ค้นหา :

ผลการค้นหา "รอลงอาญา"

การเมือง
11 ต.ค. 62

ศาลเมตตา ให้รอลงอาญา 2 ปี 'สุรพงษ์' คดีออกพาสปอร์ต 'ทักษิณ'

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์คำวินิจฉัย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561   ในฐานความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรณีสั่งการให้ออกหนังสือเดินทางให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2554 ทั้งที่นายทักษิณเป็นจำเลยหลบหนีคดีและอยู่ระหว่างถูกออกหมายจับ ในหลายคดี อันเป็นการขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ   โดยในชั้นพิพากษาอุทธรณ์คำวินิจฉัยวันนี้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้นายสุรพงษ์จะอ้างว่าการสั่งการให้มีการออกหนังสือเดินทางดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามความเห็นของข้าราชการระดับสูงและการออกหนังสือเดินทางครั้งนั้นไม่ใช่อำนาจหน้าที่โดยตรงของนายสุรพงษ์ก็ตามแต่นายสุรพงษ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศถือเป็นผู้มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินและเป็นผู้บังคับบัญชา   เมื่อนายทักษิณมีคำขอหนังสือเดินทางจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบก่อน เพราะนายทักษิณมีหมายจับคดีร้ายแรงหลายคดีและทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งหมายจับให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการแล้ว ประกอบกับนายทักษิณเป็นบุคคลต้องห้ามออกหนังสือเดินทาง ดังนั้นการพิจารณาปลดหรือยกเลิกระงับการออกหนังสือเดินทางต้องทำไปตามลำดับขั้นตอน แต่กลับพบว่ามีการเร่งรัดดำเนินการภายในวันเดียวจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และที่ศาลพิพากษาจำคุก2ปีนั้นเห็นว่าสมควรแล้ว   อย่างไรก็ตาม คดีนี้นายสุรพงษ์ได้ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่า นายสุรพงษ์ไม่เคยต้องโทษมาก่อนประกอบกับ จำเลย มีอายุมากและแจ้งว่าระหว่างพิจารณาคดีนี้ได้เกิดโรครุมเร้าหลายโรค ทั้งโรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระยะลุกลาม จำเป็นต้องเข้าพบแพทย์อย่างต่อเนื่องศาลจึงพิพากษาแก้โทษจากโทษจำคุก2 ปี เป็นให้รอลงอาญา 2 ปีและให้ปรับ 100,000 บาท   ทั้งนี้ภายหลังรับทราบคำพิพากษานายสุรพงษ์ได้ยกมือไหว้ องค์คณะผู้พิพากษาถึง2ครั้งด้วยความดีใจก่อนจะนั่งรถพยาบาลของโรงพยาบาลศิริราชออกไปจากศาลฎีกา ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/I-aBwb-0sls

 1,178
สังคม-อาชญากรรม
28 ส.ค. 62

'คุณหญิงเป็ด' รอดคุก คดีเบิกงบสัมมนาไปทอดกฐิน ศาลฎีกาสั่งจำคุก 9 เดือน รอลงอาญา 2 ปี

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสตง. ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน   ได้ร่วมกับนายคัมภีร์ สมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. ได้จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนา แต่กลับให้ผู้ร่วมสัมมนาไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกันแล้วให้เบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน 294,440 บาท ทำให้ สตง.เสียหาย เหตุเกิดเมื่อปี 2546   ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณ นายคัมภีร์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และต่อมาศาลอุทธรณ์แก้โทษจำคุกเหลือ 1 ปี ไม่รอลงอาญา และทั้งคู่ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว และต่อมานายคัมภีร์เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา   ล่าสุดศาลฎีกาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาโดยให้เหตุผลว่า ตลอดระยะเวลาการปฎิบัติหน้าที่ราชการในสตง. คุณหญิงจารุวรรณ ไม่เคยปรากฎการกระทำความผิด หรือ มีประวัติมัวหมอง อีกทั้งยังมีความเสียหายเล็กน้อย ไม่ได้นำเงินไปใช้ส่วนตัว สมควรให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัวเป็นคนดีโดยการรอลงโทษจำคุก แต่ในศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาแก้ปรับเป็นเงิน 20,000 บาท   ส่วนโทษจำคุกให้ลดโทษให้ 1 ใน 4 จากจำคุก 1 ปี เหลือจำคุก 9 เดือน แต่เมื่อลดโทษหนึ่งในสี่ แล้วโทษปรับ เหลือ 15,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/d15tFOosd9g

 1,365
สังคม-อาชญากรรม
01 ส.ค. 62

'เสี่ยเบนซ์' ซึ้งใจศาลให้รอลงอาญา เพิ่มเงินให้บ้านรองตี๋เดือนละ 4 หมื่น ลูกสาวผู้ตายสวมกอดเหมือนเป็นพ่ออีกคน

นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 56 ปี เสี่ยเจ้าของบริษัทใหญ่ เดินทางมาที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน เพื่อฟังคำพิพากษาชั้นต้น ในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี 5 ยื่นฟ้อง ในฐานความผิดขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฏหมายกำหนด / ขับรถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย / ขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัส   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลลดข้อหา 'เสี่ยเบนซ์' เหลือ 3 ข้อหา - ให้ประกันตัว พี่ชายเผยจะขอรับลูกคนตายเป็นหลาน พร้อมเลี้ยงดูส่งเสีย ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เสี่ยเบนซ์’ ก้มกราบเท้า ขออโหสิกรรม ครอบครัวรองตี๋-ภรรยา  ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 'เสี่ยเบนซ์' บวชหน้าไฟให้ 'รองตี๋-ภรรยา' ป้าเล่านาทีสะเทือนใจ 'น้องแพร' กอดพี่สาวบอก "อย่าทิ้งหนูนะ"   กรณีเมาแล้วขับรถเบนซ์สปอร์ต ชนประสานงานกับ รถส่วนตัวของพันตำรวจโทจตุพร งามสุวิชชากุล หรือรองตี๋ รองผู้กำกับการสอบสวน กองกำกับการ 2 กองปราบปราม ที่เดินทางมาพร้อมครอบครัวจน พันตำรวจโทจตุพร พร้อมภรรยาเสียชีวิต ส่วนลูกสาวคนเล็ก ได้รับบาดเจ็บ โดยจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน พร้อมจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต 45 ล้านบาท และได้ประกันตัวระหว่างพิจารณา ในวงเงิน 200,000 บาท     ขณะที่บุตรสาวทั้งสองคนของผู้ตาย คือเด็กหญิงพิชญาภา หรือน้องแพร งามสุวิชชากุล อายุ 12 ปี และ นางสาวศุภาพิชญ์ งามสุวิชชากุล บุตรสาวคนโต หรือ น้องพลอย อายุ 16 ปี พร้อมกับญาติ ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย   โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวแต่หลายความผิดจึงลงโทษหนักที่สุดตาม พรบ.จราจรทางบก จำคุก 6 ปี ปรับ 2 แสนบาท แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ มีความสำนึกผิด ไม่เคยมีประวัติต้องโทษมาก่อน อีกทั้งหลังเหตุการณ์ได้ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้เสียหายจึงไม่ติดใจเอาความ   ศาลจึงให้โอกาสกลับตนเป็นคนดีของสังคม ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 3 ปี โทษจำคุกให้รอลงอาญา 3 ปี และปรับ 1 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามดื่มสุรา และของมึนเมา และต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ใน 2 ปี รวมทั้งกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ 48 ชั่วโมงในเวลา 1 ปี และหากจำเลยไม่จ่ายค่าปรับ จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ     หลังฟังคำพิพากษานายสมชาย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ขอบคุณครอบครัวผู้เสียหายที่ให้อภัย ขอบคุณศาลที่ให้โอกาสและขอบคุณสังคมที่ให้อภัย หลังจากนี้จะมอบเงินให้บุตรสาวของพันตำรวจโทจตุพร 2 คน คนละ 10,000 บาท ต่อเดือน และค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัว 20,000 บาท รวม 40,000 บาท เป็นระยะเวลา 8 ปี พร้อมฝากไปถึงพันตำรวจโทจตุพรและภรรยาขอให้ไปสู่สุขคติสู่ภพภูมิที่ดี ตนเองขอสัญญาว่าจะดูแลบุตรสาวทั้ง 2 คนให้ดีที่สุด   ทั้งนี้ตนเองตกเป็นผู้กระทำความผิด จึงไม่กล้าสอนหรือแนะนำอะไรให้กับผู้ดื่มแอลกอฮอล์ว่าให้ทำตัวอย่างไร แต่สำหรับตนเองนั้นตัดสินใจจะเลิกดื่มตลอดชีวิต ตอนนี้รู้สึกโล่งใจ หลังจากเครียดมานานกว่า 3 เดือน     ขณะที่บุตรสาวทั้งสองคนของรองตี๋ คือเด็กหญิงพิชญาภา หรือน้องแพร งามสุวิชชากุล อายุ 12 ปี และ นางสาวศุภาพิชญ์ บุตรสาวคนโต หรือ น้องพลอย อายุ 16 ปี กล่าวว่า ในช่วงแรกยอมรับว่ามีผลกระทบ ทำใจไม่ได้ มีผลกระทบกับการเรียน แต่ก็มีครอบครัวคอยให้กำลังใจทำให้ต้องเข้มแข็งและผ่านเรื่องเลวร้ายไปให้ได้ ดีกว่ามาโกรธแค้นกัน รวมถึงคู่กรณีก็ดูแลเป็นอย่างดี และได้รับกำลังใจเป็นอย่างดีกับทุกคน หลังจากนี้จะตั้งใจเรียน เพราะมีความฝันอยากเป็นหมอจะได้รักษาคน   ด้านนางขนิษฐา เลิศวรจักรพงษ์ ป้าที่เป็นผู้ดูแลน้องทั้งสองคน กล่าวว่า ครอบครัวเริ่มต้นจากการให้อภัยตั้งแต่แรกที่คู่กรณีเข้าไปกราบแม่ของผู้เสียชีวิต ซึ่งทางครอบครัวได้พูดกับนานสมชายว่าให้อภัยและขอให้เลิกดื่มแอลกอฮอล์ตลอดชีวิต. จึงทำให้นายสมชายได้รับโอกาสจากสังคม     ทั้งนี้มีภาพประทับใจ เมื่อช่วงหนึ่งน้องแพร ลูกสาวคนเล็กวัย 12 ปี ที่ได้แสดงความสนิทสนมกับนายสมชายด้วยการเข้าไปกอดอีกฝ่ายและทั้งคู่ยังจูงมือกันเดินไปราวกับเป็นพ่อลูกกันจริงๆ สร้างความประทับใจให้แก่คนที่เห็นอย่างมากมาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/n_Yg5lqHcJE

 24,782
สังคม-อาชญากรรม
12 มิ.ย. 62

เปิดคำพูด 'เปรมชัย' ติดสินบน จนท. หลังศาลสั่งจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนประกันตัว 2 แสน สู้อุทธรณ์

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาจำคุกนายเปรมชัย กรรมสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัทอิตาเลี่ยนไทย ดีเวลอปเมนต์ เป็นเวลา 1 ปี ไม่รอลงอาญา และนับโทษต่อจากคดีเสือดำ จากคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่และนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ชุดจับกุมคดีเสือดำ ส่วนนายยงค์ โดดเครือ คนขับรถของนายเปรมชัย จำเลยที่ 2 ศาลยกฟ้อง   ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์แล้วว่ามีหลักฐานว่า นายเปรมชัยพูดต่อเจ้าหน้าที่ว่า “จะให้นายนภดล พฤกษะวัน มาเคลียร์ มีหนทางช่วยเหลือกันได้ไหม มีเงื่อนไขอะไรไหม ถ้าปล่อยพวกผมอยากได้อะไร ผมก็จะหามาให้” โดยมีพยานโจทก์ปากอื่นเบิกความสนับสนุนว่านายเปรมชัยพูดข้อความดังกล่าวต่อนายวิเชียรจริง   ต่อมาศาลให้ประกันตัวในวงเงิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ นายเปรมชัยให้สัมภาษณ์ว่าคำพิพากษาท่านก็ตัดสินไปแล้ว ตนเตรียมยื่นอุทธรณ์ตามสิทธิ์ ตอนนี้ตนยังไม่พูดอะไรขอไห้เข้าใจสถานการณ์ดีกว่านี้ คิดก่อนว่าจะพูดอะไร ขอให้เข้าใจสถานการณ์ดีกว่านี้ อย่างไรก็ตามขณะที่นายเปรมชัยเดินบอกเจ็บขา และเดินรองเท้าหลุด ท่ามกลางกองทัพนักข่าวที่ไปรอรายงานข่าวเป็นจำนวนมาก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LXyr2i9bgAU

 1,338
สังคม-อาชญากรรม
30 พ.ค. 62

ผู้เสียหายถูก จยย.วกกลับมาชนบนฟุตปาธ เผยคนชนได้รอลงอาญา โวย ตร.ไม่ให้ไปฟังคำตัดสิน อ้างกลัวมีเรื่อง

จากกรณีชายวัยรุ่นขี่รถจยย.บนทางเท้า ก่อนนายศศะวสุ ช่ำชองยนต์ อายุ 55 ปี ได้กล่าวตักเตือน ทำให้ผู้ขี่รถจยย.ดังกล่าวไม่พอใจ วนรถกลับมาชนเข้าอย่างจังจนร่างกระเด็น แล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา   ความคืบหน้าล่าสุด นายศศะวศุ ผู้เสียหาย บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ผู้ก่อเหตุถูกดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุได้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ และขับขี่รถบนทางเท้า ซึ่งศาลตัดสินให้รอลงอาญา คุมประพฤติและบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งตนไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน เนื่องจากตำรวจไม่ได้ให้ตนไปฟังคำตัดสิน เพราะเกรงว่าจะเกิดจะมีเรื่อง ทำให้ตนรู้สึกไม่พอใจในคำตัดสินของศาล รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงจะไปร้องศูนย์ดำรงธรรมเพื่อขอความเป็นธรรมให้ตนเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8dxrkIRZ9ZY

 1,365
สังคม-อาชญากรรม
07 ธ.ค. 61

'ฟิล์ม รัฐภูมิ' พ้อสื่อเขียนแรงว่าติดคุก แจงแค่จ่ายค่าปรับจบคดีเพย์ออล ยันไม่กระทบลง ส.ส.

วานนี้ (6 ธ.ค.) ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด โดย นายศราวุฒิ นนทะภา กรรมการผู้มีอำนาจ นายรัฐภูมิ หรือ ฟิล์ม โตคงทรัพย์ อายุ 33 ปี พระเอกนักแสดงชื่อดัง นายธเนศ จัตวาพรพานิช อายุ 43 ปี และ นายภูมิพัฒน์ ประเสริฐวิทย์ อายุ 38 ปี ในฐานะกรรมการบริษัท ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 ถึง 4 ในความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันประกอบธุรกิจบัตรชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต   โดยคดีนี้ อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อเนื่องกันจำเลยทั้ง 4 คน ร่วมกันประกอบกิจการให้บริการแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ “เพย์ออล” (Payall) และสมัครสมาชิกเพื่อสร้างบัญชีของผู้ใช้บริการ ซึ่งระบบจะตั้งรหัสผ่านในการใช้งาน และเติมเงินผ่านเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยตามช่องทาง   โดยระบบจะบันทึกจำนวนเงินที่เติมตามมูลค่าของผู้ใช้บริการแต่ละราย รวมทั้งนำเงินที่ชำระไว้ล่วงหน้าไว้ชำระค่าสินค้า และค่าบริการต่าง ๆ แทนเงินสดการกระทำของพวกจำเลย มีลักษณะร่วมกันประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการโอนสิทธิการถือครองเงิน และการโอนสิทธิการถอนเงิน หรือหักเงินผ่านบัญชีหรือแอพพลิเคชั่นของผู้ใช้บริการโดยไม่จำกัด และไม่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่าย ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุม ดูแลธุรกิจการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 และบัญชีท้ายตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุม ดูแลธุรกิจการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย   โดยจำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี และวันนี้เดินทางมาฟังคำพิพากษาตามนัดหมาย ศาลพิเคราะห์ จำเลยทั้งหมดมีความจริงที่ประกอบกิจการบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เสียค่าปรับเป็นเงิน 2 แสน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึง 4 ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท แต่จำเลยรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 5 หมื่นบาท แต่จำเลยไม่เคยกระทำความผิด และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 2 ปี และต้องมารายงานตัว 1 ปี และบำเพ็ญประโยชน์ 24 ชั่วโมง   ด้านฟิล์ม รัฐภูมิ ให้สัมภาษณ์ว่า ทางพ่อแม่ของตนตกใจหลังเห็นข่าวตัดสินคดี เพราะมีบางสื่อเขียนรุนแรงว่าต้องติดคุก ยืนยันไม่มีอะไรน่าห่วงแค่ไปจ่ายค่าปรับ และเรื่องก็จบลงแล้ว พร้อมเผยเรื่องดังกล่าวไม่กระทบกับการลงสมัคร ส.ส.และดำรงตำแหน่งรองโฆษกพรรคพลังท้องถิ่นไท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BWN7UaAa6qg

 2,226
สังคม-อาชญากรรม
03 ธ.ค. 61

บทเรียนคนโพสต์มั่ว! ศาลสั่งจำคุก 2 ปี มือโพสต์ กินหมูไก่แล้วเป็นเอดส์

ศาลอาญากรุงเทพ นัดอ่านคำพิพากษาคดีอาญา ที่พนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ โจทก์ เเละบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน)โจทก์ร่วมฟ้อง นายโสภณ สุดสวาสดิ์ เป็นจำเลยฐานความผิด หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา   ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 กรณีส่งข้อมูลอันเป็นเท็จข้อความเท็จอ้างว่ามีหมู ไก่ ป่วยเป็นโรคเอดส์ ขอให้คนหยุดกินหมู-ไก่ ประมาณ 6 เดือน ซึ่งข้อความดังกล่าวได้สร้างความตื่นตะหนกในสังคม โดยมีการอ้างอิงถึง บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือที่รู้จักกันในนาม ซีพี   ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม คู่ความทั้งสองเคยเข้าไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทผลการไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งจำเลยได้ให้การรับสารภาพ คดีเข้าสู่ศูนย์คุ้มครองสิทธิเเละเเละเสรีภาพในคดีอาญา ทนายจำเลยประสงค์ดำเนินการลงประกาศโฆษณาขอโทษฝ่ายโจทก์ร่วม จึงเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปก่อนเเละสั่งสำนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพินิจประวัติพฤติการณ์   ศาลพิเคราะห์เเล้วมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ปรับ 50,000 บาท   พิเคราะห์รายงานการพินิจและสืบเสาะแล้ว จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน และหลังเกิดเหตุจำเลยลงประกาศหนังสือพิมพ์ขอขมาโจทก์ร่วม เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ให้ทำกิจกรรมหรือทำงานสาธารณะประโยชน์ 24 ชั่วโมง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/i3pwLDUagfM

 2,294
สังคม-อาชญากรรม
27 พ.ย. 61

ศาลสั่งจำคุก 15 วัน รอลงอาญา 1 ปี สาวจอดรถขวางหน้าบ้านป้าทุบรถ

ศาลจังหวัดพระโขนง สั่งจำคุกสาวจอดรถขวางหน้าบ้านป้าทุบรถ 15 วัน ปรับ 5,000 บาท ในความผิดฐานจอดรถกีดขวางทางเข้า-ออกอาคารฯ และก่อความเดือดร้อนรำคาญฯ แต่สาวคนดังกล่าวไม่เคยต้องโทษในคดีอาญามาก่อน จึงให้รอลงอาญา 1 ปี ส่วนคดีที่ป้าไปทุบรถสาวคนดังกล่าวศาลนัดสืบพยาน 7 มี.ค.62   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zz9Ad8PQIYs

 3,318
สังคม-อาชญากรรม
26 พ.ย. 61

จำคุก 15 วัน ปรับ 5 พัน สาวจอดรถขวางหน้าบ้าน ‘ป้าทุบรถ’ รอลงอาญา 1 ปี

จากคดีป้าทุบรถที่จอดรถขวางหน้าบ้าน ภายในหมู่บ้านหรู ใกล้สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ จนบานปลายกลายเป็นปมการมีตลาดเกิดขึ้นถึง 5 ตลาด นั้น   วันที่ 26 พ.ย. 61 ศาลจังหวัดพระโขนง  อ่านคำพิพากษาคดีที่ 2 ป้าทุบรถ คือ น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ และ น.ส.มณีรัตน์ แสงภัทรโชติ ฟ้อง น.ส.รชนีกร เลิศวาสนา อายุ 37 ผู้หญิงที่ไปจอดรถขวางหน้าบ้าน   โดยศาลพิเคราะห์ คำเบิกความจำเลย ที่อ้างว่าใช้เวลาจอดรถซื้อของเพียง 15 นาที  แต่ทางฝ่ายโจทก์เบิกความ แย้งว่า ว่าน.ส.รชนีกรจอดรถขวางหน้าบ้านไม่สามารถนำรถออกได้ จึงบีบแตรใช้เวลานานถึง 30 นาที หากจำเลยจอดรถใช้เวลาไม่นานโจทก์คงไม่นำเสียมและขวานมาทุบกระจกรถของจำเลย    จึงเชื่อว่าจำเลยจอดรถขวางใช้เวลาซื้อของตามความประสงค์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่น จึงเป็นความผิดตามฟ้อง สั่งจำคุก 15 วัน ปรับ 5,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษที่กำหนด 1 ปี   ขอบคุณภาพ เฟซบุ๊ก อนันต์ชัย ไชยเดช  

 3,143
สังคม-อาชญากรรม
29 ต.ค. 61

รอลงอาญา 1 ปี ‘อดีตพระพุทธอิสระ’ คดีทำร้ายตำรวจในม็อบ กปปส.

วันนี้ (29 ต.ค.) ที่ศาลอาญารัชดา ศาลนัดฟังคำพิพากษาที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรือ อดีตพระพุทธอิสระ เจ้าอาวาส วัดอ้อน้อย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นจำเลยในความผิดผฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร หน่วงเหนี่ยวกักขังฯ    จากกรณีที่เมื่อระหว่าง 23 พฤศจิกายน 2556 - 1 พฤษภาคม 2557 จำเลยกับพวกร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีพฤติการณ์เป็นอั้งยี่ซ่องโจร เป็นหัวหน้าผู้สั่งการกลุ่ม กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้กำลังประทุษร้าย ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล  และ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบูรพงศ์ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ได้รับบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินรวม 8 รายการ มูลค่า 60,900 บาทสูญหาย    โดยศาลพิเคราะห์ในรายละเอียดคดีแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ พิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 309 วรรค 2และวรรค 3 กับมาตรา 310 วรรค2 ซึ่งเป็นความผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเป็นโทษหนักสุดให้จำคุก 3 ปี แต่จำเลยให้การสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน    และเมื่อพิเคราะห์ในรายละเอียดแล้ว เห็นว่าคดีนี้จำเลยได้วางเงินชดใช้ให้กับผู้เสียหายทั้งสองแล้ว จำนวน 4 หมื่นบาท ซี่งผู้เสียหายทั่งสองไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ขณะที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษคดีอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการขอให้นับโทษต่อจากคดีกบถ กปปส. นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงให้ยกคำร้องภาย    

 1,972
สังคม-อาชญากรรม
20 ก.ย. 60

แม่ลูกหัวร้อนด่า ตร. โดนคุกคนละ 1 เดือน รอลงอาญา ปรับรวม 14,200 บาท ชาวเน็ตสายฮาทำคลิปล้อ

จากกรณีที่ปรากฎคลิป นายพายุ(สงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี และนางสาวสราวรรณ(สงวนนามสกุล) สองแม่ลูก ยืนด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ ด้วยคำหยาบคาย และถ่มน้ำลายใส่หน้า พร้อมกับท้าเจ้าหน้าที่ชกต่อย โดยเหตุเกิดขณะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม หลังไม่สวมหมวกกันน็อค ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งต่อมาสองแม่ลูก ได้เดินทางเข้าพบตำรวจเพื่อยอมรับผิด ก่อนจะถูกแจ้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน-ทำร้ายร่างกาย และความผิดตาม พรบ.จราจร   วานนี้ (19 ก.ย.) เวลา 10.00 น. ที่อัยการแขวงพระนครใต้ พนักงานสอบสวน นำสำนวนคดีมาส่งฟ้องต่ออัยการ พร้อมเชิญ นายพายุ และมารดาเข้ามารับทราบ ซึ่งขณะเดียวกัน ร.ต.ท.สุขสันต์ กันยาสนธิ์ รอง สว.จร. สน.ทุ่งมหาเมฆ คู่กรณีที่เป็นคนถ่ายคลิป ก็ได้เดินทางมาด้วย แต่ขอไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน   ต่อมาเวลา 14.00 น. พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายพายุ ฐานขับขี่จักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อค, ขับขี่จักรยานไม่สวมแผ่นป้ายทะเบียน, ไม่มีใบอนุญาติขับขี่, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, และใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ รวม 5 ข้อหา ส่วน น.ส.สราวรรณ อัยการฟ้อง ฐานความผิดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ก่อนจะนำตัวทั้งสองไปที่ศาลแขวงพระนครใต้ เพื่อฟังคำพิพากษา   ซึ่งในเวลาประมาณ 16.00 น. ศาลมีคำสั่งพิพากษาให้ลงโทษ นายพายุตามฟ้อง แต่จำเลยยอมรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 เดือน รอลงอาญา 1 ปี ปรับ 9,200 บาท และให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ทุกๆ 4 เดือน เป็นระยะเวลา 1 ปี   ส่วน น.ส.สราวรรณ ที่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าหนักงานนั้น จำเลยยอมรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 เดือน แต่จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงรอลงอาญา 1 ปี และปรับ 5,000 บาท                    ภายหลังศาลตัดสิน น.ส.สราวรรณ เปิดเผยว่า ตนรับได้กับคำสั่งศาล ส่วนเงินค่าปรับที่ต้องเสียจำนวน 14,200 บาท ตนต้องนำเงินเก็บที่สะสม ประกอบกับต้องไปยืมเงินคนรู้จักมาจ่าย จึงทำให้ตอนนี้ไม่มีเงินลงทุนไปขายของ ซึ่งก็คงต้องไปยืมคนอื่นอีก   ส่วนจะฟ้องคนที่นำคลิปไปโพสต์หรือไม่นั้น น.ส.สราวรรณ บอกว่า ตนไม่คิดจะฟ้องแล้ว เพราะอยากให้เรื่องดังกล่าวจบลงโดยเร็ว อีกทั้งที่ผ่านมาสังคม และโลกออนไลน์ ตัดสินตนกับครอบครัวไปแล้ว    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าระหว่างพบกับ ร.ต.ท.สุขสันต์ ได้มีการเข้าไปขอโทษหรือไม่ น.ส.สราวรรณ บอกว่า ไม่ได้ขอโทษ และไม่ได้พูดคุย เพราะตอนที่เข้าไปมอบตัวที่ สน.ทุ่งมหาเฆม ลูกชายตนพร้อมที่จะขอโทษ แต่ ร.ต.ท.สุขสันต์ ไม่มารับคำขอโทษ และเรื่องก็ถึงกระบวนการของศาล จึงคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องขอโทษแล้ว    ส่วน นายพายุ เปิดเผยว่า ตนยอมรับผิดทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่ตนอยากให้ทุกคนที่เข้ามาต่อว่าได้ฟังความสองข้าง ก่อนหน้านี้ตนเคยถูกจับตำรวจคนดังกล่าวจับกุมมาแล้ว ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว ครั้งนั้นก็มีการกระทบกระทั่งกัน แล้วพอมาครั้งนี้ ตำรวจคนดังกล่าวก็มาพูดว่า ‘เล่นมันเลย มันเคยหมิ่นประมาทตู’ ทำให้ตนไม่พอใจ ส่วนจุดที่ทำให้ตนถึงกับต้องถ่มน้ำลายใส่ เพราะตำรวจผลักอกแม่ตนก่อน   ส่วนที่โลกออนไลน์เข้ามาต่อว่าตนกับครอบครัวนั้น ตนไม่ให้ราคากับคนที่เข้ามาต่อว่า เพราะพวกเขา ไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งสองด้าน แต่ตนไม่พอใจเข้ามาต่อว่าถึงบุพการี เพราะตนเป็นคนทำ ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่ หากไม่รู้เรื่องจริงก็อย่าเข้ามาต่อว่า    ทีมข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับ ร.ต.ท.สุขสันต์ กันยาสนธิ์ เปิดเผยว่า ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้มีคนเข้ามาแจ้งว่า มีคนขี่รถจักรยานยนต์ แล้วสูบบุหรี่ระหว่างขับขี่ ทำให้ควันบุหรี่ไปโดนคนที่ขี่ตามหลังมา ตนจึงวิทยุให้ตำรวจอีกนายสกัดจับ ตอนนั้นตนไม่รู้ว่าเป็นรถของนายพายุ พอตำรวจอีกนายเรียกตรวจก็พบว่า ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่สวมหมวกกันน็อค และไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จึงได้แจ้งข้อหา แต่นายพายุเดินหายไป ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับด่าทอ  ตำรวจคนดังกล่าวจึงวิทยุแจ้งให้ตนไปสนับสนุน   พอไปถึงก็พบว่านายพายุ กำลังด่าทอตำรวจคนดังกล่าวอยู่ ตนจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปไว้ ซึ่งระหว่างนั้นตนไม่ได้ตอบโต้ เพราะตนใช้ธรรมะเข้าช่วย จึงทำให้ควบคุมอารมณ์ไว้ได้ หลังจากนั้นตนก็วิทยุแจ้งให้ร้อยเวรมาดำเนินการ   ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ติดตลก’ ได้ทำคลิปล้อเลียนเหตุการณ์ที่สองแม่-ลูกด่ากราดตำรวจ ความยาวคลิป 2 นาที โดยในคลิปจะเป็นผู้ชายและผู้หญิงยืนด่ากราดคนที่ถ่ายคลิป แต่ตอนจบกลับหักมุม เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในคลิปไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นพนักงานกวาดขยะ ที่ไม่พอใจอีกฝ่าย ที่จอดรถขวางทาง ทำให้ไม่สามารถทำความสะอาดได้ ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ที่เข้ามาชม ล่าสุดมีคนเข้ามาชมเกิน 2 ล้านครั้งแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/F88SVWXljww    

 55,637
สังคม-อาชญากรรม
22 ส.ค. 60

ศาลอุทธรณ์จำคุก ‘ไฮโซตั๋ม’ หมิ่น ‘หมอเเอร์’ 4ปี สารภาพลดกึ่งหนึ่งปรับ 2 แสนบาท โทษจำคุก รอลงอาญา2ปี

  เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 ส.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 909 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.1054/58 ที่ พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล หรือหมอแอร์ เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.วิชชุดา ลีนุตพงษ์ หรือไฮโซตั๋ม เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นๆ   กรณีวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 58 จำเลยได้ใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำนองว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี แย่งสามีคนอื่น ซึ่งล้วนเป็นเท็จทำให้โจทก์ ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง   คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี ปรับ 2 แสนบาท ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี   ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนัก   ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลย เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เห็นว่าจำเลยมีเจตนาป่าวประกาศให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 เป็นความผิด 4 กระทงจึงให้เรียงกระทงลงโทษทุกความผิด เเต่ทั้งนี้จำเลยได้สำนึกผิดโดยวางเงิน ต่อศาลเพื่อมอบให้แก่โจทก์จึงเป็นการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งการให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นเวลา 3 วันต่อกัน เป็นคุณแก่จำเลยแล้ว   พิพากษาแก้ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา กระทำผิด 4 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปีปรับกระทงละ 1 แสนบาทรวมจำคุก 4 ปีปรับ 4 แสนบาท คำรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปีปรับ 2 แสนบาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2ปียกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1)   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษาในคดีดำ อ.1153/58 ซึ่งเป็นอีกคดีที่น.ส.วิชุดา กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลีโดยจำคุก 8 กระทงๆละ 1 ปี และปรับกระทงละ 100,000 บาท รวมจำคุก 8 ปี ปรับ 800,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลย 4 ปี ปรับ 400,000 บาท   ที่มาข่าวสด ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 3,449
ต่างประเทศ
30 มิ.ย. 60

ศาลเกาหลีสั่งจำคุก 'ท็อป บิ๊กแบง' 10 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คดีสูบกัญชา เจ้าตัวอ่าน จม.ขอโทษหน้าศาล

สำนักข่าวของประเทศเกาหลีใต้รายงานว่า ชเว ซึง ฮยอน หรือ ท็อป บิ๊กแบง นักร้องหนุ่มชื่อดัง ได้ปรากฎตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังถูกหามส่งโรงพยาบาลด่วน จากการทานยาเกินขนาดเนื่องจากความเครียด โดยท็อป มาปรากฎตัวที่ศาลเพื่อรับฟังการพิจารณาคดีเรื่องการเสพกัญชา หลังถูกแจ้งข้อหาว่า พบการใช้กัญชาทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยแบ่งเป็นการสูบ 2 ครั้ง และใช้ในรูปแบบเหลวอีก 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าตัวรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา   ในส่วนของการพิจารณาคดี ศาลสั่งให้จำคุกนักร้องหนุ่มเป็นเวลา 10 เดือน โดยให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี หากในระยะเวลา 2 ปี ไม่มีการกระทำความผิดเพิ่มเติม ก็จะไม่ต้องถูกจำคุก อย่างไรก็ตาม ทนายความของท็อป จะทำการยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิจารณาโทษสถานเบา โดยให้เหตุผลว่า ผลการตัดสินไม่ควรจะทำลายอาชีพการงานของนักร้องหนุ่ม โดยการพิจารณาคดีขั้นสุดท้าย และผลพิจารณาโทษอย่างเป็นทางการจะประกาศในวันที่ 20 ก.ค.เวลา 13.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น   โดยก่อนที่จะเข้ารับฟังการพิจารณาคดี ท็อปได้อ่านจดหมายขอโทษ บริเวณหน้าศ่าล ใจความระบุว่า    “ผมต้องขอโทษทุกๆคน ที่รู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังเพราะผม ผมโง่เกินไป พยายามจะหนีจากความรู้สึกหดหู่ และความกังวล ภาวะทางจิตใจที่ปั่นป่วนนำผมไปสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ มันเป็นความหุนหันพลันแล่น ที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ และทำให้ผู้คนมากมายต้องผิดหวัง   ผมรู้สึกละอายใจ ผมจะใช้เวลาสำนึกในความผิดครั้งนี้  และเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ผมยินดียอมรับทุกบทลงโทษ ผมเสียใจจริงๆ ครับ และสุดท้ายนี้ผมอยากจะขอโทษคุณแม่ด้วย”

 10,367
ต่างประเทศ
29 มิ.ย. 60

ศาลสั่งจำคุก “ท็อป บิ๊กแบง” 10 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คดีสูบกัญชา เจ้าตัวอ่านจดหมายขอโทษหน้าศาล

                     สำนักข่าวของประเทศเกาหลีใต้รายงานว่า วันนี้ ชเว ซึง ฮยอน หรือ ท็อป บิ๊กแบง นักร้องหนุ่มชื่อดัง ได้ปรากฎตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังถูกหามส่งโรงพยาบาลด่วน จากการทานยาเกินขนาดเนื่องจากความเครียด โดยวันนี้ ท็อป มาปรากฎตัวที่ศาลเพื่อรับฟังการพิจารณาคดีเรื่องการเสพกัญชา หลังถูกแจ้งข้อหาว่า พบการใช้กัญชาทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยแบ่งเป็นการสูบ 2 ครั้ง และใช้ในรูปแบบเหลวอีก 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าตัวรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา              ในส่วนของการพิจารณาคดี ศาลสั่งให้จำคุกนักร้องหนุ่มเป็นเวลา 10 เดือน โดยให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี หากในระยะเวลา 2 ปี ไม่มีการกระทำความผิดเพิ่มเติม ก็จะไม่ต้องถูกจำคุก อย่างไรก็ตาม ทนายความของท็อป จะทำการยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิจารณาโทษสถานเบา โดยให้เหตุผลว่า ผลการตัดสินไม่ควรจะทำลายอาชีพการงานของนักร้องหนุ่ม โดยการพิจารณาคดีขั้นสุดท้าย และผลพิจารณาโทษอย่างเป็นทางการจะประกาศในวันที่ 20 ก.ค.เวลา 13.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น           โดยก่อนที่จะเข้ารับฟังการพิจารณาคดี ท็อปได้อ่านจดหมายขอโทษ บริเวณหน้าศ่าล ใจความระบุว่า   “ผมต้องขอโทษทุกๆคน ที่รู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังเพราะผม ผมโง่เกินไป พยายามจะหนีจากความรู้สึกหดหู่ และความกังวล ภาวะทางจิตใจที่ปั่นป่วนนำผมไปสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ มันเป็นความหุนหันพลันแล่น ที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ และทำให้ผู้คนมากมายต้องผิดหวัง   ผมรู้สึกละอายใจ ผมจะใช้เวลาสำนึกในความผิดครั้งนี้  และเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ผมยินดียอมรับทุกบทลงโทษ ผมเสียใจจริงๆ ครับ และสุดท้ายนี้ผมอยากจะขอโทษคุณแม่ด้วย”  

 18,279
สังคม-อาชญากรรม
22 ธ.ค. 59

ศาลสั่งจำคุก 'ผู้ใหญ่ดำ' พร้อมพวก ฆ่ากินเนื้อโจโก้ หมาไซบีเรียน เจ้าตัวสารภาพ จึงให้รอลงอาญา

ความคืบหน้ากรณี เจ้าโจโก้ สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนถูกทารุณสัตว์ หลังมันหลุดออกไปกัดกินเป็ดในฟาร์ม จนถูกผู้ใหญ่ดำและชาวบ้านอีก 5 คนทำร้ายเอามีดฟันปาก ได้รับบาดเจ็บและตายก่อนนำเนื้อไปแจกจ่ายกันกิน ล่าสุดศาล จ.สว่างแดนดิน พิพากษาผู้ใหญ่ดำพร้อมพวก ฐานทารุณสัตว์และทำให้เสียทรัพย์ ถูกจำคุก 6 เดือนปรับ 2 พันบาท แต่ให้การรับสารภาพ จึงให้โทษจำคุกเป็นรอลงอาญา คงแค่โทษปรับ ส่วนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ของผู้ใหญ่ดำ ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 6 พันบาท แต่ศาลเห็นว่ารับสารภาพ แต่ยังคงโทษปรับอยู่เช่นกัน ซึ่งจำเลยทั้งหมดพอใจในคำตัดสินของศาล ไม่ขอยื่นอุทธรณ์ต่อ ทำให้คดีสิ้นสุด ด้านเจ้าของสุนัขระบุพอใจในคำตัดสินใจ เพราะท้ายที่สุดแล้วจำเลยทั้งหมดให้การสารภาพว่าได้ฆ่าและนำเนื้อสุนัขไปกิน หลังปฏิเสธมาโดยตลอดในชั้นสอบสวน ทั้งนี้จะปรึกษาเก๋ ชลดา ในคดีแพ่งต่อไป ด้านเก๋ ชลดา จากมูลนิธิเดอะวอยซ์ที่ช่วยดูแลด้านสัตว์เลี้ยง กล่าวพอใจในบทลงโทษของคดีนี้ แต่ยังมองว่าบทลงโทษของผู้กระทำผิดยังเบาไป พรบ.คุ้มครองสัตว์ยังมีหลายจุดที่บกพร่องที่ควรได้รับการแก้ไข เพราะสัตว์ที่ถูกกระทำไม่มีปากเสียงที่จะต่อสู้ด้วยตัวเอง    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bXlr3lVuVNI    

 4,463

Top