ค้นหา :

ผลการค้นหา "จำคุก"

สรุปข่าว
19 พ.ย. 62

ศาลอุทธรณ์พิพากษา จำคุก 12-19 ปี 7 ผู้ต้องหา ทำร้าย-ฆ่าชายพิการขายขนมปัง ชดใช้ค่าเสียหายคนละ 1 ล้านบาท

-ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 7 ผู้ต้องหาทำร้ายชายพิการขายขนมปังย่านโชคชัย 4 แล้วใช้มีดแทงจนเสียชีวิต มีคำสั่งจำคุกตั้ง 12-19 ปี และร่วมกันชดใช้เงินคนละ 1 ล้านบาทให้กับญาติผู้เสียชีวิต ระบุความผิดของจำเลยมีความผิดชัดเจน จึงไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษ   -ผู้ปกครองเด็กชายอายุ 12 ปี นักเรียนชั้นป. 6 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความสน.ทุ่งครุ ให้ดำเนินคดีครู ฐานทำร้ายร่างกาย  หลังใช้ไม้พลองตีก้นเด็กจนได้รับปากเจ็บ และมีอาการผวาไม่กล้าไปโรงเรียน เจ้าหน้าที่ส่งตัวเด็กไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และจะเชิญตัวครูมาให้ปากคำ   -กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีมติให้ปิดอ่าวมาหยา เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ทั้งในทะเลและบนบก ต่อไปอีก 2 ปี จนถึงพ.ค. 64 เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัว ยอมรับการจัดเก็บรายได้ลดลงเกือบครึ่ง ผู้ประกอบเรือนำเที่ยวเผย นักท่องเที่ยวลดลง 30-50 เปอร์เซ็น

 1,771
อาชญากรรม
14 พ.ย. 62

สั่งจำคุก 37 ปี 'นายโก้' ก่อเหตุใช้ไม้เบสบอลตี 'ไฮโซเชอรี่' ก่อนหมกศพไว้ในโรงแรมหรู

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 37 ปี แฟนหนุ่มของไฮโซสาว "เชอร์รี่" หลังใช้ไม้เบสบอลกระหน่ำตีจนแฟนสาวเสียชีวิต หมกศพไว้ที่โรงแรมหรูย่านประดิษฐมนูธรรม ก่อนชิงเงินและบัตรเครดิตหลบหนีกบดานประเทศเพื่อนบ้าน   นาย อัศยา ชัยภา หรือ โก้ ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีที่ใช้ไม้เบสบอลเหล็กกระหน่ำตี นางสาว ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ หรือ ไฮโซเชอร์รี่ แฟนสาว เข้าที่ใบหน้า ลำตัว จนเสียชีวิต ในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยประดิษฐ์มนูธรรม 19 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงทเพ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ก่อนจะขโมยรถเบนซ์และทรัพย์สินของผู้ตายหลบหนีไปกบดานอยู่ในประเทศกัมพูชา และถูกตามจับได้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561 หลังเกิดเหตุราว 1 เดือน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นาย อัศยา กระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ในฐานความผิดฆ่าผู้อื่น    ส่วนความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน พิพากษาจำคุก 3 ปี // ความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด หรือชำระสินค้า พิพากษาจำคุก 3 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน และให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงสั่งให้ลดโทษลงเหลือ 1 ใน 3 โดยฐานฆ่าผู้อื่นคงเหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน คงจำคุก 2 ปี และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นฯ คงจำคุก 2 ปี ทำให้จำเลยต้องโทษจำคุก 37 ปี 4 เดือนภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นาย อัศยา ได้ก้มลงกราบ เพื่อขอขมา นาย อำนวย พ่อของอดีตแฟนสาวที่เสียชีวิต    ขณะที่ นาย อำนวย บอกว่า อยากให้คนร้ายได้รับโทษหนักกว่านี้ อยากจะอุทธรณ์คดีต่อไป และไม่ให้อภัย นาย อัศยาเพราะเป็นการกระทำที่เกินไป

 2,811
สังคม-อาชญากรรม
22 ต.ค. 62

ศาลสั่งจำคุก 'หนุ่มเมาหูแว่ว' 2 ปี ไม่รอลงอาญา พบเคยมีหมายจับคดีลักษณะเดียวกันเมื่อปี 61

จากกรณีกล้องวงจรปิดหน้าร้านเครปแห่งหนึ่ง ริมถนนบ้านกอก ฝั่งตรงข้ามตลาดบ้านกอก ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น บันทึกภาพกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าร้าน 4 คัน ซึ่งมี 1 ในนั้นลงมาทำร้ายร่างกายลูกค้าที่รอเครปอยู่หน้าร้าน จนได้รับบาดเจ็บปากแตกเจ็บไป 3 เข็ม   ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ดสามารถติดตามจับกุมตัวนายไมตรี โพธิ์ลังกา หรือ มอส อายุ 23 ปี ผู้ก่อเหตุ ได้เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งสารภาพว่าทำไปเพราะความเมา ขาดสติ หูแว่วว่าผู้เสียหายตะโกนด่าขณะขับรถจักรยานยนต์ผ่าน จึงลงมาถามว่าพี่มองหน้าผมทำไมครับ แล้วลงมือรัวหมัดใส่ผู้บาดเจ็บดังกล่าว   ล่าสุดตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา ทำร้าย ร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท โดยหนักงสอบสวนได้นำตัวไปส่งยังศาลจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อปี 2561 นายไมตรี เคยถูกหมายจับในคดีทำร้ายผู้อื่นฯเช่นกัน จึงได้ส่งฟ้องเพิ่มอีก 1 คดี โดยเบื้องต้นศาลได้สั่งจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนที่จะได้พิจารณาคดีในคดีล่าสุดต่อไป   ในส่วนเยาวชนทั่ง 6 คน ที่มาด้วยกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาตาม พรบ.จราจรทางบก ซึ่งมีบางคนไม่สวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่ ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ก็ได้ทำการตรวจยึด เพื่อตรวจสอบว่ารถมีทะเบียน หรือเสียภาษีประจำปีหรือไม่ จากนั้นจะได้แจ้งผู้ปกครองมารับทราบและได้เรียกผู้ปกครองมาพูดคุยเจรจาเพื่อทำความเข้าใจและได้ดูแลบุตรหลานอย่าให้ออกมาก่อเหตุอีกพร้อมให้บำเพ็ญประโยชน์   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : หนุ่มจอดรถซื้อเครปอยู่ดีๆ เจอแก๊งโจ๋รัวหมัดใส่ อ้างฉุนถูกมองหน้า    

 2,505
อาชญากรรม
22 ต.ค. 62

ศาลสั่งจำคุก 'หนุ่มเมาหูแว่ว' 2 ปี ไม่รอลงอาญา พบเคยมีหมายจับคดีลักษณะเดียวกันเมื่อปี 61

จากกรณีกล้องวงจรปิดหน้าร้านเครปแห่งหนึ่ง ริมถนนบ้านกอก ฝั่งตรงข้ามตลาดบ้านกอก ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น บันทึกภาพกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าร้าน 4 คัน ซึ่งมี 1 ในนั้นลงมาทำร้ายร่างกายลูกค้าที่รอเครปอยู่หน้าร้าน จนได้รับบาดเจ็บปากแตกเจ็บไป 3 เข็ม   ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ดสามารถติดตามจับกุมตัวนายไมตรี โพธิ์ลังกา หรือ มอส อายุ 23 ปี ผู้ก่อเหตุ ได้เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งสารภาพว่าทำไปเพราะความเมา ขาดสติ หูแว่วว่าผู้เสียหายตะโกนด่าขณะขับรถจักรยานยนต์ผ่าน จึงลงมาถามว่าพี่มองหน้าผมทำไมครับ แล้วลงมือรัวหมัดใส่ผู้บาดเจ็บดังกล่าว   ล่าสุดตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา ทำร้าย ร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท โดยหนักงสอบสวนได้นำตัวไปส่งยังศาลจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อปี 2561 นายไมตรี เคยถูกหมายจับในคดีทำร้ายผู้อื่นฯเช่นกัน จึงได้ส่งฟ้องเพิ่มอีก 1 คดี โดยเบื้องต้นศาลได้สั่งจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนที่จะได้พิจารณาคดีในคดีล่าสุดต่อไป   ในส่วนเยาวชนทั่ง 6 คน ที่มาด้วยกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาตาม พรบ.จราจรทางบก ซึ่งมีบางคนไม่สวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่ ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ก็ได้ทำการตรวจยึด เพื่อตรวจสอบว่ารถมีทะเบียน หรือเสียภาษีประจำปีหรือไม่ จากนั้นจะได้แจ้งผู้ปกครองมารับทราบและได้เรียกผู้ปกครองมาพูดคุยเจรจาเพื่อทำความเข้าใจและได้ดูแลบุตรหลานอย่าให้ออกมาก่อเหตุอีกพร้อมให้บำเพ็ญประโยชน์   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : หนุ่มจอดรถซื้อเครปอยู่ดีๆ เจอแก๊งโจ๋รัวหมัดใส่ อ้างฉุนถูกมองหน้า    

 2,505
สังคม-อาชญากรรม
30 ก.ย. 62

สั่งจำคุก 22 วัยรุ่นงานบวชวัดสิงห์ บุกโรงเรียนถล่มการสอบ gat/pat โทษสูงสุดคุก 19 ปี

ศาลอาญาธนบุรี จำคุก 22 วัยรุ่นงานบวชวัดสิงห์ บุกถล่มการสอบ GAT/PAT โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ จำคุกสูงสุด 19 ปี พร้อมชดใช้ค่าเสียหายรวมกว่า 1 แสน 8 หมื่นบาท   วันที่ 30 ก.ย. ศาลอาญาธนบุรี นัดฟังคำพิพากษาชั้นต้นคดีที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และผู้เสียหาย 17 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย 22 คน กรณีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 14:30 นาฬิกา ขณะที่มีการสอบ GAT/PAT ภายในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ จำเลยทั้งหมดได้บุกเข้าไปในโรงเรียน ร่วมกันกระทำความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ /ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย  ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย /ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ /ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ /ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัด  และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานกระทำอนาจาร   โดยศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากการสืบพยานโจทก์ทั้งหมด 33 ปาก สืบพยานจำเลยรวม 18 ปาก และสืบพยานผู้ร้อง 4 ปาก โดยมีจำเลย 6 คน ได้รับสารภาพบางข้อกล่าวหาในการทำร้ายร่างกาย และทรัพย์สินจริง ส่วนจำเลยอีก 10 คน รับสารภาพเพียงในข้อหาบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   แต่ศาลพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมประกอบแล้ว จำเลยทั้ง 16 คน อยู่ภายในงานบวชด้วยกัน แต่งกายลักษณะเดียวกัน เดินไปที่เกิดเหตุพร้อมกันและในเวลาใกล้ชิดกัน ต่างกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน และกลับออกจากที่เกิดเหตุในเวลาใกล้ชิดกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 16 คน เป็นตัวการร่วมกัน ดังนี้ เมื่อตัวการคนใดคนหนึ่งไปกระทำความผิด ตัวการอื่นแม้ไม่ได้ลงมือกระทำด้วยก็จำต้องรับผลของการกระทำนั้นด้วย     ทั้งนี้จำเลยแต่ละรายได้รับโทษจำคุกไล่เรี่ยกันตั้งแต่ 11 ปี - 19 ปี โดยจำเลยที่ 17 ได้รับโทษมากที่สุด จำคุก 19 ปี 3 เดือน /ไปละให้จำเลย 9 คน ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางโรงเรียน จำนวน 35,400 บาท และชดใช้ผู้เสียหายที่ 16 จำนวน 56,142 บาท /รวมทั้งให้จำเลยอีก 7 คน ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 35,737 บาท  และให้จำเลยที่ 15และที่ 17ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 55,352 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 16     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : คุมเข้มเครื่องเสียงงานบวช เจ้าอาวาสวัดสิงห์บอกห้ามแล้ว ยังฉุนปาแก้วใส่พระ สทศ.เผยค่าจัดสอบใหม่ 7 แสน

 10,503
สังคม
30 ก.ย. 62

สั่งจำคุก 22 วัยรุ่นงานบวชวัดสิงห์ บุกโรงเรียนถล่มการสอบ gat/pat โทษสูงสุดคุก 19 ปี

ศาลอาญาธนบุรี จำคุก 22 วัยรุ่นงานบวชวัดสิงห์ บุกถล่มการสอบ GAT/PAT โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ จำคุกสูงสุด 19 ปี พร้อมชดใช้ค่าเสียหายรวมกว่า 1 แสน 8 หมื่นบาท   วันที่ 30 ก.ย. ศาลอาญาธนบุรี นัดฟังคำพิพากษาชั้นต้นคดีที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และผู้เสียหาย 17 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย 22 คน กรณีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 14:30 นาฬิกา ขณะที่มีการสอบ GAT/PAT ภายในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ จำเลยทั้งหมดได้บุกเข้าไปในโรงเรียน ร่วมกันกระทำความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ /ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย  ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย /ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ /ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ /ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัด  และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานกระทำอนาจาร   โดยศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากการสืบพยานโจทก์ทั้งหมด 33 ปาก สืบพยานจำเลยรวม 18 ปาก และสืบพยานผู้ร้อง 4 ปาก โดยมีจำเลย 6 คน ได้รับสารภาพบางข้อกล่าวหาในการทำร้ายร่างกาย และทรัพย์สินจริง ส่วนจำเลยอีก 10 คน รับสารภาพเพียงในข้อหาบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   แต่ศาลพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมประกอบแล้ว จำเลยทั้ง 16 คน อยู่ภายในงานบวชด้วยกัน แต่งกายลักษณะเดียวกัน เดินไปที่เกิดเหตุพร้อมกันและในเวลาใกล้ชิดกัน ต่างกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน และกลับออกจากที่เกิดเหตุในเวลาใกล้ชิดกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 16 คน เป็นตัวการร่วมกัน ดังนี้ เมื่อตัวการคนใดคนหนึ่งไปกระทำความผิด ตัวการอื่นแม้ไม่ได้ลงมือกระทำด้วยก็จำต้องรับผลของการกระทำนั้นด้วย     ทั้งนี้จำเลยแต่ละรายได้รับโทษจำคุกไล่เรี่ยกันตั้งแต่ 11 ปี - 19 ปี โดยจำเลยที่ 17 ได้รับโทษมากที่สุด จำคุก 19 ปี 3 เดือน /ไปละให้จำเลย 9 คน ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางโรงเรียน จำนวน 35,400 บาท และชดใช้ผู้เสียหายที่ 16 จำนวน 56,142 บาท /รวมทั้งให้จำเลยอีก 7 คน ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 35,737 บาท  และให้จำเลยที่ 15และที่ 17ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 55,352 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 16     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : คุมเข้มเครื่องเสียงงานบวช เจ้าอาวาสวัดสิงห์บอกห้ามแล้ว ยังฉุนปาแก้วใส่พระ สทศ.เผยค่าจัดสอบใหม่ 7 แสน

 10,503
สังคม-อาชญากรรม
27 ส.ค. 62

ฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คงโทษจำคุก 20 ปี คดีชาวดัทช์ฟอกเงินค้ากัญชา

ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้คงโทษจำคุก ชายชาวเนเธอร์แลนด์ ร่วมกันฟอกเงินที่มาจากการขายกัญชา 300 ล้านบาท และคงโทษจำคุกภรรยาชาวไทย 7 ปี 4 เดือน    วันที่ 27 ส.ค. ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ คุมตัว นายโจฮันเนส เพทรุส มาเรีย ฟานลาร์ โฮเวน(Johannes Petrus Maria van laarhoven) อายุ 59 ปี ชาวเนเธอร์แลนด์ และนางมิ่งขวัญ ฟาน ลาร์โฮเวน หรือนางมิ่งขวัญ แก่นอินทร์ อายุ 37 ปี ภรรยาชาวไทย มาฟังคำพิพากษาฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3 เป็นโจทก์ฟ้อง ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งได้มาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกัญชา 300 ล้านบาท   โดยเจ้าหน้าที่บุกจับกุมทั้งสองได้ที่บ้านพักบนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ในสนามกอล์ฟฟีนิกซ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อปี 2557 ตรวจยึดทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ได้จากการฟอกเงินมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท    คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกนายโจฮันเนส 103 ปี ส่วนนางมิ่งขวัญจำคุก 18 ปี ลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งสอง 68 ปี 8 เดือน และ 12 ปี ตามลำดับ   ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เหลือจำคุกนายโจฮันเนส 75 ปี นางมิ่งขวัญ 11 ปี ลดโทษ 1ใน 3 เหลือจำคุก จำเลยทั้งสอง 50 ปี และ 7 ปี 4 เดือน อย่างไรก็ตามความผิด ฐานฟอกเงินจำคุก ได้ไม่เกิน 20 ปี คงจำคุกนายโจฮันเนสไว้ 20 ปี    ซึ่งศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประเด็นที่จำเลยฎีกาว่า อัยการสูงสุดไม่มีอำนาจในการสอบสวนคดี หรือแต่งตั้งคณะหรือบุคคลใดมาทำการสอบสวนนั้น ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว    ขณะที่ประเด็นกระทงความผิดของจำเลยทั้ง 2 นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้มีการโอนเงินจากสถาบันการเงินในยุโรป สู่สถาบันการเงินในประเทศไทยจำนวน 15 ครั้ง ถือเป็นการเปลี่ยนสภาพของเงิน ที่ได้จากการกระทำความผิด ทั้งสิ้น 15 กระทง แม้ว่าภายหลังจำเลยมีการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร เพื่อไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์เพื่อปกปิดที่มาของเงินที่กระทำความผิด จำนวน 28 ครั้ง แต่ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเจตนาเดียวกันกับการโอนเงิน 15 ครั้งแรก    ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 มีความผิด 15 กระทง คงโทษจำคุก 20 ปี และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วม 6 กระทง คงโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน

 1,099
สังคม-อาชญากรรม
15 ส.ค. 62

'ป้าติ้น' โดนคุก 12 เดือน แจ้งความเท็จหาว่าเพื่อนยักยอกลอตเตอรี่ กุเรื่องถูกหวย 30 ล้าน

ศาลอาญา ถ.ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษา ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางเรวดี หาแก้ว หรือ ป้าติ้น อายุ 54 ปี เป็นจำเลยฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น, แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิดอันเป็นการแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษฯ กรณีความเท็จกล่าวหา นางจรูญ เฮก หรือ ป้าติ๋ว ยักยอกหวยรางวัลที่ 1 งวดเดือน เม.ย. 2560 มูลค่า 30 ล้านบาทไป   จากกรณีที่ป้าติ้นอ้างว่าได้ร่วมกับป้าติ๋ว ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหมายเลข 392785 จำนวน 5 ใบ เป็นเงิน 500 บาท โดยออกเงินกันคนละ 250 บาท ตกลงกันว่าเมื่อถูกรางวัลจะแบ่งคนละครึ่ง โดยมอบสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ป้าติ๋วเก็บรักษาไว้ แต่เมื่อทราบว่าถูกรางวัล ก็อ้างว่าถูกป้าติ๋วยักยอกเงินรางวัลไม่ยอมแบ่งให้ จึงได้แจ้งความดำเนินคดี เรื่องยืดเยื้อมากว่า 2 ปี   ล่าสุดศาลพิพากษาว่า จำเลยมิได้ร่วมกับนางจรูญ ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หมายเลข 392785 จำเลยและนางจรูญ ผู้เสียหาย มิได้ถูกรางวัลที่ 1 ประจำงวดวันที่ 1 เม.ย. 2560 และนางจรูญ ก็มิได้เป็นผู้กระทำผิดอาญาแต่ประการใด การที่จำเลยได้นำความเท็จดังกล่าวแจ้งนั้น ทำให้นางจรูญได้รับความเสียหาย โดยเป็นการเพื่อจะแกล้งให้ต้องรับโทษทางอาญา ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ อันเป็นการแจ้งความเท็จว่านางจรูญ ได้กระทำความผิดอาญา เหตุเกิดที่ ต.ดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,173, 174   อีกทั้งผู้ที่ถูกรางวัลตัวจริง ได้นำสลากมาขึ้นเงินหมายเลขชุดไม่ตรงกับที่ป้าติ้น จำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่า ลงไว้หลังสลากนั้น เมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบการแก้ไขหรือร่องรอยการขูดลบลายชื่อแต่อย่างใด เชื่อว่า พยานไม่เคยรู้จักกับจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 มาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง จึงได้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน คำให้การของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 คง จำคุกเป็นเวลา 12 เดือน   อย่างไรก็ตามนอกจากคดีนี้แล้ว ป้าติ้นยังมีคดีฟ้องร้องกับ นางวิไลพร รัตนติสร้อย หรือ ป้าเล็ก อายุ 59 ปี ตกเป็นจำเลยในข้อหาแจ้งความเท็จลักษณะเดียวกัน กรณีเมื่อปี 2559 นางเรวดีและนางวิไลพร ได้เข้าแจ้งความตำรวจ สน.ประเวศ ว่าถูก นางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ หรือ ป้าดา ผู้เสียหายซึ่งเป็นเพื่อนสนิท ยักยอกสลากกินแบ่งรัฐบาลหมายเลข 066720 จำนวน 5 คู่ ซึ่งถูกรางวัลที่ 1 ประจำงวดวันที่ 1 เม.ย. 2559 มูลค่า 30 ล้านบาท ศาลอาญามีนบุรีได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/135W8T_Z1mU

 3,019
สังคม-อาชญากรรม
25 ก.ค. 62

สั่งโทษประหารชีวิตหนุ่มจีนฆ่าอาม่าวัย 70 ปี หมกคอนโด รับสารภาพ เหลือคุก 25 ปี 6 เดือน

จนท.ราชทัณฑ์ เบิกตัว นายวูซูหมิง หนุ่มชาวจีน จากเรือนจำมาฟังคำพิพากษาในคดฆ่าบีบคอแม่ค้าขายเสื้อผ้า วัย 70 เสียชีวิต เมื่อปี 62 ล่าสุดศาลตัดสินประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เหลือจำคุก 25 ปี 6 เดือน ชดใช้ค่าสินไหมแก่บุตรชายผู้ตาย 1 ล้านบาท   วันนี้ ( 25 ก.ค.) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว นายวูซูหมิง อายุ 28 ปี สัญชาติจีน เป็นจำเลยคดีฆ่าบีบคอแม่ค้าขายเสื้อผ้าเสียชีวิต เพื่อมาฟังคำพิพากษาในคดีดำ อ1189/62 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวูซูหมิง อายุ 28 ปีสัญชาติจีน เป็นจำเลยในความผิดฐาน "ฆ่าชิงทรัพย์ผู้อื่น" ที่ห้องพิจารณา 801 จากกรณีเมื่อวันที่ 11 ก.พ.62 เวลากลางวัน จำเลยได้ลวง นางสาวอารยา ทรัพย์สวรรค์ อายุ 70 ปี แม่ค้าขายเสื้อผ้า เข้าไปในห้องพักเลขที่ 564/38 นิวพอร์ตคอนโดมิเนียม ซอยพหลโยธิน 52 แยก 16 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพฯ ก่อนใช้มือบีบคอ นางสาวอารยา จนสิ้นใจเสียชีวิต จากนั้นได้ลักเอาเงินสดและทรัพย์สินหลายรายการ รวม มูลค่า 95,000 บาทหลบหนีไป ก่อนถูกตำรวจ สน.บางเขน ติดตามจับกุมดำเนินคดี    เมื่อถึงเวลาศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ และจำเลยนำสืบรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาผู้ตายถูกฆ่ารัดคอในนิวพอร์ตคอนโดมิเนียม โจทก์มีบุตรชายของผู้ตายเป็นพยานเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุ มารดาเคยเล่าให้ฟังว่าจำเลยเคยมายอยืมเงิน 1 แสนบาท และนัดให้นำเงินไปให้ที่คอนโดดังกล่าว แต่บุตรชายของผู้ตายได้บอกว่าไม่ต้องไป กระทั่งเวลา 21.00 น. วันเกิดเหตุ บิดาของพยานโทรมาบอกว่าผู้ตายยังไม่กลับบ้าน จึงได้ออกตามหา และได้มาที่คอนโดดังกล่าว เวลา 23.00 น. เจอรถของผู้ตายจอดอยู่ ตรวจสอบห้องพักถูกล็อคจากด้านใน พยานจึงได้ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในบานเกร็ด เห็นผู้ตายนอนเสียชีวิตลักษณะนอนหงายอยู่บนเตียง สภาพศพถูกรัดบริเวณลำคอจนขาดอากาศหายใจ ตรวจสอบทรัพย์สินในห้องพักหายไปหลายการ และจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ตายพบว่ามีการติดต่อกับจำเลยหลายครั้งก่อนเกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าผู้ตายและจำเลยได้เข้าไปในห้องพักด้วยกัน ก่อนที่จำเลยจะออกมาจากห้องเพียงคนเดียว   ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน จับกุมตัวจำเลยได้ ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ จากการตรวจสอบร่างกายจำเลย มีรอยถลอกที่บริเวณข้อมือด้านขวา ซึ่งจำเลยให้การว่ารอยถลอกเกิดจากการต่อสู้กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประสานไปยัง รพ.ภูมิพล ให้ตรวจสอบเนื้อเยื่อสารพันธุกรรมที่ปลายเล็บของผู้ตาย ผลการตรวจพิสูจน์เนื้อเยื่อมีดีเอ็นเอตรงกันกับจำเลย ทั้งนี้เห็นว่าโจทก์มีพยาน ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้ตายมาเบิกความตามลำดับเหตุการณ์เชื่อมโยงกันมีน้ำหนักสมเหตุสมผล และพยานไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามจริง นอกจากนี้ผลตรวจสอบดีเอ็นเอเนื้อเยื่อสายพันธุกรรมที่ปลายเล็บของผู้ตายก็ตรงกับจำเลย จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด   ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิต, ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ฐานฆ่าผู้อื่นฯ จำคุก 25 ปี และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นฯ จำคุก 6 เดือน รวมโทษจำคุก 25 ปี 6 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมแก่บุตรชายผู้ตาย 1 ล้านบาท         อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบหนุ่มจีนฆ่าอาม่าหมกคอนโด หนีซุกเกาะสมุย ลูกสาวเผยแม่สอนให้ช่วยเหลือคนจีนด้วยกัน ไม่คิดว่าจะเนรคุณ (ออกอากาศเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2019)    

 1,951
สังคม-อาชญากรรม
11 ก.ค. 62

ศาลตัดสิน คุก 21 ปี 4 เดือน 'บังนัด' ลวงเด็กหญิงวัย12 ข่มขืนในตึกร้าง ย่านรามคำแหง

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 21 ปี 4 เดือน นายสำรวย หรือ บังนัด ลวงเด็กหญิงวัย 12 ปีไปข่มขืนในตึกร้าง ย่านรามคำแหง จำเลยยอมรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษเหลือจำคุก 10 ปี 8 เดือน   วันที่ 11 ก.ค. ภายหลังเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัว นายสำรวย จิตรชื้น หรือ บังนัด จำเลยในคดีลวงเด็กหญิงวัย12 กระทำชำเราในตึกร้าง จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสำรวย จิตรชื้นอายุ 43 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ    โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานเเล้ว โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มารดาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.หัวหมาก ให้ดำเนินคดีกับจำเลย ซึ่งพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราในตึกร้างย่านรามคำแหง พนักงานสอบสวน จึงพาผู้เสียหาย ไปตรวจร่างกาย ที่รพ.ตำรวจ ผลชันสูตรพบว่าภายในช่องคลอดพบบาดแผลฟกช้ำ มีรอยฉีกขาด จากนั้นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เดินไปทางตรวจสอบที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน จากการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด    ต่อมาวันที่ 17 ก.พ. 61 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมจำเลยได้ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ และกระทำชำเราเด็กไม่เกิน 13 ปี ในชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และมีการนำตัวจำเลยไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ขณะพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักจำเลยได้มาชักชวนผู้เสียหายกับน้องลงไปซื้อขนม จากนั้นจำเลยได้ให้น้องสาวผู้เสียหายกลับขึ้นไปยังห้องพัก และพาผู้เสียหายซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ไปยังอาคารร้าง ซึ่งอยู่ตรงข้าม รพ.รามคำแหง ก่อนที่จะลงมือกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอม เห็นว่าผู้เสียหายเป็นเด็ก และเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าอับอาย หากเหตุการณ์ไม่เป็นความจริงคงไม่นำมาบอกเล่าแก่มารดา เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความจริงไม่ปรากฎข้อพิรุธสงสัย    อีกทั้งผลชันสูตรจากรพ.ตำรวจ ที่ระบุว่า พบว่าภายในช่องคลอดของผู้เสียหายพบบาดแผลฟกช้ำ มีรอยฉีกขาด และหลังเกิดขึ้นผู้เสียหายได้เล่าให้มารดาฟัง และได้เดินทางมาแจ้งความทันที จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าผู้เสียหายจะกลั่นแกล้งจำเลยคดี จึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดข้อหาพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ และ กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี    การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ จำคุก 6 ปี, ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ จำคุกปี 8 ปี, และฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 13 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 21 ปี 4 เดือน    จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี 8 เดือน โดยในวันนี้ไม่บว่ามีญาติ หรือ ทนายความฝั่งจำเลย เดินทางมาฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด         อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ลุ้น! ศาลตัดสิน 'บังนัด' ลวงเด็กหญิงวัย12 ข่มขืนในตึกร้าง ย่านรามคำแหง    

 1,428
สังคม-อาชญากรรม
11 ก.ค. 62

คุก 1 เดือน หนุ่มรถหรูปาดหน้า 'หลุยส์ สก็อต' - ถ่มน้ำลายใส่รถสาว 'ขอโทษทีจ๊ะเบบี๋'

จากกรณีชายวัย 43 ปี หนุ่มขับรถแลนด์โรเวอร์ ปาดหน้าหลุยส์ สก็อต นักแสดงชื่อดัง และยังไปก่อเหตุขับปาดหน้ารถของ น.ส.อลิสรา​ เกษมรัตนพาณิชย์​ อายุ​ 29​ ปี​ พร้อมลงมาต่อว่าก่อนถุยน้ำลายลงพื้นถนน แต่เมื่อเห็นว่าผู้ขับขี่เป็นผู้หญิง​ก็กล่าวว่า​ "อ๋อ​ ผู้หญิงหรอ​ โทษที" และ​ "ขอโทษทีจ๊ะเบบี๋" ก่อนจะขับออกไป​ เหตุเกิดบริเวณปากซอยเอกมัย​ 5 เมื่อกลางดึกวันที่​ 29​ มิ.ย.ที่ผ่านมา   ล่าสุดศาลจังหวัดพระโขนง สั่งจำคุก 1 เดือน ฐานความผิดขับรถประมาทหรือหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน,ขับรถโดยไม่คำนึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(3),(4),(8),160,157 โดยเจ้ารับสารภาพ ศาลปราณีเปลี่ยนโทษให้กักขัง 1 เดือน ก่อนยื่นประกันตัว 2 หมื่นบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี ซึ่งศาลอนุญาตเพื่อสู้คดีต่อ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8qZ8Yzrp7lg

 3,068
ต่างประเทศ
10 มิ.ย. 62

คุก 10 เดือน อดีต พนง.พิเรนทร์ ฉี่ในถังผลิตซีเรียลยี่ห้อดัง ส่งขายทั่วโลก

ชายคนหนึ่ง ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 เดือน หลังยอมรับว่าได้ปัสสาวะลงในถังและใส่สายพานลำเลียงซีเรียลยี่ห้อดัง ที่ส่งขายไปทั่วโลก     โดยชายคนนี้นามว่า ‘เกรกอรี่ สแตนตัน’ วัย 49 ปี ทำการอัดคลิปตนเองกำลังทำงานอยู่ในโรงงาน ตั้งแต่ปี 2014 ต่อมาได้อัปโหลดคลิปนี้ภายหลังในปี 2016 จากนั้นคลิปก็แพร่ไปทั่วโลกออนไลน์   โดยเป็นเหตุการณ์ที่ชายคนนี้ กำลังปัสสาวะลงในถังและเทลงบนสายพานลำเลียงซีเรียล และต่อมาก็ปัสสาวะลงในสายพานโดยตรง       ประธานบริษัทซีเรียลชื่อดัง ได้ออกมากล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ ที่ถือเป็นการดูหมิ่นผู้บริโภค และพนักงานนับพัน   และเขาได้แถลงว่า องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกากำลังสืบสวนสิ่งที่เกิดขึ้นและกล่าวเพิ่มเติมว่า “เรากำลังดำเนินการกับเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดในการระบุตัวตนบุคคลดังกล่าว หากพบว่าเขายังทำงานอยู่ที่โรงงาน เราจะทำการไล่เขาออก และดำเนินคดีกับเขาอย่างถึงที่สุด”   ต่อมา เมื่อพฤศจิกายน ปี 2018 สแตนตัน บุคคลในคลิป ออกมาสารภาพถึงการทำลายชื่อเสียงบริษัทและผลิตภัณฑ์อาหารโดยเจตนา   และเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เขาจึงถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 เดือนและถูกปรับเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 3 แสนบาท เพื่อชดใช้ความเสียหาย         ขอบคุณข้อมูลจาก www.ladbible.com

 1,978
สังคม-อาชญากรรม
24 เม.ย. 62

ศาลตัดสินจำคุก 61 ปี 12 เดือน อธิการบดีม.สันติภาพโลก

ศาลอาญารัชดาอ่านคำพิพากษา คดีที่ นายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก กับพวกรวม 9 คน ตกเป็นจำเลย ในข้อหา ร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ,ร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีโดยไม่ได้รับอนุญาต ,ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน   (24 เม.ย. 62) จากกรณีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2556 จำเลยร่วมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. และนำไปหลอกลวงอ้างว่ามหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกต้อง จดทะเบียนที่รัฐฟลอริดาประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถจัดการศึกษาและแจกใบปริญญาระดับต่างๆได้ มีค่าเรียนตลอดหลักสูตรตั้งแต่ 6 หมื่น ถึง 2 แสนบาท โดยมีการเผยแพร่ข้อความชวนเชื่อเหล่านี้ผ่านทางเว็บไซต์ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อไปเรียนทางไกลจนจบปริญญา และนำวุฒิการศึกษาที่ได้ซึ่งเป็นของปลอมไปสมัครงาน   นอกจากนี้ยังมีบุคคลมีชื่อเสียงที่ได้รับเชิญให้รับปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์อีกจำนวนมาก ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก สกอ. และไม่ได้จัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หรือตามความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับต่างประเทศ แม้รัฐธรรมนูญจะให้อิสระในการศึกษา แต่ก็ต้องมีกฎหมายระดับรองมาควบคุมมาตรฐานเพื่อคุ้มครองผู้เข้ารับการศึกษาด้วย มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกจึงไม่สามารถจัดการสอนและมอบใบปริญญาให้กับผู้ใดได้ ดังนั้นจำเลยทั้ง 9 คนกระทำผิดจริงตามฟ้อง และเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน พิพากษาจำคุกนายสวัสดิ์ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 61 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่เหลือพิพากษาจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 61 ปี ลดหลั่นกันตามความผิด อย่างไรก็ตามกฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกจำเลยสูงสุดได้ไม่เกิน 10 ปี จึงคงเหลือโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึง 9 คนละ 10 ปี  

 6,828
สังคม-อาชญากรรม
03 เม.ย. 62

ศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 10 ปี ปาเกียว เมืองไทย

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา อายุ 43 ปี หรือ เดอะบิ๊ก อดีตประธานสโมสรทีมฟุตบอลเพื่อนตำรวจ ในศึกไทยลีก เจ้าของฉายา ปาเกียว เมืองไทย จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในฐานะจำเลยความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 10 ปี ไปก่อนหน้านี้   โดยคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2556 – 21 กรกฎาคม 2557 จำเลยกับพวก ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ได้ร่วมกันปลอมเอกสารตั๋วแลกเงินทั้งฉบับของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แบงก์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด คิดเป็นเงินไทย 3,200 ล้านบาท ไปแสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินของ บริษัท บิลเลี่ยนฯ จำนวน 2,100 ล้านบาท ที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำมาหลอกขายให้คณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ชพค. เพื่อประวิงเวลา และปกปิดความผิด ไม่ให้ ชพค. ยกเลิกสัญญาซื้อขาย   ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายสัมฤทธิ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ซึ่งนอกจากจะใช้ตั๋วแลกเงินปลอม 3,200 ล้านบาทแล้ว ยังมีการนำหุ้นของสโมสรฟุตบอลเรดดิ้งไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อขอเพิ่มวงเงินของตั๋วสัญญาใช้เงินอีก 400 ล้านบาท ซึ่งหลังจาก ชพค. โอนเงินให้ตามสัญญา นายสัมฤทธิ์ก็สั่งให้โอนเงินจากบัญชีของบริษัทเข้าบัญชีของตนเองหลายครั้ง แม้จะลาออกไปแล้ว ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่านายสัมฤทธิ์ยังคงบริหารงานบริษัทอยู่เบื้องหลัง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แม้จะไม่มีประจักษ์พยานว่านายสัมฤทธิ์เป็นคนนำตั๋วแลกเงินไปมอบให้กับสกสค. หรือเป็นผู้ปลอมตั๋วแลกเงินขึ้นมา แต่ก็ถือว่าเป็นตัวการร่วม ที่ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุกนายสัมฤทธิ์ 10 ปี

 1,783
ข่าวภูมิภาค
28 พ.ย. 61

ศาลสั่งจำคุก 5 ปี ชายพิการอ้างเป็นฤาษีตาไฟ ข่มขืนสาว 17 สารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง

ศาลสั่งจำคุก 5 ปี ชายพิการอ้างเป็นฤาษีตาไฟ ข่มขืนสาว 17 สารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน จ่าย 1.5 แสน เยียวยา   จากกรณีที่ พ่อแม่ของ น.ส.เอ อายุ 17 ปี ได้นำตัว น.ส.เอ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษว่า น.ส.เอ ได้ถูกนายสุรสิทธิ์  ซึ่งเป็นคนพิการแขนขาลีบอ่อนแรงช่วยเหลือตนเองไม่ได้ อ้างเป็นร่างทรงของฤาษีตาไฟ ได้ล่อลวง น.ส.เอว่า กำลังมีเคราะห์ และได้นำตัว น.ส.เอ ไปทำการสะเดาะเคราะห์ในรีสอร์ตแห่งหนึ่งเขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เหตุเกิดระหว่างวันที่ 26-27 ส.ค.61 นั้น   ความคืบหน้า วันที่ 28 พ.ย. 61 เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 28 พ.ย. 61 ที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ นายนพดล จันทร์พวง ทนายความของนายสุรสิทธิ์ ผู้ต้องหาคดีนี้ เปิดเผยว่า ผู้พิพากษาศาลจังหวัดศรีสะเกษ ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2561 โดยได้พิพากษาว่า    จำเลยมีความผิดตามที่ฟ้องจริง ซึ่งศาลได้ตัดสินจำคุกจำเลยเป็นเวลา 5 ปี และสั่งปรับเป็นจำนวนเงิน 60,000 บาท ทั้งนี้ในการไต่สวนชั้นศาลนั้น ปรากฏว่า นายสุรสิทธิ์จำเลยได้ให้การรับสารภาพ และจำเลยยอมจ่ายสินไหมเยียวยาผู้เสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท   ศาลจึงได้เมตตาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับเงินจำนวน 30,000 บาท ส่วนโทษการจำคุกนั้น ศาลสั่งให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งนายสุรสิทธิ์ จะต้องมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดศรีสะเกษ รวมจำนวนทั้งสิ้น 8 ครั้ง   

 18,517

Top