ค้นหา :

ผลการค้นหา "โฆษณา"

ข่าวประชาสัมพันธ์
10 ม.ค. 62

adasia holdings จัด open house แชร์ประสบการณ์แก่ผู้เผยแพร่โฆษณา และสื่อออนไลน์กับโลกดิจิทัล

            ในปัจจุบันอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่หลายๆ คนคงจับตามองว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็คืออุตสาหกรรมสื่อ เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้สื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสื่อใหม่ที่ตั้งตัวมาจากออนไลน์เลย หรือกับสื่อเดิมที่พยายามผันตัวเองมาสู่โลกออนไลน์ โดย AdAsia Holdings ในเครือ AnyMind Group ผู้หาโซลูชั่นทางการโฆษณาและการตลาดให้กับเว็บไซต์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จัดงาน Open House เพื่อความรู้และให้คำแนะนำสำหรับ Publisher เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงคอนเทนต์ในเว็บไซต์ โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ผู้อำนวยการกลุ่ม ธุรกิจออนไลน์ บริษัท บีอีซี เทโร เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ คุณโชค วิศวโยธิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องสถานการณ์สื่อออนไลน์ในปัจจุบันพร้อมแนะนำเทคนิคในการเพิ่มรายได้ของเว็บไซต์              โดยทั่วไปแล้ว ผู้เผยแพร่โฆษณาจะทราบถึงความสำคัญของ Traffic เพราะ Traffic เป็นปัจจัยสำคัญของเว็บไซต์เพราะถ้าหากมี Traffic ที่สูง ผลที่ตามมานั่นก็คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น รวมไปถึงการที่มีเนื้อหาบทความที่ดี แต่ในการสร้าง Traffic นั้น สิ่งที่พึงระวังคือ Fraud Traffic เพราะจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวกับเว็บไซต์ สิ่งที่ก่อให้เกิด Fraud Traffic  เมื่อเราสามารถแก้ปัญหาส่วนนั้นได้แล้ว ปัจจัยอื่นๆที่สำคัญต่อเว็บไซต์และรายได้อีกส่วนหนึ่งคือ Viewability คืออัตราการมองเห็นโฆษณาที่เกิดขึ้นจริง โดย Viewability เป็นเครื่องมือใหม่ที่จะมาช่วยวัดระดับคุณภาพของการแสดงโฆษณา โดยสามารถวัดด้วยรูปภาพ ที่จะต้องมีการแสดงของรูปภาพจำนวน 50% ของภาพและระยะเวลาการชมโฆษณาอย่างต่ำ 1 วินาที และสำหรับโฆษณา Video แบบ Out-Stream จะต้องมีการแสดงของรูปภาพจำนวน 50% ของภาพและระยะเวลาการชมโฆษณาอย่างต่ำ 2 วินาที                 การลงโฆษณาส่วนใหญ่จะนิยมใช้ค่า Viewability เข้ามาช่วยในการวัดผลกันมากขึ้น เช่น ผู้ลงโฆษณาบางรายจะมี KPI ที่ชัดเจนเลยคือ จุดโฆษณาที่มีสิทธิ์แสดงโฆษณาได้ ดังนั้นจะต้องเป็นจุดโฆษณาที่มี Viewability มากกว่า 60% ขึ้นไป นั่นหมายความว่าไม่ได้เจาะจงเว็บไซต์ที่ต้องการลงเลย เพียงแต่มองไปถึง Viewability เป็นหลักเท่านั้น สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ง่ายที่สุดในการเปลี่ยนแปลงค่า Viewability คือการเปลี่ยนมาใช้การโฆษณาในรูปแบบ auto ads แทน เพราะการโฆษณารูปแบบนี้จะไม่มีตำแหน่งการโฆษณาที่แน่นอน แต่โฆษณารูปแบบนี้จะแสดงในหน้าเว็บไซต์โดยการจับค่า Viewability ที่สูงที่สุดของหน้าเว็บไซต์และโฆษณาก็จะไปแสดงในตำแหน่งนั้นๆ เพราะฉะนั้นค่า Viewability จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 87% รวมไปถึงค่า CPM สามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 60% เช่นเดียวกัน                    นอกจากความสำคัญของ Viewability ปัจจัยอื่นๆที่สามารถนำมาช่วยในการช่วยเพิ่มรายได้สูงสุดให้กับเว็บไซต์ สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ CPM Optimization โดยใช้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยเพิ่มราคา CPM ยกตัวอย่างเช่น Machine learning ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของเว็บไซต์ เพื่อหาราคาขายที่ดีที่สุดในแต่ละสถานการณ์ตลาดการซื้อขายใน Programmatic Marketplace และ Web Layout Optimization เราทำงานเป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับเว็บไซต์ ให้คำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ เช่น ขนาดและตำแหน่งโฆษณาที่เหมาะสมในแต่ละเว็บไซต์ การติดตั้งโฆษณากับโปรแกรมต่างๆ ที่เจ้าของเว็บใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ เช่น Wordpress และรวมไปถึงการเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ Website Speed Optimization การเพิ่มความเร็วให้กับการเข้าถึงเว็บไซต์ รวมไปถึง Accelerated Mobile Pages เป็นต้น                    การเข้ามาในธุรกิจ Online Publisher ในตอนนี้ก็ยังไม่ช้าไป เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และที่สำคัญคือ “อย่าถามหาสูตรสำเร็จ” เพราะสูตรที่ Publisher บางรายใช้นั้นอาจจะไม่เหมาะกับคอนเทนต์หรือกลุ่มคนอ่านของคุณก็ได้ แถมการทำตามสูตรเหมือนๆกัน ก็จะยิ่งทำให้ตัวเองไม่มีเอกลักษณ์เข้าไปใหญ่ แต่ทางที่ดีคือการ Optimize และหาสูตรของตัวเองให้เจอจะดีที่สุด อย่างไรก็ตามทาง AdAsia Holdings จัด OpenHouse ขึ้นอีกครั้งใน เดือนมีนาคมนี้ เพื่อแชร์ประสบการณ์แก่ผู้เผยแพร่โฆษณาพร้อมทั้งเคล็ดลับในการเพิ่มรายได้ให้เว็บไซต์  

 717
ครอบครัวบันเทิง
08 พ.ค. 61

'มะปราง' พร้อมพบ จนท. หลัง อย.ชี้อาหารเสริมเข้าข่ายโฆษณาเกินจริง เจ้าตัวยันไม่ใช่แชร์ลูกโซ่

จากกรณี 2 ดาราสาว มะปราง-วิรากานต์ เสณีตันติกุล และเบลล่า ราณี ร่วมกันทำธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนัก Be curve ทำให้มีหลายฝ่ายมองว่าอาจเข้าข่ายความผิดโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต โฆษณาเกินจริง และอาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่   ล่าสุด อย.ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการขอเลขสารบบของ อย.อย่างถูกต้อง แต่การโฆษณาอาจเป็นการกระทำผิดเรื่องการโฆษณาอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งข้อความในการโฆษณาอาจเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง   ซึ่งจะมีบทลงโทษตาม พ.ร.บ.อาหาร 2522 มาตรา 40 ข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร อันเป็นความผิดตามมาตรา 70 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   และมาตรา 41 ข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษตามมาตรา 71 ปรับไม่เกิน 5,000 บาท อย่างไรก็ตาม อย.จะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการเรียกสอบและดำเนินคดีต่อไป   ด้านมะปราง ระบุจนถึงขณะนี้ยังไม่มี ตร.ติดต่อ หรือมีหมายเรียกใดๆ ช่วงนี้คุยกับเบลล่าตลอดเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งคำว่าชงผอม ใช้สิทธิ์จองรวย เป็นคำที่ตัวแทนจำหน่ายเอาไปใช้ ไม่ได้มาจากบริษัทแต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำการตักเตือนตัวแทนไปแล้ว   ทั้งนี้ยอมรับว่าเพิ่งทำธุรกิจ ทำให้ยังมีบางเรื่องที่ยังไม่ทราบและบกพร่องไป ยืนยันตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่ายด้วยตัวเอง และธุรกิจนี้ไม่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ อย่างไรก็ตามตนพร้อมชี้แจงกับ จนท.หากมีการติดต่อมา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sj5tX55l-nE    

 1,808
ครอบครัวบันเทิง
07 พ.ค. 61

'เบลล่า-มะปราง' แจงทำธุรกิจอาหารเสริมโปร่งใส พร้อมให้ตรวจสอบ ยันเรียกเตือนตัวแทนขาย โฆษณาเกินจริงแล้ว

2 ดาราสาว มะปราง-วิรากานต์ เสณีตันติกุล และเบลล่า ราณี ที่ร่วมกันทำธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนัก Be curve ที่โดนผลกระทบจากการทลายเครือข่ายเมจิกสกิน ทำให้มีหลายฝ่ายมองว่าอาจเข้าข่ายความผิดโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต โฆษณาเกินจริง และอาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่   ซึ่งทางมะปราง เผยว่า เรื่องโฆษณาเกินจริงนั้น ไม่ได้มาจากทางบริษัท มาจากตัวแทนจำหน่าย ซึ่งตนได้เรียกมาตักเตือน และได้ปรับเปลี่ยนการโฆษณาใหม่ ตอนแรกที่เราเรียกตัวแทนจำหน่ายมาตักเตือน เขาก็ถามว่าแล้วจะให้เขาทำอย่างไร ตนเองก็ตอบไม่ถูก ว่าอันไหนถึงจะถูกต้องที่สุด เลยเข้าไปขอคำแนะนำจากทาง สคบ. ว่าควรทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง   ส่วนตัวสินค้าได้นำไปส่งให้ทาง อย. ตรวจอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีอะไรกลับมา รวมทั้งส่งให้กรมวิทย์ฯ ตรวจสอบด้วย เพื่อความสบายใจของเราเองและลูกค้า ส่วนตัวมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ผู้บริโภคปกป้องตัวเองกันมากขึ้น   ส่วนการที่ตกเป็นแบรนด์สินค้าที่ถูกเพ่งเล็ง ก็ถือว่าเป็นเกียรติ แต่เราได้เอาสินค้าของเขาไปตรวจก่อนแล้ว โดยที่ยังไม่มีใครมาตรวจสอบ ซึ่งการทำธุรกิจได้ร่วมกับเบลล่าที่รับดูแลเรื่องหน้าบ้าน การโฆษณา ส่วนตนดูหลังบ้าน เรื่องของตัวแทนจำหน่าย   ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นยอมรับว่ากังวล เพราะว่าทุกแบรนด์สะเทือนหมด เราเป็นห่วงตัวแทนจำหน่าย แต่ยืนยันว่าเรายืนข้างความถูกต้อง ไม่ได้กลัวเรื่องการถูกเรียกตรวจ เพราะเราเอาสินค้าของเรา ส่งไปตรวจ อย. และกรมวิทย์อีกครั้ง เพื่อความสบายใจของลูกค้า   ด้านเบลล่า ราณี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ยืนยันว่าทำธุรกิจอย่างโปร่งใส บริสุทธิ์ใจพร้อมให้ตรวจสอบ มีพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจที่ดี อยากเปิดเผยให้กับทางผู้บริโภค และตัวแทนจำหน่ายมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของเราและในแง่ของการรับผลิตภัณฑ์   ส่วนเรื่องที่มีข่าวว่าผลิตภัณฑ์เราโฆษณาเกินจริงนั้น ถ้าเป็นส่วนของทางบริษัทเองที่เผยแพร่ข้อมูลต่างๆออกไป เป็นการเผยแพร่ข้อมูลตามอย. ตามคุณสมบัติ ส่วนผสมต่างๆระบุชัดเจน พร้อมให้ตรวจสอบ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VL-2HRk4lZk      

 28,132
สังคม-อาชญากรรม
03 พ.ค. 61

กสทช. เร่งระงับโฆษณา อาหารเสริมผิดกฎหมาย-โฆษณาสินค้าเกินจริง

สำนักงาน กสทช. และอย. เร่งระงับการโฆษณาผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือโฆษณาเกินจริง โดย อย. พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาที่ กสทช. หากผิดพร้อมออกคำสั่งระงับทันที   นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เผยว่าจากการทำงานตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการหรือสินค้าโดยหลอกลวง หรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริการหรือสินค้า จะต้องนำเนื้อหาเข้าสู่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ เมื่อพบว่ามีโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หรือการโฆษณาเกินจริง สำนักงาน กสทช. ก็จะมีการสอบถามไปยัง อย. โดย อย. จะทำการตรวจสอบก่อนส่งเรื่องกลับมาที่สำนักงาน กสทช. รวมระยะเวลากระบวนการจะใช้เวลา 45-60 วัน ถึงจะสามารถยุติการออกอากาศรายการนั้นได้ แต่หลังจากนี้สำนักงาน กสทช. และ อย. จะเร่งรัดการยุติการออกอากาศโฆษณาด้วยการลดขั้นตอนเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อประชาชน   เลขาธิการ กสทช. เผยว่าจากนี้สำนักงาน กสทช. และ อย. จะทำงานร่วมกันโดยจะมีเจ้าหน้าที่จาก อย. มาประจำการที่ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์  ที่ผิดกฎหมาย ที่สำนักงาน กสทช. เพื่อตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ไม่ผ่าน อย. และไม่ได้รับอนุญาตโฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์ หากพบว่ามีโฆษณาใดที่ผิดกฎหมาย อย. จะทำหนังสือแจ้งมาเพื่อให้เลขาธิการ กสทช. มีคำสั่งระงับโฆษณานั้นเป็นการชั่วคราว แล้วส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ และ กสทช. ตามลำดับ จนกว่าผลการพิจารณาจะเป็นข้อยุติ ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนจะมีโทษปรับตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ข้อ 5(2) ที่ระบุว่าการออกอากาศรายการหรือการโฆษณาที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการหรือสินค้าโดยหลอกลวง หรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริการหรือสินค้านั้น หรือโดยการใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือข้อมูลอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับวันละ 100,000 บาท    นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข เห็นความสำคัญในการที่จะตรวจสอบโฆษณาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลดีที่สุดคือการแก้ไขที่ต้นทาง ไม่ให้มีโฆษณาเผยแพร่ผ่านสื่อออกมาหลอกลวงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่าง อย. และ กสทช. ในการดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นผลดีที่ทำให้สามารถกลั่นกรองโฆษณาได้ตั้งแต่ต้น ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการรับข่าวสารโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ฝ่าฝืนกฎหมายทางวิทยุและโทรทัศน์ เนื่องจากผลของข่าวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ ณ เวลานี้ เป็นการโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย ดังนั้น เพื่อให้การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพครอบคลุมทั้งในสื่อวิทยุและโทรทัศน์ไปในขณะเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันในครั้งนี้   นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ย้ำเตือนมายังผู้บริโภค ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริงง เกินความจริงทางสื่อต่าง ๆ นอกจากจะเสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจได้รับอันตรายโดยคาดไม่ถึง หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน อย. 1556, อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th, ร้องเรียน ผ่าน Oryor Smart Application หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเองที่ศูนย์ ศรป. อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วน กสทช. 1200 ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 4,031
ครอบครัวบันเทิง
23 มี.ค. 61

ย้อนดูฉากเด็ดหลากอารมณ์ 'บุพเพสันนิวาส' ไขปริศนาผ้าสีม่วงแม่หญิงจันทร์วาด รู้ยัง??พี่แย้มแอบชอบจ้อย!

รวมฉากเด็ดของละครบุพเพสันนิวาส จนเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์  อาทิ ฉากคุณพี่ขุนแอบยิ้มเมื่อแจ้งข่าวมงคลให้แก่แม่หญิงการะเกด, ฉากผีการะเกดที่กลับมาหึงหวงคุณพี่ขุน ไม่อยากให้เกศสุรางค์ที่อยู่ในร่างของการะเกดต้องแต่งงานด้วย รวมทั้งฉากซีนอารมณ์ของนักแสดงรุ่นใหญ่ ระหว่างปราบปดล ผู้รับบทขุนหลวงนารายณ์ กับบิ๊ก ศรุต ที่รับบทเป็นพระเพทราช ที่สร้างความขนลุกให้กับผู้ชม   นอกจากนี้ในโลกออนไลน์ยังมีการวิเคราะห์สีชุดเครื่องแต่งกายของแม่หญิงจันทร์วาด ที่มักจะเน้นสีม่วง เนื่องจากในสมัยโบราณนั้นสีม่วงนั้นเป็นสีวรรณะกษัตริย์และชนชั้นขุนนางในฟากยุโรป กรีก โรมัน ตะวันออกกลางและแถบแอฟริกาเหนือกันเลยทีเดียว หาสีธรรมชาติที่ให้สีม่วงได้ยากมาก จึงถือเป็นของแพง เพราะย้อมยาก คนที่มีใส่แสดงว่ารวย โดยแม่หญิงจันทร์วาดนั้นเกิดมาในครอบครัวอันสูงศักดิ์ในสมัยก่อน ทำให้มีชุดสีม่วงใส่มากนั่นเอง   ขณะเดียวกัน AIS ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ได้ปล่อยโฆษณาชุดบุพเพสันนิวาสตัวที่ 2 สู่โลกออนไลน์ ชื่อตอนการะเกดสอนบ่าวแดนซ์มัดใจอโยธยาคิ้วท์บอย โดยทาง AIS ได้ให้เหตุผลในการทำโฆษณาชุดนี้ว่า ละครบุพเพสันนิวาสได้สร้างปรากฏการณ์เป็น TALK OF THE TOWN เข้าถึงคนไทยทุกช่วงอายุ สร้างกระแสในโลกออนไลน์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จึงร่วมมือกับช่อง 3 และบรอดคาซท์ ในการผลิตโฆษณาชุดนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RJlrHmQDhQQ   ดาวน์โหลดเพลงประกอบละครได้ที่ https://apple.co/2qZGLKB

 54,519
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ม.ค. 61

ภัยออนไลน์! เพจร้านค้าตัดต่อภาพรายการทีวีดังหลอกขายของ ทีมงานเตรียมเอาผิด พรบ.คอม

เตือนภัย! เรื่องเล่าเช้านี้ พร้อมรายการข่าวดังอีกหลายรายการโดนร้านค้าออนไลน์สวมรอย ตัดต่อภาพในรายการไปทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยเน้นฉากเห็นผู้ประกาศ-พิธีกร แล้วตัดต่อภาพบนจอในฉาก หรือตัดต่อภาพประกอบข่าว และกราฟิกหน้าจอต่างๆ ไปใส่ภาพ-คำโฆษณาสินค้า หวังแอบอ้างให้คนหลงเชื่อ แถมบางร้านยังหลอกลวงส่งของไม่ตรงที่สั่งแล้วบล็อกหนี เผยแฝงตัวมาจากต่างประเทศในรูปโฆษณา ทีมงานรายการตัวจริงยันไม่มีทำแบบนี้ เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย ด้านผู้บังคับการปอท.ชี้ผิดทั้ง พ.ร.บ.คอมฯ และกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกง   ทีมงานรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ พร้อมรายการข่าวอีกหลายรายการจากหลายสถานีโทรทัศน์ พบว่ามีร้านค้าออนไลน์บน Facebook ตัดต่อภาพในรายการไปใช้โฆษณาสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตัดต่อแบบจงใจหลอกให้หลงเชื่อว่ารายการนำเสนอข่าวโฆษณาให้ จนมีประชาชนสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากว่าเป็นของจริงหรือไม่   ทั้งนี้ จากการตรวจสอบต้นตอของภาพโฆษณาตัดต่อดังกล่าว พบว่ามาจากร้านค้าออนไลน์หลายร้านซึ่งมาจากต่างประเทศ และมีการใช้ภาษาที่เหมือนผ่านระบบแปลภาษามา และยังพบว่ามีประชาชนถูกหลอกจากการซื้อสินค้าจากร้านค้าในกลุ่มนี้ด้วย โดยผู้ใช้ Facebook บางรายซื้อสินค้าไปแต่ได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ เมื่อท้วงติงไปก็ถูกบล็อก หรือพบว่าสั่งซื้อแว่นตาที่ทางร้านอ้างว่าปรับโฟกัสได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้รับของมาจริงกลายเป็นเพียงของเล่นเด็กเท่านั้น เป็นต้น   ล่าสุด ทีมงานเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ติดต่อไปยัง พล.ต.ต. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งให้ข้อมูลว่าการกระทำในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14(1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และอาจมีความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงด้วย ซึ่งผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้   และผู้ผลิตรายการเรื่องเล่าเช้านี้แจ้งว่า ทางรายการเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกรณีการตัดต่อแอบอ้าง รายการฯ เพื่อการค้า และให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ รวมทั้งขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อภาพตัดต่อดังกล่าว เนื่องจากอาจเป็นการขายสินค้าหลอกลวง และประชาชนไม่ควรคลิกลิงค์จากเพจที่ตัดต่อแอบอ้าง เนื่องจากบางครั้งอาจจะเจอไวรัส, มัลแวร์ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีความเสียหายต่อเครื่องและข้อมูลได้ด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Gj8f3mKfIEw  

 9,478
สังคม-อาชญากรรม
24 ม.ค. 61

เตือนภัย! ระวังเพจร้านค้าออนไลน์ตัดต่อภาพรายการทีวีหลอกขายของ ทีมงานเตรียมเอาผิดตามกฎหมาย!

เตือนภัย! "เรื่องเล่าเช้านี้" พร้อมรายการข่าวดังอีกหลายรายการโดนร้านค้าออนไลน์สวมรอย ตัดต่อภาพในรายการไปทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยเน้นฉากเห็นผู้ประกาศ-พิธีกร แล้วตัดต่อภาพบนจอในฉาก หรือตัดต่อภาพประกอบข่าว และกราฟิกหน้าจอต่างๆ ไปใส่ภาพ-คำโฆษณาสินค้า หวังแอบอ้างให้คนหลงเชื่อ แถมบางร้านยังหลอกลวงส่งของไม่ตรงที่สั่งแล้วบล็อกหนี เผยแฝงตัวมาจากต่างประเทศในรูปโฆษณา ทีมงานรายการตัวจริงยันไม่มีทำแบบนี้ เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย ด้านผู้บังคับการปอท.ชี้ผิดทั้ง พ.ร.บ.คอมฯ และกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกง   เป็นประเด็นให้รายการข่าวหลายรายการต้องเดือดร้อน เมื่อทีมงานรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" พร้อมรายการข่าวอีกหลายรายการจากหลายสถานีโทรทัศน์ พบว่ามีร้านค้าออนไลน์บน Facebook ตัดต่อภาพในรายการไปใช้โฆษณาสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตัดต่อแบบจงใจหลอกให้หลงเชื่อว่ารายการนำเสนอข่าวโฆษณาให้ จนมีประชาชนสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากว่าเป็นของจริงหรือไม่     โดยวิธีการโฆษณาโดยใช้ภาพตัดต่อจากรายการโทรทัศน์เหล่านี้ ผู้กระทำจะใช้วิธีการคล้ายๆกัน ได้แก่             1. เลือกภาพที่เห็นผู้ประกาศข่าวหรือพิธีกร จากรายการข่าวชื่อดัง           2. ตัดต่อภาพส่วนที่เป็นจอ LCD หรือจอ Video Wall หรือตัดต่อภาพประกอบข่าว แล้วใส่ภาพสินค้าที่ต้องการโฆษณาเข้าไปแทน และอาจมีการใส่พาดหัวชวนให้เชื่อว่าเป็นภาพข่าว           3. ตัดต่อ หรือเพิ่มแถบบอกประเด็นข่าวด้านล่างของหน้าจอ ให้เป็นคำโฆษณาสินค้า           4. ลงโฆษณาใน Facebook โดยใช้ภาพตัดต่อเหล่านั้น แต่ไม่ปรากฎโพสต์บนเพจร้านค้า ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถกดรายงานปัญหา (Report) ไปยัง Facebook ได้     ทั้งนี้ จากการตรวจสอบต้นตอของภาพโฆษณาตัดต่อดังกล่าว พบว่ามาจากร้านค้าออนไลน์หลายร้านซึ่งมาจากต่างประเทศ และมีการใช้ภาษาที่เหมือนผ่านระบบแปลภาษามา และยังพบว่ามีประชาชนถูกหลอกจากการซื้อสินค้าจากร้านค้าในกลุ่มนี้ด้วย โดยผู้ใช้ Facebook บางรายซื้อสินค้าไปแต่ได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ เมื่อท้วงติงไปก็ถูกบล็อก หรือพบว่าสั่งซื้อแว่นตาที่ทางร้านอ้างว่าปรับโฟกัสได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้รับของมาจริงกลายเป็นเพียงของเล่นเด็กเท่านั้น เป็นต้น   ล่าสุด ทีมงานเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ติดต่อไปยัง พล.ต.ต. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งให้ข้อมูลว่าการกระทำในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14(1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และอาจมีความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงด้วย ซึ่งผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้   และผู้ผลิตรายการเรื่องเล่าเช้านี้แจ้งว่า ทางรายการเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกรณีการตัดต่อแอบอ้าง รายการฯ เพื่อการค้า และให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ รวมทั้งขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อภาพตัดต่อดังกล่าว เนื่องจากอาจเป็นการขายสินค้าหลอกลวง และประชาชนไม่ควรคลิกลิงค์จากเพจที่ตัดต่อแอบอ้าง เนื่องจากบางครั้งอาจจะเจอไวรัส, มัลแวร์ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีความเสียหายต่อเครื่องและข้อมูลได้ด้วย        

 27,944
แชร์ออฟเดอะเดย์
14 ก.ย. 60

สคบ.แจ้ง 2 ข้อหา 'เมฆ มังกรบิน' ฉลากผิด-โฆษณาเกินจริง ลั่นรถใครเสียจะซ่อมให้ ซ่อมไม่ได้ก็ซื้อใหม่เลย!

ความคืบหน้ากรณี เมฆ มังกรบิน หรือนายเกริกพล จงเอื้อมกลาง หลังจากที่ช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ,ทหาร และสคบ. บุกค้นบ้านและสำนักงาน ในจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะยึดผลิตภัณฑ์ น้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ และน้ำยาเคลือบสี ที่นายเกริกพลผลิตขาย มาตรวจสอบว่ามีความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่   ล่าสุดวานนี้(13 ก.ย.) สคบ.ได้เชิญตัวนายเกริกพล พร้อมทนายความ มาสอบสวนให้ปากคำที่ สำนักงาน สคบ. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยนายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. เปิดเผยหลังการสอบสวนว่า ทางสคบ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าของรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์รายหนึ่ง ระบุว่าซื้อผลิตภัณฑ์สารเคลือบเครื่องยนต์ของนายเกริกพลไปใช้ แล้วทำให้เครื่องยนต์เสียหาย  จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษของ สคบ. ประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ บุกตรวจค้นบ้านและสำนักงานของนายเกริกพล เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา   จากการสอบสวนเบื้องต้น สคบ.ได้แจ้ง 2 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ข้อหาแรกคือ การติดฉลากไม่ถูกต้อง เนื่องจากฉลากไม่มีระบุข้อมูลรายละเอียดว่าผลิตที่ใด หรือหากเป็นสินค้าที่นำเข้ามา นำเข้ามาจากบริษัทใด ของประเทศใด ซึ่งการสอบสาวนขยายผลในข้อหานี้ ทาง สคบ.ได้ส่งเรื่องต่อให้ กรมโรงงาน ไปตรวจสอบโรงงานกรอกน้ำยา ซึ่งทราบว่าอยู่ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ว่าการผลิตมีมาตรฐานตามข้อกำหนดของกรมโรงงานหรือไม่   นอกจากนี้ยังส่งเรื่องให้ กรมศุลกากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปตรวจสอบเรื่องการนำเข้าวัตถุดิบ ที่นายเกริกพลอ้างว่า นำเข้าวัตถุดิบจากประเทศสหรัฐอเมริกา ว่านำเข้ามาอย่างถูกต้องหรือไม่ และต้องตรวจสอบงบดุลรายรับรายจ่าย ว่ามีการหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ด้วย   ส่วนอีกข้อหา คือการโฆษณาเกินจริง เนื่องจากนายเกริกพลโฆษณาว่า ผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลืแบเครื่องยนต์ของตน ใช้แล้วทำให้เพิ่มแรงม้าได้ถึง 19.5 แรงม้า, ประหยัดน้ำมัน 18 เปอร์เซ็นต์, เพิ่มอัตราเร่ง 14 เปอร์เซ็นต์  และลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้ถึง 90-98 เปอร์เซ็นต์   ส่วนนี้ ทาง สคบ.ได้ประสานให้สถาบันยานยนต์ เป็นผู้ไปตรวจสอบ โดยจะทำการวิเคราะห์ทั้งในห้องแล็บ และทดสอบการใช้งานจริงในรถยนต์ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จะทราบผลการทดสอบ หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงตามที่โฆษณาก็ถือว่ามีความผิดสำหรับความผิดทั้งสองข้อหา มีอัตราโทษที่เท่ากันคือ จำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท นอกจากนี้ในส่วนของผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์แล้วมีปัญหา นายเกริกพลยืนยันว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายให้ทั้งหมด หรือใครที่ซื้อสินค้าไปแล้วไม่พอใจ ก็ยินดีรับคืน คืนเงิน ทาง สคบ.ก็ได้ลงบันทึกไว้ หากนายเกริกพลไม่รับผิดชอบตามที่กล่าวอ้าง สคบ.ก็จะเอาผิดตามกฎหมายได้เช่นกัน                 ด้านนายเกริกพล เปิดเผยกับทีมข่าวหลังการแถลงข่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลที่ทาง สคบ. เข้ามาตรวจสอบ แต่รู้สึกสบายใจมากกว่า ที่จะได้มีแนวทางในการกลับไปพัฒนาแก้ไขสินค้าตัวเองให้ถูกต้องตามกฎหมาย  สำหรับ 2 ข้อหาที่ สคบ.แจ้งกับตนในวันนี้ ก็ยอมรับว่าทำผิดจริง เพราะตนมีความรู้น้อย เป็นเพียงพ่อค้าเร่ที่หันมาริเริ่มทำธุรกิจ   โดยตัวเลขที่นำมาโฆษณา ทั้งเรื่องแรงม้า หรืออัตรเร่งต่างๆ ยืนยันว่าผ่านการทดสอบมาจริงๆ แต่ก็เลือกเอาตัวเลขที่สูงที่สุด จากการทดสอบหลายๆครั้งมาโฆษณา แต่หลังจากนี้ หากทางหน่วยงานรัฐทดสอบแล้ว ได้ตัวเลขที่ไม่ตรงตามที่ตนลงโฆษณาไป ตนก็จะกลับไปแก้ไขให้ถูกต้อง   ส่วนกรณีที่มีผู้ใช้งานออกมาโพสต์โจมตีว่า นำผลิตภัณฑ์ของตนไปใช้แล้วทำให้รถเสีย  ก็ขอให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย นำรถของตัวเองที่เสีย มาติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ แล้วตัวแทนจะประสานมาทางตน แล้วจะส่งรถไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการที่ได้คุณภาพ ค่าซ่อมทั้งหมดตนจะรับผิดชอบเอง  หรือถ้าช่างลงความเห็นว่าซ่อมไม่ได้ ตนก็จะเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ทันที  แต่ที่ผ่านมามีแต่การกล่าวอ้างลอยๆว่าใช้น้ำยาแล้วรถเสีย แล้วก็นำรถไปซ่อมเอง พิสูจน์ไม่ได้ว่าเสียเพราะผลิตภัณฑ์ของตนจริงหรือไม่   ต่อประเด็นที่กล่าวอ้างว่า ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบคุณภาพจากทาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี แต่ต่อมาทางมหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์มาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และขอให้ยุติการกล่าวอ้าง มิเช่นนั้นจะมีการดำเนิคดีทางกฎหมาย    ประเด็นนี้นายเกริกพลบอกกับสื่อมวลชนว่า ให้กลับไปฟังคลิปอีกครั้งให้ละเอียด ตนไม่ได้พูดว่าได้ใบรับรองจากมหาวิทยาลัย เพียงแต่พูดว่ามีการส่งสินค้าไปขอทดสอบกับทางมหาวิทยาลัย  ซึ่งก็มีหลักฐานยืนยันว่าตนได้เข้าไปพูดคุยกับบุคลากรของมหาวิทยาลัย 3 คน จริง แต่ยังไม่ได้เอาผลิตภัณฑ์เข้าแล็บทดสอบ เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง ตนจึงขอระงับการทดสอบไว้ก่อน และทางมหาวิทยาลัยก็คงจะไม่มีบันทึกใดๆเก็บไว้แน่นอน เพราะยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพูดคุยในห้องประชุมเท่านั้น และตนก็ยืนยันว่า ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินให้ทางมหาวิทยาลัยใดๆทั้งสิ้น   อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบคลิปที่เพจ “สังคมอักเสบ”นำมาเผยแพร่ พบว่าในคลิป นายเกริกพลพูดว่า “นำเงินหลักแสนบาทไปจ้างห้องแล็บวิจัย ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ข้อสรุปว่าเป็นสารเคลือบแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีสารตกค้าง”   ซึ่งขัดกับแถลงการณ์ของทางมหาวิทยาลัย ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ไม่มีผู้ประกอบการภายนอกรายใด นำผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้าง มารับบริการวิเคราะห์และทดสอบแต่อย่างใด”   ในขณะที่ความเคลื่อนไหวในฝั่งของผู้เสียหาย นายเอกชัย ปัญญายิ่ง บรรณาธิการนิตยาสารเกี่ยวกับรถ เดินทางไปที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมกับนายฐาพล เพ็ชรแก้ว เจ้าของอู่ในพื้นที่ ผ่าพิสูจน์เครื่องยนต์ของรถยนต์ 2 คัน ที่ใช้สารเคลือบ ของนายเกริกพล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า เครื่องยนต์ของรถทั้งสองคัน เสียเพราะสารเคลือบดังกล่าวจริงหรือไม่   จากการผ่าเครื่องพิสูจน์ พบว่า บริเวณฝักบัวฉีดน้ำมันเครื่อง มีคราบตะกรันเหนียว ไปอุดตันอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ฝักบัวตัน ฉีดน้ำมันเครื่องมาหล่อลื่นเครื่องยนต์ไม่ได้ จนทำให้เครื่องยนต์ภายในเสียหาย ซึ่ง “มีความเป็นไปได้สูง” ว่าคราบตะกรันเหล่านี้ มาจากสารเคลือบเครื่องยนต์ดังกล่าว   นายฐาพล ซึ่งเป็นเจ้าของอู่ยังเปิดเผยว่า ส่วนตัวตนรู้จักกับนายเกริกพลมานานแล้ว ตอนที่นายเกริกพลเริ่มทำน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ขายใหม่ๆ เจ้าตัวขับรถมาหาตนถึงอู่ ขอให้ช่วยซื้อ ตนเห็นว่าเป็นน้องชายที่สนิทกัน จึงช่วยซื้อเอาไว้ แต่ก็เคยตักเตือนไปว่า อย่าไปโฆษณาสรรพคุณเกินจริง ไม่อยากให้มีปัญหาในอนาคต ซึ่งสุดท้ายก็เกิดปัญหาตามมาจริงๆ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qJAp6xYu52I    

 141,432
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ก.ย. 60

เพจดังแฉ 'เมฆ มังกรบิน' ขายน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ โฆษณาเกินจริง ทำเครื่องยนต์พัง เจ้าตัวโต้โดนกลั่นแกล้ง

เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับพฤติกรรมของ 'เมฆ มังกรบิน' หรือ นายเกริกพล จงเอื้อมกลาง ชายหนุ่มที่เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ซึ่งนายเกริกพลเป็นอดีตนักโทษคดียาเสพติด พ้นโทษออกมา ทำธุรกิจผลิตน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ ยี่ห้อของตัวเองขาย และยังชอบโพสต์ภาพตัวเองขณะช่วยเหลือสังคมลงในโลกออนไลน์บ่อยๆ จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง   กรณีที่เคยเป็นกระแสฮือฮาก่อนหน้านี้ คือเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นายเกริกพล ได้โพสต์คลิปวีดีโอเล่าว่า ตนใช้เงินส่วนตัว 4 แสนบาท สร้างถนนเป็นทางเข้าวัด พร้อมระบุในคลิปว่า หากนำเงิน 4 แสนบาทมาใช้โดยไม่ทุจริต โกงกิน ก็สามารถสร้างถนนดีๆได้เป็นระยะทางไกลมาก   กรณีดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการจงใจทำความดีเพื่อสร้างภาพหรือไม่ ก่อนที่ในเวลาต่อมา เพจ Drama Addict จะออกมาเปิดเผยข้อมูลจากวิศวกรโยธาว่า ที่นายเกริกพลสามารถสร้างถนนได้ด้วยเงิน 4 แสนบาท เพราะสร้างผิดหลักทางวิศวกรรม หากมีการตรวจคุณภาพก่อนรับงานแบบราชการ ก็ต้องรื้อใหม่ สร้างใหม่ทั้งหมด   ล่าสุด ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกรณีดราม่าขึ้นอีกครั้ง เมื่อเพจสังคมอักเสบ ได้โพสต์แฉว่า น้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ที่นายเกริกพลขาย มีการโฆษณาเกินจริง อ้างว่าใช้แล้วทำให้เครื่องยนต์แรงขึ้น นำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐอเมริกา, มี ISO รองรับ และยังผ่านการทดสอบจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมาแล้ว ว่าได้คุณภาพจริง แต่จากข้อมูลของเพจ สังคมอักเสบ ระบุว่ามีลูกค้าหลายรายซื้อไปใช้แล้ว เครื่องยนต์ของรถเกิดความเสียหาย    นอกจากนี้ในเวลาต่อมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ก็ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ไม่มีผู้ประกอบการรายใด นำผลิตภัณฑ์มารับการวิเคราะห์ทดสอบในห้องแล็บ และไม่มีหน่วยงานใดในมหาวิทยาลัย ออกใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ใดๆทั้งสิ้น ทางมหาวิทยาลัยยังระบุว่า ขอให้ผู้ที่นำชื่อมหาวิทยาลัยไปกล่าวอ้าง ยุติการกระทำดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะต้องมีการดำเนินคดีทางกฎหมาย   วานนี้(11 ก.ย.) ทีมข่าวยังเดินทางไปอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ย่านบางนา ซึ่งเป็นอู่ที่รับน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ของนายเกริกพลมาขายและใช้งานในอู่ โดยนายบุญช่วย ศรีกิมแก้ว วัย 38 ปี เจ้าของอู่ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า นายเกริกพลโฆษณาผ่าน facebook ว่า น้ำยาของตัวเอง ใช้แทนน้ำมันเครื่อง เติมเข้าไปเพื่อไปปกป้องเครื่องยนต์ และยังเพิ่มแรงม้าให้รถด้วย จนกลายเป็นกระแสในวงการรถ มีลูกค้ามาถามขอซื้อหลายครั้ง จนตัดสินใจรับมาขายบ้าง โดยรับมาจากตัวแทนจำหน่ายของนายเกริกพล ที่อยู่ย่านอุดมสุข แต่ปรากฎว่า เมื่อใช้น้ำยาดังกล่าวเติมรถให้ลูกค้า ทั้งรถยนต์ และจักรยานยนต์ มีลูกค้าหลายรายกลับมาบอกว่ารถมีปัญหา   ช่างของอู่ยังนำน้ำยาดังกล่าว มาลองหยอดเครื่องยนต์ พบว่าน้ำยามีความเหนียว หนืด ทำให้เครื่องยนต์หมุนแทบไม่ได้ ทั้งที่ปกติใช้น้ำมันเครื่องหยอดลงไป จะเข้าไปหล่อลื่น ให้เครื่องยนต์หมุนได้ดีขึ้น  นอกจากนี้ เมื่อนำรถที่เติมน้ำยาดังกล่าวมาถ่ายน้ำมันเครื่อง พบว่าน้ำมันเครื่องสีดำผิดปกติ มีคราบเหนียวๆข้นๆติดออกมาด้วย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุทำให้เครื่องยนต์พัง  ขณะนี้มีผู้เสียหายหลายรายกำลังรวมตัวกัน เพื่อไปร้องกับ สคบ.ด้วย   ด้านนายอภิสิทธิ์ อาคาเขตร์ วัย 36 ปี เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนนำจักรยานยนต์มาถ่ายน้ำมันเครื่อง แล้วอยากทดลองใช้น้ำยาดังกล่าวแทนน้ำมันเครื่อง เพราะมีคนแนะนำว่าดี  แต่ปรากฎว่าเติมไปได้แค่เดือนเศษๆ รถจักรยานยนต์ก็เร่งไม่ขึ้น และยังมีเสียงดังออกมาจากเครื่องยนต์ สุดท้ายนำรถไปเข้าศูนย์ พบว่าข้อเหวี่ยงในเครื่องยนต์เสียหายทั้งหมด ต้องเปลี่ยนใหม่หลายชิ้น หมดค่าซ่อมไป 7 พันกว่าบาท   นอกจากนี้ facebook เพจสังคมอักเสบ ยังนำคลิปวีดีโอที่นายเกริกพล ทำ facebook live ตัดเอาบางช่วงบางตอนมาเผยแพร่ เป็นภาพขณะที่นายเกริกพล โทรศัพท์ไปทวงหนี้ บรรดาตัวแทนจำหน่าย ที่ค้างชำระค่าสินค้า โดยมีการใช้คำพูดรุนแรง ขู่กรรโชก ขู่จะตามไปทำร้าย หากอีกฝ่ายไม่ยอมจ่ายเงิน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก   ต่อมาเพจแหม่มโพธิ์ดำ ยังโพสต์ภาพ ที่นายเกริกพลถ่ายรูป ถือปืนอาวุธสงครามอยู่ในมือ โดยระบุว่า หากพิสูจน์แล้วว่าเป็นปืนจริง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายฐานครอบครองอาวุธสงคราม   ต่อมาผู้สื่อข่าว จ.นครราชสีมา เดินทางไปที่บริษัทของนายเกริกพล อยู่ที่ ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้พูดคุยเปิดใจกับ นายเกริกพล จงเอื้อมกลาง อายุ 37 ปี ระบุว่า ตนขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมานานกว่า 2 ปี มีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หลายคนออกมากล่าวหาว่า ผลิตภัณฑ์ของตนไม่มีคุณภาพ ทั้งที่ความจริงแล้วก็มีอีกหลายคนที่นำไปใช้งาน แล้วได้ผลดี ซึ่งตนก็พร้อมจะให้หน่วยงานทางภาครัฐเข้ามาตรวจสอบตลอดเวลา   โดยส่วนตัวเชื่อว่า คนที่ออกมาโจมตี น่าจะเป็นกลุ่มตัวแทนจำหน่ายที่ไม่ทำตามข้อกำหนดจนถูกตัดสิทธิ์ แล้วเกิดความไม่พอใจ หรือเป็นคู่แข่งทางการค้า ที่เห็นสินค้าของตนขายดี จนมีการกลั่นแกล้งทางธุรกิจ   ส่วนกรณีที่มีการโพสต์ภาพอาวุธสงครามนั้น นายเกริกพลบอกว่า เป็นภาพวันที่ลูกค้า ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร แต่งกายชุดทหารเต็มยศ เดินเข้ามาพร้อมอาวุธปืน มาซื้อสินค้ากับตน ตนจึงขออนุญาตยืมอาวุธปืนมาถือเท่านั้น ซึ่งก็คนถ่ายรูปแล้วนำไปโพสต์ ตนไม่ได้โพสต์เอง  ซึ่งหากจะมีการเอาผิด ก็ต้องเอาผิดกับคนโพสต์มากกว่า ซึ่งขณะนี้ตนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BBpBLa833aM    

 90,858
สังคม-อาชญากรรม
30 ส.ค. 60

จำคุก 'สรยุทธ' 13 ปี 4 เดือน รอยื่นประกันตัว ยันสู้ถึงฎีกา คนใกล้ชิดเผยยังกำลังใจดี

ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้อง นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดย น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บจก.ไร่ส้ม เป็นจำเลย 1-4   ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ม.6, 8 และ 11 กรณีการยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท กว่า 138 ล้านบาท   โดยคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2559 จำคุกจำเลยที่ 1 นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ปรับจำเลยที่ 2 บริษัท ไร่ส้ม จำกัด กระทงละ 2 หมื่นบาท รวมปรับ 1.2 แสนบาท จำคุกจำเลยที่ 3 นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และจำเลยที่ 4 น.ส.มณฑา ธีระเดช กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 20 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1, 3 และ 4   โดยศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้คำคุก 13 ปี 4 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำเรื่องขอประกันตัว ทั้งนี้ ทางนายสรยุทธ ได้ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา จากนั้นจะเพิ่มหลักทรัพย์เพื่อขอประกันตัว หลังศาลมีคำพิพากษาและทั้งนี้ นาย สรยุทธ จะขอยื่นฎีกาต่อ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลว่าจะให้ประกันหรือไม่   นอกจากนี้ยังมีคดีที่บริษัท อสมท. ยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลแขวงพระนครเหนืออีกหนึ่งสำนวน โดยยื่นฟ้องนางพิชชาภา อดีตพนักงาน บริษัท อสมท / นายสรยุทธ กับพวกซึ่งเป็นพนักงานบริษัทไร่ส้มรวม 6 คน ฐานร่วมฉ้อโกงไป โดยคดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือ นัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 17 ตุลาคม นี้   ทั้งนี้ ศาลได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายสรยุทธ และจำเลยร่วมทั้งหมดแล้ว ซึ่งยืนหลักทรัพย์เงินสด และบัญชีเงินฝากคนละ 4 ล้านบาทแล้ว เห็นควรส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งประกันต่อไป ขณะนี้ศาลอาญาทุจริตฯ ได้ออกหมายขังจำเลยทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวไปคุมขังไว้ที่เรือนจำก่อนระหว่างรอฟังคำสั่งการประกันตัวจากศาลฎีกา คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์   ขณะที่คนใกล้ชิดของนายสรยุทธ เปิดเผยว่านายสรยุทธไม่ได้มีอาการเครียดมาก ยังมีกำลังใจดี เพราะได้ทำใจมาบ้างแล้ว แต่ที่ต้องห่วงคือเรื่องสุขภาพ เพราะนายสรยุทธมีโรคประจำตัวคือเลือดข้น ต้องกินยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำ ที่ผ่านมาเคยมีอาการเลือดออกในกระเพาะและลำไส้ใหญ่ ทำให้เสียเลือดมากและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อีกทั้งมีความเป็นห่วงสุขภาพของคุณแม่ที่ขณะนี้อายุมากและกำลังป่วยหนัก ยันจะต่อสู้ในศาลฎีกาต่อไปและอยู่ระหว่างการยื่นขอประกันตัว   ด้านนายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้รับตัวนายสรยุทธมาควบคุมไว้ยังแดน 1 ซึ่งเป็นแดนแรกรับของเรือนจำ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำประวัติผู้ต้องขัง ตรวจสุขภาพร่างกาย และเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเหมือนกับผู้ต้องขังปกติที่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำระหว่างรอการพิจารณาประกันของศาล   จากการตรวจสุขภาพร่างกาย พบว่านายสรยุทธมีโรคประจำตัว คือ ไขมันและความดันสูง อีกทั้งนายสรยุทธมีความกังวลและเครียด ในเรื่องที่ไม่ได้รับการประกันตัว อย่างไรก็ตาม ตนได้พบกับนายสรยุทธแล้วเพียงเวลาสั้น ๆ โดยบอกให้นายสรยุทธค่อย ๆ ปรับตัวในการใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนจำ ทั้งนี้ นายสรยุทธไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษจากเรือนจำแต่อย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NZNZXf2KBrg    

 19,396
สังคม-อาชญากรรม
29 มิ.ย. 60

ตรวจประวัติ ทนายโกง 5 ล้าน แม่ลูกพิการ พบเคยถูกร้องมรรยาททนายฯ ปี 2550

         สภาทนายความพร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีแม่-ลูกพิการ ถูกทนายโกงเงิน กว่า 5 ล้านบาท พร้อมยืนยันยังไม่เคยมีการเข้าร้องทุกข์ที่สภาทนายความแต่อย่างใด ขณะที่ตัวทนายความที่ถูกร้อง พบประวัติเคยถูกตรวจสอบมรรยาททนายความมาแล้วเมื่อ ปี 2550            จากกรณีที่แม่และลูกพิการจากโฆษณาดัง ร้องขอความช่วยเหลือจากสื่อหลัง เมื่อ 12 ปีก่อนประสบอุบัติเหตุโดนรถ 18 ล้อ พุ่งชนรถยนต์ที่นั่งไปกับครอบครัวจนสามีเสียชีวิต และลูกสาวพิการจนไม่สามารถเดินได้ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และต่อมาถูกทนายความที่อาสาเข้ามาช่วยเหลือสู้คดีโกงเงินชดเชยจากคู่กรณีไปมากกว่า 5 ล้านบาท และทางครอบครัวได้พยายามเข้าร้องทุกข์ต่อสภาทนายความและศูนย์ดำรงค์ธรรม แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ                 นายพัฒนา จาติเกตุ อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ ควบคุมดูแลสำนักงานมรรยาททนายความ ระบุ หลังจากทราบข่าวจากสื่อมวลชนได้ทำการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดและพบว่า ผู้เสียหายได้มีการเดินทางมาที่สภาทนายความที่ตั้งใหม่เมื่อช่วงต้นปีที่มาจริง แต่ไม่เคยมีการเข้ามาร้องทุกข์ที่สภาทนายความแต่อย่างใด ซึ่งหากมีการแจ้งร้องทุกข์ เรื่องและคำร้องจะเข้าสู่สำนักงานมรรยาททนายความ เพื่อใช้ในการรวบรวมหลักฐานและเริ่มต้นขั้นตอนการสอบสวน ซึ่งจะมีการเชิญตัวผู้เสียหายและทนายความคู่กรณีมาสอบปากคำเพื่อพิจารณา แต่จากกรณีนี้ เมื่อปรากฏเป็นข่าวแล้ว ทางสภาทนายความจะดำเนินการเชิญผู้เสียหายและทำหนังสือเรียกทนายความที่ปรากฏชื่อในกรณีนี้มาให้ปากคำทันที ซึ่งระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้เสียหายจะสามารถเข้าพบสภาทนายความได้เมื่อใด หากสามารถเข้าพบได้รวดเร็วก็สามารถเริ่มขั้นตอนสอบสวนได้ทันที ซึ่งกรณีนี้หากผู้เสียหายมาร้องทุกข์ที่สภาทนายความ จะขอเป็นผู้ดูแลการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง เพื่อความเป็นธรรมและความสบายใจของผู้เสียหาย ส่วนโทษที่สามารถดำเนินการได้ ทางสภาทนายความสามารถทำได้เพียงโทษทางวินัย คือมีตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน การภาคทัณฑ์ การพักใบอนุญาทนายความตั้งแต่ 1-3 ปี และโทษสูงสุดคือการลบชื่อออกจากระบบทนายความ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสภาทนายความก็มีการดำเนินการกับทนายความที่ถูกร้องเรียนมาโดยตลอด ขอยืนยันว่าไม่ได้นิ่งเฉยและไม่เคยช่วยเหลือพวกเดียวกัน เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่ต้องทำทุกสิ่งบนพื้นที่ของควาทยุติธรรม นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติย้อนหลังยังพบว่าในส่วนตัวของทนายความคนดังกล่าว ยังเคยถูกร้องมรรยาททนายความมาแล้วในช่วงปี 2550 และมีการลงโทษไปแล้วตามขั้นตอน ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้เนื่องจากเป็นความลับทางวิชาชีพ    

 10,358
ข่าวประชาสัมพันธ์
21 มิ.ย. 60

พร็อพเพอร์ติ้ เพอร์เฟค ปล่อยไวรัลโฆษณาทาวน์โฮม ขึ้นแท่นคลิปยอดนิยมทะลุล้านวิวชั่วข้ามคืน

       บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่โฆษณาไวรัลสุดฮาของพ่อตากับลูกเขยซึ่งเกิดขึ้น ณ โครงการ “โมดิ วิลล่า” ผ่านทางสื่อออนไลน์ ทั้งบนแฟนเพจ Facebook และ Youtube โดยโฆษณาไวรัลชุดนี้ สามารถสร้างสถิติสูงถึงกว่า 1 ล้านวิวภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มคลิปโฆษณาที่เป็นที่นิยมในระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2560 และยังติดเป็นหนึ่งในกลุ่ม 20 อันดับแรกของคลิปโฆษณาที่มีผู้เข้าชมสูงสุดของวันซึ่งมาจากการจัดอันดับโดย Youtube trend ประเทศไทย โดยนอกจากจะมียอดวิวสูงแล้ว ยังมีผู้ชมร่วมแสดงความคิดเห็นเข้ามามากมาย กลายเป็นไวรัลคลิปที่มีการแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย จนปัจจุบันทะลุ 2.1 ล้านวิวแล้ว            คลิปโฆษณาชุด “เมื่อพ่อตามาเยี่ยมบ้าน” เป็นเรื่องราวของพ่อตาที่เป็นห่วงลูกสาว เกิดอยากรู้ว่าลูกเขยดูแลดีหรือเปล่า บ้านที่อยู่มีสภาพแวดล้อมปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เลยต้องเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวของลูกสาวถึงที่โครงการ โมดิ วิลล่า ด้วยตัวเอง ส่วนลูกเขยจะได้ใจจากพ่อตาหรือไม่ และเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร สามารถเข้าไปชมได้บนแฟนเพจของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่  https://www.facebook.com/PropertyPerfect/posts/10155517592168203 และช่องทาง Youtube ที่  https://www.youtube.com/watch?v=cbFOuHLmTDY                   สำหรับ โมดิ วิลล่า เป็นทาวน์โฮม และ บ้านแนวคิดใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ Change to smart Life มีให้เลือกใน 8 ทำเลที่เดินทางได้อย่างสะดวก ได้แก่ บางนา, ลาดกระบัง-สุวรรณภูมิ, เพชรเกษม 69, ชัยพฤกษ์, บางบัวทอง, ปิ่นเกล้า-วงแหวน ในราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท พร้อมโครงการใหม่ โมดิ วิลล่า รังสิต และ โมดิ วิลล่า รังสิต คลอง 7 ที่ได้รับการตกแต่งในสไตล์ยูโรเปี้ยน               ทุกโครงการพร้อมรองรับกับทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัวรุ่นใหม่ แบบบ้านดีไซน์โมเดิร์น โดดเด่นด้วย Fexible Function ห้องอเนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นได้ทั้งห้องนอนที่ 4, ห้องทำงาน หรือห้องนั่งเล่น มีคลับเฮ้าส์ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบ อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส พร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง....ที่ทำให้พ่อตาขาโหดยังต้องยอมรับ    

 1,842
ข่าวต่างประเทศ
05 มิ.ย. 60

ใครชอบสร้างวิดีโอลง youtube ฟังทางนี้! มาตรการใหม่ ไม่ลงโฆษณาบนวิดีโอเนื้อหารุนแรง

หลังมีบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯหลายบริษัทถอนการลงโฆษณาออกจากเว็บไซต์ Youtube เว็บไซต์วิดีโอชื่อดังของโลก เนื่องจากโฆษณาดังกล่าวไปอยู่บนวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรง เช่น วิดีโอสนับสนุนการก่อการร้าย เป็นต้น ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทที่ลงโฆษณาเสื่อมเสีย Youtube จึงออกมาตรการป้องกันเนื้อหาที่มีความรุนแรง แต่ยังไม่ถึงขั้นผิดกฎของ Youtube โดยไม่ให้โฆษณาไปปรากฎที่วิดีโอนั้น   วิดีโอที่เข้าข่ายนี้ (มีความรุนแรง แต่ยังไม่ถึงขั้นผิดกฎ) ได้แก่    1. วิดีโอที่มีเนื้อหาส่งเสริมการเลือกปฏิบัติ หรือดูหมิ่น เหยียดหยามบุคคล หรือกลุ่มบุคคลจากเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ สัญชาติ ศาสนา ความทุพพลภาพ อายุ สถานภาพทางทหาร รสนิยมทางเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ หรือลักษณะอื่นๆที่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือการแบ่งแยก   2. วิดีโอที่เกี่ยวกับการใช้ตัวละครแบบครอบครัว ที่มีส่วนร่วมในการทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาทิ การใช้ความรุนแรง พฤติกรรมทางเพศ การกระทำที่เลวทราม หรืออื่นๆ แม้ว่าจะเป็นไปเพื่อความตลกขบขันหรือเพื่อต้องการเสียดสีก็ตาม   3. เนื้อหาที่ก่อให้เกิดความไม่สงบหรือหยาบคายโดยไม่จำเป็น เช่น วิดีโอที่ใช้ภาษาไม่สุภาพโดยไม่จำเป็น ซึ่งทำให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคลถูกดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท   Youtube ระบุผ่านบล็อกของบริษัทว่า นอกจาก Youtube ตระหนักว่าจะต้องปรับปรุงการสื่อสารเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ไปยังผู้ผลิตวิดีโอ หรือ creators แล้ว Youtube ยังต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผู้ลงโฆษณา ที่จะให้โฆษณาปรากฎบนเนื้อหาที่ผู้ลงโฆษณาคิดว่าเหมาะสมกับแบรนด์สินค้าเท่านั้น   ทั้งนี้ การไม่มีโฆษณาปรากฎบนวิดีโอ หมายถึงผู้ผลิตวิดีโอจะไม่ได้รับรายได้จากค่าโฆษณา ซึ่งผู้ผลิตวิดีโอหลายรายเดิมก็หารายได้ด้วยวิธีนี้

 4,476
ข่าวต่างประเทศ
26 พ.ค. 60

"กูเกิล" เผย เตรียมติดตามข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิตของผู้ใช้ในสหรัฐฯ

กูเกิล บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของโลกกำลังวางแผนที่จะสร้างบริการติดตามการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตนับพันล้านใบ เพื่อให้นักโฆษณาทราบว่าแคมเปญโฆษณาออนไลน์นั้น ทำให้คนไปซื้อสินค้าจริงนอกระบบออนไลน์ได้เพียงใด บริการนี้จะเก็บข้อมูลจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตกว่า 70% ในสหรัฐอเมริกา โดยมี "บริษัทผู้ร่วมมือ" ช่วยเก็บข้อมูลการใช้จ่ายเหล่านั้นมาให้กูเกิล   เดิมกูเกิลเองมีข้อมูลผู้ใช้ปริมาณมหาศาลอยู่แล้ว ซึ่งเก็บมาระหว่างการให้บริการต่างๆ อาทิ AdWords บริการโฆษณาออนไลน์ หรือ Google Analytics ที่จะคอยเก็บข้อมูลพฤติกรรมการท่องเว็บไซต์แต่ละเว็บ และ DoubleClick บริการนายหน้าพื้นที่โฆษณา ยิ่งไปกว่านั้น กูเกิลยังเก็บข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ของมือถือว่าเราไปที่ไหนมาด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิตแล้ว ทั้งหมดนี้จะช่วยให้กูเกิลวิเคราะห์ได้เมื่อผู้ใช้งานอย่างเราๆ เห็นโฆษณา ตามด้วยการค้นหาสินค้าที่โฆษณา และไปซื้อสินค้านั้นจริงๆ   แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนทั้งหลายในสหรัฐฯ ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลขึ้นมาทันที   นายมาร์ค โรเทนเบิร์ก ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์สารสนเทศด้านความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ (EPIC) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยอิสระเพื่อประโยชน์สาธารณะในสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาล รวมทั้งสภาคองเกรสขอคำตอบจากกูเกิลให้ได้  ว่ากูเกิลและบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ มีวิธีเก็บข้อมูลจากผู้ใช้งานอย่างไร และใช้ข้อมูลเหล่านี้อย่างไร   "สิ่งที่น่าสนใจจริงๆสำหรับผม คือการที่บริษัทต่างๆเริ่มมีการเก็บข้อมูลในเชิงรุกมากขึ้น และการเก็บข้อมูลเหล่านี้ยังดูกลายเป็นความลับ (ที่ผู้ใช้ไม่ค่อยทราบ) มากขึ้นด้วย" มาร์คระบุ   เรื่องนี้กูเกิลยืนยันว่า กูเกิลไม่ได้เข้าถึงข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิตของผู้ใช้งานแต่ละคนโดยตรง แต่จะได้รับข้อมูลจาก "บริษัทผู้ร่วมมือ" มาอีกทอดหนึ่ง ในขณะเดียวกันบริษัทที่เป็นผู้ผลิตสินค้า ก็จะเห็นเพียงจำนวนของการซื้อสินค้าที่เกิดขึ้นจริงจากการโฆษณาออนไลน์ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้ใดๆ   นอกจากนี้ กูเกิลยังพัฒนาเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลแบบใหม่ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์อันซับซ้อน ที่จะช่วยให้ข้อมูลการใช้จ่ายที่ได้มาเหล่านี้เป็นส่วนตัว ปลอดภัย และไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ใช้งานทั้งในระบบของกูเกิลและในฝั่งผู้ผลิตสินค้า แต่กูเกิลไม่ยอมเปิดเผยว่าใครเป็น "บริษัทผู้ร่วมมือ" ในการเก็บข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตร และไม่เปิดเผยวิธีการในการเก็บข้อมูลเหล่านี้ด้วย   อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานก็ยังมีสิทธิ์ไม่อนุญาตให้กูเกิลนำข้อมูลส่วนตัวที่เก็บได้ไปใช้ในการเลือกแสดงโฆษณา และสามารถลบประวัติสถานที่ที่ตัวเองเดินทางไปในระบบกูเกิลได้ ด้วยการไปตั้งค่าบัญชีของตัวเองเพื่อปิดการทำงานเหล่านี้   องค์กร Big Brother Watch ซึ่งเป็นองค์กรที่รณรงค์ด้านเสรีภาพพลเมืองและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในอังกฤษ ยังแนะนำให้ผู้ใช้จำกัดการให้ข้อมูลในระบบดิจิตอล เช่น อย่าทิ้งอีเมล์ไว้ในใบเสร็จดิจิตอลต่างๆ และหมั่นตรวจสอบข้อกำหนดการให้บริการอยู่เสมอ เป็นต้น   ขณะนี้บริการนี้ยังจำกัดอยู่เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น คงต้องติดตามก้าวต่อไปว่ากูเกิลจะขยายบริการนี้ออกไปในอนาคตหรือไม่

 5,436
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
20 พ.ค. 60

15 เว็บไซต์หัวไทยชั้นนำ ผนึกกำลังสู้ศึกโฆษณาออนไลน์ แถลง “มีข้อมูลคนท่องเว็บไซต์กว่า 83 ล้านเครื่อง!!!”

             12 องค์กรสื่อเว็บไซค์ชื่อดังของไทยแถลงข่าวเปิดตัว “สมาคมการค้าสื่อออนไลน์คุณภาพ” หรือ OPPA หวังยกระดับการโฆษณาบนเว็บไซต์ให้มีมาตรฐาน ตอบสนองเป้าหมายของแบรนด์และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ เปิดตัวใหญ่เป็นครั้งแรกในอาเซียน ยกทัพเทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เผยข้อมูลคนเข้าเว็บไซต์ชื่อดังกว่า 7.5-10 ล้านเครื่องต่อวัน ชมผ่านมือถือเกือบร้อยละ 80 รัฐคาดช่วยดึงเม็ดเงินโฆษณาให้อยู่ในประเทศ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบายดิจิตัล 4.0             ขยับตัวสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ สำหรับองค์กรสื่อดิจิทัลประเภทเว็บไซต์รวม 12 องค์กร ได้แก่ BEC-TERO Entertainment PCL., Dek-d.com, Kapook.com, เมเจอร์ซินีเพล็กซ์กรุ๊ป, Manager Online, Mthai.com, NationTV, OTV, pantip.com, หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์, Sanook.com, หนังสือพิมพ์สยามกีฬา และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แถลงข่าวเปิดตัว “สมาคมการค้าสื่อออนไลน์คุณภาพ” (Online Premium Publishing Association – OPPA) ซึ่งเป็นสมาคมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมมาตรฐานการโฆษณาบนสื่อออนไลน์ในประเทศไทย              OPPA มีจุดเด่นที่การเปลี่ยนเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลโดยใช้ Cookies ร่วมกันในทุกเว็บในเครือ เพื่อติดตามว่าผู้ใช้สนใจเนื้อหาประเภทใดได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผู้ใช้งานจะออกจากเว็บหนึ่งไปอีกเว็บหนึ่งแล้วก็ตาม ซึ่งต่างจากระบบเดิมที่แต่ละเว็บไซต์จะเก็บข้อมูลแยกกันเอง วิธีใหม่นี้จะทำให้การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของนักโฆษณาทำได้ดียิ่งขึ้น             OPPA ยังสร้างระบบแพลตฟอร์มในการลงโฆษณาด้วยตนเองสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้ใช้เอเจนซี่ หรือกลุ่มเอสเอ็มอี ที่เรียกว่า Self Service Dashboard ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกลงโฆษณาได้ด้วยตนเองอย่างครบวงจร ภายใต้งบประมาณและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เทคโนโลยีเหล่านี้ OPPA ได้รับความร่วมมือจากบริษัทเทคโนโลยีโฆษณาชื่อดังของโลก อาทิ D.A.Consortium, Innity, IPONWEB เป็นต้น และในอนาคตจะมีการยกระดับเทคโนโลยีเพื่อทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพดึงดูดใจผู้บริโภคมากขึ้นไปอีก              อีกสิ่งหนึ่งที่ OPPA ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือการสร้างความปลอดภัยของแบรนด์ (Brand Safety) และเน้นอัตราที่โฆษณาจะถูกมองเห็น (View ability) เพื่อให้ทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์และผู้ลงโฆษณามั่นใจได้ว่า โฆษณาที่ดีจะอยู่ควบคู่ไปกับคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และอยู่ในตำแหน่งที่ “ดีที่สุด” ที่ผู้อ่านจะมองเห็นได้             นอกจากนี้ผู้ลงโฆษณายังมีทางเลือกในการลงโฆษณากับเว็บในกลุ่ม OPPA ได้มากกว่า 1 เว็บไซต์ในคราวเดียวกัน ซึ่งหากประกอบกับปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ในกลุ่ม OPPA (วัดจากที่อยู่ของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพาหรือ IP Address) ซึ่งมีมากถึง 7.5-10 ล้านเครื่องที่ไม่ซ้ำกันต่อวัน และมีการเก็บข้อมูลผู้เข้าชมแล้วมากถึง 83 ล้านเครื่อง จะพบว่าเว็บไซต์ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว             ซึ่งภายในงาน OPPA Open House ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีบุคคลในแวดวงการตลาด เอเจนซี่ และวงการสื่อดิจิทัลมาร่วมงานอย่างคับคั่ง               ดร.โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร เลขาธิการสมาคมฯ และ Group Director - Online Business & Ticketing  จากเครือบีอีซี-เทโร และนายโชค วิศวโยธิน Assistant Managing Director จากกระปุกดอทคอมระบุว่า OPPA มีการทดลองระบบมากว่าครึ่งปี การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้ผู้ลงโฆษณาเลือกลงโฆษณาได้ง่ายและดีขึ้น และสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีแก่ผู้บริโภค             “ต่อไปนี้การเจาะกลุ่มผู้บริโภคจะกว้างขวางขึ้น โดยไม่ใช้แค่ข้อมูลพื้นฐาน แต่จะเก็บพฤติกรรมการใข้งานและบริบทมาวิเคราะห์ ซึ่งในระยะต่อไปก็จะมีการพัฒนาต่อ อาทิ จะเน้นพัฒนาโฆษณาแบบ Programmatic, การทำ Ad Series, สร้างความปรารถนาในการซื้อของลูกค้า จนตัดสินใจซื้อ เป็นต้น ซึ่งเอเจนซี่ หรือภาคเอกชนที่ต้องการซื้อสื่อโฆษณาก็จะต้องพัฒนาโฆษณาให้มีความสร้างสรรค์ เน้นการทำตลาดแบบบูรณาการ และวางแผนงบประมาณเพื่อตัดสินใจเลือกสื่อที่ถูกต้อง”                     ขณะที่ผู้บริหารพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีของ OPPA จาก D.A.Consortium, Innity, IPONWEB,  Aol, Taboola และ Brightcove ต่างมองว่า ประเทศไทยยังต้องการคลังข้อมูลสำหรับการนำเสนอโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเทรนด์การเข้าถึงโฆษณาในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เน้นไปที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่มากกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล รวมทั้งระบุว่าเนื้อหาที่กำลังได้รับความสนใจในยุคนี้คือเนื้อหาประเภทวิดีโอ ซึ่งได้ผลดีกว่าการใช้ข้อความหรือภาพนิ่ง                ในช่วงท้ายมีการเสวนาเกี่ยวกับอนาคตของการโฆษณาออนไลน์ในประเทศไทย โดยนายชัยดิษฐ์ หุตานุวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์การค้า SHOW DC มองว่าสื่อออนไลน์เป็นจุดสำคัญที่จะเชื่อมการโฆษณาไปยังสื่อแบบ on-air และ on-ground ด้านนางสาวพัชรี เพิ่มวงศ์อัศวะ จากสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่าเทคโนโลยีของ OPPA จะช่วยให้การ Targeting มีประสิทธิภาพมากขึ้น เห็นเส้นทางการใข้งานของผู้ใช้ต่อเนื่องจากเว็บหนึ่งไปสู่อีกเว็บหนึ่ง                   ส่วนตัวแทนภาครัฐคือนายเอกพงศ์ หริ่มเจริญ จากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าวว่า ภาครัฐยินดีส่งเสริมภาคเอกชนในการรวมตัวกัน เพราะเม็ดเงินด้านการโฆษณาออนไลน์จะได้อยู่ในประเทศเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามภาครัฐอาจต้องทำงานในระดับมหภาค ซึ่งจะมีแต้มต่อในการเจรจากับต่างประเทศ และนายอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ จากเว็บไซต์พันทิปก็เชื่อว่า การเน้นความปลอดภัยของแบรนด์ที่ OPPA ให้ความสำคัญจะทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งสินค้าที่ลงโฆษณาและภาพลักษณ์ของเว็บไซต์คอนเทนต์ต่างๆ ดีขึ้นทั้งสองฝ่าย              นอกจากนี้ผู้บริหาร 12 องค์กรสื่อสมาชิกสมาคมฯ ยังได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมงาน อาทิ เรื่องหลักเกณฑ์ในการรับสมาชิกของ OPPA เพิ่มเติม ซึ่งจะมีการประกาศหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการในภายหลัง แต่เบื้องต้นเน้นการพิจารณาจากการมีเทคโนโลยีที่ใช้ร่วมกัน, การเน้นความปลอดภัยของแบรนด์และเรื่องลิขสิทธิ์ รวมถึงการมีช่องทางพิเศษสำหรับเอเจนซี่ที่อาจมีลูกค้าเป็นจำนวนมากให้เข้าใช้งานระบบของ OPPA ได้ในรูปแบบที่แตกต่าง เป็นต้น                 การแถลงข่าวครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของการยกระดับมาตรฐานวงการโฆษณาออนไลน์ไทย และเป็นครั้งแรกในอาเซียนที่ภาคเอกชนสามารถรวมตัวกันสร้างความเข้มแข็งในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ www.oppathailand.com ต่อไป

 5,978

Top