ค้นหา :

ผลการค้นหา "หายตัว"

สังคม
19 ม.ค. 63

นศ.สาวประเภทสอง ทิ้งจม.ลาตาย ก่อนหายตัว ล่าสุดพบ จยย. จอดที่สะพานบางยี่โร

ผู้ใช้ Facebook Anusara Chuaiduang Jankong ได้โพสต์ข้อความ ประกาศตามหาคนหาย โดยเป็นน้องชายชื่อ ชฎาธร จันทร์คง สูงประมาณ 175 หายออกจากหอพัก ซอยน่าชม ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษ พร้อมรถจักรยายยนต์ สกู๊ปปี้ สีแดงขาว    จากการตรวจสอบพบว่า นายชฎาธร จันทร์คง หรือ อลิส สาวประเภทสอง หายออกจากหอพักเวลา 08.56 น. ใส่ชุดเดรสกระโปรงสีครีมเสื้อคลุมสีดำปิดแมสปิดปาก พร้อมรถจักรยานยนต์ เมื่อวเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา และพบว่าได้เขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ในห้องพักที่หอพักก่อนที่จะหายตัวไป    โดยแม่บ้านไขห้องเข้าไปเมื่อวเลาประมาณ 16.00 น. เจอจดหมายลาตาย 1 ฉบับ สร้อยคอ 2 สลึง 1 เส้น สร้อยข้อมือ 2 สลึง 1 เส้นวางบนที่นอน กล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ขณะขี่ จยย. ออกจากหอพัก    ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังหอพัก พบกับนายนายถาวร จันทร์คง อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคีรีวง อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พ่อของนายชฎาธร และได้เดินทางมาพร้อมกับภรรยาและลูกสาวอีก 2 คนเพื่อตามหานายชฎาธร ตั้งแต่ช่วงเย็นหลังทราบเรื่องจากเพื่อนๆ ของนายชฎาธร และได้เดินทางไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรขุนทะเลอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ไว้แล้ว   โดยนายนายถาวร  กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบถึงปัญหาของลูกเลยว่าลูกมีปัญหาอะไร เพราะอยู่คนละที่กัน ทราบจากเพื่อนของนายชฎาธรว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเรียน จึงอยากจะฝากข่าวไปถึงลูกว่า หากลูกอยู่กับเพื่อนก็ขอให้กลับมาบ้านพ่อเป็นห่วงมากและไม่เคยโกรธลูกเลย และหากมีปัญหาเรื่องการเรียน หรือเรียนไม่ได้ก็ไม่ได้ถือโทษแต่อย่างใด   ล่าสุด เมื่อเวลา 23.00 น. วานนี้ นายถาวร ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอำเภอหลังสวน ว่าพบรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ที่หัวสะพานบางยี่โร อำเภอหลังสวน และคนขับได้กระโดดลงในแม่น้ำซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังการค้นหาอยู่ โดยนายถาวรและครอบครัวกำลังเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ       ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/fjGEyLcMHf8    

 3,999
ข่าวภูมิภาค
18 ม.ค. 63

มีเงื่อนงำ! 3 พ่อแม่ลูก ทยอยหายไปทีละคน เหลือเพียงลูกชายคนเดียว ให้การมีพิรุธ

แพร่ - ญาติแจ้งความหลังคนในครอบครัว ทยอยหายไปทีละคน เหลือแต่ลูกชายคนกลาง    โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สูงเม่น ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดแพร่ ค้นบ้านหลังหนึ่งใน ต.พระหลวง อ.สูงเม่น ซึ่งเป็นบ้านของครอบครัวที่เกิดเหตุคนหายหายสาบสูญ ได้แก่ พ่ออายุ 79 ปี แม่อายุ 77 ปี ลูกอายุ 41 ปี โดยมีน้องสาวของแม่ได้ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2562 หลังจากที่ไม่สามารถติดต่อพี่สาวได้นานกว่า 3 ปี   ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ไปสอบถาม ลูกชายคนกลางของพี่สาว ก็ได้ทราบว่าทั้ง 3 คน ที่เป็นคนในครอบครัวได้ไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และได้ให้ข้อมูลว่า พ่อไปมีครอบครัวใหม่ เมื่อปี 2545 ทำให้ขาดการติดต่อกับครอบครัว    และเมื่อปี พ.ศ.2555 ลูกชายคนเล็ก และเป็นคนพิการ ก็ได้หายตัวไปอีกคนหนึ่ง ตนเองจึงได้ไปสอบถาม ก็ทราบว่า พ่อเอารถมารับตัวน้องชายไปอยู่ด้วย โดยได้มาแวะหาตนเองที่ร้านขายยางรถยนต์    จนกระทั่งปี 2559 เมื่อสามปีที่ผ่านมา ผู้เป็นแม่ที่เป็นพี่สาวของตนเอง ก็ได้หายตัวไปอีกคนหนึ่ง ไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งปกติแล้ว นางละเอียด เป็นคนรักบ้าน ประกอบกับมีญาติพี่น้องเสียชีวิต จึงไปถามหลานชายอีกครั้ง ก็ได้รับคำตอบว่า น้องชายคนเล็กที่พ่อรับไปอยู่ด้วยนั้น ประสบอุบัติเหตุที่ จ.เพชรบูรณ์ แม่จึงไปดูแล และอาศัยอยู่ด้วยกัน   น้องสาว เกิดความสงสัยที่คนทั้งหมดไม่ติดต่อมาทางบ้าน และญาติพี่น้อง ประกอบกับ หลานชาย ประกาศขายบ้าน และที่ดิน อีกหลายที่ หลายแห่ง ที่เป็นของครอบครัว    ตนเอง ที่เป็นน้องสาว และญาติพี่น้องทุกคน ได้พยายามสอบถาม หลานชาย ก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงทุกคนสุขสบายดี และไม่มีความกระตือรือร้น ที่จะไปเที่ยวหาดูแลความทุกข์สุขของพ่อ แม่ และน้องชาย ตนเองจึงได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.สูงเม่น และร้องไปยังศูนย์ดำรงธรรม อ.สูงเม่น   จนทาง นายพยุงศักดิ์ พุนลูน นายอำเภอสูงเม่น และ พ.ต.อ.สุชาติ สิงขร ผกก.สภ.สูงเม่น ต้องประชุมเพื่อติดตามผู้สูญหาย จึงได้ขอหมายค้นทำการตรวจค้นบ้าน หลังชาวบ้านแจ้งว่าได้กลิ่นเผายางบริเวณหลังบ้าน และตรวจสอบบริเวณบ่อน้ำ เพื่อหาเบาะแส โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้าน ญาติร่วมกันตรวจสอบ    นายเสรี ประสงค์ อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถลากศพให้กับวัดพระหลวง ได้ฝันเห็น ผู้เป็นแม่ ที่ถูกแจ้งว่าสูญหายมาหาในฝัน จึงได้ไปแจ้งให้ญาติก่อนทำพิธีทางไสยศาสตร์ ในการติดตาม    ซึ่ง จนท.ตำรวจ ได้นำขี้เถ่าจากการเผา มาตรวจหาเศษกระดูก และตรวจค้นบริเวณบ้านอย่างละเอียด โดยมี ลูกชายคนเดียวที่ยังเหลือยู่ มาดูการตรวจค้นร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้วย และได้เข้าไปตรวจค้นที่ร้านขายยางรถยนต์ของลูกชายคนกลางอีกแห่งหนึ่ง    ซึ่งก่อนหน้านั้น บรรดาญาติ และตำรวจชุดสืบสวน สภ.สูงเม่น ได้ไปหาหลักฐานที่ จ.เพชรบูรณ์ ก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ ไม่มีรายละเอียดการเข้ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลทุกแห่งในพื้นที่ หากเป็นจริงผู้สูญหาย มีทั้งคนชรา และคนพิการ ต้องมีบ้างที่ต้องเข้าไปรักษาอาการป่วยตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทำให้ญาติเชื่อว่าการสูญหายมีเงื่อนงำของบุคคลทั้ง 3 คน     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/pIcxbBIv0hE

 42,837
สังคม
18 ม.ค. 63

มีเงื่อนงำ! 3 พ่อแม่ลูก ทยอยหายไปทีละคน เหลือเพียงลูกชายคนเดียว ให้การมีพิรุธ

แพร่ - ญาติแจ้งความหลังคนในครอบครัว ทยอยหายไปทีละคน เหลือแต่ลูกชายคนกลาง    โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สูงเม่น ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดแพร่ ค้นบ้านหลังหนึ่งใน ต.พระหลวง อ.สูงเม่น ซึ่งเป็นบ้านของครอบครัวที่เกิดเหตุคนหายหายสาบสูญ ได้แก่ พ่ออายุ 79 ปี แม่อายุ 77 ปี ลูกอายุ 41 ปี โดยมีน้องสาวของแม่ได้ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2562 หลังจากที่ไม่สามารถติดต่อพี่สาวได้นานกว่า 3 ปี   ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ไปสอบถาม ลูกชายคนกลางของพี่สาว ก็ได้ทราบว่าทั้ง 3 คน ที่เป็นคนในครอบครัวได้ไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และได้ให้ข้อมูลว่า พ่อไปมีครอบครัวใหม่ เมื่อปี 2545 ทำให้ขาดการติดต่อกับครอบครัว    และเมื่อปี พ.ศ.2555 ลูกชายคนเล็ก และเป็นคนพิการ ก็ได้หายตัวไปอีกคนหนึ่ง ตนเองจึงได้ไปสอบถาม ก็ทราบว่า พ่อเอารถมารับตัวน้องชายไปอยู่ด้วย โดยได้มาแวะหาตนเองที่ร้านขายยางรถยนต์    จนกระทั่งปี 2559 เมื่อสามปีที่ผ่านมา ผู้เป็นแม่ที่เป็นพี่สาวของตนเอง ก็ได้หายตัวไปอีกคนหนึ่ง ไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งปกติแล้ว นางละเอียด เป็นคนรักบ้าน ประกอบกับมีญาติพี่น้องเสียชีวิต จึงไปถามหลานชายอีกครั้ง ก็ได้รับคำตอบว่า น้องชายคนเล็กที่พ่อรับไปอยู่ด้วยนั้น ประสบอุบัติเหตุที่ จ.เพชรบูรณ์ แม่จึงไปดูแล และอาศัยอยู่ด้วยกัน   น้องสาว เกิดความสงสัยที่คนทั้งหมดไม่ติดต่อมาทางบ้าน และญาติพี่น้อง ประกอบกับ หลานชาย ประกาศขายบ้าน และที่ดิน อีกหลายที่ หลายแห่ง ที่เป็นของครอบครัว    ตนเอง ที่เป็นน้องสาว และญาติพี่น้องทุกคน ได้พยายามสอบถาม หลานชาย ก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงทุกคนสุขสบายดี และไม่มีความกระตือรือร้น ที่จะไปเที่ยวหาดูแลความทุกข์สุขของพ่อ แม่ และน้องชาย ตนเองจึงได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.สูงเม่น และร้องไปยังศูนย์ดำรงธรรม อ.สูงเม่น   จนทาง นายพยุงศักดิ์ พุนลูน นายอำเภอสูงเม่น และ พ.ต.อ.สุชาติ สิงขร ผกก.สภ.สูงเม่น ต้องประชุมเพื่อติดตามผู้สูญหาย จึงได้ขอหมายค้นทำการตรวจค้นบ้าน หลังชาวบ้านแจ้งว่าได้กลิ่นเผายางบริเวณหลังบ้าน และตรวจสอบบริเวณบ่อน้ำ เพื่อหาเบาะแส โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้าน ญาติร่วมกันตรวจสอบ    นายเสรี ประสงค์ อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถลากศพให้กับวัดพระหลวง ได้ฝันเห็น ผู้เป็นแม่ ที่ถูกแจ้งว่าสูญหายมาหาในฝัน จึงได้ไปแจ้งให้ญาติก่อนทำพิธีทางไสยศาสตร์ ในการติดตาม    ซึ่ง จนท.ตำรวจ ได้นำขี้เถ่าจากการเผา มาตรวจหาเศษกระดูก และตรวจค้นบริเวณบ้านอย่างละเอียด โดยมี ลูกชายคนเดียวที่ยังเหลือยู่ มาดูการตรวจค้นร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้วย และได้เข้าไปตรวจค้นที่ร้านขายยางรถยนต์ของลูกชายคนกลางอีกแห่งหนึ่ง    ซึ่งก่อนหน้านั้น บรรดาญาติ และตำรวจชุดสืบสวน สภ.สูงเม่น ได้ไปหาหลักฐานที่ จ.เพชรบูรณ์ ก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ ไม่มีรายละเอียดการเข้ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลทุกแห่งในพื้นที่ หากเป็นจริงผู้สูญหาย มีทั้งคนชรา และคนพิการ ต้องมีบ้างที่ต้องเข้าไปรักษาอาการป่วยตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทำให้ญาติเชื่อว่าการสูญหายมีเงื่อนงำของบุคคลทั้ง 3 คน     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/pIcxbBIv0hE

 42,837
สังคม
24 พ.ย. 62

หายตัว 30 ปี! ญาติสุดดีใจ เจอตัวตาวัย 67 ที่หายไปโผล่ในเฟซบุ๊ก ได้ลูกเจ้าของไร่อ้อยคอยดูแล

เรื่องราวของตาบุญกอง ชัยบุตร อายุ 67 ปี ชาวอำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ที่หายสาบสูญไปกว่า 30 ปี หลังจากเดินทางมาตัดอ้อยยังจังหวัดกำแพงเพชร แล้วคนงานที่มาด้วยกลับไปเหลือไว้นายบุญกองคนเดียว แต่เพื่อนคนงานที่มาด้วยกันกลับไปบอกญาติๆ ว่า นายบุญกองตายแล้ว โดยพยายามสืบหาแต่ไม่มีวี่แวว จึงได้แจ้งการตายไปยังผู้ใหญ่บ้านกำนันในสมัยนั้น   น.ส.เบญจวรรณ หมื่นปัญญา อายุ 25 ปี เป็นเหลนของนายบุญกอง เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนได้เคยพยายามตามหาตัวนายบุญกองมาแล้ว เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา หลังจากนายบุญกองได้หายออกจากบ้านไป แม่ของตนเคยเล่าให้ฟังเพียงว่า ก่อนที่นายบุญกองจะออกจากบ้านได้แวะไปหาแม่ตนซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 12 ปี และได้เอาเงิน 6 บาท ให้ไว้กินขนม ก่อนจะหายตัวไป โดยทราบเพียงว่ามาหางานทำที่กำแพงเพชร และเพื่อนที่มาทำงานด้วยกันหลังจากกลับไปที่จังหวัดขอนแก่นได้มาบอกกับครอบครัวตนว่าตาบุญกองได้เสียชีวิตแล้ว ก็ตามหาอยู่ระยะหนึ่งจากนั้นก็หยุดการค้นหา   แต่ปรากฏว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีพี่ที่รู้จักกันไปเห็นคลิปวีดิโอในยูทูปและเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพิเชฐ จิตตุรงค์อาภรณ์ อายุ 42 ปี ลูกชายนายพรชัย เจ้าของไร่อ้อย กำลังตัดผมให้กับนายบุญกองและจำได้ว่าเป็นญาติของตน จึงให้ตนเข้ามาดู ตนจึงให้แม่และยายดูจึงแน่ใจว่าเป็นนายบุญกองที่หายสาบสูญไป จึงรีบติดต่อประสานมายังนายพิเชฐ เพื่อขอพบตาบุญกองและขอรับตัวกลับไปอยู่ยังจังหวัดขอนแก่น   นายพิเชฐ จิตตุรงค์อาภรณ์ ซึ่งเป็นบุตรชายของนายพรชัย จิตตุรงค์อาภรณ์ อายุ 77 ปี เถ้าแก่ไร่อ้อยที่ให้การเลี้ยงดูนายบุญกองเสมือนเป็นคนในครอบครัว และเป็นผู้ที่ถ่ายคลิปวีดีโอดังกล่าว เล่าว่า ตนเห็นนายบุญกองมาตั้งแต่เด็ก แต่ตนจะเรียกว่าบัวกอง เป็นคนงานที่มาตัดอ้อยในไร่แล้วไม่ได้กลับบ้าน เนื่องจากคนงานที่มาด้วยกันพากันกลับไปหมด จากนั้นครอบครัวของตนก็ได้เลี้ยงดูและให้ช่วยงานทั้งในไร่และในบ้านเรื่อยมา ครอบครัวตนมองนายบุญกองเป็นเหมือนคนในครอบครัว    โดยตนจะคอยเข้ามาพูดคุยดูแลสารทุกข์สุขดิบอาบน้ำตัดผมให้บ้าง เนื่องจากนายบุญกองอายุเยอะและช่วยเหลือตัวเองได้บ้างไม่ได้บ้างมีอาการหลงๆ ลืมๆ จนกระทั่งสองสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้อัดคลิปวีดิโอที่ตนตัดผมให้กับนายบุญกองและนำไปโพสต์ลงโซเชียลฯ และต่อมาได้มีญาตินายบุญกองมาพบและได้ประสานมาเพื่อขอรับตัวกลับ ตนเองและครอบครัวรู้สึกดีใจแต่ก็รู้สึกใจหายเพราะรักผูกพันกันมานาน จากนี้ก็ขอให้นายบุญกองได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่แท้จริงอย่างมีความสุข     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/ubOv38Ivzu4

 849
สังคม
24 พ.ย. 62

หาย 30 ปี ญาติคิดว่าตาย! ก่อนพบโผล่ในเฟซบุ๊ก ลูกหลานดีใจรีบรับกลับบ้าน

เรื่องราวของตาบุญกอง ชัยบุตร อายุ 67 ปี ชาวอำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ที่หายสาบสูญไปกว่า 30 ปี หลังจากเดินทางมาตัดอ้อยยังจังหวัดกำแพงเพชร แล้วคนงานที่มาด้วยกลับไปเหลือไว้นายบุญกองคนเดียว แต่เพื่อนคนงานที่มาด้วยกันกลับไปบอกญาติๆ ว่า นายบุญกองตายแล้ว โดยพยายามสืบหาแต่ไม่มีวี่แวว จึงได้แจ้งการตายไปยังผู้ใหญ่บ้านกำนันในสมัยนั้น   น.ส.เบญจวรรณ หมื่นปัญญา อายุ 25 ปี เป็นเหลนของนายบุญกอง เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนได้เคยพยายามตามหาตัวนายบุญกองมาแล้ว เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา หลังจากนายบุญกองได้หายออกจากบ้านไป แม่ของตนเคยเล่าให้ฟังเพียงว่า ก่อนที่นายบุญกองจะออกจากบ้านได้แวะไปหาแม่ตนซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 12 ปี และได้เอาเงิน 6 บาท ให้ไว้กินขนม ก่อนจะหายตัวไป โดยทราบเพียงว่ามาหางานทำที่กำแพงเพชร และเพื่อนที่มาทำงานด้วยกันหลังจากกลับไปที่จังหวัดขอนแก่นได้มาบอกกับครอบครัวตนว่าตาบุญกองได้เสียชีวิตแล้ว ก็ตามหาอยู่ระยะหนึ่งจากนั้นก็หยุดการค้นหา   แต่ปรากฏว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีพี่ที่รู้จักกันไปเห็นคลิปวีดิโอในยูทูปและเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพิเชฐ จิตตุรงค์อาภรณ์ อายุ 42 ปี ลูกชายนายพรชัย เจ้าของไร่อ้อย กำลังตัดผมให้กับนายบุญกองและจำได้ว่าเป็นญาติของตน จึงให้ตนเข้ามาดู ตนจึงให้แม่และยายดูจึงแน่ใจว่าเป็นนายบุญกองที่หายสาบสูญไป จึงรีบติดต่อประสานมายังนายพิเชฐ เพื่อขอพบตาบุญกองและขอรับตัวกลับไปอยู่ยังจังหวัดขอนแก่น   นายพิเชฐ จิตตุรงค์อาภรณ์ ซึ่งเป็นบุตรชายของนายพรชัย จิตตุรงค์อาภรณ์ อายุ 77 ปี เถ้าแก่ไร่อ้อยที่ให้การเลี้ยงดูนายบุญกองเสมือนเป็นคนในครอบครัว และเป็นผู้ที่ถ่ายคลิปวีดีโอดังกล่าว เล่าว่า ตนเห็นนายบุญกองมาตั้งแต่เด็ก แต่ตนจะเรียกว่าบัวกอง เป็นคนงานที่มาตัดอ้อยในไร่แล้วไม่ได้กลับบ้าน เนื่องจากคนงานที่มาด้วยกันพากันกลับไปหมด จากนั้นครอบครัวของตนก็ได้เลี้ยงดูและให้ช่วยงานทั้งในไร่และในบ้านเรื่อยมา ครอบครัวตนมองนายบุญกองเป็นเหมือนคนในครอบครัว    โดยตนจะคอยเข้ามาพูดคุยดูแลสารทุกข์สุขดิบอาบน้ำตัดผมให้บ้าง เนื่องจากนายบุญกองอายุเยอะและช่วยเหลือตัวเองได้บ้างไม่ได้บ้างมีอาการหลงๆ ลืมๆ จนกระทั่งสองสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้อัดคลิปวีดิโอที่ตนตัดผมให้กับนายบุญกองและนำไปโพสต์ลงโซเชียลฯ และต่อมาได้มีญาตินายบุญกองมาพบและได้ประสานมาเพื่อขอรับตัวกลับ ตนเองและครอบครัวรู้สึกดีใจแต่ก็รู้สึกใจหายเพราะรักผูกพันกันมานาน จากนี้ก็ขอให้นายบุญกองได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่แท้จริงอย่างมีความสุข       รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/wis4GYNJKZY  

 6,904
สังคม-อาชญากรรม
04 ก.ย. 62

หายตัว 5 ปี dsi ชี้ชัด 'บิลลี่' ถูกเผายัดถังคาแก่งกระจาน เมียจุกอกรู้ความจริง วอนจับฆาตกร

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงความคืบหน้าคดีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยง ตั้งแต่ 17 เม.ย.ปี 2557 จนดีเอสไอรับมาทำคดีพิเศษเมื่อเดือน เมษายน ปี 2561   โดยได้ลำดับขั้นตอนของคดี ตั้งแต่บิลลี่หายตัวไปเมื่อปี 2557 โดยจุดสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่อุทยานอ้างว่า พบเห็นนายบิลลี่จุดสุดท้าย คือบริเวณ ด่านมะเร็ว ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นจุดที่ปล่อยตัวนายบิลลี่ จากนั้นดีเอสไอได้ทำงานในพื้นที่หาข่าว และพบพื้นที่เป้าหมายบริเวณสะพานแขวน หลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จึงประสานมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ นำเครื่องมือหุ่นยนต์สแกนวัตถุใต้น้ำ ในระบบโซน่า เพื่อสแกนวัตถุใต้น้ำ ซึ่งพบวัตถุที่ต้องสงสัย 3-4 ชิ้น   และได้ขอความร่วมมือกับ ตชด.เพื่อขอกำลังมนุษย์กลและนักดำน้ำ มาทำการค้นหา จนพบถังน้ำมันขนาด 200ลิตร ลักษณะถังถูกเจาะรู มีรอยดำไหม้อยู่บางส่วน และมีความผุ ภายในมีเหล็กเส้นจำนวน 2 เส้น ถ่านไม้จำนวน 4 ชิ้น และฝาถัง และพบชิ้นส่วนกระดูก 1 ชิ้น คล้ายกับกระดูกมนุษย์ ลักษณะกระดูกเท่าหัวแม่มือ จากนั้นได้ส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ พบว่าดีเอ็นเอมีความสัมพันธ์กับแม่ของนายบิลลี่ และกระดูกชิ้นนี้มีลักษณะผ่านความร้อนมาแล้ว 200-300 องศาเซลเซียส   ส่วนถังน้ำมัน ส่งไปตรวจที่กองพิสูจน์หลักฐานภาค7 พบว่า ถังถูกเผาด้วยความร้อน หลังจากนั้นชุดทำงานได้เข้ามาดำน้ำอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม จนพบอีกก็พบกระดูกอีก 20 ชิ้น ซึ่งนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่าเป็นกระดูกมนุษย์จำนวน 8 ชิ้น จึงสรุปยืนยันได้ว่า ขณะนี้บิลลี่ เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนจะเสียชีวิตด้วยวิธีใด อยู่ระหว่างการสอบสวน   ส่วนการดำเนินคดี อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษบอกว่า จากเดิมที่ดำเนินคดี ม.157 ปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ จะต้องเปลี่ยนเป็นคดีฆาตกรรม ส่วนจะฆาตกรรมด้วยวิธีใดนั้น จะต้องสืบสวนต่อไป ส่วนกลุ่มผู้ต้องสงสัย คดีนี้มีกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยจำนวนผู้ต้องสงสัย และรายละเอียด   ส่วนหลักฐานที่พบจะเชื่อมโยงกับบุคคลใดก็ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และคดีนี้ทำไปตามพยานหลักฐาน ทั้งพยานหลักฐานที่เก็บในที่เกิดเหตุ และพยานแวดล้อม เมื่อรวบรวมได้แล้วจะชี้ไปถึงผู้ที่กระทำความผิดได้ โดยรายละเอียดทั้งหมดอยู่ในสำนวนการสอบสวนและจะรวบรวมหลักฐานให้มากที่สุด รวมถึงหลักจากนี้จะเรียกพยานมาสอบเพิ่มเติม ทั้งพยานบางส่วนที่สอบไปแล้ว และพยานที่ไม่ได้เรียกเข้า โดยอธิบดียืนยันว่า ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นใคร ก็จะต้องดำเนินคดีโดยเด็ดขาด   ด้าน น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ให้สัมภาษณ์หลังทราบผลการแถลงจากดีเอสไอว่า เมื่อเห็นภาพกระดูกของบิลลี่ ตนรู้สึกจุกอกจนพูดไม่ออก ว่าทำไมถึงทำกับบิลลี่ได้ บิลลี่ไปทำอะไรให้ถึงทำกับต้องเอาชีวิตกันด้วย เพราะเขาไม่เคยไปทำอะไรร้ายแรงกับใครเลย ส่วนตัวเมื่อรู้แล้วว่าบิลลี่ ตายแล้วหลังจากรอคอยคำตอบมา 5 ปี ในด้านจิตใจก็ไม่ต้องไปวนเวียนว่าบิลลี่ หายไปไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่   จากนี้ทั้งตนและลูกทั้ง 5 คน รวมถึง แม่ของบิลลี่ กังวลในเรื่องของความปลอดภัย เนื่องจากตอนที่บิลลี่หายไปในช่วงแรก คนที่เกี่ยวข้องกับการหายไปได้มาข่มขู่ว่าจะทำให้ครอบครัวหายไป ซึ่งเมื่อความจริงในเรื่องนี้ปรากฎแล้ว ก็ทำให้ครอบครัวมีความกังวลว่าคนที่ก่อเหตุจะย้อนกลับมาทำร้าย จึงอยากให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตัวคนที่ทำกับบิลลี่มาดำเนินคดีโดยเร็ว ส่วนในเรื่องการทำบุญให้บิลลี่นั้น คงจะทำตามความเชื่อของคนกะเหรี่ยง ซึ่งต้องรอให้การดำเนินคดีของดีเอสไอเสร็จสิ้น   “ครอบครัวเราไม่ต้องการเงินเยียวยาจากคนที่ทำกับบิลลี่ แต่อยากร้องขอไปทางกรมอุทยานฯ ให้ชาวบ้านได้กลับไปอยู่ในพื้นที่ใจแผ่นดินที่ถูกเผาขับไล่ที่ลงมา เพราะสำหรับคนกะเหรี่ยง เงินไม่ได้สำคัญอะไรกับเรา เงินไม่ได้กินได้ตลอดชีวิต แต่หากเรามีพื้นที่ทำกิน เราสามารถอยู่ได้ทั้งชีวิต อีกทั้งอยากให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำลายป่า อย่ามองเราแบบอคติแบบที่ผ่านมา” ภรรยาบิลลี่กล่าว   ขณะที่อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ได้หายตัวไปเช่นกัน ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กให้กำลังใจครอบครัวของบิลลี่ระบุว่า    “#ให้กำลังใจมือนอและครอบครัวในวันที่ยากลำบาก หลังจากที่ DSI แถลงข่าวพบหลักฐานบิลลี่เสียชีวิต จากนี้มือนอและครอบครัวคงจัดงานพิธีศพให้บิลลี่ได้แม้จะไม่มีร่างหลงเหลือให้เห็น ในส่วนคดี พนส DSI ต้องรีบสรุปว่าบิลลี่เสียชีวิตเพื่อเริ่มต้นคดีการฆาตกรรมและซ่อนเร้นอำพรางศพ โดยอายุความควรเริ่มจากวันที่พบหลักฐานนับไปอีก 20 ปี   “ในส่วน ปปท. ซึ่งสอบสวนความผิดของ หน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งอ้างว่าจับกุมบิลลี่เรื่องมีน้ำผึ้งป่าจริง แต่ได้ปล่อยตัวไปทั้งที่ต้องควบคุมตัวไว้ เรื่องนี้ DSI คงต้องสอบสวนต่อเพราะพยานที่เคยให้การว่าเห็นบิลลี่หลังถูกปล่อยตัวได้กลับคำให้การว่าไม่เห็น   ช่วง DSI แถลงข่าวว่าพบหลักฐานชิ้นส่วนกระดูกท้ายทอยถูกเผาด้วยความร้อนสูงในถังน้ำมัน 200 ลิตร และต้องตรวจหา DNA ใน Mitocondria รวมถึงพบเหล็กเส้น 2 ชิ้น มีนักข่าวถามว่า #เหล็กเส้นมีความหมายอะไร แต่ DSI ยังไม่ได้ตอบจึงขอแบ่งปันประสบการณ์กรณี #สมชายนีละไพจิตร นะคะ กรณีสมชาย พบถังน้ำมัน 200 ลิตรเจาะรูลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น 4 ถังพร้อมเหล็กเส้นถังละ 2 ชิ้นในพื้นที่และเวลาต่างกัน   #เหล็กเส้นตามภาพใช้ขัดด้านบนของถังน้ำมันเพื่อที่เวลาเผาทำลายศพๆจะได้ไม่กระเด็นออกมา เพราะเป็นการเผาสด เรื่องนี้คนทั่วไปอ่านยังใจสลาย สำหรับครอบครัวคงไม่สามารถพรรณนาได้   การฆ่าก็โหดร้ายทารุณมากแล้ว การทำลายศพยิ่งทำให้เห็นความโหดเหี้ยม อมหิตไร้มนุษยธรรมมากขึ้นไปอีก ยังมีอีกหลายคนที่ยังสูญหายโดยปราศจากการค้นหา #คนก็หาย #กฎหมายก็ไม่มี” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RgaSi_QtBLY

 10,422
แชร์ออฟเดอะเดย์
19 ก.ค. 62

พบแล้ว!! นศ.สาวไทย ที่หายตัวในญี่ปุ่น ถูกกักตัวที่สถานีตำรวจ คาดเพราะไม่พกพาสปอร์ต

จากกรณีที่ครอบครัวนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี ประกาศตามหา หลังหายตัวไปขณะไป workshop ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ขาดการติดต่อไปตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 18 กรกฎาคม ล่าสุดพบตัวแล้ว   วันที่ 19 ก.ค. ในสื่อสังคมออนไลน์ มีเพจเฟซบุ๊กชื่อ 'ฮอกไกโดแฟนคลับ-Hokkaidofanclub' โพสต์ประกาศตามหาคนหายที่ญี่ปุ่น โดยระบุข้อความว่า ทางเพจได้รับข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง เพื่อขอให้ทางเพจช่วยประกาศตามหาน้องสาวของเธอ คือ นางสาวกระรัตเพชร แซ่ต่ง (Karatphet Sae-Tung) เป็นนักศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี เดินทางมาประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วม workshop กับมหาวิทยาลัย Shibaura Institute of Technology ระหว่างวันที่ 8 - 16 กค. 2562   หลังจากที่การเข้าร่วม workshop จบลงแล้ว 2 วัน ได้ออกไปจากที่พักคนเดียว เพื่อไปหาเพื่อนที่ศึกษาในประเทศญี่ปุ่น โดยนัดที่ Ueno Park ตอนเที่ยง วันพฤหัสที่ 18 กค. หลังจากนั้นตั้งแต่เที่ยง จนถึง ตี 4 วันที่ 19 กค. ไม่มีใครติดต่อได้เลย และไม่มีการอ่านข้อความในไลน์เลย    ล่าสุด เพจ 'ฮอกไกโดแฟนคลับ-Hokkaidofanclub' ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวว่า ขณะนี้ได้พบตัว นางสาวกระรัตเพชร นักศึกษาสาวที่หายตัวไปแล้ว โดยระบุว่าถูกกักตัวที่สถานีตำรวจในญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีการแจ้งรายละเอียดว่าเพราะสาเหตุใด ซึ่งทางสถานทูตไทยประจำกรุงโตเกียว อยู่ในระหว่างเดินทางไปที่สถานี   โดยพี่สาวของนางสาวกระรัตเพชร ได้แจ้งมายังเพจว่า อาจจะเป็นเพราะไม่พกพาสปอร์ตออกไปข้างนอกด้วย          อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เร่งตามหา นศ.สาวไทย หายตัวปริศนาในญี่ปุ่น หลังนัดเจอเพื่อนที่สวนสาธารณะ  

 24,266
สังคม-อาชญากรรม
05 เม.ย. 62

จนท.เร่งค้นหา ‘น้องภาคิน’ หายตัวจากบ้านไร้ร่องรอย แม่เครียดตกเป็นผู้ต้องสงสัย กุเรื่องประชดผัว ลั่น “ไม่ได้ขายลูกกิน”

จากกรณี ด.ช.ภาคิน คิดตลอด หรือน้องบิ๊ก วัย 1 ขวบ 7 เดือน หายออกจากบ้าน ที่ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เข้าสู่วันที่ 4 แล้วยังหาไม่พบ สันนิษฐานว่าอาจพลัดตกคลองเพราะบ้านอยู่ติดกับคลองชลประทาน หรืออาจถูกลักพาตัว ทุกภาคส่วนช่วยกันตามหาอย่างไม่ลดละ   ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวานนี้ (4 เม.ย.) ได้ยกเลิกการหาทางน้ำก่อน โดยพ.ต.อ.อาชวิน บุญธรรมเจริญ ผู้กำกับการ สภ.ท่ายาง ได้ระดมกำลังตำรวจกว่า 50 นายและ จนท.กู้ภัย ค้นหาน้องภาคินอีกครั้งทางบก แบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 ชุด ส่วนหนึ่งเข้ารื้อค้นบริเวณบ้านซึ่งเป็นสวนมะม่วง 10 ไร่ สวนมะนาว ไร่กล้วย และโดยรอบรัศมี 1 กิโลเมตร อย่างละเอียด พร้อมใช้เฮลิคอปเตอร์บินวนสำรวจพื้นที่ด้วย   ทั้งนี้ได้ประสานนำสุนัข K-9 จำนวน 2 ตัว จากศูนย์ฝึกสุนัขตำรวจ กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อ.ชะอำ มาช่วยดมกลิ่น แต่ไร้วี่แวว พร้อมทั้งสืบสวนว่าเด็กคนดังกล่าวถูกลักพาตัวไปหรือไม่ แต่ยังไม่มีข้อบ่งชี้อะไร อีกทั้งบริเวณที่เด็กหายไปก็ไม่มีกล้องวงจรปิด   อย่างไรก็ตามชาวบ้านต่างพากันมาให้กำลังใจ ลุ้นให้เจอน้องภาคินขอให้ปลอดภัย บ้างก็จับกลุ่มคุยกันว่าลูกหายทำไมพ่อแม่เหมือนไม่ทุกข์ใจกลับอยู่นิ่งเฉย แต่มีพระวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ทักว่าเด็กจมน้ำอยู่ในคลองชลประทานสายสาม อยู่ไม่ไกลจากบ้านเพียงแค่หาไม่เจอ ขณะที่ร่างทรงท่านหนึ่งติดตามข่าวสารของน้องภาคิน บอกให้จุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง 36 ดอก อ้างสัมผัสได้ว่ามีเงาดำของสิ่งเร้นลับปิดบังน้องอยู่    นายโชคชัย คิดตลอด และนางอารยา ขัวลำหาน พ่อกับแม่ของเด็ก ตอนนี้ซึมเศร้าต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์นำธูป เทียน ดอกไม้ ไปปักไว้ที่จอมปลวกหน้าบ้าน ขอขมาเจ้าที่เปิดทางให้ตัวน้องภาคิน ขณะที่การค้นหาทางน้ำยังคงดำเนินต่อไป โดยเขื่อนเพชรได้เปิดประตูระบายน้ำ ทำให้น้ำในคลองมีระดับสูงขึ้นและไหลแรง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับทีมค้นหา   นางอารยา แม่ของเด็ก ยังมั่นใจว่าลูกชายไม่ได้พลัดตกลงไปในคลอง ยังมีความหวังจะได้พบลูก ใครบอกให้อะไรก็ทำตามหมด ส่วนที่มีคนพูดว่าลูกหายทำไมนิ่งเฉยหรือไม่เสียใจ อยากบอกว่าคนเป็นแม่ไม่มีใครไม่เสียใจ ตนไม่ได้แสดงออกให้ใครเห็น ใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่เขา ดีใจที่มีเจ้าหน้าที่มาช่วยค้นหา   นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวพ่อกับแม่น้องภาคิน เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ สภ.ท่ายาง โดยแยกสอบ พร้อมสอบถามรายละเอียดคนในครอบครัวทุกคน เพื่อเป็นข้อมูลในการสืบสวนติดตามตัวน้องภาคิน โดยผู้เป็นแม่มีสีหน้านิ่งเฉย แต่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนางอารยากลับถึงบ้าน ตำรวจได้นำเชือกไปกั้นประตูทางเข้าหน้าบ้าน กันชาวบ้านออกไปอยู่ด้านนอก จากนั้นพยายามเค้นสอบถามพี่ชายคนโตวัย 8 ขวบ ระบุว่า เห็นผู้ชายใส่แว่นขับรถมารับน้องไป ไม่รู้จัก ที่ผ่านมาแม่เคยบ่นว่าเบื่อตนกับน้องอยู่บ่อยครั้ง จนท.จึงเก็บเป็นข้อมูลใช้เป็นแนวทางสืบสวน โดยวันนี้ (5 เม.ย.) จะประสานนักสหวิชาชีพมาสอบ    รวมถึงบีบเค้นแม่ของน้องภาคินด้วยหลักจิตวิทยา อ้างว่ามีกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นหลักฐานที่ขัดกับคำให้การของแม่ หวังกดดันให้แม่พูดบางอย่าง ซึ่ง จนท.สงสัยแม่อาจปิดบัง รู้เห็นเรื่องการหายตัวไปของน้องภาคินหรือไม่แต่ไม่ยอมพูดความจริง จากนั้นนางอารยาก็ร้องไห้โวยวายเสียงดังว่า “ใครจะเอาลูกไปซ่อน ไม่ได้ขายลูกกิน เห็นเราเงียบใช่ว่าเราจะไม่เสียใจ เราเองก็เสียใจ เราหาลูกเราเองก็เหนื่อยต้องให้เราตายใช่ไหม เรารู้ว่าทุกคนเหนื่อย ใครก็เหนื่อยทั้งนั้น ก็อยากจะเจอ จะว่าเราโกหกยังไงอีก เราก็เหนื่อยเหมือนกันใช่ว่าเราไม่เหนื่อย "    ด้าน นายหนู ขัวลำหาน อายุ 60 ปี ตาของเด็กนั่งร่ำไห้ปาดน้ำตา เล่าว่า วันที่หลานหายไปตนออกไปทำงานนอกบ้าน กลับมาพบว่าหลานหายไปแล้ว ปกติหลานไม่เคยไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่มีใครเห็นว่าหายไปไหน ตนไปงมหาในน้ำก็ไม่เจอ ก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ    ผู้กำกับการ สภ.ท่ายาง ระบุว่า ยังไม่ตัดประเด็นพลัดตกน้ำทิ้ง โดยตนได้ใช้เฮลิคอปเตอร์บินสำรวจทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อวางเเนวทางการค้นหา จะทำทุกวิถีทางจนกว่าจะเจอเด็ก ซึ่งสั่งการให้สังเกตร่องรอยต่าง ๆ ทั้งรอยขุดดิน รอยเท้าหรือแม้แต่ร่องรอยการทำร้าย อย่างไรก็ตามในพื้นที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักพาตัว   เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยสรรเพชญ ระบุว่า เด็กอาจไม่ได้พลัดตกน้ำตั้งแต่แรกก็ได้ เพราะดำน้ำหายังไงก็หาไม่เจอ ซึ่งถ้าเสียชีวิตต้องโผล่ขึ้นเหนือน้ำเพราะผ่านมา 3 วันแล้ว หรือหากไหลไปกับกระแสน้ำก็ต้องมีคนเจอ นอกจากนี้ทราบว่าพ่อของเด็กไปทำงานกรุงเทพ ไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่ปีใหม่ ไม่แน่ใจแม่เด็กสร้างเรื่องให้คนอื่นนำลูกไปแล้วอ้างลูกหาย เพื่อประชดสามีเรียกร้องความสนใจให้กลับบ้านหรือไม่ ผู้สื่อข่าวสอบถามพ่อแม่เด็กบอกไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน   ขณะที่เจ้าหน้าที่ พม.จังหวัดเพชรบุรี ลงพื้นที่มาพูดคุยกับพ่อแม่ของเด็ก เพื่อรับฟังปัญหาและเยียวยาสภาพจิตใจไม่ให้วิตกกังวล และเครียด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจน่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กแล้วแต่ยังไม่เปิดเผย คาดเด็กอาจยังมีชีวิตอยู่หรือไม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6L1lP0qaLKA

 18,403
ข่าวภูมิภาค
23 เม.ย. 61

ผวาอาถรรพ์ 'เขาสะแกกรอง' ชายขึ้นไปหาผักหวานป่า หายตัวกลายเป็นศพ ชันสูตรเจอเขี้ยวงูที่คอ คาดถูกงูเห่ากัด

สระแก้ว-ชาวบ้านนับร้อยเข้าไปค้นหาชาวบ้านที่เข้าไปหาผักหวานป่า และหายตัวลึกลับ 3 วันแล้ว พบนอนตายเป็นศพบนเขาสะแกกรอง ชาวบ้านผวาภูเขาแห่งนี้มีอาถรรพ์ หากใครขึ้นไปเพียงลำพังมักเป็นศพ ซึ่งชาวบ้านต่างบอกว่า มีชาวบ้านขึ้นไปตายนับไม่ถ้วนแล้วชาวบ้านจึงขนานนามว่า ดินแดนอาถรรพ์ ห้ามขึ้นไปเพียงคนเดียวโดยเด็ดขาด   ด้านภรรยาผู้ตายระบุ สามีได้ขึ้นไปบนเขาสะแกกรอง มา 2 ครั้งติดๆกัน โดยขึ้นไปเพียงคนเดียว และก่อนเสียชีวิต สามีได้ห่อข้าวบอกว่า จะขึ้นไปเก็บผักหวานบนเขาสะแกกรอง ตนเองได้ห้ามแล้วห้ามอีก แต่สามีก็ไม่ยอมฟัง ทางชาวบ้านนับร้อยคนต้องออกค้นหา แต่พอจุดธูปได้ไม่ถึง 10 นาที ชาวบ้านก็พบศพ   ทั้งนี้เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนขึ้นไปบนเขาแห่งนี้แล้วถูกผีตายโหงเข้าสิง แต่เขาขึ้นไปหลายคนเลยช่วยกันนำตัวลงมาได้ แต่สามีขึ้นไปเพียงคนเดียว เลยต้องตาย   ด้านพระครูปัญญา ศิริโชติ เจ้าอาวาสวัดเจริญสุข บอกว่า ที่ลำคอของผู้ตายคล้ายเขียวงู บนเขาแห่งนี้มีงูเห่ามากและตัวใหญ่ นอกจากนี้ยังมีความดุร้ายอีกด้วย อาจเป็นไปได้ว่าผู้ตายอาจถูกงูเห่ากัดตาย เนื่องจากใกล้ๆศพยังมีห่อข้าวของผู้ตายที่ห่อไปและยังไม่ได้กินเลย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SMtorytn2wE  

 23,326
ต่างประเทศ
05 มี.ค. 61

สยอง! หนุ่มอินโดฯ หายตัวก่อนพบเป็นศพลอยน้ำ ผ่าท้องจระเข้ยักษ์ 6 เมตร ผงะพบแขน-ขามนุษย์

สำนักข่าว Daily Mail รายงานข่าวน่าตกใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย กรณีพบชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์ในท้องจระเข้ยักษ์ขนาด 20 ฟุต หรือกว่า 6 เมตร     เจ้าหน้าที่ตำรวจบนเกาะบอร์เนียวระบุว่า การค้นหาคนงานสวนปาล์มวัย 36 ปีที่หายตัวไปนาน 2 วันยุติลง เมื่อพบร่างไร้วิญญาณของเขาลอยอยู่ในน้ำที่อยู่ในสภาพแขนขาขาด โดยที่บนฝั่งมีเพียงรองเท้าแตะและรถมอเตอร์ไซค์จอดทิ้งไว้ เมื่อสังเกตพบจระเข้ตัวดังกล่าวนอนอยู่ริมแม่น้ำ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจลั่นไกสังหาร ก่อนจะผ่าท้องพิสูจน์จึงพบว่ามีแขนซ้ายและขาของมนุษย์ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของเหยื่ออยู่ภายในนั้น      ด้านภรรยาของผู้เสียชีวิตเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเศร้าสามีบอกว่าจะออกไปล่าสัตว์มาให้กิน แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะต้องมาพบกับจุดจบที่น่าสยดสยองเช่นนี้        

 44,046
ข่าวภูมิภาค
17 ต.ค. 60

ญาติ ผอ.อ้อยฮือล้อม 'ผู้กองเหน่ง' โดนตั้งเพิ่ม 4 ข้อหา ก่อนศาลให้ประกันตัว

ศรีสะเกษ-คืบหน้าคดีการหายตัวไปของ น.ส.จุฑาภรณ์ หรือ ผอ.อ้อย อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำนานกว่า 3 เดือน   ล่าสุดมีการตั้งข้อหา ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง นายทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 6 อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นผู้ต้องหาสำคัญของคดีนี้ โดยตั้งข้อหาเพิ่มอีก 4 ข้อหา จากเดิมที่มีอยู่ 4 ข้อหา ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงได้มีญาติพี่น้องถือป้ายเต็มหน้า สภ.กันทรลักษ์ ตะโกนลั่นเอา ผอ.อ้อยคืนมา ขณะที่ผู้กองเหน่งผู้ต้องหาต้องวิ่งแจ้นไปขึ้นรถปิคอัพที่พรรคพวกมาจอดรอเพื่อนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดกันทรลักษ์   ขณะที่ทางญาติของ ผอ.อ้อย ขอคัดค้านการประกันตัวของผู้กองเหน่ง เพราะเกรงว่า ผู้กองเหน่งซึ่งเป็นนายทหารมีความรู้ด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างดีจะมายุ่งเหยิงคดีนี้ แต่ว่าก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้มีอำนาจในเรื่องนี้ พร้อมขอความเป็นธรรมถึงผู้ใหญ่ทุกท่านขอความเป็นธรรมในคดีนี้ด้วย เนื่องจากว่าทางบ้านแทบสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว หมดสิ้นเงินไปแล้วร่วม 1 ล้านบาท ส่วนเงินรางวัลในการตามหาตัว ผอ.อ้อย 1 ล้านบาท ยังคงตั้งไว้เช่นเดิม แต่ว่าไม่มีเบาะแสแจ้งเข้ามาแต่อย่างใด   ต่อมาศาลจังหวัดกันทรลักษ์ ได้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวผู้กองเหน่ง ด้วยหลักทรัพย์ จำนวน 600,000 บาทและตำแหน่งราชการของพ่อของผู้กองเหน่ง เนื่องจากเห็นว่า ผู้กองเหน่งมีอาชีพเป็นข้าราชการทหาร มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งหลังจากศาลอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว ได้รีบแอบลงจากศาลขึ้นไปขึ้นรถหลบหนีญาติของ ผอ.อ้อยไปอย่างรวดเร็ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Oj7L7-I631c    

 22,441
ข่าวภูมิภาค
03 ต.ค. 60

พ่อพบกระดูกปริศนา มั่นใจเป็นของมนุษย์ หลังบุกไปค้นเจอถูกเผาในค่ายทหารใกล้บ้านพัก ‘ผู้กองเหน่ง’ ส่งพิสูจน์ใช่ 'ผอ.อ้อย' หรือไม่

ศรีสะเกษ-พ่อของ ผอ.อ้อย หรือ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำนานหลายเดือน ได้พากันเดินทางไปที่กรมทหารราบที่ 6 จ.อุบลราชธานี โดยไปยื่นหนังสือกับ ผบ.กรมทหารราบที่ 6 เพื่อขอเข้าไปค้นหาร่องรอยหลักฐานการหายตัวไปของ ผอ.อ้อย   เนื่องจากว่าผู้กองเหน่ง ผู้ต้องหาคดีนี้มีบ้านพักอยู่ในค่ายทหารแห่งนี้ แต่ปรากฏว่า ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ทหารไม่ยอมให้ญาติพี่น้องเข้าไปทั้งหมด จะให้เข้าไปเพียง 20 คนเท่านั้น ซึ่งตนและญาติก็ได้แย้งว่า นายทหารระดับสูงเคยบอกกับตนว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบพื้นที่ของทหาร ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารอนุญาติให้ตนและญาติพี่น้องทั้งหมดเข้าไปภายในค่ายทหารแห่งนี้   เมื่อกระจายกำลังเข้าไปค้นหาบริเวณด้านหลังแฟลตทหาร ซึ่งเป็นแฟลตร้าง โดยได้ค้นหาตามท่อน้ำเสียและท่อส้วมพบว่า บริเวณด้านหลังแฟลตร้างนี้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณบ้านพักของผู้ต้องหารายนี้มากนัก ได้พบกองเถ้าถ่านกระดูกที่ถูกเผาโดยใช้กระดาษลักษณะคล้ายกับกระดาษสื่อสารวิทยุเป็นเชื้อเพลิง โดยกระดูกถูกเผาเป็นชิ้นๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นกะโหลกศีรษะ แต่ฟันที่พบไม่มีรากฟัน ซึ่งคาดว่าจะถูกเผาหลายรอบจนเศษกระดูกไหม้เกรียม และห่างออกไปประมาณ 50 เมตร พบผ้าปูที่นอนเป็นสีขาวคล้ายกับของทหาร มุมผ้าปูที่นอนทั้ง 4 ด้าน ยังมีปมผูกอยู่ทั้ง 4 ด้าน และมีรอยคล้ายกับคราบเลือดติดอยู่   ทางญาติจึงได้ช่วยกันเก็บเอาเศษกระดูกทั้งหมดใส่ถุง นำเอาไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งพนักงานสอบสวน สภ.วารินชำราบ แจ้งว่า ให้นำเอากระดูกทั้งหมดไปส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.กันทรลักษ์ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนของคดีนี้ นำส่งไปตรวจพิสูจน์หาดีเอ็นเอ เพื่อเปรียบเทียบว่าเป็นดีเอ็นเอของ ผอ.อ้อยหรือไม่ อย่างไร ซึ่งตนและญาติพี่น้องได้นำเอากระดูกที่ค้นพบไปส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.กันทรลักษ์ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 30 ก.ย.60 ที่ผ่านมา   โดยพ่อ ผอ.อ้อยคาดว่ากระดูกที่พบทั้งหมดนี้อาจจะเป็นกระดูกมนุษย์ เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่าบริเวณกะโหลกศีรษะและฟันเป็นของมนุษย์ชัดเจน อีกทั้งชิ้นส่วนต่าง ๆ มีลักษณะคล้ายกับกระดูกมนุษย์มาก จึงขอฝากไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าขอให้ทุกท่านได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายในคดีนี้ด้วย ลูกใครใครก็รัก พวกตนและญาติพี่น้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อตามหา ผอ.อ้อย ลูกสาวสุดที่รักของตน ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นใจและช่วยเหลือตนและญาติพี่น้องและให้ความเป็นธรรมกับพวกตนในคดีนี้ด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GXxsf52biMs    

 24,134
สังคม-อาชญากรรม
02 ต.ค. 60

ยายเข้าเยี่ยม 'เบน' หาเบาะแส 'ออย' หายสาบสูญ 'ซีม่อน' เคยสั่งให้บอกว่าป่วยมะเร็งตาย

แม่และน้องสาวของ น.ส.ออย หรือ นันทิยา แสงอุไร อดีตภรรยาของนายซีม่อน ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ อดีตนายตำรวจอิสราเอล ได้เข้าเยี่ยมนายเบน หลานชายในสถานพินิจ เพื่อหาเบาะแสที่ลูกสาวหายตัวไป ซึ่งคาดว่าจะถูกฆ่าเสียชีวิตแล้วโดยฝีมือนายซีมอน   ซึ่งทางยายและน้าของนายเบนได้เข้าเยี่ยม เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ และได้ข้อมูลใหม่ว่า น.ส.ออย ไม่ได้เดินทางไป สปป.ลาวกับ 2 พ่อลูก เมื่อ 2 พ่อลูกเดินทางกลับมาก็ไม่พบตัวกันอีก ซึ่งทางญาติไม่ได้ถามมาก เนื่องจากกลัวว่านายเบนจะไม่อยากพบหน้าอีกในครั้งต่อไป   ขณะที่ทาง น.ส.ปราณี แฟนเก่าของนายเบน กล่าวว่าระหว่างที่คบกับนายเบนเมื่อปี 58 เคยเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว พบวิกผมและเครื่องใช้ของผู้หญิง ต่อมานายซีม่อนได้ขอให้ช่วยหาบ้านเช่าให้ใหม่ พร้อมบอกว่าถ้าใครมาถามถึงน.ส.ออย ก็ให้บอกว่าป่วยเป็นมะเร็งเสียชีวิต ทั้งนี้นายซีม่อนบอกว่าต้องการย้ายบ้านเพื่อหนีญาติของ น.ส.ออยที่ชอบมายืมเงิน ซึ่งเมื่อ น.ส.ปราณีได้เลิกรากับนายเบน ก็ไม่ได้ติดต่อกับคนในบ้านหลังนั้นอีกเลย    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FoCd3FaAGHw    

 5,745
สังคม-อาชญากรรม
29 ก.ย. 60

งมหาศพ 'ออย' อดีตเมียซีมอน ใต้สะพานข้ามคลองบางกรวย ยังไม่พบ ญาติวอนลูกชายปริปากพูด

จากกรณีที่นางสาวนันทิยา แสงอุไร หรือ ออย หายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่ปี 2558 โดยทางครอบครัวคาดว่าถูก นายซีมอน เบตัน อดีตสามี ที่เป็นผู้ต้องฆ่าโบกปูน เป็นคนลงมือฆ่าหั่นศพ แล้วนำไปอำพราง โดยสงสัยว่าอาจถูกหั่นศพใส่ถุงและนำมาโยนทิ้งลงน้ำ   วานนี้(28 ก.ย.) นางนภา ทิมเย็น แม่ของ น.ส.นันทิยา พร้อมด้วย นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความชื่อดัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักประดาน้ำจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ลงพื้นที่ค้นหาร่าง น.ส.นันทิยา ตรงบริเวณสะพานบางกรวย ข้ามคลองบางกอกน้อย ที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่นายซีมอน และน.ส.นันทิยา เคยพักอาศัย   โดยทางครอบครัวตั้งข้อสังเกตุว่านายซีมอน อาจฆ่าหั่นศพ แล้วนำชิ้นส่วนมาโยนทิ้งลงในน้ำ ส่วนสาเหตุที่เจาะจงสะพานดังกล่าว เพราะว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกู้ภัยฯ ชี้ว่าสะพานดังกล่าวมีความกว้าง 20 เมตร และลึกถึง 5 เมตร หากนำชิ้นส่วนโยนลงมา คงจะไม่มีใครพบเห็น   ซึ่งก่อนการค้นหา นางนภา ได้ทำการจุดธูปไหว้เจ้าที่ และพูดบอกลูกสาวว่า ขอให้ค้นหาเจอ   ขณะที่การค้นหาเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. พบว่าบริเวณก้นคลองมีแต่กระสอบทรายที่ถูกนำมาทิ้งไว้ หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นจำนวนมาก และตาข่ายกับเส้นเอ็น ซึ่งส่งผลให้การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งยังพบก้อนปูนขนาดใหญ่ที่ผิดสังเกต แต่จากการตรวจสอบก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด   ต่อมานักประดาน้ำพบกระเป๋าถือแบบผู้หญิงสีน้ำตาล ภายในกระเป๋าไม่มีเอกสารหลักฐานใดๆ มีเพียงแต่ดินโคลน ทีมข่าวจึงสอบถามกับทางนางนภา ว่าเคยเห็นกระเป๋าใบดังกล่าวหรือไม่ ก่อนได้รับคำตอบว่า กระเป๋าใบดังกล่าวไม่ใช่ของลูกสาว และก็ไม่เคยเห็น   จนกระทั่งเวลาประมาณ 19.00 น. นักประดาน้ำพบถุงขยะสีดำ มีสภาพเปื่อยยุ่ย อยู่บริเวณกลางคลอง เจ้าหน้าที่ต้องนำผ้าขาวมาห่อ ก่อนจะนำกลับเข้ามาที่ฝั่ง แต่พอเปิดถุงออกมา ปรากฎว่าเป็นหัวกะโหลกศีรษะของสัตว์ จำนวน 2 หัว ซึ่งคาดว่าเป็นกระโหลกสุนัข   สุดท้ายหลังค้นหานานกว่า 4 ชั่วโมง ปรากฎว่าไม่พบร่างหรือชิ้นส่วนของ น.ส.นันทิยา แต่อย่างใด ทางครอบครัวจึงยุติการค้นหา ประกอบกับเป็นเวลากลางคืน และฝนใกล้จะตก   โดยนางนภา เปิดเผยว่า พอใจกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกๆฝ่าย ตอนนี้ที่ตนติดใจสงสัย คือบ้านหลังดังกล่าว เพราะนายซีมอน เคยก่อเหตุฆ่าโบกปูน ตนจึงอยากเข้าไปดูว่าภายในบ้านมีความผิดปกติหรือไม่ แต่ติดปัญหาที่ทางเจ้าของบ้านไม่อนุญาตให้เข้าไป   ส่วนเรื่องของ นายเบน ลูกชายของนายซีมอน กับลูกสาว ตนจะเข้าไปเยี่ยมอีกครั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม เพื่อจะสอบถามถึงการหายไปของ น.ส.นันทิยา เพราะตนคิดว่าเบน น่าจะรู้แต่ไม่ยอมบอก ซึ่งล่าสุดที่เข้าไปเยี่ยมก็เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/iPi6p_SVNSo

 16,382
สังคม-อาชญากรรม
28 ก.ย. 60

ลุยป่าค้นหาสาวไทย อดีตภรรยาซีม่อน ล่าสุดยังไม่พบ ญาติคาดอาจถูกฆ่าหั่นศพโบกปูน

จากกรณีที่ทางครอบครัวได้ออกมาตามหา น.ส.นันทิยา แสงอุไร อดีตภรรยาของ นายซีมอน เบตัน ผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่าฝังโบกปูน หลังหายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่ปี 2558 นั้น   วานนี้(27 ก.ย.) นางนภา ทิมเย็น แม่ และนางยุพาพัชร์ อธิคมสิริกุล น้องสาว ของ น.ส.นันทิยา พร้อมด้วย นายรณรงค์ แก้วเพชร ทนายความชื่อดัง เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางกรวย เพื่อวางแผนในการลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่ใกล้เคียงบริเวณหมู่บ้านที่นายซีมอน และ น.ส.นันทิยา เคยพักอาศัยอยู่ โดยจุดแรกที่เข้าค้นหาคือบริเวณป่ารกร้าง ที่เป็นสวนเก่า ติดกับหมู่บ้าน   เจ้าหน้าที่ได้นำกำลัง 40 นาย เดินทางเข้าไปในป่ารกร้าง ตรงบริเวณที่ติดกับหลังบ้าน เนื่องจากมีข้อสงสัยจากทางครอบครัวว่า นายซีมอน อาจอำพรางศพด้วยการโยนข้ามกำแพงที่สูงกว่า 4 เมตร ข้ามมา ซึ่งการเดินทางเข้าไป เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้าเพื่อเปิดทาง ซึ่งจากการค้นหานานกว่า 1 ชั่วโมงก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ หรือผิดสังเกตุ   ต่อมาทางครอบครัวและญาติ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ ช่วยขุดดินตรงบริเวณที่สงสัยว่า นายซีมอน อาจนำศพ น.ส.นันทิยา มาฝังไว้ ภายในป่ารกร้างดังกล่าว เนื่องจากทางครอบครัวมีลางสังหรณ์ว่าศพอาจถูกฝังอยู่บริเวณนี้ ซึ่งก่อนที่จะทำการขุด นางนภา ได้จุดธูปทำพิธีเผื่อขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เปิดทาง ตามความเชื่อส่วนบุคคล   หลังจากการขุดค้นหานานกว่า 2 ชั่วโมง ปรากฎว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ มีเพียงกระสอบทรายที่ถูกนำมาทิ้งไว้ในบริเวณดังกล่าว ครอบครัวและญาติจึงตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่ยุติการค้นหา แต่ยังมีความสงสัยว่า น.ส.นันทิยา อาจถูกอำพรางศพด้วยการโบกปูนไว้ภายในบ้าน    โดย นางยุพาพัชร์ น้องสาว เปิดเผยว่า พอใจกับการค้นหาของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทางครอบครัวก็คายความสงสัยตรงจุดนี้ ส่วนจุดอื่นที่ยังสงสัยคือบริเวณสะพานข้ามคลอง ที่อาจจะนำศพไปถ่วงน้ำไว้ ขณะที่ลูกชายของนายซีมอน ตนคาดว่าเขาน่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่สาวตน แต่ไม่ยอมบอก และโน๊ตบุ๊คที่ยังเป็นที่สงสัยว่าภายในอาจมีภาพจากกล้องวงจรปิดภายในบ้าน ที่จะทำให้รู้ว่าเกิดอะไรกับพี่สาวตน   ขณะที่ ทนายรณรงค์ บอกว่า ตอนนี้ยังมีจุดที่สงสัยอยู่อีกประมาณ 9 – 10 จุด คือบริเวณสะพานข้ามคลอง ซึ่งตนอยากจะให้เจ้าหน้าที่เข้าค้นหา ตามสะพานต่างๆ ในรัศมี 5 กิโลเมตร จากบ้านนายซีมอน เนื่องจากช่วงที่ น.ส.นันทิยา หายตัวไป ตอนนั้นนายซีมอน ใช้ยานพาหนะ คือรถจักรยานยนต์ หากจะอำพรางศพไม่น่าจะขี่ไปได้ใกล้ อีกทั้งพฤติกรรมที่ผ่านมาของนายซีมอน จะลงมือหั่นศพผู้เสียชีวิต แล้วนำไปโยนทิ้งน้ำ หรือไม่ก็โบกปูน   ซึ่งในวันนี้(28 ก.ย.) เจ้าหน้าที่จะจัดกำลังชุดดำน้ำเพื่อตรวจสอบ ตามจุดสะพานข้ามคลองต่างๆ บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงหมู่บ้านของนายซีมอน แต่ยังไม่ทราบเวลาที่แน่ชัด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LFYK4EPRsYQ  

 1,566

Top