ค้นหา :

ผลการค้นหา "ใบสั่ง"

บันเทิง
23 ต.ค. 62

'หนิง ปณิตา' ยอมรับผิด สามีเข้าพบ ตร.แจงซื้อรถมาถูกต้อง ไม่มีเจตนาสวมทะเบียน ด้าน 'ส.ต.ท.ธีรพงษ์' บอกไม่โกรธ ยึดหลัก อดทนต่อความเจ็บใจ

ความคืบหน้ากรณี หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ นักแสดง โพสต์ภาพและข้อความ ตำหนิการทำงานของตำรวจ ที่เขียนใบสั่งล่าช้า และส่อพฤติกรรมเรียกรับเงิน พร้อมแฮชแทก ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง ทำให้ กองบังคับการตำรวจจราจร หรือ บกจร . ออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง ท่ามกลางการวิพากวิจารณ์ของสังคม   ล่าสุดเมื่อวานนี้  สน.วิภาวดี นายจรินทร์ หรือ  จิน ธรรมวัฒนะ  สามีของหนิงปณิตา เข้าพบ ตำรวจสน.วิภาวดี เพื่อชี้แจงเรื่องการซื้อรถ เซราติ ที่มีการสวมทะเบียน กท 191ซึ่งเป็นรถ บีเอ็มดับเบิ้ลยู สีเทา รุ่น 740L (BMW รุ่น 740Le xDrive pure excellence)   ส่วนรถยนต์ เซราติน มีการ  มามอบให้กับทางพนักงานสอบสวน ตรวจสอบเอกสารการครอบครองรถคันดังกล่าว  พร้อมเปิดเผยว่า รถคันนี้ซื้อมาได้ปีกว่า ไม่ค่อยได้ขับ โดยรถคันนี้มีทะเบียนอยู่แล้ว คือทะเบียน 8กฎ3940 กทม. แต่ทำทะเบียนนี้หาย ส่วนทะเบียน กท 191 กทม. เป็นป้ายทะเบียนเก่าที่ทำเรื่องขายไปแล้ว แต่ยังไม่ถอดป้ายทะเบียนออก จึงนำมาใส่รถคันนี้ก่อน ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ใช้งาน นานๆทีจะเอาออกมาขับ จนทำให้ลืมไปว่า รถคันนี้ทะเบียนหาย   รถคันนี้ซื้อมาจากบริษัทนำเข้าถูกกฎหมายทุกขั้นตอน  ตนเป็นคนที่สองหรือสามที่ซื้อรถคันนี้ ซื้อ เพราะชอบ ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง  ตอนนี้รถยังอยู่ที่ลิสซิ่งอยู่ เรื่องทั้งหมดเกิดจาการที่ไม่เปลี่ยนป้ายทะเบียนเลยเป็นเรื่อง หลังจากนี้ต้องหาป้ายก่อน เพราะป้ายหายไม่รู้ไปเก็บไว้ที่ไหน ผมไม่ได้มี เจตนาจะสวมป้ายทะเบียน รถก็ไม่ค่อยได้ขับ  จากนี้ระหว่างรอป้ายทะเบียนก็จะไปขอป้ายแดงมาไว้ก่อน  วันนี้ก็นำเอกสารหลักฐานต่างๆมาชี้แจงตำรวจทั้งหมด และจะนำรถเข้ามาให้ตำรวจตรวจสอบ เรื่องทั้งหมด ก็ขอโทษสังคม ที่ต้องมาปวดหัวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ส่วนการทำผิดกฎจราจรก็ยอมรับผิดและเสียค่าปรับไปแล้ว   สำหรับรถเซราติน นี้ พบว่า มีการซื้อขายตั้งแต่ปี 2558 เดือน มิถุนายน มีการเปลี่ยนทะเบียนมา 4 ครั้งพบจดทะเบียนครอบครองในชื่อบริษัทประกอบธุรกิจขายปลีกเหล็กรูปพรรณในย่านบางนา และรถยนต์คันดังกล่าวเพิ่งจดทะเบียนครอบครองรถกับกรมการขนส่งทางบกเมื่อวันที่ 17 ต.ค.62 ซึ่งรถยนต์จะสิ้นอายุภาษีลงในวันที่ 17 ต.ค.63 แต่ป้ายวงกลมในรถมาเซราติที่มาสวมทับเป็นบีเอ็มดับบลิว ทะเบียน กท 191 กทม.กลับขาดต่อภาษี   ในส่วนของ  ส.ต.ท.ธีรพงษ์ ขาบจันทึก ผบ.หมู่งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาดีฯ- รังสิต กก.2 บก.จร. เมื่อวานนี้ก็มาทำงานตามปกติ โดยเปิดใจกับผู้สื่อข่าว  หลังจากเกิดเหตุการณ์วิพากษ์ต่างๆมากมาย ว่า ช่วงที่เกิดเหตุ ตนไม่ได้มีเจตนาจะดึงเชิง หรือ ต้องการจะเรียกรับเงิน ซึ่งช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน ตนเห็นรถคันดังกล่าวขับเลี้ยวเข้ามาผิดเลนแล้วกำลังจะหักออก จึงเรียกตรวจสอบ เขาก็ให้ความร่วมมือดี แต่พอตรวจสอบก็ไม่มีใบขับขี่ เมื่อตรวจป้ายทะเบียนรถก็ไม่มีการเสียภาษี และทะเบียนรถตรวจสอบในระบบก็ไม่ตรงกัน จึงสอบถามคุณหนิง ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นดาราหรือใคร และก็เดินดูรอบรถ เพื่อหายี่ห้อรถ แต่ไม่พบ และไม่รู้จัก จึงเดินมาดูที่พวงมาลัย ก็ไม่รู้จึงถามคนขับไป และรู้ว่ารถมีการสวมทะเบียนจึงถามว่ามากับใคร ไปไหน ทำตามหน้าที่    โดยเหตุการณ์ทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 3-5นาที  คุณหนิงพูดกับเราสุภาพ ไม่ได้มีอารมณ์หงุดหงิดหรือตะหวาด หลังจากนั้นก้ไม่รู้เรื่องอีกเลย จนกระทั่งเช้ามาพบว่าเรื่องราวของตนถูกแชร์ในโซเชียลจำนวนมากก็เลยตกใจว่า คนที่เราจับคือดารา และตั้งแต่เกิดเรื่องมาก็ไม่ได้รับสายจากคุณหนิง หรือได้รับคำขอโทษใดๆ หากถามว่าอยากได้รับคำขอโทษหรือไม่นั้น สำหรับตน ไม่เป็นไร ผมไม่โกรธเลย ให้อภัยทุกคนไม่ได้ติดใจอะไร เรื่องที่เกิดขึ้นทำตามหน้าที่เพื่อความถูกต้อง ไม่ต้องการเงิน เพราะถ้าผมกรอกรายละเอียดรถผิด ก็ทำให้กลายเป็นรถของคนอื่นได้ ส่งผลให้คนอื่นเดือดร้อนได้   ตอนนี้สังคมเกิดกระแสวิจารณ์มากมาย ผมก็ไม่อยากให้ไปว่าคุณหนิงมาก เพราะตอนนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิด ที่ผ่านมาเขาอาจจะเคยเจอเหตุการณ์แบบที่เขาคิดก็ได้ ผมไม่โกรธเลย การทำงานของผม จะยึดหลักและท่องคำนี้อยู่ในใจว่า “เป็นตำรวจก็ต้องอดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก”     ส่วนคุณ หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ  ก็โดนกระแสถล่มทั้งวัน เมื่อวานนี้ คุณหนิงก็ออกมา ขอโทษผ่านการให้สัมภาษณ์รายการทอล์กโชว์ โดย ยอมรับว่าทำผิดกฎจราจรจริง  ส่วนการสวมทะเบียน นั้น คุณหนิงยืนยันว่า รถยนต์ที่ขับเป็นยี่ห้อ "มาเซราติ" แต่ป้ายวงกลม เป็นของรถ "BMW" รถได้มาถูกต้อง ซื้อมาถูกต้อง มีเอกสารยืนยัน โดยสามีนำเอกสารทั้งหมดชี้แจงตำรวจแล้ว   “ขอโทษตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ พร้อมยอมรับว่าที่โพสต์ข้อความลงสื่อออนไลน์ เกิดจากความใจร้อน คิดถึงคนอื่นน้อยเกินไป” ส่วนการทำผิดกฎจราจรก็ได้เสียค่าปรับตามกฎหมายแล้ว     ด้าน พล.ต.ต. คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผู้บังคับการตำรวจจราจร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องแล้ว กรณีเดินวนรอบรถตามที่ น.ส.ปณิตา โพสต์ลงโซเชียล ซึ่งได้รับการชี้แจงว่า เพราะพบว่าข้อมูลบนป้ายวงกลมที่ติดบนกระจกหน้ารถ ระบุเป็นรถยนต์อีกยี่ห้อ อีกทั้งไม่รู้จักยี่ห้อรถ เพื่อที่จะเขียนใบสั่ง จึงต้องถามจากผู้ขับขี่ สำหรับการเขียนใบสั่งเปรียบเทียบปรับ 3 กระทง ประกอบด้วย ขับรถฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง,/ขับรถโดยไม่พกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/ และไม่ชำระภาษีประจำปี ส่วนเนื้อหาข้อความที่ กล่าวถึงเจ้าพนักงานคงไม่เข้าข่ายมีความผิด เนื่องจากมองว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวและไม่ได้ระบุชัดเจนเจาะจง   ขณะที่ ส.ต.ท.ธีระพงษ์ ขาบจันทึก ผบ.หมู่งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีฯ-รังสิต กก.2 บก.จร.  ตำรวจคู่กรณี หนิง ปณิดา เคยตกเป็นข่าวในสังคมออนไลน์มาแล้ว 2 ครั้ง คือปี 2560 เป็นคลิปลงโทษวัยรุ่นที่ไม่สวมหมวกกันน็อกด้วยการให้ลุกนั่ง แทนการออกใบสั่ง เพราะเห็นใจเด็กๆที่ต้องรบกวนเงินของผู้ปกครองมาจ่ายค่าปรับ โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า "ใบสั่งในมือยังไงก็สู้ใบสั่งในใจไม่ได้"    ต่อมา ปี 2561 เป็นคลิปการช่วยลูกแมวที่ติดใต้ท้องรถ บนถนนวิภาวดี-รังสิต นอกจากนี้ ยังมีภาพที่เจ้าตัวทุ่มเททำงาน แต่งชุดม้าลายโบกรถบริเวณหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นสีสันและดูแลความปลอดภัยให้แก่เด็กๆอีกด้วย  ซึ่งได้รับการชื่มชมจากชาวเน็ตเป็นอย่างมาก        ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/oraM64a-utg

 7,095
สังคม
23 ต.ค. 62

'หนิง ปณิตา' ยอมรับผิด สามีเข้าพบ ตร.แจงซื้อรถมาถูกต้อง ไม่มีเจตนาสวมทะเบียน ด้าน 'ส.ต.ท.ธีรพงษ์' บอกไม่โกรธ ยึดหลัก อดทนต่อความเจ็บใจ

ความคืบหน้ากรณี หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ นักแสดง โพสต์ภาพและข้อความ ตำหนิการทำงานของตำรวจ ที่เขียนใบสั่งล่าช้า และส่อพฤติกรรมเรียกรับเงิน พร้อมแฮชแทก ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง ทำให้ กองบังคับการตำรวจจราจร หรือ บกจร . ออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง ท่ามกลางการวิพากวิจารณ์ของสังคม   ล่าสุดเมื่อวานนี้  สน.วิภาวดี นายจรินทร์ หรือ  จิน ธรรมวัฒนะ  สามีของหนิงปณิตา เข้าพบ ตำรวจสน.วิภาวดี เพื่อชี้แจงเรื่องการซื้อรถ เซราติ ที่มีการสวมทะเบียน กท 191ซึ่งเป็นรถ บีเอ็มดับเบิ้ลยู สีเทา รุ่น 740L (BMW รุ่น 740Le xDrive pure excellence)   ส่วนรถยนต์ เซราติน มีการ  มามอบให้กับทางพนักงานสอบสวน ตรวจสอบเอกสารการครอบครองรถคันดังกล่าว  พร้อมเปิดเผยว่า รถคันนี้ซื้อมาได้ปีกว่า ไม่ค่อยได้ขับ โดยรถคันนี้มีทะเบียนอยู่แล้ว คือทะเบียน 8กฎ3940 กทม. แต่ทำทะเบียนนี้หาย ส่วนทะเบียน กท 191 กทม. เป็นป้ายทะเบียนเก่าที่ทำเรื่องขายไปแล้ว แต่ยังไม่ถอดป้ายทะเบียนออก จึงนำมาใส่รถคันนี้ก่อน ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ใช้งาน นานๆทีจะเอาออกมาขับ จนทำให้ลืมไปว่า รถคันนี้ทะเบียนหาย   รถคันนี้ซื้อมาจากบริษัทนำเข้าถูกกฎหมายทุกขั้นตอน  ตนเป็นคนที่สองหรือสามที่ซื้อรถคันนี้ ซื้อ เพราะชอบ ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง  ตอนนี้รถยังอยู่ที่ลิสซิ่งอยู่ เรื่องทั้งหมดเกิดจาการที่ไม่เปลี่ยนป้ายทะเบียนเลยเป็นเรื่อง หลังจากนี้ต้องหาป้ายก่อน เพราะป้ายหายไม่รู้ไปเก็บไว้ที่ไหน ผมไม่ได้มี เจตนาจะสวมป้ายทะเบียน รถก็ไม่ค่อยได้ขับ  จากนี้ระหว่างรอป้ายทะเบียนก็จะไปขอป้ายแดงมาไว้ก่อน  วันนี้ก็นำเอกสารหลักฐานต่างๆมาชี้แจงตำรวจทั้งหมด และจะนำรถเข้ามาให้ตำรวจตรวจสอบ เรื่องทั้งหมด ก็ขอโทษสังคม ที่ต้องมาปวดหัวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ส่วนการทำผิดกฎจราจรก็ยอมรับผิดและเสียค่าปรับไปแล้ว   สำหรับรถเซราติน นี้ พบว่า มีการซื้อขายตั้งแต่ปี 2558 เดือน มิถุนายน มีการเปลี่ยนทะเบียนมา 4 ครั้งพบจดทะเบียนครอบครองในชื่อบริษัทประกอบธุรกิจขายปลีกเหล็กรูปพรรณในย่านบางนา และรถยนต์คันดังกล่าวเพิ่งจดทะเบียนครอบครองรถกับกรมการขนส่งทางบกเมื่อวันที่ 17 ต.ค.62 ซึ่งรถยนต์จะสิ้นอายุภาษีลงในวันที่ 17 ต.ค.63 แต่ป้ายวงกลมในรถมาเซราติที่มาสวมทับเป็นบีเอ็มดับบลิว ทะเบียน กท 191 กทม.กลับขาดต่อภาษี   ในส่วนของ  ส.ต.ท.ธีรพงษ์ ขาบจันทึก ผบ.หมู่งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาดีฯ- รังสิต กก.2 บก.จร. เมื่อวานนี้ก็มาทำงานตามปกติ โดยเปิดใจกับผู้สื่อข่าว  หลังจากเกิดเหตุการณ์วิพากษ์ต่างๆมากมาย ว่า ช่วงที่เกิดเหตุ ตนไม่ได้มีเจตนาจะดึงเชิง หรือ ต้องการจะเรียกรับเงิน ซึ่งช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน ตนเห็นรถคันดังกล่าวขับเลี้ยวเข้ามาผิดเลนแล้วกำลังจะหักออก จึงเรียกตรวจสอบ เขาก็ให้ความร่วมมือดี แต่พอตรวจสอบก็ไม่มีใบขับขี่ เมื่อตรวจป้ายทะเบียนรถก็ไม่มีการเสียภาษี และทะเบียนรถตรวจสอบในระบบก็ไม่ตรงกัน จึงสอบถามคุณหนิง ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นดาราหรือใคร และก็เดินดูรอบรถ เพื่อหายี่ห้อรถ แต่ไม่พบ และไม่รู้จัก จึงเดินมาดูที่พวงมาลัย ก็ไม่รู้จึงถามคนขับไป และรู้ว่ารถมีการสวมทะเบียนจึงถามว่ามากับใคร ไปไหน ทำตามหน้าที่    โดยเหตุการณ์ทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 3-5นาที  คุณหนิงพูดกับเราสุภาพ ไม่ได้มีอารมณ์หงุดหงิดหรือตะหวาด หลังจากนั้นก้ไม่รู้เรื่องอีกเลย จนกระทั่งเช้ามาพบว่าเรื่องราวของตนถูกแชร์ในโซเชียลจำนวนมากก็เลยตกใจว่า คนที่เราจับคือดารา และตั้งแต่เกิดเรื่องมาก็ไม่ได้รับสายจากคุณหนิง หรือได้รับคำขอโทษใดๆ หากถามว่าอยากได้รับคำขอโทษหรือไม่นั้น สำหรับตน ไม่เป็นไร ผมไม่โกรธเลย ให้อภัยทุกคนไม่ได้ติดใจอะไร เรื่องที่เกิดขึ้นทำตามหน้าที่เพื่อความถูกต้อง ไม่ต้องการเงิน เพราะถ้าผมกรอกรายละเอียดรถผิด ก็ทำให้กลายเป็นรถของคนอื่นได้ ส่งผลให้คนอื่นเดือดร้อนได้   ตอนนี้สังคมเกิดกระแสวิจารณ์มากมาย ผมก็ไม่อยากให้ไปว่าคุณหนิงมาก เพราะตอนนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิด ที่ผ่านมาเขาอาจจะเคยเจอเหตุการณ์แบบที่เขาคิดก็ได้ ผมไม่โกรธเลย การทำงานของผม จะยึดหลักและท่องคำนี้อยู่ในใจว่า “เป็นตำรวจก็ต้องอดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก”     ส่วนคุณ หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ  ก็โดนกระแสถล่มทั้งวัน เมื่อวานนี้ คุณหนิงก็ออกมา ขอโทษผ่านการให้สัมภาษณ์รายการทอล์กโชว์ โดย ยอมรับว่าทำผิดกฎจราจรจริง  ส่วนการสวมทะเบียน นั้น คุณหนิงยืนยันว่า รถยนต์ที่ขับเป็นยี่ห้อ "มาเซราติ" แต่ป้ายวงกลม เป็นของรถ "BMW" รถได้มาถูกต้อง ซื้อมาถูกต้อง มีเอกสารยืนยัน โดยสามีนำเอกสารทั้งหมดชี้แจงตำรวจแล้ว   “ขอโทษตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ พร้อมยอมรับว่าที่โพสต์ข้อความลงสื่อออนไลน์ เกิดจากความใจร้อน คิดถึงคนอื่นน้อยเกินไป” ส่วนการทำผิดกฎจราจรก็ได้เสียค่าปรับตามกฎหมายแล้ว     ด้าน พล.ต.ต. คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผู้บังคับการตำรวจจราจร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องแล้ว กรณีเดินวนรอบรถตามที่ น.ส.ปณิตา โพสต์ลงโซเชียล ซึ่งได้รับการชี้แจงว่า เพราะพบว่าข้อมูลบนป้ายวงกลมที่ติดบนกระจกหน้ารถ ระบุเป็นรถยนต์อีกยี่ห้อ อีกทั้งไม่รู้จักยี่ห้อรถ เพื่อที่จะเขียนใบสั่ง จึงต้องถามจากผู้ขับขี่ สำหรับการเขียนใบสั่งเปรียบเทียบปรับ 3 กระทง ประกอบด้วย ขับรถฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง,/ขับรถโดยไม่พกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์/ และไม่ชำระภาษีประจำปี ส่วนเนื้อหาข้อความที่ กล่าวถึงเจ้าพนักงานคงไม่เข้าข่ายมีความผิด เนื่องจากมองว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวและไม่ได้ระบุชัดเจนเจาะจง   ขณะที่ ส.ต.ท.ธีระพงษ์ ขาบจันทึก ผบ.หมู่งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีฯ-รังสิต กก.2 บก.จร.  ตำรวจคู่กรณี หนิง ปณิดา เคยตกเป็นข่าวในสังคมออนไลน์มาแล้ว 2 ครั้ง คือปี 2560 เป็นคลิปลงโทษวัยรุ่นที่ไม่สวมหมวกกันน็อกด้วยการให้ลุกนั่ง แทนการออกใบสั่ง เพราะเห็นใจเด็กๆที่ต้องรบกวนเงินของผู้ปกครองมาจ่ายค่าปรับ โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า "ใบสั่งในมือยังไงก็สู้ใบสั่งในใจไม่ได้"    ต่อมา ปี 2561 เป็นคลิปการช่วยลูกแมวที่ติดใต้ท้องรถ บนถนนวิภาวดี-รังสิต นอกจากนี้ ยังมีภาพที่เจ้าตัวทุ่มเททำงาน แต่งชุดม้าลายโบกรถบริเวณหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นสีสันและดูแลความปลอดภัยให้แก่เด็กๆอีกด้วย  ซึ่งได้รับการชื่มชมจากชาวเน็ตเป็นอย่างมาก        ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/oraM64a-utg

 7,095
บันเทิง
22 ต.ค. 62

'หนิง-ปณิตา' โต้ไม่มีการแถลง! ยันไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ ขอแจงแค่ในรายการบ่ายวันนี้!

'หนิง-ปณิตา' โต้ไม่มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าว  ยันไม่ให้สัมภาษณ์ ขอชี้แจงในรายการบ่ายวันนี้ (22 ต.ค.) ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชี้ไม่รับค่าปรับ ระบุ  ต้องมาจ่ายเอง หรือชำระที่ไปรษณีย์ตามขั้นตอน หลังเจ้าตัวส่งคนขับรถจ่ายแทน    จากกรณีดาราสาว ‘หนิง ปณิตา’ โพสต์อินสตราแกรมต่อว่าตำรวจจราจร ที่เข้ามาจับกุมตนเองหลังขับรถผิดเลน โดยใช้คำพูดในลักษณะว่าตำรวจพยายามเดินวนดูรถไปมาคล้ายจะเรียกรับเงิน หลังจากนั้นศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจจราจร จะชี้แจงข้อเท็จจริงว่า    โดย สิบตำรวจโทธีรพงษ์ ขาบจันทึก ผบ.หมู่ งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดี/รังสิต กก.2 บก.จร. ได้ยืนปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรอยู่บน ถนนวิภาวดีฯ ขาเข้าทางด้านคู่ขนาน บริเวณพื้นที่ปลอดภัยระหว่าง ถนนวิภาวดีฯ และเส้นเบี่ยงจากทางคู่ขนานที่จะมุ่งไปหน้าทางรัชโยธิน หน้า รร.นานาชาติ เซนสตรีเฟรน์   เมื่อรถของดาราสาวได้ผิดกฎจราจรฝ่าฝืนเส้นทืบจึงเรียกเพื่อออกใบสั่ง ยืนยันว่าการเดินวนดูรอบรถนั้นเพื่อเป็นการตรวจสอบว่ารถคันดังกล่าว ว่าเป็นรถยี่ห้ออะไร จึงได้สอบถามผู้ขับขี่ แต่เจ้าหน้าที่สะกดไม่ถูกจึงได้เดินไปดูข้อมูลดังกล่าวที่แผ่นป้ายวงกลมการชำระภาษีประจำปี ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวยังไม่ได้ชำระภาษีประจำปี จึงได้เพิ่มข้อหา “นำรถยนต์ที่ยังไม่ได้ชำระภาษีมาใช้ในทาง” อีกหนึ่งข้อหา ลงในใบสั่ง เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ส่งใบสั่งดังกล่าวให้กับ ผู้ขับขี่ไป หลังจากนั้น ผู้ขับขี่จึงได้ขับออกไปจากที่เกิดเหตุ   ทั้งนี้ดาราสาว ได้ให้คนขับรถของตัวเองมาเสียค่าปรับตามใบสั่งใน 2 ข้อหา คือ ฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง และไม่ชำระภาษีประจำปี ที่ บก.จร. แต่ตำรวจไม่อนุญาตให้เสียค่าปรับได้ เนื่องจากกฎหมายจะต้องให้ผู้ขับขี่มาเสียค่าปรับด้วยตัวเอง หรือเสียค่าปรับทางช่องทางไปรณีย์ หรือธนาคารเท่านั้น ส่วนข้อมูลที่ตำรวจพบว่า รถของดาราสาวเป็นรถมีการสวมทะเบียน จะต้องมีการเรียกเจ้าตัวเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวออกมาว่า ดาราสาวได้เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองในวันนี้ (22 ต.ค.) นั้น ล่าสุดเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ได้รับการยืนยันจาก PR รายการคุยแซ่บ Show  ว่า   "วันนี้ พี่หนิง ปณิตา ไม่มีการแถลงข่าวใดๆ และไม่สะดวกให้สัมภาษณ์หลังจบรายการคุยแซ่บ Show นะคะ ทางพี่หนิง ฝากแจ้งมาว่า จะพูดในรายการคุยแซ่บShow วันนี้ ถึงกรณีที่เกิดขึ้นค่ะ (สามารถดู  Live ได้จากเพจคุยแซ่บShow นะคะ) ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยค่ะ"     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กระแสตีกลับ! 'หนิง ปณิตา' โพสต์ฉะ ตร.หลังถูกจับขับรถผิดเลน จ่อโดนฟันรถหรูสวมทะเบียน      

 2,899
สังคม
22 ต.ค. 62

'หนิง-ปณิตา' โต้ไม่มีการแถลง! ยันไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ ขอแจงแค่ในรายการบ่ายวันนี้!

'หนิง-ปณิตา' โต้ไม่มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าว  ยันไม่ให้สัมภาษณ์ ขอชี้แจงในรายการบ่ายวันนี้ (22 ต.ค.) ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชี้ไม่รับค่าปรับ ระบุ  ต้องมาจ่ายเอง หรือชำระที่ไปรษณีย์ตามขั้นตอน หลังเจ้าตัวส่งคนขับรถจ่ายแทน    จากกรณีดาราสาว ‘หนิง ปณิตา’ โพสต์อินสตราแกรมต่อว่าตำรวจจราจร ที่เข้ามาจับกุมตนเองหลังขับรถผิดเลน โดยใช้คำพูดในลักษณะว่าตำรวจพยายามเดินวนดูรถไปมาคล้ายจะเรียกรับเงิน หลังจากนั้นศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจจราจร จะชี้แจงข้อเท็จจริงว่า    โดย สิบตำรวจโทธีรพงษ์ ขาบจันทึก ผบ.หมู่ งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดี/รังสิต กก.2 บก.จร. ได้ยืนปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรอยู่บน ถนนวิภาวดีฯ ขาเข้าทางด้านคู่ขนาน บริเวณพื้นที่ปลอดภัยระหว่าง ถนนวิภาวดีฯ และเส้นเบี่ยงจากทางคู่ขนานที่จะมุ่งไปหน้าทางรัชโยธิน หน้า รร.นานาชาติ เซนสตรีเฟรน์   เมื่อรถของดาราสาวได้ผิดกฎจราจรฝ่าฝืนเส้นทืบจึงเรียกเพื่อออกใบสั่ง ยืนยันว่าการเดินวนดูรอบรถนั้นเพื่อเป็นการตรวจสอบว่ารถคันดังกล่าว ว่าเป็นรถยี่ห้ออะไร จึงได้สอบถามผู้ขับขี่ แต่เจ้าหน้าที่สะกดไม่ถูกจึงได้เดินไปดูข้อมูลดังกล่าวที่แผ่นป้ายวงกลมการชำระภาษีประจำปี ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวยังไม่ได้ชำระภาษีประจำปี จึงได้เพิ่มข้อหา “นำรถยนต์ที่ยังไม่ได้ชำระภาษีมาใช้ในทาง” อีกหนึ่งข้อหา ลงในใบสั่ง เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ส่งใบสั่งดังกล่าวให้กับ ผู้ขับขี่ไป หลังจากนั้น ผู้ขับขี่จึงได้ขับออกไปจากที่เกิดเหตุ   ทั้งนี้ดาราสาว ได้ให้คนขับรถของตัวเองมาเสียค่าปรับตามใบสั่งใน 2 ข้อหา คือ ฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง และไม่ชำระภาษีประจำปี ที่ บก.จร. แต่ตำรวจไม่อนุญาตให้เสียค่าปรับได้ เนื่องจากกฎหมายจะต้องให้ผู้ขับขี่มาเสียค่าปรับด้วยตัวเอง หรือเสียค่าปรับทางช่องทางไปรณีย์ หรือธนาคารเท่านั้น ส่วนข้อมูลที่ตำรวจพบว่า รถของดาราสาวเป็นรถมีการสวมทะเบียน จะต้องมีการเรียกเจ้าตัวเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวออกมาว่า ดาราสาวได้เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองในวันนี้ (22 ต.ค.) นั้น ล่าสุดเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ได้รับการยืนยันจาก PR รายการคุยแซ่บ Show  ว่า   "วันนี้ พี่หนิง ปณิตา ไม่มีการแถลงข่าวใดๆ และไม่สะดวกให้สัมภาษณ์หลังจบรายการคุยแซ่บ Show นะคะ ทางพี่หนิง ฝากแจ้งมาว่า จะพูดในรายการคุยแซ่บShow วันนี้ ถึงกรณีที่เกิดขึ้นค่ะ (สามารถดู  Live ได้จากเพจคุยแซ่บShow นะคะ) ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยค่ะ"     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กระแสตีกลับ! 'หนิง ปณิตา' โพสต์ฉะ ตร.หลังถูกจับขับรถผิดเลน จ่อโดนฟันรถหรูสวมทะเบียน      

 2,899
สังคม-อาชญากรรม
22 ต.ค. 62

กระแสตีกลับ! 'หนิง ปณิตา' โพสต์ฉะ ตร.หลังถูกจับขับรถผิดเลน จ่อโดนฟันรถหรูสวมทะเบียน

ตำรวจเตรียมเรียก หนิง ปณิตา ดารานักแสดงสาวชื่อดัง เข้าให้ข้อมูล หลังเจ้าตัวโพสต์ข้อความระบุถึงพฤติกรรมของตำรวจ คล้ายกับระบุว่า ตำรวจต้องการจะเรียกรับผลประโยชน์จากเธอ เมื่อตอนที่เธอโดนจับ ข้อความในโพสต์ระบุว่า   "ด้วยความไม่รู้ทาง วันนี้ต้องขับรถเองเพื่อเอารถไปเข้าฉาก ขับผิดเลนแล้วหักออก ถูกตำรวจจับ ยอมรับมันคือสิ่งถูกต้องสำหรับการผิดกฏ ประโยคแรกที่พูดกับคุณตำรวจ “เขียนใบสั่งได้เลยค่ะ (อินเนอร์คือผิดยอมรับไม่ได้กวน) แต่คุณตำรวจทำเป็นถามนั่นนี่เดินวนไปวนมา ถามแม้กระทั่งชื่อยี่ห้อรถ (เออท้ายรถที่เดินวนไปมาก้อมียี่ห้อติด) คือแบบรู้เลย จะเอาตังเพราะคนส่วนมากจะขอช่วยหน่อยน้า   เลยพูดไปว่า ขอโทษนะคะที่ทำให้เสียเวลา เขียนใบสั่งมาเถอะค่ะ ทำผิดก็ต้องปฏิบัติตามกฎ ถ้าตำรวจมายกโทษให้เรารับตัง ก็คงมีคงผิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ สังคมมันถึงได้เห็นแก่ตัวขึ้นทุกวัน พูดแรงไปมั้ยอะ!!! แต่มันคือเรื่องจริง ตำรวจดีๆ ก็มีเยอะ แต่คนเกลียดตำรวจมันก็ไม่ต่างกับสุภาษิตไทย #ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง"   ซึ่งในเวลาต่อมากระแสตีกลับมาที่ หนิง ปณิตา เพราะมีเพื่อนของตำรวจที่จับหนิง อธิบายว่า ที่ตำรวจคนนั้นจะต้องเดินวนดูรอบรถ เพราะไม่รู้จักยี่ห้อรถคันนี้ และดูความผิดปกติอื่นๆด้วย ทั้งเรื่องของทะเบียนรถ เรื่องของการเสียภาษีว่าถูกต้องหรือไม่ ต้องการขอความเป็นธรรม เพราะตำรวจคนที่จับ เป็นคนตั้งใจทำงาน ไม่เคยมีพฤติกรรมอย่างที่ถูกกล่าวหา   ขณะที่ หนิง ปณิตา ระบุว่า เตรียมแถลงข่าวชี้แจงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในวันที่ 22 ต.ค.2562 เวลา 13.00 น.   ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดใน 3 ข้อหา ฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และไม่แสดงแผ่นป้ายการชำระภาษีประจำปี ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ก็ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและกรอบของกฎหมาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GScjInef37s

 16,868
สังคม
22 ต.ค. 62

กระแสตีกลับ! 'หนิง ปณิตา' โพสต์ฉะ ตร.หลังถูกจับขับรถผิดเลน จ่อโดนฟันรถหรูสวมทะเบียน

ตำรวจเตรียมเรียก หนิง ปณิตา ดารานักแสดงสาวชื่อดัง เข้าให้ข้อมูล หลังเจ้าตัวโพสต์ข้อความระบุถึงพฤติกรรมของตำรวจ คล้ายกับระบุว่า ตำรวจต้องการจะเรียกรับผลประโยชน์จากเธอ เมื่อตอนที่เธอโดนจับ ข้อความในโพสต์ระบุว่า   "ด้วยความไม่รู้ทาง วันนี้ต้องขับรถเองเพื่อเอารถไปเข้าฉาก ขับผิดเลนแล้วหักออก ถูกตำรวจจับ ยอมรับมันคือสิ่งถูกต้องสำหรับการผิดกฏ ประโยคแรกที่พูดกับคุณตำรวจ “เขียนใบสั่งได้เลยค่ะ (อินเนอร์คือผิดยอมรับไม่ได้กวน) แต่คุณตำรวจทำเป็นถามนั่นนี่เดินวนไปวนมา ถามแม้กระทั่งชื่อยี่ห้อรถ (เออท้ายรถที่เดินวนไปมาก้อมียี่ห้อติด) คือแบบรู้เลย จะเอาตังเพราะคนส่วนมากจะขอช่วยหน่อยน้า   เลยพูดไปว่า ขอโทษนะคะที่ทำให้เสียเวลา เขียนใบสั่งมาเถอะค่ะ ทำผิดก็ต้องปฏิบัติตามกฎ ถ้าตำรวจมายกโทษให้เรารับตัง ก็คงมีคงผิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ สังคมมันถึงได้เห็นแก่ตัวขึ้นทุกวัน พูดแรงไปมั้ยอะ!!! แต่มันคือเรื่องจริง ตำรวจดีๆ ก็มีเยอะ แต่คนเกลียดตำรวจมันก็ไม่ต่างกับสุภาษิตไทย #ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง"   ซึ่งในเวลาต่อมากระแสตีกลับมาที่ หนิง ปณิตา เพราะมีเพื่อนของตำรวจที่จับหนิง อธิบายว่า ที่ตำรวจคนนั้นจะต้องเดินวนดูรอบรถ เพราะไม่รู้จักยี่ห้อรถคันนี้ และดูความผิดปกติอื่นๆด้วย ทั้งเรื่องของทะเบียนรถ เรื่องของการเสียภาษีว่าถูกต้องหรือไม่ ต้องการขอความเป็นธรรม เพราะตำรวจคนที่จับ เป็นคนตั้งใจทำงาน ไม่เคยมีพฤติกรรมอย่างที่ถูกกล่าวหา   ขณะที่ หนิง ปณิตา ระบุว่า เตรียมแถลงข่าวชี้แจงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในวันที่ 22 ต.ค.2562 เวลา 13.00 น.   ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดใน 3 ข้อหา ฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และไม่แสดงแผ่นป้ายการชำระภาษีประจำปี ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ก็ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและกรอบของกฎหมาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GScjInef37s

 16,868
ข่าวภูมิภาค
14 ต.ค. 62

เป็นเรื่อง! หนุ่มปลอมใบสั่งหลอกแฟน สุดท้ายถูกตำรวจจับจริง โดน 2 ข้อหา

วันที่ 14 ต.ค. 62 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องสืบสวน สภ.เมืองหนองคาย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย, พ.ต.ท.สุนันท์ วงษ์สีมี รอง ผกก.(สส.) พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ร่วมกันสอบปากคำ นายสถาปกรณ์ โคตรเพชร อายุ 23 ปี ทหารเกณฑ์ใกล้ปลดประจำการณ์สังกัดแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี หลังจากมีการแพร่ภาพใบสั่งไม่ถูกต้องออกไปในโซเซียลฯ   โดย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งว่า มีตำรวจจราจรในสังกัด ออกใบสั่งจราจรซึ่งมีลักษณะเขียนขึ้นเอง ระบุชื่อผู้กระทำผิด คือ นายสถาปกรณ์ โคตรเพชร ข้อหา ไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ฯ ค่าปรับ 300 บาท, รถจักรยานยนต์ขาดต่อภาษี (พ.ร.บ.ขาด 1 เดือน 17 วัน) ค่าปรับ 500 บาท ลงชื่อร้อยเวรประจำวัน ร.ต.อ.เอกภพ มีเพียร ลงชื่อผู้ออกเขียนใบสั่ง ด.ต.พรใส สำนึก และมีการแชร์ส่งต่อกันทางไลน์    หลังทราบเรื่อง ตนได้สอบถามไปยังตำรวจจราจร และตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ยืนยันว่าไม่มีการเขียนใบสั่งในลักษณะเช่นนี้ ไม่มีการตั้งด่าน และบันทึกกล้องวงจรปิด และไม่มีผู้ที่กระทำผิดมาจ่ายเงินค่าปรับที่ สภ.เมืองหนองคาย อีกทั้งชื่อตำรวจที่อ้างลงในใบสั่งไม่มีตัวตนอยู่จริง เมื่อทราบเรื่องดีชังกล่าว จึงได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนติดตามตัวนายสถาปกรณ์มาสอบถาม และเจอตัวที่บ้านพัก   จากการสอบถามนายสถาปกรณ์ ยอมรับสารภาพว่า เป็นเรื่องที่ตนกุขึ้นมาเองเพื่อหลอกแฟนสาว เนื่องจากตนกับแฟนมักจะทะเลาะกันเรื่องการขับขี่รถเป็นประจำ โดยแฟนชอบบ่นว่าตนไม่สวมหมวกนิรภัยเวลาขี่รถจักรยานยนต์ ก่อนเกิดเหตุก็ทะเลาะกันเรื่องนี้ โดยตนกับแฟนอยู่กันคนละจังหวัด ตนจึงโหลดแอฟพลิเคชั่นในเกม และโหลดโลโก้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วเขียนข้อความใบสั่ง เพื่อหวังจะให้แฟนโอนเงินมาให้ 800 บาท เป็นค่าปรับจราจร และแกล้งแฟนเล่น    เมื่อเขียนใบสั่งปลอมเสร็จก็ส่งไลน์ไปให้แฟนดู พร้อมพูดคุยกันผ่านไลน์ในลักษณะสร้างเรื่อง บ่น ด่า ตำรวจ ให้แฟนเชื่อ จนแฟนโอนเงินมาให้ 800 บาท โดยไม่คิดว่าแฟนสาวจะส่งไปให้เพื่อนดู และเพื่อนคนนั้นก็เป็นแฟนกับอัยการ ทำให้มีการตรวจสอบ จนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องบานปลาย ตนอยากขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำลงไปโดยไม่คิดให้รอบคอบก่อน ทำให้ตำรวจเสื่อมเสีย   เบื้องต้น นายสถาปกรณ์ ถูกตั้งข้อหา ผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ ปลอมแปลงเอกสารราชการ โดย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย ยืนยันว่า ใบสั่งเช่นนี้ไม่มีจริง ตำรวจจะไม่เขียนใบสั่งจราจรในลักษณะเช่นนี้ และขออย่าให้เลียนแบบ เพราะเป็นความผิดจะถูกจับดำเนินคดีด้วย  

 3,897
ข่าวโซเชียล
14 ต.ค. 62

เป็นเรื่อง! หนุ่มปลอมใบสั่งหลอกแฟน สุดท้ายถูกตำรวจจับจริง โดน 2 ข้อหา

วันที่ 14 ต.ค. 62 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องสืบสวน สภ.เมืองหนองคาย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย, พ.ต.ท.สุนันท์ วงษ์สีมี รอง ผกก.(สส.) พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ร่วมกันสอบปากคำ นายสถาปกรณ์ โคตรเพชร อายุ 23 ปี ทหารเกณฑ์ใกล้ปลดประจำการณ์สังกัดแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี หลังจากมีการแพร่ภาพใบสั่งไม่ถูกต้องออกไปในโซเซียลฯ   โดย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งว่า มีตำรวจจราจรในสังกัด ออกใบสั่งจราจรซึ่งมีลักษณะเขียนขึ้นเอง ระบุชื่อผู้กระทำผิด คือ นายสถาปกรณ์ โคตรเพชร ข้อหา ไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ฯ ค่าปรับ 300 บาท, รถจักรยานยนต์ขาดต่อภาษี (พ.ร.บ.ขาด 1 เดือน 17 วัน) ค่าปรับ 500 บาท ลงชื่อร้อยเวรประจำวัน ร.ต.อ.เอกภพ มีเพียร ลงชื่อผู้ออกเขียนใบสั่ง ด.ต.พรใส สำนึก และมีการแชร์ส่งต่อกันทางไลน์    หลังทราบเรื่อง ตนได้สอบถามไปยังตำรวจจราจร และตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ยืนยันว่าไม่มีการเขียนใบสั่งในลักษณะเช่นนี้ ไม่มีการตั้งด่าน และบันทึกกล้องวงจรปิด และไม่มีผู้ที่กระทำผิดมาจ่ายเงินค่าปรับที่ สภ.เมืองหนองคาย อีกทั้งชื่อตำรวจที่อ้างลงในใบสั่งไม่มีตัวตนอยู่จริง เมื่อทราบเรื่องดีชังกล่าว จึงได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนติดตามตัวนายสถาปกรณ์มาสอบถาม และเจอตัวที่บ้านพัก   จากการสอบถามนายสถาปกรณ์ ยอมรับสารภาพว่า เป็นเรื่องที่ตนกุขึ้นมาเองเพื่อหลอกแฟนสาว เนื่องจากตนกับแฟนมักจะทะเลาะกันเรื่องการขับขี่รถเป็นประจำ โดยแฟนชอบบ่นว่าตนไม่สวมหมวกนิรภัยเวลาขี่รถจักรยานยนต์ ก่อนเกิดเหตุก็ทะเลาะกันเรื่องนี้ โดยตนกับแฟนอยู่กันคนละจังหวัด ตนจึงโหลดแอฟพลิเคชั่นในเกม และโหลดโลโก้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วเขียนข้อความใบสั่ง เพื่อหวังจะให้แฟนโอนเงินมาให้ 800 บาท เป็นค่าปรับจราจร และแกล้งแฟนเล่น    เมื่อเขียนใบสั่งปลอมเสร็จก็ส่งไลน์ไปให้แฟนดู พร้อมพูดคุยกันผ่านไลน์ในลักษณะสร้างเรื่อง บ่น ด่า ตำรวจ ให้แฟนเชื่อ จนแฟนโอนเงินมาให้ 800 บาท โดยไม่คิดว่าแฟนสาวจะส่งไปให้เพื่อนดู และเพื่อนคนนั้นก็เป็นแฟนกับอัยการ ทำให้มีการตรวจสอบ จนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องบานปลาย ตนอยากขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำลงไปโดยไม่คิดให้รอบคอบก่อน ทำให้ตำรวจเสื่อมเสีย   เบื้องต้น นายสถาปกรณ์ ถูกตั้งข้อหา ผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ ปลอมแปลงเอกสารราชการ โดย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย ยืนยันว่า ใบสั่งเช่นนี้ไม่มีจริง ตำรวจจะไม่เขียนใบสั่งจราจรในลักษณะเช่นนี้ และขออย่าให้เลียนแบบ เพราะเป็นความผิดจะถูกจับดำเนินคดีด้วย  

 3,897
แชร์ออฟเดอะเดย์
11 ต.ค. 62

หนุ่มโวย! พบพิรุธใบสั่งขับเร็ว รถดูเบี้ยวๆ หวั่นถูกตัดต่อ ตร.ทางหลวงสั่งสอบแล้ว

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Akkarawat Ruangrojjanakorn ได้โพสต์ภาพใบสั่งขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดที่ได้รับมา ลงในกลุ่มเฟซบุ๊กนักรบด่านเถื่อน พร้อมระบุว่า   พบพิรุธในภาพหลายอย่าง คล้ายมีการตัดต่อ จึงอยากขอความคิดเห็นจากผู้รู้ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพตัดต่อหรือไม่ และควรไปจ่ายค่าปรับหรือไม่ ซึ่งมีชาวเน็ตเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก บ้างก็บอกว่าเป็นภาพตัดต่อแน่นอน บ้างก็บอกว่าค่าปรับแค่ 500 บาท ตำรวจจะเสียเวลาตัดต่อทำไม   โดยนายอัครวัตน์ เรืองโรจณกร อายุ 32 ปี เจ้าของโพสต์ เล่าว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ขับรถกลับจากจังหวัดศรีสะเกษมากรุงเทพฯ ระหว่างทางผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยความเร็ว 100-120 กม./ชม. แต่เมื่อผ่านป้ายเตือนจำกัดความเร็ว ก็จะลดความเร็วลงไม่เกิน 90 กม./ชม. ตามที่กฎหมายกำหนด   พอมาถึงจุดหนึ่ง พบป้ายเตือนความเร็ว ก็ลดความเร็วลงตามปกติ พอพ้นป้ายเตือนมาเล็กน้อย พบด่านจับความเร็ว ก่อนตำรวจโบกให้จอดข้างทาง โดยตำรวจแจ้งว่าตนขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ตนจึงถามไปว่า ด่านที่ตั้งนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่ตำรวจบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ ตนจึงขอดูหลักฐานจากล้องตรวจจับความเร็ว แต่ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ได้ดู แต่ตำรวจกลับพาตนมาดูป้ายเตือนจำกัดความเร็วแทน ตนจึงบอกตำรวจว่า หากมีกล้องตรวจจับความเร็วก็ให้ส่งใบสั่งไปที่บ้านดีกว่า ตำรวจได้ตอบตกลงและปล่อยตัวไป แต่ก่อนไปตำรวจได้ถ่ายรูปหน้ารถของตนไว้   1 เดือนถัดมา ใบสั่งส่งมาถึงบ้าน ระบุว่าตนขับรถด้วยความเร็ว 135 กม./ชม. เมื่อสังเกตดูแล้วรู้สึกเอะใจ จึงยังไม่ไปจ่ายค่าปรับ เพราะพบพิรุธหลายอย่างในภาพใบสั่ง คล้ายมีการตัดต่อ เช่น   - ภาพของรถดูเบี้ยวๆ ล้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน เงาใต้รถไม่มีทำให้มองเห็นถนนชัดเจน แต่รถจยย. ที่ขี่ตามมากลับมีเงาใต้รถ   - ลักษณะถนนเป็นทางโค้ง แต่รถกลับวิ่งมุ่งหน้าตรงเข้าข้างทาง หากวิ่งด้วยความเร็ว 135 กม./ชม. รถจะวิ่งลงข้างทางภายในไม่กี่วินาทีแน่นอน   - ภาพขณะรถวิ่งกับรูปที่รถจอดอยู่ ลักษณะเหมือนกัน องศาเดียวกัน เห็นกระจกข้างชัดเจนทั้งสองข้าง ซึ่งภาพที่รถจอดอยู่ เป็นภาพที่ประตูรถด้านคนนั่งฝั่งซ้ายเปิดอยู่   - รถจยย. ที่ขี่ตามมา ดูใหญ่กว่าความเป็นจริง ทั้งที่ตามหลังอยู่ค่อนข้างไกลจากรถของตน   - ตนมั่นใจว่าไม่ได้ขับเร็วถึง 135 กม./ชม. แน่นอน เพราะถนนช่วงนั้นค่อนข้างขรุขระ   ที่ตนโพสต์ภาพลงกลุ่มนั้น เพียงแค่อยากสอบถามความเห็นจากคนอื่น แต่ไม่ได้ฟันธงว่าเป็นภาพตัดต่อ เป็นเพียงข้อสงสัยเท่านั้น ไม่คิดว่าจะเป็นข่าวดังขนาดนี้ ที่ไม่ติดต่อสอบถามไปยังตำรวจเพราะคาดว่าคงได้คำตอบแบบเดียวกับที่ด่าน ส่วนที่ชาวเน็ตบอกว่า เงินค่าปรับแค่ 500 บาท ทำไมตำรวจต้องมาเสียเวลาตัดต่อภาพนั้น ตนและหลายๆคนมองว่า ภาพดังกล่าวสามารถใช้เวลาตัดต่อไม่เกิน 10 นาทีก็แล้วเสร็จ และที่ตำรวจต้องทำอย่างนั้น อาจเพราะว่าตนตั้งคำถามถึงการตั้งด่านว่าถูกกฎหมายหรือไม่ จึงอาจเป็นเหตุให้ตำรวจทำแบบนี้ก็เป็นได้   อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ต้องการอะไร เพียงแค่อยากให้ตำรวจช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อตอบข้อสงสัยของประชาชนคนหนึ่ง และส่งหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้ให้ดู หากพบว่าภาพดังกล่าวเป็นของจริง ตนก็ยินดีจะจ่ายค่าปรับเต็มอัตรา   ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นนั้น พบว่าเป็นใบสั่งจราจรของ สถานีตำรวจทางหลวง2 กก.6 บก.ทล. ซึ่งผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องของต้นสังกัดได้สั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว   หากผลการตรวจข้อเท็จจริงในส่วนของประเด็นใบสั่งที่เจ้าพนักงานจราจรได้ออกไปนั้น มีการดัดแปลงแก้ไข หรือ การทำเอกสารราชการที่เป็นเท็จตามที่ผู้โพสต์ได้ตั้งข้อสงสัย หน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการในเรื่องทางวินัย และอาญา อย่างเด็ดขาดต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9XbKWj5tLFg

 23,889
ข่าวโซเชียล
11 ต.ค. 62

หนุ่มโวย! พบพิรุธใบสั่งขับเร็ว รถดูเบี้ยวๆ หวั่นถูกตัดต่อ ตร.ทางหลวงสั่งสอบแล้ว

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Akkarawat Ruangrojjanakorn ได้โพสต์ภาพใบสั่งขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดที่ได้รับมา ลงในกลุ่มเฟซบุ๊กนักรบด่านเถื่อน พร้อมระบุว่า   พบพิรุธในภาพหลายอย่าง คล้ายมีการตัดต่อ จึงอยากขอความคิดเห็นจากผู้รู้ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพตัดต่อหรือไม่ และควรไปจ่ายค่าปรับหรือไม่ ซึ่งมีชาวเน็ตเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก บ้างก็บอกว่าเป็นภาพตัดต่อแน่นอน บ้างก็บอกว่าค่าปรับแค่ 500 บาท ตำรวจจะเสียเวลาตัดต่อทำไม   โดยนายอัครวัตน์ เรืองโรจณกร อายุ 32 ปี เจ้าของโพสต์ เล่าว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ขับรถกลับจากจังหวัดศรีสะเกษมากรุงเทพฯ ระหว่างทางผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยความเร็ว 100-120 กม./ชม. แต่เมื่อผ่านป้ายเตือนจำกัดความเร็ว ก็จะลดความเร็วลงไม่เกิน 90 กม./ชม. ตามที่กฎหมายกำหนด   พอมาถึงจุดหนึ่ง พบป้ายเตือนความเร็ว ก็ลดความเร็วลงตามปกติ พอพ้นป้ายเตือนมาเล็กน้อย พบด่านจับความเร็ว ก่อนตำรวจโบกให้จอดข้างทาง โดยตำรวจแจ้งว่าตนขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ตนจึงถามไปว่า ด่านที่ตั้งนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่ตำรวจบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ ตนจึงขอดูหลักฐานจากล้องตรวจจับความเร็ว แต่ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ได้ดู แต่ตำรวจกลับพาตนมาดูป้ายเตือนจำกัดความเร็วแทน ตนจึงบอกตำรวจว่า หากมีกล้องตรวจจับความเร็วก็ให้ส่งใบสั่งไปที่บ้านดีกว่า ตำรวจได้ตอบตกลงและปล่อยตัวไป แต่ก่อนไปตำรวจได้ถ่ายรูปหน้ารถของตนไว้   1 เดือนถัดมา ใบสั่งส่งมาถึงบ้าน ระบุว่าตนขับรถด้วยความเร็ว 135 กม./ชม. เมื่อสังเกตดูแล้วรู้สึกเอะใจ จึงยังไม่ไปจ่ายค่าปรับ เพราะพบพิรุธหลายอย่างในภาพใบสั่ง คล้ายมีการตัดต่อ เช่น   - ภาพของรถดูเบี้ยวๆ ล้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน เงาใต้รถไม่มีทำให้มองเห็นถนนชัดเจน แต่รถจยย. ที่ขี่ตามมากลับมีเงาใต้รถ   - ลักษณะถนนเป็นทางโค้ง แต่รถกลับวิ่งมุ่งหน้าตรงเข้าข้างทาง หากวิ่งด้วยความเร็ว 135 กม./ชม. รถจะวิ่งลงข้างทางภายในไม่กี่วินาทีแน่นอน   - ภาพขณะรถวิ่งกับรูปที่รถจอดอยู่ ลักษณะเหมือนกัน องศาเดียวกัน เห็นกระจกข้างชัดเจนทั้งสองข้าง ซึ่งภาพที่รถจอดอยู่ เป็นภาพที่ประตูรถด้านคนนั่งฝั่งซ้ายเปิดอยู่   - รถจยย. ที่ขี่ตามมา ดูใหญ่กว่าความเป็นจริง ทั้งที่ตามหลังอยู่ค่อนข้างไกลจากรถของตน   - ตนมั่นใจว่าไม่ได้ขับเร็วถึง 135 กม./ชม. แน่นอน เพราะถนนช่วงนั้นค่อนข้างขรุขระ   ที่ตนโพสต์ภาพลงกลุ่มนั้น เพียงแค่อยากสอบถามความเห็นจากคนอื่น แต่ไม่ได้ฟันธงว่าเป็นภาพตัดต่อ เป็นเพียงข้อสงสัยเท่านั้น ไม่คิดว่าจะเป็นข่าวดังขนาดนี้ ที่ไม่ติดต่อสอบถามไปยังตำรวจเพราะคาดว่าคงได้คำตอบแบบเดียวกับที่ด่าน ส่วนที่ชาวเน็ตบอกว่า เงินค่าปรับแค่ 500 บาท ทำไมตำรวจต้องมาเสียเวลาตัดต่อภาพนั้น ตนและหลายๆคนมองว่า ภาพดังกล่าวสามารถใช้เวลาตัดต่อไม่เกิน 10 นาทีก็แล้วเสร็จ และที่ตำรวจต้องทำอย่างนั้น อาจเพราะว่าตนตั้งคำถามถึงการตั้งด่านว่าถูกกฎหมายหรือไม่ จึงอาจเป็นเหตุให้ตำรวจทำแบบนี้ก็เป็นได้   อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ต้องการอะไร เพียงแค่อยากให้ตำรวจช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อตอบข้อสงสัยของประชาชนคนหนึ่ง และส่งหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้ให้ดู หากพบว่าภาพดังกล่าวเป็นของจริง ตนก็ยินดีจะจ่ายค่าปรับเต็มอัตรา   ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นนั้น พบว่าเป็นใบสั่งจราจรของ สถานีตำรวจทางหลวง2 กก.6 บก.ทล. ซึ่งผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องของต้นสังกัดได้สั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว   หากผลการตรวจข้อเท็จจริงในส่วนของประเด็นใบสั่งที่เจ้าพนักงานจราจรได้ออกไปนั้น มีการดัดแปลงแก้ไข หรือ การทำเอกสารราชการที่เป็นเท็จตามที่ผู้โพสต์ได้ตั้งข้อสงสัย หน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการในเรื่องทางวินัย และอาญา อย่างเด็ดขาดต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9XbKWj5tLFg

 23,889
เศรษฐกิจ
16 ก.ย. 62

ดีเดย์ 20 ก.ย. พ.ร.บ.จราจรใหม่ ตร.ห้ามยึดใบขับขี่ ออกใบสั่งได้อย่างเดียว

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวถึงกฎหมายบางมาตราที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 12 พ.ศ.2562 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 20 กันยายนนี้ว่า   ประชาชนจะสามารถใช้ใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ ที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบกแทนใบขับขี่จริงได้ตาม ม.31/1 และต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ ส่วนกรณีผู้ขับขี่แสดงใบขับขี่ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือสำเนาภาพถ่ายใบขับขี่ให้ถือว่ามีใบขับขี่อยู่กับตัว โดยที่เจ้าพนักงานจราจรจะไม่สามารถยึดใบขับขี่ได้ เพียงแต่ออกใบสั่งให้ไปชำระค่าปรับเท่านั้น   ขณะที่การใช้สำเนาภาพแทนใบขับขี่, การตัดแต้มความประพฤติผู้ฝ่าฝืนจราจร และการระงับต่อภาษีรถยนต์ประจำรายปี หากค้างชำระค่าใบสั่ง ยังอยู่ระหว่างทดสอบระบบ และต้องรอการประกาศใช้กฎหมายลูกนับถัดไปอีก 3 เดือนหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่เกินวันที่ 19 ธันวาคมนี้ โดยภายในปลายเดือนกันยายนนี้ จะเรียกหน่วยที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมกันอีกครั้ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/F49z7blC4qg

 2,395
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ก.ย. 62

นักธุรกิจภูเก็ต โชว์ใบสั่งเป็นปึก ท้าคนใหญ่คนโตห้ามขับเกิน 90 เดิมพันซ่อมศาลาริมทาง

นายปรีชา ใจอาจ นักธุรกิจและอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต โพสต์ภาพใบสั่งจราจร ที่ถูกส่งทางไปรษณีย์จำนวนมาก พร้อมข้อความระบุว่า   “ผมจะไม่ท้าและลองของกับกฎหมายเด็ดขาด กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์เสมอ แต่ผมอยากท้าคนถ่ายรูปส่องกล้องจับความเร็วว่าคุณกับผมมาแข่งเดิมพันกันดีกว่าใครชนะ และจะยกเงินรางวัลเดิมพันเพื่อซ่อมแซมศาลาพักริมทางที่ไหนสักแห่งที่มันทรุดโทรมกันดีกว่า   2 เดือนนี้ผมได้รับรูปถ่ายรถสวยของผมเอง พร้อมรายละเอียดความเร็วประมาณ 120-126 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเก็บเต็มตะกร้า ท่านที่เป็นคนถ่ายรูปน่าจะมีเหตุและผลหรือเป็นคนนำเสนอต่อหน่วยงานของท่านว่าหลักความจริงวิ่ง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทางเกือบพันกิโลเมตร มันคงเป็นไปไม่ได้ ง่วงหลับในรถแหกโค้งกันพอดี   แต่ถ้าตัวท่านจริงจังขับได้ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่เคยขับรถเกิน 100 ผมจะไม่เสียใจเลย มันเป็นการซ้ำเติมในสภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้นะครับ และเปิดช่องให้คนใช้ถนนต้องทนทุกข์มากกว่า กฎหมายไม่สมดุลกับผู้ผลิตรถยนต์ที่ผลิตกำลังแรงม้ามาเยอะๆ แล้วมาวิ่งโดนจับ ผมว่าต้องแก้กันทั้งระบบถึงจะยุติธรรม   ผมไม่ได้เป็นผู้ร่างกฎหมาย แต่อยากนำเสนอเปลี่ยนแปลงให้จับความเร็วไม่เกิน 120 ในฐานะประชาชนผู้หากินบนถนนน่าจะเหมาะสมกว่านะครับ #อยากให้แชร์เพื่อถึงหูช่างถ่ายรูป #เห็นใบสั่งแล้วน้ำตาจิไหล #จับความเร็วไม่สมเหตุสมผล #อยากท้าคนส่องกล้องมาขับ90กิโลเมตรต่อชั่วโมง #เสือtruck2hand #ช่วยกดติดตามมีเรื่องอยากระบายเยอะ”   หลังโพสต์นี้เผยแพร่ไปทำให้มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นด้วยจำนวนมาก และมองว่าการใช้ความเร็วที่ 90 กม./ชม.ไม่เหมาะกับสภาพท้องถนนและการจราจรในปัจจุบัน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ใช้รถ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_Map44YaKXE

 40,754
แชร์ออฟเดอะเดย์
30 ส.ค. 62

ตร.จราจรแจ้งความ ถูกเจ้าของรถเลื่อยตัดกุญแจล็อกล้อ ท้าฟ้องศาล อ้างตัวเป็นอาสา ตร.

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Mos Malamos โพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊ก หลังปฎิบัติหน้าที่ทำการล็อกล้อผู้กระทำผิดกฎหมายจราจร แต่ผู้กระทำผิดใช้เลื่อยตัดกุญแจออก ก่อนแชทส่งรูปกุญแจและเลื่อยที่ใช้ตัดมาให้ดู พร้อมท้าให้ไปฟ้องศาล ทั้งยังอ้างเป็นอาสาสมัครตำรวจอีกด้วย   วานนี้ (29 ส.ค.) ส.ต.ท.จารุวัตร เทพอภิชัยกุล อายุ 26 ปี เจ้าของโพสต์ ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ชนะสงคราม เพื่อเอาผิดกับคู่กรณี พร้อมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า ตนเป็นเจ้าหน้าที่จราจรกลาง ระหว่างปฎิบัติหน้าที่บริเวณท่าเรือมหาราช หลังวัดมหาธาตุ ได้พบรถจยย.จำนวน 4 คัน จอดในพื้นที่ห้ามจอด จึงได้เข้าทำการล็อกล้อ เขียนใบสั่ง และห้อยใบเตือนห้ามเคลื่อนย้าย   ต่อมามีผู้กระทำผิดสามรายมาจ่ายค่าปรับเป็นที่เรียบร้อย ผ่านไปหลายชั่วโมง รถจยย.อีกหนึ่งคันก็ยังไม่มาจ่ายค่าปรับ รู้สึกเอะใจ จึงขับรถกลับไปดูที่จุดเกิดเหตุ พบว่ารถหายไปแล้วพร้อมกับกุญแจที่ล็อกล้อ   จากนั้นตนจึงนำทะเบียนรถไปหาข้อมูลในระบบ PDM จนได้ชื่อของเจ้าของรถ จึงนำไปเสิร์ชหาในเฟซบุ๊ก พบว่าเจ้าของรถเป็นผู้หญิง อายุราว 36 ปี จึงทักไปแจ้งว่าตนเป็นคนล็อกล้อ พร้อมชี้แจงถึงข้อกฎหมาย ซึ่งผู้กระทำผิดได้ยอมรับว่าเป็นคนตัดกุญแจที่ล็อกล้อเอง พร้อมส่งรูปกุญแจ เลื่อยที่ใช้ตัด และใบคำเตือนที่ห้อยรถมาให้ดู   ตนพยายามพูดคุยเพื่อให้ผู้กระทำผิดมาชำระค่าปรับ แต่กลับถูกท้าทายให้ไปฟ้องศาล และบอกว่า “คิดว่าแค่นี้จะเล่นพี่ได้เหรอ” แถมยังอ้างตัวเป็นอาสาสมัครตำรวจอีกด้วย ตนจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกผู้กระทำผิดมาสอบปากคำต่อไป   สำหรับเรื่องนี้ ความจริงแล้วตนมองว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น จากแค่คดีจราจรกลับต้องมากลายเป็นคดีอาญาที่มีโทษจำคุกเพิ่มขึ้น ซึ่งกรณีนี้ตนก็จะเป็นคดีให้ถึงที่สุด   ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุ ผู้เห็นเหตุการณ์ได้ให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นหญิงรายดังกล่าวขับรถมากับแฟนหนุ่ม ก่อนจอดรถลงมาซื้อของ เมื่อกลับมาที่รถเห็นว่ารถถูกล็อกล้อ ได้เอะอะโวยวายพูดว่าขี้เกียจรอแล้ว   จากนั้นจึงเดินไปซื้อเลื่อยมาตัดกุญแจ แล้วขับรถออกไป ซึ่งบริเวณนี้มีรถจยย.มาจอดและถูกล็อคล้อเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงบ่ายที่มีการจราจรติดขัด และพบว่ามีหลายรายที่เคยตัดกุญแจออกเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uUqVXBhXvNo

 5,220
สังคม-อาชญากรรม
29 ส.ค. 62

อยู่ที่ไหนก็จ่ายได้! ตร.จับมือธ.กรุงไทยพัฒนาระบบชำระใบสั่งออนไลน์ บังคับใช้ ก.ย. นี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย พัฒนาระบบใบสั่งออนไลน์แบบครบวงจร เชื่อมข้อมูลใบสั่งกับกรมการขนส่งทางบก   (29 ส.ค. 62) พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเป็นผู้ดำเนินการชำระค่าปรับค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ กับตัวแทนธนาคารกรุงไทย เนื่องจากพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่จะบังคับใช้ในเดือนกันยายนนี้ และจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ในช่วงวันที่ 1 ตุลาคมปีนี้    สํานักงานตํารวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติมข้อตกลงกับธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่รับชำระค่าปรับใบสั่งประเภทต่าง ๆ ของตำรวจหลายหน่วยตั้งแต่ปี 2559 โดยผ่านระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร police ticket management หรือ PTM ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลใบสั่งระบบการชำระเงิน ที่ขยายช่องทางการชำระเงินค่าปรับจากหน่วยที่ออกใบสั่งเป็นการชำระที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา โดยจะมีการเพิ่มการเชื่อมโยงข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก กับธนาคารกรุงไทย เพื่อให้สามารถชำระค่าปรับ    นอกเหนือจากตำรวจที่รับชำระค่าปรับ จะทำการตัดแต้มได้แล้วเมื่อไปชำระค่าปรับกับธนาคาร ก็จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูได้ที่หน้าเคาน์เตอร์ทันที และเมื่อชำระค่าปรับแล้ว ทางธนาคารก็จะส่งต่อข้อมูล ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบกที่เพิ่มเติมการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้ามาใหม่ด้วย ครั้งนี้ยังมีการเพิ่มช่องทางการชำระค่าปรับผ่านทางตู้ atm และ application กรุงไทย next ได้    ครั้งนี้ยังมีเครือข่ายอื่นที่รับชำระค่าปรับเพิ่มเติมคือระบบ cenpay ตู้บุญเติมและบริษัทไปรษณีย์ไทย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนที่ถูกตรวจจับ และได้รับใบสั่ง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนที่ทำผิดกฎจราจรให้สามารถไปชำระค่าปรับได้กับธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ แทนที่จะต้องติดต่อเสียค่าปรับยังตำรวจหน่วยที่โดนจับปรับ    นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงการจ่ายใบสั่งข้อหาจราจรต่าง ๆ โดยจากก่อนหน้านี้ที่เป็นการบันทึกลงในเล่ม ข้อมูลก็จะต้องนำบันทึกลงในระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบกด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการติดตาม หากผู้ขับขี่ไม่ยอมไปชำระค่าปรับก็จะสามารถระงับการ เสียภาษีต่อทะเบียนได้  

 2,152
ข่าวภูมิภาค
26 ก.ค. 62

รู้ตัวแล้วหนุ่มขับเก๋ง ปาดหน้าเบรกกะทันหัน ค้นประวัติโดนใบสั่งมาแล้ว 25 ใบ

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Ste’phanie TonNy โพสต์คลิปรถเก๋งสีขาวที่ขับปาดหน้า แล้วจากนั้นก็เบรกรถแบบกะทันหัน ทำเอาคันที่ขับตามต้องเบรกกันหน้าคะมำ บนถนนพระราม 2 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ค. เวลาประมาณ 06.00 น.   ต่อมาตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง จ.นครปฐม (ส.ทล.1กก.2.บก.ทล.) ทำการสืบสวน จนทราบว่ารถเก๋งคันดังกล่าว ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ซึ่งมีนาย ธนวัฒน์ นามชูชัย เป็นผู้ครอบครองรถ ก่อนทำการออกหมายเรียกเชิญตัวผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าว มาสอบสวน   เจ้าหน้าที่ชี้ว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดขับรถประมาท หรือ หวาดเสียว อันอาจเกิดอันตราย แก่ บุคคล หรือ ทรัพย์สิน,ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือ ความเดือดร้อนของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับ ตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับนอกจากนี้จากการตรวจสอบยังพบว่านายธนวัฒน์ได้กระทำความผิดจนได้ใบสั่งเจ้าพนักงานจราจร หรือ พนักงานเจ้าหน้าที่ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด (พรบ.จร.ม.67วรรคหนึ่ง,152) / ฝ่าฝืนป้ายจำกัดความเร็ว (พรบ.ทางหลวงฯ ม.5(2),ม.69) จำนวน 25 ใบ   จากการสอบถามนายธนวัฒน์ ให้การว่าเป็นเจ้าของรถยนต์คันที่ ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์จริง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสาเหตุมาจากความเร็วและอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งขอโทษที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และขอรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าวให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป เบื้องต้นตำรวจได้นำตัวส่ง พนักงานสอบสวนสภ.นครชัยศรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lSl9l6RoKws

 3,722

Top