ค้นหา :

ผลการค้นหา "จุดไฟเผา"

สังคม
04 ก.พ. 63

น้อง ป.2 ราดน้ำมันใส่พี่ ป.3 ก่อนจุดไฟเผาช่วงล่างเจ็บสาหัส ล่าสุดแพทย์เผย 'เป็นหมัน'

แม่น้อง ป.3 ที่ถูกเด็ก ป.2 ใช้น้ำมันเบนซินราด แล้วจุดไฟเผาอวัยวะเพศ จนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ยอมให้อภัย เพราะสงสงสารเด็ก ขณะที่อาการของน้องที่ได้รับบาดเจ็บอาการดีขึ้น ด้านโรงเรียนให้ความดูแลอย่างดี   ความคืบหน้ากรณีที่ เด็กนักเรียน ชั้น ป. 2 อายุ 8 ขวบ ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เล่นพิเรนทร์ ไปกดน้ำมันเบนซินที่ตู้หยอดเหรียญ มาราดใส่ที่ก้นของเพื่อนรุ่นพี่ ป.3 อายุ 9 ขวบ แล้วใช้ไฟแช็กจุดไฟเผา ทำให้ไฟไหม้ร่างกาย โดยเฉพาะที่อวัยวะเพศ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา    ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้พบกับแม่ของน้อง ป.3 ชื่อน้องป๊อบ ซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บ ก็บอกว่า ตอนแรกที่เกิดเหตุ ก็รู้สึกเสียใจ และโกรธมาก เนื่องจากพ่อแม่ของอีกฝ่าย ไม่รับผิดชอบ โดยบอกว่าไม่รับรู้ เพราะเป็นเรื่องของเด็กเล่นกันเอง แต่หลังจากที่ได้ไกล่เกลี่ยกันแล้ว ก็มีความเข้าใจ และยอมให้อภัย น้องที่ก่อเหตุ เพราะว่าสงสาร จึงยอมให้อภัย และคิดว่าการให้อภัย น่าจะเป็นบุญช่วยให้ลูกชายหายดีด้วย เช่นเดียวกับทางโรงเรียน แม้ว่าเหตุจะไม่ได้เกิดในโรงเรียน แต่ทางโรงเรียนก็ให้ความช่วยเหลือรับผิดชอบอย่างดี    สำหรับอาการของน้องป๊อบ ขณะนี้ก็อาการดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลระยอง ด้านผู้อำนวยการโรงเรียน บอกว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียน แต่เกิดขึ้นที่บ้านของเด็ก ในช่วงวันหยุด ทางโรงเรียนก็ได้เรียกเด็กมาสอบถามข้อเท็จจริงเบื้องต้นก็ได้ข้อมูลในหลาย ๆ ส่วน ในส่วนที่โรงเรียนได้ดำเนินการไปแล้ว ก็ได้ประสานกับนายอำเภอ เขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 รวมถึง กระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ และได้มีการพูดจาตกลงกันไปแล้ว ทางโรงเรียนได้ให้ครูประจำชั้น มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไปบ้างแล้ว ส่วนการช่วยเหลือในระยะยาว ก็ประสานกับกระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ เพื่อให้การช่วยเหลือในระยะยาวยั่งยืนยิ่งขึ้น ก็เชื่อว่าปัญหาจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี

 2,847
ข่าวภูมิภาค
28 ม.ค. 63

สาวปริศนาถูกเผาคากองเพลิง พร้อมจยย. ชาวบ้านได้ยินเสียงเร่งเครื่องหลายครั้งก่อนเป็นศพ

ชลบุรี-พบศพหญิงสาวปริศนาถูกเผาคากองเพลิง พร้อมรถจักรยานยนต์ ชาวบ้านเผยได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ด้านเจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ   ที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าหญ้า เนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ ล้อมรอบด้วยรั้วลวดหนาม พบเพลิงได้ลุกไหม้ไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องช่วยกันระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดเพลิง ระหว่างนั้นได้พบศพผู้เสียชีวิต อยู่ในสภาพถูกไฟไหม้ทั่วทั้งร่างกาย ใกล้กันมีรถจักรยานยนต์พลิกตะแคงข้างอยู่ สภาพถูกเพลิงไหม้ทั่วทั้งคัน   นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบร่องรอยล้อรถจักรยานยนต์ พุ่งจากพื้นถนนลงไปในป่าหญ้า จึงได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน   จากการสอบถาม ชาวบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ 4-5 ครั้ง หลังจากนั้นก็เงียบหายไป พอสักพักก็มีกลิ่นเหม็นไหม้ จึงได้ออกมาดู ก็พบว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ป่าหญ้า จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ก่อนจะพบมีศพหญิงสาวนอนเสียชีวิตอยู่   เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการติดต่อผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ ซึ่งทราบว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดจากการเร่งเครื่องยนต์ของผู้ตาย ก่อนจะเสียหลักพุ่งลงไปในป่าหญ้า ทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ทั้งนี้ต้องรอผลชันสูตรจากโรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bqibU7oGX0k

 3,041
อาชญากรรม
28 ม.ค. 63

สาวปริศนาถูกเผาคากองเพลิง พร้อมจยย. ชาวบ้านได้ยินเสียงเร่งเครื่องหลายครั้งก่อนเป็นศพ

ชลบุรี-พบศพหญิงสาวปริศนาถูกเผาคากองเพลิง พร้อมรถจักรยานยนต์ ชาวบ้านเผยได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ด้านเจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ   ที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าหญ้า เนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ ล้อมรอบด้วยรั้วลวดหนาม พบเพลิงได้ลุกไหม้ไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องช่วยกันระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดเพลิง ระหว่างนั้นได้พบศพผู้เสียชีวิต อยู่ในสภาพถูกไฟไหม้ทั่วทั้งร่างกาย ใกล้กันมีรถจักรยานยนต์พลิกตะแคงข้างอยู่ สภาพถูกเพลิงไหม้ทั่วทั้งคัน   นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบร่องรอยล้อรถจักรยานยนต์ พุ่งจากพื้นถนนลงไปในป่าหญ้า จึงได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน   จากการสอบถาม ชาวบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ 4-5 ครั้ง หลังจากนั้นก็เงียบหายไป พอสักพักก็มีกลิ่นเหม็นไหม้ จึงได้ออกมาดู ก็พบว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ป่าหญ้า จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ก่อนจะพบมีศพหญิงสาวนอนเสียชีวิตอยู่   เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการติดต่อผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ ซึ่งทราบว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดจากการเร่งเครื่องยนต์ของผู้ตาย ก่อนจะเสียหลักพุ่งลงไปในป่าหญ้า ทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ทั้งนี้ต้องรอผลชันสูตรจากโรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bqibU7oGX0k

 3,041
สังคม
21 ม.ค. 63

หลายจังหวัดยังพบชาวบ้านเผาไร่อ้อย-ตอซังข้าว ฝุ่นละอองขนาดเล็กฟุ้งกระจาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดเลย พล.ต.ต.วิบูลย์ วงค์ก้อม ผบก.ภ.จว.เลย มีคำสั่งให้ สถานีตำรวจภูธรทุกแห่งในจังหวัดเลย เข้มงวดการจับกุมมือเผาป่า และเผาอ้อย รวมทั้งการขนส่งขนอ้อยที่เผา ซึ่งทำให้มีเศษฝุ่นปลิวว่อนสร้างความรำคาญกับผู้สัญจร ให้จับและดำเนินคดี ทั้งจำทั้งปรับ จนถึงที่สุดแห่งคดี หลังจากที่ชาวบ้านได้ลักลอบเผาอ้อย เร่งส่งเข้าโรงงานน้ำตาล ก่อนที่โรงงานจะปิดหีบอ้อยในกุมภาพันธ์ และบางจุดได้ลุกลามไหม้เข้าไปในป่า ทำให้เกิดหมอกควันปกคลุมทั้งเมือง ชาวบ้านต่างผจญกับทั้งเศษฝุ่นจิ๋ว PM2 และขี้เถ้าของใบอ้อยหรือหิมะดำ ลอยปลิวว่อนในอากาศ สร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนทั้งจังหวัด   ด้าน พล.ต.ต.วิบูลย์ วงค์ก้อม เผยว่า ในขณะที่ตำรวจได้วางมาตรการการเผาอ้อยของชาวบ้าน ไว้ 2 แนวทาง แนวทางแรกเรื่องของการป้องกันและการประชาสัมพันธ์ โดยผ่านผู้นำชุมชน และแนวทางที่ 2 การดำเนินคดี เนื่องจากสภาพของจังหวัดเลยแทบจะ 80 % ของพื้นที่เป็นภูเขา เป็นสภาพเป็นป่า ฉะนั้นเมื่อมีการเผาอ้อย จึงมีโอกาสที่จะรุกลามเข้าไปในเขตป่า เขตอุทยานแห่งชาติ และถ้าหากรุกลามไปแล้วยากที่จะดำเนินแก้ไข ในเรื่องนี้ได้รับคำสั่งจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ให้ตำรวจทุกสถานีให้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วออกร่วมกับฝ่ายปกครอง หลังจากได้รับการแจ้งเหตุเรื่องของการเผาป่า เผาอ้อย ซึ่งชุดนี้ต้องเร่งไปสถานที่เกิดเหตุ ถ้าพบผู้กระทำความผิดต้องทำการจับกุมและให้ดำเนินคดีถึงที่สุด แต่ถ้าหากไม่พบให้เจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ และทางตำรวจเองได้กำชับให้ตำรวจในพื้นที่หาข่าวและป้องปราม สืบว่าพื้นไหนที่คาดว่าจะเผาอ้อย ให้ซุ่มกำลังติดตามหากพบกำลังจะเผาให้รีบจับมาดำเนินคดีทันที   พล.ต.ต.วิบูลย์ กล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องความผิดต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป หากที่ชัดเจนในเรื่องของกฎหมายอาญาที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้อันเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินอื่น และอีกส่วนตาม พรบ.สาธารณสุข การเกิดฝุ่นละออง หากไหม้ใกล้ทางหลวงก็ใช้ พรบ.ทางหลวง ส่วนในเรื่องการขนอ้อยที่เผา ที่บรรทุกมาที่มีลักษณะตกหล่น มีฝุ่นละอองต่างๆ ได้กำชับให้ตำรวจที่พบเห็นดำเนินคดีตามกฎหมายการจราจรทางบกทันที     ขณะที่ ชาวนาจังหวัดพิจิตร ยังใช้การจุดเผาตอซังข้าว ส่งผลทำให้เกิดกลุ่มหมอกควันปกคลุม ในพื้นที่ ขณะที่ทางจังหวัดพิจิตร รณรงค์หยุดเผาวัชพืช เพื่อลดค้าฝุ่นละออง   กลุ่มควัน สีขาว บริเวณกว้าง ที่เกิดจากชาวนาในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ใช้วิธีเผาต้นตอซังข้าว หลังจากการเก็บเกี่ยว โดยการจุดไฟเผาวัชพืช โดยเฉพาะตอซังข้าว ที่บนแปลงการเกษตร ส่งผลให้เกิดหมอกควันจำนวนมาก ลอยขึ้นสู่ผิวชันบรรยากาศในพื้นที่จังหวัดพิจิตร โดยหมอกควันที่เกิดจากการเผาวัชพืช เกิดขึ้นยังไม่เกินมาตรฐานที่จะส่งผลกระทบกับมนุษย์ แต่ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ยังไม่ฟังคำเตือน และยังใช้การเผา เป็นการกำจัดวัชพืชในพื้นที่การเกษตร   ทางจังหวัดพิจิตร ได้ติดตามวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าสถานการณ์ยังเป็นปกติ แต่ได้ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ในการร่วมกันป้องกันปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเข้มข้น ทั้งการรณรงค์งดเผากำจัดวัชพืชในพื้นที่ทางการเกษตร เพื่อลดปริมาณหมอกควัน และ ฝุ่นละออง  

 1,305
ต่างประเทศ
20 ม.ค. 63

ชายจีนสุดแสบจุดไฟเผาคนเร่ร่อน ไฟลุกพรึ่บหวิดย่างสด ก่อนย้อนกลับทำทีมาช่วยดับไฟ

กล้องวงจรปิดจับภาพชายจีนเดินผ่านชายเร่ร่อนที่นอนอยู่ริมถนน ก่อเหตุจุดไฟบนผ้าที่คลุมเพื่อเผาร่างทั้งเป็น โชคดีมีคนเดินผ่านมาเห็น จึงช่วยกันรีบดับไฟ ทำให้รอดตายหวุดหวิด ก่อนทีชายผู้จุดไฟจะทำทีเดินกลับมายังจุดเกิดเหตุ พร้อมอ้างว่าเห็นผู้ก่อเหตุ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นฝีมือของเขาเองที่ทำ  

 18,478
สังคม-อาชญากรรม
18 ม.ค. 63

ค่าฝุ่น pm 2.5 พุ่งสูง! กระทบคนกรุงผื่นขึ้น เด็กป่วยปากบวม กรมอนามัยขอความร่วมมือ ช่วงตรุษจีนใช้ธูปขนาดเล็ก-ลดปริมาณการเผากระดาษ

ปริมาณฝุ่น PM 2.5 พื้นที่กรุงเทพฯ ประจำวันที่ 18 ม.ค.2563 เวลา 10.00 น. เกินค่ามาตรฐาน 42 จุด (จากจุดวัด 61 จุด)   5 อันดับสูงสุด ริมถนนสามเสน เขตพระนคร 82 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. แขวงคลองกลุ่ม เขตบึงกุ่ม 72 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ริมถนนลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 95 เขตวังทองหลาง 77 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ริมถนนดินแดง เขตดินแดง 69 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ริมถนนนวมินทร์ แยกบางกะปิ เขตบางกะปิ 69 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.   กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะช่วงเทศกาลตรุษจีนใช้ธูปขนาดเล็ก ลดปริมาณการเผา กระดาษเงิน กระดาษทอง หรือสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ให้น้อยลง   เผยผลสำรวจอนามัยโพลในช่วงตรุษจีนปี 2562 พบใช้ธูปขนาดสั้นเพียงร้อยละ 33 มีการเผากระดาษเงิน กระดาษทองถึงร้อยละ 98 ขอความร่วมมือประชาชน ลดปริมาณการใช้และการเผา เพื่อลดการเพิ่มฝุ่นในช่วงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5   แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน คนไทยเชื้อสายจีนนิยมจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทอง และเผาสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เพื่อบูชาเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ ซึ่งการจุดธูปและการเผากระดาษเงิน กระดาษทองในแต่ละครั้งจะปล่อยสารมลพิษออกมาคือ ควันและขี้เถ้า ซึ่งสารมลพิษที่ปล่อยออกมา ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และสารก่อมะเร็งหลายชนิด เช่น สารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนหรือสารพีเอเอช และสารอินทรีย์ระเหยง่าย เช่น เบนซิน (Benzene) และ 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-butadiene)    ส่วนขี้เถ้าจะมีสารโลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ โครเมียม นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส และพบโลหะหนักเหล่านี้อยู่ในขี้เถ้ามากกว่าฝุ่นละอองในอากาศประมาณ 3-60 เท่า ซึ่งหากได้สัมผัสอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้   แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวต่อว่า จากการสำรวจอนามัยโพลเรื่องพฤติกรรมการใช้ธูปกระดาษเงินกระดาษทอง กับเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือนมกราคม 2562 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 1,657 คน พบว่า ในวันไหว้ตรุษจีน ประชาชนมีการจุดธูปร้อยละ 79 เผากระดาษเงินกระดาษทองร้อยละ 51 และเผาสิ่งประดิษฐ์จากกระดาษต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์ บ้าน รถ ร้อยละ 19   และพบว่าประชาชนบางส่วนยังมีพฤติกรรมการใช้ธูปและเผาที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้ธูปขนาดสั้นเพียงร้อยละ 33 มีการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ถึงร้อยละ 98 โดยส่วนใหญ่เป็นการเผาจนหมดแล้วดับ ในส่วนของสุขภาพ ประชาชนเห็นด้วยว่าควันธูปและมลพิษจากการเผากระดาษเงินกระดาษทองมีอันตรายต่อสุขภาพถึงร้อยละ 87   เมื่อสอบถามถึงผลกระทบต่อสุขภาพ และพบว่าประชาชนมีอาการถึงร้อยละ 97 โดยเฉพาะอาการแสบตา แสบจมูก คัดจมูก หายใจลำบาก คันตา และปวดตา และยังไม่ได้มีการป้องกันถึงร้อยละ 54   “ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ อาจจะตรงกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ การจุดธูป รวมทั้งการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ในปริมาณที่มากอาจจะทำให้เกิดควันที่มีสารก่อมลพิษต่าง ๆ มากมาย ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาที่ได้รับสารนั้น   โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ คือ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดโรคระบบทางเดินหายใจ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประชาชนทั่วไป การป้องกันที่ดีคือลดปริมาณการใช้ โดยใช้ธูปขนาดสั้น ลดปริมาณการ เผากระดาษเงิน กระดาษทอง ให้น้อยลง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะจุดธูปหรือเผา เมื่อจุดแล้วดับหรือเก็บธูป ให้เร็วขึ้น ควรจุดนอกบ้านหรือที่อากาศถ่ายเท และยืนอยู่เหนือทิศทางลม ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสธูปและกระดาษเงินกระดาษทอง    พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่มีการจุดธูป เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้ รวมทั้งกำจัดขี้เถ้าจากธูปและกระดาษเงิน กระดาษทอง โดยเก็บขี้เถ้า ใส่ถุง และส่งให้ท้องถิ่นรับไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป”   กทม.ติดตามแก้ไขปัญหา PM2.5 นางศิลปสวย ระวีแสงสรูย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม. ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมปัญหาแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองทั้งจากยานพาหนะ การก่อสร้างรถไฟฟ้า อาคารสูง ตลอดจนการเผาและกิจกรรมที่ก่อให้เกิดควันหรือฝุ่นละออง    รวมไปถึงการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มเติมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีพร้อมทั้งสามารถปฏิบัติตัวหรือดูแลสุขภาพของตนเองในเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบัน กทม.มีสถานีตรวจวัด 24 สถานี ติดตั้งเพิ่มในเดือนมกราคม 13 สถานี และจะติดตั้งเพิ่มอีก 13 สถานี ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้นจึงครบทั้ง 50 สถานี    นอกจากนี้ กทม. ยังได้เปิดให้บริการคลินิกมลพิษตามนโยบายรัฐบาล เพื่อเตรียมพร้อมในการดูแล ตรวจรักษา และให้คำแนะนำแก่ประชาชน เบื้องต้นสำนักการแพทย์จะเปิดให้บริการคลินิกมลพิษทางอากาศ ณ โรงพยาบาล 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลกลาง   ขณะที่เพจ 'Infectious ง่ายนิดเดียว' โพสต์เตือนภัย โดยระบุข้อความว่า "เตือนภัย PM2.5 เกินมาตราฐาน เมื่อวานอยู่เวรนอน รพ. เป็นวันที่ค่า PM2.5 สูงมาก เกือบ 150-200 เห็นผลเลย เป็นวันที่เด็กป่วยระบบทางเดินหายใจเยอะมาก ไข้หวัด คัดตมูก ไอ น้ำมูกไห ตาแดง คัน จาม หอบหืดกำเริบ หลอดลมกำเริบ อักเสบ และอาการแพ้ ลมพิษ ผื่นนูนแดง คัน ปากบวม หลายเคส   แนะนำหลีกเลี่ยงออกนอกบ้าน, จำเป็นต้องออกควรใส่หน้ากากอนามัย , ควรเช็คสภาพอากาศ เครื่องวัด PM เครื่องกรองอากาศ เครื่องฟอกอากาศ และจิตสาธารณะ งดเผาหญ้า สร้างมลพิษ งดจุดไฟ งดจุดธูปเทียน ด้วยความปรารถนาดี"   ส่วนผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Pornsan Panjathep' โพสต์ พาครอบครัวหนีฝุ่นพิษ กทม. กลับเจอหมอกควันเขาค้อ โดยระบุข้อความว่า "ฝุ่น PM2.5 ท่วมกรุงเทพฯ ภรรยาเริ่มไอไม่สบาย วันหยุดลูกก็สงสารเพราะออกไปเล่นนอกบ้านไม่ได้ เลยตัดสินใจพาครอบครัวหนีฝุ่นมาเขาค้อ   เมืองที่ครอบครัวเรามาเป็นประจำ และคาดว่าอย่างน้อยอากาศก็น่าจะดีกว่ากรุงเทพฯ ระหว่างทางขับมาสองข้างถนนหลวง เห็นการเผาทุ่งนาควันพวยพุ่งตลอดทาง หรือไม่ก็เห็นพื้นเป็นเถ้าถ่านจากการเผาที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน   ถึงเขาค้อ เห็นควันคลุมทั้งเมือง กังหันลมแทบมองไม่เห็น อากาศที่หายใจรู้สึกได้ว่ามีกลิ่นควันไฟอยู่ในอากาศตลอดเวลา เอาวะ ทำใจ มาถึงนี่แล้ว ทำอะไรไม่ได้   ออกจากที่พักตอน 4 โมงเย็นเพื่อไปหาข้าวกิน มองไปหน้าที่พักเห็นควันไฟอยู่ไม่ไกล กลิ่นควันไฟในอากาศอีกแล้ว หวังว่าก่อนเข้านอนมันจะดับ กลับมาถึงที่พักตอนทุ่มครึ่ง เจอกับภาพที่เห็น ไฟลุกลามไปทั่ว ใกล้ที่พักเข้ามาทุกที กลิ่นควันชัดขึ้นอย่างมาก ทิศทางลมมาทางห้องที่ผมพัก ยังไม่ได้ยินเสียงรถดับเพลิง   ผมประเมินสถานการณ์ว่าอยู่ไม่ได้แน่ ไฟเข้ามาใกล้มาก ควันทิศมาทางนี้อย่างเห็นได้ชัด แนวกั้นไฟมีแค่ถนนในโครงการซึ่งมีแนวเสาไฟฟ้า ผมคาดว่ามีโอกาสสูงมากที่ไฟฟ้าจะดับ และหากควันไฟประจวบเหมาะพอดีมันจะรมควันห้องที่ผมพักแบบโหมเข้าใส่ ตัดสินใจหนีมาหาที่พักใหม่ มีลูกเล็กอยู่ด้วยคือเสี่ยงไม่ได้   ความคิดแรกในหัวหลังจากหาที่พักใหม่ได้คือยอมแล้ว ผมยอมแพ้ ผมตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ด้วยตัวเองมาตลอดเพราะรู้ว่าหวังพึ่งใครไม่ได้ ที่บ้านซื้อเครื่องฟอกอากาศ 3 เครื่อง ติดแอร์เพิ่มเติม ซื้อลู่วิ่ง ลงทุนไปเป็นแสน   มีโอกาสคือพาครอบครัวหนีออกต่างจังหวัด ผมสงสารลูกที่ถ้าอยู่ก็ต้องบังคับให้อยู่แต่ในบ้านเท่านั้น วิ่งเล่นขี่จักรยานอะไรก็ไม่ได้ สิ่งที่เห็นคือการเผาพื้นที่มาตลอดทาง ผิดกฎหมายก็ไม่ได้มีใครเกรงกลัว ไม่ได้มีการร่วมมืออะไร อยากเผากูก็เผา   จนกระทั่งมันใกล้ชีวิตผมส่งผลกระทบขนาดนี้ ผมสรุปว่าผมยอมแพ้แล้ว ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องไปไหน ผมจะอยู่บ้าน เปิดเครื่องฟอกอากาศ ร้อนมากก็เปิดแอร์ ค่าไฟแม่งจ่ายกันเข้าไป    ผมไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้อีกแล้วกับเรื่องพื้นฐานในการดำรงชีวิต แค่เรื่องขอให้มีคุณภาพอากาศที่ดีให้เราได้หายใจ คือแม่งยอมแพ้จริงๆ"   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/WgpOMtdqNIM

 9,137
สังคม
18 ม.ค. 63

ค่าฝุ่น pm 2.5 พุ่งสูง! กระทบคนกรุงผื่นขึ้น เด็กป่วยปากบวม กรมอนามัยขอความร่วมมือ ช่วงตรุษจีนใช้ธูปขนาดเล็ก-ลดปริมาณการเผากระดาษ

ปริมาณฝุ่น PM 2.5 พื้นที่กรุงเทพฯ ประจำวันที่ 18 ม.ค.2563 เวลา 10.00 น. เกินค่ามาตรฐาน 42 จุด (จากจุดวัด 61 จุด)   5 อันดับสูงสุด ริมถนนสามเสน เขตพระนคร 82 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. แขวงคลองกลุ่ม เขตบึงกุ่ม 72 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ริมถนนลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 95 เขตวังทองหลาง 77 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ริมถนนดินแดง เขตดินแดง 69 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ริมถนนนวมินทร์ แยกบางกะปิ เขตบางกะปิ 69 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.   กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะช่วงเทศกาลตรุษจีนใช้ธูปขนาดเล็ก ลดปริมาณการเผา กระดาษเงิน กระดาษทอง หรือสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ให้น้อยลง   เผยผลสำรวจอนามัยโพลในช่วงตรุษจีนปี 2562 พบใช้ธูปขนาดสั้นเพียงร้อยละ 33 มีการเผากระดาษเงิน กระดาษทองถึงร้อยละ 98 ขอความร่วมมือประชาชน ลดปริมาณการใช้และการเผา เพื่อลดการเพิ่มฝุ่นในช่วงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5   แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน คนไทยเชื้อสายจีนนิยมจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทอง และเผาสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เพื่อบูชาเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ ซึ่งการจุดธูปและการเผากระดาษเงิน กระดาษทองในแต่ละครั้งจะปล่อยสารมลพิษออกมาคือ ควันและขี้เถ้า ซึ่งสารมลพิษที่ปล่อยออกมา ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และสารก่อมะเร็งหลายชนิด เช่น สารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนหรือสารพีเอเอช และสารอินทรีย์ระเหยง่าย เช่น เบนซิน (Benzene) และ 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-butadiene)    ส่วนขี้เถ้าจะมีสารโลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ โครเมียม นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส และพบโลหะหนักเหล่านี้อยู่ในขี้เถ้ามากกว่าฝุ่นละอองในอากาศประมาณ 3-60 เท่า ซึ่งหากได้สัมผัสอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้   แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวต่อว่า จากการสำรวจอนามัยโพลเรื่องพฤติกรรมการใช้ธูปกระดาษเงินกระดาษทอง กับเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือนมกราคม 2562 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 1,657 คน พบว่า ในวันไหว้ตรุษจีน ประชาชนมีการจุดธูปร้อยละ 79 เผากระดาษเงินกระดาษทองร้อยละ 51 และเผาสิ่งประดิษฐ์จากกระดาษต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์ บ้าน รถ ร้อยละ 19   และพบว่าประชาชนบางส่วนยังมีพฤติกรรมการใช้ธูปและเผาที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้ธูปขนาดสั้นเพียงร้อยละ 33 มีการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ถึงร้อยละ 98 โดยส่วนใหญ่เป็นการเผาจนหมดแล้วดับ ในส่วนของสุขภาพ ประชาชนเห็นด้วยว่าควันธูปและมลพิษจากการเผากระดาษเงินกระดาษทองมีอันตรายต่อสุขภาพถึงร้อยละ 87   เมื่อสอบถามถึงผลกระทบต่อสุขภาพ และพบว่าประชาชนมีอาการถึงร้อยละ 97 โดยเฉพาะอาการแสบตา แสบจมูก คัดจมูก หายใจลำบาก คันตา และปวดตา และยังไม่ได้มีการป้องกันถึงร้อยละ 54   “ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ อาจจะตรงกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ การจุดธูป รวมทั้งการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ในปริมาณที่มากอาจจะทำให้เกิดควันที่มีสารก่อมลพิษต่าง ๆ มากมาย ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาที่ได้รับสารนั้น   โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ คือ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดโรคระบบทางเดินหายใจ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประชาชนทั่วไป การป้องกันที่ดีคือลดปริมาณการใช้ โดยใช้ธูปขนาดสั้น ลดปริมาณการ เผากระดาษเงิน กระดาษทอง ให้น้อยลง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะจุดธูปหรือเผา เมื่อจุดแล้วดับหรือเก็บธูป ให้เร็วขึ้น ควรจุดนอกบ้านหรือที่อากาศถ่ายเท และยืนอยู่เหนือทิศทางลม ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสธูปและกระดาษเงินกระดาษทอง    พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่มีการจุดธูป เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้ รวมทั้งกำจัดขี้เถ้าจากธูปและกระดาษเงิน กระดาษทอง โดยเก็บขี้เถ้า ใส่ถุง และส่งให้ท้องถิ่นรับไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป”   กทม.ติดตามแก้ไขปัญหา PM2.5 นางศิลปสวย ระวีแสงสรูย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม. ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมปัญหาแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองทั้งจากยานพาหนะ การก่อสร้างรถไฟฟ้า อาคารสูง ตลอดจนการเผาและกิจกรรมที่ก่อให้เกิดควันหรือฝุ่นละออง    รวมไปถึงการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มเติมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีพร้อมทั้งสามารถปฏิบัติตัวหรือดูแลสุขภาพของตนเองในเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบัน กทม.มีสถานีตรวจวัด 24 สถานี ติดตั้งเพิ่มในเดือนมกราคม 13 สถานี และจะติดตั้งเพิ่มอีก 13 สถานี ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้นจึงครบทั้ง 50 สถานี    นอกจากนี้ กทม. ยังได้เปิดให้บริการคลินิกมลพิษตามนโยบายรัฐบาล เพื่อเตรียมพร้อมในการดูแล ตรวจรักษา และให้คำแนะนำแก่ประชาชน เบื้องต้นสำนักการแพทย์จะเปิดให้บริการคลินิกมลพิษทางอากาศ ณ โรงพยาบาล 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลกลาง   ขณะที่เพจ 'Infectious ง่ายนิดเดียว' โพสต์เตือนภัย โดยระบุข้อความว่า "เตือนภัย PM2.5 เกินมาตราฐาน เมื่อวานอยู่เวรนอน รพ. เป็นวันที่ค่า PM2.5 สูงมาก เกือบ 150-200 เห็นผลเลย เป็นวันที่เด็กป่วยระบบทางเดินหายใจเยอะมาก ไข้หวัด คัดตมูก ไอ น้ำมูกไห ตาแดง คัน จาม หอบหืดกำเริบ หลอดลมกำเริบ อักเสบ และอาการแพ้ ลมพิษ ผื่นนูนแดง คัน ปากบวม หลายเคส   แนะนำหลีกเลี่ยงออกนอกบ้าน, จำเป็นต้องออกควรใส่หน้ากากอนามัย , ควรเช็คสภาพอากาศ เครื่องวัด PM เครื่องกรองอากาศ เครื่องฟอกอากาศ และจิตสาธารณะ งดเผาหญ้า สร้างมลพิษ งดจุดไฟ งดจุดธูปเทียน ด้วยความปรารถนาดี"   ส่วนผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Pornsan Panjathep' โพสต์ พาครอบครัวหนีฝุ่นพิษ กทม. กลับเจอหมอกควันเขาค้อ โดยระบุข้อความว่า "ฝุ่น PM2.5 ท่วมกรุงเทพฯ ภรรยาเริ่มไอไม่สบาย วันหยุดลูกก็สงสารเพราะออกไปเล่นนอกบ้านไม่ได้ เลยตัดสินใจพาครอบครัวหนีฝุ่นมาเขาค้อ   เมืองที่ครอบครัวเรามาเป็นประจำ และคาดว่าอย่างน้อยอากาศก็น่าจะดีกว่ากรุงเทพฯ ระหว่างทางขับมาสองข้างถนนหลวง เห็นการเผาทุ่งนาควันพวยพุ่งตลอดทาง หรือไม่ก็เห็นพื้นเป็นเถ้าถ่านจากการเผาที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน   ถึงเขาค้อ เห็นควันคลุมทั้งเมือง กังหันลมแทบมองไม่เห็น อากาศที่หายใจรู้สึกได้ว่ามีกลิ่นควันไฟอยู่ในอากาศตลอดเวลา เอาวะ ทำใจ มาถึงนี่แล้ว ทำอะไรไม่ได้   ออกจากที่พักตอน 4 โมงเย็นเพื่อไปหาข้าวกิน มองไปหน้าที่พักเห็นควันไฟอยู่ไม่ไกล กลิ่นควันไฟในอากาศอีกแล้ว หวังว่าก่อนเข้านอนมันจะดับ กลับมาถึงที่พักตอนทุ่มครึ่ง เจอกับภาพที่เห็น ไฟลุกลามไปทั่ว ใกล้ที่พักเข้ามาทุกที กลิ่นควันชัดขึ้นอย่างมาก ทิศทางลมมาทางห้องที่ผมพัก ยังไม่ได้ยินเสียงรถดับเพลิง   ผมประเมินสถานการณ์ว่าอยู่ไม่ได้แน่ ไฟเข้ามาใกล้มาก ควันทิศมาทางนี้อย่างเห็นได้ชัด แนวกั้นไฟมีแค่ถนนในโครงการซึ่งมีแนวเสาไฟฟ้า ผมคาดว่ามีโอกาสสูงมากที่ไฟฟ้าจะดับ และหากควันไฟประจวบเหมาะพอดีมันจะรมควันห้องที่ผมพักแบบโหมเข้าใส่ ตัดสินใจหนีมาหาที่พักใหม่ มีลูกเล็กอยู่ด้วยคือเสี่ยงไม่ได้   ความคิดแรกในหัวหลังจากหาที่พักใหม่ได้คือยอมแล้ว ผมยอมแพ้ ผมตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ด้วยตัวเองมาตลอดเพราะรู้ว่าหวังพึ่งใครไม่ได้ ที่บ้านซื้อเครื่องฟอกอากาศ 3 เครื่อง ติดแอร์เพิ่มเติม ซื้อลู่วิ่ง ลงทุนไปเป็นแสน   มีโอกาสคือพาครอบครัวหนีออกต่างจังหวัด ผมสงสารลูกที่ถ้าอยู่ก็ต้องบังคับให้อยู่แต่ในบ้านเท่านั้น วิ่งเล่นขี่จักรยานอะไรก็ไม่ได้ สิ่งที่เห็นคือการเผาพื้นที่มาตลอดทาง ผิดกฎหมายก็ไม่ได้มีใครเกรงกลัว ไม่ได้มีการร่วมมืออะไร อยากเผากูก็เผา   จนกระทั่งมันใกล้ชีวิตผมส่งผลกระทบขนาดนี้ ผมสรุปว่าผมยอมแพ้แล้ว ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องไปไหน ผมจะอยู่บ้าน เปิดเครื่องฟอกอากาศ ร้อนมากก็เปิดแอร์ ค่าไฟแม่งจ่ายกันเข้าไป    ผมไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้อีกแล้วกับเรื่องพื้นฐานในการดำรงชีวิต แค่เรื่องขอให้มีคุณภาพอากาศที่ดีให้เราได้หายใจ คือแม่งยอมแพ้จริงๆ"   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/WgpOMtdqNIM

 9,137
ข่าวภูมิภาค
16 ม.ค. 63

จนท.เทศบาลหญิงผวา หนุ่มทำงานที่เดียวกัน ถือมีด-ไฟแช็คบุกสาดน้ำมันเครื่อง หวิดโดนเผา

มุกดาหาร-ผู้ใช้เฟซบุ๊ก มินยา นาโสก ได้โพสต์คลิปพร้อมภาพหญิงคนหนึ่งที่ถูกสาดด้วยน้ำมันเครื่องเต็มตัวพร้อมระบุว่า "วันนี้เกือบเสียเพื่อนรักไปมีคนร้ายหมายเอาชีวิตถือมีดยาว 50 ซม. พร้อมน้ำมันเครื่องและไฟแช็คบุกถึงห้องทำงานเอาน้ำมันมาราดจะจุดไฟเผา นางทำงานอยู่เทศบาล นาโสก" พร้อมแทกไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า พลอย ปภัส เมธีพัฒนานันท์ ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นผู้ที่ถูกราดน้ำด้วยน้ำมันเครื่องนั้นเอง   นางพลอยปภัส เมธีพัฒนานันท์ อายุ 40 ปี เล่าว่าขณะทำงานในสำนักงานเทศบาลตำบลนาโสก ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร มีชายหนุ่มในที่ทำงานมีตำแหน่งเป็นพนักงานประปาปฏิบัติงานในเทศบาลตำบล เดียวกันบุกมาที่ห้องทำงานของตัวเองแล้วใช้น้ำมันเครื่องที่เตรียมมา สาดเข้าบริเวณหน้าและลำตัว พร้อมด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ในมือก็ถือมีดพร้อมไฟแช็ค ตนตกใจทำอะไรไม่ถูก ซึ่งที่ผ่านมาชายคนดังกว่าได้ก่อเหตุหลายครั้ง เช่น   วันที่ 13 ธ.ค. 62 ชกต่อยทำร้ายร่างกายประธานสภาเทศบาลในห้องทำงาน วันที่ 27ธ.ค.62 ชกต่อยทำร้ายร่างกาย ผอ.กองช่าง และผู้ช่วยช่างโยธา อยู่สำนักงานเทศบาลตำบลนาโสก บาดเจ็บ พร้อม ชี้หน้าด่า ข่มขู่อยู่สำนักงาน วันที่ 8 ม.ค.63 ก่อเหตุถือมีดยาว พร้อมสาดน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วใส่พร้อมข่มขู่ต่อไปจะเป็นน้ำกรด   เบื้องต้นทางผู้ที่ถูกทำร้ายได้เข้าแจ้งความไว้กับตำรวจแล้วเรียบร้อย และถึงตอนนี้ตนยังไม่กล้าไปทำงานที่ สำนักงานเทศบาลตำบลเพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย เนื่องจากผู้ที่กระทำกับตนอยู่ในที่ทำงานเดียวกัน วอนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแลด้วย และอยากให้ย้ายบุคคลที่ทำร้ายตัวเองไปอยู่ที่อื่นก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HFuM7D8YYDo

 5,389
สังคม
16 ม.ค. 63

จนท.เทศบาลหญิงผวา หนุ่มทำงานที่เดียวกัน ถือมีด-ไฟแช็คบุกสาดน้ำมันเครื่อง หวิดโดนเผา

มุกดาหาร-ผู้ใช้เฟซบุ๊ก มินยา นาโสก ได้โพสต์คลิปพร้อมภาพหญิงคนหนึ่งที่ถูกสาดด้วยน้ำมันเครื่องเต็มตัวพร้อมระบุว่า "วันนี้เกือบเสียเพื่อนรักไปมีคนร้ายหมายเอาชีวิตถือมีดยาว 50 ซม. พร้อมน้ำมันเครื่องและไฟแช็คบุกถึงห้องทำงานเอาน้ำมันมาราดจะจุดไฟเผา นางทำงานอยู่เทศบาล นาโสก" พร้อมแทกไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า พลอย ปภัส เมธีพัฒนานันท์ ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นผู้ที่ถูกราดน้ำด้วยน้ำมันเครื่องนั้นเอง   นางพลอยปภัส เมธีพัฒนานันท์ อายุ 40 ปี เล่าว่าขณะทำงานในสำนักงานเทศบาลตำบลนาโสก ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร มีชายหนุ่มในที่ทำงานมีตำแหน่งเป็นพนักงานประปาปฏิบัติงานในเทศบาลตำบล เดียวกันบุกมาที่ห้องทำงานของตัวเองแล้วใช้น้ำมันเครื่องที่เตรียมมา สาดเข้าบริเวณหน้าและลำตัว พร้อมด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ในมือก็ถือมีดพร้อมไฟแช็ค ตนตกใจทำอะไรไม่ถูก ซึ่งที่ผ่านมาชายคนดังกว่าได้ก่อเหตุหลายครั้ง เช่น   วันที่ 13 ธ.ค. 62 ชกต่อยทำร้ายร่างกายประธานสภาเทศบาลในห้องทำงาน วันที่ 27ธ.ค.62 ชกต่อยทำร้ายร่างกาย ผอ.กองช่าง และผู้ช่วยช่างโยธา อยู่สำนักงานเทศบาลตำบลนาโสก บาดเจ็บ พร้อม ชี้หน้าด่า ข่มขู่อยู่สำนักงาน วันที่ 8 ม.ค.63 ก่อเหตุถือมีดยาว พร้อมสาดน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วใส่พร้อมข่มขู่ต่อไปจะเป็นน้ำกรด   เบื้องต้นทางผู้ที่ถูกทำร้ายได้เข้าแจ้งความไว้กับตำรวจแล้วเรียบร้อย และถึงตอนนี้ตนยังไม่กล้าไปทำงานที่ สำนักงานเทศบาลตำบลเพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย เนื่องจากผู้ที่กระทำกับตนอยู่ในที่ทำงานเดียวกัน วอนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแลด้วย และอยากให้ย้ายบุคคลที่ทำร้ายตัวเองไปอยู่ที่อื่นก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HFuM7D8YYDo

 5,389
ข่าวภูมิภาค
09 ม.ค. 63

หนุ่มใหญ่ทะเลาะเมีย ตั้งกล้องถ่ายคลิปเผากระท่อม ก่อนแขวนคอลาโลก ร่างถูกไฟคลอกสยอง

ศรีสะเกษ- พบศพนายสมพร เสนคราม อายุ 43 ปี ถูกไฟคลอกเสียชีวิตภายในกระท่อมกลางสวนยางพารา อ.กันทรลักษ์ โดยก่อนเสียชีวิตได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปขณะก่อเหตุ ใช้น้ำมันที่เตรียมไว้แล้ว จุดไฟเผากระท่อม แล้วทำการใช้เชือกผูกคอตัวเองห้อยกับไม้จั่วกระท่อมถึงแก่ความตาย   ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิต จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ ตร.ชุดสืบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการทะเลาะกับภรรยา และคาดว่านายสมพร ผู้เสียชีวิต ได้ใช้โทรศัพท์มือถือตั้งไว้ที่บริเวณหน้ารถจักรยานยนต์แล้วถ่ายภาพของตนเอง ขณะที่กำลังราดน้ำมันภายในกระท่อมแล้ว จุดไฟเผากระท่อม   จากนั้นได้ขึ้นไปบนตู้ลำโพงเพื่อใช้เชือกแขวนคอตนเองกับไม้จั่วในกระท่อมเสียชีวิต แล้วถูกไฟไหม้กระท่อมเผาร่างจนไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก ด้านญาติไม่ติดใจสาเหตุการตาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/MBJLoOyfn7Q

 35,248
อาชญากรรม
09 ม.ค. 63

หนุ่มใหญ่ทะเลาะเมีย ตั้งกล้องถ่ายคลิปเผากระท่อม ก่อนแขวนคอลาโลก ร่างถูกไฟคลอกสยอง

ศรีสะเกษ- พบศพนายสมพร เสนคราม อายุ 43 ปี ถูกไฟคลอกเสียชีวิตภายในกระท่อมกลางสวนยางพารา อ.กันทรลักษ์ โดยก่อนเสียชีวิตได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปขณะก่อเหตุ ใช้น้ำมันที่เตรียมไว้แล้ว จุดไฟเผากระท่อม แล้วทำการใช้เชือกผูกคอตัวเองห้อยกับไม้จั่วกระท่อมถึงแก่ความตาย   ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิต จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ ตร.ชุดสืบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการทะเลาะกับภรรยา และคาดว่านายสมพร ผู้เสียชีวิต ได้ใช้โทรศัพท์มือถือตั้งไว้ที่บริเวณหน้ารถจักรยานยนต์แล้วถ่ายภาพของตนเอง ขณะที่กำลังราดน้ำมันภายในกระท่อมแล้ว จุดไฟเผากระท่อม   จากนั้นได้ขึ้นไปบนตู้ลำโพงเพื่อใช้เชือกแขวนคอตนเองกับไม้จั่วในกระท่อมเสียชีวิต แล้วถูกไฟไหม้กระท่อมเผาร่างจนไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก ด้านญาติไม่ติดใจสาเหตุการตาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/MBJLoOyfn7Q

 35,248
สังคม
09 ม.ค. 63

หนุ่มน้อยใจภรรยา อัดคลิปจุดไฟเผาตัวเองผูกคอตายคากระท่อม

ศรีษะเกษ- เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ สอบสวน นางสาวสุกัญญา ไพรบึง ผู้เป็นภรรยา พร้อมด้วยลูกของผู้ตายทั้ง 3 คน และญาติทุกฝ่าย เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตของ นายสมพร เสนคราม ที่ถูกไฟคลอกเสียชีวิตภายในกระท่อมกลางสวนยางพารา    โดยพนักงานสอบสวน ได้เปิดคลิปวีดีโอที่ผู้ตายทำการฆ่าตัวตายและใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปไว้ให้ดู จนเป็นที่เข้าใจทุกฝ่ายดีแล้วว่าสาเหตุการตายนั้นมาจาก ผู้ตายใช้น้ำมันที่เตรียมไว้แล้วจุดไฟเผากระท่อม แล้วทำการใช้เชือกผูกคอตัวเองห้อยกับไม้จั่วกระท่อมจนถึงแก่ความตาย การตายมิได้เกิดจากกระทำผิดอาญาหรือมีผู้อื่นทำให้ตายแต่อย่างใด และไม่มีผู้ติดใจสาเหตุการตาย   จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการทะเลาะกับภรรยา และคาดว่านายสมพร ผู้เสียชีวิต ได้ใช้โทรศัพท์มือถือตั้งไว้ที่บริเวณหน้ารถจักรยานยนต์ แล้วถ่ายภาพของตนเองขณะที่กำลังราดน้ำมันภายในกระท่อม จนจุดไฟเผากระท่อม จากนั้นนายสมพรได้ขึ้นไปบนตู้ลำโพงเพื่อใช้เชือกแขวนคอตนเองกับไม้จั่วในกระท่อมจนเสียชีวิต และถูกไฟไหม้เผาร่างจนไหม้เกรียม ทั้งนี้ เพื่อให้ภรรยาและญาติพี่น้องได้รู้ว่า ตนเองฆ่าตัวตายอย่างไรที่กระท่อมของตนเอง    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BtiZs69ViEw

 7,680
สังคม-อาชญากรรม
14 ธ.ค. 62

คุมตัว 'แก้ว' สาวร่วมแก๊งค้ายา จุดไฟเผา 'ป้ามาลัย' ทำแผน ร่ำไห้โผกอดสามี เป็นห่วงป่วยโปลิโอ ไม่มีใครดูแล

ความคืบหน้าคดีแก๊งค้ายาเสพติดบ้านโคกเมา ในต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา รุมซ้อมและจุดไฟเผานางมาลัย ชุมประมาณ อายุ 48 ปี หรือป้ามาลัย เหตุเพราะไม่พอใจที่แอบนำยาไอซ์ 300 กรัมไปละลายน้ำทิ้ง   ซึ่งคดีนี้มีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งหมด 5 คน จับกุมได้แล้ว 2 คนคือ นายแบงค์ เยาวชนอายุ 17 ปีซึ่งจับได้เป็นคนแรกและน.ส.ภัทราพร เพชรรัตน์ อายุ 29 ปี หรือแก้ว ซึ่งถูกจับได้เป็นคนที่สอง   ส่วนอีก3คนยังหลบหนีประกอบด้วย นายส่อแหล๊ะ จิสวัสดิ์ หรือแหละ อายุ 41 ปี, นางจันทิรา บินเสหาะ รือแอด อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยากันและเป็นเจ้าของยาไอซ์ และนายยงยุทธ ชุมประมาณ หรือเป้ อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นคนราดน้ำมันและจุดไฟเผา   ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัว น.ส.ภัทราพร หรือแก้ว ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพรวม 4 จุด จุดแรกเป็นบ้านลูกสาวของป้ามาลัย ซึ่ง น.ส.แก้วและนายแบงค์ไปรับตัวมาลัยออกมา จุดที่ 2 บนสะพานข้ามคลองรอหนึ่ง หมู่13 ต.ท่าช้าง ซึ่งนำป้ามาลัยมาสอบถามเรื่องยาไอซ์ จุดที่ 3 ภายในขนำเกิดเหตุที่จุดน้ำมันราดไฟเผาป้ามาลัย และจุดที่ 4 เป็นจุดที่ น.ส.แก้วไปซื้อน้ำมันเบนซิลใส่ขวดมาให้   โดยระหว่างที่ทำแผน น.ส.แก้วได้ขออนุญาตตำรวจมาพบกับสามี ซึ่งป่วยเป็นโปลีโอแขนขาลีบมาแต่กำเนิดซึ่งอยู่ที่บ้านใกล้กับขนำเกิดเหตุ ซึ่งสาเหตุที่ น.ส.แก้วต้องกลับมาที่บ้านจนถูกจับก็เพราะเป็นห่วงสามีที่ไม่มีใครดูแล   ด้านบังอะ สามีของ น.ส.แก้วบอกว่า ตอนเกิดเรื่อง น.ส.แก้วก็ทุบตีป้ามาลัยบ้าง แต่ตอนหลังช่วยห้ามและยังเป็นคนเอาน้ำไม่ดับไฟที่ป้ามาลัย อยากให้สังคมเข้าใจว่าใครเป็นคนทำและใครผิดใครถูก เพราะปกติแก้วเป็นคนดีมากอยู่กินและดูแลตนที่ป่วยเป็นโปลิโอมา 3 ปี   ด้านนางฟาตีมะ ซึ่งเป็นญาติของกลุ่มผู้ต้องหารวมถึงป้ามาลัยบอกว่า ผู้ต้องหาทั้ง5 คนปกติก็เป็นคนดีช่วยเหลือญาติพี่น้องและไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าสาเหตุว่าทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น และอยากให้ที่เหลือเข้ามอบตัว   คดีนี้จากคำให้การของ น.ส.แก้วระบุว่า คนที่ราดน้ำมันและจุดไฟเผาป้ามาลัยคือ นายยงยุทธ หรือเป้ เพียงคนเดียวส่วนคนอื่นต่างตกใจและช่วยกันดับไป ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 3 คน ขณะนี้ตำรวจยังคงกดดันไล่ล่าผู้เชื่อว่ายังกบดานอยู่ในพื้นที่และน่าจะเข้ามอบตัวในเร็วๆนี้ เพราะถูกกดดันอย่างหนัก     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/S86sc0gxwns

 702
สังคม
14 ธ.ค. 62

คุมตัว 'แก้ว' สาวร่วมแก๊งค้ายา จุดไฟเผา 'ป้ามาลัย' ทำแผน ร่ำไห้โผกอดสามี เป็นห่วงป่วยโปลิโอ ไม่มีใครดูแล

ความคืบหน้าคดีแก๊งค้ายาเสพติดบ้านโคกเมา ในต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา รุมซ้อมและจุดไฟเผานางมาลัย ชุมประมาณ อายุ 48 ปี หรือป้ามาลัย เหตุเพราะไม่พอใจที่แอบนำยาไอซ์ 300 กรัมไปละลายน้ำทิ้ง   ซึ่งคดีนี้มีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งหมด 5 คน จับกุมได้แล้ว 2 คนคือ นายแบงค์ เยาวชนอายุ 17 ปีซึ่งจับได้เป็นคนแรกและน.ส.ภัทราพร เพชรรัตน์ อายุ 29 ปี หรือแก้ว ซึ่งถูกจับได้เป็นคนที่สอง   ส่วนอีก3คนยังหลบหนีประกอบด้วย นายส่อแหล๊ะ จิสวัสดิ์ หรือแหละ อายุ 41 ปี, นางจันทิรา บินเสหาะ รือแอด อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยากันและเป็นเจ้าของยาไอซ์ และนายยงยุทธ ชุมประมาณ หรือเป้ อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นคนราดน้ำมันและจุดไฟเผา   ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัว น.ส.ภัทราพร หรือแก้ว ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพรวม 4 จุด จุดแรกเป็นบ้านลูกสาวของป้ามาลัย ซึ่ง น.ส.แก้วและนายแบงค์ไปรับตัวมาลัยออกมา จุดที่ 2 บนสะพานข้ามคลองรอหนึ่ง หมู่13 ต.ท่าช้าง ซึ่งนำป้ามาลัยมาสอบถามเรื่องยาไอซ์ จุดที่ 3 ภายในขนำเกิดเหตุที่จุดน้ำมันราดไฟเผาป้ามาลัย และจุดที่ 4 เป็นจุดที่ น.ส.แก้วไปซื้อน้ำมันเบนซิลใส่ขวดมาให้   โดยระหว่างที่ทำแผน น.ส.แก้วได้ขออนุญาตตำรวจมาพบกับสามี ซึ่งป่วยเป็นโปลีโอแขนขาลีบมาแต่กำเนิดซึ่งอยู่ที่บ้านใกล้กับขนำเกิดเหตุ ซึ่งสาเหตุที่ น.ส.แก้วต้องกลับมาที่บ้านจนถูกจับก็เพราะเป็นห่วงสามีที่ไม่มีใครดูแล   ด้านบังอะ สามีของ น.ส.แก้วบอกว่า ตอนเกิดเรื่อง น.ส.แก้วก็ทุบตีป้ามาลัยบ้าง แต่ตอนหลังช่วยห้ามและยังเป็นคนเอาน้ำไม่ดับไฟที่ป้ามาลัย อยากให้สังคมเข้าใจว่าใครเป็นคนทำและใครผิดใครถูก เพราะปกติแก้วเป็นคนดีมากอยู่กินและดูแลตนที่ป่วยเป็นโปลิโอมา 3 ปี   ด้านนางฟาตีมะ ซึ่งเป็นญาติของกลุ่มผู้ต้องหารวมถึงป้ามาลัยบอกว่า ผู้ต้องหาทั้ง5 คนปกติก็เป็นคนดีช่วยเหลือญาติพี่น้องและไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าสาเหตุว่าทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น และอยากให้ที่เหลือเข้ามอบตัว   คดีนี้จากคำให้การของ น.ส.แก้วระบุว่า คนที่ราดน้ำมันและจุดไฟเผาป้ามาลัยคือ นายยงยุทธ หรือเป้ เพียงคนเดียวส่วนคนอื่นต่างตกใจและช่วยกันดับไป ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 3 คน ขณะนี้ตำรวจยังคงกดดันไล่ล่าผู้เชื่อว่ายังกบดานอยู่ในพื้นที่และน่าจะเข้ามอบตัวในเร็วๆนี้ เพราะถูกกดดันอย่างหนัก     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/S86sc0gxwns

 702
สังคม
14 ธ.ค. 62

คุมตัวสาวร่วมแก๊งค้ายา จุดไฟเผา 'ป้ามาลัย' ทำแผน ยังเร่งล่าอีก 3 คนที่เหลือ

ความคืบหน้าคดีแก๊งค้ายาเสพติดบ้านโคกเมา ในต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา รุมซ้อมและจุดไฟเผานางมาลัย ชุมประมาณ อายุ 48 ปี หรือป้ามาลัย ส้เหตุเพราะไม่พอใจที่แอบนำยาไอซ์ 300 กรัมไปละลายน้ำทิ้ง   ซึ่งคดีนี้มีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งหมด 5 คน จับกุมได้แล้ว 2 คนคือ นายแบงค์ เยาวชนอายุ 17 ปีซึ่งจับได้เป็นคนแรกและน.ส.ภัทราพร เพชรรัตน์ อายุ 29 ปี หรือแก้ว ซึ่งถูกจับได้เป็นคนที่สอง   ส่วนอีก3คนยังหลบหนีประกอบด้วย นายส่อแหล๊ะ จิสวัสดิ์ หรือแหละ อายุ 41 ปี, นางจันทิรา บินเสหาะ รือแอด อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยากันและเป็นเจ้าของยาไอซ์ และนายยงยุทธ ชุมประมาณ หรือเป้ อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นคนราดน้ำมันและจุดไฟเผา   ต่อมาตำรวจได้ควบคุมตัว น.ส.ภัทราพร หรือแก้ว ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพรวม 4 จุด จุดแรกเป็นบ้านลูกสาวของป้ามาลัย ซึ่ง น.ส.แก้วและนายแบงค์ไปรับตัวมาลัยออกมา จุดที่ 2 บนสะพานข้ามคลองรอหนึ่ง หมู่13 ต.ท่าช้าง ซึ่งนำป้ามาลัยมาสอบถามเรื่องยาไอซ์ จุดที่ 3 ภายในขนำเกิดเหตุที่จุดน้ำมันราดไฟเผาป้ามาลัย และจุดที่ 4 เป็นจุดที่ น.ส.แก้วไปซื้อน้ำมันเบนซิลใส่ขวดมาให้   โดยระหว่างที่ทำแผน น.ส.แก้วได้ขออนุญาตตำรวจมาพบกับสามี ซึ่งป่วยเป็นโปลีโอแขนขาลีบมาแต่กำเนิดซึ่งอยู่ที่บ้านใกล้กับขนำเกิดเหตุ ซึ่งสาเหตุที่ น.ส.แก้วต้องกลับมาที่บ้านจนถูกจับก็เพราะเป็นห่วงสามีที่ไม่มีใครดูแล   ด้านบังอะ สามีของ น.ส.แก้วบอกว่า ตอนเกิดเรื่อง น.ส.แก้วก็ทุบตีป้ามาลัยบ้าง แต่ตอนหลังช่วยห้ามและยังเป็นคนเอาน้ำไม่ดับไฟที่ป้ามาลัย อยากให้สังคมเข้าใจว่าใครเป็นคนทำและใครผิดใครถูก เพราะปกติแก้วเป็นคนดีมากอยู่กินและดูแลตนที่ป่วยเป็นโปลิโอมา 3 ปี   ด้านนางฟาตีมะ ซึ่งเป็นญาติของกลุ่มผู้ต้องหารวมถึงป้ามาลัยบอกว่า ผู้ต้องหาทั้ง5 คนปกติก็เป็นคนดีช่วยเหลือญาติพี่น้องและไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าสาเหตุว่าทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น และอยากให้ที่เหลือเข้ามอบตัว   คดีนี้จากคำให้การของ น.ส.แก้วระบุว่า คนที่ราดน้ำมันและจุดไฟเผาป้ามาลัยคือ นายยงยุทธ หรือเป้ เพียงคนเดียวส่วนคนอื่นต่างตกใจและช่วยกันดับไป ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 3 คน ขณะนี้ตำรวจยังคงกดดันไล่ล่าผู้เชื่อว่ายังกบดานอยู่ในพื้นที่และน่าจะเข้ามอบตัวในเร็วๆนี้ เพราะถูกกดดันอย่างหนัก     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/iQUguaW6A2Y  

 2,425

Top