ค้นหา :

ผลการค้นหา "เมาแล้วขับ"

แชร์ออฟเดอะเดย์
15 มี.ค. 62

ออกหมายเรียก สาวเมาแล้วขับเก๋งปาดหน้าไล่ชนรถเกมเมอร์ดัง ก่อนซิ่งชนจยย. วัดค่าแอลกอฮอล์พุ่งก่อนหลบหนี

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Tierthanat Prateepasaen ซึ่งเป็นเกมเมอร์ชื่อดัง โพสต์เรื่องราวว่าถูกหญิงเมาแล้วขับ ขับรถไล่ตามจนเกิดอุบัติเหตุ ก่อนที่คู่กรณีจะหลบหนี จึงได้ประกาศตามหาตัว โดยมีข้อความว่า   "เมาแล้วขับไล่ผมมาตั้งแต่โลตัส เลียบด่วนจนถึงตลาดถนอมมิตร ปาดหน้าไม่เปิดไฟเลี้ยว ผมบีบแตร ผมเข้าข้างทางจอดถาม จะเอาเปล่า 3 รอบ ผมบอกจบแต่เขาไม่จบ ขับไล่ด้วยความเร็ว เมาด้วย ส่วนตัวผมไม่เป็นไรมากแค่จุกท้อง แต่มอเตอร์ไซค์เจ็บ!!"   โดยนายเธียรธนัตถ์ ประทีปะเสน อายุ 26 ปี เกมเมอร์ชื่อดัง ผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวบอกว่า เหตุเกิดบริเวณถนนวัชรพล ปากทางเข้าถนอมมิตรคอนโด แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน ระหว่างขับรถไปส่งแฟน   สู่ๆเจอรถเก๋งปาดหน้า ตนจึงบีบแตร อาจทำให้คู่กรณีไม่พอใจ จนขับรถไล่ตามและเปิดกระจกออกมาด่าพร้อมท้าทาย จนต่อมาทางคู่กรณีได้ไปประสบเหตุชนรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง จนรถมุดไปอยู่ใต้ท้องรถ   ทาง ตร.ได้ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของหญิงคนขับรถเก๋ง พบมีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 176 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และเมื่อสอบสวนเสร็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหา แต่ไม่พบตัว มาทราบภายหลังว่าหญิงดังกล่าว และบริษัทประกันภัยได้ไปตรวจสอบความเสียหายของรถจักรยานยนต์คู่กรณี ก่อนอาศัยจังหวะนั้นหลบหนีไป   ซึ่ง ตร.ได้ตั้ง 2 ข้อหาคือขับรถโดยประมาท และขับรถขณะเมาสุรา ซึ่งหากไม่มาพบ ตร.ตามหมายเรีก จะถูกอนุมัติออกหมายจับ   และทาง ตรงอยากให้ผู้โพสต์ได้ลบข้อมูลออก เนื่องจากข้อความที่สื่อออกไปนั้นอาจมีผู้เข้าใจความหมายผิด ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นคำพูดที่โมโหกัน อีกทั้งการโพสต์ในลักษณะนี้ยังเข้าข่ายความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WVpYsa7hlU4

 8,013
ข่าวภูมิภาค
08 มี.ค. 62

หนุ่ม 18 ขับกระบะพุ่งเข้าบ้านพังยับ เด็ก 14 ขาติดใต้ท้องรถ เจอกระป๋องเบียร์คารถ

อำนาจเจริญ-เกิดอุบัติเหตุรถกระบะพุ่งชนบ้านเรือนประชาชน มีผู้บาดเจ็บสาหัส ริม ถ.สายหลักอรุณประเสริฐ ขาออกตัวเมืองอำนาจเจริญ มุ่งหน้า อ.ปทุมราชวงศา บ้านดอนแดง   ที่เกิดเหตุพบรถกระบะเซฟโลเล็ต สีดำ พุ่งชนเข้าไปในบ้านจนเสาบ้านหักไป 2 ต้น หน้าบ้านและด้านข้าง พังยับเยินจากการถูกชน พบ ด.ญ.ดา อายุ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บ ขาซ้ายติดอยู่ที่ใต้ท้องรถ โชคดีที่มีพลเมืองที่เห็นเหตุการณ์นำแม่แรงมายกรถขึ้น กู้ภัยรีบนำตัวส่ง รพ.อำนาจเจริญ ขณะที่คนขับกระบะ คือนายสุทธิพงษ์ บุญสุภาพ อายุ 18 ปี ติดอยู่ภายในตัวรถ เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ นำตัวส่งรพ.อำนาจเจริญ   สอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตรงข้ามที่เกิดเหตุว่า ทราบว่า ขณะที่ตนกำลังขับรถกลับเข้าบ้าน จู่ๆ ได้ยินเสียงดังขึ้นเหมือนรถพุ่งชนอะไรบางอย่างจึงได้ลงจากรถและมองกลับไปดู ก็พบว่าเห็นฝุ่นควันลอยฟุ้งเต็มบ้านหลังเกิดเหตุ และรถกระบะคันพุ่งเข้าไปอยู่ภายในบ้าน ตนจึงได้รีบวิ่งเข้าไปดู เห็นเด็กหญิงที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวขาติดอยู่ใต้ท้องรถ   โชคดีที่เด็กยังมีสติและไม่ถูกรถทับทั้งตัวจนทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นเสียชีวิต จึงได้รีบนำแม่แรงมาช่วยยกรถขึ้นก่อนที่จะช่วยกันนำตัวเด็กหญิงกล่าวออกมา ขณะที่คนที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ถูกกระบะพุ่งเข้าชน ยังอยู่ในอาการตกใจกลัว ผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร   ตร.ระบุ จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุคาดว่า รถกระบะคันดังกล่าวจะวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ก่อนที่เสียหลักแหกโค้งพุ่งมาชนป้ายที่ข้างถนนก่อนที่จะลากยาวพุ่งไปชนเสาหลังคาบ้านที่อยู่ก่อนบ้านที่เกิดเหตุจนหลังคาพังลงและพุ่งเข้าไปจนบ้านหลังดังกล่าวจนเสียหายพังยับ   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ โดยพบว่าภายในรถคันดังกล่าวมีเบียร์กระป๋องตกอยู่ 1 กระป๋อง ภายในรถฝั่งคนขับ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ทำการตรวจวัดแอลกอฮอล์จากคนขับด้วย ทั้งจะได้เรียกพยานที่เห็นเหตุการณ์และครอบครัวของผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติม ก่อนที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/th7HA1K8wBg

 1,462
ข่าวต่างประเทศ
08 มี.ค. 62

ตำรวจจีนใช้ระบบตรวจจับใบหน้า หาคนเมาแล้วขับ

จีน - ใช้ระบบตรวจจับใบหน้า ตรวจหาพฤติกรรมเมาแล้วขับ ลดอุบัติเหตุ โดยจะทำงานด้วยกล้องวงจรปิดที่มีความละเอียดสูง ที่อยู่ตามท้องถนน ตรวจจับใบหน้าของผู้ขับขี่ที่มีลักษณะเมาแล้วขับ เช่นใบหน้าที่มีเลือดสูบฉีดผิดปกติ หายใจเร็ว หรืออาจมีการผงกศีรษะ หรือหาว   โดยตำรวจจราจรจะได้รับแจ้งข้อมูล รวมถึงเลขทะเบียนของรถต้องสงสัย เพื่อดักจับ และตรวจสอบระดับแอลกอฮอล์อีกครั้ง ตั้งเป้าแก้ปัญหาหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของจีน  

 946
แชร์ออฟเดอะเดย์
22 ก.พ. 62

ขนส่งลงดาบรถเมล์ส้มขับปาดแวะปั๊มซื้อเบียร์กินบนรถ เจ้าของอู่โมโหสั่งไล่คนขับออกจากงาน

โลกออนไลน์มีการแชร์โพสต์ทำนองว่า มีผู้ใช้บริการรถเมล์ร่วมบริการคันสีส้ม โดยคนขับสูบบุหรี่และแวะเข้าปั๊มน้ำมัน จากนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งลงไปซื้อเบียร์มานั่งดื่มบนรถ ทั้งที่มีผู้โดยสารอยู่บนรถด้วย อีกทั้งสงสัยว่าเมื่อวันเกิดเหตุคือวันที่ 19 ก.พ. 2562 ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา เหตุใดจึงซื้อเบียร์ได้      ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังเจ้าของโพสต์ให้ข้อมูลว่า วันเกิดเหตุได้ขึ้นรถเมล์จากหน้าโรงพยาบาลภูมิพล เพื่อไปลงท่ารถฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ส่วนช่วงที่รถเมล์คันนี้แวะเข้าปั๊มตอนแรกคิดว่าจะเติมน้ำมัน แต่กลับซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับขึ้นรถมา ซึ่งเวลานั้นราวๆ 5 โมงเย็น โดยขณะนั้นไม่ได้มองว่าลงไปซื้อที่ไหนเพียงแต่เห็นตอนถือขึ้นรถมา   อีกทั้งรถเมล์คันนี้มีการขับในลักษณะปาดไปมา การแต่งกายของกระเป๋ารถเมล์ก็สวมใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ส่วนผู้หญิง 2 คน ที่นั่งบนรถถือขวดเบียร์นันั้น คาดว่าคงรู้จักกับคนขับหรือกระเป๋ารถเมล์ถึงทำแบบนี้ได้สำหรับรถเมล์สายนี้คิดว่าจะไม่ขึ้นอีกแล้วเพราะกลัว   จากการตรวจสอบพบว่ารถเมล์คันดังกล่าวเป็นรถมินิบัสสาย 34  เบอร์ 9  ของบริษัท เกลียวเวิลด์ จำกัด โดยเมื่อวาน (21 ก.พ.) ทาง ขสมก. ได้ประสานนางอรุณฉัตร์ วัฒนรัศมีสุขกุล ผู้ประกอบการ  นำนายชูชาติ  ดิลกลาภ พนักงานขับรถมินิบัสคันดังกล่าว มารายงานตัวเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งนายชูชาติ ยอมรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้งแต่อย่างใด ซึ่งทางบริษัทมีความผิดที่ไม่กำกับดูแลให้พนักงานในสังกัดปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของ ขสมก.   ทาง ขสมก. พิจารณาโทษปรับผู้ประกอบการเป็นเงิน 10,000 บาท  พักการเดินรถมินิบัสคันที่เกิดเหตุ เป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 - 27 กุมภาพันธ์  2562  งดปฏิบัติหน้าที่นางสาวมณัสปัณณ์ แก้วสุรินทร์ พนักงานเก็บค่าโดยสาร เป็นเวลา  7 วัน และได้อบรมบริษัทฯ เรื่องการกำกับดูแลพนักงานให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับของ ขสมก.อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก   นอกจากนี้ผู้ประกอบการรถเมล์สายดังกล่าวได้นำนายชูชาติ พนักงานขับรถเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่กองตรวจการขนส่งทางบกเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ตรวจสอบพบว่านายชูชาติ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 2 ถูกต้องตามกฎหมาย  ส่วนพนักงานเก็บค่าโดยสารพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับใบอนุญาตเป็นผู้เก็บค่าโดยสาร โดยได้นัดมาให้ถ้อยคำและชี้แจงข้อเท็จจริงในวันนี้ (22 ก.พ.)     นายชูชาติ ยอมรับตนเองสูบบุหรี่จริงตามที่ถูกกล่าวหา แต่ในส่วนของการดื่มเบียร์นั้นทางผู้ขับรถให้การว่าไม่ได้ดื่ม แต่ได้พาเพื่อนของพนักงานเก็บค่าโดยสารจอดซื้อระหว่างการเติมก๊าซในปั๊มแห่งหนึ่ง ตอนที่ผู้หญิงทั้งสองคนนั่งดื่มเบียร์ตนก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร   กรมการขนส่งทางบกพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จึงได้ลงโทษผู้ขับรถฐานความผิดฐานสูบบุหรี่ขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้ขับรถ และละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควรตามมาตรา 102(4) ประกอบมาตรา 127 จึงได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 5,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตผู้ขับรถเป็นเวลา 1 เดือน พร้อมส่งตัวผู้ขับรถเข้ารับการอบรมเรื่องกฎระเบียบของการให้บริการที่ดีและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ก่อนทำการบันทึกประวัติเพื่อติดตามพฤติกรรมไปยังศูนย์ประวัติผู้ขับรถกรมการขนส่งทางบกต่อไป   เจ้าของรถกล่าวว่า ตนสั่งพักงานนายชูชาติ ได้เดือนกว่าแล้ว เนื่องจากไม่มีความรับผิดชอบ แต่ครั้งนี้นายชูชาติแอบนำรถออกไปขับ ตนก็เพิ่งทราบหลังเกิดเรื่อง โดยรถคันดังกล่าวจะมีพนักงานขับรถอีกคนหนึ่งเพราะนายชูชาติ มาขอขับอ้างว่าไม่เงินซื้อข้าว   ยอมรับโมโหมากและจะให้นายชูชาติออกจากงาน ปกติทางบริษัทมีการเตือนคนขับรถทุกคนว่าไม่ให้ดื่มสุราและสูบบุหรี่ขณะขับรถเป็นประจำ กำชับกฎระเบียบตลอดและมีการตรวจฉี่ทุก 7 วันด้วย ตนรู้สึกจะร้องไห้เพราะเสียค่าปรับเป็นเงินหลายบาท อีกทั้งรถของตนก็มีแค่ 2 คัน คันแรกเสีย ส่วนคันนี้ก็มาเกิดเรื่องอีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ABMCVTdrgg8

 4,954
ข่าวภูมิภาค
21 ก.พ. 62

แม่ร่ำไห้ยันลูกชายเป็นคนดี หลังขับเก๋งชนร้านเฟอร์นิเจอร์ไฟลุกท่วม ยันจะชดใช้ค่าเสียหายเท่าที่จะทำได้

สงขลา-ความคืบหน้าเหตุรถเก๋งพุ่งชนร้านบางกอกลิฟวิ่งมอลล์ ซึ่งเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อช่วงตี 3 ของคืนวันที่18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนเกิดไฟลุกไหม้รถเก๋งและลุกลามไหม้ร้านเฟอร์นิเจอร์หมดทั้งหลังค่าเสียหายประมาณ 80 ล้านบาท ส่วนผู้ที่ขับรถชนนั้น พบว่าเกิดจากสาเหตุเมาแล้วขับ   ล่าสุดนายอัชอารีย์ วันดับดุลเลาะฮ์ อายุ 50 ปี เจ้าของร้านได้เข้าพบกับนายสมศักดิ์ จันทรชู นายอำเภอหาดใหญ่ เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการขอรับความช่วยเหลือเยียวยา พร้อมเปิดเผยว่า ในส่วนของคดีจะดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งกับคู่กรณีเรื่องค่าเสียหายแต่สุดท้ายแล้วจะได้หรือไม่ได้นั้นก็ค่อยมาว่ากันอีกที   หลังเกิดเหตุยังไม่ได้รับการติดต่อหรือพูดคุยกับคู่กรณีแต่อย่างใด แต่ยืนยันว่าจะยังคงสู่ต่อไปและกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งหลังจากที่เสร็จสิ้นทางคดี และขณะนี้ได้รับกำลังใจจากทุกภาคส่วนที่เข้าไปเยี่ยมเยียนและแสดงความห่วงใย รวมถึงผู้นำศาสนาทั้งในพื้นที่และคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศและองค์กรด้านมนุษยธรรม   ขณะที่อาการของ นายพฤหัส แซ่จิว อายุ 26 ปี คนขับเก๋ง ได้กลับไปพักฟื้นที่บ้านพักแล้ว พร้อมยอมรับสารภาพโดยบอกว่า ก่อนเกิดเหตุได้ไปนั่งดื่มเบียร์กับเพื่อนและบอกเพียงว่าดื่มไปพอสมควร และขับรถกลับบ้าน แต่ระหว่างทางได้เกิดหลับในพุ่งชนร้านเฟอร์นิเจอร์ แต่ขณะสภาพจิตใจยังย่ำแย่ไม่พร้อมที่จะพบหรือพูดคุยกับใคร   ทั้งนี้หลังจากที่ผลตรวจแอลกอฮอร์ออกมาทางพนักงานสอบสวนก็จะเรียกตัว นายพฤหัสมารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ตั้ง 2 ข้อหาคือ ขับรถประมาททำให้ทรัพย์สินเสียหาย และขับรถขณะเมาสุรา   นอกจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะเชิญผู้เสียหายทั้งเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์และเจ้าของร้านเหล็กใต้ที่อยู่ข้างเคียงมาและได้รับความเสียหายด้วย มาให้ปากคำเพิ่มเติมเพื่อสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยในส่วนของร้านเหล็กนั้นค่าเสียหาย 1 ล้าน 5 แสนบาท ส่วนร้านเฟอร์เจอร์เบื้องต้นอยู่ที่ 80 ล้านบาท แต่ยังไม่สรุปตัวเลขที่ชัดเจน   ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านพักของ นายพฤหัส แซ่จิว อายุ 26 ปี คน คนขับรถเก๋งชนร้านเฟอร์นิเจอร์ โดยยังมีอาการบาดเจ็บที่ใบหน้าและหัวไหล่จากแรงกระแทก และได้พูดคุยถึงเหตุการณ์นี้สั้นๆ แต่ไม่ขอเผยตัวหรือถ่ายบ้านพักซึ่งเป็นบ้านเช่า   โดยบอกว่าในคืนเกิดเหตุได้กลับจากบ้านเพื่อนแต่เกิดหลับในรถจึงพุ่งชนร้านเฟอร์นิเจอร์แต่รายละเอียดของสาเหตุนั้นไม่ขอพูดถึงได้ให้การกับตำรวจไปแล้ว และตนเองเสียใจมากและขอโทษเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ด้านแม่ของผู้ก่อเหตุกล่าวทั้งน้ำตาและยกมือท่วมหัวขอโทษเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ บอกว่า ลูกชายเป็นคนดีขยันทำมาหากินและเป็นเสาหลักของครอบครัว ทั้งเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ป่วยและส่งน้องเรียน โดยพ่อเพิ่งออกจากโรงพยาบาลส่วนแม่ก็ป่วยโรคไต ต้องฟอกไตต่อเนื่อง น้องชายก็กำลังเรียนอยู่   ส่วนลูกชายเองก็ต้องดรอปเรียนชั่วคราวระหว่างที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพราะต้องออกมาช่วยเหลือครอบครัว ประกอบอาชีพซ่อมโทรทัศน์ ขายเสื้อผ้า และปลูกต้นทานตะวันอ่อน ทำทุกทางเพื่อที่จะหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว และหลังจากนี้เมื่ออาการดีขึ้นทางครอบครัวก็จะไปขอโทษทางเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์อีกครั้งและยอมรับผิดพร้อมชดเชยค่าเสียหายเท่าที่จะมีความสามารถชดใช้ได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9EVDikQmzUI

 54,861
สังคม-อาชญากรรม
19 ก.พ. 62

วงจรปิดจับภาพหนุ่มเมาซิ่งเก๋งชนร้านเฟอร์นิเจอร์ ไฟไหม้วอดเสียหาย 80 ล้าน เจ้าของทำใจ 2 ฝ่ายต่างไม่มีประกัน

สงขลา-วงจรปิดจับภาพหนุ่มเมาขับรถเก๋งพุ่งชนร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ริมถนนกาญจนวนวนิช เขตเทศบาลเมืองคอหงส์ ไฟไหม้รถก่อนลามไหม้ร้านวอดเหลือแต่ซาก ค่าเสียหายประมาณ 80 ล้านบาท โดยเหตุเกิดภายในเสี้ยววินาที เนื่องจากรถเก๋งคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็วสูง อาจจะถึง 150 กม./ชม. ทั้งนี้ คนขับรถเก๋งที่เมาไม่รู้เรื่องถูกช่วยออกจากรถรอดหวุดหวิด ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีประกัน เจ้าของร้านขายเฟอร์นิเจอร์ทำใจพร้อมเริ่มต้นกิจการใหม่ไม่ว่าจะได้ค่าเสียหายคืนหรือไม่ 

 8,190
สังคม-อาชญากรรม
18 ก.พ. 62

วิจารณ์ห้ามขายเหล้าวันสงกรานต์ 13 เม.ย. ชี้สถิติอุบัติเหตุไม่ได้มาจากเมาแล้วขับอย่างเดียว

จากกรณีที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ กระทรวงสาธารณสุข มีมติให้วันที่ 13 เมษายน เป็นวันงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกฮอล์ เพื่อเป็นมาตรการในการลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2562 พร้อมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกฮอล์แห่งชาติ พิจารณาออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป   ด้านนายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวว่า คงคิดว่า ต้องพิจารณากันให้ดีว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่ เพราะเรื่องการจัดการกับเครื่องดื่มแอลกฮอล์บนท้องถนนมีการทำกันมานานแล้ว มีการห้ามจำตามเส้นทาง ปั๊มน้ำมัน ขึ้นป้ายโฆษณา รวมไปถึงการบังคับใช้กฏหมายตั้งด่านตรวจจับ เป็นต้น ซึ่งเป็นมาตรการตามสมควรแล้ว   อีกทั้งปัญหาสำคัญของอุบัติเหตุทางถนนไม่ได้มีเพียงแค่เมาแล้วขับเพียงเหตุผลเดียว ตามสถิติจากการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางถนนในขณะนี้ สาเหตุจากการดื่มแอลกฮอล์ถือว่า ลดระดับลงแล้ว โดยในช่วง 7 วันอันตรายในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาชี้ว่า สาเหตุสำคัญอื่นๆที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงนั้น ยังมีเรื่องความเร็วบนถนน และความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่ด้วย   ที่ผ่านมา รัฐได้เคร่งครัดควบคุมประเพณีมากเกินไปหรือเปล่า จะมาคิดว่า ถ้าไม่มีสงกรานต์เท่ากับไม่มีการเสียชีวิตคงไม่ได้ เพราะจากที่ทำเรื่องนี้มาตลอด ยังสงสัยว่า มาตรการดังกล่าว จะมีผลเสียมากกว่าได้หรือไม่ เพราะสิ่งที่เสียแน่ๆจากการห้ามจำหน่ายแอลกฮอล์ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวคือความรู้สึกของประชาชนส่วนอื่นๆของสังคมที่ไม่ได้ขับรถ ซึ่งเราต้องเกรงใจในสิทธิของคนเหล่านี้ด้วย ส่วนตัวจึงไม่เห็นด้วย ควรจะใช้วิธีอื่นเพื่อให้เกิดการห้ามใจจะดีกว่าว่า ถ้าจะดื่มก็ต้องไม่ขับ   ขณะที่เสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยบางส่วนมองว่า สงกรานต์กับเหล้าเป็นของคู่กัน ตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ส่วนใหญ่สนุกสนานครื้นเครงไม่ได้เป็นพิษเป็นภัย แต่จะมีพวกบางกลุ่มที่เมาแล้วขับ การที่ออกกฎห้ามขายเป็นการเหมารวม ฉวยเป็นข้ออ้างมาละเมิดสิทธิคนทั่วไป ในขณะที่บางส่วนก็นะบุว่าไม่เดือดร้อน เพราะจะเตรียมการกักตุนเหล้าไว้ก่อนแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Gj9q2MLKSN8

 3,411
สังคม-อาชญากรรม
03 ม.ค. 62

สถิติวันที่ 6 ในช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 62 ตายแล้ว 410 ราย โคราชครองแชมป์

สถิติการเกิดอุบัติเหตุ 7 วันอันตราย ตั้งแต่ 28 ธ.ค.61 จนถึงวันที่ 2 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ มียอดสถิติอุบัติเหตุสะสมรวม 3,425 ครั้ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2561 ที่มียอดอุบัติเหตุ 3,455 ครั้ง ลดลงจำนวน 30 ครั้ง คิดเป็น 0.87 เปอร์เซ็นต์ มีผู้เสียชีวิต จำนวน 410 คน   เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีผู้เสียชีวิต 383 คน จำนวน 27 คน คิดเป็น 7.05 เปอร์เซ็นต์ สถิติการจับกุมดำเนินคดี 10 ข้อหาหลัก จำนวน 98,2423 คดี เรียงตามลำดับได้แก่ 1.ไม่สวมหมวกนิรภัย 2.ไม่มีใบขับขี่ 3.ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ในส่วนของข้อหา เมาสุราขณะขับรถ จับกุมจำนวน 20,977 คดี   โดยจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากสุดคือ โคราช 24 ราย ส่วนจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด คือ นครศรีธรรมราช 127 ราย   ขณะที่การติดตั้งกำไล EM กับผู้เมาแล้วขับ 67 ราย โดยกรุงเทพฯมากสุด 35 ราย   ส่วนการยึดรถผู้ที่เมาแล้วขับ มีการยึดแล้ว 861 คัน เป็นจักรยานยนต์ 661 คัน และรถยนต์ 200 คัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oZ1_E7o7Wso

 1,824
สังคม-อาชญากรรม
02 ม.ค. 62

6 วัน ‘ดื่มไม่ขับ’ ยึดรถแล้ว 4,545 คัน ดำเนินคดีกว่า 1 แสนคดี

คสช. ระบุเจ้าหน้าที่เร่งอำนวยการสัญจรส่งประชาชนเดินทางกลับ ทั้งในเส้นทางหลักและสถานีขนส่ง ขณะที่ 6 วัน มาตรการ “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” แล้ว 4,545 คัน   (2 ม.ค. 62) การสัญจรในเส้นทางสายหลักขณะนี้มีการชะลอตัวเป็นช่วงๆ เนื่องจากมีปริมาณรถจำนวนมากกำลังเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองปีใหม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้เร่งอำนวยการจราจร เปิดช่องทางเดินรถพิเศษ ระบายรถไปยังเส้นทางลัด ทางเลี่ยงเมือง ควบคู่ไปกับการเข้มงวดมาตรการสร้างความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน รวมทั้งการเข้าอำนวยความสะดวกประชาชนบริเวณสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน ป้องปรามอาชญกรรมและดูแลให้การใช้รถบริการสาธารณะตามสถานีขนส่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย    สำหรับมาตรการ “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุในวันที่ 1 มกราคม 2562 มีดังนี้ รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 27,947 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบขับขี่ไว้ 805 คน เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเก็บรักษารถจักรยานยนต์ไว้ 661 คัน และส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 23,352 คน สำหรับรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 29,455 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบขับขี่ไว้ 605 คน เก็บรักษารถยนต์ 200 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 21,022 คน   โดยตลอด 6 วัน ที่ผ่านมา ( 27 ธ.ค.61 – 1 ม.ค.62 ) เจ้าหน้าที่ได้เก็บรักษารถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับไว้แล้ว จำนวน 4,545 คัน (แยกเป็น รถจักรยานยนต์ 3,338 คัน และรถยนต์ 1,207 คัน) และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในส่วนรถจักรยานยนต์ 121,031 คน รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 88,323 คน   อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในเทศกาลปีใหม่ปีนี้ มีผู้ใช้เส้นทางจำนวนมาก ประกอบกับเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มจำนวนจุดบริการ/จุดตรวจสอบมากขึ้น ทำให้ตรวจพบผู้ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้ทั้งมาตรการทางนิติศาสตร์และทางรัฐศาสตร์ เน้นการสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ หรือการจัดส่งคนที่ดื่มกลับบ้าน หวังให้ประชาชนปลอดภัยเป็นสำคัญ สำหรับรถที่เก็บรักษาไว้ในช่วงเทศกาล หากไม่มีเหตุด้านคดีความ ผู้เป็นเจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับคืนได้ตามเวลาที่กำหนด

 1,148
สังคม-อาชญากรรม
02 ม.ค. 62

7 วันอันตรายปีใหม่ 62 วันที่ 5 ตายแล้ว 72 ราย ศรีสะเกษ-อุบลฯเสียชีวิตสูงสุด ยึดรถเมาแล้วขับได้เพียบ

สถิติวันที่ 5 (31ธ.ค.61) ของการรณรงค์ในช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2562 พบว่ามีผู้เสียชีวิต 72 ราย บาดเจ็บ  591 คน มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 569 ครั้ง ส่วนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ คือ เมาสุรา ร้อยละ 44.82 และขับรถเร็วเกิดกำหนด ร้อยละ 29.88   ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จักรยานยนต์ ร้อยละ 81.62 ขณะที่จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช 23 ครั้ง ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด คือ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี จังหวัดละ 4 ราย และจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุดคือ นครศรีธรรมราช 27 คน   ส่วนสรุปยอดรวมอุบัติเหตุทางถนนสะสม 5 วัน (27-31 ธ.ค.) เกิดอุบัติเหตุรวม 2,761 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 314 ราย ผู้บาดเจ็บ 2,848 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต มี 10 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ เชียงใหม่ 91 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ นครราชสีมา 14 ราย และจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 96 คน   สำหรับมาตรการดื่มไม่ขับ จับยึดรถ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 พบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาทดังนี้   รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 39,708 ครั้ง เจ้าหน้าที่ต้องยึดรถไว้ 732 คัน และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 34,439 คน สำหรับ รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 34,836 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบขับขี่ไว้ 670 คน รถยนต์ 223 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 26,628 คน   โดยตลอด 5 วันที่ผ่านมา ( 27 – 31 ธ.ค.61 ) เจ้าหน้าที่ได้เก็บรักษารถที่ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับไว้แล้ว 3,684 คัน (แยกเป็น รถจักรยานยนต์ 2,677 คัน และรถยนต์ 1,007 คัน) และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ในส่วนรถจักรยานยนต์ 97,679 คน รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 67,301 คน   ส่วนการคุมประพฤติคนเมาแล้วขับ ยอดสะสมรวม 5 วันระหว่างวันที่ 27 ถึง 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 6,253 คดี มีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติจำนวน 2,660 คดี แบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุราจำนวน 2,649 คดี คดีขับเสพ จำนวน 9 คดี คดีขับรถประมาทจำนวน 2 คดี   จังหวัดที่มีผู้ขับรถขณะเมาสุราสูงสุดสามอันดับแรกได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 187 คดี จังหวัดสุรินทร์จำนวน 186 คดี และจังหวัดสกลนครจำนวน 175 คดี   สำหรับยอดที่ทางศาลยุติธรรมทั่วประเทศมีการสั่งให้ติดกำไลข้อมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 รวมทั้งสิ้น 66 ราย อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร 35 ราย ที่เหลืออยู่ในส่วนของต่างจังหวัด กลุ่มผู้ที่ถูกใส่กำไล 66 ราย ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ตรวจวัดแอลกอฮอล์แล้วมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์   ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกคุมประพฤติจะต้องเข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับจราจรสี่ครั้งมีกำหนดหนึ่งปีและให้ทำกิจกรรมบริการสังคมสาธารณะประโยชน์ 24 ชั่วโมง พักใบอนุญาตขับขี่จำนวนหกเดือน และห้ามออกจากที่อยู่อาศัยของตนเองตั้งแต่เวลา 22:00 น. ถึง 04.00 น. มีกำหนด 15 วัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uHWeUkqEcdI

 1,377
แชร์ออฟเดอะเดย์
02 ม.ค. 62

คลิปสาวเมาแอ๋ ขับเก๋งย้อนศรไกลกว่า 6 กม. ทำรถอื่นแตกตื่นทั้งถนน

เชียงใหม่-ภาพจากกล้องวงจรปิดของของแขวงทางหลวงเชียงใหม่ บันทึกภาพรถยนต์เก๋งโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์ทอง ขับย้อนศรบนถนนเชียงใหม่ – ลำปาง โดยจับภาพได้ตั้งแต่ทางลอดแยกศาลเด็ก ผ่านศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ และ ทางลอดฟ้าฮ่าม ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร เมื่อกลางดึกวันที่ 30 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา   ในภาพพบรถคันดังกล่าวขับย้อนศรอยู่ในเลนขวา ชิดขอบกั้นเกาะกลาง ส่งผลให้รถยนต์ที่วิ่งมาในเลนปกติต่างพากันตกใจและต้องเบรกรถ กระทั่งเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ที่วิ่งมาในช่องทางตามปกติ 2 คัน เนื่องจากเบรกกระทันหัน จนชนท้ายกัน รถได้รับความเสียหาย   ต่อมาตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุ จึงนำรถออกสกัดจับรถคันดังกล่าวได้บริเวณเชิงสะพานป่าตัน ตรวจสอบพบว่าคนขับเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง สภาพเมาพูดจาไม่รู้เรื่อง เบื้องต้นให้การว่า ขับมาตามทางเรื่อยๆ และจำไม่ได้ว่าขับย้อนศรเข้าไปในช่องทางดังกล่าวได้อย่างไร   เจ้าหน้าที่คาดว่า ระยะทางที่หญิงสาวรายนี้ขับย้อนศรมา คาดว่ามีระยะทางไม่ต่ำกว่า 5 – 6 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวหญิงสาวรายนี้ ไปตรวจวัดปริมาณแฮลกอฮอล์ พบเกินที่กฎหมายกำหนด และส่งดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/StrBJ8IpXI4

 5,688
สังคม-อาชญากรรม
31 ธ.ค. 61

สถิติ 7 วันอันตราย 3 วัน ดับแล้ว 182 ราย 'บิ๊กตู่' โพสต์เป็นห่วง เตือนใช้รถใช้ถนนต้องระวัง

สถิติ 7 วันอันตราย รวม 3 วัน มีอุบัติเหตุ 1,633 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 182 ราย ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้ว โดยเชียงใหม่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 55 ครั้้ง ขอนแก่นเสียชีวิตมากสุด 11 ศพ ขณะที่มาตรการดื่มไม่ขับ จับยึดรถ 3 วัน ยึด 1,748 คัน รอคืนรถหลังปีใหม่ ศาลสั่งติดกำไล EM แล้ว 33 ราย ส่วนใหญ่เมาแล้วขับ    นายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เรื่อง 7 วันอันตราย ที่เฝ้าระวังกันทุกปี ปีนี้เราก็ยังต้องระวังกันนะครับ ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ใช้รถใช้ถนนต้องมีความพร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ขับรถอย่าดื่มเด็ดขาด นอกจากไม่เมาแล้ว ก็ต้องไม่ประมาท ระมัดระวังทุกวินาทีที่อยู่บนท้องถนน ผมเป็นห่วงทุกคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาววัยทำงานที่จะเป็นพลังสำคัญของชาติ ปีหน้าเรายังมีอะไรต้องทำอีกมาก ขอให้ข้ามผ่านปีนี้ไปด้วยดีทุกคนทุกท่านครับ

 458
เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง
31 ธ.ค. 61

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 31 ธ.ค.61 แผ่นดินไหวกาญจนบุรี-เจ๊รับเหมาถูกรางวัลที่1สองปีซ้อน-โซเชียลจีนปลุกกระแสเที่ยวไทยไม่ปลอดภัย

-สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานบัตรอวยพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2562 แก่ปวงชนชาวไทย    -เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.9 แมกนิจูด ที่ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เมื่อเวลา 22.39 น. วันที่ 30 ธ.ค. จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ความลึก 2 กิโลเมตร ชาวบ้านผวารับรู้แรงสั่นสะเทือน กทม.บางพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนด้วย กฟผ.ยันแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่กระทบต่อความมั่นคงของเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนต่าง ๆ ของ กฟผ.   -เครื่องบินเล็กตก ที่ จ.ชลบุรี นักบินพิการชาวแอฟริกาเสียชีวิต เจ้าหน้าที่สนามบินบันทึกวินาทีเครื่องบินร่อนตกได้ คาดสภาพอากาศไม่ดี หรือระบบเครื่องบินขัดข้อง   -นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อประชาชน 2 หมื่นชื่อ เพื่อยื่นถอดถอน ป.ป.ช. 5 คนที่ลงมติมิชอบยกคำร้องกรณีปมนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คาด 2 สัปดาห์ได้รายชื่อครบ ขณะที่นักการเมืองหลายพรรคดาหน้าซัดปมนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม     -กระแสข่าวลืออาจมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก 1 เดือน จาก 24 ก.พ. เป็น 24 มี.ค. 2562 ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง นักการเมืองหลายพรรคออกมาซัดเละ ชี้ไม่ควรเอาเรื่องการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งไม่ทันมาอ้าง ยังไม่เห็นเหตุผลต้องเลื่อน    -โซเชียลจีนเดือด ปลุกกระแสท่องเที่ยวไทยไม่ปลอดภัย หลังบล็อกเกอร์ชื่อดังของจีน ประสบอุบัติเหตุจนเสียแขนข้างซ้ายขณะเดินทางมาเที่ยวไทย โดยบล็อกเกอร์คนดังกล่าวระบุว่าได้เหมารถไปเที่ยวเกาะช้างกับครอบครัวแต่เกิดอุบัติเหตุรถพุ่งชนต้นไม้ จนเธอบาดเจ็บสาหัส และสุดท้ายต้องตัดแขนซ้ายทิ้ง   -เจ๊รับเหมาที่อ่างทองถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 สองปีซ้อน รวม 42 ล้านบาท ปีที่แล้วเพิ่งถูก 30 ล้าน งวดล่าสุดส่งท้ายปีนี้ถูกอีก 12 ล้าน เชื่อผลบุญหนุนนำเพราะชอบทำบุญทำทาน    -เจ้าหน้าที่เร่งพิสูจน์ 3 ศพ ที่ถูกผ่าท้องเอาเสาปูนขนาดความยาว 1 เมตร ยัดใส่ในท้องเพื่อถ่วงน้ำ ถูกเชือกไนล่อนและสก๊อตเทป มัดมือ-เท้า และบริเวณลำคอ ที่บริเวณข้อมือทั้งสองข้างถูกใส่กุญแจมือ ถูกห่อศพด้วยด้วยตาข่ายและกระสอบป่านที่เย็บติดต่อกัน 3 ผืน บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขง บ้านสำราญเหนือ จ.นครพนม หลังสงสัยหนึ่งในนั้นคือนายสุรชัย แซ่ด่าน ที่ลี้ภัยไปอยู่ สปป.ลาว ด้านภรรยายังไม่เชื่อว่าศพที่พบจะเป็นสามี    -แจ้งจับทหารอารมณ์ร้อนไม่พอใจหนุ่ม 19 ขับรถมาพร้อมพ่อแม่ ชักปืนขู่ให้จอด ขู่จะยิงให้ตายทั้ง 3 คน ที่สุดแม่ต้องยกมือไหว้ พร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือ ทั้งครอบครัวนำหลักฐานแจ้งความตำรวจ ตร.เตรียมออกหมายเรียก   -คสช.ยึดรถเมาแล้วขับ 3 วัน ได้ 1,748 คัน รอคืนหลังปีใหม่ ดำเนินคดีแล้วกว่า 6 หมื่นคน ส่วนอุบัติเหตุ 3 วัน เสียชีวิตแล้ว 182 ศพ สูงกว่าปีที่แล้ว เชียงใหม่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ขอนแก่นเสียชีวิตมากสุด    -พ่อแม่มือเบสวงสควีซ แอนนิมอล (Sqweez Animal) ร้องสื่อ หลังลูกชายพยายามทำร้ายร่างกายหลายครั้ง เหตุมีปัญหาเรื่องเงิน ล่าสุดพ่อแม่ต้องหนีออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย แจ้งตำรวจแล้วแต่กลับไม่ดำเนินการอะไรอ้างเป็นเรื่องภายในครอบครัว 

 1,971
สังคม-อาชญากรรม
29 ธ.ค. 61

คสช. จับยึดรถเมาแล้วขับปีใหม่รวม 2 วัน ทะลุ 752 คัน

คสช.เดินหน้ามาตรการ เมาแล้วขับช่วงปีใหม่ 2 วันจับยึดรถไปแล้ว 752 คัน ดำเนินคดีผู้กระทำผิดกว่า 2 หมื่น 5 พันคน พร้อมขอผู้ใช้เส้นทางมีวินัย มีน้ำใจ เพื่อสวัสดิภาพในการเดินทาง   (29 ธ.ค.61) พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งประชาชนจำนวนมากใช้เส้นทางอย่างหนาแน่นทั้งถนนสายหลักและสายรอง ขณะเดียวกันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ตำรวจและฝ่ายปกครอง ยังคงร่วมกันตั้งจุดตรวจและจุดอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในทุกพื้นที่ พร้อมเข้มงวดในมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” เพื่อความปลอดภัยในการสัญจรอย่างเต็มที่ ซึ่ง พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ฝากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกส่วนให้ปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็ง ดูแลให้ประชาชนปลอดภัย ภายใต้บรรยากาศของความเป็นห่วงเป็นใย มีไมตรีต่อกัน โดยเจ้าหน้าที่จะใช้การชี้แจง และ ขอความร่วมมือเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยในการสัญจร ขอความร่วมมือผู้ใช้เส้นทางปฏิบัติตามกฎจราจร มีวินัย มีน้ำใจต่อเพื่อร่วมทาง ทั้งนี้ หากมีปัญหาในระหว่างการเดินทาง สามารถขอรับการช่วยเหลือได้จากเจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชนตามเส้นทางต่างๆ ได้ตลอดเวลา   สำหรับสถิติการตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยประมาทด้วยการดื่มแล้วขับขี่ในวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ในส่วนรถจักรยานยนต์, รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิดรวม 27,019 ครั้ง ดำเนินคดี 21,383 ราย เจ้าหน้าที่ยึดรถจักรยานยนต์ 451คัน รถยนต์ 213 คัน ยึดใบขับขี่รถจักรยานยนต์ 942 คน และ ยึดใบอนุญาตขับขี่รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ 732 คน   โดยตลอด 2 วันที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 27 – 28 ธ.ค.61 เจ้าหน้าที่ได้ยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับไว้แล้ว 752 คัน แยกเป็น รถจักรยานยนต์ 514 คัน และรถยนต์ 238 คัน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 25,826 คน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 14,446 คน รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 11,380 คน

 2,652
การเมืองเข้มข้น
29 ธ.ค. 61

'บิ๊กตู่' เตือน 'เมาแล้วขับ-ขับรถเร็ว' เป็นเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุ ย้ำผู้ขับขี่ต้องตระหนักถึงผลเสีย

นายกฯ เตือนเมาแล้วขับ-ขับรถเร็ว สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ ย้ำผู้ขับขี่ตระหนักถึงผลเสีย พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ใช้ความเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่นี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาพักผ่อนอยู่ที่บ้านพัก เพื่อทบทวนภารกิจในช่วงที่ผ่านมาและวางแผนการทำงานในปีหน้า รวมทั้งติดตามข่าวสารการเดินทางและการเฉลิมฉลองปีใหม่ของประชาชน   โดยนายกรัฐมนตรีได้รับรายงานตัวเลขอุบัติเหตุวันแรกในช่วง 7 วันอันตราย 27 ธ.ค.61-2 ม.ค.62 ว่าเกิดอุบัติเหตุ 420 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 42 ราย บาดเจ็บ 432 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ และขับรถเร็ว นอกจากนี้ จากการตั้งจุดตรวจพบผู้ขับขี่กระทำผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่มีใบขับขี่ และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย   นายกฯ ย้ำว่า การเมาแล้วขับและขับรถเร็วเป็นบ่อเกิดของอุบัติเหตุที่พูดกันทุกปี จึงอยากฝากเตือนให้ผู้ขับขี่พึงระลึกไว้เสมอ เพราะการดื่มสุราหรือใช้ความเร็วขณะขับเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ อาจทำให้เกิดความสูญเสียหรือบาดเจ็บไปตลอดชีวิตได้ และหากรู้สึกเมื่อยล้าขอให้แวะพักที่จุดบริการตลอดเส้นทาง พร้อมทั้งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทั้งบนถนนสายหลักและสายรอง”

 935

Top