม
25 พ.ค. 60

'น็อต กราบรถ' ไกล่เกลี่ยคู่กรณี ชดใช้ค่าผ่าตัด 1.8 แสน โอดไร้งานบันเทิง

น็อต-อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล เดินทางมาศาลเข้าไกล่เกลี่ยค่าเสียหายกับคู่กรณี จากเหตุทำร้าย บอย-กิตติศักดิ์ สิงห์โต ที่ได้ขับรถเฉี่ยวชนก่อนจะมีการลงมือทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และลากผู้เสียหายให้มากราบรถ   ซึ่งผลจากการเจรจาน็อตพร้อมให้เงินเยียวยาแก่คู่กรณีที่จะต้องไปผ่าตัดใหม่อีกครั้ง รวม 180,000 บาท ส่วนคดีที่กิตติศักดิ์ที่เฉี่ยวชนนั้น ก็ต้องไปฟังกันอีกครั้งว่าพนักงานอัยการจะมีความเห็นแย้งพนักงานสอบสวนหรือไม่ เพราะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ยอมความไม่ได้   โดยน็อตระบุว่า ขอขอบคุณศาล อธิบดี ผู้ไกล่เกลี่ย และสื่อมวลชนทุกคน ที่ทำให้มีโอกาสได้ไกล่เกลี่ยพูดคุยกับนายกิตติศักดิ์ รู้สึกดีใจที่วันนี้มาถึง เป็นเรื่องที่ดีมากที่มีกระบวนการไกล่เกลี่ย อย่างน้อยเราทะเลาะกันเป็นเรื่องอดีต ปัจจุบันเมื่อเราได้พูดคุยกันแล้วจบก็ดีกับทุกฝ่าย พร้อมระบุขณะนี้ งานในวงการบันเทิงไม่มีเลยหลังเกิดเหตุ รวมถึงร้านอาหารของตนเองก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งขอฝากว่าร้านอาหารนั้นมีหลายคนที่เกี่ยวข้อง และพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ส่วนต่อจากนี้เมื่อเรื่องสิ้นสุด หากมีผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงให้โอกาสกลับไปทำงานในวงการบันเทิง ก็พร้อมยินดีและขอกราบขอบพระคุณที่ยอมให้โอกาสได้กลับไปทำงาน   และขอฝากเตือนว่าหากเกิดเหตุการรถเฉี่ยวชนกับใครขอให้เจราจรกันโดยดีและรับผิดชอบกันไปตามขั้นตอน อย่าใช้อารมณ์ ทะเลาะกัน เพราะเมื่อเกิดการทะเลาะกันแล้ว เรื่องจะไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนสองคน แต่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่และขอให้มีสติ โดยระบุอีกว่า หากจะมีรถคันใหม่ จะตั้งชื่อรถว่า "สติ" และอยากขอให้สังคมให้อภัยที่ได้ทำผิดไป       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/_AP72CRPbHI

 12,394
สังคม-อาชญากรรม
23 ม.ค. 60

จ่อฟ้องแพ่ง หมาพันธุ์ทางถูกพิทบลู 3 ตัวรุมขย้ำค่ารักษาเป็นหมื่น แต่คู่กรณีให้ได้แค่ 3 พัน

เจ้าของสุนัขเข้าแจ้งความ ตร.สน.บางเขน ว่าสุนัขพันธุ์ทางชื่อช้อปเปอร์ อายุ 5 ปี ที่เลี้ยงไว้ถูกสุนัขสายพันธุ์พิตบูลของเพื่อนบ้านจำนวน 3 ตัวรุมกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเย็บแผลถึงกว่า 50 เข็ม ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท แต่ไม่สามารถตกลงค่าเสียหายกับทางเจ้าของสุนัขพิตบูลได้ ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด คู่กรณีเสนอเงินให้เพียง 3,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรักษาต่อเนื่อง หลังจากนี้จึงจะดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hr_TwXc4Jik

 2,520

Top