ค้นหา :

ผลการค้นหา "เบาะแส"

อาชญากรรม
16 ม.ค. 63

ผบ.ตร.เผยได้หลักฐานบางส่วนจากการค้น 10 จุดสำคัญ เชื่อโจรชิงทองหลบหนีออกนอกพื้นที่แล้ว

การติดตามตัวโจรจี้ชิงทองและกราดยิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บสาหัส 4 คน เช้ามืดวันนี้ตำรวจปูพรมเข้าค้นเป้าหมาย 10 จุดในเมืองลพบุรี ยึดอาวุธปืนได้ 13 กระบอก นำเทียบหัวกระสุนใน 3 ศพ ยังไม่ชัดผู้ต้องหาอยู่ในพื้นที่หรือไม่     โดยปฏิบัติการครั้งนี้ ตำรวจได้กระจายกำลังกว่า 100 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ 10 จุด ในจังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับคนร้ายรายนี้ โดยผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ระบุว่า การตรวจค้นครั้งนี้จะเน้นผู้ครอบครองอาวุธปืนในรุ่นเดียวกับที่คนร้ายใช้ ซึ่งไม่ยืนยันว่าเป็นบุคคล 3 ราย ตามที่มีกระแสข่าวว่า เป็นลูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ , กลุ่มผู้มีสี และพลเรือน ซึ่งหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้มาจะต้องนำมาตรวจสอบ ว่ามีความเชื่อมโยงกับคนร้ายอย่างไร     และจากการตรวจค้นพบอาวุธปืน 13 กระบอก ซึ่งจะนำมาตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุครั้งนี้หรือไม่ แต่ยังไม่ยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุอยู่ในพื้นที่ลพบุรีหรือไม่ และตลอดระยะเวลา 5 วัน หลังเกิดเหตุการทำงานของตำรวจคืบหน้าไปพอสมควร สามารถจำกัดวงการสืบสวนได้แคบลง ซึ่งยังมีข้อมูลหลายอย่างไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่พยายามเน้นพยานหลักฐานต่าง ๆ ให้รัดกุม ส่วนประเด็นการตรวจค้นค่ายทหารนั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาทหารให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่มีความขัดแย้ง      พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมวิเคราะห์หลักฐานที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจค้นกว่า 10 จุดในวันนี้ ยอมรับว่าบางจุดได้หลักฐาน และบางจุดก็พบ ที่ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวคนร้ายได้ โดยเชื่อว่าคนร้ายได้หลบหนีการซ่อนตัวออกไปนอกพื้นที่แล้ว และมีการขยับที่หลบซ่อนไปเรื่อย ๆ โดยเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ และเคลื่อนไหวอยู่ชายแดน เนื่องจากอุปสรรคในการทำงานที่จากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนบางส่วน และตำรวจบางนายที่โพสความคืบหน้าของคดีลงโซเชียลมีเดียซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและคาดโทษไว้แล้ว     ทั้งนี้จากข้อมูลเบื้องต้นคนร้ายหลบหนีไปเพียงคนเดียว แต่ตะมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลให้การช่วยเหลือหรือไม่ ยังไม่ทราบรายละเอียด     ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงกระเป๋าสีดำใบใหญ่ที่ถือเข้าไปในที่ประชุมด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวติดตลกว่า เป็นกระเป๋าใส่เงินมา นำมาแจกให้ลูกน้อง เมื่อถามว่าเป็นเรื่องรางวัลนำจับหรือไม่นั้นก็ปฏิเสธ     โดยในวันพรุ่งนี้ครบ 2 วัน ที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีกำหนดว่าจะได้ตัวคนร้ายนั้น ยอมรับว่าได้รายงานความคืบหน้าตามความเป็นจริง ไม่ได้มีการกดดัน แต่อย่างใด     ด้านพลตำรวจเอกสุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การนำเสนอข่าวเผยแพร่บุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัย ภายหลังเจ้าตัวได้ออกมาแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ใช่คนร้าย การนำเสนอข่าวก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ จึงอยากให้คำนึงถึงจรรยาบรรณสื่อมวลชนเป็นหลัก     ทั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้สื่อเลิกเสนอข่าว เพียงแต่อยากให้กลั่นกรองข่าวที่ได้รับมาด้วยวิจารณญาณก่อนนำออกอากาศ ต้องคำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตำรวจ หรือกระทบต่อบุคคลอื่นหรือไม่     ด้ายนายฐปนนท์ ปรีชาจารย์ อดีตนีกเรียนนายสิบทหารบก เดินทางเข้าร้องต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. หลังถูกผู้ไม่ประสงค์ดี นำภาพที่เป็นภาพหน้าตรง ที่อยู่ในฐานระบบของราชการ และภาพโปรไฟล์เฟสบุ๊ค ของตนเองมาวางคู่กันและมีการนำมาโพสต์ และเขียนข้อความกล่าวหาว่าตนเองเป็นคนร้ายในคดีนี้ ซึ่งทำให้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นในเชิงลบกับตนจำนวนมาก ส่วนตัวรู้สึกเครียด เพราะทั้งกลัวว่าคนจะเข้าใจผิด ซึ่งอาจทำให้ตนเองไม่ปลอดภัย รวมถึงงานที่ตนทำอยู่หากเจ้าของบริษัทเชื่อตามข่าว      นายฐปนนท์ ระบุว่า ตนเองเป็นเพียงอดีตนักเรียนนายสิบทหารบก ที่ยังไม่ได้รับราชการ เพราะลาออกก่อนเรียนจบ ส่วนในวันเกิดเหตุก็อยู่ในบริเวณห้างที่เกิดเหตุ แต่ยืนดูเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังแนวกั้นพื้นที่เกิดเหตุ แต่ในช่วงเวลาเกิดเหตุ ตนอยู่ระหว่างการส่งแฟนสาวขึ้นรถไปทำงาน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุส่วนบ้านพักก็อยู่ห่างจากห้างที่เกิดเหตุเพียง 6 กิโลเมตร ส่วนตัวแล้วก็ยังงงๆ ว่านำรูปภาพของตนเองไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่ารูปภาพของตนที่เป็นหน้าตรงเป็นข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ ที่คนปกติไม่สามารถเข้าถึงได้ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น และไม่รู้เจตนาของคนที่นำรูปภาพของตนเองไปโพสต์ แม้จะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง และเกรงว่าอาจได้รับอันตราย จากลุ่มคนที่อาจไม่พอใจกับเหตุการณ์นี้ และเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นคนร้าย      ขณะที่นายชัยพงษ์ โพธิ์รัศมี หรือหมุย ดงน้อย อายุ 37 ปี ส่วนสูง 170 ซม. หลานชายนายกเทศนมนตรีตำบลกกโก จ.ลพบุรี เปิดเผยหลังจากมีการแชร์ภาพว่าเป็น 1 ในบุคคลต้องสงสัย  และมีบ้านอยู่ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุ โดยพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสอบถามที่บ้านด้วยนั้น     นายชัยพงษ์ โพธิ์รัศมี กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุคนร้ายบุกจี้ร้านทอง ตนก็ทำงานตามปกติเลิกงานประมาณ 2 ทุ่ม โดยขับจักรยานยนต์กลับบ้านพัก ยังได้ยินเสียงรถไซเลนที่ขับไปที่เกิดเหตุ โดยกล้องวงจรปิดภายในร้านก็สามารถจับภาพรถกู้ภัยได้ และแฟนโทรมาบอกว่าเกิดเหตุการณ์ที่ห้างโรบินสัน แฟนจึงบอกให้ตนโทรไปสอบถามแม่ของตนที่ทำงานเป็นแม่บ้านที่ห้างโรบินสันเพราะความเป็นห่วง     นายชัยพงษ์ บอกอีกว่า หลังเกิดเหตุการณ์ที่ห้างโรบินสัน ตนก็ใช้ชีวิตปกติ อาจจะเป็นที่หุ่นตนใกล้เคียง บ้านก็อยู่ละแวกนี้หรือไม่ และยืนยันว่าตนไม่เคยเป็นทหาร แต่เคยไปยิงปืนที่สนามยิงปืนและไปยิงแค่ครั้งเดียว และตกใจเมื่อลุง มาบอกพอทราบก็นอนไม่หลับ ตนบริสุทธิ์ใจไม่รู้เรื่อง ไม่คิดจะเป็นเรื่องขนาดนี้ แต่ที่ทำงานก็หยอกล้อกัน เพราะตนเดินไม่ค่อยแข็งแรงเพราะใส่เหล็กมาได้ 2 ปี จากอุบัติเหตุที่ตนเองขี่รถจักรยานยนต์ชนท้ายรถยนต์       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OEz4OJb3f6k  

 667
สังคม-อาชญากรรม
25 ธ.ค. 62

วอนขอเบาะแส รถบรรทุกทับร่างแม่ลูกอ่อนดับคาที่ ก่อนขับหนี ลูกสาววัย 10 เดือนรอดหวุดหวิด

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Atiwat Suksombut โพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊ก หลังขี่รถจยย.กลับบ้านพร้อมภรรยาและลูกสาววัย 10 เดือนและ 6 ขวบ ระหว่างทางเจอรถแท็กซี่คันหนึ่งเบรกกระทันหันเพื่อกลับรถ โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว จึงชนท้ายอย่างจัง   ทำให้ภรรยาและลูกสาววัย 10 เดือนกระเด็นตกรถ ถูกรถบรรทุกเหยียบภรรยาเสียชีวิตคาที่ ส่วนลูกสาวรอดตายหวุดหวิด พร้อมวอนประชาชนผู้ที่เห็นเหตุการณ์หรือมีกล้องหน้ารถจับภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ช่วยติดต่อนำกล้องหน้ารถมาเป็นหลักฐานในการเอาผิดกับคนขับรถบรรทุก เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงเรียนสารสาสน์มีนบุรี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. เวลาประมาณ 15.00 น.   โดยนายอธิวัฒน์ สุขสมบัติ อายุ 25 ปี เจ้าของโพสต์ เล่าว่า วันเกิดเหตุตนและภรรยาขี่รถจยย. ไปรับลูก สาวคนโตวัย 6 ขวบที่โรงเรียน โดยลูกสาวคนโตนั่งหน้าตนเป็นคนขับ และภรรยาได้อุ้มลูกสาวคนเล็ก วัย 10 เดือนซ้อนท้าย   ระหว่างทาง ออกจากไปรษณีย์มีนบุรี มุ่งหน้าถนนสุวินทวงค์-ฉะเชิงเทรา ได้ขี่เลนกลางตามท้ายรถบรรทุก จังหวะขี่ออกเลนขวาเพื่อแซง เจอรถแท็กซี่ที่ขับอยู่เลนขวา เบรกกระทันหันเพื่อกลับรถ โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว ตนจึงหักหลบออกเลนกลางแต่ไม่พ้น ชนท้ายรถแท็กซี่อย่างจัง จนภรรยาและลูกสาวคนเล็กที่อุ้มอยู่กระเด็นตกรถ ทำให้รถบรรทุกที่ตนเพิ่งแซงมาเหยียบร่างภรรยาจนเสียชีวิตคาที่ แล้วขับหนีไป ส่วนลูกสาวคนเล็กรอดตายหวุดหวิด แต่ก็ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ จนต้องเข้ารับการเอ็กซเรย์สมอง    ส่วนรถแท็กซี่คันดังกล่าวก็ขับหนีไป แต่พลเมืองดีรายหนึ่งขี่รถบิ๊กไบค์ตามสกัดจนพาตัวกลับมายังจุดเกิดเหตุได้ ตนรู้สึกเสียใจมาก ที่ต้องเสียภรรยาไป ลูกคนเล็กก็ยังไม่หย่านมแม่ อีกทั้งตนก็เพิ่งได้งานใหม่ ต้องเลี้ยงดูลูกสาวถึง 2 คน จึงอยากให้คนขับรถบรรทุกและคนขับรถแท็กซี่ออกมารับผิดชอบค่าเสียหายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ด้านนายณรงค์ ลักษณะวิฑูร อายุ 56 ปี  รปภ. หมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้จุดเกิดเหตุ ระบุว่า หลังเกิดเหตุ ตนได้เดินไปดูเหตุการณ์พบร่างผู้ตายนอนอยู่ตรงเลนกลาง เลือดไหลนองพื้น ส่วนเด็กเล็กเห็นพ่ออุ้มอยู่ แต่ไม่พบรถบรรทุกหรือแท็กซี่อยู่ในจุดเกิดเหตุ ซึ่งตรงจุดนี้เคยเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิตบ่อยครั้ง   ด้านตำรวจสน.มีนบุรี ระบุว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดรอบจุดเกิดเหตุไม่สามารถจับภาพเหตุการณ์ไว้ได้ เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในมุมอับ จึงยังไม่ทราบเหตุการณ์ที่แน่ชัด หลังเกิดเหตุที่พลเมืองดีตามสกัดรถแท็กซี่กลับมายังจุดเกิดเหตุได้ ด้านสามีของผู้ตายได้เข้าไปทำร้ายร่างกายคนขับแท็กซี่จนได้รับบาดเจ็บตาปูด ใบหน้าเขียวช้ำ คนขับแท็กซี่ให้การว่าไม่ได้เบรกกะทันหันโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวอย่างที่สามีผู้ตายอ้างเบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา หลบหนีไม่หยุดให้การช่วยเหลือ ส่วนคนขับรถบรรทุกก็จะถูกแจ้งข้อหาเดียวกัน แต่ยังไม่ทราบตัวคนขับ   สำหรับสามีผู้ตาย เบื้องต้นจะถูกแจ้งข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่น และอาจจะถูกแจ้งข้อหา ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เพราะจากการสอบปากคำและตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบว่าสามีผู้ตายแซงรถบรรทุกขณะอยู่ในเส้นทืบ ซึ่งจะต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด   ทั้งนี้ หลังสามีผู้ตายโพสต์เฟซบุ๊ก มีบุคคลรายหนึ่งติดต่อมา อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย เข้าไปช่วยเหลือขณะเกิดเหตุ และกล้องหน้ารถสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้  แต่แจ้งว่าขณะนี้ได้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดกระบี่ อีกทั้งถ่ายโอนข้อมูลออกจากกล้องไม่เป็น จึงจะส่งกล้องมาให้ทางไปรษณีย์ แต่ต้องโอนเงินมัดจำกล้องไปให้ก่อน 1,000 บาท ซึ่งสามีผู้ตายก็โอนให้ เพราะคิดว่าเป็นความหวังสุดท้าย   แต่แล้วก็ขาดการติดต่อไป ซึ่งผู้สื่อข่าวก็ได้พยายามช่วยติดต่อไปอีกทางหนึ่ง ชายคนดังกล่าวก็ได้อ้างกับผู้สื่อข่าวว่า  ยังมีไฟล์เก็บอยู่ในโทรศัพท์ของแฟนสาวที่เป็นพยาบาลอยู่ในจังหวัดกระบี่อีกที่หนึ่ง แต่เมื่อทวง ถามก็บ่ายเบี่ยง จนกระทั่งไม่รับสาย ติดต่อไม่ได้ในที่สุด  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QLbI46yrmCc

 896
สังคม
25 ธ.ค. 62

วอนขอเบาะแส รถบรรทุกทับร่างแม่ลูกอ่อนดับคาที่ ก่อนขับหนี ลูกสาววัย 10 เดือนรอดหวุดหวิด

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Atiwat Suksombut โพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊ก หลังขี่รถจยย.กลับบ้านพร้อมภรรยาและลูกสาววัย 10 เดือนและ 6 ขวบ ระหว่างทางเจอรถแท็กซี่คันหนึ่งเบรกกระทันหันเพื่อกลับรถ โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว จึงชนท้ายอย่างจัง   ทำให้ภรรยาและลูกสาววัย 10 เดือนกระเด็นตกรถ ถูกรถบรรทุกเหยียบภรรยาเสียชีวิตคาที่ ส่วนลูกสาวรอดตายหวุดหวิด พร้อมวอนประชาชนผู้ที่เห็นเหตุการณ์หรือมีกล้องหน้ารถจับภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ช่วยติดต่อนำกล้องหน้ารถมาเป็นหลักฐานในการเอาผิดกับคนขับรถบรรทุก เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงเรียนสารสาสน์มีนบุรี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. เวลาประมาณ 15.00 น.   โดยนายอธิวัฒน์ สุขสมบัติ อายุ 25 ปี เจ้าของโพสต์ เล่าว่า วันเกิดเหตุตนและภรรยาขี่รถจยย. ไปรับลูก สาวคนโตวัย 6 ขวบที่โรงเรียน โดยลูกสาวคนโตนั่งหน้าตนเป็นคนขับ และภรรยาได้อุ้มลูกสาวคนเล็ก วัย 10 เดือนซ้อนท้าย   ระหว่างทาง ออกจากไปรษณีย์มีนบุรี มุ่งหน้าถนนสุวินทวงค์-ฉะเชิงเทรา ได้ขี่เลนกลางตามท้ายรถบรรทุก จังหวะขี่ออกเลนขวาเพื่อแซง เจอรถแท็กซี่ที่ขับอยู่เลนขวา เบรกกระทันหันเพื่อกลับรถ โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว ตนจึงหักหลบออกเลนกลางแต่ไม่พ้น ชนท้ายรถแท็กซี่อย่างจัง จนภรรยาและลูกสาวคนเล็กที่อุ้มอยู่กระเด็นตกรถ ทำให้รถบรรทุกที่ตนเพิ่งแซงมาเหยียบร่างภรรยาจนเสียชีวิตคาที่ แล้วขับหนีไป ส่วนลูกสาวคนเล็กรอดตายหวุดหวิด แต่ก็ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ จนต้องเข้ารับการเอ็กซเรย์สมอง    ส่วนรถแท็กซี่คันดังกล่าวก็ขับหนีไป แต่พลเมืองดีรายหนึ่งขี่รถบิ๊กไบค์ตามสกัดจนพาตัวกลับมายังจุดเกิดเหตุได้ ตนรู้สึกเสียใจมาก ที่ต้องเสียภรรยาไป ลูกคนเล็กก็ยังไม่หย่านมแม่ อีกทั้งตนก็เพิ่งได้งานใหม่ ต้องเลี้ยงดูลูกสาวถึง 2 คน จึงอยากให้คนขับรถบรรทุกและคนขับรถแท็กซี่ออกมารับผิดชอบค่าเสียหายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ด้านนายณรงค์ ลักษณะวิฑูร อายุ 56 ปี  รปภ. หมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้จุดเกิดเหตุ ระบุว่า หลังเกิดเหตุ ตนได้เดินไปดูเหตุการณ์พบร่างผู้ตายนอนอยู่ตรงเลนกลาง เลือดไหลนองพื้น ส่วนเด็กเล็กเห็นพ่ออุ้มอยู่ แต่ไม่พบรถบรรทุกหรือแท็กซี่อยู่ในจุดเกิดเหตุ ซึ่งตรงจุดนี้เคยเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิตบ่อยครั้ง   ด้านตำรวจสน.มีนบุรี ระบุว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดรอบจุดเกิดเหตุไม่สามารถจับภาพเหตุการณ์ไว้ได้ เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในมุมอับ จึงยังไม่ทราบเหตุการณ์ที่แน่ชัด หลังเกิดเหตุที่พลเมืองดีตามสกัดรถแท็กซี่กลับมายังจุดเกิดเหตุได้ ด้านสามีของผู้ตายได้เข้าไปทำร้ายร่างกายคนขับแท็กซี่จนได้รับบาดเจ็บตาปูด ใบหน้าเขียวช้ำ คนขับแท็กซี่ให้การว่าไม่ได้เบรกกะทันหันโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวอย่างที่สามีผู้ตายอ้างเบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา หลบหนีไม่หยุดให้การช่วยเหลือ ส่วนคนขับรถบรรทุกก็จะถูกแจ้งข้อหาเดียวกัน แต่ยังไม่ทราบตัวคนขับ   สำหรับสามีผู้ตาย เบื้องต้นจะถูกแจ้งข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่น และอาจจะถูกแจ้งข้อหา ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เพราะจากการสอบปากคำและตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบว่าสามีผู้ตายแซงรถบรรทุกขณะอยู่ในเส้นทืบ ซึ่งจะต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด   ทั้งนี้ หลังสามีผู้ตายโพสต์เฟซบุ๊ก มีบุคคลรายหนึ่งติดต่อมา อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย เข้าไปช่วยเหลือขณะเกิดเหตุ และกล้องหน้ารถสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้  แต่แจ้งว่าขณะนี้ได้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดกระบี่ อีกทั้งถ่ายโอนข้อมูลออกจากกล้องไม่เป็น จึงจะส่งกล้องมาให้ทางไปรษณีย์ แต่ต้องโอนเงินมัดจำกล้องไปให้ก่อน 1,000 บาท ซึ่งสามีผู้ตายก็โอนให้ เพราะคิดว่าเป็นความหวังสุดท้าย   แต่แล้วก็ขาดการติดต่อไป ซึ่งผู้สื่อข่าวก็ได้พยายามช่วยติดต่อไปอีกทางหนึ่ง ชายคนดังกล่าวก็ได้อ้างกับผู้สื่อข่าวว่า  ยังมีไฟล์เก็บอยู่ในโทรศัพท์ของแฟนสาวที่เป็นพยาบาลอยู่ในจังหวัดกระบี่อีกที่หนึ่ง แต่เมื่อทวง ถามก็บ่ายเบี่ยง จนกระทั่งไม่รับสาย ติดต่อไม่ได้ในที่สุด  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QLbI46yrmCc

 896
ข่าวภูมิภาค
20 ธ.ค. 62

พบเบาะแสสาวพับแบงก์กาโม่ซื้อลูกชิ้น ยายเปิดใจทั้งน้ำตา "ไม่น่ามาหลอกกันเลย"

สุพรรณบุรี - จากกรณียายขายลูกชิ้นหน้าโรงเรียน ถูกผู้หญิงพับแบงก์กาโม่จ่ายเป็นค่าอาหาร ก่อนจะขี่จยย.หลบหนีไปนั้น   ล่าสุดมีภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิด พบผู้ต้องสงสัยขี่รถจักรยานยนต์ ยายดูภาพแล้วว่าเป็นคนคนเดียวกันที่มาหลอก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุพรรณบุรี อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวคนร้ายรายนี้ คาดว่าน่าจะอยู่ในเขต อ.เมืองสุพรรณบุรี   ด้าน นางสมพิศ ฤทธิเดช อายุ 70 ปี ผู้เสียหาย เล่าให้ฟังว่า ขายกับข้าวผัดกระเพรา ข้าวไข่เจียว อาหารประเภทต่างๆ ลูกชิ้น ขายมากว่า 50 ปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ช่วงประมาณ 14.30 น.วันที่ 18 ธ.ค.ระหว่างที่ยายสาละวนอยู่กับการเตรียมตัวจัดร้านรถเข็นเพื่อเตรียมจะเข้าไปขายให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนสุพรรณภูมิ ถนนหมื่นหาญ ต.ท่าพี่เลี้ยง มีลูกค้าผู้หญิง อายุราว 50-60 ปี สวมหมวกกันน็อก แต่งตัวมอมแมม ขี่รถจักรยานยนต์ สีแดง มาสั่งข้าวผัดกระเพรา 2 กล่อง กล่องละ 15 บาท รวม เป็น 30 บาท ในมือถือเงินอยู่ ลักษณะแบ๊งละ 500 บาท คนหญิงคนดังกล่าวยังไม่ยอมส่งเงินมาให้ ยายเลยบอกว่าไม่มีเงินทอน หญิงคนร้ายได้สั่งลูกชื้นเพิ่มอีก 70 บาท รวมเป็นค่าของที่สั่งซื้อ 100 บาท   ยายเลยมัวก้มหาเงินทอนให้ครบ 400 บาท จากนั้นคนร้ายได้ส่งเงินมาให้ ยายได้ทอนเงินไปให้ 400 บาท คนร้ายขี่รถออกไป ยายเล่าทั้งน้ำตา ว่าปกติอยู่บ้านกับหลานชายอีก 2 คน กำลังเรียนอยู่ ปวช.ตั้งแต่ขายของมาไม่เคยพบเหตุการณ์แบบนี้ และเงินที่ทอนให้คนร้ายไปก็เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เอาไว้ทำทุนซื้อของมาทำขายด้วย ยายฝากไปถึงคนร้ายว่าไม่น่าจะมาทำกับยายแบบนี้ ยายก็ขายของหากินไปวันๆหนึ่งเท่านั้นยังมาโดนคนใจร้ายหลอกเอาเงินไปอีก หลังโลกโซเชียลแห่แชร์เรื่องของยาย นายอามร เคหะนาค อายุ 42 ปี พร้อมกับเพื่อนๆ ได้รวมเงินกันมา ประมาณ 800 บาท มาช่วยเหลือยาย ซึ่งขณะนี้มีผู้ใจบุญทยอยกันนำเงินมาช่วยยายแล้วประมาณ 1,500 บาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xUWHYSL5AO8

 12,968
สังคม
20 ธ.ค. 62

พบเบาะแสสาวพับแบงก์กาโม่ซื้อลูกชิ้น ยายเปิดใจทั้งน้ำตา "ไม่น่ามาหลอกกันเลย"

สุพรรณบุรี - จากกรณียายขายลูกชิ้นหน้าโรงเรียน ถูกผู้หญิงพับแบงก์กาโม่จ่ายเป็นค่าอาหาร ก่อนจะขี่จยย.หลบหนีไปนั้น   ล่าสุดมีภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิด พบผู้ต้องสงสัยขี่รถจักรยานยนต์ ยายดูภาพแล้วว่าเป็นคนคนเดียวกันที่มาหลอก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุพรรณบุรี อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวคนร้ายรายนี้ คาดว่าน่าจะอยู่ในเขต อ.เมืองสุพรรณบุรี   ด้าน นางสมพิศ ฤทธิเดช อายุ 70 ปี ผู้เสียหาย เล่าให้ฟังว่า ขายกับข้าวผัดกระเพรา ข้าวไข่เจียว อาหารประเภทต่างๆ ลูกชิ้น ขายมากว่า 50 ปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ช่วงประมาณ 14.30 น.วันที่ 18 ธ.ค.ระหว่างที่ยายสาละวนอยู่กับการเตรียมตัวจัดร้านรถเข็นเพื่อเตรียมจะเข้าไปขายให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนสุพรรณภูมิ ถนนหมื่นหาญ ต.ท่าพี่เลี้ยง มีลูกค้าผู้หญิง อายุราว 50-60 ปี สวมหมวกกันน็อก แต่งตัวมอมแมม ขี่รถจักรยานยนต์ สีแดง มาสั่งข้าวผัดกระเพรา 2 กล่อง กล่องละ 15 บาท รวม เป็น 30 บาท ในมือถือเงินอยู่ ลักษณะแบ๊งละ 500 บาท คนหญิงคนดังกล่าวยังไม่ยอมส่งเงินมาให้ ยายเลยบอกว่าไม่มีเงินทอน หญิงคนร้ายได้สั่งลูกชื้นเพิ่มอีก 70 บาท รวมเป็นค่าของที่สั่งซื้อ 100 บาท   ยายเลยมัวก้มหาเงินทอนให้ครบ 400 บาท จากนั้นคนร้ายได้ส่งเงินมาให้ ยายได้ทอนเงินไปให้ 400 บาท คนร้ายขี่รถออกไป ยายเล่าทั้งน้ำตา ว่าปกติอยู่บ้านกับหลานชายอีก 2 คน กำลังเรียนอยู่ ปวช.ตั้งแต่ขายของมาไม่เคยพบเหตุการณ์แบบนี้ และเงินที่ทอนให้คนร้ายไปก็เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เอาไว้ทำทุนซื้อของมาทำขายด้วย ยายฝากไปถึงคนร้ายว่าไม่น่าจะมาทำกับยายแบบนี้ ยายก็ขายของหากินไปวันๆหนึ่งเท่านั้นยังมาโดนคนใจร้ายหลอกเอาเงินไปอีก หลังโลกโซเชียลแห่แชร์เรื่องของยาย นายอามร เคหะนาค อายุ 42 ปี พร้อมกับเพื่อนๆ ได้รวมเงินกันมา ประมาณ 800 บาท มาช่วยเหลือยาย ซึ่งขณะนี้มีผู้ใจบุญทยอยกันนำเงินมาช่วยยายแล้วประมาณ 1,500 บาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xUWHYSL5AO8

 12,968
ข่าวภูมิภาค
12 ก.ค. 62

วอนแจ้งเบาะแส ล่า 5 โจ๋ ไล่ชนก่อนรุมยำ หนุ่ม อบต.น่วม ฉุนเหตุแค่มองหน้า

บุรีรัมย์-ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ คน กู้ชีวิต ได้โพสต์ภาพและข้อความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าตัวเอง ระหว่างที่ขับรถและพบชายฉกรรจ์รุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ อบต.บัวทอง จ.บุรีรัมย์ อาการสาหัส เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา บริเวณยูเทิร์นหน้าวิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์ เยื้องกับ อบต.บัวทอง   จากการสอบถามผู้โพสต์เล่าว่า ตนเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.บัวทอง ช่วงเกิดเหตุเวลาประมาณ 08.20 น. ขณะที่ตนจะขับรถยูเทิร์น ตนเห็นรถจักรยานยนต์แบบผู้หญิงล้มคว่ำขวางทางยูเทิร์น และพบว่าเป็นรถของนายกฤษณะ ศรีสุภา อายุ 26 ปี เพื่อนร่วมงานใน อบต.บัวทอง ตอนแรกคิดว่าประสบอุบัติเหตุรถล้ม จึงเดินลงไปดูเพื่อจะช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เห็นตัวนายกฤษณะ   เมื่อหันไปดูรอบๆ ก็เห็นรถจักรยานยนต์ 3 คัน จอดอยู่ริมถนนข้างพุ่มไม้ เห็นชายทั้ง 5 คน ได้รีบขี่รถจยย.ออกไปอย่างรวดเร็ว ตนจึงรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพ อบต.บัวทอง ให้มาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ก่อนจะเดินไปเจอนายกฤษณะ นอนร้องครวญครางอยู่หลังพุ่มไม้ ในสภาพมีบาดแผลตามแขน ขา ใบหน้า และลำตัว โดยเฉพาะขาขวาท่อนล่างมีลักษณะผิดรูปอาการสาหัส   สอบถามผู้บาดเจ็บ ซึ่งยังพอให้ข้อมูลได้ ก็เล่าให้หน่วยกู้ชีพและเพื่อนร่วมงานที่เข้าไปช่วยเหลือฟังว่า เมื่อเช้าขี่รถจยย.ออกจากบ้านส่งลูกไปโรงเรียนและส่งภรรยาไปทำงานในตัวเมือง จากนั้นก็ขี่รถจยย.จะมาทำงานที่ อบต.ตามปกติ   จู่ๆ ก็มีรถจยย.จำได้น่าจะเป็นยี่ห้อฮอนด้าคลิก สีฟ้าขาว ขี่ตามหลังมาแล้วพุ่งชนรถของ นายกฤษณะ จนเสียหลักล้มลงตรงยูเทิร์น จากนั้นก็มีรถจยย.อีก 2 คัน ซ้อนกันมาคันละ 2 คน ตามมาสมทบ นายกฤษณะ จึงพยายามจะวิ่งหนีไปที่ อบต.เพราะอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร   แต่กลุ่มคนร้ายได้ใช้ไม้เบสบอลที่ตอกตะปูให้ปลายแหลมโผล่ออกขว้างใส่ที่ขาจนล้มลงกับพื้น จากนั้นกลุ่มคนร้ายก็ใช้ไม้เบสบอลกระหน่ำตีแบบไม่ยั้ง โดยมีคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนว่า “มึงมองหน้ากูทำไม” ซึ่งนายกฤษณะ ก็ได้ยกมือไหว้ขอชีวิต แต่กลับไม่เป็นผล ซ้ำยังถูกกระหน่ำตีจนอาการปางตาย ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.บุรีรัมย์   นายสุเมธ ยังบอกอีกว่า ที่โพสต์เรื่องราวดังกล่าวก็อยากจะให้คนที่ขับรถผ่านช่วงตอนเกิดเหตุแล้วมีกล้องหน้ารถที่สามารถบันทึกภาพได้ นำภาพมาต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yt67sBb2nPQ

 1,167
เศรษฐกิจ
03 ม.ค. 61

สรรพากรชวน ปชช.ชี้เป้าธุรกิจเลี่ยงภาษี ผ่านระบบออนไลน์ ระบุได้ถึงขั้นที่ตั้งบริษัท ทนายชี้ทำได้ตาม กม.

ในเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ได้มีการประกาศผ่านหน้าเว็บ เชิญชวนประชาชน ช่วยกันแจ้งเบาะแส กิจการห้างร้านที่มีการเสียภาษีไม่ถูกต้อง โดยเป็นการแจ้งข้อมูลผ่านทางระบบเว็บไซท์ของกรมสรรพากร ที่เว็บ http://interapp61.rd.go.th/taxcomplain/agree_popup.php   โดยกลุ่มที่มีความผิด ได้แก่ กิจการที่เปิดใหม่, กิจการห้างร้านที่ออกใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง, การซื้อขายใบกำกับภาษี, ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-commerce – ขายของออนไลน์) ที่ไม่เสียภาษี รวมไปถึงกิจการที่หลีกเลี่ยงภาษี  ซึ่งผู้แจ้งสามารถระบุชื่อร้านที่พบการกระทำผิด, ถ่ายรูปมาแจ้ง, กรอกที่อยู่บริษัท หรือแม้กระทั่ง กดปักหมุดระบุโลเคชั่นของร้านที่กระทำผิด ได้ในระบบ    อย่างไรก็ตาม ผู้แจ้งเบาะแสต้องมีการระบุข้อมูลของตัวเอง ทั้งเลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล์ เพื่อยืนยันตัวตน ไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งกัน และสามารถหาตัวผู้รับผิดชอบได้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง   หลังจากกรอกข้อมูลส่วนตัวแล้ว ระบบจะให้ระบุประเภทความผิดที่ต้องการแจ้ง (เปิดกิจการใหม่, ออกใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ซึ้อ-ขายใบกำกับภาษี ฯลฯ) พร้อมระบุที่อยู่ หรือปักหมุดโลเคชั่น ในระบบ เพื่อกรมสรรพากรจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบได้ถูกที่    อย่างไรก็ตาม ผู้แจ้งต้องยอมรับเงื่อนไขก่อนแจ้งเบาะแส เช่น ต้องแจ้งข้อเท็จจริง ไม่มีเจตนาให้ร้ายบุคคล หรือ กลั่นแกล้ง เพราะหากข้อมูลเป็นเท็จ ผู้แจ้งจะมีความผิด ตาม พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2559 และผู้ที่แจ้งเบาะแสจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ หรือรางวัลใดๆ เป็นการตอบแทนทั้งสิ้น   สำหรับกรณีดังกล่าว ทีมข่าวสอบถามไปยัง ทนายเกิดผล แก้วเกิด เกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมาย ได้รับการเปิดเผยว่า ตามปกติแล้ว การเปิดให้แจ้งเบาะแส หรือชี้ช่องผู้กระทำผิด เป็นเรื่องที่สามารถทำได้อยู่แล้วตามกฎหมาย บางหน่วยงาน เช่นกรมศุลกากร ถึงกับมีการตั้งรางวัลนำจับให้คนที่แจ้งเบาะแส การนำเข้าสินค้าเลี่ยงภาษีด้วย  แต่กรณีการให้ประชาชนชี้เบาะแสธุรกิจเลี่ยงภาษีนี้ น่าจะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมา กรมสรรพากรจะใช้วิธีสุ่มตรวจเสียมากกว่า    ส่วนการให้แจ้งเบาะแสนี้ จะเสี่ยงต่อการกลั่นแกล้งทางธุรกิจหรือไม่นั้น ตนมองว่า หากเจ้าของกิจการ หรือธุรกิจ มีการเสียภาษีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะต่อให้ถูกกลั่นแกล้งจริง เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก็จะไม่พบความผิดอยู่แล้ว      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/S-GY2NISa9k

 9,835
ข่าวภูมิภาค
25 ธ.ค. 60

ลูกค้าแห่อุดหนุนร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ หลังออกข่าวเรื่องเล่าฯ โดนโจรขโมยเรือ ให้รางวัลนำจับ 1 หมื่น

ราชบุรี-ความคืบหน้ากรณีแม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ถูกคนร้ายลักเรือไม้สักที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเรือตาโจ๊ก ถนนเส้น เจดีย์หัก-เขางู ซึ่งทางร้านได้ประกาศให้รางวัลนำจับ 1 หมื่นบาท   ซึ่งหลังจากที่เรืออันเป็นสัญลักษณ์ของร้านได้หายไป ทำให้ลูกค้าหดหายไม่มาอุดหนุน ขายขาดทุน แต่ต่อมาได้ปรากฏเป็นข่าวในรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ทำให้ประชาชนมาอุดหนุนกันจำนวนมากและส่วนหนึ่งก็มาให้กำลังใจคนที่ทำงานด้วยอาชีพสุจริตให้ต่อสู้ไม่ย่อท้อ พร้อมวอนคนร้ายนำเครื่องมือทำมาหากินกลับมาคืน แม้ขณะนี้มืดแปดด้าน ตร.ตรวจวงจรปิดยังไม่พบเบาะแส   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/82a50hsNzes  

 10,625
สังคม-อาชญากรรม
22 พ.ย. 60

เร่งล่าตัวแก๊งโจ๋รุมตื้บ-จุดไฟเผาลูก ตร.เจ็บสาหัส คาดทำร้ายผิดตัว

คดีกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายร่างกายและจุดไฟเผาลูกพันตำรวจโทบาดเจ็บสาหัส ตำรวจรู้เบาะแสคนร้ายแล้ว เร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี   ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า นูโว สีเหลือง ของนายกุลธวัช วิสิทธิ์ ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่น 6-7 คน รุมทำร้ายบริเวณแยกภาสยา หลังมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และเผารถจักรยานยนต์ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เพื่อตรวจพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริง   โดยพันตำรวจเอก เอกชัย บุญวิสุทธิ์ รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง โดยระบุว่า ทราบเบาะแสคนร้ายแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เตรียมสอบปากคำผู้เสียหาย ซึ่งเป็นลูกชายของพันตำรวจโท สังกัดกองบัญชาการศึกษา ที่ถูกไฟคลอกขาทั้งสองข้าง ขณะนี้รักษาตัวที่ รพ.ชลประทาน แต่ยังไม่รู้สึกตัว ส่วนสาเหตุยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง   ขณะที่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ยันว่าเห็น จยย.ของผู้บาดเจ็บถูกคู่อริถีบล้ม จากนั้นถูกรุมทำร้าย และมีเสียงปืนดัง 1 นัด ก่อนที่จะมีไฟลุกท่วม คาดอาจถูกทำร้ายผิดตัว และอาจไม่เกี่ยวกับคู่อริที่มีเรื่องกันในสถานบันเทิง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/k8Wd2AAuTQU    

 5,819
ต่างประเทศ
01 พ.ย. 60

กระบะพุ่งชนคนกลางนิวยอร์ก เสียชีวิตแล้ว 8 พบเบาะแสเชื่อมโยงก่อการร้าย

เกิดเหตุรถกระบะพุ่งเข้าชนผู้คนบนทางปั่นจักรยานใจกลางย่านแมนฮัตตันของนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมใช้ปืนกราดยิง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกอย่างน้อย 12 คน   ตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายชาวอุซเบกิสถานวัย 29 ปี ที่ย้ายมาอาศัยในสหรัฐเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งรถที่ก่อเหตุเป็นรถเช่า ทั้งนี้คนร้ายถูกจนท.ยิงได้รับบาดเจ็บเพื่อควบคุมสถานการณ์ อย่างไรก็ตามก่อเกิดเหตุมีพยานเห็นคนร้ายตะโกนสรรเสริญพระอัลเลาะห์ และพบข้อความเชื่อมโยงกับกลุ่ม IS ภายในรถคันดังกล่าว เบื้องต้นจึงถูกประเมินว่าเป็นเหตุก่อการร้าย ทั้งนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุ   หลังเกิดเหตุ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวีตข้อความว่าเกิดเหตุโจมตีในนิวยอร์กจากคนป่วยทางจิต ขณะนี้ จนท.ได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด   เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม Terrorism - การก่อการร้าย Terrorist - ผู้ก่อการร้าย 

 910
สังคม-อาชญากรรม
01 พ.ย. 60

เปิดวงจรปิดชายวัย 40 ต้องสงสัยลักพา 'น้องนัส' วัย 11 ปีจากสระบุรีไปอยุธยา วอนผู้พบเห็นแจ้งเบาะแสเพิ่ม

สืบเนื่องจากกรณีเด็กชายมนัส สีตะพงษ์ หรือน้องนัส อายุ 11 ปีซึ่งหายออกจากบ้านที่ ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2560 โดยน้องนัส สูง 130 ซม. หนัก 30 กก ผมสั้น วันที่หายสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงนักเรียนสีน้ำตาล เบาะแสจากพลเมืองดีเห็นว่าเด็กอยู่กับชายอายุประมาณ 40 ปี ผมสั้น ผิวดำ ผอม พูดภาษาอีสาน เดินเร่ขายไม้เกาหลังในพื้นที่สถานีขนส่งจังหวัดสระบุรี ตำรวจจึงเชิญตัวพลเมืองดีมา สเก็ตซ์ภาพผู้ต้องสงสัยและส่งภาพออกประกาศหาผู้ลักพาตัวเด็กตามสื่อต่างๆ นั้น   ล่าสุด พลเมืองดีแจ้งเบาะแสไปยังมูลนิธิกระจกเงาเพิ่มเติมว่า พบเห็นบุคคลตามภาพสเก็ตซ์และน้องนัส ที่อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล่าสุด จึงมีการลงพื้นที่ตรวจสอบเบาะแส ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และตำรวจ สภ.ภาชี พบพลเมืองดี ให้ข้อมูลว่า ชายอายุประมาณ 40 ปี ลักษณะเมาสุราถือถุงใส่เสื้อผ้าและสะพายย่าม พาเด็กเดินมาขออาหารรับประทาน โดยอ้างว่าเด็กคือลูกของตนเอง ซึ่งเด็กเหมือนภาพประกาศเด็กหายที่มูลนิธิกระจกเงาตามหา   และหลังจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ พบน้องนัส เดินอยู่กับชายอายุประมาณ 40 ปี บริเวณแยกหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 16.16 น. โดยลักษณะตามกล้องวงจรปิด ชายคนดังกล่าวกับน้องนัส เดินมาบริเวณสามแยก และคล้ายสอบถามเส้นทางกับบุคคลบริเวณนั้น จากนั้น พบว่าชายต้องสงสัยพาน้องนัสเดินวนไปมาในบริเวณดังกล่าวเกือบหนึ่งชั่วโมง โดยมีช่วงที่น้องนัส กับชายคนดังกล่าวเหมือนตกลงกันไม่ได้ว่าจะเดินไปทางใดต่อ   ทั้งนี้ ผู้ใดพบเห็นโปรดแจ้งตำรวจบริเวณใกล้เคียงตรวจสอบทันที หรือแจ้งเบาะแสที่ มูลนิธิกระจกเงา โทรศัพท์ 0807752673     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8e-QIX_sU1U    

 32,695
สังคม-อาชญากรรม
04 ก.ย. 60

หญิงปริศนาอ้างเป็นร่างทรง ไลน์แจ้งเบาะแส 'ผอ.อ้อย' ถูกคนมีสีเผานั่งยาง ชิ้นส่วนโผล่สกลนคร

เรื่องราวของ ผอ.อ้อย หรือ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ผ่านไป 2 เดือนแล้ว ซึ่งล่าสุด พ่อ ผอ.อ้อย ตั้งรางวัล 1 แสน กับ ผู้แจ้งเบาะแสลูกสาว   อย่างไรก็ตามมีหญิงสาวรายหนึ่ง ไม่เปิดเผยชื่อ แต่เปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์ พร้อมกับไลน์ที่มีใบหน้า อายุประมาณ 40 ปี โทรศัพท์มาแจ้งข่าวเรื่อง ผอ.อ้อย แก่ผู้สื่อข่าว จ.สกลนคร โดยบอกว่า ผอ.อ้อยมาบอกให้ไปช่วย ตอนนี้ชิ้นส่วนที่เหลือจากการเผานั่งยาง ของ ผอ.อ้อย คือส่วนขา แขน และหัว อยู่ในถุงดำ หน้าโรงเรียนสว่างแดนดิน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นป่าหญ้า หรือเป็นต้นไม้ ก่อนที่ ผอ.อ้อยจะเสียชีวิต โดนตบและเอาปืนตีหัว ซึ่งชิ้นส่วนอยู่ตามพิกัดที่ส่งให้ บริเวณวงกลมสีแดง   ผู้สื่อข่าวจึงได้ถามว่า โทรมาจากไหน ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า โทรมาจากสุดชายแดนประเทศไทย   ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความสัมพันธ์ใดกับ ผอ.อ้อย ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มี เพียงแต่ว่าเป็นคล้ายๆร่างทรง เธอมาขอให้ช่วย ตอนนี้ดวงวิญญาณก็ยังอยู่ที่หน้าบ้านของตน น่าสงสารมาก เมื่อถามว่าใครเป็นคนทำ ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นคนมีสีที่เป็นข่าว แต่ต้องหาของคือชิ้นส่วนให้เจอก่อนเขาถึงจะยอมรับ ชิ้นส่วนที่ว่าจะอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนสว่างแดนดิน   ยืนยันอยากช่วยน้องและไม่ต้องการเงินทอง ไม่ต้องการชื่อเสียง ขอให้ไปช่วยน้อง ไปหาน้องให้พบ พร้อมให้ระวังว่าเดี๋ยวคนร้ายจะกลับมาเก็บชิ้นส่วนดังกล่าวไป เป็นการทำลายหลักฐาน ซึ่งทางผู้สื่อข่าวจะได้หารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง        ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/l7H2Mo7oXwM    

 47,077
ข่าวภูมิภาค
24 ก.ค. 60

ตามหา 'ควายบุญรอด' ยังไม่รู้ชะตากรรม ประกาศให้เบาะแส 1 แสน

เพชรบูรณ์-ความคืบหน้ากรณีนายรพีภัค ธราธรพิทักษ์ ซึ่งไถ่ชีวิตควายบุญรอด มาในราคา 35,000 บาท แล้วมามอบให้กับทางปศุสัตว์อำเภอเขาค้อ เพื่อนำมาเข้าโครงการธนาคารโคกระบือ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2559 และทางปศุสัตว์อำเภอเขาค้อได้มอบควายให้กับทางนายวรพล เกษตรกรนำไปเลี้ยง แต่กลับถูกนำไปขายต่อให้กับพ่อค้าเร่ โดยอ้างว่าควาย เจ้าบุญรอดนั้นนำไปผสมพันธุ์แล้วไม่ติดลูกหรือไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แต่ควายตัวที่ซื้อมานั้นตั้งท้อง 4-5 เดือนสามารถขยายพันธุ์ได้   จาการลงพื้นที่ตรวจสอบดูควายที่เกษตรกรที่ซื้อมาจากพ่อค้าจร เพื่อนำมาทดแทนควายบุญรอด และนำไปฝากให้เกษตรกรอีกรายเลี้ยงไว้ พบควายอยู่ในทุ่งหญ้าจำนวน 7 ตัว และ 2 ตัวในนั้นเป็นควายที่นำไปฝากไว้   ด้านเกษตรกรที่เลี้ยงดูควายตัวดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองมีควายอยู่แล้วจำนวน 5 ตัว เนื่องจากพื้นที่ของตนเองกว้างและมีหญ้า น้ำอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในตอนแรกนายวรพล บอกว่าจะนำมาฝากเลี้ยงเพียง 1 ตัว เป็นควายที่กำลังตั้งท้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ค.2560 ที่ผ่านมานายวรพล นำควายมา 2ตัวเป็นตัวเล็กและตัวใหญ่ ซึ่งตนเองก็ไม่คิดอะไรเพราะถือว่ายังไงก็เลี้ยงควายของตัวเองอยู่แล้ว จึงรับเลี้ยงไว้   จากการสังเกตควายตัวนี้มีขนาดลำตัวเล็กกว่าเจ้าบุญรอด และได้ตั้งชื่อควายตัวนี้ว่า เจ้าบุญมี ซึ่งปัจจุบันกำลังตั้งท้องประมาณ 4-5เดือน ส่วนลูกควายตัวเล็กอีกตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงได้ตั้งชื่อว่า เจ้ามีบุญ   ขณะที่ความคืบหน้าทางคดี ได้แจ้งข้อหายักยอกทรัพย์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงเจ้าบุญรอดแล้ว โดยทราบว่าพนักงานสอบสวน สภ.เขาค้อได้ทำการส่งตัวไปฟ้องยังศาลจังหวัดหล่มสักแล้ว โดยนายวรพล เกษตรกรผู้รับเลี้ยงควาย ถูกศาลจำคุก 1 เดือนไม่รอลงอาญา โดยเจ้าตัวได้ประกันตนออกมา   ด้านประธานมูลนิธิอนุรักษ์โคกระบือไทยและให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์ถูกทอดทิ้งได้ตั้งเงินรางวัล จำนวน 100,000 บาท ให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแส หรือนำควายบุญรอดกลับคืน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fsg7bUPyd_s    

 1,513
การเมือง
14 ก.ค. 60

คสช.ขานรับนายกฯ ตั้งศูนย์รับเรื่องแจ้งเบาะแส จนท.รัฐทุจริต ผ่านสายด่วน1299-ตู้ ปณ.444

คสช.ขานรับนโยบายนายกฯตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ ปชช. แจ้งร้องทุกข์ แจ้งเบาะแส พฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผ่าน 2 ช่องทาง คือ ตู้ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200 หรือ สำนักงานเลขาธิการ คสช. ตู้ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพ 10200 และที่ได้ที่เบอร์ Hot line 1299 ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.2560 เป็นต้นไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PqT2cnm-IaM  

 4,270
ปากท้องร้องทุกข์
26 มิ.ย. 60

ให้ 2 หมื่นคนแจ้งเบาะแส มือยิงหัวหน้าครอบครัว ผ่านมา 20 ปียังจับไม่ได้ อีก 3 วันจะหมดอายุความ

สามแม่ลูกวอนซ้ำจับมือฆ่าหัวหน้าครอบครัว เหลืออีก 3 วันหมดอายุความหัวหน้าครอบครัวถูกฆ่า หลังวิ่งเต้นเรื่องคดีมายาวนานเกือบ 20 ปี ล่าสุดมือปืนคนก่อเหตุได้หนีออกจาหมู่บ้าน และทราบว่าไปอยู่ในตัวเมืองร้อยเอ็ด แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้   จากกรณีที่นางสง่า แสนประเสริฐ อายุ 62 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ พร้อมลูกชาย 2 คน นำเอกสารสำนวนคดี ร้องผ่านสื่อกรณีนายมน แสนประเสริฐ สามีและเป็นหัวหน้าครอบครัวถูกยิงเสียชีวิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2540   นางสง่า เล่าว่าครั้งนั้นสามี อายุ 40 ปี ถูกนายบัวพา พูนโยธา ปัจจุบัน อายุ 62 ปี คนหมู่บ้านเดียวกัน ใช้อาวุธปืนลูกซอง ยิงเสียชีวิตท้ายหมู่บ้าน ต่อหน้าลูกชายของผู้เสียชีวิต   โดยหลังเกิดเหตุมือปืนได้หลบหนี ชาวบ้านติดตามหาตัวจนกระทั่งพบตัวแต่หลบหนีไปอีก ต่อมาตำรวจ สภ.ชำนิ ได้ออกหมายจับนายบัวพา โดยนายบัวพา กลายเป็นผู้ต้องหาหนีคดีนับตั้งแต่นั้น ซึ่งทางครอบครัวพยายามติดตามสืบหาแต่ก็ไร้ร่องรอย   จนล่าสุดเมื่อ 14 ก.พ.2557 ถูกตำรวจจับได้ที่จังหวัดชลบุรี ถูกส่งตัวมาดำเนินคดีที่ สภ.ชำนิ ในเวลาต่อมา ทางครอบครัวดีใจที่ได้ตัวผู้ต้องหาผู้ก่อเหตุฆ่าหัวหน้าครอบครัวไปเมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากตำรวจ สภ.ชำนิ ส่งสำนวนไปยังอัยการจังหวัดนางรอง และสุดท้ายอัยการวินิจฉัยยกฟ้อง เพราะขาดหลักฐานและพยาน   ซึ่งหลังจากอัยการสั่งยกฟ้อง ครอบครัวได้วิ่งเต้นร้องต่อกระทรวงยุติธรรม และอัยการสูงสุด ก็ได้รับคำตอบมาว่ายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ทางครอบครัวเกรงว่าคดีดังกล่าวจะหมดอายุความในวันที่ 28 มิถุนายน 2560 นี้ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 วันสุดท้าย   โดยล่าสุดผู้ต้องหาที่อาศัยอยู่บ้าน ได้แอบหลบหนีไปอยู่ที่บริเวณบึงพลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด แล้ว แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ จึงได้แค่หวังให้ปาฏิหาริย์มีจริง ให้จับคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ โดยจะมอบรางวัลให้กับผู้พบเห็นนำไปสู่การจับกุมได้ เป็นเงิน 20,000 บาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Rc76FdyOroY

 4,131

Top