ค้นหา :

ผลการค้นหา "รักษา"

บันเทิง
02 ธ.ค. 62

เปิดใจ 'นุ๊ก สุทธิดา' หลังป่วยโรคซึมเศร้า โชคดีรู้ตัว รักษาทัน พร้อมเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยทุกคน

เปิดใจ นุ๊ก สุทธิดา หลังป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ลั่น! เป็นภัยเงียบ ที่ทำให้ชีวิตพังทลาย โชคดีรู้ตัว-รักษาทัน พร้อมเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วย โรคซึมเศร้า ทุกคน     มากันที่เรื่องของ ‘นุ๊ก สุทธิดา’ กันบ้าง อย่างที่เราทราบกัน ว่า ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวเคยมีอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า จนต้องเข้ารับการรักษา นานกว่า 3 เดือน ล่าสุดตอนนี้อาการโดยรวมดีขึ้นแล้ว เจ้าตัวเล่าว่า เกิดจากการกินยาที่ควบคุมอารมณ์ทางสมอง  แต่ฤทธิ์ยา กลับไปมีผลต่อภาวะซึมเศร้าของตัวเอง  เลยส่งผลให้มีอาการของโรคแพนิค ลมชักขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้า   ‘พี่นุ๊ก’ บอกว่า ช่วงแรกที่เป็น ไม่กล้าบอกใคร เพราะตอนนั้นมีข่าวเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าเยอะ เลยคิดว่า พอตัวเองหาย น่าจะมาถ่ายทอดให้เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนที่กำลังป่วย หรือคนที่มีเพื่อนเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จะได้รู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร  เพราะในปัจจุบันนี้ ภาวะเครียดเกิดขึ้นได้เยอะมาก โดยเฉพาะช่วงที่ช่วงเศรษฐกิจโหดร้าย สภาพสังคมก็โหดร้ายไปด้วย เลยทำให้เรามีอาการเครียดสะสมไม่รู้ตัว จนพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้าได้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rHdQ10UMYvk

 22,365
การเมือง
19 ต.ค. 61

วิษณุ รับมี 3 แนวทางปลดล็อกกัญชา นำไปใช้ทางการเแพทย์

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฏหมายขอดูผลการศึกษาร่าง พรบ.ยาเสพติดให้โทษที่จะปรับแก้ให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ก่อน ยังไม่สรุปว่าจะออกเป็นพระราชกำหนด และไม่ถึงขั้นใช้มาตรา 44     นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงความคืบหน้า ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษที่จะปรับแก้ไขให้สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมสัมมนาร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่ง พล.อ.อ ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะนำข้อมูลทั้งหมดมาสรุปเป็นรายงานทางการศึกษา เสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะหาทางออกอย่างไรที่เหมาะสม ให้ตรงต่อความต้องการของประชาชนและพัฒนาการทางการแพทย์ ซึ่งเห็นว่าอาจจำเป็นต้องออกกฎระเบียบมาควบคุม เพื่อให้การดำเนินการทั้งหมดจะได้ไม่ผิดกฎหมาย ดังนั้นแนวทางดำเนินการ มี 3 หลักเกณฑ์ คือ               1.สนช.พิจารณาปรับแก้ประมวลกฎหมายยาเสพติด แต่วิธีนี้มีข้อเสีย เพราะอาจใช้เวลานาน เนื่องจากกฎหมายมีจำนวนหลายมาตรา               2.สมาชิก สนช.เสนอเป็นร่างกฎหมายแยกส่วน เพื่อพิจารณาเฉพาะปัญหายาเสพติดเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการย่นระยะเวลาการพิจารณาให้เร็วขึ้น               3. ออกเป็นพระราชกำหนด แต่ต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบว่าเข้าข่ายสามารถออกเป็นพระราชกำหนดได้หรือไม่ เพราะพระราชกำหนดจะต้องออกมาเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน และเพื่อความปลอดภัยความมั่นคงของชาติเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากไม่เข้าข่ายทั้ง 3 หลักเกณฑ์ข้างต้น ก็มีข้อเสนอให้ออกเป็นคำสั่งตามมาตรา 44 แต่มองว่าคงยังไปไม่ถึงขั้นตอนนั้น เพราะทราบมาว่าเรื่องนี้อาจใช้วิธีแก้กฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาแทน ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าน่าจะสามารถทำได้ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบข้อซักถามทั้งหมดได้ว่ารัฐบาลจะเห็นควรให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร เพราะต้องได้รับรายงานข้อสรุปทั้งหมดก่อน       ข่าวที่เกี่ยวข้อง    

 1,950
สังคม-อาชญากรรม
02 พ.ค. 61

สธ.พร้อมเยียวยา รพ.ส่งผู้ป่วยกลับบ้านผิดคน สุดท้ายเสียชีวิตคู่ ชี้อาการหนักอยู่แล้ว-ญาติจำหน้าผิด

นครปฐม-โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม แถลงข่าวสาเหตุจากรับคนไข้กลับบ้านผิดตัว จนเกิดเหตุเสียชีวิต   เนื่องด้วยมีรายงานการเจ็บป่วยของนางละออ สุรนันทน์ อายุ 83 ปีก็รับไว้โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2561 แพทย์ตรวจพบผู้ป่วยมีอาการไข้ อ่อนเพลียมาก มีอาการสมองฝ่อ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และติดเชื้อในกระแสโลหิต ต้องให้การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อยาแก้ภาวะผิดปกติ ให้ออกซิเจน    ต่อมานางละออ มีอาการเหนื่อยมากขึ้นอีกจึงได้เพิ่มออกซิเจน ทางพยาบาลได้สอบถามญาติที่มาเยี่ยมว่า เป็นอะไรกับคนไข้และผู้มาเยี่ยมตอบว่าเป็นลูกสาวกับลูกชาย ทางพยาบาลได้รายงานอาการและขอคำยืนยันได้เจตนาจำนงค์เรื่องที่จะใส่ช่วยท่อหายใจ ญาติยืนยันไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ และขอรับผู้ป่วยกลับก็ไปดูแลต่อที่บ้าน พยาบาลได้ดำเนินการให้รับกลับโดยได้ลงรายชื่อไม่สมัครอยู่ แต่พยาบาลได้ให้ข้อมูลเรื่องการดูแล และผู้ป่วยในระหว่างรอการเดินทาง และถึงแก่กรรมในที่สุด   ทางด้าน ดร.นพ.พิศิษฐ์  ศรีประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เรื่องนี้ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ ผิดพลาดไม่ได้ตรวจสอบการรับผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ป่วยทั้งสองคนเป็นหญิงอายุ 83 ปี เหมือนกัน มีอาการป่วยวิกฤต ทางแพทย์ที่รักษาได้แจ้งให้ญาติทราบว่า ทำรักษาได้เพียงประคองอาการไปเท่านั้น และต้องเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจเพิ่ม ทางญาติของครอบครัวทั้งสองจึงไม่ขอรับการเจาะคอเพิ่ม เพราะต้องการให้ผู้ป่วยจากไปแบบไม่ทรมาน   โดยครอบครัวของนางละออ มีความประสงค์จะให้ผู้ป่วยสิ้นลมหายใจที่โรงพยาบาล แต่อีกครอบครัวหนึ่งต้องการนำผู้ป่วยไปสิ้นลมหายใจที่บ้านอ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี   วันเกิดเหตุครอบครัวของผู้ป่วยอีกคน ส่งญาติมารับผู้ป่วยเพื่อกลับบ้านเกิดที่ อ.บ้านโป่ง พอมาถึงพบว่า ผู้ป่วยทั้งสองคนมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน พักเตียงใกล้กัน ทางญาติก็ประสานกับเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในตึกนั้น และนำผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล เวลา 07.30 น. จากนั้นช่วงเวลา 09.40 น. เจ้าหน้าที่ดูแลประจำแผนกพบว่ามีการส่งตัวผู้ป่วยผิดคน จึงประสานญาติ และนำรถโรงพยาบาลไปรับผู้ป่วยที่รับผิดตัวระหว่างทางกลับมาโรงพยาบาล จากนั้น นางละออ ผู้ป่วยที่รับผิดไป ก็เสียชีวิตในวันต่อมา ส่วนผู้ป่วยที่ญาติประสงค์จะรับกลับไปที่ อ.บ้านโป่ง ก็เสียชีวิตเหมือนกัน   ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่  ที่ไม่ละเอียดรอบคอบ แต่ส่วนหนึ่งก็ทางญาติที่มารับก็ต้องรู้ว่าผู้ป่วยที่จะมารับคือคนไหน ชื่ออะไร เพราะผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤตและแก่ชรา จะมีใบหน้าคล้ายๆกัน ทางญาติก็มีหลายคน จึงทำให้ญาติเข้าใจผิดคนได้   ทั้งนี้ ตนได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ ที่ประมาท ดำเนินการผิดพลาด พร้อมสั่งปรับปรุงระบบพัฒนาการรับผู้ป่วยกลับบ้านอย่างเข้มงวด   สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขได้เข้าไปเยียวยาและขอโทษกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งสองครอบครัวแล้ว และพร้อมจะรับผิดชอบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ด้านสาธารณสุขต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/99fXIOQ02WU  

 19,325
แชร์ออฟเดอะเดย์
28 มี.ค. 61

ส่งใจช่วย! ไก่ชนหัวขาดลิ้นเริ่มเน่า พระแฉคนใจร้ายนำไปชน โดนจิกแผลทั่วตัว รักษาไม่ไหวเลยมาปล่อยวัด

ราชบุรี-จากกรณีพระภิกษุในวัดมหาธาตุ แจ้งพบไก่ชนเพศผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่รู้ถูกอะไรกัดที่บริเวณหัว จึงได้นำตัวมาให้สัตวแพทย์รักษาอาการบาดเจ็บ พร้อมนำใส่กรงดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อรออาการอย่างน้อยประมาณ 7 วัน   ล่าสุดสัตวแพทย์ที่ดูแลระบุ อาการของไก่ชนยังทรงตัว ยังสามารถกินอาหารเหลวและวิตามินได้ โดยการใส่ไซริงค์หยอดเข้าไป กินได้น้อยแต่กินบ่อยๆ ส่วนบาดแผลนั้นไก่ตัวนี้จะโดนแค่ส่วนตรงริมฝีปากที่ยาวๆของไก่ซึ่งลึกเข้าไป แต่รูจมูกยังมีหายใจได้อยู่ตามปกติ สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการดูแล คือตอนนี้ปลายลิ้นที่ขณะนี้เริ่มเน่าและกำลังจะหลุด ทำให้การกลืนอาหารไม่ค่อยดี   ส่วนแผนการรักษาคือ การฆ่าเชื้อโดยให้ทางการฉีดยาวันละครั้ง ทำแผล ล้างแผล และได้เลเซอร์แผลอยู่ ส่วนบริเวณเนื้อที่แห้งๆคงต้องรอให้มันหลุดเองและโชคดีว่าแผลนั้นไม่ติดเชื้อเข้าไปข้างใน โดยสังเกตจากบาดแผลที่เริ่มมีแดงขึ้นและเริ่มแห้ง และถึงแม้ว่าไก่ชนจะมองไม่เห็น แต่เวลาไปสัมผัสก็จะตอบสนอง เป็นไก่ที่เชื่องมากอยู่กับคนได้ตลอด ตอนนี้ก็รอแพทย์เฉพาะทางมารับเขาไปรักษา เพราะในส่วนของเราก็รักษาตามอาการ   ขณะที่พระธรรมปัญญาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี และเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุวรวิหาร กล่าวถึงกรณีที่มีคนนำสัตว์มาปล่อยในวัด โดยเฉพาะไก่ นั้นก็ทราบว่า วัดเป็นเขตอภัยทาน ไม่มีเข้ามาทำร้ายสัตว์ในวัด จึงทำให้มีคนนำสัตว์มาปล่อย ทั้งสุนัข แมว ไก่ รวมทั้งปลา และก็มาออกลูกออกหลานเต็มไปหมด พระเณรออกไปบิณฑบาตรมาได้ก็ต้องเอามาให้สัตว์กิน ถ้าไม่พอก็ต้องซื้อให้กิน ส่วนไก่นั้นน่าจะมีมากกว่า 50 ตัว ซึ่งมีทะเลาะกัน ตีกัน ก็ต้องคอยห้าม เพื่อไม่ให้บาดเจ็บ   ส่วนไก่ตัวที่เจ็บนั้นทราบว่าเป็นไก่ชน ที่เจ้าของนำไปตีพอมีแผลเยอะรักษาไม่ไหวก็นำมาปล่อยที่วัด ซึ่งก็ต้องคอยหลบหลีก สัตว์ตัวอื่นๆ ไม่ให้มาทำร้าย จึงต้องให้หมอนำไปรักษา เวลาที่จะมีคนนำสัตว์มาปล่อยนั้นในอดีต จะนำมาปล่อยตอนกลางคืน แต่ปัจจุบันนำมาปล่อยกลางวันเลย แต่ถ้าเจอกับพระก็จะบอกว่าหลวงพี่ฝากเลี้ยงด้วยแล้วก็ทิ้งสัตว์ไว้เลย ซึ่งทางวัดก็ต้องเลี้ยงต้องดูแลกันไป ไม่รู้จะบอกญาติโยมยังไงว่าไม่ให้นำมาปล่อย เพราะบอกไปก็เอามาปล่อยอยู่ดี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KftPxTCLem8    

 4,280
ต่างประเทศ
13 มี.ค. 61

ชาวเน็ตจีนสงสารแห่บริจาคเงินรักษา 'ทารก' เกิดมามีก้อนเนื้อขนาดใหญ่โผล่หลังศีรษะ

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวของ Yue Zhuangzhuang  ทารกน้อยชาวจีน หลังลืมตามาดูโลกในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา พร้อมความผิดปกติมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่บริเวณด้านหลังศีรษะ จนถูกเรียกว่า "ทารกสองหัว"     รายงานข่าวระบุว่า เนื่องจากครอบครัวของเด็กมีฐานะยากจนจึงหมดหวังที่จะหาเงินมาแก้ไขความบกพร่องที่เกิดขึ้น จนกระทั่ง Li Yaling  หญิงวัย 22 ปี ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ตัดสินใจยื่นมือเข้ามาช่วย ด้วยการโพสต์คลิปของหนูน้อยในโซเชียลมีเดีย ทำให้มีคนสนใจและช่วยระดมเงินสำหรับใช้ในการรักษาได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว     โดยขณะนี้ทารกน้อยกำลังเข้ารับการรักษาอาการที่เรียกว่า Cranium bifidum ซึ่งเกิดจากกะโหลกศีรษะปิดไม่สนิท ทำให้เนื้อสมองหรือเยื่อหุ้มสมองยื่นออกมา หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อของ “โรคงวงช้าง”  

 7,350
ต่างประเทศ
30 ม.ค. 61

ศาลอังกฤษอนุญาตให้แพทย์หยุดการช่วยชีวิตเด็กวัย 11 เดือนที่สมองเสียหายรุนแรง แม้พ่อแม่ต้องการรักษาต่อ

ศาลสูงของอังกฤษมีคำตัดสินให้คณะแพทย์สามารถยุติการรักษาเพื่อช่วยชีวิตเด็กชายอิสยาห์ ฮาสตรุป เด็กชายวัย 11 เดือนที่สมองได้รับความเสียหายได้ ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความต้องการของพ่อแม่ของเด็กที่ต้องการให้เด็กได้รับการรักษาต่อไป   สำนักข่าวบีบีซีรายงานถึงเรื่องนี้ว่า โรงพยาบาลคิงส์คอลเลจ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่รักษาเด็กชายคนดังกล่าวต้องการให้การรักษาแบบ "ประคับประคอง" เพราะทีมรักษาต่างรู้สึกว่าการรักษาเพื่อช่วยชีวิตเด็กชายอิสยาห์ต่อไปนั้น "ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดต่อตัวเขาเอง" โดยคณะแพทย์ให้การต่อผู้พิพากษาว่าสมองของอิสยาห์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการขาดออกซิเจนระหว่างคลอด มีระดับการรับรู้ที่ต่ำ ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือหายใจได้เองและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นใดๆ    แต่นางทาเคชา ผู้เป็นแม่ของเด็กพยายามให้การต่อศาลว่า เมื่อเธอพูดกับเด็กชายอิสยาห์ เขาสามารถตอบสนองได้อย่างช้าๆ โดยการเปิดตาหนึ่งข้าง   "ฉันเห็นเด็กผู้ได้รับบาดเจ็บ เขาต้องการความรัก เขาต้องการการดูแล ซึ่งฉันมีให้เขาและฉันให้เขาได้" ทาเคชา แม่ของเด็กให้การต่อศาล "การที่จะบอกว่าเขาน่าสงสาร และไม่คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มันไม่สมควรเป็นการตัดสินใจของคณะแพทย์"   และแม้ทนายความผู้แทนจากโรงพยาบาลคิงส์คอลเลจจะยอมรับว่า ไม่มีใครจะสามารถเข้าใจความเจ็บปวดและทรมานของพ่อและแม่ของเด็กชายอิสยาห์ได้ แต่เธอก็ยืนยันจากหลักฐานทางการแพทย์จำนวนมากที่ชี้ว่า การหยุดการรักษาจะเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับเด็กชายคนนี้   ขณะที่ตุลาการสมทบคนหนึ่งที่วินิจฉัยคดีนี้ระบุว่า จากการประเมินในหลากหลายมุมมองว่าทางใดจะให้ผลที่ดีที่สุดแก่เด็กชายอิสยาห์ เขาแน่ใจว่าการรักษาทางการแพทย์เพื่อช่วยชีวิตต่อไปนั้นไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดอีกแล้ว   "ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง นั่นคือคำตัดสินของผม" เขากล่าว   ผลจากคำตัดสิน ทำให้นายลอนเร ฮาสตรุป ผู้เป็นพ่อ และนางทาเคชา โทมัส ผู้เป็นแม่ของเด็กเตรียมปรึกษาทนายความอีกครั้งว่าจะทำเช่นไรต่อไป ขณะที่โฆษกของทางโรงพยาบาลคิงส์คอลเลจกล่าวว่า นี่เป็นเวลาที่ยากลำบากสำหรับพ่อแม่ของเด็กชายอิสยาห์ และผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการรักษาทั้งหมด และยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรักษาแบบประคับประคองจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ตัวเด็ก โดยความสำคัญตอนนี้จะมุ่งไปที่การให้การรักษาแก่เด็กชายอิสยาห์ตามที่เขาต้องการ ตลอดจนทำงานอย่างใกล้ชิดและช่วยเหลือพ่อแม่ของเด็กชายคนนี้   มีรายงานว่าก่อนหน้านี้่พ่อและแม่ของเด็กได้ยื่นฟ้องข้อหากระทำการรักษาโดยประมาทต่อโรงพยาบาลแยกอีกคดีหนึ่งด้วย โดยเน้นที่ความผิดพลาดในกระบวนการรักษาของทางโรงพยาบาล   "พวกเราต้องขอโทษอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อครอบครัวของเด็กชายอิสยาห์ด้วย" โฆษกโรงพยาบาลแถลง   (ข่าว/ภาพ : BBC)

 7,133
แชร์ออฟเดอะเดย์
30 ม.ค. 61

แม่ร้อง รพ.รักษาลูกชายวัยขวบเศษผิดพลาดหวิดต้องตัดแขน ไร้การเยียวยา

ราชบุรี-นางสุทธิดา ธีระวัฒนวิศิษฎ์ แม่วัย 38 ปี ร้องเรียนสื่อมวลชนหลังนำลูกชายอายุ 1 ขวบ 1 เดือนเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อรักษาท่อน้ำตาตัน ซึ่งแพทย์ได้ให้เข้ามาแยงท่อน้ำตาแต่ต้องให้น้ำเกลือที่บริเวณแขนด้านซ้าย แต่เกิดน้ำเกลือหลุดออกนอกเส้น ทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงแขน   ซึ่งเป็นเรื่องผิดพลาดของพยาบาลจึงต้องนำเข้าผ่าตัดเพื่อรักษาแขนด่วน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถทำให้บุตรชายมีสภาพปกติได้ และได้มีการสอบถามไปยังมีการบ่ายเบี่ยงอยู่ตลอดเวลา จึงอยากได้ความชัดเจนจากทางโรงพยาบาล    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9F40s8I3FPI  

 81,796
ต่างประเทศ
24 ม.ค. 61

แพทย์จีนรักษาสาวป่วยมะเร็งผิวหนัง เกิดมาพร้อมปานดำไซซ์ยักษ์บนหน้า

สำนักข่าว metro  นำเสนอเรื่องราวของ เสี่ยวเหยียน หญิงสาวเคราะห์ร้ายชาวจีนวัย 23 ปี ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาทำให้มีปานดำขนาดใหญ่บนใบหน้ามาตั้งแต่เกิด และทางเดียวที่จะสามารถรักษาไม่ให้มันลุกลามกลายเป็นมะเร็งร้ายคร่าชีวิตของเธอได้คือการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่     หญิงสาวที่ขณะนี้อยู่ระหว่างรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลรัฐในเซี่ยงไฮ้ หลังปานดำบนใบหน้าเริ่มแสดงอาการเมื่อปลายเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ซึ่งแพทย์ได้ประเมินว่ามันเป็นการส่งสัญญาณถึงการเจริญเติบโตของมะเร็ง      ขณะที่เจ้าตัวเปิดใจว่า แม้จะมีปานขนาดใหญ่อยู่บนหน้ามาตั้งแต่เกิด แต่เธอก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติ มีวัยเด็กที่เล่นสนุกกับเพื่อนๆ แต่เมื่อเธอเติบโตขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวกลับส่งผลในทางลบ หลังต้องเผชิญกับคำวิจารณ์เรื่องรูปลักษณ์ต่างๆ นานาอย่างไร้เหตุผล     รายงานข่าวระบุว่า ครอบครัวของหญิงสาวตัดสินใจพาเธอมารักษาที่เซี่ยงไฮ้ตามคำแนะนำของแพทย์ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว พร้อมทุ่มเงินไปเกือบ 5 แสนบาท ซึ่งการรักษาได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยช่วงแรกของกระบวนการสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับหญิงสาวเป็นอย่างมาก เพราะใบหน้าถูกขยายใหญ่ผิดสัดส่วนจนเหมือนกับไข่ไก่ จากการถูกฉีดน้ำเกลือเข้าไปใบหน้า แต่แพทย์ก็ได้ให้คำสัญญาว่าจะมอบใบหน้าใหม่ให้กับเธอ ภายหลังจากกระบวนการการรักษาเสร็จสิ้น    

 108,424
ต่างประเทศ
25 ธ.ค. 60

แพทย์สหรัฐฯ เตรียมผ่าตัดช่วยชีวิต ด.ช.คิวบา ป่วยเนื้องอกยักษ์โผล่บนหน้า

สำนักข่าว mirror นำเสนอเรื่องราวน่าสงสารของ Emanuel Zayas  เด็กชายชาวคิวบาวัย 14 ปี ได้รับความทุกข์ทรมานจากเนื้องอกขนาดใหญ่บนใบหน้า ซึ่งแม้แพทย์จะระบุว่าไม่ใช่มะเร็งและไม่ได้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่ก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเพราะทำให้การหายใจและกินอาหารยากลำบาก จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน     ศัลยแพทย์ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ กำลังเรียกร้องให้สาธารณสุขจ่ายค่าผ่าตัด เพื่อรักษาชีวิตของเด็กชายเคราะห์ร้ายที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงไมอามีเมื่อเดือนที่ โดยได้รับวีซ่าสำหรับการรักษาทางการแพทย์  หลังจากพ่อแม่ของเด็กชายตระเวนหาหมอในคิวบามารักษาแต่ก็ไม่สำเร็จ ซึ่งล่าสุดเด็กชายกำลังจะเข้ารับการผ่าตัดนำเนื้องอกน้ำหนักมากถึง 4.5 กิโลกรัมออกที่โรงพยาบาล Jackson Memorial Hospital ในวันที่ 12 มกราคมปีหน้า โดยคาดว่าจะใช้เวลานานถึง 8-10 ชั่วโมง พร้อมด้วยทีมศัลยแพทย์มากถึง 4 ทีม     ด้านหัวหน้าศัลยแพทย์เปิดเผยว่า เด็กชายป่วยเป็นโรคเนื้องอกกระดูกตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบ ความผิดปกติดังกล่าวทำให้เขาขาพิการ กระดูกกะโหลกอ่อนตัวลงและทำให้เนื้องอกไม่หยุดการเจริญเติบโต ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาเนื้องอกจะแตกและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนการผ่าตัดที่กำลังจะเกิดขึ้นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดคือการสูญเสียเลือด ทั้งนี้หลังเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกในเดือนหน้า คนไข้จะต้องผ่าตัดอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อสร้างขากรรไกร โดยคาดว่าเด็กชายน่าจะหายเป็นปกติในช่วงปลายปีหน้า     สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางโครงการ International Kids Fund ของมูลนิธิ Jackson Health Foundation จะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยผ่านการระดมเงินบริจาคจากผู้ใจบุญ ซึ่งทางมูลนิธิก็ได้ออกมาเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาค ถือเป็นการส่งต่อความรักในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้      

 9,049
สังคม-อาชญากรรม
01 ธ.ค. 60

'บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์' เข้าช่วยหญิงอ้วน 150 กก. ขากางหุบไม่ได้ ต้องทุบผนังบ้านพาส่ง รพ.

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าไปให้การช่วยเหลือ นางสาวรัตนา พลเทพ หรือน้อง เมย์ อายุ 25 ปี ที่อาศัยอยู่ภายในชุมชนคลองเตย ล็อค 1 ที่ป่วยเป็นโรคอ้วน หนัก 150 กิโลกรัม ขาทั้งสองข้างมีลักษณะบวม กางออกหุบไม่ได้ ประกอบกับเป็นโรคน้ำท่วมปอด ความดัน เบาหวาน ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถขยับตัวไปรักษาได้ ต้องการความช่วยเหลือให้พาออกจากไปรักษาที่โรงพยาบาล   โดย นางสาวรัตนา บอกว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยล้ม 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ล้มยังสามารถเดินได้อยู่ แต่ครั้งที่สองตนล้มหลังกระแทกกลับเสา หลังจากนั้นขาก็เริ่มบวม แต่ยังไม่มาก ตนจึงให้คนมานวดขาให้ แต่ไม่กี่วันต่อมา ตนตื่นขึ้นมาก็พบว่าขาทั้ง 2 ข้าง บวมจนไม่สามารถหุบได้ ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย   นางสาวรัตนา บอกอีกว่า ตอนนี้ตนจะรู้สึกเจ็บปวด จนร้องไห้ตลอดเวลา บางทีไม่อยากให้พ่อแม่ได้ยินก็ต้องกัดลิ้นตัวเอง ทั้งนี้ตนอยากจะกลับมาเดินเหมือนคนปกติ แต่ไม่รู้จะเดินได้เหมือนเดิมหรือไม่   ด้าน บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ บอกว่า เบื้องต้นแผนการที่วางเอาไว้คือ ให้เจ้าหน้าที่มารื้อฝาผนังบ้านออก เนื่องจาก น.ส.รัตนา ไม่สามารถหุบขาได้และปวดตลอดเวลา หลังจากนั้นจะให้เจ้าหน้าที่จำนวน 20 นาย ช่วยกันยก น.ส.รัตนา ขึ้นบนเสลี่ยง และยกออกไป    บิณฑ์ บอกอีกว่า อุปสรรคที่สำคัญคือตัวของน้อง เพราะน้องเขาไม่สามารถขยับตัวได้ พอเราไปจับน้องก็เจ็บ ซึ่งในการช่วยเหลือมันก็มีความเสี่ยง แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าหากปล่อยไว้น้องก็จะอาการแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งในวันนี้(1 ธ.ค.) จะมีเจ้ากู้ชีพ และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล มาคอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้(1 ธ.ค.) จะเริ่มภารกิจช่วยเหลือ น.ส.รัตนา ตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยจะเริ่มรื้อผนังบ้านก่อน แล้วในเวลา 09.00 น. จะเริ่มนำตัว น.ส.รัตนา ออกจากบ้าน ไปโรงพยาบาล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JQ6cigxtxvA    

 148,347
สังคม-อาชญากรรม
30 พ.ย. 60

'แม่ชีศันสนีย์' ใช้วิธีธรรมชาติบำบัดรักษามะเร็ง จากก้อนขนาด 10 ซม. ตอนนี้ฝ่อจนมองไม่เห็น

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มีอาการปวดที่บริเวณช่องท้อง และมีเลือดออก ก่อนตรวจพบว่ามีก้อนเนื้อกระจายที่บริเวณช่องท้อง แต่แม่ชีศันสนีย์ ปฏิเสธการคีโมและผ่าตัด แต่ใช้วิธีการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด นั้น   ล่าสุดวานนี้(29 พ.ย.) เวลา 13.00 น. ที่เสถียรธรรมสถาน แม่ชีศันสนีย์ แถลงข่าว กรณีอาการป่วยเป็นมะเร็ง รวมถึงวิธีการรักษา โดยมีลูกศิษย์ และดารานักแสดงที่เคยมาปฎิบัติธรรมมาร่วมฟังแถลงในครั้งนี้   แม่ชีศันสนีย์ บอกว่า ตนป่วยเป็นมะเร็งจริง โดยช่วงแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตนมีอาการเจ็บที่ลิ้นปี่ เป็นเวลา 1 เดือน และเริ่มสังเกตว่าร่างกายซูบผอมลง จึงไปตรวจที่โรงพยาบาล พอไปตรวจก็พบก้อนมะเร็ง 2 ก้อน ขนาดก้อนละ 10 เซนติเมตร อยู่นอกกระเพาะอาหาร และก็กระจายทั่วหน้าท้อง ตอนนั้นคนที่ไปตรวจก็ตกใจ แต่ตนไม่ตกใจ เพราะเตรียมใจมาก่อนแล้ว   หลังจากนั้นตนก็เข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์ โดยการทานยาที่แพทย์จ่ายให้ แต่ไม่ได้ทำคีโม หรือผ่าตัด ซึ่งตนไม่ได้ปฎิเสธ แต่แพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถทำได้ สิ่งที่ตนปรับเปลี่ยนอีกก็คือการกินอาหาร การแบ่งเวลาทำงาน รวมถึงการใช้เวลาพูดคุยกับร่างกาย วันละ 2 ชั่วโมง โดยจะทำการภาวนาจิต และกำหนดลมหายใจ รวมถึงวิธีธรรมชาติบำบัด   ต่อมาเดือนมิถุนายน ตนไปตรวจอีกครั้ง ก็พบว่าจากก้อนมะเร็งขนาด 10 เซนติเมตร เหลือเพียง 3 เซนติเมตร ส่วนที่กระจายอยู่ภายในช่องท้องก็หายไป หลังจากนั้นอีก 3 เดือนไปตรวจ พบว่าก้อนมะเร็งเล็กลงจนเหลือเพียง 1 เซนติเมตร ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ตนไปตรวจอีกครั้ง แพทย์บอกว่า มะเร็งส่วนที่งอกนอกกระเพาะเล็กลงมาก ฝ่อจนมองไม่เห็น ส่วนที่หลงเหลือก็มีลักษณะเป็น non-active คือ ไม่ทำหน้าที่ตัวเอง   โดย แม่ชีศันสนีย์ บอกอีกว่า ที่ผ่านมาตนเยียวยาแต่คนอื่น แต่ตอนนี้ต้องมาเยียวยาตนเอง ตนจึงอยากจะให้กำลังใจคนที่ป่วยอยู่ในขณะนี้ว่าอย่าไปกลัว แต่ให้ถือว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ชีวิต     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1CKsUvF_eoA    

 39,829
สังคม-อาชญากรรม
22 พ.ย. 60

สั่งปิดศูนย์ตอกเส้น-จับ 5 พนง. 'พระมหาสีไพร' ยันเป็นการรักษาทางเลือก ท้าหากผิดจริงพร้อมสึก

นนทบุรี-เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบและทำการปิดศูนย์ตอกเส้น สาขาปากเกร็ด พร้อมทั้งจับกุมผู้ที่ทำการตอกเส้นจำนวน 5 คน ส่ง ตร.สภ.ปากเกร็ด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยโดยมิได้รับอนุญาต ผู้ถูกกล่าวหาได้ขอประกันตัวออกไปคนละ 10,000 บาท   ด้านพระมหาสีไพร อาภาธโร ได้เดินทางเข้าเยี่ยมศิษยานุศิษย์ ที่ถูกจับกุม พร้อมกล่าวว่า เตรียมใจไว้ก่อนตั้งแต่วันแรกที่ให้ข่าวไปแล้ว ว่าขาข้างหนึ่งอยู่ในคุก อีกข้างอยู่บนความทุกข์ยากของประขาชนที่เจ็บป่วยต่างๆ ยันที่ผ่านมาได้ติดต่อยื่นเรื่องต่อสภาแพทย์แผนไทย สบส.เพื่อขอการรับรองให้ถูกกฎหมายมาโดยตลอด ลั่นหากสอบสวนว่าตนมีความผิด ก็จะขอลาสิกขาจากการเป็นพระ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/geLRv4gWOHE  

 42,273
แชร์ออฟเดอะเดย์
21 พ.ย. 60

พระเปิดโรงเรียนตอกเส้น รักษาอาการปวดตามร่างกาย แพทย์ชี้คล้ายทำกายภาพ แนะรักษาแผนปัจจุบันร่วมด้วย

ในโลกออนไลน์ มีการแชร์คลิปจากผู้ใช้ facebook ชื่อ “สีไพร วันอยู่” เปิดภาพพระภิกษุ กำลังใช้ค้อน ตอกหมุดที่ทำจากไม้ ลงไปตามขาของหญิงคนหนึ่ง ลักษณะเหมือนการนวดอย่างหนึ่ง โดยระบุข้อความกำกับคลิปว่า “(ผู้หญิงในคลิป)เป็นโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท 7ปี หมอสั่งผ่า ถูกไล่ออกจากงาน อาตมาจัดให้จบม้วนเดียว ได้ชีวิตใหม่ นี่แหละคนหมดกรรม”   ผู้สื่อข่าว จ.นนทบุรี ไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวที่ ศูนย์ตอกเส้นสีไพร สาขาปากเกร็ด พบว่ามีผู้มารอเข้ารับการรักษาหลายราย ส่วนใหญ่ มีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ ปวดแขนขา และหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่า จะมีผู้มารอรับการตอกเส้นเป็นประจำทุกวัน วันละประมาณ 40 คนไปจนถึง ร้อยกว่าคน โดยหลังรับการรักษาทุกคนจะบอกว่ารู้สึกดีขึ้น และจะกลับมารักษาซ้ำอีก   สอบถามจาก พระมหาสีไพร อาภาธโร  พระวัดเกษมสุริยันนาจ อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นอาจารย์สอนตอกเส้น โรงเรียนนวดตอกเส้นสีไพร ที่ทำการใหญ่อยู่ที่ จ.อุทัยธานี และมีการเปิดสาขาหลายจังหวัด พระมหาสีไพร เปิดเผยว่า คนเราทุกวันนี้ทำอะไรซ้ำท่าเดิมนานๆ เช่นนั่งนาน ยืนนาน จนมีปัญหาเรื่องกระดูก มือเท้าชา และปัญหาอื่นๆ ทางการแพทย์เรียกว่าระบบกล้ามเนื้อเกร็งและหดตัว วิธีรักษาคือต้องตอกนวดให้กล้ามเนื้อคลายตัว เลือดลมก็เดินสะดวก โรคแบบนี้ไม่ต้องใช้ยา แค่ช่วยให้เลือดในตัวเองไหลเวียนได้สะดวก ร่างกายจะซ่อมสร้างตัวเอง โดยการตอก จะตอกลงไปที่กล้ามเนื้อเท่านั้น ห้ามตอกไปที่กระดูก เพราะจะทำให้บาดเจ็บได้    ส่วนสาเหตุที่ พระมหาสีไพร มาเปิดโรงเรียนนวดตอกเส้น เนื่องจากสมัยเด็กๆ พระมหาสีไพร ป่วยตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เข้าออก โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนกระทั่งมาเจอภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่องการตอกเส้นช่วยรักษาจนหาย จึงมาถ่ายทอดและช่วยรักษาคนในเวลาต่อมา   ผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับผู้มารับการรักษา นายไมค์ คุกเกอร์ อายุ 60 ปี ชาวออสเตรเลีย บอกว่า ตัวเองเป็นโรคปวดหลังมานาน หลังจากมาตอกเส้นก็อาการดีขึ้น ที่เห็นจากภาพว่า การตอกค่อนข้างรุนแรง แต่จริงๆแล้วไม่เจ็บ แต่เป็นการตอกเพื่อช่วยยืดเส้นและคลายกล้ามเนื้อ   เช่นเดียวกับ นายกฤติน สุชาโต อายุ 24 ปี ที่บอกว่า ตนเองมีอาการปวดเอวและปวดหลัง ก็มาตอกแก้อาการ โดยตอนที่ตอกก็มีการทาน้ำมันร่วมด้วย ตอกเสร็จแล้วก็รู้สึกโล่งขึ้น ยอมรับว่าตอนตอกก็เจ็บบ้าง แต่ก็คุ้มค่า เพราะอาการปวดดีขึ้นมาก  ครั้งนี้ที่มาตอกนวด มาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว โดยตัดสินใจมารักษาที่นี่ เพราะก่อนหน้านี้ แม่ของตนมาตอกเส้นรักษาอาการปวดตามร่างกายจนหายขาดแล้ว จึงมาลองบ้างตามคำแนะนำของแม่       ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นาวาโท นายแพทย์สรยุทธ ชำนาญเวช  ศัลยแพทย์ประสาท โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ปกติแล้ว ผู้ป่วยที่มีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หากรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์จะจ่ายยาให้กิน ให้ผู้ป่วยพักผ่อน ใช้ร่างกายให้น้อยลง สลับกับการทำกายภาพ ซึ่งหากรักษาตามนี้ ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์  หากไม่หายก็อาจจะต้องพิจารณาทำการผ่าตัดต่อไป   ส่วนกรณี ที่ปรากฎในคลิปว่า มีการใช้ค้อนใช้หมุดตอกตามร่างกาย เพื่อรักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเวส้นประสาทนั้น ตนมองว่าก็ถือเป็นการนวด หรือการทำกายภาพแบบหนึ่ง ตามหลักของแพทย์แผนโบราณ หรือแพทย์ทางเลือก ซึ่งหากไม่ได้ตอกรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บ ก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง  แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาให้หายขาดนั้น ต้องรักษาที่ต้นเหตุ ด้วยการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ควบคู่ไปด้วย เพื่อลดอาการอักเสบ และจัดการหมอนรองกระดูน ให้เลื่อนกลับเข้าที่ จะเป็นการรักษาที่ดีที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VoDSyx4IyKw    

 36,944
ปากท้องร้องทุกข์
18 ก.ย. 60

ครอบครัวระทมทุกข์ ลูกสาววัย 11 ปี ป่วยลมชัก-พิการซ้ำซ้อน แถมถูกร่างทรงหมอผีหลอกเงินหมดตัว

นครศรีธรรมราช-น้องเพชร ด.ญ.วัย 11 ปี  ป่วยโรคลมชักและพิการซ้ำซ้อน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทางครอบครัวฐานะยากจน ประกอบอาชีพเก็บของเก่า หาเช้ากินค่ำ   โดยเมื่อช่วงแรกเกิดน้องเพชรมีร่างกายปกติทุกอย่างเหมือนเด็กทั่วไป กระทั่งเมื่ออายุ 2 เดือน ทางแม่ได้พาไปฉีดวัคซีนเข็มแรก ที่คลีนิคแห่งหนึ่งในอำเภอทุ่งสง ตามบันทึกการเจริญเติบโตของเด็ก (สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก) เมื่อกลับมาบ้านพบว่าน้องเพชร มีอาการเกร็งและปวดท้อง ตนจึงพากลับไปที่คลินิก หมอระบุบว่าน้องเพชร มีอาการแพ้วัคซีน พร้อมให้ยามาทานรักษาอาการปวดท้อง   แต่น้องเพชร อาการไม่ดีขึ้น ยังมีอาการชักเกร็งและปวดท้องบ่อยครั้ง แต่หลังจากกินยาน้องเพชรก็หาย กระทั่งเวลาผ่านไปสังเกตเห็นว่า น้องเพชรมีพัฒนาการที่ช้า ไม่คลาน หรือลุกนั่งเหมือนเด็กทั่วไป เมื่อพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และหมอบอกว่าน้องเพชรป่วยเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรงและมีอาการพิการซ้ำซ้อน   ทางครอบครัวจึงทำทุกวิถีทาง ด้วยความต้องการให้น้องเพชรหายเป็นปกติ จึงถูกที่พวกหมอผี ร่างทรงหลายคน หลอกว่า ลูกสาวถูกคุณไสยบ้าง ถูกกรรมเก่าตามจองล้างจองผลาญบ้าง จะต้องทำพิธีทางไสยศาสตร์รักษา จึงจะหายเป็นปกติ แต่สุดท้ายน้องเพชรไม่หาย และครอบครัวหมดเงินหมดทองไปหลายบาท ไม่มีเงินทุนประกอบอาชีพ ต้องกู้เงินมาเป็นทุนใช้ประกอบอาชีพและเลี้ยงดูครอบครัว   สำหรับผู้ใจบุญที่ต้องช่วยเหลือครอบครัวน้องเพชร ที่ป่วยเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรง และมีอาการพิการซ้ำซ้อน สามารถร่วมบริจาคผ้าอ้อม และสิ่งของจำเป็น เช่น เตียงลมสำหรับผู้ป่วยติดเตียง หรือ รถเข็นนั่ง และเงินค่ารักษาได้ที่บัญชีชื่อบัญชีนายสมพร แก้วพัด เพื่อ ด.ญ.แพรพรรณ แก้พัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาร่อนพิบูลย์ เลขบัญชี 019152589123 หรือโทรศัพท์สอบถาม เบอร์ 093-6037570   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HztJxgUYHok    

 9,254
ต่างประเทศ
16 ส.ค. 60

หมดหนทาง! พ่อจีนคุกเข่าวอนหมออย่าหยุดรักษาลูกป่วยสมองขาดเลือด หลังทุ่มเงินจนหมดตัวแล้ว

สำนักข่าว The Sun นำเสนอเรื่องราวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน กรณีพ่อคุกเข่าอ้อนวอนแพทย์อย่าหยุดรักษาลูกชายที่ป่วยด้วยภาวะสมองขาดเลือด (Hypoxic Ischaemic Encephalopathy) ตั้งแต่เกิด หลังได้ใช้เงินที่กู้มาหมดไปกับการรักษาทุกบาททุกสตางค์แล้ว       DU Zhiying ชายวัย 30 ปี จากมณฑลอานฮุย ได้ยืมเงินจำนวนเกือบ 1 ล้านบาทและยังไปกู้เงินดอกเบี้ยโหดมาอีก 2 แสนบาท เพื่อมาใช้รักษา Yiwei ลูกน้อยวัย 7 เดือน ที่นอกจากจะป่วยสมองขาดเลือดแล้วยังได้รับความทรมานจากหลายอาการอีก ทั้งภาวะติดเชื้อในสมอง, น้ำคั่งในโพรงสมอง และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้     ย้อนไปหลังได้รับการวินิจฉัยว่าลูกมีภาวะสมองขาดเลือด พ่อแม่ก็ได้พาลูกไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นๆ อีกหลายแห่ง หลังเด็กมีอาการท้องร่วงและนอนไม่หลับ ซึ่งแพทย์ยืนยันว่าจะต้องทำการผ่าตัดด่วนโดยมีค่าใช้จ่ายสูงเกือบ 4 แสนบาท และแม้ว่าการผ่าตัดในครั้งแรกจะลุล่วงไปด้วยดี แต่แพทย์กลับระบุว่าเด็กจะต้องได้รับการผ่าตัดอีก ซึ่งต้องใช้เงินมากกว่า 2.5 ล้านบาท แต่ทางครอบครัวไม่มีเงินแล้ว และที่แย่กว่านั้นพ่อก็กำลังถูกตามล่าจากแก๊งเงินกู้นอกระบบ     ล่าสุดจากการช่วยเหลือขององค์กรการกุศลได้มีการเปิดระดมทุนหาเงินเพื่อใช้ในการรักษาเด็กเคราะห์รายนี้ โดยยอดเงินขณะนี้มีผู้ใจบุญบริจาคเข้ามาแล้วราว 1 ล้านบาท ทำให้ความหวังขอคนเป็นพ่อแม่ที่จะได้เห็นลูกหายเป็นปกติใกล้เข้ามาทุกทีๆ  

 5,671

Top