ค้นหา :

ผลการค้นหา "หลอกลวง"

ข่าวภูมิภาค
13 ธ.ค. 62

วิทยาศาสตร์ลวงโลก! ใช้เครื่อง 'ควอนตัม' หลอกตรวจสุขภาพให้พระ แฝงขายอาหารเสริม

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากพระลูกวัดตำหรุ ย่านบางปู จ.สมุทรปราการ ว่าถูกกลุ่มคนนำเครื่องตรวจสุขภาพ หรือที่เรียกว่าเครื่องควอนตัม (Quantum Resonance Megnetic Analyzer)ไปหลอกตรวจสุขภาพวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยให้พระสงฆ์สูงอายุที่วัดดังกล่าว จากนั้นก็โฆษณาหลอกขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารเสริมต่าง ๆ ให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของเขาไปฉัน โชคดีที่พระสงฆ์ ในวัดไม่หลงเชื่อ      พระรูปดังกล่าว เล่าว่า มีชายหญิง 2 คน ขับรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียนนครปฐม เข้ามาจอดบริเวณภายในวัด ได้มาขอตั้งโต๊ะเพื่อขอตรวจสุขภาพให้พระสงฆ์ โดยได้หยิบเครื่องควอนตัม มาตรวจวินิจฉัยโรคให้พระสงฆ์วัยชรารูปหนึ่งบอกเป็นโรคนั้นโรคนี้ พร้อมกับบอกให้ซื้อคลอโรฟิลล์อวดอ้างสรรพคุณต่าง ๆ นา ๆ ว่าสามารถหยอดตาได้รักษา อาการตาแฉะและแนะนำให้ซื้ออาหารเสริมอื่น ๆ ที่นำมาวางขายด้วยราคาไม่กี่พันเอง   พระสงฆ์รูปดังกล่าว ระบุว่า เคยติดตามข่าวว่าเครื่องควอนตัมเป็นเครื่องมือลวงโลก ไม่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้จริงอีกทั้งกลุ่มคนที่มานั้นมีพฤติกรรมผิดสังเกตคิดว่าว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพ จึงทำทีไปลองตรวจหลอกสอบถามว่าความดันปกติของคนเราควรเป็นเท่าไหร่ ความดันเท่าไหร่ ที่เสี่ยงเป็นโรคเส้นเลือดในสมอง การวัดดัชนีมวลร่างกาย หรือ Body Mass Index (BMI) คำนวณยังไงก็ตอบไม่ได้   จากนั้นกลุ่มคนดังกล่าวเริ่มมีอาการตื่นกลัวแล้วบอกว่าจะถวายปัยจัยให้แต่ไม่รับ และบอกกลับไปว่าการตรวจสุขภาพแบบนี้ไม่ถูกต้อง ก็ยังดื้อดันตรวจสุขภาพให้พระภิกษุสงฆ์ต่อไป จึงโทรแจ้งสายตรวจ เมื่อตำรวจมาถึงคนกลุ่มนี้แสดงความไม่พอใจด่าอาตมาว่า “เป็นพระไม่ควร มายุ่ง” ก่อนจะเก็บของขึ้นรถบึ่งออกจากวัดไป    ทั้งนี้การทำงานของเครื่องมือควอนตัมจะมีขั้วต่อไฟฟ้า 2 ขั้ว ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อแสดงผลให้ผู้ตรวจเห็น แล้วให้ชาวบ้านกำแท่งเหล็กไม่กี่นาที จากนั้นเครื่องจะวิเคราะห์ ประมวลผลร่างกายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่แสดงเป็นร่างกายคน ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์จะระบุว่ามีโรคอะไรบ้าง อ้างว่าสามารถบ่งชี้ความผิดปกติของร่างกายได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็จะแฝงขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยเครื่องนี้มีการเซทโปรแกรมไว้ ใครหลงเชื่ออาจตกเป็นเหยื่อได้  กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่พบว่าเป็นผู้สูงอายุ      ด้านเรืออากาศเอก นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า เครื่องควอนตัมไม่สามารถนำมาตรวจวินิจฉัยโรคได้ มันเป็นวิทยาศาสตร์โกหกลวงโลก ซึ่ง อย.เคยเตือนมานานแล้ว   อีกทั้งเครื่องดังกล่าว อย.ก็ไม่เคยขออนุญาตนำเข้าหรือขาย อย.ไม่เคยอนุญาตนำเข้า เรื่องนี้มีมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งเกิด คนที่มักนำมาใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพวกขายตรง และแพทย์ทางเลือกที่ไม่ใช่หมอจริง ๆ ดังนั้นการตรวจสุภาพต้องตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์จากสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Ytr_6fzCz0Y

 11,455
สังคม
13 ธ.ค. 62

วิทยาศาสตร์ลวงโลก! ใช้เครื่อง 'ควอนตัม' หลอกตรวจสุขภาพให้พระ แฝงขายอาหารเสริม

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากพระลูกวัดตำหรุ ย่านบางปู จ.สมุทรปราการ ว่าถูกกลุ่มคนนำเครื่องตรวจสุขภาพ หรือที่เรียกว่าเครื่องควอนตัม (Quantum Resonance Megnetic Analyzer)ไปหลอกตรวจสุขภาพวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยให้พระสงฆ์สูงอายุที่วัดดังกล่าว จากนั้นก็โฆษณาหลอกขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารเสริมต่าง ๆ ให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของเขาไปฉัน โชคดีที่พระสงฆ์ ในวัดไม่หลงเชื่อ      พระรูปดังกล่าว เล่าว่า มีชายหญิง 2 คน ขับรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียนนครปฐม เข้ามาจอดบริเวณภายในวัด ได้มาขอตั้งโต๊ะเพื่อขอตรวจสุขภาพให้พระสงฆ์ โดยได้หยิบเครื่องควอนตัม มาตรวจวินิจฉัยโรคให้พระสงฆ์วัยชรารูปหนึ่งบอกเป็นโรคนั้นโรคนี้ พร้อมกับบอกให้ซื้อคลอโรฟิลล์อวดอ้างสรรพคุณต่าง ๆ นา ๆ ว่าสามารถหยอดตาได้รักษา อาการตาแฉะและแนะนำให้ซื้ออาหารเสริมอื่น ๆ ที่นำมาวางขายด้วยราคาไม่กี่พันเอง   พระสงฆ์รูปดังกล่าว ระบุว่า เคยติดตามข่าวว่าเครื่องควอนตัมเป็นเครื่องมือลวงโลก ไม่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้จริงอีกทั้งกลุ่มคนที่มานั้นมีพฤติกรรมผิดสังเกตคิดว่าว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพ จึงทำทีไปลองตรวจหลอกสอบถามว่าความดันปกติของคนเราควรเป็นเท่าไหร่ ความดันเท่าไหร่ ที่เสี่ยงเป็นโรคเส้นเลือดในสมอง การวัดดัชนีมวลร่างกาย หรือ Body Mass Index (BMI) คำนวณยังไงก็ตอบไม่ได้   จากนั้นกลุ่มคนดังกล่าวเริ่มมีอาการตื่นกลัวแล้วบอกว่าจะถวายปัยจัยให้แต่ไม่รับ และบอกกลับไปว่าการตรวจสุขภาพแบบนี้ไม่ถูกต้อง ก็ยังดื้อดันตรวจสุขภาพให้พระภิกษุสงฆ์ต่อไป จึงโทรแจ้งสายตรวจ เมื่อตำรวจมาถึงคนกลุ่มนี้แสดงความไม่พอใจด่าอาตมาว่า “เป็นพระไม่ควร มายุ่ง” ก่อนจะเก็บของขึ้นรถบึ่งออกจากวัดไป    ทั้งนี้การทำงานของเครื่องมือควอนตัมจะมีขั้วต่อไฟฟ้า 2 ขั้ว ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อแสดงผลให้ผู้ตรวจเห็น แล้วให้ชาวบ้านกำแท่งเหล็กไม่กี่นาที จากนั้นเครื่องจะวิเคราะห์ ประมวลผลร่างกายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่แสดงเป็นร่างกายคน ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์จะระบุว่ามีโรคอะไรบ้าง อ้างว่าสามารถบ่งชี้ความผิดปกติของร่างกายได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็จะแฝงขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยเครื่องนี้มีการเซทโปรแกรมไว้ ใครหลงเชื่ออาจตกเป็นเหยื่อได้  กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่พบว่าเป็นผู้สูงอายุ      ด้านเรืออากาศเอก นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า เครื่องควอนตัมไม่สามารถนำมาตรวจวินิจฉัยโรคได้ มันเป็นวิทยาศาสตร์โกหกลวงโลก ซึ่ง อย.เคยเตือนมานานแล้ว   อีกทั้งเครื่องดังกล่าว อย.ก็ไม่เคยขออนุญาตนำเข้าหรือขาย อย.ไม่เคยอนุญาตนำเข้า เรื่องนี้มีมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งเกิด คนที่มักนำมาใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพวกขายตรง และแพทย์ทางเลือกที่ไม่ใช่หมอจริง ๆ ดังนั้นการตรวจสุภาพต้องตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์จากสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Ytr_6fzCz0Y

 11,455
สังคม
11 ธ.ค. 62

สาวแสบหลอกหนุ่มดาวน์รถผ่านแอปฯหาคู่ สูญกว่า 12 คัน

อุทาหรณ์เตือนภัยหนุ่มๆ เล่นโซเชียลเข้าเว็บไซต์หาคู่ ตีเนียนใช้ความสวยเข้ายั่ว จนตายใจ แล้วหลอกให้ออกรถยนต์โดยสาวใช้กลยุทธ์อ้างติดแบล็คลิสต์ ขอให้ออกรถยนต์ให้ รวมแล้วกว่า 12 คัน ในพื้นที่ จ.ชลบุรี   นายวิทวัส เธียรเศวตตระกูล อายุ 32 ปี บ้านเดิมอยู่ จ.แพร่ แต่มาทำงานที่ จ.ชลบุรี ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ต.ฐิติวัสส์ บุญอ่อน สว.( สอบสวน ) สภ.เสม็ด ว่าโดนสาวหลอกใช้ชื่อให้ออกรถยนต์ให้ แล้วไม่ยอมส่งค่างวดจนไฟแนนท์มาทวงค่างวดรถ นายวิทวัส ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนได้เข้าไปเล่นในโปรแกรมแชทโปรแกรมหาคู่ ต่อมาได้มี น.ส.บุษราคัม เสาร์ทอง อายุ 22 ปี แชทมาคุยกันและทักมาทางข้อความและได้แอตไลน์ไว้คุยกันโดย น.ส.บุษราคัม ได้ตีสนิท ใช้ภาพโปรไฟต์เป็นสาวสวย จนเชื่อใจ    หลังจากนั้น น.ส.บุษราคัม ได้อ้างว่าต้องการรถกระบะไว้ใช้ แต่ไม่สามารถวางดาวน์รถได้เนื่องจากติดแบล็คลิสต์ ขอให้ตนใช่ชื้อไปออกรถให้ก่อนหลังจากนั้นจะผ่อนเอง และน.ส.บุษ จะวางดาวน์เองอีกด้วย จึงได้ไปติดต่อจองบริษัทขายรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด สาขาแห่งหนึ่ง โดยไปดูรถด้วยกัน ต่อมา น.ส.บุษราคัมได้ไปรับรถเอง โดยที่ตนก็ไม่ได้ไปด้วย แล้วยังส่งภาพรถกระบะมาให้ดู แต่พอผ่านไปนานวัน ก็เริ่มสงสัย จนมีหนังสือจากไฟแนนท์มาทวงค่างวดรถ ว่าค้างมาแล้ว 3 งวด ตนตกใจมาก ติดต่อไปพูดคัยก็ได้รับคำว่าจะจ่ายวันที่ 5 และผ่านมาก็อ้างว่าวันที่ 20 และ 25 โดยไม่ได้ส่งค่างวดเลย พอมาแจ้งความก็เลยรู้ว่า มีคนอื่นโดน น.ส.บุษราคัม หลอกด้วย อีก 4 คน โดยไปหลอกที่ศูนย์ฟอร์ดรวม 5 คัน และอีกศูนย์ยี่ห้อดังอีก 5 คัน เท่าที่ทราบมา    ตำรวจโทรไปพูดคุยได้ยินว่ารับปากจะเอารถมาคืนในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ตนไม่เชื่อเด็ดขาด ตนเชื่อใจเขาเอง ตนร้องไห้เลยเสียรู้เขา วอนให้เอารถมาคืนด้วย และอย่าไปทำกับคนอื่นอีกเลย แต่ตนยังแปลกใจอยู่ เพราะเท่าที่ทราบมารถยี่ห้อเดียวกับตนออก 5 คัน ให้กับ น.ส.บุษราคัมนั้น เซลขายรถเป็นคนๆเดียวกันทั้ง 5 คัน ที่สอบถามจากคนอื่นมา ฝากตรวจสอบด้วย และเวลาไปรับรถ ทำไมบริษัทไม่มอบให้กับคนที่เป็นเจ้าของชื่อครอบครองรถ และที่จริงหากคนที่ไม่ใช่ชื่อเจ้าของรถจะต้องมีใบมอบอำนาจหากคนอื่นไปรับรถแทน

 1,400
สังคม-อาชญากรรม
26 พ.ย. 62

'ครูวา' โผล่พบ ตร.โดนข้อหา แต่งกายเลียนแบบเจ้าพนักงาน ยันไม่เคยปิดบังฝ่ายชายว่าเป็นสาวสอง

จากกรณีที่มีชายหนุ่มหลายรายอ้างว่าถูกครูวา สาวประเภทสอง ฉายานางฟ้าบิ๊กไบค์ ซึ่งมีพฤติกรรมใส่เครื่องแบบชุดสีกากี อ้างเป็นครูเข้ามาหลอกให้รัก หวังให้เป็นคู่ชีวิตก่อนจะรู้ความจริงว่า ครูวา ไม่ใช่ผู้หญิง และมีการขโมยทรัพย์สิน   ล่าสุดนายธัญญ์ฐิชา ศศิโชติกุลวงศ์ หรือครูวา อายุ 29 ปี  เข้าพบตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ หลังถูกนายกริช (นามสมมุติ) หนุ่มไบเกอร์ ชาว จ.สมุทรปราการ แจ้งความข้อหาลักทรัพย์ โดยทรัพย์สินดังกล่าวหายไปในช่วงที่นายกริชคบหากับครูวา   พนักงานสอบสวนเผยว่า นายกริช ไม่ได้ระบุว่าครูวาเป็นผู้นำทรัพย์สินไปเพียงตั้งข้อสงสัยเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยัน จึงยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา แต่ได้แจ้งข้อหาแต่งเครื่องแบบเลียนแบบเจ้าพนักงานใช้เครื่องหมายทางราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต วันนี้ (26 พ.ย.) ส่งเรื่องไปเปรียบเทียบค่าปรับที่ศาลแขวงจังหวัดสมุทรปราการ   ครูวา ยังยืนยันว่าไม่ได้หรอกใคร ไม่เคยคิดที่จะปิดบังว่าตนเองเป็นสาวประเภทสอง ตอนที่คบกับหนุ่มคนดังกล่าวก็ไม่ได้ปิดบัง หลังคบหากันได้ประมาณ 1 เดือน ฝ่ายชายก็ทราบว่าตนเป็นสาวประเภทสอง ตนถามว่ารับได้หรือไม่ซึ่งฝ่ายชายก็ยังบอกว่ารับได้ แล้วก็ยังคบหากันต่อ การที่แฟนหนุ่มบอกว่าไม่รู้เป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับผิดไม่ได้บอกเขาตั้งแต่แรกว่าตนไม่ใช่ผู้หญิง ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยสร้อยของพ่อแฟนหนุ่มไป 5 บาทนั้น ยืนยันไม่ได้ขโมยไป   เมื่อถามว่าทำไมแต่งชุดข้าราชการครู ครูวาเผยว่า เป็นช่วงกิจกรรมที่โรงเรียนเอกชนและเนิร์สเซอรี่ โดยเป็นกิจกรรมบุคคลสำคัญในประเทศ ตนเองอยู่ในกิจกรรมต้องแต่งเป็นครู ซึ่งขณะนั้นตนเป็นครูจริงสอนอยู่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนี้ลาออกแล้ว   ส่วนเรื่องที่สามีเก่าแฉ ครูวา เผยว่า ยอมรับว่าไม่ได้บอกว่าเป็นสาวประเภทสอง เพราะเขาไม่ได้ถาม ยืนยันว่า ตอนมีอะไรกันไม่เคยพูดว่าห้ามลงต่ำ ส่วนชายชาวชุมพร ตนก็ไม่เคยแต่งงานด้วย ตนคบทีละคน โดยนายกริช กับนายเลอศักดิ์ ตนคบจริงจังหวังใช้ชีวิตด้วย  ส่วนคนอื่น ๆ ยอมรับก็แค่คุยไม่ได้ไปหรอกลวงอะไร สำหรับทรัพย์สินที่อดีตแฟนหนุ่มซื้อให้คงไม่คืนเพราะตนนำไปแปรสภาพนำไปขายหมดแล้ว “เขาซื้อให้ก็เอา ไม่ได้ไปหลอก”   ยืนยันตนไม่ได้หนีไปไหน ที่ไม่ออกมาชี้แจงเพราะป่วยเป็นงูสวัด ตอนนี้เริ่มหายแล้ว เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น ครูวาระบุว่า “ตนมีปัญหากับเฮียกริชมานานแล้ว แล้วเฮียไปจุดชนวนแล้วมีคนปั่นอีกคนหนึ่ง คนที่ขี่บิ๊กไบก์เขาทำให้เพจ ที่ผิดหนูก็ยอมรับ” ยืนยันในความบริสุทธิ์ ทางบ้านก็เครียดกับข่าวดังกล่าว   ขณะที่นายกริช (นามสมมติ) หนุ่มไบเกอร์ ได้เดินทางไปที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ พร้อมเผยว่าตนได้ฟังคำสัมภาษณ์ครูวา รู้สึกว่าสิ่งที่ครูวาพูดนั้น ไม่เป็นความจริง เหมือนแถแก้ตัวไปเรื่อย ไม่ตรงความจริงสักอย่างยิ่งพูดยิ่งแถ เขากับเราตอนที่คบหากันจนมาอยู่กินด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นนาย ยืนยันไม่รู้จริงๆ มารู้ในช่วงหลังที่มีคนส่งข้อมูลมาให้   พอตนเริ่มรู้ก็เริ่มไม่พูดไม่คุยด้วย เริ่มห่างกันออกไป และมารู้หลังจากที่เขาออกจากบ้านไปแล้วว่าของมันหาย ของของเราไม่เท่าไหร่แต่นี่เป็นของพ่อแม่เรา ก็หวังอยากได้คืน แต่คิดว่าคงไม่ได้คืนหรอก ประเด็นที่เขาจะเป็นนายหรือเป็นนางสาว ตนไม่ได้ติดใจอะไร แต่ที่ตนติดใจคือเรื่องของที่หายไป   ตนมองว่าครูวาเป็นมิจฉาชีพ หลอกลวงเอาเงินจากผู้อื่น มีผู้เสียหายหลายคนเจอลักษณะเดียวกัน แต่ไม่กล้าไปแจ้งความ เท่าที่ดูพฤติการณ์เหมือนว่าเขาตั่งใจมาหลอก แล้วเขาก็ใส่ชุดข้าราชการด้วยทุกครั้งที่มาหาตน ซึ่งมีทั้งชุดขาวชุดข้าราชการ แล้วมาหลอกว่าอยู่ที่โรงเรียนแถวจังหวัดสมุทรปราการ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bTBubeJKjXk

 1,785
สังคม
26 พ.ย. 62

'ครูวา' โผล่พบ ตร.โดนข้อหา แต่งกายเลียนแบบเจ้าพนักงาน ยันไม่เคยปิดบังฝ่ายชายว่าเป็นสาวสอง

จากกรณีที่มีชายหนุ่มหลายรายอ้างว่าถูกครูวา สาวประเภทสอง ฉายานางฟ้าบิ๊กไบค์ ซึ่งมีพฤติกรรมใส่เครื่องแบบชุดสีกากี อ้างเป็นครูเข้ามาหลอกให้รัก หวังให้เป็นคู่ชีวิตก่อนจะรู้ความจริงว่า ครูวา ไม่ใช่ผู้หญิง และมีการขโมยทรัพย์สิน   ล่าสุดนายธัญญ์ฐิชา ศศิโชติกุลวงศ์ หรือครูวา อายุ 29 ปี  เข้าพบตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ หลังถูกนายกริช (นามสมมุติ) หนุ่มไบเกอร์ ชาว จ.สมุทรปราการ แจ้งความข้อหาลักทรัพย์ โดยทรัพย์สินดังกล่าวหายไปในช่วงที่นายกริชคบหากับครูวา   พนักงานสอบสวนเผยว่า นายกริช ไม่ได้ระบุว่าครูวาเป็นผู้นำทรัพย์สินไปเพียงตั้งข้อสงสัยเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยัน จึงยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา แต่ได้แจ้งข้อหาแต่งเครื่องแบบเลียนแบบเจ้าพนักงานใช้เครื่องหมายทางราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต วันนี้ (26 พ.ย.) ส่งเรื่องไปเปรียบเทียบค่าปรับที่ศาลแขวงจังหวัดสมุทรปราการ   ครูวา ยังยืนยันว่าไม่ได้หรอกใคร ไม่เคยคิดที่จะปิดบังว่าตนเองเป็นสาวประเภทสอง ตอนที่คบกับหนุ่มคนดังกล่าวก็ไม่ได้ปิดบัง หลังคบหากันได้ประมาณ 1 เดือน ฝ่ายชายก็ทราบว่าตนเป็นสาวประเภทสอง ตนถามว่ารับได้หรือไม่ซึ่งฝ่ายชายก็ยังบอกว่ารับได้ แล้วก็ยังคบหากันต่อ การที่แฟนหนุ่มบอกว่าไม่รู้เป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับผิดไม่ได้บอกเขาตั้งแต่แรกว่าตนไม่ใช่ผู้หญิง ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยสร้อยของพ่อแฟนหนุ่มไป 5 บาทนั้น ยืนยันไม่ได้ขโมยไป   เมื่อถามว่าทำไมแต่งชุดข้าราชการครู ครูวาเผยว่า เป็นช่วงกิจกรรมที่โรงเรียนเอกชนและเนิร์สเซอรี่ โดยเป็นกิจกรรมบุคคลสำคัญในประเทศ ตนเองอยู่ในกิจกรรมต้องแต่งเป็นครู ซึ่งขณะนั้นตนเป็นครูจริงสอนอยู่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนี้ลาออกแล้ว   ส่วนเรื่องที่สามีเก่าแฉ ครูวา เผยว่า ยอมรับว่าไม่ได้บอกว่าเป็นสาวประเภทสอง เพราะเขาไม่ได้ถาม ยืนยันว่า ตอนมีอะไรกันไม่เคยพูดว่าห้ามลงต่ำ ส่วนชายชาวชุมพร ตนก็ไม่เคยแต่งงานด้วย ตนคบทีละคน โดยนายกริช กับนายเลอศักดิ์ ตนคบจริงจังหวังใช้ชีวิตด้วย  ส่วนคนอื่น ๆ ยอมรับก็แค่คุยไม่ได้ไปหรอกลวงอะไร สำหรับทรัพย์สินที่อดีตแฟนหนุ่มซื้อให้คงไม่คืนเพราะตนนำไปแปรสภาพนำไปขายหมดแล้ว “เขาซื้อให้ก็เอา ไม่ได้ไปหลอก”   ยืนยันตนไม่ได้หนีไปไหน ที่ไม่ออกมาชี้แจงเพราะป่วยเป็นงูสวัด ตอนนี้เริ่มหายแล้ว เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น ครูวาระบุว่า “ตนมีปัญหากับเฮียกริชมานานแล้ว แล้วเฮียไปจุดชนวนแล้วมีคนปั่นอีกคนหนึ่ง คนที่ขี่บิ๊กไบก์เขาทำให้เพจ ที่ผิดหนูก็ยอมรับ” ยืนยันในความบริสุทธิ์ ทางบ้านก็เครียดกับข่าวดังกล่าว   ขณะที่นายกริช (นามสมมติ) หนุ่มไบเกอร์ ได้เดินทางไปที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ พร้อมเผยว่าตนได้ฟังคำสัมภาษณ์ครูวา รู้สึกว่าสิ่งที่ครูวาพูดนั้น ไม่เป็นความจริง เหมือนแถแก้ตัวไปเรื่อย ไม่ตรงความจริงสักอย่างยิ่งพูดยิ่งแถ เขากับเราตอนที่คบหากันจนมาอยู่กินด้วยกัน ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นนาย ยืนยันไม่รู้จริงๆ มารู้ในช่วงหลังที่มีคนส่งข้อมูลมาให้   พอตนเริ่มรู้ก็เริ่มไม่พูดไม่คุยด้วย เริ่มห่างกันออกไป และมารู้หลังจากที่เขาออกจากบ้านไปแล้วว่าของมันหาย ของของเราไม่เท่าไหร่แต่นี่เป็นของพ่อแม่เรา ก็หวังอยากได้คืน แต่คิดว่าคงไม่ได้คืนหรอก ประเด็นที่เขาจะเป็นนายหรือเป็นนางสาว ตนไม่ได้ติดใจอะไร แต่ที่ตนติดใจคือเรื่องของที่หายไป   ตนมองว่าครูวาเป็นมิจฉาชีพ หลอกลวงเอาเงินจากผู้อื่น มีผู้เสียหายหลายคนเจอลักษณะเดียวกัน แต่ไม่กล้าไปแจ้งความ เท่าที่ดูพฤติการณ์เหมือนว่าเขาตั่งใจมาหลอก แล้วเขาก็ใส่ชุดข้าราชการด้วยทุกครั้งที่มาหาตน ซึ่งมีทั้งชุดขาวชุดข้าราชการ แล้วมาหลอกว่าอยู่ที่โรงเรียนแถวจังหวัดสมุทรปราการ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bTBubeJKjXk

 1,785
สังคม-อาชญากรรม
19 พ.ย. 62

'ครูวา' ปัดหลอก แต่ผู้ชายเต็มใจให้เอง เหยื่อโผล่อีก เปย์หนักเป็นแสน ยอมกินมาม่าเพื่อครูวา

ความคืบหน้ากรณี ครูวา สาวประเภทสอง ที่ได้รับฉายา นางฟ้าบิ๊กไบค์ ก่อเหตุหลอกลวงชายหลายราย จนมีการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งล่าสุดครูวาได้เปิดใจกับสื่อว่า ไม่ได้หลอกลวง แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ครูว่าพูดนั้น กลับมีผู้เสียหายทยอยแสดงตัวจำนวนมาก อย่างเช่นนนายพิทักษ์ อดีตทหารเกณฑ์ ก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายจาการกระทำของครูวา กล่าวว่า ตนคบกับครูวาเกือบ 1 ปี แรกๆครูวาทักแชทมาทางเฟซบุ๊ก แค่เห็นรูปก็ชอบแล้วเพราะสวย พอนัดเจอกันก็เริ่มคุยกันเป็นแฟนมาตลอด ช่วงนั้นตนยังไม่ปลดประจำการทหารเกณฑ์ จึงติดต่อกันทางแชทตลอด ครูวาก็จะขอเงินเรื่อยๆ อ้างว่าเอาไปทำเนอร์สเซอรี่ หากตนปลดทหารมาก็มาดูแลธุรกิจด้วยกัน ด้วยความรักตนก็ยอมให้หมดเงินเดือนมีเท่าไหร่ให้ อยากได้อะไรหาให้ ยอมกินมาม่า เพื่อเอาเงินให้ครูวา จนสุดท้ายมาจับได้ตอนเห็นหนังสือสัญญา ของเนอร์สเซอรี่ ลงชื่อในสัญญาคำนำหน้าว่านายตอนนั้นก็ตกใจแล้ว และพอไม่ได้ให้เงินครูวาก็เริ่มตีจาก และอยู่ดีๆก็เอารูปผู้ชายคุกเข่าขอเขาแต่งงานส่งมาบอกว่าจะแต่งงานแล้ว ตนก็งง จากนั้นก็คอยเตือนกลุ่มบิ๊กไบค์และเพื่อนๆว่า ระวังถูกครูวาหลอก แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ และก็มาสืบเอง จนรู้ว่าครูวาผู้หญิงที่ตนเคยรักเป็นสาวสอง ตอนนี้ยากบอกครูวาว่า ออกมายอมรับความจริง รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำและขอเตือนผู้ชายด้วยกัน อย่าหลงแค่รูปร่างหน้าตา จะคบใครให้ขอดูบัตรประชาชน ในส่วนของครูวา ได้ติดต่อมากับผู้สื่อข่าว ชี้แจงเรื่องราวอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าที่ยังไม่ออกมาพบกับตำรวจเพราะป่วยเป็นโรคงูสวัด พร้อมโชว์ภาพร่องรอยอาการป่วยโรคงูสวัด กำลังรักษาตัวอยู่กับหมอชาวบ้าน ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้ประมาณ 2-3 วัน จะเข้าชี้แจ้งเรื่องดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ  ยืนยันว่าตนไม่ได้หลอกใคร กรณีนายเต๋อที่เลิกลากันเพราะนายเต๋อ ไปยุ่งเกี่ยวกับกัญชา มีการทำร้ายร่างกายตน ซึ่งนายเต๋อรู้มาตลอดว่าตนเป็นสาวประเภทสอง ซึ่งในชีวิตของสาวประเภอสอง หากมีสามีมีคนรักก็ดีใจแล้ว แต่นายเต๋อกลับทำร้ายร่างกาย ตนก็ไม่อยู่ ส่วนเรื่องกล่าวาหาว่าตนเอาทองไป 5 บาท ของนายเต๋อ 2 บาท ของพ่อนายเต๋อ 3 บาท ไม่เป็นความจริง เขาโกหก ถ้าเป็นความจริงทำไมเขาไม่แจ้งความจับตนตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนเงินที่ตนจะไปผ่อนรถให้นายเต๋อ และไม่ได้เอาไปส่งงวดนั้น เพราะตนเอาเงินไปจ่ายค่าของ (กัญชา) ให้นายเต๋อ เพราะตนคิดว่ามันเป็นของไม่ดี ถ้าไม่เอาเงินไปจ่ายอาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ นายเต๋อไม่ได้ให้เงินตนเป็นก้อน หรือเปย์อะไรขนาดนั้น   ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายสงสัยเรื่องการใส่ชุดข้าราชการสีกากีนั้น ครูวายืนยันว่า ตนเป็นครูจริงแต่เป็นครูเอกชน ชุดที่ใส่ซื้อมาเองใส่เพื่อประกอบการเรียนการสอนเท่านั้น ในแผนการเรียนการสอนในหน่วยแต่ละหน่วย ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ตนไม่รู้ว่ามันผิด แต่ตนเป็นครูจริงไม่มีใบรับรองแต่มีใบผ่านการอบรมเป็นครู   กรณีที่มีผู้เสียหายระบุว่า ตนเคยแต่งงานที่ จ.ชุมพร นั้นไม่เป็นความจริง ตนเคยแต่งงานกับนายเอ ที่อาศัยอยู่ปทุมธานีคนเดียวเท่านั้น ตอนนี้ผู้เสียหายที่ออกมากล่าวหา บางรายตนไม่รู้จัก ซึ่งตอนนี้ในโลกโซเชียลก็มีการตั้งฉายาตนว่าเป็นแม่มณีสอง ตนไม่ขอออกความเห็นเพราะแม่มณีนั้นไปหลอกคนอื่นแต่ตนไม่ได้หลอก แต่เขาให้ด้วยเสน่ห์หาเอง   อย่างไรก็ตาม อะไรที่ตนผิดตนก็จะยอมรับผิด แต่อะไรที่ตนไม่ผิดตนก็จะออกมาชี้แจงเร็วๆนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่าพร้อมเมื่อไหร่ก็ให้เข้ามาพบ เพราะตนไม่ได้มีหมายเรียกอะไร เพราะมันไม่มีหลักฐานอะไร มันเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง   ทางด้าน พ่อของนายเต๋อ คู่กรณีครูวา ยืนยันว่า ทอง 5บาทหายไปจริง พร้อมพระเครื่อง พอครูวารู้เรื่องก็บอกว่าจะซื้อคืนให้ พ่อก็สงสัยไม่ได้เอาไปจะซื้อคืนทำไม ตอนนั้นพ่อก็กลัวว่าลูกกับครูวาจะทะเลาะกันเลยบอกไม่หาย แต่พอความแตกก็เลยบอกความจริงกับลูกไป ตอนนี้รับไม่ได้กับการกระทำของครูวา ไม่ใช่แค่สาวประเภทสองมาหลอกลูกชายตนแล้ว ยังไปขโมยของไปเรื่อยๆ อยากให้ตำรวจมาจับกุมติดคุกไปเลย เพราะทำลายความรู้สึกของคนอื่นมาก ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/N1KhuIzWgaY

 11,310
สังคม
19 พ.ย. 62

'ครูวา' ปัดหลอก แต่ผู้ชายเต็มใจให้เอง เหยื่อโผล่อีก เปย์หนักเป็นแสน ยอมกินมาม่าเพื่อครูวา

ความคืบหน้ากรณี ครูวา สาวประเภทสอง ที่ได้รับฉายา นางฟ้าบิ๊กไบค์ ก่อเหตุหลอกลวงชายหลายราย จนมีการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งล่าสุดครูวาได้เปิดใจกับสื่อว่า ไม่ได้หลอกลวง แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ครูว่าพูดนั้น กลับมีผู้เสียหายทยอยแสดงตัวจำนวนมาก อย่างเช่นนนายพิทักษ์ อดีตทหารเกณฑ์ ก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายจาการกระทำของครูวา กล่าวว่า ตนคบกับครูวาเกือบ 1 ปี แรกๆครูวาทักแชทมาทางเฟซบุ๊ก แค่เห็นรูปก็ชอบแล้วเพราะสวย พอนัดเจอกันก็เริ่มคุยกันเป็นแฟนมาตลอด ช่วงนั้นตนยังไม่ปลดประจำการทหารเกณฑ์ จึงติดต่อกันทางแชทตลอด ครูวาก็จะขอเงินเรื่อยๆ อ้างว่าเอาไปทำเนอร์สเซอรี่ หากตนปลดทหารมาก็มาดูแลธุรกิจด้วยกัน ด้วยความรักตนก็ยอมให้หมดเงินเดือนมีเท่าไหร่ให้ อยากได้อะไรหาให้ ยอมกินมาม่า เพื่อเอาเงินให้ครูวา จนสุดท้ายมาจับได้ตอนเห็นหนังสือสัญญา ของเนอร์สเซอรี่ ลงชื่อในสัญญาคำนำหน้าว่านายตอนนั้นก็ตกใจแล้ว และพอไม่ได้ให้เงินครูวาก็เริ่มตีจาก และอยู่ดีๆก็เอารูปผู้ชายคุกเข่าขอเขาแต่งงานส่งมาบอกว่าจะแต่งงานแล้ว ตนก็งง จากนั้นก็คอยเตือนกลุ่มบิ๊กไบค์และเพื่อนๆว่า ระวังถูกครูวาหลอก แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ และก็มาสืบเอง จนรู้ว่าครูวาผู้หญิงที่ตนเคยรักเป็นสาวสอง ตอนนี้ยากบอกครูวาว่า ออกมายอมรับความจริง รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำและขอเตือนผู้ชายด้วยกัน อย่าหลงแค่รูปร่างหน้าตา จะคบใครให้ขอดูบัตรประชาชน ในส่วนของครูวา ได้ติดต่อมากับผู้สื่อข่าว ชี้แจงเรื่องราวอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าที่ยังไม่ออกมาพบกับตำรวจเพราะป่วยเป็นโรคงูสวัด พร้อมโชว์ภาพร่องรอยอาการป่วยโรคงูสวัด กำลังรักษาตัวอยู่กับหมอชาวบ้าน ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้ประมาณ 2-3 วัน จะเข้าชี้แจ้งเรื่องดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ  ยืนยันว่าตนไม่ได้หลอกใคร กรณีนายเต๋อที่เลิกลากันเพราะนายเต๋อ ไปยุ่งเกี่ยวกับกัญชา มีการทำร้ายร่างกายตน ซึ่งนายเต๋อรู้มาตลอดว่าตนเป็นสาวประเภทสอง ซึ่งในชีวิตของสาวประเภอสอง หากมีสามีมีคนรักก็ดีใจแล้ว แต่นายเต๋อกลับทำร้ายร่างกาย ตนก็ไม่อยู่ ส่วนเรื่องกล่าวาหาว่าตนเอาทองไป 5 บาท ของนายเต๋อ 2 บาท ของพ่อนายเต๋อ 3 บาท ไม่เป็นความจริง เขาโกหก ถ้าเป็นความจริงทำไมเขาไม่แจ้งความจับตนตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนเงินที่ตนจะไปผ่อนรถให้นายเต๋อ และไม่ได้เอาไปส่งงวดนั้น เพราะตนเอาเงินไปจ่ายค่าของ (กัญชา) ให้นายเต๋อ เพราะตนคิดว่ามันเป็นของไม่ดี ถ้าไม่เอาเงินไปจ่ายอาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ นายเต๋อไม่ได้ให้เงินตนเป็นก้อน หรือเปย์อะไรขนาดนั้น   ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายสงสัยเรื่องการใส่ชุดข้าราชการสีกากีนั้น ครูวายืนยันว่า ตนเป็นครูจริงแต่เป็นครูเอกชน ชุดที่ใส่ซื้อมาเองใส่เพื่อประกอบการเรียนการสอนเท่านั้น ในแผนการเรียนการสอนในหน่วยแต่ละหน่วย ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ตนไม่รู้ว่ามันผิด แต่ตนเป็นครูจริงไม่มีใบรับรองแต่มีใบผ่านการอบรมเป็นครู   กรณีที่มีผู้เสียหายระบุว่า ตนเคยแต่งงานที่ จ.ชุมพร นั้นไม่เป็นความจริง ตนเคยแต่งงานกับนายเอ ที่อาศัยอยู่ปทุมธานีคนเดียวเท่านั้น ตอนนี้ผู้เสียหายที่ออกมากล่าวหา บางรายตนไม่รู้จัก ซึ่งตอนนี้ในโลกโซเชียลก็มีการตั้งฉายาตนว่าเป็นแม่มณีสอง ตนไม่ขอออกความเห็นเพราะแม่มณีนั้นไปหลอกคนอื่นแต่ตนไม่ได้หลอก แต่เขาให้ด้วยเสน่ห์หาเอง   อย่างไรก็ตาม อะไรที่ตนผิดตนก็จะยอมรับผิด แต่อะไรที่ตนไม่ผิดตนก็จะออกมาชี้แจงเร็วๆนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่าพร้อมเมื่อไหร่ก็ให้เข้ามาพบ เพราะตนไม่ได้มีหมายเรียกอะไร เพราะมันไม่มีหลักฐานอะไร มันเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง   ทางด้าน พ่อของนายเต๋อ คู่กรณีครูวา ยืนยันว่า ทอง 5บาทหายไปจริง พร้อมพระเครื่อง พอครูวารู้เรื่องก็บอกว่าจะซื้อคืนให้ พ่อก็สงสัยไม่ได้เอาไปจะซื้อคืนทำไม ตอนนั้นพ่อก็กลัวว่าลูกกับครูวาจะทะเลาะกันเลยบอกไม่หาย แต่พอความแตกก็เลยบอกความจริงกับลูกไป ตอนนี้รับไม่ได้กับการกระทำของครูวา ไม่ใช่แค่สาวประเภทสองมาหลอกลูกชายตนแล้ว ยังไปขโมยของไปเรื่อยๆ อยากให้ตำรวจมาจับกุมติดคุกไปเลย เพราะทำลายความรู้สึกของคนอื่นมาก ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/N1KhuIzWgaY

 11,310
ข่าวภูมิภาค
03 ต.ค. 62

จับบิดาแห่งแก๊งควาย ตุ๋นเหยื่อเล่นกำถั่ว มีหน้าม้าทำเป็นขบวนการ ลูกศิษย์เรียนกลโกงนับร้อย

ตำรวจกองปราบจับนายพังพะกาญจน์ กาญจนศักดินากุล อายุ 74 ปี ชาวจ.ภูเก็ต ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่268/2558 ลงวันที่ 26 พ.ค.2562 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับกุมได้ที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่ ต.บ้านโข้ง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี   โดยนายพังพะกาญจน์เป็นหนึ่งในสมาชิกระดับแกนนำของแก๊งมิจฉาชีพ หรือที่เรียกว่าแก๊งควาย ซึ่งเป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่ตระเวนหลอกเหยื่อให้ร่วมเล่นพนันกำถั่ว โดยมิจฉาชีพกลุ่มดังกล่าว จะมีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่มักจะก่อเหตุทางภาคใต้ ภายในกลุ่มจะแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ   โดยเริ่มแรกก็จะให้ผู้ที่รับหน้าที่เป็นหน้าม้า ตระเวนหาเหยื่อ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุมีฐานะร่ำรวย จากนั้นก็เข้าตีสนิทแล้วก็ชักชวนร่วมหุ้นทำธุรกิจต่าง ๆ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อไว้วางใจ ก็จะชักชวนให้ร่วมเล่นพนันกำถั่ว โดยมีผู้ร่วมขบวนการที่เหลือเปิดโรงแรมรอไว้แล้ว   ส่วนวิธีการหลอกเหยื่อก็คือใน 4-5 เกมแรก ผู้รับหน้าที่เป็นเจ้ามือ ก็จะแกล้งยอมให้เหยื่อเป็นฝ่ายชนะได้เงินไปก่อน เมื่อเหยื่อตายใจและอยากเล่นต่อ ในเกมต่อๆมา กลุ่มคนร้ายก็จะเริ่มโกง โดยให้หน้าม้าผู้ร่วมขบวนการ ทำตัวเป็นลูกค้ามาเล่นพนันด้วย ระหว่างนี้ก็ชักชวนเหยื่อพูดคุย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เจ้ามือก็จะแอบหยิบเม็ดถั่วออก จนเหยื่อแทงผิดและเสียเงิน   เมื่อเริ่มเสียพนัน เหยื่อก็จะยิ่งอยากได้เงินคืนมากขึ้น สุดท้ายก็กลับกลายเป็นติดหนี้กลุ่มคนร้าย ต้องเสียเงินทองเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก บางรายถึงกับนำโฉนดที่ดินของตนไปจำนอง เพื่อนำเงินมาคืนให้กับคนร้ายกลุ่มนี้ เมื่อได้เงินเหยื่อมาจนพอใจแล้ว คนร้ายก็จะนำเงินที่ได้มาแบ่งกัน โดยผู้ทำหน้าที่หาเหยื่อมา จะได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด   จากการสอบสวน นายพังพะกาญจน์ ให้การรับสารภาพว่า ตนก่อเหตุดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี จึงมีความช่ำชองจนรับการขนานนามว่าเป็น บิดาแห่งแก๊งควาย ทุกครั้งที่ผ่านมา ตนมักทำหน้าที่เป็นหน้าม้า จะรับบทเป็นเสี่ยใหญ่ หรือนายทุนที่มาร่วมเล่นพนันกับเหยื่อด้วย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายที่เคยถูกตนหลอกมาแล้วเป็นจำนวนมาก   กระทั่งช่วงหลังเมื่ออายุมากขึ้น สภาพร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเก่า จึงได้ผันตัวมาเป็นอาจารย์ มีลูกศิษย์มากกว่า 100 คน คอยสอนและถ่ายทอดวิชากลโกงให้กับสมาชิกใหม่แทน แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่กดดันกวาดล้างอย่างหนัก จึงต้องหลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี กระทั่งถูกจับกุมดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vb7ov1F4j5I

 2,188
สังคม
03 ต.ค. 62

จับบิดาแห่งแก๊งควาย ตุ๋นเหยื่อเล่นกำถั่ว มีหน้าม้าทำเป็นขบวนการ ลูกศิษย์เรียนกลโกงนับร้อย

ตำรวจกองปราบจับนายพังพะกาญจน์ กาญจนศักดินากุล อายุ 74 ปี ชาวจ.ภูเก็ต ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่268/2558 ลงวันที่ 26 พ.ค.2562 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับกุมได้ที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่ ต.บ้านโข้ง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี   โดยนายพังพะกาญจน์เป็นหนึ่งในสมาชิกระดับแกนนำของแก๊งมิจฉาชีพ หรือที่เรียกว่าแก๊งควาย ซึ่งเป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่ตระเวนหลอกเหยื่อให้ร่วมเล่นพนันกำถั่ว โดยมิจฉาชีพกลุ่มดังกล่าว จะมีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่มักจะก่อเหตุทางภาคใต้ ภายในกลุ่มจะแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ   โดยเริ่มแรกก็จะให้ผู้ที่รับหน้าที่เป็นหน้าม้า ตระเวนหาเหยื่อ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุมีฐานะร่ำรวย จากนั้นก็เข้าตีสนิทแล้วก็ชักชวนร่วมหุ้นทำธุรกิจต่าง ๆ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อไว้วางใจ ก็จะชักชวนให้ร่วมเล่นพนันกำถั่ว โดยมีผู้ร่วมขบวนการที่เหลือเปิดโรงแรมรอไว้แล้ว   ส่วนวิธีการหลอกเหยื่อก็คือใน 4-5 เกมแรก ผู้รับหน้าที่เป็นเจ้ามือ ก็จะแกล้งยอมให้เหยื่อเป็นฝ่ายชนะได้เงินไปก่อน เมื่อเหยื่อตายใจและอยากเล่นต่อ ในเกมต่อๆมา กลุ่มคนร้ายก็จะเริ่มโกง โดยให้หน้าม้าผู้ร่วมขบวนการ ทำตัวเป็นลูกค้ามาเล่นพนันด้วย ระหว่างนี้ก็ชักชวนเหยื่อพูดคุย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เจ้ามือก็จะแอบหยิบเม็ดถั่วออก จนเหยื่อแทงผิดและเสียเงิน   เมื่อเริ่มเสียพนัน เหยื่อก็จะยิ่งอยากได้เงินคืนมากขึ้น สุดท้ายก็กลับกลายเป็นติดหนี้กลุ่มคนร้าย ต้องเสียเงินทองเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก บางรายถึงกับนำโฉนดที่ดินของตนไปจำนอง เพื่อนำเงินมาคืนให้กับคนร้ายกลุ่มนี้ เมื่อได้เงินเหยื่อมาจนพอใจแล้ว คนร้ายก็จะนำเงินที่ได้มาแบ่งกัน โดยผู้ทำหน้าที่หาเหยื่อมา จะได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด   จากการสอบสวน นายพังพะกาญจน์ ให้การรับสารภาพว่า ตนก่อเหตุดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี จึงมีความช่ำชองจนรับการขนานนามว่าเป็น บิดาแห่งแก๊งควาย ทุกครั้งที่ผ่านมา ตนมักทำหน้าที่เป็นหน้าม้า จะรับบทเป็นเสี่ยใหญ่ หรือนายทุนที่มาร่วมเล่นพนันกับเหยื่อด้วย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายที่เคยถูกตนหลอกมาแล้วเป็นจำนวนมาก   กระทั่งช่วงหลังเมื่ออายุมากขึ้น สภาพร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเก่า จึงได้ผันตัวมาเป็นอาจารย์ มีลูกศิษย์มากกว่า 100 คน คอยสอนและถ่ายทอดวิชากลโกงให้กับสมาชิกใหม่แทน แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่กดดันกวาดล้างอย่างหนัก จึงต้องหลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี กระทั่งถูกจับกุมดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vb7ov1F4j5I

 2,188
สังคม-อาชญากรรม
03 ต.ค. 62

สาวช้ำ ถูกชายอ้างเป็นเสี่ยหมื่นล้าน คนสนิททักษิณ หลอกแต่งงานทิ้งหนี้ 3.5 ล้าน โดนแฉที่แท้แค่ขายเห็ด

จากกรณีที่ น.ส.ดา (นามสมมติ) อายุ 30 ปี พริตตี้สาวชาว จ.บุรีรัมย์ เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมว่า ถูกนายเชษ (นามสมมติ) อ้างว่าเป็นเสี่ยหมื่นล้าน หลอกให้แต่งงาน จดทะเบียนสมรส   โดยมีการจัดงานแต่งใหญ่โตที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2562 ที่ผ่านมาโดยได้ว่าจ้างออแกไนซ์ ราคา 2.6 ล้านบาท / ค่าโรงแรม 3.8 แสนบาท / ค่าดนตรี 1.2 แสนบาท ค่าเครื่องดื่ม  5 หมื่นบาท / ค่าชุดเจ้าสาว 5.2 หมื่นบาท และค่าชุดเพื่อนเจ้าสาว 3.5 หมื่นบาท   นอกจากนั้นมีการตกลงทำหนังสือสัญญาซื้อขายทองคำหมั้นน้ำหนัก 25 บาท ราคา 860,000 บาท และเช็คเงินสดมูลค่า 1.6. ล้านบาท รวมๆ แล้ว 5,697,000 บาท ซึ่งเธอได้ชำระไปบางส่วนไปแล้วเหลือ 3 ล้าน 5 แสนบาท   โดยนายเชษ ขอให้ออกค่าใช้จ่ายไปก่อนและจะคืนให้หลังจัดงาน แต่จนถึงขณะนี้ยังคงบ่ายเบี่ยง ทำให้ตนเองต้องมาชำระหนี้ก้อนนี้แทน ครอบครัวเดือดร้อนอย่างมาก สุดท้ายทนไม่ไหว จึงได้ขอหย่าขาดเมื่อวันที่ 1 ต.ค.62   ล่าสุด น.ส.ดา เปิดใจว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น ตนยอมรับว่า ผิดเองที่ไว้ใจ เชื่อใจ กับชายคนนี้ แม้คบกันเพียงไม่ถึงเดือนก็แต่งงาน เพราะเชื่อว่าเป็นรักแท้ เขาทำดีกับเราทุกอย่างจนตายใจ ซึ่งล่าสุดได้เซ็นใบหย่าและสลักหลังว่า ขอชดใช้ค่าจัดงานแต่งทั้งหมดเพียงผู้เดียว แต่เหตุการณ์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ได้จ่าย อ้างว่าให้รอรับเงินจากฮ่องกงก่อน เข้าตำราว่า ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย แต่ทางบริษัทที่จัดงานแต่งต่างๆ ก็มาตามทวงเงินตน สร้างความเดือดร้อนไปหมดทั้งครอบครัว   ซึ่งนายเชษ อ้างว่าทำธุรกิจกับต่างประเทศและยังเคยพาผู้เสียหายไปพบกับกลุ่มนักธุรกิจด้วย ทำให้หลงเชื่อทุกๆอย่าง ตอนนี้อยากให้นายเชษ ออกมารับผิดชอบเคลียทุกอย่างก็จบ ยอมรับว่าตอนนี้เครียดและอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด   สำหรับนายเชษนั้น พบว่ามีภูมิลำเนาที่ จ.เพชรบูรณ์ และอาศัยไปในหลายจังหวัด โดยจะอ้างตัวว่าเป็นคนสนิทนักการเมืองชื่อดัง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทำธุรกิจในประเทศฮ่องกง โดยจะบอกว่ามีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน  และไม่ได้หลอกเพียงผู้หญิงเท่านั้น ยังมีหลอกนักธุรกิจชื่อดังร่วมลงทุน เสียเงินหลายล้านบาท   ด้านบ้านฝ่ายหญิงที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ทางญาติบอกว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าเจ้าบ่าวเป็นใคร เห็นเพียงมาแนะนำตัว ไม่กี่ครั้งแล้วก็จัดงานแต่ง โดยฝ่ายชายอ้างว่าทำธุรกิจเครื่องบินเช่าเหมาลำที่ฮ่องกง มีชีวิตหรูหรา มีภาพกับรถหรู อยู่บนเครื่องบิน ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ   พร้อมกันนี้มีรายงานว่าชายคนนี้ทำธุรกิจขายก้อนเชื้อเห็ด เคยแต่งงานกับหญิงอื่นและมักจะหลอกเงินพร้อมทั้งทิ้งหนี้ไว้เช่นเดียวกัน ขณะที่โรงแรมที่จัดงานก็เห็นใจฝ่ายหญิงที่ต้องแบกรับหนี้จากการจัดงานแต่งงาน จึงให้ผ่อนชำระไปก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GxIsvIT2fd0

 58,454
สังคม
03 ต.ค. 62

สาวช้ำ ถูกชายอ้างเป็นเสี่ยหมื่นล้าน คนสนิททักษิณ หลอกแต่งงานทิ้งหนี้ 3.5 ล้าน โดนแฉที่แท้แค่ขายเห็ด

จากกรณีที่ น.ส.ดา (นามสมมติ) อายุ 30 ปี พริตตี้สาวชาว จ.บุรีรัมย์ เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมว่า ถูกนายเชษ (นามสมมติ) อ้างว่าเป็นเสี่ยหมื่นล้าน หลอกให้แต่งงาน จดทะเบียนสมรส   โดยมีการจัดงานแต่งใหญ่โตที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2562 ที่ผ่านมาโดยได้ว่าจ้างออแกไนซ์ ราคา 2.6 ล้านบาท / ค่าโรงแรม 3.8 แสนบาท / ค่าดนตรี 1.2 แสนบาท ค่าเครื่องดื่ม  5 หมื่นบาท / ค่าชุดเจ้าสาว 5.2 หมื่นบาท และค่าชุดเพื่อนเจ้าสาว 3.5 หมื่นบาท   นอกจากนั้นมีการตกลงทำหนังสือสัญญาซื้อขายทองคำหมั้นน้ำหนัก 25 บาท ราคา 860,000 บาท และเช็คเงินสดมูลค่า 1.6. ล้านบาท รวมๆ แล้ว 5,697,000 บาท ซึ่งเธอได้ชำระไปบางส่วนไปแล้วเหลือ 3 ล้าน 5 แสนบาท   โดยนายเชษ ขอให้ออกค่าใช้จ่ายไปก่อนและจะคืนให้หลังจัดงาน แต่จนถึงขณะนี้ยังคงบ่ายเบี่ยง ทำให้ตนเองต้องมาชำระหนี้ก้อนนี้แทน ครอบครัวเดือดร้อนอย่างมาก สุดท้ายทนไม่ไหว จึงได้ขอหย่าขาดเมื่อวันที่ 1 ต.ค.62   ล่าสุด น.ส.ดา เปิดใจว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น ตนยอมรับว่า ผิดเองที่ไว้ใจ เชื่อใจ กับชายคนนี้ แม้คบกันเพียงไม่ถึงเดือนก็แต่งงาน เพราะเชื่อว่าเป็นรักแท้ เขาทำดีกับเราทุกอย่างจนตายใจ ซึ่งล่าสุดได้เซ็นใบหย่าและสลักหลังว่า ขอชดใช้ค่าจัดงานแต่งทั้งหมดเพียงผู้เดียว แต่เหตุการณ์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ได้จ่าย อ้างว่าให้รอรับเงินจากฮ่องกงก่อน เข้าตำราว่า ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย แต่ทางบริษัทที่จัดงานแต่งต่างๆ ก็มาตามทวงเงินตน สร้างความเดือดร้อนไปหมดทั้งครอบครัว   ซึ่งนายเชษ อ้างว่าทำธุรกิจกับต่างประเทศและยังเคยพาผู้เสียหายไปพบกับกลุ่มนักธุรกิจด้วย ทำให้หลงเชื่อทุกๆอย่าง ตอนนี้อยากให้นายเชษ ออกมารับผิดชอบเคลียทุกอย่างก็จบ ยอมรับว่าตอนนี้เครียดและอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด   สำหรับนายเชษนั้น พบว่ามีภูมิลำเนาที่ จ.เพชรบูรณ์ และอาศัยไปในหลายจังหวัด โดยจะอ้างตัวว่าเป็นคนสนิทนักการเมืองชื่อดัง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทำธุรกิจในประเทศฮ่องกง โดยจะบอกว่ามีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน  และไม่ได้หลอกเพียงผู้หญิงเท่านั้น ยังมีหลอกนักธุรกิจชื่อดังร่วมลงทุน เสียเงินหลายล้านบาท   ด้านบ้านฝ่ายหญิงที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ทางญาติบอกว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าเจ้าบ่าวเป็นใคร เห็นเพียงมาแนะนำตัว ไม่กี่ครั้งแล้วก็จัดงานแต่ง โดยฝ่ายชายอ้างว่าทำธุรกิจเครื่องบินเช่าเหมาลำที่ฮ่องกง มีชีวิตหรูหรา มีภาพกับรถหรู อยู่บนเครื่องบิน ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ   พร้อมกันนี้มีรายงานว่าชายคนนี้ทำธุรกิจขายก้อนเชื้อเห็ด เคยแต่งงานกับหญิงอื่นและมักจะหลอกเงินพร้อมทั้งทิ้งหนี้ไว้เช่นเดียวกัน ขณะที่โรงแรมที่จัดงานก็เห็นใจฝ่ายหญิงที่ต้องแบกรับหนี้จากการจัดงานแต่งงาน จึงให้ผ่อนชำระไปก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GxIsvIT2fd0

 58,454
ข่าวภูมิภาค
02 ต.ค. 62

'เสี่ยน็อต' ลวงโลกหลอกจัดคอนเสิร์ต เข้ามอบตัว โจทก์เพียบเต็มโรงพัก

ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย ได้ทำการควบคุมตัว นายสมชาติ ภู่เผือก หรือเสี่ยน็อต อายุ 22 ปี เพื่อทำการสอบปากคำ หลังจากถูกแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในหลายจังหวัด ถึงพฤติกรรมหลอกลวง ทั้งเรื่องเงิน การว่างจ้างการแสดง โดยมีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมทั้งมีดารา นักร้อง นักแสดง ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าที่ได้รับความเสียหายจำนวนมากกว่า 10 คน มาให้ข้อมูล   โดยเหตุการณ์ล่าสุด เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย มีพ่อค้าแม่ค้ามากกว่า 10 คน แจ้งว่าถูกเสี่ยน็อต หลอกให้เข้ามาเช่าแผงขายของ ซึ่งจะจัดงานคอนเสิร์ตใหญ่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 แต่ผู้เสียหายเห็นว่าไม่มีการประชาสัมพันธ์งาน จึงได้รวมตัวแจ้งความเอาไว้ เพราะได้เสียเงินค่าจองแผงขายของ คนละ 3,000-10,000 บาท   ขณะเดียวกัน นายโสภณริชญ์ นิลมานนท์ เจ้าของบ้านเช่าที่เสี่ยน็อต เช่าอยู่ปัจจุบันในพื้นที่ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ก็เดินทางมาแจ้งความดำเนินคดีด้วย โดยแจ้งว่าถูกเสี่ยน็อต โกงค่าเช่าบ้าน และยังนำบัตรประชาชนของ นายสมเกียรติ หรูเจริญเกียรติ ชาวกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเป็นบุคคลอื่นมากล่าวอ้างว่าเป็นของตนเอง เพื่อทำสัญญาเช่าบ้าน   ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ได้สอบถามว่าบัตรประชาชนกับตัว เสี่ยน็อตกับปัจจุบันไม่เหมือนกัน เพราะในบัตรประชาชนผอมแต่ตัวจริงอ้วน ซึ่งเสี่ยน็อต แก้ตัวว่าในขณะนั้นป่วยเป็นโรคมะเร็งจึงทำให้ผอม จึงทำให้หลงเชื่อและยอมให้เข้ามาอาศัยในบ้านเช่าได้ โดยที่ผ่านมานับตั้งแต่เสี่ยน็อต เช่าบ้านมา 2 สัปดาห์ ตนเองยังไม่ได้ค่ามัดจำ ค่าเช่าบ้านเลยสักบาทเดียว แต่เมื่อทวงถามก็ถูกบ่ายเบี่ยงก่อนที่เรื่องราวของเสี่ยน็อตถูกเปิดเผยขึ้นครั้งนี้   ด้านเสี่ยน็อตบอกว่า มามอบเพราะแฟนสาวเกลี้ยกล่อมให้มา ตนเองยอมรับความผิดทุกข้อกล่าวหาและไม่ขอสู้คดีใดๆ ที่ตนเองจะจัดงานคอนเสิร์ต ตั้งใจว่าจะหารายได้มาใช้จ่ายส่วนตัวและให้ลูกน้องหากงานสำเร็จ หลังจากลูกน้องเริ่มรู้เกี่ยวกับคดีความที่เคยถูกแจ้งจับที่ สภ.บางบัวทอง และกดดันตนเองจึงติดต่อไปยัง สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เพื่อขอเข้ามอบตัวแต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นในวันนี้ตนเองจึงแจ้งไปยัง สภ.บางบัวทอง จึงได้รับคำแนะนำจากพนักงานสอบสวนให้มามอบตัวที่ สภ.เมืองเชียงราย ตนเองจึงเดินทางมามอบตัวและยอมรับผิด   ทั้งนี้ ขอกราบขอโทษถึงผู้เสียหายทุกคนที่ตนทำไปเพราะเป็นคนคิดน้อยทำไปไม่คิดถึงผลในวันข้างหน้า คิดเละเทะเพราะสมองยังเด็กอยู่ กราบขอโทษศิลปินทุกท่านได้แก่บริษัทแกรมมี่ อาทิ หนุ่มกะลา / ป้าง นครินทร์ / แจ๊ส ชวนชื่น / น้าค่อม /บอล เชิญยิ้ม ฯลณฯ ที่ไว้วางใจตนแต่ตนกฃับทำลายโอกาสลงไป ส่วนงานเกษตรแฟร์ ขอโทษศิลปิน ผู้จัดการที่ทำให้คิวแสดงปั่นป่วนไป หากตนเองจัดงาน ลูกทุ่งเกษตรแฟร์ สำเร็จก็จะนำเงินที่ได้ไปใช้หนี้ซึ่งตนเองไม่มีเจตนาที่จะโกง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JyAo8ln_SsE

 7,830
สังคม
02 ต.ค. 62

'เสี่ยน็อต' ลวงโลกหลอกจัดคอนเสิร์ต เข้ามอบตัว โจทก์เพียบเต็มโรงพัก

ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย ได้ทำการควบคุมตัว นายสมชาติ ภู่เผือก หรือเสี่ยน็อต อายุ 22 ปี เพื่อทำการสอบปากคำ หลังจากถูกแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในหลายจังหวัด ถึงพฤติกรรมหลอกลวง ทั้งเรื่องเงิน การว่างจ้างการแสดง โดยมีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมทั้งมีดารา นักร้อง นักแสดง ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าที่ได้รับความเสียหายจำนวนมากกว่า 10 คน มาให้ข้อมูล   โดยเหตุการณ์ล่าสุด เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย มีพ่อค้าแม่ค้ามากกว่า 10 คน แจ้งว่าถูกเสี่ยน็อต หลอกให้เข้ามาเช่าแผงขายของ ซึ่งจะจัดงานคอนเสิร์ตใหญ่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 แต่ผู้เสียหายเห็นว่าไม่มีการประชาสัมพันธ์งาน จึงได้รวมตัวแจ้งความเอาไว้ เพราะได้เสียเงินค่าจองแผงขายของ คนละ 3,000-10,000 บาท   ขณะเดียวกัน นายโสภณริชญ์ นิลมานนท์ เจ้าของบ้านเช่าที่เสี่ยน็อต เช่าอยู่ปัจจุบันในพื้นที่ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ก็เดินทางมาแจ้งความดำเนินคดีด้วย โดยแจ้งว่าถูกเสี่ยน็อต โกงค่าเช่าบ้าน และยังนำบัตรประชาชนของ นายสมเกียรติ หรูเจริญเกียรติ ชาวกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเป็นบุคคลอื่นมากล่าวอ้างว่าเป็นของตนเอง เพื่อทำสัญญาเช่าบ้าน   ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ได้สอบถามว่าบัตรประชาชนกับตัว เสี่ยน็อตกับปัจจุบันไม่เหมือนกัน เพราะในบัตรประชาชนผอมแต่ตัวจริงอ้วน ซึ่งเสี่ยน็อต แก้ตัวว่าในขณะนั้นป่วยเป็นโรคมะเร็งจึงทำให้ผอม จึงทำให้หลงเชื่อและยอมให้เข้ามาอาศัยในบ้านเช่าได้ โดยที่ผ่านมานับตั้งแต่เสี่ยน็อต เช่าบ้านมา 2 สัปดาห์ ตนเองยังไม่ได้ค่ามัดจำ ค่าเช่าบ้านเลยสักบาทเดียว แต่เมื่อทวงถามก็ถูกบ่ายเบี่ยงก่อนที่เรื่องราวของเสี่ยน็อตถูกเปิดเผยขึ้นครั้งนี้   ด้านเสี่ยน็อตบอกว่า มามอบเพราะแฟนสาวเกลี้ยกล่อมให้มา ตนเองยอมรับความผิดทุกข้อกล่าวหาและไม่ขอสู้คดีใดๆ ที่ตนเองจะจัดงานคอนเสิร์ต ตั้งใจว่าจะหารายได้มาใช้จ่ายส่วนตัวและให้ลูกน้องหากงานสำเร็จ หลังจากลูกน้องเริ่มรู้เกี่ยวกับคดีความที่เคยถูกแจ้งจับที่ สภ.บางบัวทอง และกดดันตนเองจึงติดต่อไปยัง สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เพื่อขอเข้ามอบตัวแต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นในวันนี้ตนเองจึงแจ้งไปยัง สภ.บางบัวทอง จึงได้รับคำแนะนำจากพนักงานสอบสวนให้มามอบตัวที่ สภ.เมืองเชียงราย ตนเองจึงเดินทางมามอบตัวและยอมรับผิด   ทั้งนี้ ขอกราบขอโทษถึงผู้เสียหายทุกคนที่ตนทำไปเพราะเป็นคนคิดน้อยทำไปไม่คิดถึงผลในวันข้างหน้า คิดเละเทะเพราะสมองยังเด็กอยู่ กราบขอโทษศิลปินทุกท่านได้แก่บริษัทแกรมมี่ อาทิ หนุ่มกะลา / ป้าง นครินทร์ / แจ๊ส ชวนชื่น / น้าค่อม /บอล เชิญยิ้ม ฯลณฯ ที่ไว้วางใจตนแต่ตนกฃับทำลายโอกาสลงไป ส่วนงานเกษตรแฟร์ ขอโทษศิลปิน ผู้จัดการที่ทำให้คิวแสดงปั่นป่วนไป หากตนเองจัดงาน ลูกทุ่งเกษตรแฟร์ สำเร็จก็จะนำเงินที่ได้ไปใช้หนี้ซึ่งตนเองไม่มีเจตนาที่จะโกง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JyAo8ln_SsE

 7,830
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ส.ค. 62

'หมอแล็บแพนด้า' โพสต์เตือนมิจฉาชีพอ้างเป็นหมอจีน หลอกขายยาคนแก่เกือบหมื่น

เพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า โพสต์คลิปเตือนภัยระบุว่า มีชายชาวจีนคนหนึ่ง สามารถพูดไทยได้บ้าง อายุประมาณ 50-60 ปี อ้างว่าเป็นหมอจีนจากโรงพยาบาล เดินเข้าไปตีสนิทเจ้าของร้ายขายของชำ ทำทีจับจุดวินิจฉัยโรคแล้วเขียนใบสั่งยาจีนให้ไปซื้อต้มเอง   แต่เขียนไปเขียนมากลับบอกว่า อาการป่วยหนักมากและตัวยาที่ต้องใช้ไม่มีขายในประเทศไทย ซึ่งตัวหมอมียาตัวนี้พอดีเลยหลอกขายในราคาเกือบหมื่นบาท     โดยเป้าหมายของมิจฉาชีพคือ จะหาบ้านหรือร้านค้าที่มีคนสูงอายุอยู่ตามลำพัง พยายามตีสนิทและหลอกถามอาการต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลแบบที่เหยื่อไม่รู้ตัว ซึ่งมิจฉาชีพพวกนี้จะพอมีความรู้อยู่บ้างและจะเดาอาการกว้างๆ เช่น ปวดข้อ ปวดเอว ปวดเข่า ปวดประจำเดือน ซึ่งมีโอกาสตรงกับอาการของเหยื่อ   ทำให้มีคนหลงเชื่อ โดยยาที่นำมาหลอกขายนั้นมีทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ไม่ควรเสี่ยงรับประทาน หากเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล จึงฝากเตือนให้ประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eq-6SBp_-lE

 1,271
บันเทิง
21 ส.ค. 61

‘แพทตี้’นางแบบเซ็กซี่ ร้อง ปอท. เอาผิดหนุ่มแฝงตัวเป็นนักแสดง หลอกลวงสาวในกองถ่าย

แพทตี้ เขมิกา หัสโก นางแบบสาวเซ็กซี่ ร้อง ปอท. ดำเนินคดีกับเจ้าของเฟซบุ๊กแฝงตัวเป็นนักแสดงในกองถ่าย หลอกลวงหญิงสาวและบางรายถูกนำคลิปโพสต์ลงเฟซบุ๊กข่มขู่   นางสาวเขมิกา หัสโก หรือ แพทตี้ นางแบบสาวเซ็กซี่ และนักร้องอิสระ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้ดำเนินคดีกับเจ้าของเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า ณัฐพงศ์ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาหมิ่นประมาท และทำให้เสียชื่อเสียง หลังจากที่ถูกเจ้าของเฟซบุ๊กรายดังกล่าวทักข้อความมาหาเพื่อนัดเจอ โดยอ้างตัวเป็นดาราและเจ้าของร้านทอง จะขอรับเลี้ยงดูแลโดยให้เงินเดือน แต่ตนเองไม่ได้สนใจและตอบปัดไปทำนองประชดประชันว่าหากจะเลี้ยงดูต้องโอนเงินมาทันที 200,000 บาท โดยไม่คิดว่าทางฝ่ายนั้นจะนำข้อความดังกล่าวไปแอบอ้างว่าเคยเจอตนเองและมีความสัมพันธ์ด้วยกันจนโอนเงินให้ และใช้ถ้อยคำหยาบคายประมาทว่าตนเองเหมือนผู้หญิงขายตัว ที่เจอกันครั้งแรกก็เรียกเงิน 2 แสนบาท    นางสาวเขมิกา กล่าวว่า หลังจากที่ตัวเองทราบเรื่องจึงได้นำเรื่องดังกล่าวโพสต์หน้าเฟซบุ๊กเพื่อเตือนภัย ปรากฎว่ามีผู้เสียหายอีกหลายคนส่งข้อความมาบอกว่า เคยถูกชายคนดังกล่าวหลอกให้ไปพบ บางรายหลงเชื่อก็ไปแต่กลับถูกลวนลาม และนำคลิปบางส่วนมาข่มขู่ ซึ่งการที่กล้าออกมาพูดในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นภัยต่อผู้หญิง และทำให้ตนเองได้รับความเสื่อมเสีย ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด    ส่วนผู้เสียหายอีกราย ระบุว่า ตนเองเคยพบชายคนดังในกองถ่าย ซึ่งทำงานเป็นนักแสดงตัวประกอบและจะพยายามตีสนิทกับผู้หญิงในกองถ่าย ทั้งนักแสดงตัวประกอบ และนักแสดงหลัก โดยจะแอบอ้างว่าเป็นดารามีฐานะมีกิจการหอพัก และร้านทอง ต้องการหาผู้หญิงมาเลี้ยงดู ซึ่งก็มีผู้หญิงหลายคนที่เจอในลักษณะแบบนี้ ขณะที่พนักงานสอบสวน ได้รับคำร้องทุกข์ดังกล่าวไว้ โดยเตรียมตรวจสอบเฟซบุ๊กทั้ง 9 เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อเดียวกัน ว่าใครเป็นเจ้าของ และมีพฤติกรรมตามที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้หรือไม่

 2,414

Top