ค้นหา :

ผลการค้นหา "ทุจริต"

สังคม-อาชญากรรม
19 ก.ย. 62

ผอ.สามเสนวิทยาลัยพร้อมพวก โดนโทษอาญา-วินัย ทุจริตรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงข่าวว่ากรณีกล่าวหา นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กับพวกว่าทุจริตเรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 2 ราย เพื่อแลกกับการเข้าโรงเรียน ซึ่งทางป.ป.ช.ได้รับเรื่องมาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน   โดยมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น พบข้อเท็จจริงว่า นายวิโรฒ และนายภูสิทธิ์ ประยูรอนุเทพ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้ปกครองรวม 6 ราย เป็นเงิน 1,440,000 บาท และมีการเบียดบังเงินดังกล่าวนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว   นอกจากนั้นยังพบว่า นายวิโรฒ นายภูสิทธิ์ และนายประเจิน โชติพงศ์กุล ครูชำนาญการพิเศษ (หัวหน้างานรับนักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันสั่งการให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีฝ่ายบริหารงานบุคคลการเงินและสินทรัพย์ 1 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยออกใบเสร็จรับเงินว่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้รับเงินบริจาค โดยให้ลงวันที่ย้อนหลัง แล้วนำเงินสดบางส่วนเข้าฝากเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน   คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า การกระทำของนายวิโรฒและนายภูสิทธิ์ กรณีรับเงินบริจาคโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินแล้วเบียดบังเป็นของตนเองโดยทุจริต รวมทั้งข่มขืนใจเจ้าหน้าที่การเงินฯในการออกใบเสร็จรับเงินนั้น มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147,148,157,162(1) (4)ประกอบมาตรา 83 มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1   และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547   ส่วนนายประเจิน กรณีร่วมกันข่มขืนใจจ้าหน้าที่การเงินฯ มีมูลคามผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148,157,162 (1)(4) ประกอบมาตรา 86มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547ด้วยเช่นกัน   นายวรวิทย์ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ยังได้มีการศึกษาและออกมาตรการป้องกันการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ โดยได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และให้มีการยกเลิกประกาศสำนักงานคณะกรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรณีนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2560 ซึ่งกำหนดการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ในได้หลายกรณีด้วยกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KyHd98zevCQ

 1,326
สังคม
19 ก.ย. 62

ผอ.สามเสนวิทยาลัยพร้อมพวก โดนโทษอาญา-วินัย ทุจริตรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงข่าวว่ากรณีกล่าวหา นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กับพวกว่าทุจริตเรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 2 ราย เพื่อแลกกับการเข้าโรงเรียน ซึ่งทางป.ป.ช.ได้รับเรื่องมาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน   โดยมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น พบข้อเท็จจริงว่า นายวิโรฒ และนายภูสิทธิ์ ประยูรอนุเทพ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้ปกครองรวม 6 ราย เป็นเงิน 1,440,000 บาท และมีการเบียดบังเงินดังกล่าวนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว   นอกจากนั้นยังพบว่า นายวิโรฒ นายภูสิทธิ์ และนายประเจิน โชติพงศ์กุล ครูชำนาญการพิเศษ (หัวหน้างานรับนักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันสั่งการให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีฝ่ายบริหารงานบุคคลการเงินและสินทรัพย์ 1 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยออกใบเสร็จรับเงินว่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้รับเงินบริจาค โดยให้ลงวันที่ย้อนหลัง แล้วนำเงินสดบางส่วนเข้าฝากเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน   คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า การกระทำของนายวิโรฒและนายภูสิทธิ์ กรณีรับเงินบริจาคโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินแล้วเบียดบังเป็นของตนเองโดยทุจริต รวมทั้งข่มขืนใจเจ้าหน้าที่การเงินฯในการออกใบเสร็จรับเงินนั้น มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147,148,157,162(1) (4)ประกอบมาตรา 83 มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1   และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547   ส่วนนายประเจิน กรณีร่วมกันข่มขืนใจจ้าหน้าที่การเงินฯ มีมูลคามผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148,157,162 (1)(4) ประกอบมาตรา 86มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547ด้วยเช่นกัน   นายวรวิทย์ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ยังได้มีการศึกษาและออกมาตรการป้องกันการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ โดยได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และให้มีการยกเลิกประกาศสำนักงานคณะกรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรณีนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2560 ซึ่งกำหนดการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ในได้หลายกรณีด้วยกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KyHd98zevCQ

 1,326
เศรษฐกิจ
04 ก.ย. 62

เล็งใช้โมเดลบูรพาวิถี รื้อทุจริต ใช้อุทธรณ์สู้คดีค่าโง่โฮปเวลล์

จากกรณีศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องชดใช้ค่าเสียหายกับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กรณีถูกบอกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม วงเงิน 11,888.75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี โดยจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับตั้งแต่คดีสิ้นสุด โดยตามกำหนดดังกล่าว ร.ฟ.ท.จะต้องจ่ายค่าเสียหายไม่เกินเดือน ต.ค.นี้   โดยต่อกรณีดังกล่าวนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ได้กำหนดนโยบายไว้ว่าให้หาทางสู้ โดยหวังไม่ต้องจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์ในสมัยที่ตนนั่งเป็นรัฐมนตรี   ทั้งนี้ มีการประชุมกรณีสู้คดีโฮปเวลล์ มีการหยิบยกประเด็นทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ จากการทำสัญญาที่เหมือนเลินเล่อ ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์มาพิจารณา เพราะอาจทำให้เป็นโอกาสในการสู้คดีอีกครั้ง โดยคณะทำงานอ้างอิงความน่าจะเป็นดังกล่าว จากกรณีทางด่วนบูรพาวิถี ที่มีการรื้อรายละเอียดของสัญญาตั้งแต่ต้น เพื่อให้เห็นภาพทั้งหมดว่าเกิดพยานแวดล้อมอะไรขึ้น จนสุดท้ายทำให้ศาลเชื่อได้ว่า เรื่องดังกล่าวต้องกลับเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรมใหม่   ทั้งนี้ หากพบข้อมูลว่าการทำสัญญาดังกล่าว เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือเสมือนเลินเล่อให้รัฐเสียประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เป็นการตรวจสอบสภาพแวดล้อมทั้งหมดของโครงการ เช่น สัญญาใครเป็นคนร่าง แล้วทำไมจึงมีจำนวนแค่ 8 แผ่น เรื่องการปรับปรุงสัญญา การกำหนดเวลาสิ้นสุด หรือพิรุธต่างๆ ซึ่งถ้ารื้อข้อมูลทั้งหมดมาดูอย่างละเอียด จะสามารถชี้ให้ศาลเห็นได้ว่าเป็นการทุจริตโดยมิชอบ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_u1lyIEmdpA

 1,435
สังคม-อาชญากรรม
19 ส.ค. 62

อธิบดียันราชทัณฑ์โปร่งใส เชื่อคนแพ้ประมูลใช้ฝ่ายการเมืองเป็นเครื่องมือ ส่งบัตรสนเท่ห์โจมตีทุจริต

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ โต้กระแสข่าวความไม่โปร่งใสและการบ็อคสเปคอุปกรณ์เสริมความมั่นคงในเรือนจำ 4 แห่งของกรมราชทัณท์ หลังมีผู้ยื่นบัตรสนเท่ห์ถึงรัฐมนตรียุติธรรม กระทั่งทีมงานรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจสอบที่ทัณทสถานเปิดห้วยโป่ง จังหวัดระยอง ระบุประกวดราคา e-bidding อย่างโปร่งใสถูตัองทุกขั้นตอน   คาดอาจเป็นความพยายามของผู้แพ้การประมูลยื่นเรื่องร้องเรียนขึ้นมา โดยใช้ฝ่ายการเมืองเป็นเครื่องมือ เพื่อหาทางล้มเลิกโครงการที่ทำมาอย่างถูกต้อง   ยันยึดถือนโยบาย 3 ส. คือ สะอาด สุจริต และ เสมอภาค เป็นหลักในการบริหารงาน ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ซื้อขายตำแหน่ง ไม่ค้าขายหรือมีประโยชน์ทับซ้อน กับทางราชการ และไม่เบียดเบียนผู้ใต้บังคับบัญชา โดยส่วนตัวมีความเคารพและนับถือท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างสูง   แต่อยากเรียนเสนอให้มีการทบทวนและปรับปรุงแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานฝ่ายการเมือง กับข้าราชการประจำให้เป็นไปอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยยึดผลประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก ไม่เปิดประเด็นออก สื่อรายวัน โดยไม่สอบถามข้อเท็จจริงหรือเปิดโอกาสให้ทางส่วนราชการได้ชี้แจงอย่างเป็นกิจจะลักษณะเสียก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0jnIbWspY7o

 1,114
การเมือง
08 ส.ค. 62

ป.ป.ช.ชี้มูล ขรก.ระดับสูงของ ป.ป.ช.เอง ซุกทรัพย์สิน 260 ล้าน

ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ได้ลงมติชี้มูลความผิดผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำคนหนึ่งใน ป.ป.ช.กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ   สืบเนื่องมาจากกรณีที่ ป.ป.ช.ไต่สวนการทุจริตคดีการทุจริตปาล์มน้ำมันอินโดนีเซีย ที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตั้งบริษัท พีทีที.กรีนเอเนอร์ยี่ จำกัด ลงทุนโครงการปลูกปาล์มน้ำมันที่อินโดนีเซียโดยไม่โปร่งใส มีการจ่ายค่านายหน้าที่ดินแพงเกินจริงโดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. รู้เห็น และโอนเงินเข้าบัญชีคนไทยหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ   มีรายงานว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีพบว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีภรรยาของผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำของ ป.ป.ช.ที่เป็นญาติผู้บริหาร ปตท. ทำให้ปปง.ส่งหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้บริหารระดับสูง ป.ป.ช.คนดังกล่าว   พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนผู้บริหารระดับสูง ป.ป.ช.คนดังกล่าวเพื่อขยายผลคดี และพบความผิดปกติในการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯของคู่สมรสผู้บริหารคนดังกล่าวว่าไม่ได้แจ้งทรัพย์สินมูลค่ากว่า 260 ล้านบาท เป็นเงินในบัญชีทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศด้วย ในที่สุดจึงมีมติชี้มูลความผิดผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำของ ป.ป.ช.ดังกล่าว จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินฯอันเป็นเท็จ ให้ส่งสำนวนไปยังอัยการดำเนินการต่อไป   ผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกรณีดังกล่าวไปยัง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.แต่ไม่รับสาย เช่นเดียวกับนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.ไม่รับสายเช่นกัน แต่ส่งข้อความตอบกลับมาว่า ขอโทษด้วย ยังไม่สะดวกคุยตอนนี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NVrLFXjlClk

 1,892
การเมือง
07 ส.ค. 62

มติ ป.ป.ช. ชี้มูล 'สุเทพ' พร้อมพวก ทุจริตสร้างโรงพักทดแทน-แฟลตตำรวจ

ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในฐานะผู้เห็นชอบและอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2552 และ ชี้มูล บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้ชนะการประมูล มีมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ   โดยคดีนี้ เป็นผลมาจากการก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา เนื่องจากพลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ รักษาการแทน ผบ.ตร.ขณะนั้น ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้าง จากรูปแบบจัดจ้างโดยส่วนกลางแต่ให้แยกการเสนอราคาเป็นรายภาค ทั้ง 9ภาค เป็น รูปแบบกระจายการจัดซื้อจัดจ้างไปตามตำรวจภูธรภาคและตำรวจภูธรจังหวัดแทน   โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อนุมัติ ซึ่งไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และมีบริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล ด้วยการเสนอราคารับเหมาก่อสร้างต่ำสุด ที่ 5,848 ล้านบาท ซึ่งไปลดสเป็กวัสดุให้มีราคาถูกต่ำกว่าท้องตลาดเพื่อเอาเปรียบผู้ประมูลรายอื่น และไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญาแม้ มีการขยายระยะเวลามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้   สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556 เป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเสียหาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด บริษัทที่ชนะการประมูล ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน จำนวน 1,728,629,606 บาท   ในคดีนี้ ป.ป.ช. ยังมติเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลความผิด 1.พลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ รักษาการแทน ผบ.ตร.ขณะนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง   2.พลตำรวจตรี สัจจะ คชหิรัญ และพันตำรวจโท สุริยา แจ้งสุวรรณ์ คณะกรรมการประกวดราคา ซึ่งมีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงด้วย   3.พันตำรวจเอก จิรวุฒิ จันทร์เพ็ญ พันตำรวจเอก สุทธี โสตถิทัต พันตำรวจเอก พิชัย พิมลสินธุ์ พันตำรวจเอก ณัฐเดช พงศ์วรินทร์ และพันตำรวจเอก ณัฐชัย บุญทวี คณะกรรมการประกวดราคา ซึ่งมีมูลความผิด ทางวินัยแต่ไม่ร้ายแรง   สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอื่น ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว พลตำรวจโท ธีรยุทธ กิติวัฒน์ และพลตำรวจโท สุพร พันธุ์เสือ ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป ให้ส่งเรื่องรายงาน เอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542   นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ กับพวกทุจริตโครง การก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต)ของ สตช.163 หลัง เป็นเหตุให้ สตช.เสียหาย 3,994 ล้านบาท กระทำผิดคล้ายกับคดีโรงพักทดแทน นอกจากนี้ระหว่างการก่อสร้าง พ.ต.ท.คมกริบ นุตาลัย คณะกรรมการตรวจการจ้าง เรียกรับเงินจากผู้รับจ้างแลกกับการช่วยเหลือการตรวจการจ้างเป็นเงิน 60,000 บาท และ ด.ต.สายัณ อบเชย ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ผลประโยชน์ที่มิควรได้   ดังนั้นจึงชี้มูลความผิดนายสุเทพ และคณะกรรมการประกวดราคาทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ส่วน ด.ต.สายัณ อบเชย มีมูลความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง โดยในส่วนของ ด.ต.สายัณที่เรียกรับเงิน 91 ล้านบาทนั้น จะขยายผลต่อไปว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/60H7T7olmx8

 2,523
การเมือง
07 ส.ค. 62

ป.ป.ช.ฟัน 'วิรัช-ทัศนียา' พร้อมพวกรวม 24 ราย ทุจริตสร้างสนามฟุตซอล โคราช

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ และพวกรวม 24 คน กรณีการจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างสนามฟุตซอล ในพื้นที่เขต 2 จ.นครราชสีมา จากการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2555 หรืองบแปรญัตติ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.นครราชสีมา สังกัดพรรคเพื่อไทย   โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มเอกชน มีพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตเชิงนโยบาย สนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันกระทำความผิดอย่างเป็นกระบวนการ มีการเข้าไปครอบงำบงการการใช้จ่ายงบประมาณ โดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย เพิ่มเติมงบประมาณ 7,000 ล้านบาท   โดยไม่มีรายละเอียด เปิดโอกาสให้นายวิรัชกับพวกเข้าไปแทรกแซงการใช้จ่ายงบประมาณตามความต้องการ กำหนดคุณลักษณะร่างทีโออาร์ในลักษณะกีดกันผู้ค้ารายอื่นมิให้ร่วมในการเสนอราคา และภายหลังส่งมอบงานให้โรงเรียนต่างๆ ปรากฏว่าแผ่นยางสังเคราะห์ที่กำหนดใน TOR เกิดการโก่งงอ และเมื่อเกิดความเสียหาย ผอ.โรงเรียนต่างๆมิได้เรียกผู้รับจ้างเข้ามาแก้ไข ยึดหลักประกันสัญญาบรรเทาความเสียหาย   โดย ป.ป.ช.พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียง ชี้มูลผู้ถูกกล่าวหา 24 ราย ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 ราย ได้แก่นายวิรัช นางทัศนียา รัตนเศรษฐ และนางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ กลุ่มข้าราชการ 11 ราย อาทิ นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นายรังสรรค์ มณีเล็ก ผอ.สำนักนโยบายและแผน สพฐ. และกลุ่มเอกชน 10 ราย โดยจะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีในวันที่ 7 ส.ค. สำหรับการทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอลที่เหลืออีก 6 เขต 50 โรงเรียน อยู่ระหว่างดำเนินการ   ทั้งนี้นายวิรัชขู่จะฟ้อง ป.ป.ช.ฐานประพฤติมิชอบ เพราะใช้หลักฐานแค่เอกสารชิ้นเดียวในการเอาผิดนั้น แต่ทาง ป.ป.ช.มั่นใจในการทำงาน ใครจะฟ้องคงห้ามไม่ได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZAUmUOrZdvQ

 1,534
การเมือง
27 ก.ค. 62

'อนุพงษ์' ยันตลอด 5 ปีที่ผ่านมาไม่มีทุจริตสักนิดเดียว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นเรื่องทุจริตต่างๆ บอกว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเน้นย้ำ เคร่งครัดเรื่องนี้จริงจัง ไม่มีเรื่องทุจริตสักนิดเดียว    ส่วนเรื่องรถดับเพลิง รถสูบน้ำ เรือดับเพลิง ซื้อตามความจำเป็นที่จะต้องใช้ซื้อ เรื่องที่ทุจริตที่ท่านพูดมามีหลักฐานทั้งหมดยื่นมาได้เลย ถ้าผมไม่ทำ ท่านก็ดำเนินการกับผมได้ทั้งหมด ทางวินัย และอาญา

 6,315
การเมือง
24 ก.ค. 62

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 'สุเทพ-2 บิ๊กตร.' คดีทุจริตสร้างโรงพักร้าง-แฟลตตำรวจ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และพลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ   กรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง วงเงิน 5,800 ล้านบาท หลัง ปปช.ไต่สวนพบนายสุเทพ สั่งเปลี่ยนวิธีการประมูลจากวิธีแยกสัญญารายภาค เป็นการรวมศูนย์ประมูลเป็นแห่งเดียวเมื่อปี 52 ทั้งที่ถูก ครม.ทักท้วง ให้หารือกับสภาพัฒน์และสำนักงบประมาณก่อน แต่นายสุเทพไม่ดำเนินการ   ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิด นายสุเทพ และพลตำรวจเอกสุพร พันธ์เสือ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลตที่พักตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศ ที่นายสุเทพเสนอพร้อมกับการสร้างโรงพักทดแทน ในลักษณะแพ็คคู่   โดยระบุความผิดลักษณะเดียวกันคือ เปลี่ยนวิธีการประมูลก่อสร้างจากแยกเป็นรายภาค ไปเป็นการรวมศูนย์ประมูลไว้แห่งเดียว จนก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน และโรงพักกับแฟลตที่พักตำรวจหลายแห่งถูกทิ้งร้างจำนวนมาก พฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตและประพฤติมิชอบ เร่งจัดทำสำนวนภายใน 30 วันเพื่อส่งอัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hJ6GnwQ_RWQ

 2,060
ต่างประเทศ
17 ก.ค. 62

แฉ 'นาจิบ ราซัค' รูดบัตรเครดิตซื้อเพชรวันเดียว 25 ล้าน เข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติช่วงเป็นนายกฯมาเลย์

งานเข้า นาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย หลังมีข้อมูลว่ารูดใช้เครดิตการ์ดในร้านเพชรวันเดียว สูงถึง 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 25 ล้านบาท เมื่อปี 2557 และยังรูดซื้อสินค้าที่ร้านชาแนลในฮาวายอีก 3 ล้านกว่าบาท รวมถึงใช้จ่ายในโรงแรมหรูที่กรุงเทพฯอีกมากกว่า 900,000 บาท   ล่าสุด ทางการมาเลเซียกำลังเร่งตรวจสอบในข้อหาทุจริต และมีความร่ำรวยผิดปกติในช่วงดำรงตำแหน่ง ขณะที่ นาจิบ ราซัค ปฏิเสธ อ้างเป็นการซื้อของขวัญให้กับสมาชิกระดับสูงของรัฐบาลประเทศอื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  

 1,314
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ก.ค. 62

ถอดแล้ว! ไปรษณีย์คูคต ถอดพัดลมเพดานเหลือ 12 ตัว หลังโดนแฉติด 30 ตัว พัดจ่อ พนง. 2 คน

จากกรณีที่เฟซบุ๊กของ สหภาพแรงงานฯ ปณท. ได้โพสต์พร้อมภาพประกอบข้อความแฉว่า ที่ทำการไปรษณีย์ สาขาคูคต จ.ปทุมธานี ติดพัดลมเพดาน 30 ตัว ราคาตัวละ 6,000 บาท ทั้งที่มีพนักงานแค่ 2 คน, ตู้ไปรษณีย์ราคา 7.1 ล้านบาท ราคาสูงกว่าบ้านเดี่ยว จนก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์   ล่าสุดที่ทำการไปรษณีย์ สาขาคูคต ได้ดำเนินการถอดพัดลมที่มีการติดตั้งหลายตัว นำออกจากผนัง เนื่องจากได้รับคำสั่งให้นำพัดลมออก ซึ่งจากเดิมมีการติดตั้งไว้จำนวน 30 ตัว แต่ได้ให้นำออกไป 18 ตัว และยังคงเหลือติดตั้งไว้จำนวน 12 ตัว   ด้านตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ชี้แจงว่า ทาง ปณท. ได้จัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงที่ทำการไปรษณีย์ สาขาคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยงบประมาณ 5,380,000 บาท โดยมีการติดตั้งพัดลมจำนวน 30 ตัว ในราคาตัวละ 4,500 บาท ในขณะที่ราคากลางเพียงตัวละ 2,000 บาทเท่านั้น ค่าติดตั้ง ตัวละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 180,000 บาท   ซึ่งทาง ปณท. ไม่ได้ทำงบประมาณในการปรับปรุงเฉพาะที่ สาขาคูคต เพียงแห่งเดียว แต่ยังมีในพื้นที่ต่างจังหวัดอีกหลายแห่ง ในความเห็นของตนเองแล้ว ถือว่าเป็นการใช้งบประมาณที่แพงเกินกว่าความเป็นจริง จึงอยากให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เข้ามาตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส ในฐานะที่ตนเองเป็นประธาน สรร.ปณท. ก็จะลงพื้นที่ตรวจสอบการปรับปรุงที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LUJvM5vtFYg

 5,452
สังคม-อาชญากรรม
10 ก.ค. 62

เด้ง 'ผอ.ร.ร.วัดสุทธิฯ' หลังนร.-ศิษย์เก่าแฉปมส่อทุจริต งบคูปองอุปกรณ์การเรียน

จากกรณีตัวแทนนักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวราราม พร้อมด้วยศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน จำนวนกว่า 10 ราย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ   เพื่อขอให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบการทำงานของ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน กรณีคูปองเงินอุดหนุนอุปกรณ์การเรียนให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น คนละ 210 บาท และมัธยมศึกษาตอนปลาย 230 บาท แทนเงินสด โดยต้องซื้ออุปกรณ์การเรียนภายในโรงเรียนเท่านั้น แต่คุณภาพของสินค้าไม่เหมาะสมกับมูลค่าของสินค้าที่จำหน่าย   ซึ่งนอกจากกระเป๋านักเรียนที่จำหน่ายภายโรงเรียน มีการปรับขึ้นราคากระเป๋านักเรียนจาก 300 เป็น 350 บาท แต่กลับมีคุณภาพต่ำลง รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งส่อไปทางการใช้เงินงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน เช่น การติดตั้งระบบไม้กั้นรถบริเวณทางเข้าโรงเรียน ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงปัญหางบประมาณการจัดสอนพิเศษเพื่อสอบโอเน็ต รวมถึงการดำเนินงานของสหกรณ์โรงเรียนที่ปัจจุบันราคาสินค้าสูงขึ้น และนำสินค้าหมดอายุ ขึ้นรา เข้ามาขายให้นักเรียน   โดยขณะที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ทาง ผอ.ได้เรียกนักเรียนและศิษย์เก่าเข้าไปพบ เพื่อเปิดกดดันให้เปิดเผยพยานหลักฐาน และกดดันโน้มน้าวให้ยุติการเคลื่อนไหว   ด้านสพฐ.ชี้แจงว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องที่เกิดขึ้น ได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 กรุงเทพมหานคร ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน   นอกจากนี้จะประสานไปยัง สพม.เขต 2 เพื่อออกคำสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม มาปฏิบัติงานที่ สพม.เขต 2 เพื่อกระบวนการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สพฐ.จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกชุด โดยมีนายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กนักเรียน เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lYn58zi-9ng

 2,791
ต่างประเทศ
28 พ.ค. 62

นายกฯออสเตรีย โดนลงมติไม่ไว้วางใจ พ้นจากตำแหน่ง จากปมคลิปทุจริตฉาว

การเมืองออสเตรีย สมาชิกรัฐสภาออสเตรียลงมติไม่ไว้วางใจในตัวนายเซบาสเตียน คูร์ซ นายกรัฐมนตรีออสเตรีย และรัฐบาลของเขา ในการประชุมสภาวาระพิเศษเมื่อวันจันทร์ที่ 27 พ.ค. 2562 ทำให้นายคูร์ซและคณะรัฐมนตรีของเขาต้องออกจากตำแหน่งแล้ว   หลังเป็นผู้นำประเทศที่อายุน้อยที่สุดในโลกด้วยวัยเพียง 32 ปี แต่กลายเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรียคนแรกในยุคหลังสงครามโลกที่แพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งหลังจากนี้ประธานาธิบดีจะเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารรัฐบาลชั่วคราว ก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน   โดยการลงมติไม่ไว้วางใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (SPO) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลัก ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ 2 ฉบับคือต่อตัวนายคูร์ซและคณะรัฐมนตรีของเขา เพราะเชื่อว่าเขาต้องมีส่วนรับผิดชอบที่การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างพรรค OPV และพรรคเสรี (FPO) ต้องจบลง จากกรณีคลิปวิดีโอลับอันอื้อฉาว   ซึ่งคลิปวิดีโอลับดังกล่าวได้รับการเปิดเผยโดยสื่อเยอรมนี ถูกแอบถ่ายในปี 2560 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่พรรค OPV และ FPO จะจับมือเป็นรัฐบาลร่วมกัน แสดงให้เห็นนาย ไฮน์ซ-คริสเตียน ชตราเคอ หัวหน้าพรรคเสรีซึ่งจะได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา ดื่มสุราที่วิลลาแห่งหนึ่งบนเกาะอิบิซา ของสเปน กับนาย โยฮันน์ กูเดนัส รองหัวหน้าพรรคเสรี ในขณะที่พวกเขาพบกับหญิงคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นหลานของผู้มีอำนาจในรัฐเซีย   จากคลิปดูเหมือนว่า นายชตราเคอจะเสนอว่าจะมอบสัญญาจ้างของรัฐให้กับหญิงคนนี้ หากเธอซื้อหุ้นของบริษัทหนังสือพิมพ์ ‘โครเนน เซตุง’ ของออสเตรียในปริมาณมาก และใช้หนังสือพิมพ์นี้สนับสนุนพรรคเสรี เขายังกล่าวว่าจะบีบนักข่าวจำนวนหนึ่งออกจากบริษัทหนังสือพิมพ์แห่งนี้ และต้องการจะสร้างอาณาจักรสื่อเหมือนกับวิคเตอร์ ออร์บัน ผู้นำชาตินิยมของฮังการีด้วย   หลังจากเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยออกมา นายชตราเคอก็ลาออกจากตำแหน่งทันที จากนั้นประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ฟาน เดอร์ เบลเลน ก็สั่งปลดนาย แฮร์เบิร์ด คิคเคิล รัฐมนตรีมหาดไทยของพรรค FPO ออกจากตำแหน่ง ซึ่งทำให้รัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่มาจากพรรค FPO ทยอยลาออกจากตำแหน่งตามไปด้วย   นายเซบาสเตียน คูร์ซ นายกรัฐมนตรีออสเตรีย เคยสร้างปรากฏการณ์เป็นผู้นำประเทศที่อายุน้อยที่สุดในโลกด้วยวัยเพียง 32 ปี แต่สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรียคนแรกในยุคหลังสงครามโลก ที่แพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งหลังจากนี้ประธานาธิบดีจะเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารรัฐบาลชั่วคราว ก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน  

 1,254
การเมือง
18 มี.ค. 62

ประชาธิปัตย์ออกนโยบายปราบโกง ประกาศยกเครื่อง ป.ป.ช. ซัดระบอบประยุทธ์ ไม่ต่างระบอบทักษิณ

พรรคประชาธิปัตย์ออกนโยบายหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงนโยบายปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ประเด็นสำคัญ จะยกเครื่องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีปัญหาสืบสวนสอบสวน ตัดสินชี้มูลคดีล่าช้า คำวินิจฉัยมีข้อกังขาว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง ป.ป.ช.ต้องทำงานมากขึ้นใน 6 เดือน ต้องชี้มูลได้ ให้ใส่ใจแต่คดีทุจริตขนาดใหญ่   ส่วนคดีเล็กให้หน่วยงานอื่นทำ ถึงเวลาต้องเพิ่มอำนาจให้ผู้ตรวจราชการประจำกระทรวง ให้มีอำนาจตรวจสอบเฉพาะเรื่องทุจริตในกระทรวงให้ชัดเจนมากขึ้น ถ้าผู้ตรวจราชการตรวจพบว่ารัฐมนตรีหรือคนของรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับการทุจริต เขาสามารถไปยื่นเรื่องถึงหน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจตรวจสอบ อาทิ ป.ป.ช. หรือส่งเรื่องถึงนายกฯก็ได้ เราจะปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทำได้ง่ายกว่าแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อแก้ไขกฎหมายนี้แล้ว จึงจะไปดูว่าควรเปลี่ยนแปลงกรรมการ ป.ป.ช.อย่างไร เพราะที่มา ป.ป.ช.ปัจจุบันเข้ามาในสถานการณ์ไม่ปกติ   ด้าน นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุประเทศชาติไม่ใช่บริษัท อย่ามาเรียกค่าต๋ง ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ดูแลคนทั้ง 60 ล้านจริงหรือ ถ้าจริงทำไมปล่อยให้ประชาชนลำบากทั้งประเทศ ยางพารา 3 กก. 100 บาท ปาล์ม กก.ละ 1.90 บาท หอมกระเทียมเหลือแค่ กก.ละ 5-6 บาท แต่ข้าวของแพงทั้งแผ่นดิน โจรผู้ร้ายชุกชุม แม้แต่สลากกินแบ่งรัฐบาลก็ควบคุมราคาไม่ได้   แต่เจ้าสัวนายทุนกลับร่ำรวยขึ้นมหาศาลทันตาเห็น ชาวบ้านยากจนลงทั่วทั้งแผ่นดิน ที่บอกว่าประเทศไม่ใช่บริษัทอย่ามาเรียกค่าต๋ง ทำไมไม่ถามบรรดานายพลเพื่อนท่านบางคนบ้างว่าเคยเรียกค่าต๋ง เงินทอน หรือค่าคุ้มครองบ้างหรือไม่ เพราะนักวิชาการสำรวจพบว่ามีการทุจริตโครงการต่างๆของรัฐบาลนี้มากกว่า รัฐบาลที่มีนักการเมืองเป็นรัฐมนตรี   สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าคือระบอบประยุทธ์ ไม่แตกต่างอะไรกับระบอบทักษิณ ส่วนที่ท่านบอกว่าคนชั่วยังมีอยู่ ถามว่าท่านใช้มาตรา 44 มีอำนาจสูงสุดคนเดียวมานานถึง 4 ปี ทำไมถึงไม่จัดการคนชั่วให้เด็ดขาด กลับปล่อยให้คนชั่วลอยนวลทั้งในและต่างประเทศ มิหนำซ้ำยังให้บริวารรวบรวมคนเหล่านี้มาสนับสนุนให้สืบทอดอำนาจเป็นนายกต่อ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/agro19kStPo

 1,918
เลือกตั้ง62-ข่าวเลือกตั้ง
18 มี.ค. 62

ประชาธิปัตย์ออกนโยบายปราบโกง ประกาศยกเครื่อง ป.ป.ช. ซัดระบอบประยุทธ์ ไม่ต่างระบอบทักษิณ

พรรคประชาธิปัตย์ออกนโยบายหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงนโยบายปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ประเด็นสำคัญ จะยกเครื่องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีปัญหาสืบสวนสอบสวน ตัดสินชี้มูลคดีล่าช้า คำวินิจฉัยมีข้อกังขาว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง ป.ป.ช.ต้องทำงานมากขึ้นใน 6 เดือน ต้องชี้มูลได้ ให้ใส่ใจแต่คดีทุจริตขนาดใหญ่   ส่วนคดีเล็กให้หน่วยงานอื่นทำ ถึงเวลาต้องเพิ่มอำนาจให้ผู้ตรวจราชการประจำกระทรวง ให้มีอำนาจตรวจสอบเฉพาะเรื่องทุจริตในกระทรวงให้ชัดเจนมากขึ้น ถ้าผู้ตรวจราชการตรวจพบว่ารัฐมนตรีหรือคนของรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับการทุจริต เขาสามารถไปยื่นเรื่องถึงหน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจตรวจสอบ อาทิ ป.ป.ช. หรือส่งเรื่องถึงนายกฯก็ได้ เราจะปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทำได้ง่ายกว่าแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อแก้ไขกฎหมายนี้แล้ว จึงจะไปดูว่าควรเปลี่ยนแปลงกรรมการ ป.ป.ช.อย่างไร เพราะที่มา ป.ป.ช.ปัจจุบันเข้ามาในสถานการณ์ไม่ปกติ   ด้าน นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุประเทศชาติไม่ใช่บริษัท อย่ามาเรียกค่าต๋ง ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ดูแลคนทั้ง 60 ล้านจริงหรือ ถ้าจริงทำไมปล่อยให้ประชาชนลำบากทั้งประเทศ ยางพารา 3 กก. 100 บาท ปาล์ม กก.ละ 1.90 บาท หอมกระเทียมเหลือแค่ กก.ละ 5-6 บาท แต่ข้าวของแพงทั้งแผ่นดิน โจรผู้ร้ายชุกชุม แม้แต่สลากกินแบ่งรัฐบาลก็ควบคุมราคาไม่ได้   แต่เจ้าสัวนายทุนกลับร่ำรวยขึ้นมหาศาลทันตาเห็น ชาวบ้านยากจนลงทั่วทั้งแผ่นดิน ที่บอกว่าประเทศไม่ใช่บริษัทอย่ามาเรียกค่าต๋ง ทำไมไม่ถามบรรดานายพลเพื่อนท่านบางคนบ้างว่าเคยเรียกค่าต๋ง เงินทอน หรือค่าคุ้มครองบ้างหรือไม่ เพราะนักวิชาการสำรวจพบว่ามีการทุจริตโครงการต่างๆของรัฐบาลนี้มากกว่า รัฐบาลที่มีนักการเมืองเป็นรัฐมนตรี   สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าคือระบอบประยุทธ์ ไม่แตกต่างอะไรกับระบอบทักษิณ ส่วนที่ท่านบอกว่าคนชั่วยังมีอยู่ ถามว่าท่านใช้มาตรา 44 มีอำนาจสูงสุดคนเดียวมานานถึง 4 ปี ทำไมถึงไม่จัดการคนชั่วให้เด็ดขาด กลับปล่อยให้คนชั่วลอยนวลทั้งในและต่างประเทศ มิหนำซ้ำยังให้บริวารรวบรวมคนเหล่านี้มาสนับสนุนให้สืบทอดอำนาจเป็นนายกต่อ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/agro19kStPo

 1,918

Top