ค้นหา :

ผลการค้นหา "ประกันตัว"

ข่าวภูมิภาค
22 พ.ย. 62

เด็กสาววัย 14 โดน นายก อบต.ข่มขืน แลกประกันตัว หลังถูกจับขโมยของในห้าง

นครสวรรค์-นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้พาปู่และพ่อ ของเด็กหญิงหนึ่ง (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี เข้าพบตำรวจ เพื่อขอให้การคุ้มครองช่วยเหลือครอบครัวของเด็กหญิงหนึ่ง เนื่องจากเกรงกลัวในความไม่ปลอดภัย หลังลูกสาวได้ถูกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งใน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ทำการข่มขืน อีกทั้งที่ผ่านมายังมีโทรศัพท์ลึกลับ โทรมาขอเคลียร์เพื่อให้ยอมความ   โดยผู้ปกครองเล่าว่า เด็กหญิงหนึ่งอายุ 14 ปี นักเรียนชั้นม.1 มีพฤติกรรมติดเพื่อนไม่ค่อยกลับบ้าน ไม่เรียนหนังสือ และหายตัวไปร่วม 1 เดือนแล้ว ทางบ้านติดต่อไม่ได้เลย เกรงว่าจะถูกเพื่อนชักชวนไปเสพยาเสพติดมั่วสุมจนเสียคน ที่ผ่านมาพ่อกับแม่แยกทางกันจึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ หลังรับเรื่องนางปวีณา ได้ประสานไปยังตำรวจ ช่วยสืบหาเด็กหญิงหนึ่งจนพบ   ซึ่งข้อมูลจากนักสังคมสงเคราะห์สอบถามเด็กหญิงหนึ่ง เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนไปเที่ยวบ้านเพื่อนและได้รู้จักกับนายก อบต.คนหนึ่ง ที่มานั่งดื่มเหล้ากับพ่อแม่เพื่อน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร หลายวันต่อมาได้ไปเดินห้างสรรพสินค้าเห็นชุดชั้นในผู้หญิงสวยๆ จนเกิดความอยากได้ เพื่อนจึงแอบขโมยจนถูกพนักงานห้างจับได้ และถูกดำเนินคดีส่งตัวเข้าสถานพินิจทั้งหมด   ต่อมา นายก อบต. ได้มาเยี่ยมตนและยื่นข้อเสนอจะช่วยประกันตัวออกมา แต่ต้องยอมไปหลับนอนกับเขาด้วย ตนจึงจำใจต้องยอมตกลงเพื่อให้ได้พ้นจากสถานพินิจ หลังออกมาแล้วนายก อบต. ก็ล่อลวงตนไปกระทำชำเรา หลังจากทำกับตนเสร็จนายก อบต. ก็ปลอบใจและให้เงินตนใช้ 1,000 บาท จากนั้นตนก็ถูกกระทำชำเราเรื่อยมาแต่ต้องยอมทน ทุกครั้งจะได้รับเงินประมาณ 1,000-1,500 บาท เป็นค่าตอบแทน ทั้งที่ตนเองก็อยากเรียนหนังสือแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร   ขณะเดียวกันนายก อบต.ได้เช่าห้องให้ตนอยู่อาศัยกับเพื่อนๆ เวลารวมตัวกับเพื่อนบางครั้งก็ชวนกันเสพไอซ์และสารเสพติดอื่นๆ จนมึนเมา    ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.บรรพตพิสัย ได้ทำการส่งตัวเด็กหญิงหนึ่งไปตรวจร่างกายพบร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และมีสารเสพติด (ไอซ์) อยู่ในร่างกาย ก่อนจะนัดสอบสหวิชาชีพในวันที่ 20 พ.ย.62 โดยเด็กหญิงหนึ่งให้การชัดเจน   หลังสอบสหวิชาชีพเสร็จ ทางพนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่ก่อเหตุ ในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยหลังตำรวจออกหมายจับ ผู้ต้องหาได้มีการติดต่อว่าจะขอเข้ามอบตัวในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ที่ตำรวจไปคุ้มครองครอบครัวของเด็กหญิงหนึ่งด้วย   ในส่วนของเด็กหญิงหนึ่ง ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ประสานให้เด็กหญิงหนึ่งอยู่ในความคุ้มครองของบ้านพักเด็กฯ นครสวรรค์ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและได้กลับไปเรียนหนังสือต่อตามที่เด็กตั้งใจ เพื่อจะได้มีชีวิตปกติสุขเหมือนเด็กคนอื่นๆ   โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะประสานความช่วยเหลือกับ พมจ.นครสวรรค์ และบ้านพักเด็กฯนครสวรรค์อย่างต่อเนื่อง จากนี้นางปวีณาจะได้ประสานกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ พาพ่อและปู่ไปติดต่อขอรับเงินเยียวยาผู้เสียหายทางคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Yyl7DcPNIb0

 5,754
สังคม
22 พ.ย. 62

เด็กสาววัย 14 โดน นายก อบต.ข่มขืน แลกประกันตัว หลังถูกจับขโมยของในห้าง

นครสวรรค์-นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้พาปู่และพ่อ ของเด็กหญิงหนึ่ง (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี เข้าพบตำรวจ เพื่อขอให้การคุ้มครองช่วยเหลือครอบครัวของเด็กหญิงหนึ่ง เนื่องจากเกรงกลัวในความไม่ปลอดภัย หลังลูกสาวได้ถูกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งใน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ทำการข่มขืน อีกทั้งที่ผ่านมายังมีโทรศัพท์ลึกลับ โทรมาขอเคลียร์เพื่อให้ยอมความ   โดยผู้ปกครองเล่าว่า เด็กหญิงหนึ่งอายุ 14 ปี นักเรียนชั้นม.1 มีพฤติกรรมติดเพื่อนไม่ค่อยกลับบ้าน ไม่เรียนหนังสือ และหายตัวไปร่วม 1 เดือนแล้ว ทางบ้านติดต่อไม่ได้เลย เกรงว่าจะถูกเพื่อนชักชวนไปเสพยาเสพติดมั่วสุมจนเสียคน ที่ผ่านมาพ่อกับแม่แยกทางกันจึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ หลังรับเรื่องนางปวีณา ได้ประสานไปยังตำรวจ ช่วยสืบหาเด็กหญิงหนึ่งจนพบ   ซึ่งข้อมูลจากนักสังคมสงเคราะห์สอบถามเด็กหญิงหนึ่ง เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนไปเที่ยวบ้านเพื่อนและได้รู้จักกับนายก อบต.คนหนึ่ง ที่มานั่งดื่มเหล้ากับพ่อแม่เพื่อน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร หลายวันต่อมาได้ไปเดินห้างสรรพสินค้าเห็นชุดชั้นในผู้หญิงสวยๆ จนเกิดความอยากได้ เพื่อนจึงแอบขโมยจนถูกพนักงานห้างจับได้ และถูกดำเนินคดีส่งตัวเข้าสถานพินิจทั้งหมด   ต่อมา นายก อบต. ได้มาเยี่ยมตนและยื่นข้อเสนอจะช่วยประกันตัวออกมา แต่ต้องยอมไปหลับนอนกับเขาด้วย ตนจึงจำใจต้องยอมตกลงเพื่อให้ได้พ้นจากสถานพินิจ หลังออกมาแล้วนายก อบต. ก็ล่อลวงตนไปกระทำชำเรา หลังจากทำกับตนเสร็จนายก อบต. ก็ปลอบใจและให้เงินตนใช้ 1,000 บาท จากนั้นตนก็ถูกกระทำชำเราเรื่อยมาแต่ต้องยอมทน ทุกครั้งจะได้รับเงินประมาณ 1,000-1,500 บาท เป็นค่าตอบแทน ทั้งที่ตนเองก็อยากเรียนหนังสือแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร   ขณะเดียวกันนายก อบต.ได้เช่าห้องให้ตนอยู่อาศัยกับเพื่อนๆ เวลารวมตัวกับเพื่อนบางครั้งก็ชวนกันเสพไอซ์และสารเสพติดอื่นๆ จนมึนเมา    ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.บรรพตพิสัย ได้ทำการส่งตัวเด็กหญิงหนึ่งไปตรวจร่างกายพบร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และมีสารเสพติด (ไอซ์) อยู่ในร่างกาย ก่อนจะนัดสอบสหวิชาชีพในวันที่ 20 พ.ย.62 โดยเด็กหญิงหนึ่งให้การชัดเจน   หลังสอบสหวิชาชีพเสร็จ ทางพนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่ก่อเหตุ ในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยหลังตำรวจออกหมายจับ ผู้ต้องหาได้มีการติดต่อว่าจะขอเข้ามอบตัวในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ที่ตำรวจไปคุ้มครองครอบครัวของเด็กหญิงหนึ่งด้วย   ในส่วนของเด็กหญิงหนึ่ง ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ประสานให้เด็กหญิงหนึ่งอยู่ในความคุ้มครองของบ้านพักเด็กฯ นครสวรรค์ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและได้กลับไปเรียนหนังสือต่อตามที่เด็กตั้งใจ เพื่อจะได้มีชีวิตปกติสุขเหมือนเด็กคนอื่นๆ   โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะประสานความช่วยเหลือกับ พมจ.นครสวรรค์ และบ้านพักเด็กฯนครสวรรค์อย่างต่อเนื่อง จากนี้นางปวีณาจะได้ประสานกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ พาพ่อและปู่ไปติดต่อขอรับเงินเยียวยาผู้เสียหายทางคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Yyl7DcPNIb0

 5,754
บันเทิง
22 พ.ย. 62

'เอ็มมี่' ได้ประกันตัว รู้ซึ้งน้ำใจ 'ธีร์' ไม่ช่วย ลั่นเดินหน้าฟ้องกลับคนโกง

เอ็มมี่ แม็กซิม ขึ้นศาลประกันตัว หลังถูกฟ้องร้องโกงค่าแชร์ 28 ล้าน พร้อมเดินหน้าฟ้องคนที่โกง บอกไม่มีเงินไม่มีทรัพย์สมบัติมาประกันตัวแล้วไม่กล้าเจอหน้าลูก รู้ซึ้งน้ำใจเพื่อนยามลำบาก แต่ไม่ยอมขายตัว  ปัดพูดถึง ธีร์ แล้ว เผยได้เป็นพรีเซ็นเตอร์กำไลอิเล็กทรอนิกส์ (อีเอ็ม) ให้กับศาล   มากันที่ ‘เอ็มมี่ แม็กซิม’ ในวัย 34 ปี ที่ถูกแจ้งความกว่า 11 คดี ในคดีฉ้อโกง ตั้งวงแชร์ผ่านไลน์ มีผู้เสียหาย 80 ราย โดยมีมูลค่าความเสียหาย 28 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็ได้เข้ารายงานตัวและ ประกันตัวเพื่อสู้คดี หมดเงินไปแล้วกว่าล้านบาท และก็ได้ยื่นเรื่องติดกําไลอิเล็กทรอนิกส์ (อีเอ็ม) พร้อมกับวางเงินค่าอุปกรณ์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจโดยไม่คิดจะหลบหนี พร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับผู้เสียหายทั้งหมดหลังคดีเสร็จสิ้น    ซึ่งเมื่อวานนี้ ‘เอ็มมี่’ ก็ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดนนทบุรีอีกครั้ง เพื่อยื่นประกันตัว โดยได้นำเงินมาประกันตัวเอง จำนวน 6 หมื่นบาท  เป็นเงินที่เพื่อน ๆ ช่วยกันลงขันหามาให้  เป็นการประกันตัวครั้งที่ 7 จากทั้งหมด ประมาณ 11 คดี ที่ถูกฟ้อง พร้อมกับบอกว่าตอนนี้ตนเดินทางมาเกินครึ่งทางแล้ว ซึ่งภายในปีนี้ตนต้องเดินทางมาศาลเพื่อประกันตัวสู้คดีอีกประมาณ 3 - 4 หมาย ก็จะหมด จากนั้นในปีหน้าก็จะต้องเข้าสู้กระบวนการของศาลต่อไป  พร้อมกับบอกว่าที่ตนสู้มาตลอด ยอมติดกำไลอีเอ็ม เพราะตนอยากจะแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนไม่ได้โกงใคร   คดีที่ตนโดนฟ้องนั้นมีทั้งจากเจ้าหนี้และคนที่โกงตนไป ที่เขาฟ้องเพราะถ้าตนติดคุก เขาจะได้ไม่ต้องคืนเงิน ซึ่ง "เอ็มมี่ แม็กซิม" ก็ได้บอกว่าตอนนี้ได้เตรียมการฟ้องกลับแล้ว ต่อไปก็ขอให้เป็นหน้าที่ของศาล  ‘เอ็มมี่’ ก็บอกว่าตนเคยสาบานไว้ในวันสืบพยานที่ศาล ว่า หากตนโกงขอให้ตนชิบหาย จากวันนี้ไป คนโกง พร้อมเจอกัน   พร้อมกับบอกว่าที่ผ่านมาตนเจ็บหนักเหมือนตายทั้งเป็น ทุกวันนี้ยังไม่ได้เจอหน้าลูกเลย เพราะไม่กล้าให้ลูกเห็นอีเอ็มที่ข้อเท้า ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ที่ลงขันช่วยเหลือตน ทำให้ตนรู้ว่าใครเป็นคนใครเป็นหมา ใครเป็นเพื่อนรักเพื่อนตาย ใครทิ้งเรา การที่ช่วงนี้ตนต้องขอยืมเงินคนอื่น เพื่อนำมาประกันตัว เนื่องจากช่วงหลังมานี้ ระยะห่างของคดีนั้นกระชั้นชิดกันมาก ตนจึงหาเงินประกันตัวไม่ทัน แต่ก็ยอมรับว่ามีคนเสนอเงินมาช่วยเหลือเยอะมาก แลกกับการไปนอนด้วย แต่ตนก็ยืนยันว่าจะไม่ขายตัวเด็ดขาด ไม่ต้องการให้ผู้ชายเลี้ยง    และที่เจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ ขอเงิน "ธีร์" อดีตนักแสดงที่ป่วยหนัก และเจ้าตัวได้โพสต์ขอความช่วยเหลือจนได้เงินบริจาคถึง 8 ล้านบาท  "เอ็มมี่ แม็กซิม" บอกว่าไม่อยากพูดถึงคนคนนี้แล้ว มันจบแล้ว ตนอยากบอกทุกคนว่าการช่วยเหลือใคร เราไม่ต้องหวังผลอะไร แต่ที่ตนถามถึงเงินเพราะเขาเคยรับปากตนไว้ ว่าจะให้แสนห้า และก่อนหน้านี้ได้มา 50,000 บาท  และตอนนี้ตนเดือดร้อน ไม่ถือเป็นการทวงบุญคุณ ตนแค่ขอความช่วยเหลือ ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็ขอให้พี่ธีร์มีความสุขกับกองเงิน 8 ล้านที่ได้ไป กองเงินที่ตนช่วยขอความเมตตาจากคนอื่นจนทำให้พี่รอดตายได้     ส่วนภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปนำตัวถึงที่ห้องพัก เจ้าตัวก็บอกว่าไม่ได้เป็นการถูกจับกุม แต่ทางศาลขอให้ตนช่วยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ประชาสัมพันธ์ เรื่องติดกําไลอิเล็กทรอนิกส์ (อีเอ็ม) ให้ แต่ตนไม่มีรถเพราะขายไปประกันตัวหมดแล้ว เจ้าหน้าที่เลยไปถ่ายทำประชาสัมพันธ์ ที่ก็ทำฟรี ไม่ได้รับค่าจ้าง    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fzLPgJyHGHs

 446
อาชญากรรม
18 พ.ย. 62

จนท.ดีเอสไอ หอบหลักฐานของ 'ชัยวัฒน์' รายงานต่อศาลฯ เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว

พันตำรวจตรีวรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ และ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เตรียมยื่นขอเพิกถอนประกัน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกหรือไม่ ยืนยันว่า ทางพนักงานสอบสวน เตรียมยื่นคำร้องเพื่อรายงานพฤติกรรมของนายชัยวัฒน์ และพวก ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง   ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีสิทธิ์ที่จะยื่นคำร้องเพิกถอนการประกันตัวผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมบิลลี่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวน แต่กลับไปให้ข่าวและข้อมูลกับสื่อมวลชนแทน ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และทำให้เป็นอุปสรรคในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่     เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงประชุมหารือเกี่ยวกับประเด็นนี้ จึงได้ร่างรายงานพฤติการณ์ของนายชัยวัฒน์ต่อศาลในทุกประเด็น ทั้งเรื่องที่มีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นขบวนการจัดฉาก และ ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่ชัยวัฒน์กล่าวอ้างว่าไม่ใช่ของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ โดยจะไปยื่นรายงานต่อศาลภายในวันนี้   อย่างไรก็ตาม เป็นดุลยพินิจของศาลว่าจะพิจารณาให้เพิกถอนประกันหรือมีการกำหนดเพิ่มเงื่อนไขในการปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นอีก 3 คนในคดีนี้จะถูกเพิกถอนการประกันตัวหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเช่นกัน     ส่วนผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของกระดูกทั้ง 9 ชิ้น คาดว่าผลจะออกเร็วๆนี้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากจะมีผลต่อรูปคดี   ด้านทนายความนายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า เพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชนเมื่อเช้านี้ ว่าดีเอสไอเตรียมขอเพิกถอนการประกันตัวของนายชัยวัฒน์และพวก ทางฝ่ายของทนายจะต้องดูว่าพนักงานสอบสวนให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลต่อศาลว่าอย่างไรแล้วจึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอย่างไร ซึ่งหากยื่นขอภายในวันนี้ทีมทนายความอาจเดินทางไปที่ศาลภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ทันที

 112
สังคม-อาชญากรรม
13 พ.ย. 62

ศาลให้ประกัน 'ชัยวัฒน์' เดินหน้าชน dsi ซัดคนฆ่าเลวสุดๆ คนแต่งเรื่องเลวใช่ย่อย ท้าสาบานจุดเจอกระดูก 'บิลลี่'

ความคืบหน้ากรณี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อนุมัติหมายจับ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้ต้องหาที่ 1 นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2 นายธนเสฏฐ์ หรือนายไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และ นายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 รวมทั้งหมด 4 คน คดีฆาตกรรมและซ่อนเร้นอำพรางศพ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย รวมทั้หงมด 6 ข้อหาใหญ่   ต่อมานายชัยวัฒน์และพวก เดินทางเข้ารับทราบข้อหาที่ดีเอสไอ โดยใช้เวลาสอบปากคำนายกว่า 3ชั่วโมง จากนั้นก็นำตัวส่งศาลฝากขัง โดยศาลใช้เวลาในการตรวจสอบกว่า 4 ชั่วโมง และมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวนายชัยวัฒน์และพวก โดนทั้งหมด ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดรายละ 8 แสนบาท และมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ   หลังจากที่ได้ประกันตัว นายชัยวัฒน์ก็ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า วันนี้เป็นวันที่อยากให้เกิดตั้งแต่แรก เพราะคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขอบคุณสื่อและทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือ ซึ่งตนและลูกน้องทุกคนให้การปฏิเสธ เหตุเกิดมาตั้ง 5 ปี เรื่องนี้ขึ้นสู่ 3 ศาลแล้วแต่ก็ไม่พบ แต่อยู่ดีๆ ดีเอสไอมารื้อคดีมาทำ เวลาไม่นานก็พบหลักฐาน ที่พุ่งเป้ามาที่ตนและลูกน้อง ยืนยันว่าวันนั้นปล่อยตัวบิลลี่แล้ว และบิลลี่ยังจะมาให้น้ำผึ้ง 5 ขวดติดสินบนตนอีก   เราปล่อยเขาลงจากรถแล้ว แต่มาวันนี้มาดีเอสไอทำคดี กลับมาพบกะโหลกเจอหลักฐานทุกอย่าง เหมือนสร้างสตอรี่ และการทำคดีก็เหมือนโยนหินถามทางมีการปล่อยข่าวสารพัด หลักฐานที่มีอยู่ก็เอาให้ชัดเจน ถ้ารู้แม้กระทั่งจุดที่ทิ้งพบกระโก คนที่ชี้เป้านี้ต้องรู้แล้วว่าใครฆ่า ใครทำ ทำอย่างไรบ้าง นำออกมาเปิดเผยเลย "ผมว่าคนที่ฆ่าคนการหั่นศพใส่ถังแล้วไปเผาเลวสุดๆแต่คนเขียนบทนี้ก็เลวไม่ใช่ย่อย เลวมากแล้ว"   ตอนนี้ไม่กังวลใจเรื่องการต่อสู้คดี และไม่กังวลต่อหลักฐานที่ดีเอสไอมี ตนรู้มาตลอดว่า มีคนจองกฐินเยอะ เพราะทำคดีใหญ่ๆหลายคดี อาจไปเหยียบหรือทำลายผลประโยชน์ของใครหรือไม่ ซึ่งคดีบิลลี่นี้ ก็น่าแปลกใจที่ บิลลี่หายตัวไปได้เพียง 3วัน ก็มีการนำแผ่นซีดีบิลลี่ขาย มีกำไรข้อมือบิลลี่ขาย ต้องย้อนรอยไปไปถามตรงนั้นว่าวันนั้นเขามีขายจริงไหมแล้วคืออะไร   จากนี้ตนก็จะเดินหน้าเปิดโปงเรื่องราวนี้ที่ผ่านมาการทำงานของดีเอสไอ เป็นการโยนหินถามทางมาตลอด วันนี้ไปค้นบ้านผม ก็ไม่รู้ว่าเจออะไร ผมยินดีให้ค้นหมด หรือจะยึดโทรศัพท์ไปตรวจสอบก็พร้อมถ้าทำตามกฎหมาย แต่ก็กังวลว่าจะมีชิ้นส่วนรถจยย.หรือโครงรถจักรยานไปโผล่แถวบ้านผม   ส่วนกรณีพยานบางคนกลับคำให้การไม่ตรงกันในคร้งแรก นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุกคนถุกสอบปากคำอย่างละเอียด บางครั้ง 3-5 ชม.กดดัน จนมีประโยคที่หลุดปากออกมาว่ากูจะสอบให้มึงโดดตึกตาย บางคนก็บอกเห็นบิลลี่บ้าง ไม่เห็นบ้าง   และในวันเสาร์นี้ (16 พ.ย.62) นายชัยวัฒน์และพวก จะเดินทางไปสาบานที่สะพานแขวนแก่งกระจาน หากใครทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำก็ขอให้บุคคลนั้นมีอันเป็นไป   ลูกน้องชัยวัฒน์เปิดใจ ตกใจที่ถูกดำเนินคดีทั้งที่ปล่อยตัวแล้ว ไม่เปิดเผยกรณีข่าวลือดีเอสไอได้ข้อมูลจากคนในร้านชำที่หลุดปากพูด   ขณะที่นายกฤษณะพงศ์ จิตต์เทศ หนึ่งในผู้ต้องหา เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการคุมตัวนายบิลลี่นั้น พวกตนยืนยันว่าได้ปล่อยตัวนายบิลลี่ไปอย่างแน่นอน และยังเป็นคนยกรถ จยย.ลงจากรถกระบะ ซึ่งก็เป็นไปตามที่พวกตนเคยให้การไว้ ส่วนการถูกดำเนินคดีก็รู้สึกตกใจอยู่เหมือนกัน และกังวลที่ถูกดำเนินคดี เพราะเราทำงานตรงนี้มานาน และไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย   ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ดีเอสไอ ได้ข้อมูลทั้งหมด มาจากเจ้าหน้าที่บางคนที่ไปหลุดปากพูดเรื่องราวทั้งหมดที่ร้านชำแห่งหนึ่ง จนนำมาสู่การออกหมายจับกุม เรื่องนี้นายกฤษณะไม่ขอตอบ และขอให้สื่อมวลชนลองติดตามดูจากพยานหลักฐานต่างๆ หลังจากเกิดเรื่อง ทพวกตนและครอบครัว ก็เป็นห่วงความปลอดภัย เพราะที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ครอบครัวถูกคุกคาม   มึนอ ภรรยาบิลลี่ กังวลเรื่องความปลอดภัย หลังผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว ไม่โกรธชัยวัฒน์และพวก แต่ขอให้คนที่ฆ่าสมีออกมารับผิด   ทางด้าน น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาบิลลี่  ได้มาที่ศาลเพื่อเอกสารขอคัดค้านการประกันตัวของกลุ่มผู้ต้องหา โดยทันที่ที่รู้ว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้ประกันตัว มึนอ กล่าวว่า ตนนี้ก็รู้สึกกังวลใจเรื่องความปลอดภัยและพยานหลักฐานทางคดีทุกอย่าง แต่ก็ยังเชื่อใจการทำงานของดีเอสไอ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านก็มี กลุ่มคนขับรถจยย.รถกระบะมาวนเวียนที่หน้าบ้าน และมีความผิดปกติหลายอย่าง ซึ่งตนก็แจ้งกับทางดีเอสไอและตำรวจพื้นที่ที่ดูแลแล้ว เรื่องราวที่โกรธขึ้น ตนไม่ได้โกรธหรือเกลียดนายชัยวัฒน์และพวก เพราะบอกมาตลอดว่า เชื่อว่าคนที่ฆ่าบิลลี่ จะมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ก็อยากให้คนที่ฆ่าบิลลี่ออกมายอมรับผิด ตั้งแต่ที่อยู่ในศาลตนก็ได้พบกับนายชัยวัฒน์แต่ไม่ได้มีการพูดคุยกัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7rmznPopeCU  

 2,790
สังคม
13 พ.ย. 62

ศาลให้ประกัน 'ชัยวัฒน์' เดินหน้าชน dsi ซัดคนฆ่าเลวสุดๆ คนแต่งเรื่องเลวใช่ย่อย ท้าสาบานจุดเจอกระดูก 'บิลลี่'

ความคืบหน้ากรณี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อนุมัติหมายจับ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้ต้องหาที่ 1 นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2 นายธนเสฏฐ์ หรือนายไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และ นายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 รวมทั้งหมด 4 คน คดีฆาตกรรมและซ่อนเร้นอำพรางศพ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย รวมทั้หงมด 6 ข้อหาใหญ่   ต่อมานายชัยวัฒน์และพวก เดินทางเข้ารับทราบข้อหาที่ดีเอสไอ โดยใช้เวลาสอบปากคำนายกว่า 3ชั่วโมง จากนั้นก็นำตัวส่งศาลฝากขัง โดยศาลใช้เวลาในการตรวจสอบกว่า 4 ชั่วโมง และมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวนายชัยวัฒน์และพวก โดนทั้งหมด ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดรายละ 8 แสนบาท และมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ   หลังจากที่ได้ประกันตัว นายชัยวัฒน์ก็ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า วันนี้เป็นวันที่อยากให้เกิดตั้งแต่แรก เพราะคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขอบคุณสื่อและทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือ ซึ่งตนและลูกน้องทุกคนให้การปฏิเสธ เหตุเกิดมาตั้ง 5 ปี เรื่องนี้ขึ้นสู่ 3 ศาลแล้วแต่ก็ไม่พบ แต่อยู่ดีๆ ดีเอสไอมารื้อคดีมาทำ เวลาไม่นานก็พบหลักฐาน ที่พุ่งเป้ามาที่ตนและลูกน้อง ยืนยันว่าวันนั้นปล่อยตัวบิลลี่แล้ว และบิลลี่ยังจะมาให้น้ำผึ้ง 5 ขวดติดสินบนตนอีก   เราปล่อยเขาลงจากรถแล้ว แต่มาวันนี้มาดีเอสไอทำคดี กลับมาพบกะโหลกเจอหลักฐานทุกอย่าง เหมือนสร้างสตอรี่ และการทำคดีก็เหมือนโยนหินถามทางมีการปล่อยข่าวสารพัด หลักฐานที่มีอยู่ก็เอาให้ชัดเจน ถ้ารู้แม้กระทั่งจุดที่ทิ้งพบกระโก คนที่ชี้เป้านี้ต้องรู้แล้วว่าใครฆ่า ใครทำ ทำอย่างไรบ้าง นำออกมาเปิดเผยเลย "ผมว่าคนที่ฆ่าคนการหั่นศพใส่ถังแล้วไปเผาเลวสุดๆแต่คนเขียนบทนี้ก็เลวไม่ใช่ย่อย เลวมากแล้ว"   ตอนนี้ไม่กังวลใจเรื่องการต่อสู้คดี และไม่กังวลต่อหลักฐานที่ดีเอสไอมี ตนรู้มาตลอดว่า มีคนจองกฐินเยอะ เพราะทำคดีใหญ่ๆหลายคดี อาจไปเหยียบหรือทำลายผลประโยชน์ของใครหรือไม่ ซึ่งคดีบิลลี่นี้ ก็น่าแปลกใจที่ บิลลี่หายตัวไปได้เพียง 3วัน ก็มีการนำแผ่นซีดีบิลลี่ขาย มีกำไรข้อมือบิลลี่ขาย ต้องย้อนรอยไปไปถามตรงนั้นว่าวันนั้นเขามีขายจริงไหมแล้วคืออะไร   จากนี้ตนก็จะเดินหน้าเปิดโปงเรื่องราวนี้ที่ผ่านมาการทำงานของดีเอสไอ เป็นการโยนหินถามทางมาตลอด วันนี้ไปค้นบ้านผม ก็ไม่รู้ว่าเจออะไร ผมยินดีให้ค้นหมด หรือจะยึดโทรศัพท์ไปตรวจสอบก็พร้อมถ้าทำตามกฎหมาย แต่ก็กังวลว่าจะมีชิ้นส่วนรถจยย.หรือโครงรถจักรยานไปโผล่แถวบ้านผม   ส่วนกรณีพยานบางคนกลับคำให้การไม่ตรงกันในคร้งแรก นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุกคนถุกสอบปากคำอย่างละเอียด บางครั้ง 3-5 ชม.กดดัน จนมีประโยคที่หลุดปากออกมาว่ากูจะสอบให้มึงโดดตึกตาย บางคนก็บอกเห็นบิลลี่บ้าง ไม่เห็นบ้าง   และในวันเสาร์นี้ (16 พ.ย.62) นายชัยวัฒน์และพวก จะเดินทางไปสาบานที่สะพานแขวนแก่งกระจาน หากใครทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำก็ขอให้บุคคลนั้นมีอันเป็นไป   ลูกน้องชัยวัฒน์เปิดใจ ตกใจที่ถูกดำเนินคดีทั้งที่ปล่อยตัวแล้ว ไม่เปิดเผยกรณีข่าวลือดีเอสไอได้ข้อมูลจากคนในร้านชำที่หลุดปากพูด   ขณะที่นายกฤษณะพงศ์ จิตต์เทศ หนึ่งในผู้ต้องหา เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการคุมตัวนายบิลลี่นั้น พวกตนยืนยันว่าได้ปล่อยตัวนายบิลลี่ไปอย่างแน่นอน และยังเป็นคนยกรถ จยย.ลงจากรถกระบะ ซึ่งก็เป็นไปตามที่พวกตนเคยให้การไว้ ส่วนการถูกดำเนินคดีก็รู้สึกตกใจอยู่เหมือนกัน และกังวลที่ถูกดำเนินคดี เพราะเราทำงานตรงนี้มานาน และไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย   ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ดีเอสไอ ได้ข้อมูลทั้งหมด มาจากเจ้าหน้าที่บางคนที่ไปหลุดปากพูดเรื่องราวทั้งหมดที่ร้านชำแห่งหนึ่ง จนนำมาสู่การออกหมายจับกุม เรื่องนี้นายกฤษณะไม่ขอตอบ และขอให้สื่อมวลชนลองติดตามดูจากพยานหลักฐานต่างๆ หลังจากเกิดเรื่อง ทพวกตนและครอบครัว ก็เป็นห่วงความปลอดภัย เพราะที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ครอบครัวถูกคุกคาม   มึนอ ภรรยาบิลลี่ กังวลเรื่องความปลอดภัย หลังผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว ไม่โกรธชัยวัฒน์และพวก แต่ขอให้คนที่ฆ่าสมีออกมารับผิด   ทางด้าน น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาบิลลี่  ได้มาที่ศาลเพื่อเอกสารขอคัดค้านการประกันตัวของกลุ่มผู้ต้องหา โดยทันที่ที่รู้ว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้ประกันตัว มึนอ กล่าวว่า ตนนี้ก็รู้สึกกังวลใจเรื่องความปลอดภัยและพยานหลักฐานทางคดีทุกอย่าง แต่ก็ยังเชื่อใจการทำงานของดีเอสไอ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านก็มี กลุ่มคนขับรถจยย.รถกระบะมาวนเวียนที่หน้าบ้าน และมีความผิดปกติหลายอย่าง ซึ่งตนก็แจ้งกับทางดีเอสไอและตำรวจพื้นที่ที่ดูแลแล้ว เรื่องราวที่โกรธขึ้น ตนไม่ได้โกรธหรือเกลียดนายชัยวัฒน์และพวก เพราะบอกมาตลอดว่า เชื่อว่าคนที่ฆ่าบิลลี่ จะมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ก็อยากให้คนที่ฆ่าบิลลี่ออกมายอมรับผิด ตั้งแต่ที่อยู่ในศาลตนก็ได้พบกับนายชัยวัฒน์แต่ไม่ได้มีการพูดคุยกัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7rmznPopeCU  

 2,790
สังคม
03 พ.ย. 62

ให้ประกันตัว 2 ใน 4 ผู้ต้องหารุมโทรมสาว พี่ชายผู้เสียหายแค้นใจ จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพกลุ่มวัยรุ่นชาย 4 คน โอม,เติ้ล,มิว และ พีท หิ้วน้องสาวของตนเองที่มีสภาพคล้ายคนหมดสติเข้าไปภายในห้องพักแห่งหนึ่งย่านดินแดง ก่อนถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ต่อเนื่องวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนเดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ดินแดง   ล่าสุด พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ควบคุมตัวนายโอม,เติ้ล,มิว และ พีท ฝากขังผัดแรก ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก ในข้อหา กระทำชำเราลักษณะโทรมหญิง และลักทรัพย์ ขณะที่ทั้ง 4 ออกมาจากห้องคุมขังนั้น พี่ชายของผู้เสียหายได้เดินมาดูหน้า และพูดกับผู้ต้องหาด้วยความคับแค้นใจ โดยมีกลุ่มเพื่อนๆ ผู้ต้องหามารอสังเกตุการณ์อยู่บริเวณโดยรอบ สน.   ขณะที่ในช่วงบ่าย ศาลอนุญาตให้ประกันตัว 2 ใน 4 ผู้ต้องหา โดยยื่นหลักทรัพย์คะละ 3.5 แสนบาท โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามมีการข่มขู่ผู้เสียหายและพยาน รวมทั้งห้ามยุ่งเหยิงกับหลักฐานในคดี ส่วนอีก 2 คนไม่มีญาติมาขอประกันตัว จึงนำตัวไปคุมขังเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ   ด้าน พ.ต.อ.ต่อเกียรติ พรหมบุตร ผู้กำกับการ สน.ดินแดง เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 ยังคงให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้ข่มขืน เพียงแต่ใช้มือล่วงละเมิดทางเพศเท่านั้น ทั้งยังไม่ยอมให้ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากผู้เสียหายยืนยันว่าตัวเองได้ถูกข่มขืนจริง ยังต้องรอผลการตรวจสอบร่างกายผู้เสียหายจากโรงพยาบาลตำรวจอีก 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน   ขณะที่พี่ชายของผู้เสียหาย เปิดเผยว่า จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะรับไม่ได้กับการกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 4 คน อีกทั้งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีคำขอโทษจากผู้ต้องหา หรือครอบครัวแต่อย่างใด และเห็นว่าลูกผู้ชายไม่ควรทำกับผู้หญิงแบบนี้ โดยเฉพาะในสภาพที่มึนเมาขาดสติ    พร้อมขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่เร่งติดตามจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็รู้สึกเสียใจกับบางคำพูดของคนในโซเชียลที่บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากน้องสาวเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เสี่ยง โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาครอบครัวเข้มงวดไม่อนุญาตให้น้องมีแฟน แต่เมื่อวันที่น้องเข้ามหาวิทยาลัย ได้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวก็อาจจะมีความรู้ไม่เท่าทันกับผู้ชาย แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นเพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่สิทธิ์ที่จะทำกับน้องได้      รับชมผ่านยูทูบได้ที่ :  https://youtu.be/Xkg3zsdPnwo  

 574
สังคม-อาชญากรรม
11 ต.ค. 62

อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น! ศาลชี้สมัครใจทะเลาะวิวาท สั่งจำคุก 'ลุงวิศวะ' 10 ปี ยื่นประกัน 8 แสนสู้ฎีกาต่อ

จากกรณี นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกรบริษัท ไมคอล อินจิเนียริ่ง จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม ลุงวิศวะ ถูกกลุ่มวัยรุ่นกรูเข้าล้อมรถเก๋งและพยายามจะเข้าทำร้าย แล้วใช้ปืนยิงสวนถูกนายนวพล หรือปอนด์ ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าที่ตั้งครกใหญ่ สามแยกถนนอ่างศิลา ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19.00 น.   โดยอัยการสั่งฟ้องนายสุเทพในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทางศาลชั้นต้นได้มีการพิพากษา ในวันที่ 27 กันยายน 2561 จำคุก 15 ปี และได้มีการลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 10 ปี ฐานพกพาอาวุธปืน ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง   ต่อมาวันที่ 10 ต.ค.2562 นายสุเทพ ได้มาฟังคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้มาจอดที่หน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางออกของจำเลย แล้วมีการโต้เถียงกันนั้นยังไม่ปรากฎว่ามีถ้อยคำพูดที่ไม่สุภาพจากฝ่ายใด   แต่หลังจากที่จำเลยกะพริบไฟใส่รถตู้และบีบแตรหลายครั้ง จำเลยเริ่มใช้คำพูดไม่สุภาพในลักษณะยั่วโทสะของผู้ตาย โดยขณะนั้นจำเลยมีอาวุธปืนของกลางอยู่ใกล้ตัว แสดงว่าจำเลยและภริยามีโทสะและพร้อมที่จะมีเหตุวิวาทกับพวกของผู้ตาย ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าเหตุการณ์ในขณะนั้น มีปากเสียงกันเพียงเล็กน้อยและจบลงแล้วจึงฟังไม่ขึ้น   เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้และรถยนต์เก๋งออกไปแล้ว หากจำเลยมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจอารมณ์ร้อนบ้างโดยจอดรถรอสักพักหนึ่งก่อนเพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไปเหตุทะเลาะวิวาทในคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้บีบแตรยาวใส่แสดงให้เห็นว่าจงใจเจตนายั่วโทสะพวกของผู้ตาย มิใช่การบีบแตรเตือน ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์   จำเลยขับไปอยู่ด้านหน้า เมื่อพวกของผู้ตายซึ่งขับตามรถจำเลยมาบีบแตรยาวและเปิดไฟสูงใส่รถจำเลย อันเป็นการส่งสัญญาณความไม่พอใจและท้าทาย จำเลยก็ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถเพื่อให้พวกผู้ตาย ขับชนท้ายและบีบแตรรถในลักษณะส่งสัญญาณโต้ตอบกลับไป อันเป็นการรับคำท้าทายของฝ่ายผู้ตายกับพวกทั้งมีเจตนายั่วโทสะฝ่ายผู้ตายให้เพิ่มมากขึ้นและไม่เกรงกลัววจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน   เหตุที่จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนี้ ก็เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แสดงให้เห็นถึงนิสัยและพฤติกรรมของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตจำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหันในลักษณะปาดหน้าและขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายและพวกมาตลอดเส้นทาง   จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุจำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากัน หลายคนก็เริ่มเกิดความกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายและพวกด้วยน้ำเสียงดุดันในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่องหรือให้เลิกแล้วกันไปแม้ฝ่ายผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาไม่ขาดตอนนับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษ   ตามพฤติการณ์เป็นกรณีจำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและเมื่อจำเลยยั่วโทสะท้าทายจนฝ่ายผู้ตายโต้ตอบและสมัครใจร่วมวิวาทกับจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าฝ่ายผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุและเมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น จำเลยจึงจำต้องชักปืนออกมายิงเพื่อป้องกันชีวิตของจำเลยและคนในครอบครัวอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย   อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคือ จำคุก 15 ปี และได้มีการลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 10 ปี ฐานพกพาอาวุธปืน ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง   หลังจากนั้น นายสุเทพ จึงได้ให้ทนายความยื่นขอประกันตัว เพื่อขอสู้คดีในชั้นฎีฎา ด้วยเงินสด จำนวน 894,000 บาท พร้อมกล่าวว่า ยอมรับในคำตัดสินของศาล แต่ต้องการสู้เพื่อให้ความจริงปรากฎ อีกทั้งตนยังมีปัญหาในเรื่องของสุขภาพ เป็นโรคเบาหวาน และอีกหลายโรค   ด้านนางสาวมณีพร มารดาของนายนวพล ผู้ตาย เผยว่า รู้สึกในความพอใจต่อคำตัดสินของศาล ให้เห็นถึงความยุติธรรมมีจริง ซึ่งรู้สึกเหนื่อยมากกับการเดินทางมาศาล ในระยะ 2 ปี โดยที่หลังเกิดเรื่อง ทางฝ่ายจำเลยก็ยังไม่มีการพูดคุยกันเลย รวมถึงไม่มีการจ่ายสินไหมทดแทนอีกด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-qP-cEcozEQ

 2,200
อาชญากรรม
11 ต.ค. 62

อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น! ศาลชี้สมัครใจทะเลาะวิวาท สั่งจำคุก 'ลุงวิศวะ' 10 ปี ยื่นประกัน 8 แสนสู้ฎีกาต่อ

จากกรณี นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกรบริษัท ไมคอล อินจิเนียริ่ง จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม ลุงวิศวะ ถูกกลุ่มวัยรุ่นกรูเข้าล้อมรถเก๋งและพยายามจะเข้าทำร้าย แล้วใช้ปืนยิงสวนถูกนายนวพล หรือปอนด์ ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าที่ตั้งครกใหญ่ สามแยกถนนอ่างศิลา ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19.00 น.   โดยอัยการสั่งฟ้องนายสุเทพในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทางศาลชั้นต้นได้มีการพิพากษา ในวันที่ 27 กันยายน 2561 จำคุก 15 ปี และได้มีการลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 10 ปี ฐานพกพาอาวุธปืน ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง   ต่อมาวันที่ 10 ต.ค.2562 นายสุเทพ ได้มาฟังคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้มาจอดที่หน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางออกของจำเลย แล้วมีการโต้เถียงกันนั้นยังไม่ปรากฎว่ามีถ้อยคำพูดที่ไม่สุภาพจากฝ่ายใด   แต่หลังจากที่จำเลยกะพริบไฟใส่รถตู้และบีบแตรหลายครั้ง จำเลยเริ่มใช้คำพูดไม่สุภาพในลักษณะยั่วโทสะของผู้ตาย โดยขณะนั้นจำเลยมีอาวุธปืนของกลางอยู่ใกล้ตัว แสดงว่าจำเลยและภริยามีโทสะและพร้อมที่จะมีเหตุวิวาทกับพวกของผู้ตาย ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าเหตุการณ์ในขณะนั้น มีปากเสียงกันเพียงเล็กน้อยและจบลงแล้วจึงฟังไม่ขึ้น   เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้และรถยนต์เก๋งออกไปแล้ว หากจำเลยมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจอารมณ์ร้อนบ้างโดยจอดรถรอสักพักหนึ่งก่อนเพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไปเหตุทะเลาะวิวาทในคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้บีบแตรยาวใส่แสดงให้เห็นว่าจงใจเจตนายั่วโทสะพวกของผู้ตาย มิใช่การบีบแตรเตือน ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์   จำเลยขับไปอยู่ด้านหน้า เมื่อพวกของผู้ตายซึ่งขับตามรถจำเลยมาบีบแตรยาวและเปิดไฟสูงใส่รถจำเลย อันเป็นการส่งสัญญาณความไม่พอใจและท้าทาย จำเลยก็ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถเพื่อให้พวกผู้ตาย ขับชนท้ายและบีบแตรรถในลักษณะส่งสัญญาณโต้ตอบกลับไป อันเป็นการรับคำท้าทายของฝ่ายผู้ตายกับพวกทั้งมีเจตนายั่วโทสะฝ่ายผู้ตายให้เพิ่มมากขึ้นและไม่เกรงกลัววจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน   เหตุที่จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนี้ ก็เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แสดงให้เห็นถึงนิสัยและพฤติกรรมของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตจำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหันในลักษณะปาดหน้าและขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายและพวกมาตลอดเส้นทาง   จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุจำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากัน หลายคนก็เริ่มเกิดความกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายและพวกด้วยน้ำเสียงดุดันในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่องหรือให้เลิกแล้วกันไปแม้ฝ่ายผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาไม่ขาดตอนนับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษ   ตามพฤติการณ์เป็นกรณีจำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและเมื่อจำเลยยั่วโทสะท้าทายจนฝ่ายผู้ตายโต้ตอบและสมัครใจร่วมวิวาทกับจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าฝ่ายผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุและเมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น จำเลยจึงจำต้องชักปืนออกมายิงเพื่อป้องกันชีวิตของจำเลยและคนในครอบครัวอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย   อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคือ จำคุก 15 ปี และได้มีการลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 10 ปี ฐานพกพาอาวุธปืน ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง   หลังจากนั้น นายสุเทพ จึงได้ให้ทนายความยื่นขอประกันตัว เพื่อขอสู้คดีในชั้นฎีฎา ด้วยเงินสด จำนวน 894,000 บาท พร้อมกล่าวว่า ยอมรับในคำตัดสินของศาล แต่ต้องการสู้เพื่อให้ความจริงปรากฎ อีกทั้งตนยังมีปัญหาในเรื่องของสุขภาพ เป็นโรคเบาหวาน และอีกหลายโรค   ด้านนางสาวมณีพร มารดาของนายนวพล ผู้ตาย เผยว่า รู้สึกในความพอใจต่อคำตัดสินของศาล ให้เห็นถึงความยุติธรรมมีจริง ซึ่งรู้สึกเหนื่อยมากกับการเดินทางมาศาล ในระยะ 2 ปี โดยที่หลังเกิดเรื่อง ทางฝ่ายจำเลยก็ยังไม่มีการพูดคุยกันเลย รวมถึงไม่มีการจ่ายสินไหมทดแทนอีกด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-qP-cEcozEQ

 2,200
สังคม-อาชญากรรม
09 ต.ค. 62

ศาลให้ประกันตัว 'กาณฑ์' 1 แสน กำชับห้ามโพสต์ผิด พ.ร.บ.คอมฯ ปัดมีใบสั่งการเมืองให้จับ

ศาลให้ประกันตัวนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง 1 แสนบาท หลังถูกฝากขังปมโพสต์เฟซบุ๊กประวัติศาสตร์ต่างประเทศ เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมกำชับห้ามโพสต์ข้อความลักษณะนี้อีก   ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงร่วม บก.ปอท. ยันไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมืองและไม่เลือกปฏิบัติ ถือเป็นคดีตัวอย่าง จะโพสต์อะไรลงออนไลน์ต้องรอบคอบ   ระบุ ได้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังของผู้ต้องหา พบมีการโพสต์ข้อความหลายครั้งและต่อเนื่อง ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก ยืนยันการจับกุมผู้ต้องหาไม่ได้มีการตั้งเป้าจับกุมใครเป็นพิเศษถึงแม้มีประวัติฝักใฝ่การเมือง แต่จะดูการโพสต์เนื้อหาว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ หากพบใครเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับรูปแบบใดจะดำเนินการทั้งหมด และคาดว่าจะมีผู้กระทำผิดเพิ่มเติม   ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จับครั้งนี้ไม่ใช่การปราม แต่เป็นการจับจริงมีบุคคลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ประมาณ 5 คน ส่วนจะมีความเชื่อมโยงแค่ไหนนั้น ต้องรอผลการสืบสวนก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nQlPcfVBSlQ

 1,649
สังคม
09 ต.ค. 62

ศาลให้ประกันตัว 'กาณฑ์' 1 แสน กำชับห้ามโพสต์ผิด พ.ร.บ.คอมฯ ปัดมีใบสั่งการเมืองให้จับ

ศาลให้ประกันตัวนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง 1 แสนบาท หลังถูกฝากขังปมโพสต์เฟซบุ๊กประวัติศาสตร์ต่างประเทศ เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมกำชับห้ามโพสต์ข้อความลักษณะนี้อีก   ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงร่วม บก.ปอท. ยันไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมืองและไม่เลือกปฏิบัติ ถือเป็นคดีตัวอย่าง จะโพสต์อะไรลงออนไลน์ต้องรอบคอบ   ระบุ ได้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังของผู้ต้องหา พบมีการโพสต์ข้อความหลายครั้งและต่อเนื่อง ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก ยืนยันการจับกุมผู้ต้องหาไม่ได้มีการตั้งเป้าจับกุมใครเป็นพิเศษถึงแม้มีประวัติฝักใฝ่การเมือง แต่จะดูการโพสต์เนื้อหาว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ หากพบใครเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับรูปแบบใดจะดำเนินการทั้งหมด และคาดว่าจะมีผู้กระทำผิดเพิ่มเติม   ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จับครั้งนี้ไม่ใช่การปราม แต่เป็นการจับจริงมีบุคคลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ประมาณ 5 คน ส่วนจะมีความเชื่อมโยงแค่ไหนนั้น ต้องรอผลการสืบสวนก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nQlPcfVBSlQ

 1,649
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.ย. 62

ด่วน!! ศาลจังหวัดนนทบุรี ให้ประกันแก๊งบ้านปาร์ตี้ 6 คน ในวงเงินคนละ 1.8 แสน อีก 3 คนต้องใส่กำไลอีเอ็ม

วันที่ 27 ก.ย. ศาลจังหวัดนนทบุรี อนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ประกอบไปด้วย นายชัยพล พรรณา หรือ คิว,นายนที สถิตพงษ์สถาพร หรือ ตี๋, น.ส.พิกุลทอง บุญภา หรือ เฟิร์ส แฟนนายคิว, นายกฤษฎา โลหิตดี หรือโนบิ, น.ส.พัทธนันท์ รักษากุล หรือ ปีใหม่ (พริตตี้) และนายโกเศศ ฤทธิ์นิธิฤกษ์ หรือ ปิงปอง ผู้ต้องหาในความผิดช่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร    โดยศาลจังหวัดนนทบุรีตีวงเงินประกันรายละ 180,000 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นบาท) ทั้งนี้มีจำเลยที่ 1 นายชัยพล, จำเลยที่ 2 น.ส.พิกุลทอง และ จำเลยที่ 3 นายทนี  แสดงความจำนงใส่ข้อเท้ากำไล EM ศาลพิจารณาตีเงินประกันเป็นวงเงิน 20 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนเต็ม 180,000 บาท จำเลยที่ 1 และ 2 ต้องวางเงินประกัน 36,000 บาท (สามหมื่นหกพันบาท)    ส่วนจำเลยที่ 4 นายกฤษฎา , จำเลยที่ 5 น.ส.พัทธนันท์ และ จำเลยที่ 6 นายโกเศศ ประสงค์ยื่นเป็นเงินสด จำนวน 180,000 บาท หนึ่งแสนแปดหมื่นบาท     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบยกแก๊งบ้านปาร์ตี้ 'ลัลลาเบล' โดน 2 ข้อหาหนัก หลัง 'พริตตี้เดียร์' โวยถูกทำอนาจาร  

 7,217
อาชญากรรม
27 ก.ย. 62

ด่วน!! ศาลจังหวัดนนทบุรี ให้ประกันแก๊งบ้านปาร์ตี้ 6 คน ในวงเงินคนละ 1.8 แสน อีก 3 คนต้องใส่กำไลอีเอ็ม

วันที่ 27 ก.ย. ศาลจังหวัดนนทบุรี อนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ประกอบไปด้วย นายชัยพล พรรณา หรือ คิว,นายนที สถิตพงษ์สถาพร หรือ ตี๋, น.ส.พิกุลทอง บุญภา หรือ เฟิร์ส แฟนนายคิว, นายกฤษฎา โลหิตดี หรือโนบิ, น.ส.พัทธนันท์ รักษากุล หรือ ปีใหม่ (พริตตี้) และนายโกเศศ ฤทธิ์นิธิฤกษ์ หรือ ปิงปอง ผู้ต้องหาในความผิดช่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจาร    โดยศาลจังหวัดนนทบุรีตีวงเงินประกันรายละ 180,000 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นบาท) ทั้งนี้มีจำเลยที่ 1 นายชัยพล, จำเลยที่ 2 น.ส.พิกุลทอง และ จำเลยที่ 3 นายทนี  แสดงความจำนงใส่ข้อเท้ากำไล EM ศาลพิจารณาตีเงินประกันเป็นวงเงิน 20 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนเต็ม 180,000 บาท จำเลยที่ 1 และ 2 ต้องวางเงินประกัน 36,000 บาท (สามหมื่นหกพันบาท)    ส่วนจำเลยที่ 4 นายกฤษฎา , จำเลยที่ 5 น.ส.พัทธนันท์ และ จำเลยที่ 6 นายโกเศศ ประสงค์ยื่นเป็นเงินสด จำนวน 180,000 บาท หนึ่งแสนแปดหมื่นบาท     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบยกแก๊งบ้านปาร์ตี้ 'ลัลลาเบล' โดน 2 ข้อหาหนัก หลัง 'พริตตี้เดียร์' โวยถูกทำอนาจาร  

 7,217
สังคม-อาชญากรรม
02 ก.ย. 62

'บอย af3' ได้ประกันตัว หลังถูกจับคาวัด ร่วมแก๊งชาวจีน ฉ้อโกงปลอมบัตรเครดิต เสียหาย 13 ล้าน

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ(บก.ปอศ.) ร่วมกันจับกุม นายสิทธิชัย ผาบชมภู อายุ 33 ปี ขณะมาบวชเป็นพระที่วัดถ้ำเขาวง หมู่ 3 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา   โดยจับกุมตามหมายจับศาลอาญา ที่ 846/2562 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ฐานความผิด ร่วมกันฉ้อโกง,ร่วมกันทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมขึ้นทั้งฉบับ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดฯ, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ, ร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนฯ     สืบเนื่องจากพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ว่า เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนมกราคม 2562 มีผู้ใช้บัตรเครดิตปลอมซื้อสินค้าและบริการที่โรงแรมในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีธุรกรรมต้องสงสัยจำนวน 144 รายการ รวมยอดเงินจำนวน 13,276,107 บาท   ต่อมา ชุดสืบสวนทราบเบาะแสว่ากลุ่มคนร้ายมีพฤติกรรมก่อเหตุเป็นขบวนการ โดยมีเจ้าของโรงแรมรู้เห็นเป็นใจ ซึ่งมีผู้จัดหาบัตรเครดิตปลอมให้กับโรงแรมรูดบัตรตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสนบาทต่อครั้ง โดยอ้างว่า เป็นค่าจองกรุ๊ปทัวร์ล่วงหน้าจากต่างประเทศรวม 11 คน มีผู้จัดเตรียมสำเนาหน้าบัตรเครดิต สำเนาหน้าพาสปอร์ต แบบฟอร์มการจองห้องพัก เอกสารทั้งหมดมีชื่อตรงกัน ซึ่งชื่อนั้นถูกแอบอ้างว่าเป็นลูกค้ากรุ๊ปทัวร์ เพื่อเป็นหลักฐานให้กับโรงแรม   พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐาน และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ร่วมกระทำผิดในส่วนผู้บริหารและพนักงานโรงแรมไปแล้ว 3 ราย และขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการคนอื่นทั้งที่เป็นผู้จัดหาบัตรเครดิตปลอม ผู้จัดเตรียมเอกสาร อีก 8 ราย ในจำนวนนี้มีชาวจีน 2 ราย ที่อยู่ในส่วนจัดหาบัตรเครดิตปลอมได้ถูกจับกุมไปก่อนแล้วในคดีอื่น ปัจจุบันอยู่ในเรือนจำ กระทั่งต่อมาสามารถจับกุมนายสิทธิชัย ได้ดังกล่าว จึงแจ้งข้อหาตามหมายจับก่อนคุมตัวนำส่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย   จากการสอบสวน บอย เอเอฟ3 ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่า มีผู้ติดต่อให้ตนไปหาโรงแรมที่รับรูดบัตรเครดิต โดยตนนั้นเข้าใจว่าบัตรเครดิตดังกล่าวเป็นบัตรที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน   สำหรับบอย สิทธิชัย เป็น ชาว จ.ขอนแก่น มีชื่อเสียงมาจากการประกวด AF 3 และมีผลงานแสดงหนังเป็นที่รู้จักในเรื่อง ตั๊ดสู้ฟุด ร่วมแสดงซีรีส์ สัมผัสพิศวง..The Sense ออกอากาศทุกวันนักขัตฤกษ์ทางช่อง 3 รวมทั้งงานโฆษณา ถ่ายแบบ เดินแบบ เป็นต้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZohTw09dGEQ

 16,360
สังคม-อาชญากรรม
21 ส.ค. 62

ให้ประกันตัว 'เปรมชัย' หลังศาลสั่งจำคุก 6 เดือน เจ้าตัวยื่น 3 ข้อ ขอบวช-บริจาคเงิน-ไม่ยุ่งเกี่ยวปืน

นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมทนายความ เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องในความผิดฐาน มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตรวม 4 กระบอก ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนฯ พ.ศ.2490   โดยก่อนฟังคำพิพากษานายเปรมชัยมอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ลงโทษสถานเบา หรือรอลงอาญา โดยระบุว่า   1.จำเลยจะขออุปสมบท (บวช) ที่วัดบวรนิเวศหรือวัดอื่นเป็นเวลา 15 วันเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล 2.จำเลยจะบริจาคเงินส่วนตัว 3 ล้านบาทเพื่อเป็นการสาธารณประโยชน์ 3.จำเลยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาวุธปืนอีกตลอดชีวิต   ขณะที่ศาลแจ้งให้ฝ่ายจำเลยทราบว่า อัยการโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องโดยระบุเพิ่มเติมว่า ในการครอบครองยังมีกระสุนปืนไรเฟิลิอีกจำนวน 3 นัด ซึ่งสอบถามฝ่ายจำเลยแล้วก็ได้ตรวจสอบกับรายงานการตรวจพิสูจน์แล้วไม่คัดค้าน โดยจำเลยยังคงยืนยันให้การรับสารภาพ   ศาลพิเคราะห์รายงานสืบเสาะประวัติ ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวซึ่งผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำคุก 1 ปีตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7 , 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือนแต่เนื่องจากจำเลย ยังมีโทษคดีอาญาจำคุกอีก 2 คดีในศาลจังหวัดทองผาภูมิและศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พฤติการณ์จึงไม่รอการลงโทษ   ทั้งนี้เมื่อมีคำพิพากษาแล้ว ศาลก็ได้อธิบายให้ นายเปรมชัยฟังว่าคำร้องที่ นายเปรมชัย ยื่นมาในวันนี้ระบุจะปฏิบัติ 3 ข้อนั้นหากปฏิบัติได้ก็ขอให้ทำต่อไปซึ่งเป็นการทำความดี แต่ในส่วนของการรอการลงโทษนั้นเนื่องจาก นายเปรมชัย ยังมีคดีอาญาที่ศาลพิพากษาจำคุกอยู่ 2 คดีจึงไม่อาจที่จะรอการลงโทษได้   ภายหลังศาลมีคำพิพากษาทนายความของนายเปรมชัย ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ 500,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ต้องหาประกันตัวไป โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ   อย่างไรก็ตาม หลังเสร็จสิ้นคำพิพากษา มีภาพนายเปรมชัยที่ได้รับการประกันตัวเดินทางลงจากศาลอาญา เพื่อเดินทางกลับ ในสภาพมือขวาถือไม้เท้า ส่วนด้านซ้ายมีคนสนิทคอยรับประคองมือ โดยมีประชาชนที่เห็นภาพทางสื่อพบว่านายเปรมชัย สวมผูกไทกลับด้านในออก ต่างจากขาไปที่ผูกไทในสภาพปกติ ซึ่งเป็นที่วิพากวิจารณ์ว่า นายเปรมชัย แก้เคล็ดที่ได้ประกันตัวหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9cB-IC8Aokk

 1,285

Top