ค้นหา :

ผลการค้นหา "หลอกลวง"

แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ส.ค. 62

'หมอแล็บแพนด้า' โพสต์เตือนมิจฉาชีพอ้างเป็นหมอจีน หลอกขายยาคนแก่เกือบหมื่น

เพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า โพสต์คลิปเตือนภัยระบุว่า มีชายชาวจีนคนหนึ่ง สามารถพูดไทยได้บ้าง อายุประมาณ 50-60 ปี อ้างว่าเป็นหมอจีนจากโรงพยาบาล เดินเข้าไปตีสนิทเจ้าของร้ายขายของชำ ทำทีจับจุดวินิจฉัยโรคแล้วเขียนใบสั่งยาจีนให้ไปซื้อต้มเอง   แต่เขียนไปเขียนมากลับบอกว่า อาการป่วยหนักมากและตัวยาที่ต้องใช้ไม่มีขายในประเทศไทย ซึ่งตัวหมอมียาตัวนี้พอดีเลยหลอกขายในราคาเกือบหมื่นบาท     โดยเป้าหมายของมิจฉาชีพคือ จะหาบ้านหรือร้านค้าที่มีคนสูงอายุอยู่ตามลำพัง พยายามตีสนิทและหลอกถามอาการต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลแบบที่เหยื่อไม่รู้ตัว ซึ่งมิจฉาชีพพวกนี้จะพอมีความรู้อยู่บ้างและจะเดาอาการกว้างๆ เช่น ปวดข้อ ปวดเอว ปวดเข่า ปวดประจำเดือน ซึ่งมีโอกาสตรงกับอาการของเหยื่อ   ทำให้มีคนหลงเชื่อ โดยยาที่นำมาหลอกขายนั้นมีทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ไม่ควรเสี่ยงรับประทาน หากเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล จึงฝากเตือนให้ประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eq-6SBp_-lE

 993
ครอบครัวบันเทิง
21 ส.ค. 61

‘แพทตี้’นางแบบเซ็กซี่ ร้อง ปอท. เอาผิดหนุ่มแฝงตัวเป็นนักแสดง หลอกลวงสาวในกองถ่าย

แพทตี้ เขมิกา หัสโก นางแบบสาวเซ็กซี่ ร้อง ปอท. ดำเนินคดีกับเจ้าของเฟซบุ๊กแฝงตัวเป็นนักแสดงในกองถ่าย หลอกลวงหญิงสาวและบางรายถูกนำคลิปโพสต์ลงเฟซบุ๊กข่มขู่   นางสาวเขมิกา หัสโก หรือ แพทตี้ นางแบบสาวเซ็กซี่ และนักร้องอิสระ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้ดำเนินคดีกับเจ้าของเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า ณัฐพงศ์ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาหมิ่นประมาท และทำให้เสียชื่อเสียง หลังจากที่ถูกเจ้าของเฟซบุ๊กรายดังกล่าวทักข้อความมาหาเพื่อนัดเจอ โดยอ้างตัวเป็นดาราและเจ้าของร้านทอง จะขอรับเลี้ยงดูแลโดยให้เงินเดือน แต่ตนเองไม่ได้สนใจและตอบปัดไปทำนองประชดประชันว่าหากจะเลี้ยงดูต้องโอนเงินมาทันที 200,000 บาท โดยไม่คิดว่าทางฝ่ายนั้นจะนำข้อความดังกล่าวไปแอบอ้างว่าเคยเจอตนเองและมีความสัมพันธ์ด้วยกันจนโอนเงินให้ และใช้ถ้อยคำหยาบคายประมาทว่าตนเองเหมือนผู้หญิงขายตัว ที่เจอกันครั้งแรกก็เรียกเงิน 2 แสนบาท    นางสาวเขมิกา กล่าวว่า หลังจากที่ตัวเองทราบเรื่องจึงได้นำเรื่องดังกล่าวโพสต์หน้าเฟซบุ๊กเพื่อเตือนภัย ปรากฎว่ามีผู้เสียหายอีกหลายคนส่งข้อความมาบอกว่า เคยถูกชายคนดังกล่าวหลอกให้ไปพบ บางรายหลงเชื่อก็ไปแต่กลับถูกลวนลาม และนำคลิปบางส่วนมาข่มขู่ ซึ่งการที่กล้าออกมาพูดในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นภัยต่อผู้หญิง และทำให้ตนเองได้รับความเสื่อมเสีย ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด    ส่วนผู้เสียหายอีกราย ระบุว่า ตนเองเคยพบชายคนดังในกองถ่าย ซึ่งทำงานเป็นนักแสดงตัวประกอบและจะพยายามตีสนิทกับผู้หญิงในกองถ่าย ทั้งนักแสดงตัวประกอบ และนักแสดงหลัก โดยจะแอบอ้างว่าเป็นดารามีฐานะมีกิจการหอพัก และร้านทอง ต้องการหาผู้หญิงมาเลี้ยงดู ซึ่งก็มีผู้หญิงหลายคนที่เจอในลักษณะแบบนี้ ขณะที่พนักงานสอบสวน ได้รับคำร้องทุกข์ดังกล่าวไว้ โดยเตรียมตรวจสอบเฟซบุ๊กทั้ง 9 เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อเดียวกัน ว่าใครเป็นเจ้าของ และมีพฤติกรรมตามที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้หรือไม่

 2,122
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.ค. 61

กองปราบรวบสาวแสบแอบอ้างสนิท 'บิ๊กป้อม' ตุ๋นวิ่งล้มคดี 'เมจิกสกิน' สูญเงิน6ล้าน

กองปราบฯ จับกุม นางวรกานต์ ดวงจันทร์ อายุ 47 ปี ในข้อหา “เรียกรับ หรือยอมที่จะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตัวเอง เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย ให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ อันเป็นเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด และฉ้อโกง”       หลังมีพฤติกรรมหลอกเรียกรับเงินจากเจ้าของบริษัทรับผลิตอาหารเสริมและเครื่องสำอางแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถูกพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. พร้อมกำลังเข้าตรวจค้น และตรวจยึดผลิตภัณฑ์ของโรงงานดังกล่าว นำส่งให้กับทางเจ้าหน้าที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำการตรวจสอบมาตรฐานและคุณภาพ หลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเมจิกสกิน   ทางผู้เสียหายจึงได้เข้าไปติดต่อขอคำปรึกษากับนางวรกานต์ ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและยาสมุนไพร และเป็นผู้กว้างขวางในวงการเครื่องสำอาง เพราะเชื่อว่าน่าจะให้การช่วยเหลือทางคดีได้ ก่อนมีการนัดพบเจอกันที่โรงงานแห่งหนึ่ง ใน ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.ลพบุรี ซึ่งนางวรกานต์อ้างว่าเป็นโรงงานของตนเอง   เบื้องต้นนางวรกานต์ อ้างว่ารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายต่อหลายคน สามารถวิ่งเต้นเคลียร์คดีดังกล่าวได้ และรู้จักกับแอดมินเพจที่นำเรื่องราวของคดีเมจิกสกินมาเปิดเผย สามารถปิดข่าวเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องมีค่าดำเนินการต่างๆในการวิ่งเต้นทางคดีและปิดข่าว จำนวน 6 ล้านบาท ผู้เสียหายหลงเชื่อยอมจ่ายเงินในจำนวนดังกล่าว โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด งวดละ 2,000,000 บาท จนครบตามจำนวน     นอกจากนี้นางวรกานต์ ยังได้เรียกเงินจากผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกจำนวน 3 แสนบาท อ้างว่ามีชาวบ้านใน จ.ขอนแก่น 2 รายรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของผู้เสียหายเข้าไปแล้วป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวที่ รพ. ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อ ยอมจ่ายเงินดังกล่าวเพิ่มเติมเข้าไปให้อีก กระทั่งผู้เสียหายเริ่มเอะใจ ตรวจสอบกับทางหน่วยงานที่รับผิดชอบ จนทราบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการแอบอ้าง จึงพยายามเจรจาเพื่อขอเงินคืน โดยนางวรกานต์ ยอมจ่ายเงินคืนให้แค่ 1 ล้านบาท แต่ต่อมากลับขอให้ผู้เสียหายนำเงิน 1 ล้านบาทมาคืน อ้างว่าผู้ใหญ่ที่วิ่งเต้นทางคดีให้ไม่พอใจหลังจากทราบเรื่องว่ามีการคืนเงินให้   ทางผู้เสียหายจึงได้เข้าปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนมีการวางแผนนัดมอบเงินจำนวน 1 ล้านบาท ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านหลักสี่ เมื่อส่งมอบเงินเสร็จสิ้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่กองปราบปราม   ทั้งนี้จากการสอบสวน นางวรกานต์ ให้การรับสารภาพ อ้างว่าเพิ่งทำเป็นครั้งแรก แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมด เนื่องจากเชื่อว่าผู้ต้องหารายนี้ น่าจะเคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว กับผู้ประกอบการโรงงานผลิตอาหารเสริมและเครื่องสำอางอีกหลายราย เบื้องต้นจึงแจ้งข้อหา ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป                                ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/uJjJW2ehCe0  

 2,291
แชร์ออฟเดอะเดย์
06 มิ.ย. 61

วิจารณ์หญิงร่ายรำ อ้างเป็น 'ร่างทรงพุ่มพวง' คาดไม่ป่วยก็หลอกลวง 'จันทน์จวง ดวงจันทร์' วอนให้เกียรติครอบครัว

เพจเฟซบุ๊ก ‘คุณท้าวศรีสุวรรณภิรมย์ภักดี’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอ เป็นลักษณะคล้ายกับพิธีบวงสรวง ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่ง พร้อมกับข้อความว่า ‘ร่างทรงแม่พุ่มพวง ดวงจันทร์ กำลังร่ายรำอย่างสง่างามเลยเจ้าค่ะ #โปรดใช้จักรยานในการรับชม’ ความยาว 11.08 น. ซึ่งภายในงานพิธีดังกล่าวมีกลุ่มคนต่างแต่งกายด้วยชุดฤษี-ชุดขาว นั่งอยู่ในเต้นท์ที่มีการเตรียมไว้   โดยตอนต้นคลิปวิดีโอพิธีกรได้ประกาศช่วงหนึ่งว่า “น้อมถวายองค์ประธาน คุณแม่พุ่มพวง ดวงจันทร์ นักร้องบ้านนอก...” จากนั้นดนตรีก็บรรเลงเพลงนักร้องบ้านนอก พร้อมกับมีหญิงรายหนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีแดงเดินเข้ามาในเต้นท์   มุ่งหน้าไปกราบที่ตักของหญิงชุดขาวที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ไม้ จากนั้นหญิงชุดแดงได้เดินไปที่ด้านหน้าโต๊ะเครื่องบูชาที่มีการจัดเตรียมไว้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับเต้นประกอบบทเพลง 3 บทเพลง คือ นักร้องบ้านนอก / คนดังลืมหลังควาย / แต่งงานกันเฮอะ (เพลงนี้เป็นเพลงของจันทร์จวง ดวงจันทร์ ซึ่งเป็นน้องสาวของแม่พุ่มพวง ดวงจันทร์) หลังจากครบทั้ง 3 บทเพลงหญิงรายดังกล่าวก็ล่มลงกราบกับพื้นจนกระทั่งมีชายชุดสีขาวเดินเข้ามาพยุงหญิงชุดแดงกลับเข้าไปนั่งในเต้นท์   หลังจากที่มีการแชร์คลิปดังกล่าวออกไปก็มีคนเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมเกี่ยวกับพิธีดังกล่าวเป็นจำนวนมาก   ทางทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ได้ไปพูดคุยกับ คุณจันทน์จวง ดวงจันทร์ หรือไก่ น้องสาวของพุ่มพวง ดวงจันทร์ เผยว่า ตอนเห็นคลิปตนรู้สึกโกรธมาก รวมไปถึงแฟนเพลงของพุ่มพวงด้วย แต่พอผ่านไปสักพักตนกลับรู้สึกสงสารมากกว่าว่าที่ทำแบบนี้ เพราะเขาอาจมีอาการป่วย ส่วนเรื่องจะเอาผิดหรือไม่นั้น ต้องดูว่ามีใครได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำนี้หรือไม่   คุณไก่ กล่าวต่อด้วยว่า หากเป็นเมื่อ 3 ปีก่อน ถ้าแม่ของตนยังแข็งแรงอยู่ ถ้าได้เห็นคลิปนี้จะต้องเอาเรื่องอย่างแน่นอน โดยส่วนตัวตนมองว่าเรื่องร่างทรงพุ่มพวงนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะขนาดญาติพี่น้องยังไม่มีใครทำได้เลย ตนเข้าใจว่าเป็นความเชื่อ แต่ก็ไม่ควรเอามาทำแบบนี้ออกสื่อ อยากให้หยุดสิ่งที่ทำอยู่ เพราะเป็นการให้เกียรติคนในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ และอย่างน้อยก็ยังไม่มีใครไปแจ้งความ    ด้านทนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ เผยกับทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดการกระทำ 2 ข้อด้วยกันคือ   1. นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ประชาชนหลงเชื่อหรือเกิดความเสียหาย ซึ่งในกรณีนี้ลูกหลานหรือแฟนคลับที่รักพุ่มพวงหากดูแล้วเกิดความไม่สบายใจก็สามารถเอาผิดได้ หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพุ่มพวงหากดูคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วรู้สึกไม่สบายใจก็สามารถกล่าวโทษได้เช่นกัน   2. ต้องดูเจตนาของร่างทรงพุ่มพวงร่างนี้ว่ามีเจตนาหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อ หรือหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนหรือไม่ ถ้าประชาชนหลงเชื่อไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ แล้วร่างทรงหรือพรรคพวกได้มาซึ่งทรัพย์สินก็จะมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341   ขณะที่ ผศ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ผู้ที่ทำการทรงร่างต่างๆ อาจเป็นได้หลายรูปแบบ เช่น 1. มีอาการป่วยจริง 2. ไม่ได้มีอาการป่วยใดๆ แต่ตั้งใจทำเพื่อหลอกลวงให้คนเชื่อ 3. อาจจะเป็นร่างทรงจริง มีการทรงวิญญาณจริง หรืออาจเป็นวิญญาณที่ปราถนาดี อยากมาช่วยมนุษย์จริงๆ ก็ได้ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ต้องใช้วิจารณญาณของแต่ละคน   ผศ.นพ.ภุชงค์ กล่าวต่อด้วยว่า แต่ถ้าคนเรา ต้องการแก้ปัญหาชีวิตจริงๆ ก็ควรจะแก้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ควรหวังกับสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WzMaPv1PFRA

 15,710
สังคม-อาชญากรรม
03 พ.ค. 61

ไม่เข็ด! รวบหนุ่มเปิดเฟซบุ๊ก-แอบใส่รูปปธ.บอร์ดกองสลากหลอกให้เลขเด็ดแล้วเก็บเงิน เคยก่อเหตุ-โดนจับมาก่อน

พลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่าหลังตัวแทนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้เฟซบุ๊ก "หวยลับ วงในหวยประมูล" และปลอมรูปโปรไฟล์ ของพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยหลอกลวงให้เลขเด็ดแก่ประชาชนแล้วเรียกเก็บเงินค่าสมาชิก    ตำรวจจึงสืบสวนสอบได้และจับกุมนายสมศักดิ์ สุขมั่น ได้ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมยึดของกลางเป็นสมุดบัญชีธนาคารจำนวน 4 เล่ม, โทรศัพท์มือถือ และสมุดบันทึกใบ้หวย จากการสอบปากคำนายสมศักดิ์ยอมรับว่า ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวหลอกลวงผู้เสียหาย โดยนำรูปภาพของพลเอกอภิรัชต์เป็นรูปโปรไฟล์เพื่อความน่าเชื่อถือ และโพสต์หลอกให้เลขเด็ดเป็นเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว พร้อมอ้างว่าเป็นเลขที่ประมูลมาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเก็บค่าสมาชิกรายละ 50,000 บาท    จากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 โดยอ้างชื่อเป็นพลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ แล้วเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกรายละ 30,000 บาท เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ชักชวนให้ผู้อื่นเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต, หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและนำภาพของผู้อื่นเข้าระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปเข้าถึงได้ซึ่งเกิดจากการสร้างขึ้นโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีอื่นโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง   ด้านสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลฝากเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อกับขบวนการหลอกลวง โดยขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการออกรางวัลของกองสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ได้มาตรฐานสากล แต่ทั้งนี้หากประชาชนท่านใดสงสัยสามารถโทรสอบถามข้อมูลได้ที่เบอร์ 02-528-9999, 02-345-1466 

 2,023
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
01 พ.ค. 61

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า คุยข่าวจับ 'ป้าติ้น' กุเรื่องถูกเพื่อนขโมยหวยรางวัลที่1 สองงวดซ้อน

  ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ คุยข่าวความคืบหน้าคดีหวยอลเวง หลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.1 บก.ป. จับกุมนางเรวดี หรือ ป้าติ้น คาด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย และจับกุมนางวิไลพร หรือป้าเล็ก ได้ที่หน้าบ้านพักย่านวัฒนา หลังศาลจังหวัดมีนบุรีออกหมายจับในข้อหาร่วมกันแจ้งความอันเป็นเท็จ โดยรู้อยู่ว่ามิได้มีการกระทำผิด ขึ้นแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา ซึ่งทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย โดยเจตนาเพื่อกลั่นแกล้ง ให้บุคคลได้รับโทษ หรือรับโทษหนักขึ้น และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา   สืบเนื่องจากกรณีก่อนหน้านี้นางเรวดี เข้าแจ้งความอ้างว่าถูกนางจรูญ ยักยอกหวย 30 ล้านบาท งวดวันที่ 1 เม.ย.2560 ที่ร่วมกันซื้อจากแผงวัดคำชะโนด จ.อุดรธานี โดยก่อนหน้านี้นางเรวดี ยังได้ไปแจ้งความเอาผิดนางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ หรือป้าดา ที่ สน.ประเวศ ในลักษณะเดียวกัน โดยอ้างว่าถูกหวย 30 ล้าน 2 ปีซ้อน คืองวดวันที่ 1 เม.ย.59 และปี 2560 แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการกุเรื่องขึ้นมาทั้งหมด   ด้านนางสุดารัตน์ และ นางจรูญ เชื่อว่าคำสาบานศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เพราะเขาได้รับผลตามที่สาบานไป ตนไม่มีอะไรจะพูด เพราะนางเรวดีได้รับกรรมที่ก่อไปแล้ว   โดยคุณชูวิทย์วิเคราะห์คดีนี้ว่า การที่คนจะถูกรางวัลที่ 1 ถึงสองงวดซ้อนตามที่ป้าติ้นกล่าวอ้างนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย แต่สุดท้ายคดีหวยก็ไม่ปรากฏว่ามีคนผิดที่ชัดเจน พร้อมแนะนำเวลาซื้อหวยอย่าไปหุ้นกับคนอื่นจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา     โดนก่อนหน้านี้นางเรวดี ยังได้ไปแจ้งความเอาผิดนางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ หรือป้าดา ที่ สน.ประเวศ ในลักษณะเดียวกัน โดยอ้างว่าถูกหวย 30 ล้าน 2 ปีซ้อน คืองวดวันที่ 1 เม.ย.59 และปี 2560 จึงเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะถูกนางเรวดีกลั่นแกล้ง               ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/OCZqMCLDg7U

 3,573
สังคม-อาชญากรรม
20 เม.ย. 61

สาวไทยกว่า 40 ราย ร้องปคม. ถูกแก๊งสามสาวแสบหลอกไปนวดสปาที่มัลดีฟ ก่อนเชิดเงินนับล้านหนีลอยนวล

ที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ ปคม. มีผู้เสียหายกว่า 40 คน เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.พิศมัย ฉ่ำผักแว่น หรือ ยุ้ย และน.ส.จินตนา วงศ์วิชา หรือพลอย และน.ส.เพชรทัย ไตรนารา หรือเพชร หลังหลอกลวงไปทำงานนวดสปาที่โรงแรมแห่งหนึ่งบนหมู่เกาะมัลดีฟ   โดยหนึ่งในผู้เสียหายเล่าว่า มีอาชีพนวดสปาอยู่แล้ว และมีเพื่อนๆ ในกลุ่มไลน์และเฟซบุ๊กแนะนำไปทำงานนวดสปาที่ เกาะมัลดีฟ โดยได้ค่าตอบแทนขั้นต่ำวันละ 2,000 บาท มีที่พัก อาหาร และชุดยูนิฟอม์ฟรี แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน และที่พัก ในราคา 25,000 บาท โดยผู้ก่อเหตุทั้งสามคนจะพยายามโน้มน้าวจูงใจ เล่ารายละเอียดการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ค่าตอบแทน ทำให้หลงเชื่อ ตนเห็นว่ารายได้ดี ตกเดือนละไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นบาท ส่วนรายได้พิเศษอื่นๆ ก็อยู่ที่ตกลงกับนายจ้าง จึงสอบถามไปยังไลน์ของกลุ่ม นวดมัลดีฟ และโอนเงินให้ โดยไม่คิดว่าจะถูกหลอก เพราะผู้ก่อเหตุส่งรูปที่พัก ที่ทำงาน และเล่าเรื่องราวของคนที่ทำงานและประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงเชื่อใจ พอโอนเงินไปผู้ก่อเหตุก็ออกจากไลน์กลุ่ม ปิดเพจ และติดต่อไม่ได้อีกเลย   ด้าน พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รอง ผบก.ปคม กล่าวว่า กรณีนี้มีผู้เสียหายทยอยแจ้งความตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้รวมแล้ว 49 ราย และจากการสอบปากคำพบว่าน่าจะมีผู้เสียหายไม่ต่ำกว่า 100 ราย เบื้องต้นจากรสอบปากคำ เข้าข่ายเป็นความผิดตามพรบ.แรงงาน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งได้ประสานงานให้ตัวแทนกรมการจัดหางานเข้าร่วมสอบปากคำรวมทั้งได้ประสาน ปปง.ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบัญชีผู้ก่อเหตุทั้งสามราย   จากนี้จะรวบรวมรายละเอียดผู้เสียหายทั้งหมด ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลคดีนี้ และเร่งติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีโดยเร็ว และขอเตือนสาวๆ ที่จะไปทำงานต่างประเทศให้ตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ และอย่าไว้ใจกลุ่มโซเชียลต่างๆ เพราะปัจจุบันมีมิจฉาชีพที่ใช้โซเชียล หลอกลวงผู้เสียหายมาแล้วหลายราย และหากผู้เสียหายคนใดถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งสาวรายหลอก ก็สามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีได้ที่ ปคม.     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zLN3wjar_n4  

 2,756
สังคม-อาชญากรรม
17 เม.ย. 61

จับ บ.ทัวร์หลอกขายทริปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ ลอยแพเหยื่อนับร้อย เสียหายกว่า10ล้าน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว แถลงจับกุม 6 ผู้ต้องหาฉ้อโกงประชาชน หลังหลอกขายทริปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะก่อนจะลอยแพนักท่องเที่ยวนับร้อยคน เสียหายกว่า 10 ล้านบาท    สืบเนื่องจากผู้เสียหายกว่า 44 คน เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายถาวร เจ้าของบริษัทและพวก หลังซื้อแพ็กเก็จทัวร์ 3 วัน 2 คืน เพื่อท่องเที่ยวที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล หมู่เกาะกระบี่ เกาะช้าง จ.ตราด ผ่านทางออนไลน์ เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว กลับไม่ได้ไปท่องเที่ยวได้จริงตามที่กล่าวอ้างไว้ ก่อนที่ต่อมาจะสืบจนพบว่ามีผู้เสียหายที่ถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน มีจำนวนรวมกว่า 1,600 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท นำไปสู่การออกหมายจับนายถาวรและกรรมการบริษัทรวม 8 คน ซึ่งขณะนี้สามารถจับกุมได้แล้ว 7 คน เหลือนายประทีป แก้วนนท์ ผู้ต้องหารายสำคัญที่อยู่ระหว่างหลบหนี ตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนและมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย     ทั้งนี้นายประทีป ก่อนที่จะมาเป็นผู้จัดการบริษัทนี้ พบว่าเคยทำงานในบริษัททัวร์อื่นๆจำนวนมาก และมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันหลายครั้ง มีหมายจับข้อหาฉ้อโกงประชาชนติดตัวหลายมาก และเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจอย่างมาก จึงฝากว่าใครมีเบาะแสให้รีบแจ้งมาได้ทันที     เบื้องต้นผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมมีทั้งรับสารภาพและภาคเสธ พร้อมซัดทอดว่านายประทีปนำเงินบริษัทหลบหนีไป ซึ่งตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ อยู่ระหว่างสอบสวนโดยละเอียด                       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/IxudsJAGJLo

 4,121
สังคม-อาชญากรรม
13 เม.ย. 61

รวบ 3 หนุ่มไนจีเรีย แก๊ง 'แสร้งรักออนไลน์' ใช้รูปโปรไฟล์เป็นหนุ่มหล่อ แชทหลอกเงินเหยื่อสาว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว  พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม แถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายโรมานซ์ สแกม (Romance Scam) หรือแก๊งแสร้งรักออนไลน์ หลังสามารถรวบผู้ต้องหาชาวไนจีเรียได้จำนวน 3 ราย  ได้แก่ นายอาจิเค อาเจโล มาร์ตินส์ อายุ 39 ปี นายเอ็นนัมดี เอลวิส เอเซห์  อายุ 39 ปี และนายอูโซชุกวู เจโรม เอเซเนเช อายุ 41 ปี ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงเป็นบุคคลอื่น   พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ระบุว่า คนร้ายกลุ่มนี้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายมาตั้งแต่ ก.ค. 60 ผ่านทางสังคมออนไลน์หรือเฟซบุ๊ก โดยแบ่งหน้าที่กันหลอกผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีพฤติกรรมใช้รูปโปรไฟล์หน้าตาดีหลอกคุยกับผู้เสียหาย แล้วอ้างว่ามีสินค้าที่จะส่งเป็นของขวัญให้ผู้เสียหาย แต่ติดขั้นตอนศุลกากร ให้ผู้เสียหายโอนเงินมาช่วยเหลือเพื่อนำสินค้าออกไป เมื่อผู้เสียหายหลงเขื่อโอนเงินมาก็จะปิดเฟซบุ๊กหนีทันที                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/c1b6Z1XU59M

 15,945
สังคม-อาชญากรรม
01 เม.ย. 61

เหยื่อร้อง 'ปวีณา' ถูกสาวแสบอ้างชื่อมูลนิธิฯ หลอกให้โอนเงิน

  เหยื่อร้องนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ หลังถูก น.ส.วิไลลักษณ์ อินทรพิทักษ์ อายุ 37 ปี มิจฉาชีพแสบอ้างชื่อมูลนิธิฯ โทรศัพท์ไปหลอกลวงว่าจะมีผู้ใจบุญบริจาคช่วยเหลือครอบครัวตนที่ต้องเลี้ยงลูกพิการทางสมอง จนหลงเชื่อโอนเงินไปให้ 5,000 บาท แต่หลังจากนั้นอีกฝ่ายกลับบ่ายเบี่ยงและโอนเงินคืนมาเพียง 3,000 บาทเท่านั้น ตนไม่อยากให้ใครต้องมาถูกหลอกอีก จึงมาแจ้งความที่ สน.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ไว้เป็นหลักฐานและแจ้งมูลนิธิปวีณาฯ ให้ทราบเรื่อง          ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6_JymuvPdJY

 3,467
สังคม-อาชญากรรม
25 ม.ค. 61

เจ้าของเต็นท์รถ จ่อเจรจาคืนรถ-ยกหนี้ให้ 2 ผัวเมียโดนอุ้ม แลกกับให้ประกันตัวลูกน้อง วอนเห็นใจมีลูกเล็ก

ความคืบหน้ากรณี 3 พ่อแม่ลูก เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองเลย ว่าถูกชายฉกรรจ์ 4 คน ใช้อาวุธข่มขู่ อุ้มทั้ง 3 คนขึ้นรถ จากหน้าโรงเรียน โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้ โดยฝ่ายที่ถูกอุ้มอ้างว่า รับจ้างเป็นคนชี้เป้าให้ไฟแนนซ์ยึดรถ แล้วไปยึดรถของกลุ่มผู้มีอิทธิพล จนถูกอุ้ม พร้อมข่มขู่เอาชีวิต   ด้านเจ้าของเต็นท์รถ ก็ออกมาตอบโต้ว่า ชาย 4 คนในคลิปเป็นลูกน้อง ที่ทางเต็นท์ส่งไปทวงรถคืน หลังสองสามีภรรยาเป็นมิจฉาชีพ นำรถมาจำนำ แล้วออกอุบายขอไถ่รถคืน ก่อนใช้กุญแจสำรอง ไขรถขับหลบหนีไป จนถูกตามตัวเจอ ทางเต็นท์จึงไปขอยึดรถคืน โดยไม่ได้มีการใช้กำลังแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเลย ทำการออกหมายจับ ชาย 2 จากทั้งหมด 4 คนที่ปรากฎในภาพวงจรปิด โดยระบุว่าแม้ฝ่ายเต็นท์รถจะแย้งว่าสองสามีภรรยาเป็นมิจฉาชีพที่ขโมยรถมา ก็ถือเป็นคนละกรณีกัน ส่วนคดีอาญาเรื่องการข่มขู่ หรือปล้นทรัพย์ ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย จนกระทั่งนำชาย 2 คนไปฝากขังต่อศาลจังหวัดเลยในที่สุด   ล่าสุดวานนี้(24 ม.ค.) ทีมข่าวได้รับการติดต่อจากนายเก่ง เจ้าของเต็นท์รถย่านลำลูกกา เปิดเผยว่า ตนตัดสินใจจะนัดหมาย 2 สามีภรรยา มารับรถคืน โดยตนจะคืนรถ พร้อมยกหนี้ให้ทั้งหมด และจะเจรจากับคู่กรณีขอไม่ให้คัดค้านการประกันตัวลูกน้องของตน   นายเก่งบอกอีกว่า ตนไม่อยากให้สังคมมองว่า ที่ตนยอมยกหนี้ให้ เป็นเพราะตนยอมแพ้ หรือยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด แต่สาเหตุที่ต้องยอม เพราะสงสารลูกน้อง ล่าสุดศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดย 1 ในลูกน้องที่ถูกจำคุกอยู่ มีลูกน้อยวัยเพียง 9 เดือน หากถูกจำคุกโทษหนัก จะไม่มีใครดูแลครอบครัว   อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวสอบถามไปยังทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ในแง่ของข้อกฎหมาย ทนายให้ข้อมูลว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีอาญา ไม่อาจยอมความได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีนี้เป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน แม้ทางเต็นท์รถจะแย้งว่าไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขู่ แต่ก็ต้องหาหลักฐานมาแย้งในกระบวนการตามขั้นตอนอยู่ดี   ส่วนประเด็นที่ศาลคัดค้านประกันตัวนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ ที่บอกว่าสะเทือนขวัญเพราะมีภาพวงจรปิด จับภาพได้ชัดเจน ว่ากลุ่มของเต็นท์รถ พาตัวทั้งครอบครัว ที่มีเด็กอยู่ด้วย ขึ้นรถไปจากหน้าโรงเรียน  การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงถือว่าไม่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8y1stKuE0og    

 68,982
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ม.ค. 61

ภัยออนไลน์! เพจร้านค้าตัดต่อภาพรายการทีวีดังหลอกขายของ ทีมงานเตรียมเอาผิด พรบ.คอม

เตือนภัย! เรื่องเล่าเช้านี้ พร้อมรายการข่าวดังอีกหลายรายการโดนร้านค้าออนไลน์สวมรอย ตัดต่อภาพในรายการไปทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยเน้นฉากเห็นผู้ประกาศ-พิธีกร แล้วตัดต่อภาพบนจอในฉาก หรือตัดต่อภาพประกอบข่าว และกราฟิกหน้าจอต่างๆ ไปใส่ภาพ-คำโฆษณาสินค้า หวังแอบอ้างให้คนหลงเชื่อ แถมบางร้านยังหลอกลวงส่งของไม่ตรงที่สั่งแล้วบล็อกหนี เผยแฝงตัวมาจากต่างประเทศในรูปโฆษณา ทีมงานรายการตัวจริงยันไม่มีทำแบบนี้ เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย ด้านผู้บังคับการปอท.ชี้ผิดทั้ง พ.ร.บ.คอมฯ และกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกง   ทีมงานรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ พร้อมรายการข่าวอีกหลายรายการจากหลายสถานีโทรทัศน์ พบว่ามีร้านค้าออนไลน์บน Facebook ตัดต่อภาพในรายการไปใช้โฆษณาสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตัดต่อแบบจงใจหลอกให้หลงเชื่อว่ารายการนำเสนอข่าวโฆษณาให้ จนมีประชาชนสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากว่าเป็นของจริงหรือไม่   ทั้งนี้ จากการตรวจสอบต้นตอของภาพโฆษณาตัดต่อดังกล่าว พบว่ามาจากร้านค้าออนไลน์หลายร้านซึ่งมาจากต่างประเทศ และมีการใช้ภาษาที่เหมือนผ่านระบบแปลภาษามา และยังพบว่ามีประชาชนถูกหลอกจากการซื้อสินค้าจากร้านค้าในกลุ่มนี้ด้วย โดยผู้ใช้ Facebook บางรายซื้อสินค้าไปแต่ได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ เมื่อท้วงติงไปก็ถูกบล็อก หรือพบว่าสั่งซื้อแว่นตาที่ทางร้านอ้างว่าปรับโฟกัสได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้รับของมาจริงกลายเป็นเพียงของเล่นเด็กเท่านั้น เป็นต้น   ล่าสุด ทีมงานเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ติดต่อไปยัง พล.ต.ต. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งให้ข้อมูลว่าการกระทำในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14(1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และอาจมีความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงด้วย ซึ่งผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้   และผู้ผลิตรายการเรื่องเล่าเช้านี้แจ้งว่า ทางรายการเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกรณีการตัดต่อแอบอ้าง รายการฯ เพื่อการค้า และให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ รวมทั้งขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อภาพตัดต่อดังกล่าว เนื่องจากอาจเป็นการขายสินค้าหลอกลวง และประชาชนไม่ควรคลิกลิงค์จากเพจที่ตัดต่อแอบอ้าง เนื่องจากบางครั้งอาจจะเจอไวรัส, มัลแวร์ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีความเสียหายต่อเครื่องและข้อมูลได้ด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Gj8f3mKfIEw  

 9,545
สังคม-อาชญากรรม
24 ม.ค. 61

เตือนภัย! ระวังเพจร้านค้าออนไลน์ตัดต่อภาพรายการทีวีหลอกขายของ ทีมงานเตรียมเอาผิดตามกฎหมาย!

เตือนภัย! "เรื่องเล่าเช้านี้" พร้อมรายการข่าวดังอีกหลายรายการโดนร้านค้าออนไลน์สวมรอย ตัดต่อภาพในรายการไปทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยเน้นฉากเห็นผู้ประกาศ-พิธีกร แล้วตัดต่อภาพบนจอในฉาก หรือตัดต่อภาพประกอบข่าว และกราฟิกหน้าจอต่างๆ ไปใส่ภาพ-คำโฆษณาสินค้า หวังแอบอ้างให้คนหลงเชื่อ แถมบางร้านยังหลอกลวงส่งของไม่ตรงที่สั่งแล้วบล็อกหนี เผยแฝงตัวมาจากต่างประเทศในรูปโฆษณา ทีมงานรายการตัวจริงยันไม่มีทำแบบนี้ เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย ด้านผู้บังคับการปอท.ชี้ผิดทั้ง พ.ร.บ.คอมฯ และกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกง   เป็นประเด็นให้รายการข่าวหลายรายการต้องเดือดร้อน เมื่อทีมงานรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" พร้อมรายการข่าวอีกหลายรายการจากหลายสถานีโทรทัศน์ พบว่ามีร้านค้าออนไลน์บน Facebook ตัดต่อภาพในรายการไปใช้โฆษณาสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตัดต่อแบบจงใจหลอกให้หลงเชื่อว่ารายการนำเสนอข่าวโฆษณาให้ จนมีประชาชนสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากว่าเป็นของจริงหรือไม่     โดยวิธีการโฆษณาโดยใช้ภาพตัดต่อจากรายการโทรทัศน์เหล่านี้ ผู้กระทำจะใช้วิธีการคล้ายๆกัน ได้แก่             1. เลือกภาพที่เห็นผู้ประกาศข่าวหรือพิธีกร จากรายการข่าวชื่อดัง           2. ตัดต่อภาพส่วนที่เป็นจอ LCD หรือจอ Video Wall หรือตัดต่อภาพประกอบข่าว แล้วใส่ภาพสินค้าที่ต้องการโฆษณาเข้าไปแทน และอาจมีการใส่พาดหัวชวนให้เชื่อว่าเป็นภาพข่าว           3. ตัดต่อ หรือเพิ่มแถบบอกประเด็นข่าวด้านล่างของหน้าจอ ให้เป็นคำโฆษณาสินค้า           4. ลงโฆษณาใน Facebook โดยใช้ภาพตัดต่อเหล่านั้น แต่ไม่ปรากฎโพสต์บนเพจร้านค้า ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถกดรายงานปัญหา (Report) ไปยัง Facebook ได้     ทั้งนี้ จากการตรวจสอบต้นตอของภาพโฆษณาตัดต่อดังกล่าว พบว่ามาจากร้านค้าออนไลน์หลายร้านซึ่งมาจากต่างประเทศ และมีการใช้ภาษาที่เหมือนผ่านระบบแปลภาษามา และยังพบว่ามีประชาชนถูกหลอกจากการซื้อสินค้าจากร้านค้าในกลุ่มนี้ด้วย โดยผู้ใช้ Facebook บางรายซื้อสินค้าไปแต่ได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ เมื่อท้วงติงไปก็ถูกบล็อก หรือพบว่าสั่งซื้อแว่นตาที่ทางร้านอ้างว่าปรับโฟกัสได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้รับของมาจริงกลายเป็นเพียงของเล่นเด็กเท่านั้น เป็นต้น   ล่าสุด ทีมงานเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ติดต่อไปยัง พล.ต.ต. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งให้ข้อมูลว่าการกระทำในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14(1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และอาจมีความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงด้วย ซึ่งผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้   และผู้ผลิตรายการเรื่องเล่าเช้านี้แจ้งว่า ทางรายการเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกรณีการตัดต่อแอบอ้าง รายการฯ เพื่อการค้า และให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ รวมทั้งขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อภาพตัดต่อดังกล่าว เนื่องจากอาจเป็นการขายสินค้าหลอกลวง และประชาชนไม่ควรคลิกลิงค์จากเพจที่ตัดต่อแอบอ้าง เนื่องจากบางครั้งอาจจะเจอไวรัส, มัลแวร์ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีความเสียหายต่อเครื่องและข้อมูลได้ด้วย        

 28,028
สังคม-อาชญากรรม
23 ม.ค. 61

เจ้าของเต็นท์รถขอความเป็นธรรม ปัดอุ้มพ่อแม่ลูกกลาง ร.ร. ผู้เสียหายโผล่แฉตระเวนหลอกลวงโชกโชน

จากคดีคนร้ายอุ้มพ่อแม่ลูก ที่โรงเรียนบ้านฟากนา ต.นาอาน อ.เมือง จ.เลย ขณะนำลูกไปส่งในโรงเรียนถูกชายฉกรรจ์ 4 คน ใช้อาวุธปืนบังคับให้ขึ้นรถเก๋งสีดำ หมายเลขทะเบียน กน 5903 ได้สร้างความตระหนกตกใจ ทั้งครูและผู้ปกครองและนักเรียน   ในเวลาต่อมาพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุคือเจ้าของเต็นท์รถที่อ้างว่าถูก สามีภรรยาคู่นี้หลอกลวง ฉ้อโกงจึงได้มาเจรจา ทำให้คดีนี้ต้องแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือคดีอุ้มที่ จ.เลย และคดีหลอกลวงที่ กทม.   ด้านเจ้าของเต็นท์รถ ระบุลูกน้อง 2 คนที่ถูกออกหมายจับไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ในวันเกิดเหตุเพียงนัดมาเจรจาเท่านั้น ไม่มีการทำร้ายร่างกายใดๆ   นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายอีกราย ระบุสองสามีภรรยานี้มีอาชีพขายลอตเตอรี่ ที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม มีนิสัยพูดจาไพเราะ มักมีพฤติกรรมชอบหลอกลวง มักยืมเงินคนแก่คนเฒ่า ทำให้มีคนถูกหลอกมาหลายราย บางรายเสียหายถึงหลักแสน เมื่อทวงถามก็ปฏิเสธ ถ้าอยากได้ให้ไปฟ้องร้องดำเนินคดีเอาเอง ชี้เป็นมิจฉาชีพที่ก่อเหตุหลายจังหวัด แต่ไม่ถูกจับกุม    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SdBiRtnzJ0Y    

 20,351
ข่าวภูมิภาค
16 ม.ค. 61

อย่าหลงเชื่อ!แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น tot โทรขู่ตัดสัญญาณโทรศัพท์-อินเตอร์เน็ตลูกค้า หลอกให้กดเลขบัตร ปชช.

ศรีสะเกษ-แก๊งมิจฉาชีพอาละวาดโทรหลอกประชาชน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของทีโอที โทรมาจากศูนย์บริการลูกค้าทีโอทีศรีสะเกษ แจ้งว่าสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตของผู้ที่ใช้บริการมีปัญหา ให้กดหมายเลข 1 แจ้งหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ใช้บริการ ซึ่งเมื่อลูกค้าบางรายหลงกลได้กดเข้าที่หมายเลข 1 กลับไม่มีเสียงตอบรับ และเงียบหายไปเลย   เหยื่อบางรายถูกแจ้งให้ไปชำระค่าบริการไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสัญญาณภายใน 2 ชั่วโมง และมีลูกค้าส่วนใหญ่กลัวว่าจะถูกตัดสัญญาณได้โทรเข้ามาสอบถามกันตลอดทั้งวันตั้งแต่ศูนย์เปิดบริการในช่วงเช้า บางรายเดินทางมาที่ศูนย์บริการและแจ้งให้พนักงานทราบว่าได้ชำระค่าบริการไปแล้ว เล่นเอาเจ้าหน้าที่ถึงกับงง เพราะว่าที่ศูนย์บริการศรีสะเกษไม่มีระบบคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจะมีเพียงเจ้าหน้าที่รับสายโทรศัพท์รับแจ้งปัญหาของผู้ใช้บริการที่มีปัญหาขัดข้องเท่านั้น   จากการตรวจสอบพบว่าประชาชนผู้ใช้บริการเดินทางเข้ามาสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้โทรเข้าไปที่บ้านว่าแจ้งว่า สัญญาณโทรศัพท์เกิดปัญหา ให้กดหมายเลข 1 แต่พอกดเข้าไป ปรากฏว่า เงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับมาใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งไม่เพียงประชาชนชาวบ้านจะถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรไปก่อกวนสำนักงานส่วนราชการต่างก็โดนกันไปหลายหน่วยงาน อย่างเช่น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองศรีสะเกษ ซึ่งก็ถูกโดนขู่ตัดสัญญาณภายใน 2 ชั่วโมง หากไม่นำเงินไปชำระค่าใช้บริการ   ทั้งนี้ทางทีโอทีขอแจ้งให้ผู้ใช้บริการอย่าได้หลงเชื่อและทำตามขั้นตอนอย่างเด็กขาด ซึ่งคอลเซ็นเตอร์ของทีโอที หมายเลข 1133 จะอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา และหมายเลข 1177 อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น และหมายเลข 1100 อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งคอลเซ็นเตอร์ของทีโอทีทั้ง 3 จังหวัด มีไว้ให้ลูกค้าโทรเข้าไปแจ้งปัญหาในการใช้งาน จะไม่มีการติดต่อหาผู้ใช้บริการในลักษณะแบบนี้อย่างเด็ดขาด ผู้ใช้บริการท่านใดที่ค้างชำระค่าบริการหรือต้องการติดต่อใช้บริการที่ต้องใช้บัตรประชาชน โปรดติดต่อที่ศูนย์บริการของทีโอทีแต่ละแห่งเท่านั้น จึงขอแจ้งเตือนประชาชนอย่าได้หลงกลแก๊งคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพเหล่านี้อย่างเด็ดขาด หากทราบเบาะแสแก๊งค์เหล่านี้ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ ตร.ดำเนินการตามกฎหมายต่อไปด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/d2xktOq8L1o    

 8,558

Top