ค้นหา :

ผลการค้นหา "เว็บไซต์"

การเมือง
01 ส.ค. 62

กกต.ร่อนเอกสารตอบ 'ธนาธร' ปิดทางไม่ให้ใช้โซเชียลระดมทุนพรรคการเมือง

วันที่ 1 ส.ค. คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เผยแพร่เอกสาร ตอบข้อซักถามของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีขอหารือ ว่าพรรคการเมืองสามารถกำหนดใช้เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ โซเชียลมีเดีย เป็นสถานที่ระดมทุนพรรคการเมืองได้หรือไม่นั้น   โดย กกต. ยืนยันว่าพรรคการเมือง ไม่สามารถกำหนดให้ "เว็บไซต์" หรือ เฟซบุ๊ก ของพรรคการเมือง หรือช่องทางการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต เป็นสถานที่ที่พรรคการเมืองเห็นสมควร กำหนดให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมืองได้   ทั้งนี้เนื่องจากระเบียบกกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งพรรคการเมืองปี 2560 ข้อ 39 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า สถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน ได้แก่ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรคการเมือง สาขาพรรคการเมือง สถานที่ทำการตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือสถานที่พรรคการเมืองเห็นสมควร    นอกจากนี้ยังตอบคำถามของพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่าพรรคไม่สามารถเรียกร้องค่าตอบแทนจากภาคเอกชน ที่พรรคอนุญาตให้ใช้ภาพเครื่องหมายของพรรคการเมือง หรือ โลโก้พรรค นำไปติดอยู่กับสินค้า หรือนำไปผลิตสินค้าในนามของเอกชนอื่น   ซึ่งไม่ถือเป็นรายได้ของพรรคการเมืองจากการขายสินค้าหรือบริการ และไม่สามารถหารายได้จากการรับค่าสปอนเซอร์จากเอกชน ที่นำโลโก้ไปใช้ในการโฆษณาสินค้าได้ เนื่องจากรายได้ดังกล่าวนั้นไม่ถือเป็นรายได้ของพรรคการเมืองที่อาจมีได้ตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560    ทั้งนี้ กกต.ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องข้อกำหนดที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 101 วงเล็บหนึ่งที่บัญญัติว่าสมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงเมื่อกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 184 หรือ 185 ในหมวดการกัดกันแห่งผลประโยชน์ว่าคำว่า "คู่สมรส" นั้นหมายถึงสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และรวมถึงสามีภรรยาที่อยู่กินกันฉันสามีภริยามา   โดยไม่จดทะเบียนสมรสด้วยหรือไม่ โดยชี้แจงว่าเป็นข้อซักถามที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย กกต.ฉบับปัจจุบัน เนื่องจากไม่เข้าลักษณะข้อสอบถามเกี่ยวกับการปฎิบัติการให้ถูกต้องตามกฏหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองหรือข้อกำหนดระเบียบหรือประกาศของ กกต.    

 3,605
บันเทิง
27 ก.พ. 61

ปอท.เร่งสืบเว็บไซต์กุข่าวมั่ว 'ไอซ์ ปรีชญา' โดนจับปาร์ตี้ยา

ไอซ์ ปรีชญา นางเอกชื่อดัง โร่แจ้งความ ปอท. เอาผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีเว็บไซต์ลงข่าวมั่วถูกจับคาวงปาร์ตี้ยา   ที่กองบังคับการปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) น.ส.ปรีชญา พงษ์ธนานิกร หรือ ไอซ์ อายุ 28 ปี นางเอกชื่อดัง พร้อมมารดา เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.อ.หญิง ณภัชนันท์ กรวยรักษา ผกก.(สอบสวน) บก.ปอท.   เพื่อเอาผิดกับเจ้าของเว็บไซต์ http://systemthais.com จากการลงข่าวบิดเบือนและนำภาพส่วนตัวไปตัดต่อลงข่าวว่าตนถูกจับในปาตี้ยาเสพติด และพาดหัวข่าวว่า "สะเทือน!วงการช่อง3 'บุกจับปาตี้ยา' พบนางเอกดัง ไอซ์ ปรีชญา ร่วมเสพ รับ ลองครั้งแรก     ไอซ์เปิดเผยว่า ตนทราบจากเพื่อนๆ ว่ามีเว็บไซต์หนึ่งนำเอาภาพตนไปลงในข่าวเกี่ยวกับการจับยาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งข่าวดังกล่าวมีการจับปาร์ตี้ยาจริง และมีการนำภาพตนไปแปะข่าวว่า ตนอยู่ในกลุ่มที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับ ซึ่งไม่เป็นความจริง   ในวันนี้ตนได้เข้ามาแจ้งความเพิ่มเติม หลังจากได้เดินทางไปแจ้งความที่ สน.โชคชัย แล้วในข้อหาหมิ่นประมาทเป็นเหตุทำให้เสียชื่อเสียง วันนี้จึงได้เดินทางมาแจ้งความในข้อหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนี้เว็บไซต์ดังกล่าวได้มีการแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก ทั้งบนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และแอพพลิเคชันไลน์ จนทำให้ตนได้รับความเสียหาย เนื่องจากข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในต่างประเทศ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MZwhsCpCaqc    

 5,116
การเมือง
12 ก.พ. 61

โผล่อีก! เว็บล้อเลียนฝั่ง "หนุนประวิตร" ทำหน้าตาคล้าย แต่ภายในปั๊มยอดคนไล่ให้ออกทะลุ 400 ล้านชื่อ

หลังจากสัปดาห์ก่อนมีการเปิดตัวเว็บไซต์คนรักษ์ป่า (konrakpa.org) โดยมีแบบฟอร์มให้ลงชื่อสนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ให้ลาออกจากตำแหน่ง และมียอดผู้ร่วมลงชื่อกว่า 100,000 รายชื่อ ท่ามกลางความคิดเห็นว่ารายชื่อดังกล่าวอาจเป็นปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคง ที่ต้องการมาถ่วงกับผลสำรวจความเห็นออนไลน์หลายสำนักที่สนับสนุนให้พล.อ.ประวิตรลาออกก่อนหน้านี้   ล่าสุด พบการเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ภายใต้ชื่อ konrakpa.fun ซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับเว็บไซต์ konrakpa.org และมีแบบฟอร์มให้ลงชื่อ ในเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อความส่วนหนึ่งเรียกร้องให้พล.อ.ประวิตรลาออก พร้อมตัวเลขผู้ร่วมลงชื่อที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และมีรายชื่อผู้ร่วมลงชื่อปรากฎอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดทะลุไปกว่า 400 ล้านรายชื่อ   แต่เมื่อทีมข่าวตรวจสอบแล้วพบว่า เว็บดังกล่าวไม่ได้เป็นเว็บไซต์ให้ร่วมลงชื่อจริงแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นมาล้อเลียนเว็บ konrakpa.org เท่านั้น ชื่อผู้ร่วมลงชื่อก็เป็นชื่อที่ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล แล้วสุ่มขึ้นมานำเสนอ ส่วนตัวเลขผู้ร่วมลงชื่อก็เป็นตัวเลขที่เพิ่มจำนวนขึ้นตลอดเวลาตามโปรแกรมคอมพิวเตอร์สั่ง โดยไม่ต้องร่วมลงชื่อจริงแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม ในเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อความยอมรับว่า เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ล้อเลียน และตัวเองนี้สามารถเพิ่มขึ้นได้เองโดยไม่ต้องโหวต และมีคำบรรยายว่า "เว็บไซต์นี้จัดทำเพื่อล้อเลียนขำๆ เท่านั้น ไม่มีเจตนายุยงให้แตกแยก จริงๆ เรามีเจตนาช่วยทำให้เว็บไซต์ konrakpa.org เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยซ้ำ :)" โดยเว็บไซต์ดังกล่าวถูกแชร์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์กว่า 100 ครั้ง

 9,629
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ม.ค. 61

ภัยออนไลน์! เพจร้านค้าตัดต่อภาพรายการทีวีดังหลอกขายของ ทีมงานเตรียมเอาผิด พรบ.คอม

เตือนภัย! เรื่องเล่าเช้านี้ พร้อมรายการข่าวดังอีกหลายรายการโดนร้านค้าออนไลน์สวมรอย ตัดต่อภาพในรายการไปทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยเน้นฉากเห็นผู้ประกาศ-พิธีกร แล้วตัดต่อภาพบนจอในฉาก หรือตัดต่อภาพประกอบข่าว และกราฟิกหน้าจอต่างๆ ไปใส่ภาพ-คำโฆษณาสินค้า หวังแอบอ้างให้คนหลงเชื่อ แถมบางร้านยังหลอกลวงส่งของไม่ตรงที่สั่งแล้วบล็อกหนี เผยแฝงตัวมาจากต่างประเทศในรูปโฆษณา ทีมงานรายการตัวจริงยันไม่มีทำแบบนี้ เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย ด้านผู้บังคับการปอท.ชี้ผิดทั้ง พ.ร.บ.คอมฯ และกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกง   ทีมงานรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ พร้อมรายการข่าวอีกหลายรายการจากหลายสถานีโทรทัศน์ พบว่ามีร้านค้าออนไลน์บน Facebook ตัดต่อภาพในรายการไปใช้โฆษณาสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตัดต่อแบบจงใจหลอกให้หลงเชื่อว่ารายการนำเสนอข่าวโฆษณาให้ จนมีประชาชนสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากว่าเป็นของจริงหรือไม่   ทั้งนี้ จากการตรวจสอบต้นตอของภาพโฆษณาตัดต่อดังกล่าว พบว่ามาจากร้านค้าออนไลน์หลายร้านซึ่งมาจากต่างประเทศ และมีการใช้ภาษาที่เหมือนผ่านระบบแปลภาษามา และยังพบว่ามีประชาชนถูกหลอกจากการซื้อสินค้าจากร้านค้าในกลุ่มนี้ด้วย โดยผู้ใช้ Facebook บางรายซื้อสินค้าไปแต่ได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ เมื่อท้วงติงไปก็ถูกบล็อก หรือพบว่าสั่งซื้อแว่นตาที่ทางร้านอ้างว่าปรับโฟกัสได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้รับของมาจริงกลายเป็นเพียงของเล่นเด็กเท่านั้น เป็นต้น   ล่าสุด ทีมงานเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ติดต่อไปยัง พล.ต.ต. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งให้ข้อมูลว่าการกระทำในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14(1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และอาจมีความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงด้วย ซึ่งผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้   และผู้ผลิตรายการเรื่องเล่าเช้านี้แจ้งว่า ทางรายการเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกรณีการตัดต่อแอบอ้าง รายการฯ เพื่อการค้า และให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ รวมทั้งขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อภาพตัดต่อดังกล่าว เนื่องจากอาจเป็นการขายสินค้าหลอกลวง และประชาชนไม่ควรคลิกลิงค์จากเพจที่ตัดต่อแอบอ้าง เนื่องจากบางครั้งอาจจะเจอไวรัส, มัลแวร์ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีความเสียหายต่อเครื่องและข้อมูลได้ด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Gj8f3mKfIEw  

 9,781
สังคม-อาชญากรรม
24 ส.ค. 60

เพจดังตีข่าว เว็บตร.ภูธรภาค 6 หลุดข้อมูลปชช.เพียบ - ตร.ยันแค่ใช้ภายใน เก็บหลักฐานพบปชช.จริงทุกวัน

  เพจเฟสบุ๊กเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) เผยแพร่ข้อความที่อ้างถึงโพสต์บนเฟสบุ๊กส่วนตัวของผู้ใช้ที่ชื่อ Rackchart Wong-arthichart ที่อ้างว่า พบการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนให้ค้นหาได้อย่างอิสระโดยไม่มีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล บนเว็บไซต์ของกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6   ทั้งนี้ ข้อความบนเฟสบุ๊ก Rackchart Wong-arthichart เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีใจความว่า "เฮ้ย อันนี้ไม่โอเค ตำรวจภูธรภาค 6 (มีที่ไหนอีกหรือปล่าวไม่รู้แต่เจออันนี้) ทำแคมเปญชื่อ Stop Walk and Talk Police 6 ไปเดินคุยกับประชาชนในพื้นที่ ถ่ายรูป และขอข้อมูลทั้งชื่อที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ เอามาใส่ในฐานข้อมูลเว็ปไซต์อย่างสาธารณะ    โดยในเว็ปไซต์ระบุว่าข้อมูลการตรวจเยี่ยมมีจำนวน 798,046 รายการ ใครๆก็สามารถเปิดเข้าไปดูข้อมูลนี้ได้ที่ ..." พร้อมทั้งให้ที่อยู่เว็บไซต์ดังกล่าวไว้ด้วย   ส่วนโพสต์ของเพจเครือข่ายพลเมืองเน็ตระบุต่อไปว่า จากการตรวจสอบ ณ เวลา 15:40 ของวันที่ 23 สิงหาคม 2560 (4 ชั่วโมงหลังจากการโพสต์) พบว่าหน้าดังกล่าวมีการควบคุมการเข้าถึง โดยต้องล็อกอินแล้ว โดยเมื่อเข้าชมหน้าเว็บที่ใช้ค้นหาข้อมูล จะมีข้อความปรากฏว่ายังไม่ได้ล็อกอิน และเปลี่ยนทางไปยังอีกหน้าเว็บหนึ่งที่ให้ล็อกอินก่อน ทั้งนี้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านจะถูกส่งโดยไม่ได้เข้ารหัส   โดยในหน้าล็อกอินดังกล่าว มีข้อความระบุช่องทางติดต่อผู้ดูแลระบบ พ.ต.ท.ณัฏฐกิตติ์ พร้อมมูล กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ซึ่งดูแล 9 จังหวัดประกอบด้วย กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี    ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยัง พ.ต.อ.สราวุธ คนใหญ่ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 โดยพ.ต.อ.สราวุธระบุว่า เว็บไซต์ดังกล่าวไม่ใช่เว็บสำหรับตรวจสอบข้อมูลสำหรับประชาชน แต่เอาไว้สำหรับการใช้งานของตำรวจเท่านั้น โดยมีแนวคิดว่าแต่เดิมตำรวจเมื่อออกไปตรวจพื้นที่ ก็มักจะเซ็นตู้แดงโดยไม่ยอมพบปะพูดคุยกับประชาชน ทางผู้บังคับบัญชาจึงอยากให้มีเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะมีหลักฐานคือการเซลฟี่กับชาวบ้าน และเว็บนี้ก็จัดทำขึ้นเพื่อให้มีอัพโหลดรูปเพื่อเป็นหลักฐานตรวจสอบได้ว่าตำรวจไปทำการตรวจจริง และมีการบันทึกข้อมูลอื่นๆเอาไว้   "เช่นตอนนี้อย่างโรงพักนครสวรรค์จะตั้งโจทย์เลยว่า วันนึงคุณจะต้องเจอชาวบ้านให้ได้ 10 คน ฉะนั้นเขาจะเดินไปหาเลย ลุงเป็นไง แล้วก็จะต้องเป็น 10 คน แล้วก็ตั้งโปรแกรมไว้ว่าห้ามซ้ำ"   ส่วนกรณีที่เว็บไม่มีการควบคุมการเข้าถึงใดๆ เลยนั้น พ.ต.อ.สราวุธยอมรับว่า ก่อนจะเกิดกระแสวิจารณ์ มีการตั้ง Username กับ Password ในกรณีที่จะแก้ไขข้อมูลเท่านั้น เพราะในตอนแรกตั้งสมมติฐานไว้ว่าจะไม่มีประชาชนเข้ามาใช้งาน และตำรวจภูธรภาค 6 ซึ่งจะเข้ามาดูข้อมูลตรงนี้ก็มีเยอะมาก เลยไม่ได้คิดว่าจะต้องใส่ Username และ Password สำหรับการเข้ามาหาข้อมูล ซึ่งประโยชน์ก็คือ เมื่อมีข้อมูลก็จะสามารถทำให้การสอบสวนคดีง่ายขึ้น    "เราต้องการให้ตำรวจในทุกๆที่ สามารถดูข้อมูลของประชาชนได้ อย่างผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค ผมก็จะไม่ได้มีส่วนในการกรอกข้อมูล แต่ผมสามารถใช้ข้อมูลได้ เช่น มีคดีฆ่าเกิดขึ้นที่หมู่ 3 นครไทย ผมสามารถไปหาได้เลยว่าหมู่ 3 นครไทยมีตำรวจเคยพบปะชาวบ้านกี่คน พอผมพบว่ามี 7 คนผมก็จะไปหาชาวบ้าน 7 คนที่ตำรวจเคยเจอ คุณป้าครับ ผมเป็นตำรวจสืบสวนครับ เนี่ยครับ กรณีการฆ่ากันสองวันก่อนคุณป้าเห็นไหม คนที่เขาเคยเจอตำรวจมาแล้วและเคยพูดคุยมาแล้วเนี่ย ผมก็จะพาตำรวจที่เคยพบปะเขาไปด้วย เพื่อให้ความเชื่อใจว่าผมนี่แหละตำรวจจริงๆ และผมมาตามข้อมูล มันเกิดการเชื่อมต่อกันแล้ว นี่คือประโยชน์ในการทำงาน" พ.ต.อ.สราวุธระบุ   เมื่อถามว่าเว็บไซต์นี้หลุดออกไปได้อย่างไร พ.ต.อ.สราวุธระบุว่าอาจจะมีตำรวจบางนายที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ เพราะทำให้เป็นภาระของตำรวจมากขึ้น จึงเอามาปล่อย หรืออาจจะเกิดจากการพูดคุยกับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านบางคนอาจจะรู้สึกว่าข้อมูลของฉันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เป็นการขโมยข้อมูล แต่เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างตำรวจกับชาวบ้าน   พ.ต.อ.สราวุธกล่าวต่อว่า ตำรวจระดับบริหารก็พอใจมากกับระบบนี้ เพราะไม่ถูกรุ่นน้องหลอกแล้วว่าตรวจจริงไม่จริง ส่วนตำรวจระดับปฏิบัติก็เกิดโปรแกรมการทำงานใหม่ว่าทุกเช้าต้องไปเจอชาวบ้านแล้วต้องถ่ายรูปมาให้ดูที่ห้องนี้ การำงานลักษณะนี้มีเฉพาะที่ตำรวจภูธรภาค 6 เท่านั้น และทำมาแล้ว 3 ปี ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ   เมื่อถามถึงการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พ.ต.อ.สราวุธระบุว่า เมื่อมีการเตือนมาเมื่อสองวันก่อนในเฟสบุ๊กหนึ่ง ว่าทำไมไม่มีการตรวจ Username Password ตนจึงสั่งแอดมินให้หาวิธีการป้องกัน ถ้าเข้าตอนนี้ก็จะพบว่ามี Username Password ป้องกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีการเข้ารหัส Username และ Password นั้นทางแอดมินก็มีแจ้งมาแล้วเช่นกัน   เมื่อถามว่าการปล่อยข้อมูลหลุดในกรณีนี้ถือเป็นโทษทางวินัยหรือไม่ พ.ต.อ.สราวุธระบุว่าไม่มีการลงโทษเนื่องจากไม่ใช่เรื่องของการปล่อยปละละเลย ไม่มีใครผิด แต่ได้กำชับเรื่องการรักษาความปลอดภัยไปแล้ว พร้อมย้ำว่าทุกคนที่มาทำระบบนี้ไม่ได้รับค่าจ้าง ตำรวจที่เขียนโปรแกรมนี้ก็ทำให้ฟรี เงินที่เอามาทำ server ก็เป็นเงินส่วนตัวไม่ได้ใช้งบประมาณเช่นกัน

 5,068
สังคม-อาชญากรรม
25 ก.ค. 60

อายัดทรัพย์ 700 ล้าน ผู้ต้องหาแคนาดาเปิดเว็บค้าสิ่งผิด กม. ก่อนผูกคอตายคาห้องขัง

กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด อายัดทรัพย์ มูลค่ากว่า 700 ล้านบาท ของผู้ต้องหาชาวแคนาดา ตามหมายจับของสหรัฐ ที่ถูกควบคุมตัวไว้และผูกคอเสียชีวิต ภายในห้องควบคุม หลังถูกทางการไทยควบคุมตัว และเตรียมส่งผู้ร้ายข้ามแดน ระบุ เป็นตัวการใหญ่ในการใช้เว็บไซต์ใต้ดิน ที่มีลูกค้ากว่า 2 แสนราย ในการขายยาเสพติด และอาวุธสงคราม โดยใช้สกุลเงิน bitcoin เป็นสกุลเงินซื้อขาย   พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจโทสมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมประชุมผลการปฏิบัติการ BAYONET (เบย์-โอ-เน็ต) ที่ไทยร่วมกับหน่วยด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 6 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน เนเธอร์แลนด์ ลิทัวเนีย และไทย ร่วมกันปฏิบัติการดำเนินการเอาผิดกับเว็บไซต์ใต้ดิน หรือ dark web ทั่วโลก   โดยในไทย ปฏิบัติการนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เข้า ตรวจค้นในบ้านพักย่านพุทธมณฑลสาย 3 ซึ่งเป็นที่บ้านพัก นายอเล็กซานเดอร์ แคส สัญชาติแคนาดา ผู้ต้องหาตามหมายจับของสหรัฐอเมริกา และ FBI ประสานมาให้ทางการไทยจับกุมเนื่องจากเป็นตัวการรายสำคัญ ที่ใช้เว็บไซต์ Alpha bay ติดต่อสั่งซื้อยาเสพติด อาวุธสงคราม และสิ่งผิดกฎหมาย โดยมีสมาชิกมากกว่า 2 แสนราย ที่จะต้องใช้จ่ายผ่ายสกุลเงินบิทคอยน์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันหลายประเทศทั่วโลก และมีไทยเป็นศูนย์กลางกระทำความผิด   โดยสามารถจับกุมนายอเล็กซานเดอร์ และนางสาวสุนิสา แคส หรือ เทพสุวรรณ ภรรยาชาวไทยได้ พร้อมอายัดเซอร์เวอร์ขนาดใหญ่ได้ รวมถึงจอมอร์นิเตอร์ และเครื่องซีพียู โดยนายอเล็กซานเดอร์ เป็นคนที่มีความสามารถเทบนคอมพิวเตอร์ และสามารถประชุมวอร์รูมกับประเทศต่างๆ ได้ ก่อนที่จะขยายผลตรวจค้นและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติม คือที่บ้านพักย่านถนนกาญจนาภิเษก ,บ้านพักตากอากาศในจังหวัดภูเก็ต, รวมถึงอายัดรถยนต์หรูยี่ห้อปอร์เช่ ,แลมโบกินี่ ,มินิคูเปอร์,และบีเอ็มดับบลิว และยึดเงินสกุลดิจิตอลกว่า 300 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 726 ล้าน 3 แสนบาท   จากการตรวจสอบประวัตินายอเล็กซานเดอร์ แคส อายุ 26 ปี ที่เมืองอ๊อตโตวา ประเทศแคนาดา จบการศึกษาระดับไฮสคูล ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ประเทศแคนาดา มีความรู้ ความชำนาญในการใช้คอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในระดับสูง มีระดับไอคิวถึง 142 สามารถสร้างโปรแกรมเข้ารหัสของคอมพิวเตอร์ และสร้างโปรแกรมป้องกันการเจาะระบบของคอมพิวเตอร์ได้ตั้งแต่อายุ 14 ปี มีความเชี่ยวชาญในการซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์   โดยมีพื้นฐานจากเกมคอมพิวเตอร์ ทำให้มีความคิดที่จะก่อตั้งเว็บไซด์ Alpha Bay เมื่อปี 2014 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ จนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 2 แสนราย นายอเล็กซานเดอร์ เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2553 เคยแต่งงานกับหญิงไทยและมีลูกด้วยกัน 1 คน สาเหตุสนใจที่จะเข้ามาในประเทศไทย เพราะเป็นประเทศที่มีประเพณี วัฒนธรรมที่ดีงาม และมีภูมิประเทศที่สวยงาม ปี 2559 ได้แต่งงานกับภรรยาคนปัจจุบัน จากเว็บไซค์หาคู่ออนไลน์    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8DyUNAUPyaI  

 2,165
เศรษฐกิจ
18 ก.ค. 60

กสทช. ลุยปิดเนื้อหาไม่เหมาะสมกว่า 1,000 url เตรียมประสานปิดกั้นต่อไปภายใน 7 ส.ค.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) และ International Internet Gateway (IIG) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ว่า ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ​(ปอท.) ที่ส่งข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อออนไลน์ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พ.ค. ถึง 16 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมาพบว่า มีที่อยู่เว็บไซต์ (URL) ที่พบการกระทำความผิดในเว็บไซต์ Facebook ทั้งสิ้น 2082 URL ถูกปิดกั้นไปแล้ว 899 URL ขณะที่ในเว็บไซต์ Youtube พบที่อยู่เว็บไซต์ที่มีการกระทำความผิดทั้งสิ้น 672 URL ปิดกั้นไปแล้ว 180 URL และพบการกระทำผิดบนสื่ออื่นๆ ทั้งสิ้น 153 URL ปิดกั้นแล้ว 36 URL   ซึ่งจากการปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวตามคำสั่งศาล พบว่าทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และกสทช. ได้ประสานขอความร่วมมือทาง ISP และ IIG ประสานกับเว็บไซต์ Facebook และ Youtube รวมถึงผู้ให้บริการอื่นๆ เพื่อดำเนินการปิดกั้นให้เสร็จภายในวันที่ 7 ส.ค. และทาง กสทช. จะตรวจสอบอีกครั้งในวันที่ 8 ส.ค. ทั้งนี้ ย้ำว่าขอให้ดำเนินการตามกฎหมายไทย แต่ส่วนใดที่เป็นสากลก็ต้องปฏิบัติตาม พร้อมกันนี้นายฐากรยังยอมรับว่า หลังจากนี้อาจมีคำสั่งศาลให้ปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ กสทช. ก็จะติดตามอย่างใกล้ชิด

 2,252
การเมือง
05 พ.ค. 60

กสทช.สั่งปิดเว็บไซต์ผิด กม.แล้ว 6,300 เว็บ ขอ ปชช.อย่าวิตก ยันไม่ได้ปิดกั้น

กสทช.และ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) เผยได้ปิดเว็บไซต์และเว็บเพจผิดกฎหมายแล้ว 6,300 เว็บ ใช้เวลาดำเนินการปิดกว่า 3 ปี เหลืออีก 600 เว็บไซด์ โดยเว็บไซต์ที่ถูกปิดมากที่สุด คือ เว็บไซต์ความมั่นคง การพนัน โป๊และลามกอนาจาร เร่งประสานผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศดำเนินการปิด คาดในสัปดาห์หน้า ปิดได้ทั้งหมด ยืนยันได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการทุกราย ยกเว้นเฟซบุ๊ก   ทั้งนี้ยืนยันว่า การปิดเว็บไซต์ และเว็บเพจไม่ได้เป็นการปิดกั้นประชาชน แต่เป็นการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ซึ่งรัฐบาลไม่มีแนวคิดปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ใดๆ ขออย่าวิตกกังวล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Qj-1Hzv2-w4  

 15,849
การเมือง
04 พ.ค. 60

กสทช.เผย สั่งปิดเว็บไซต์ผิด กม.แล้ว 6,300 เว็บ

กสทช.และ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) เผยได้ปิดเว็บไซต์และเว็บเพจผิดกฎหมายแล้ว 6,300 เว็บ เหลืออีก 600 เว็บไซด์ เร่งประสานผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศดำเนินการปิด คาดในสัปดาห์หน้า ปิดได้ทั้งหมด ยืนยันได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการทุกราย ยกเว้นเฟซบุ๊ค     นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ร่วมกับ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ร่วมกัน แถลงข่าว การดำเนินการปิดเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ตามที่ศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย 6,900 เว็บไซต์ ซึ่งสามารถดำเนินการปิดได้แล้ว 6,300 เว็บไซต์ ใช้เวลาดำเนินการปิดกว่า 3 ปี เหลืออีก 600 เว็บไซต์ ที่ต้องเข้ารหัสจากต่างประเทศ      ซึ่งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในไทยได้ส่งหนังสือไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศ เพื่อขอเข้ารหัสดึงเว็บไซด์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายไทย คาดว่า จะดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ โดยเว็บไซต์ที่ถูกปิดมากที่สุด คือ เว็บไซต์ความมั่นคง การพนัน โป๊และลามกอนาจาร ในภาพรวมผู้ให้บริการทุกรายให้ความร่วมมืออย่างดี ยกเว้นเฟซบุ๊คที่ไม่ยอมดำเนินการตามคำสั่งศาลให้ปิดเพจไม่เหมาะสม ขณะนี้ได้ประสานไปอีกครั้งคาดว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการเฟซบุ๊ค โดยการปิดทำได้เพียงเว็ปเพจ หรือ URL เท่านั้น ไม่สามารถดำเนินการปิดได้ เนื่องจากเกินอำนาจหน้าที่ของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับเว็ปเพจสายดาร์กที่ไม่ระบุตัวตนไม่สามารถปิดเพจได้เช่นกันยกเว้นมีคำสั่งศาล      ทั้งนี้ยืนยันว่า การปิดเว็บไซต์ และเว็บเพจไม่ได้เป็นการปิดกั้นประชาชน แต่เป็นการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ซึ่งรัฐบาลไม่มีแนวคิดปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ใดๆ ขออย่าวิตกกังวล     ด้าน นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการปิดเพจที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมว่า จะมีคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาสอดส่องดูแลความไม่เหมาะสมในเนื้อหาของแต่ละเว็บไซต์ จากนั้นจะส่งเรื่องเพื่อขออำนาจศาลสั่งปิด โดยสามารถดำเนินการได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ยกเว้นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญปิดได้ทันทีไม่ต้องขออำนาจศาล สำหรับเนื้อหาที่ปัจจุบันเป็นอันตรายในสื่อสังคมออนไลน์ คือ การหลอกขายสินค้าออนไลน์ การล่อลวงและค้าประเวณี การล่วงละเมิดทางเพศ การ Live สดไม่เหมาะสม    

 33,775
เศรษฐกิจ
28 เม.ย. 60

ข่าวสด นัมเบอร์วัน ก้าวต่อไปในฐานะออนไลน์อันดับ 1

                                 การจัดงาน  ข่าวสดนัมเบอร์วัน เพื่อประกาศตัวเป็นที่ 1 ในโลกออนไลน์ของไทย วันพุธที่ 26 เมษายนนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานข่าวสด ย่านประชานิเวศน์ เป็นการอัพเดตความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์อีกครั้ง ทิ้งช่วง 1 ปีกว่าหลังจากงานมติชน มูฟวิ่ง ฟอร์เวิร์ด เนื่องจากมีสถิติใหม่ที่อยากให้แฟนๆ ผู้อ่านและผู้ชมเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กของข่าวสดยินดีร่วมกัน พร้อมติดตาม ติชมและวิจารณ์เพื่อพัฒนางานข่าวให้เติบโตต่อไป                    ฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการเครือมติชน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อบอกกล่าวถึงการที่ข่าวสดทำลายสถิติขึ้นมาเป็นเว็บไซต์อันดับหนึ่งของประเทศ                       ตำแหน่งที่ 1 นี้ มาจากการสำรวจและเก็บสถิติของทรูฮิตส์ หน่วยงานสาขาของเนคเทค หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ จากการสำรวจของทรูฮิตส์ ในปี 2560 (ค.ศ.2017) ที่ผ่านมาเกือบจะ 4 เดือนนี้ เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมโดยเฉลี่ยต่อวันมากที่สุดคือ เว็บไซต์ข่าวสด ตัวเลขคร่าวๆ คือ 1,064,000 คนต่อวัน นำหน้าอันดับ 2 อยู่ 16,000 คนต่อวัน และนำอันดับ 3 อยู่ประมาณ 100,000 คนต่อวัน ถ้ารวมตัวเลขข่าวสดและทั้งเครือมติชนแล้ว จะมีผู้อ่านอยู่ที่ประมาณ 1.5-1.6 ล้านคนต่อวัน จากจำนวนผู้อ่านเว็บไซต์ทั้งประเทศที่เฉลี่ยประมาณ 13-14 ล้านคน แปลว่า ในปัจจุบันทั้งเครือมติชน มีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มผู้อ่านที่ประมาณร้อยละ 12-13                     กรรมการผู้จัดการเครือมติชนยกสถิติอีกส่วนของโซเชียลมีเดีย คือ เฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมยอดนิยมที่สุดในไทย บริษัทเอเจนซี่วิจัยด้านโซเชียลมีเดียชื่อดัง We Are Social เปิดตัวเลขผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในประเทศไทยอยู่ 46 ล้านคน คิดเป็นอันดับที่ 8 ของโลก ในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ 24 ล้านคน ทำให้กรุงเทพฯ ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากเป็นอันดับ 1 ของโลก                สำหรับข่าวสดการถ่ายทอดสดจากเพจหรือไลฟ์สตรีมเพจในเฟซบุ๊ก ตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 มีผู้ชมทะลุหลัก 100 ล้านวิวต่อเดือนไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วที่ตัวเลข 115 ล้านวิว ล่าสุดตัวเลขจากเฟซบุ๊กระบุว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ตัวเลขผู้ชมไลก์และแชร์ไลฟ์ของข่าวสดนั้นอยู่ที่ 98,040,000 วิว หรือคิดเฉลี่ยต่อวันคือ 3.38 ล้านวิวต่อวัน เป็นตัวเลขที่ยืนยันความเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มไลฟ์และคลิปวิดีโอ                         ดังนั้นการพัฒนาของข่าวสดจึงเน้นการตอบสนองผู้อ่านและผู้ชมในส่วนนี้ ทั้งการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ข่าวรายวัน และการทำรายการในรูปแบบของโปรดักชั่น เพื่อเพิ่มเป็นวิดีโอ ออน ดีมานด์ให้กับเฟซบุ๊กมากขึ้น               ใครที่เป็นแฟนประจำของข่าวสด มติชน และเว็บอื่นๆ ในเครือคงจะสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นนี้ในเพจของข่าวสดไปแล้ว นั่นคือมีคลิปวิดีโอรายการเกี่ยวกับข่าวเพิ่มขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา เป็นก้าวแรกของการเดินไปสู่โทรทัศน์บนมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ทั้งที่เป็นรายการสรุปข่าวเด่นประเด็นฮอต ช่วงเที่ยง แพร่ภาพเวลา 11.30 น. และช่วงค่ำเวลา 19.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ หลังจากนั้นจะต่อด้วยรายการข่าวบันเทิงที่มีสีสันโดยทีมนักข่าวภาคสนามที่เกาะติดใกล้ชิดดาราใน  คุยมันส์บันเทิง by khaosod ผู้สนใจเรื่องราวสารคดีเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว  Check in Tin Siam - เช็กอินถิ่นสยาม คงเป็นรายการที่น่าจะถูกใจไม่น้อย, รายการ  มติชนบทเทคโนโลยีชาวบ้าน นำเสนอเรื่องราวด้านการเกษตร ทั้งพืช ผัก ผลไม้ ปศุสัตว์, รายการ  เส้นทางเศรษฐี นำเสนอเส้นทางอาชีพของวงการต่างๆ ทั้งเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ              นอกจากรายการเข้าถึงผู้ชมกลุ่มกว้าง หรือ mass แล้ว ก็ยังมีรายการเจาะกลุ่มเฉพาะด้วย เช่น  โชว์รูมประชาชื่น สำหรับผู้ชอบติดตามข่าวรถยนต์ มอเตอร์ไซค์,  พระเครื่องคนดัง สำหรับผู้สนใจการสะสมวัตถุมงคล  สโมสรกัลบก พาไปรู้จักร้านตัดผมน่าสนใจทุกทิศทั่วไทย รวมถึงคลิปสั้นๆ ในประเด็นที่น่าสนใจจากทีมงาน FEE:D และเมนูอาหารคาวหวานดูน่าอร่อยไปหมด จากทีม Starving Time พันธมิตรของข่าวสด-มติชน               กล่าวได้ว่า ถ้าเข้ามาแวะที่เพจข่าวสดแล้วต้องครบทุกรส สดทุกเรื่อง สมกับสโลแกนของข่าวสด               คำถามว่าข่าวสดเติบโตด้านออนไลน์ขนาดนี้แล้วจะทิ้งสื่อหนังสือพิมพ์ดั้งเดิมหรือไม่ คำตอบแน่ชัดคือ ไม่              สื่อกระดาษที่อยู่ในมือผู้อ่านขณะนี้คือฐานรากของการเติบโตด้านออนไลน์ทั้งที่ผ่านมาและจะเป็นต่อไป ข่าวสดแจ้งเกิดในฐานะหนังสือพิมพ์น้องใหม่ไฟแรงในเครือมติชนเมื่อ 26 ปีก่อน และเติบโตด้วย  “ข่าว” ภายใต้สโลแกน  ครบทุกรส สดทุกเรื่อง ประกาศศักดาด้วยข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์ ในปี 2536 ตามด้วยการเปิดโปงพฤติกรรมผิดพระวินัยร้ายแรงของยันตระ              รายงานข่าวทั้งสองคดีดำเนินตั้งแต่ต้นจนความจริงปรากฏกระจ่างแจ้งอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้ปีที่ 5 ของการก่อตั้งข่าวสดทะยานสู่หนังสือพิมพ์ระดับแนวหน้าทั้งความน่าเชื่อถือและยอดขายในเวลารวดเร็ว รากฐานนี้คือส่วนสำคัญให้ข่าวสดทำงานด้านข่าวด้วยจุดยืนที่มั่นคง และสามารถทำงานหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ควบคู่และส่งเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการอุ้มชูของผู้อ่าน                 ฐากูร บุนปาน กล่าวว่า จากนี้ไปสิ่งที่ข่าวสด-มติชน และสื่ออื่นๆ ในเครือจะทำต่อไปมี 3 เรื่องหลัก คือ               หนึ่ง พัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้น ตอบสนองผู้อ่านผู้ชมได้ตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าด้านผลิตรายการต่างๆ หรือพัฒนาแนวทางการนำเสนอด้วยสื่อผสม ทั้งหมดยังอยู่บนหลักการว่า เนื้อหาหรือแก่นของข่าวสารสาระที่นำเสนอ ต้องคงความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นธรรม                สอง ขยายตลาดต่อไป เพราะเมื่อพิจารณาจากผู้อ่านเว็บไซต์ 14 ล้านคนจากประชากร 68 ล้านคน และคนที่ลงทะเบียนโซเชียลมีเดีย 40 ล้านคน แปลว่าตลาดยังขยายได้อีกเท่าตัว                สาม คือ พัฒนาบิ๊กดาต้า เพื่อรู้จักผู้อ่านและเสิร์ฟข่าวให้ถูกใจผู้อ่านมากขึ้น เช่นเดียวกับการมีข้อมูลอันเป็นประโยชน์สำหรับพันธมิตรทางธุรกิจ ระหว่างการเชื่อมต่อกับโลกด้วยข่าวเช่นนี้ สิ่งที่ข่าวสดพัฒนาอยู่และจะมุ่งมั่นต่อไป คือการทำลายกำแพงด้านภาษา ด้วยข่าวสดอิงลิช เว็บไซต์ข่าวภาษาอังกฤษ www.khaosodenglish.com ถือเป็นเสริมทัพผู้นำโลกอันดับหนึ่งในโลกออนไลน์                  Khaosod English ตั้งเป้าเป็นแหล่งข่าวสำคัญทุกเรื่องของเมืองไทยที่ไม่ได้แค่แปลข่าว แต่มุ่งมั่นเจาะตลาดใหม่ด้วยมาตรฐานการรายงานข่าวระดับโลกท่ามกลางสมรภูมิรบที่ดุเดือดขององค์กรข่าวออนไลน์ Khaosod English ก้าวขึ้นมาเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากการรายงานข่าวเชิงรุก โดยไม่เพียงหวังเจาะตลาดผู้อ่านชาวต่างชาติ แต่ยังพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการเสพข่าวที่ลึก รอบด้าน แบบที่หาอ่านไม่ได้จากที่อื่น ด้วยความกล้ารายงานแบบไม่ประนีประนอม นับจากมีการปรับขยายทีมงานและต้อนรับบรรณาธิการคนใหม่ ทอดด์ รุยซ์ ปลายปี 2558 Khaosod English เติบโตจนสามารถสร้างสถิติมีผู้เข้าถึง (reach) จากทุกช่องทางสูงสุดรวมถึง 6.4 ล้านคนต่อเดือน มีสถิติผู้ชมวิดีโอบนยูทูบ กว่า 2,000 ชั่วโมง ส่วนวิดีโอทาง Facebook ก็มีผู้รับชมไปแล้วรวมกว่า 2.8 ล้านครั้ง                    Khaosod English สร้างชื่อในฐานะแหล่งข่าวสำคัญทุกเรื่องของเมืองไทย เป็นแหล่งอ้างอิงของสื่อระดับโลก เช่น The New York Times, Guardian, Telegraph, Los Angeles Times, Russia Today, Japan Times, BBC, CNN บทความประเภทความคิดเห็นได้รับรางวัล Honorable Mention จาก SOPA Awards ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์ในทวีปเอเชีย ในปี 2559                   ทอดด์ รุยซ์ บรรณาธิการ เปิดเผยถึงแนวคิดเบื้องหลังการทำงานที่ทำให้สามารถสร้างฐานผู้อ่านที่มีความแข็งแรง ในงานแถลงข่าว  Khaosod Number One ก้าวต่อไปบนโลกออนไลน์อันดับ 1 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2560 ว่าเราทำข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง เราเล่าความจริง และเราเคารพผู้อ่าน สำหรับเราผู้อ่านมาเป็นอันดับหนึ่ง ผู้อ่านจึงเชื่อใจและเชื่อในแบรนด์ของเรา                   Khaosod English ทำลายภาพจำเดิมๆ ขององค์กรข่าวภาษาอังกฤษในประเทศไทยที่ไม่สามารถแข่งขันเรื่องความเร็วกับองค์กรข่าวภาษาไทยได้ บ่อยครั้งที่รายงานข่าวได้ฉับไวกว่า เช่น การเป็นสื่อแรกที่รายงานเมื่อครั้งระบบเตือนภัยของ Facebook ทำงานผิดพลาด เปิดประเด็นใหม่ที่นำไปสู่เทรนด์ในการรายงานข่าวโดยองค์กรข่าวอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น กรณีทายาทกษัตริย์พม่าไม่พอใจละครเพลิงพระนาง กรณีการเข้าตรวจค้นวัดเสือ จ.กาญจนบุรี หรือผลกระทบของอุตสาหกรรมบันเทิงและโฆษณาในช่วงถวายความอาลัย รวมถึงโดดเด่นในเรื่องการแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับข่าว เช่น กระแสความเข้าใจผิดว่าจะมีดิสนีย์แลนด์มาสร้างที่ประเทศลาว ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับประเด็นที่ถูกละเลยในสื่อส่วนใหญ่ เช่น LGBT และผู้พิการ                   นอกจากจุดแข็งเรื่องข่าวการเมืองและสังคมแบบฮาร์ดนิวส์ Khaosod English ยังให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวที่เกี่ยวพันกับทุกแง่มุมของชีวิต เกาะติดเรื่องที่กำลังเป็นเทรนด์ อัพเดตกิจกรรมบันเทิง ภาพยนตร์ เพลง ละครเวที ไนท์ไลฟ์ สถานที่กินดื่มแฮงเอาท์ใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ ไปจนถึงประเด็นดราม่าในโลกออนไลน์ และทำอย่างจริงจัง เช่น การสัมภาษณ์ผู้ออกแบบสติ๊กเกอร์ Trash Doves และผู้อยู่เบื้องหลังเพจ Pim Thai Mai Dai                  ทอดด์ รุยซ์ บอกว่าที่เว็บไซต์พยายามรายงานเรื่องราวให้ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลายเช่นนี้ ก็เพราะ Khaosod English หวังรับหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทุกเรื่องของเมืองไทยกับโลก คนไทยนับเป็น 0.96% ของประชากรโลก เรากำลังอธิบายเรื่องราวจากประเทศไทยให้กับคนอีก 99.04% ของโลกฟัง ซึ่งนับเป็นความรับผิดชอบที่เรายึดถืออย่างจริงจัง ด้วยความที่เป็นองค์กรข่าวบนแพลตฟอร์มเว็บไซต์ Khaosod English จึงให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาประกอบการรายงานข่าว ที่ทำให้ข่าวสนุกและเข้าใจง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook Live, Live Blog, Interactive Map, Story Map, Timeline เทคนิคการเทียบภาพก่อน-หลัง ไปจนถึงวิดีโอ 360 องศา พร้อมเดินหน้าพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเชื่อมคุณภาพการรายงานข่าวแบบมืออาชีพยุคเก่าเข้ากับเทคโนโลยีการทำข่าวยุคใหม่ท่ามกลางสมรภูมิออนไลน์ที่ร้อนแรง   ข่าวอื่นๆ   เครือมติชนจัดงาน ‘ข่าวสดนัมเบอร์วัน’ ประกาศเป็นที่ 1 โลกออนไลน์ไทย ลุยพัฒนาเว็บ-โซเชียลมีเดียต่อเนื่อง “ข่าวสด” ประกาศเป็นผู้นำสื่อออนไลน์-เว็บไซต์ที่มีผู้อ่านสูงสุดในประเทศไทย  

 8,662
การเมือง
22 ธ.ค. 59

กลุ่มต้านพรบ.คอมฯ ระดมแฮกเกอร์ลุยโจมตีเว็บ รบ.ต่อเนื่อง ผบ.ตร.เตรียมล่าตัวมือก่อกวน

เพจเฟซบุ๊ก พลเมืองต่อต้าน Single Gateway ได้โพสต์ข้อความประกาศยกระดับการโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยระดมกำลังแฮกเกอร์ทั่วประเทศ ประกาศทำสงครามไซเบอร์กับรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลทบทวนเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ. ศ. 2559  ด้านพลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ปัจจุบัน อาชญากรรมมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทันสมัยมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงกรณีที่มีกลุ่มบุคคล ทำการก่อกวนเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ โดยยืนยันว่า ตำรวจมีข้อมูล และเตรียมดำเนินคดี โดยเชื่อว่า อีก 2-3 วันจะมีความชัดเจนในคดีนี้มากขึ้น     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_nPiHT7K8qs  

 5,996

Top