ค้นหา :

ผลการค้นหา "พิพากษา"

สังคม-อาชญากรรม
01 ต.ค. 62

หายห้าว! แก๊งงานบวชวัดสิงห์โดนคุก-ชดใช้เงิน ไม่รอลงอาญา ไร้ญาติประกัน คอตกเข้าคุก

ศาลอาญาธนบุรี นัดฟังคำพิพากษาชั้นต้นคดีที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และผู้เสียหาย 17 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย 22 คน กรณีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 14.30 น. ขณะที่มีการสอบ GAT/PAT ภายในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์   จำเลยทั้งหมดได้บุกเข้าไปในโรงเรียน ร่วมกันกระทำความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ / ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย  ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย / ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ / ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ  / ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัด  และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานกระทำอนาจาร   โดยศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากการสืบพยานโจทก์ทั้งหมด 33 ปาก สืบพยานจำเลยรวม 18 ปาก และสืบพยานผู้ร้อง 4 ปาก โดยมีจำเลย 6 คน ได้รับสารภาพบางข้อกล่าวหาในการทำร้ายร่างกาย และทรัพย์สินจริง ส่วนจำเลยอีก 10 คน รับสารภาพเพียงในข้อหาบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   ในส่วนฐานความผิดนั้น เห็นว่า การร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ก็เพื่อเข้าไปมั่วสุมกันก่อความวุ่นวายขึ้นในโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเมือง โดยใช้วิธีขับไล่ครูคุมสอบและนักเรียนให้ออกจากห้องสอบอันเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นฯ ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด   แต่เมื่อครูคุมสอบหรือนักเรียนขัดขืน จำเลยบางคนจึงทำร้ายครูผู้คุมสอบหรือนักเรียนนั้น ๆ หรือทำลายทรัพย์สินให้ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่ในขณะนั้นหาใช่เจตนาแต่เดิมตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน เมื่อจำเลยแต่ละคนลงมือกระทำความผิดภายในเจตนาร่วมกันนี้ ตัวการผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นจึงต้องรับผลของการกระทำความผิดเสมือนเป็นเจตนาและการกระทำของตนด้วย   ทั้งนี้จำเลยแต่ละรายได้รับโทษจำคุกไล่เลี่ยกันตั้งแต่ 2 เดือน - 19 ปี ลดหลั่นตามพฤติการณ์ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1.5 แสนบาท รอลงอาญา 5 คน ยกฟ้อง 1 คน หลังคำพิพากษาไม่มีญาติขอประกันตัวสู้คดี เจ้าหน้าที่คุมตัว 16 คนเข้าเรือนจำพิเศษธนบุรี ส่วนอีก 4 เยาวชนร่วมทำผิดส่งศาลเยาวชนดำเนินการ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gAUNbI-dSVI

 2,154
สังคม
01 ต.ค. 62

หายห้าว! แก๊งงานบวชวัดสิงห์โดนคุก-ชดใช้เงิน ไม่รอลงอาญา ไร้ญาติประกัน คอตกเข้าคุก

ศาลอาญาธนบุรี นัดฟังคำพิพากษาชั้นต้นคดีที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และผู้เสียหาย 17 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย 22 คน กรณีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 14.30 น. ขณะที่มีการสอบ GAT/PAT ภายในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์   จำเลยทั้งหมดได้บุกเข้าไปในโรงเรียน ร่วมกันกระทำความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ / ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย  ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย / ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ / ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ  / ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัด  และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานกระทำอนาจาร   โดยศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากการสืบพยานโจทก์ทั้งหมด 33 ปาก สืบพยานจำเลยรวม 18 ปาก และสืบพยานผู้ร้อง 4 ปาก โดยมีจำเลย 6 คน ได้รับสารภาพบางข้อกล่าวหาในการทำร้ายร่างกาย และทรัพย์สินจริง ส่วนจำเลยอีก 10 คน รับสารภาพเพียงในข้อหาบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   ในส่วนฐานความผิดนั้น เห็นว่า การร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ก็เพื่อเข้าไปมั่วสุมกันก่อความวุ่นวายขึ้นในโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเมือง โดยใช้วิธีขับไล่ครูคุมสอบและนักเรียนให้ออกจากห้องสอบอันเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นฯ ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด   แต่เมื่อครูคุมสอบหรือนักเรียนขัดขืน จำเลยบางคนจึงทำร้ายครูผู้คุมสอบหรือนักเรียนนั้น ๆ หรือทำลายทรัพย์สินให้ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นใหม่ในขณะนั้นหาใช่เจตนาแต่เดิมตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน เมื่อจำเลยแต่ละคนลงมือกระทำความผิดภายในเจตนาร่วมกันนี้ ตัวการผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นจึงต้องรับผลของการกระทำความผิดเสมือนเป็นเจตนาและการกระทำของตนด้วย   ทั้งนี้จำเลยแต่ละรายได้รับโทษจำคุกไล่เลี่ยกันตั้งแต่ 2 เดือน - 19 ปี ลดหลั่นตามพฤติการณ์ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1.5 แสนบาท รอลงอาญา 5 คน ยกฟ้อง 1 คน หลังคำพิพากษาไม่มีญาติขอประกันตัวสู้คดี เจ้าหน้าที่คุมตัว 16 คนเข้าเรือนจำพิเศษธนบุรี ส่วนอีก 4 เยาวชนร่วมทำผิดส่งศาลเยาวชนดำเนินการ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gAUNbI-dSVI

 2,154
สังคม-อาชญากรรม
29 ส.ค. 62

จับตา ศาลฎีกาพิพากษา คดีชาวเมียนมา ฆ่าโหด 2 นทท.อังกฤษบนเกาะเต่า

มีรายงานว่าในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ น.ส. ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ อายุ 23 ปี และ นายเดวิด มิลเลอร์ อายุ 24 ปี ที่บริเวณแหลม จปร. หาดทรายรี หมู่ที่ 1 ต.เกาะเต่า อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557   โดยตัวนายซอลิน หรือ โซเรน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 1 และ นายเวพิว หรือ วิน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 2 ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางบางขวาง จึงถูกเบิกตัวไปฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรี และทางสำนักงานศาลยุติธรรมจะจัดให้มีล่ามเเปลเป็นภาษาเมียนมาผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์จากชั้น 6 อาคารศาลอาญา ให้จำเลยที่ศาลจังหวัดนนทบุรีได้ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา   สำหรับการอ่านคำพิพากษาดังกล่าว ทางศาลจังหวัดเกาะสมุยได้อ่านให้จำเลยฟังที่ศาลจังหวัดนนทบุรีไม่ได้เบิกตัวมาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย เนื่องจากจำเลยถูกขังที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงสูง และจำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุด   ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2558 ศาลจังหวัดเกาะสมุยอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้ง 2 มีความผิดตามฟ้องให้ลงโทษด้วยการประหารชีวิต จำเลยอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 ศาลจังหวัดเกาะสมุย อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MqiC5z55RTs

 1,809
สังคม-อาชญากรรม
27 ส.ค. 62

ฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คงโทษจำคุก 20 ปี คดีชาวดัทช์ฟอกเงินค้ากัญชา

ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้คงโทษจำคุก ชายชาวเนเธอร์แลนด์ ร่วมกันฟอกเงินที่มาจากการขายกัญชา 300 ล้านบาท และคงโทษจำคุกภรรยาชาวไทย 7 ปี 4 เดือน    วันที่ 27 ส.ค. ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ คุมตัว นายโจฮันเนส เพทรุส มาเรีย ฟานลาร์ โฮเวน(Johannes Petrus Maria van laarhoven) อายุ 59 ปี ชาวเนเธอร์แลนด์ และนางมิ่งขวัญ ฟาน ลาร์โฮเวน หรือนางมิ่งขวัญ แก่นอินทร์ อายุ 37 ปี ภรรยาชาวไทย มาฟังคำพิพากษาฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3 เป็นโจทก์ฟ้อง ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งได้มาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกัญชา 300 ล้านบาท   โดยเจ้าหน้าที่บุกจับกุมทั้งสองได้ที่บ้านพักบนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ในสนามกอล์ฟฟีนิกซ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อปี 2557 ตรวจยึดทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ได้จากการฟอกเงินมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท    คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกนายโจฮันเนส 103 ปี ส่วนนางมิ่งขวัญจำคุก 18 ปี ลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งสอง 68 ปี 8 เดือน และ 12 ปี ตามลำดับ   ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เหลือจำคุกนายโจฮันเนส 75 ปี นางมิ่งขวัญ 11 ปี ลดโทษ 1ใน 3 เหลือจำคุก จำเลยทั้งสอง 50 ปี และ 7 ปี 4 เดือน อย่างไรก็ตามความผิด ฐานฟอกเงินจำคุก ได้ไม่เกิน 20 ปี คงจำคุกนายโจฮันเนสไว้ 20 ปี    ซึ่งศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประเด็นที่จำเลยฎีกาว่า อัยการสูงสุดไม่มีอำนาจในการสอบสวนคดี หรือแต่งตั้งคณะหรือบุคคลใดมาทำการสอบสวนนั้น ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว    ขณะที่ประเด็นกระทงความผิดของจำเลยทั้ง 2 นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้มีการโอนเงินจากสถาบันการเงินในยุโรป สู่สถาบันการเงินในประเทศไทยจำนวน 15 ครั้ง ถือเป็นการเปลี่ยนสภาพของเงิน ที่ได้จากการกระทำความผิด ทั้งสิ้น 15 กระทง แม้ว่าภายหลังจำเลยมีการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร เพื่อไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์เพื่อปกปิดที่มาของเงินที่กระทำความผิด จำนวน 28 ครั้ง แต่ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเจตนาเดียวกันกับการโอนเงิน 15 ครั้งแรก    ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 มีความผิด 15 กระทง คงโทษจำคุก 20 ปี และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วม 6 กระทง คงโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน

 1,143
สังคม-อาชญากรรม
01 ส.ค. 62

จำคุกตลอดชีวิต 2 มืออุ้มฆ่าสาวทอม - คุก 15 ปี อดีต ตร.บงการ ยกฟ้องสาวคนสนิท

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน นัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีที่พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พันตำรวจเอกอำนวย พงษ์สวัสดิ์ อดีตผู้กำกับ สภ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี กับพวก   จำเลยในฐาน ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตราย ต่อชีวิต ร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องจำยอมต่อสิ่งนั้น หน่วงเหนี่ยวกักขัง และฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน   จากคดีอุ้มฆ่าสาวทอม น.ส.สุภัคสรณ์ หรือ หญิง พลไธสง อายุ 28 ปี จากอพาร์ตเมนต์ ซอยเพชรเกษม 114 พื้นที่ สน.หนองค้างพลู ไปฆ่าฝังดินที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2559   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดพบแล้วศพสาวทอมเหยื่อแก๊งตร. ถูกอุ้มฆ่าฝังดินกลางรีสอร์ทร้างกาญจนบุรี  ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ส่งศพสาวทอมถูกอุ้มฆ่าชันสูตร ผงะ แม่ตาแข็งตะโกนลั่น "ใครฆ่ากู ฆ่ากูทำไม" เชื่อเป็นวิญญาณลูกสาว       โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ มีความสอดคล้องต้องกัน คำกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ว่าถูกข่มขู่และนำชี้ที่เกิดเหตุตามคำสั่งของตำรวจนั้น เลื่อนลอยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ จึงพิพากษาว่ามีความผิดตามฟ้อง   ส่วนพันตำรวจเอกอำนวย พงษ์สวัสดิ์ อดีตผู้กำกับ สภ.บ้านโป่ง จำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 5 นั้น จากการนำสืบเชื่อได้ว่ามีเจตนาเพื่อสั่งสอนผู้ตายให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ที่ตนเองมีความสัมพันธ์เท่านั้น จึงพิพากษาให้มีความผิดฐานใช้ จ้างวาน กระทำการหน่วงเหนี่ยว กักขัง ข่มขืนใจ และทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย   ส่วนจำเลยที่ 3 พยานโจทก์มีเพียงการใช้โทรศัพท์ติดต่อกับพันตำรวจเอกอำนวย และยังพบข้อความผ่านแอพลิเคชั่นไลน์ ในเชิงหึงหวง ผู้ตายจึงเชื่อว่ายังมีความรักความห่วงใยกับผู้ตายอยู่พิพากษายกฟ้อง   รวมแล้วศาลพิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ประหารชีวิต / ส่วนจำเลยที่ 4 จำคุก 15 ปี และจำเลยที่ 5 จำนวน 15 ปี / แต่จำเลยที่ 1,2 และที่ 5 ได้รับสารภาพในชั้นสอบสวน จึงลดโทษให้เหลือ 1 ใน 3 โดยสั่งจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 และ 2 ส่วนจำเลยที่ 5 จำคุก 10 ปี ทั้งนี้ศาลยังให้จำเลยทั้งหมดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน 2,790,000 บาทแก่พ่อแม่ผู้ตาย   ด้านพ่อและแม่ของผู้เสียชีวิต ระบุว่า พอใจกับคำพิพากษาส่วนหนึ่ง แต่ก็อย่กจะเรียกร้องให้มีการเพิ่มโทษ ผู้กระทำความผิดถึงขั้นประหารชีวิต ในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NkVstsxGj5M

 1,314
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 62

ศาลสั่งจำคุก 'บังนัด' ลวง ด.ญ.วัย 12 ปี ข่มขืนในตึกร้าง สารภาพเหลือโทษ คุก 10 ปี 8 เดือน

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว นายสำรวย จิตรชื้น หรือ บังนัด จำเลยในคดีลวงเด็กหญิงวัย 12 ปีกระทำชำเราในตึกร้าง จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้อง จำเลยในความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร   โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานเเล้วโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มารดาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.หัวหมาก ให้ดำเนินคดีกับจำเลย ซึ่งพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราในตึกร้างย่านรามคำแหง พนักงานสอบสวน จึงพาผู้เสียหาย ไปตรวจร่างกาย ที่รพ.ตำรวจ ผลชันสูตรพบว่าภายในช่องคลอดพบบาดแผลฟกช้ำ มีรอยฉีกขาด   จากนั้นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เดินไปทางตรวจสอบที่เกิดเหตุและรวบรวมเชื่อได้ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ต่อมาวันที่ 17 ก.พ. 61 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมจำเลยได้ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ และกระทำชำเราเด็กไม่เกิน 13 ปี ในชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และมีการนำตัวจำเลยไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยาน เบิกความว่า   ขณะพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักจำเลยได้มาชักชวนผู้เสียหายกับน้อง ลงไปซื้อขนม จากนั้นจำเลยได้ให้น้องสาวผู้เสียหายกลับขึ้นไปยังห้องพักและ พาผู้เสียหายซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ไปยังอาคารร้าง ซึ่งอยู่ตรงข้าม รพ.รามคำแหง ก่อนที่จะลงมือกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอม เห็นว่าผู้เสียหายเป็นเด็กและเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าอับอาย หากเหตุการณ์ไม่เป็นความจริงคงไม่นำมาบอกเล่าแก่มารดา เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความจริงไม่ปรากฎข้อพิรุธสงสัย   อีกทั้งผลชันสูตรจากรพ.ตำรวจ ที่ระบุว่า พบว่าภายในช่องคลอดของผู้เสียหายพบบาดแผลฟกช้ำ มีรอยฉีกขาด และหลังเกิดขึ้น ผู้เสียหาย ได้เล่าให้มารดาฟังและได้เดินทางมาแจ้งความทันที จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าผู้เสียหายจะกลั่นแกล้งจำเลย คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง   ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดข้อหาพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ และ กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี,   ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานพรากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ จำคุกปี 8 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 13 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 21 ปี 4 เดือน   จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี 8 เดือน โดนไม่พบว่ามีญาติ หรือ ทนายความฝั่งจำเลย เดินทางมาฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MyGIt7nMLoE

 1,722
ข่าวภูมิภาค
03 ก.ค. 62

'พีท พ่อค้าหวยลวงโลก' ถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี 15 วัน ก่อนได้ประกันตัว ยังขายหวยต่อไป

สมุทรสาคร-จากคดีดัง กรณีนายธนวรรธน์ คำแหงพล หรือ พีท พ่อค้าขายลอตเตอรี่ผู้ซื่อสัตย์ เก็บหวยรางวัลที่ 1 มูลค่า 90 ล้านบาท ไว้ให้ลูกค้าที่ถูกในงวดวันที่ 1 กันยายน 2561 จนกลายเป็นที่โด่งดังภายในชั่วข้ามคืน กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ และเป็นที่มาของฉายา พีท แผงแตก   แต่อีกไม่กี่วันต่อมาเรื่องหวย 90 ล้านกับความซื่อสัตย์กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ จากฉายาพีท แผงแตก กลายเป็น พีท ลวงโลก เพราะหวยดังกล่าวไม่มีจริงและไม่มีคนถูกรางวัลจากแผงนายพีทจริง ตามที่เป็นข่าวโด่งดังเมื่อปีที่แล้วและระยะเวลาผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้วนั้น   ล่าสุดศาลจังหวัดสมุทรสาครได้ตัดสินว่า นายธนวรรธน์ มีความผิดใน 3 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ใช้เอกสารปลอม 2.ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ 3.ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชนนั้นศาลยกฟ้อง   ทำให้ถูกโทษจำคุกรวม 2 ปี 15 วันนั้น ก็ได้มีการยื่นขอประกันตัวโดยทางครอบครัวเตรียมหลักทรัพย์ไว้ 300,000 – 400,000 บาท ตามที่ศาลพิจารณาเห็นสมควร ส่วนเรื่องของการอุทธรณ์ก็จะต้องหารือร่วมกับทางนายธนวรรธน์และครอบครัวว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป   ด้านนายพีท ได้กล่าวหลังศาลอนุมัติให้ประกันตัวว่า ขอบคุณที่ศาลท่านได้ให้ความเมตตา อนุมัติให้ประกันตัวออกมาใช้ชีวิตตามปกติและเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อไป โดยตนเองนั้นเคารพในคำตัดสินของศาลทุกประการที่สั่งจำคุกใน 3 ข้อหา เป็นเวลา 2 ปี 15 วัน ซึ่งหลังจากนี้ในเรื่องของการอุทธรณ์นั้น ก็จะต้องขอปรึกษาหารือกับทางทนายความก่อน ตนเองยังไม่สามารถที่จะกล่าวอะไรไปได้มากกว่านี้   สำหรับคดีของตนนั้น ได้ผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้ว ซึ่งบทเรียนจาก 1 ปีที่ผ่านมานี้ ก็ทำให้ตนได้เรียนรู้ถึงการดำรงตัว การระมัดระวังการใช้ชีวิต ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องรู้จักระวังให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นก็อาจจะผิดพลาดได้อย่างที่ผ่านมา ส่วนชีวิตหลังจากนี้แล้วตนเองก็จะยังคงขายลอตเตอรี่ต่อไป เพราะเป็นอาชีพหลักของตน แต่สิ่งที่อยากจะทำเป็นอย่างแรกหลังจากฟังคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วคือ การทำบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทาน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yL6h0cHgRvk

 841
สังคม-อาชญากรรม
28 ก.พ. 62

ศาลอนุญาตปล่อยตัว 'ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์' ชั่วคราว ตีราคาประกัน 9 เเสน-ห้ามออกนอกประเทศ

ศาลพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์คดีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์เเล้ว อนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยตีราคาประกัน 9 เเสนบาทโดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ   เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานายยงยุทธ วิชัยดิษฐ พร้อมทนายความ เดินทางมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง เพื่อรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามมาตรา 157 เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณีที่ดินธรณีสงฆ์สนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา แต่จำเลยได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ โดยเมื่อช่วงเช้านายยงยุทธได้หลบสื่อมวลชนเดินทางขึ้นไปยังห้องพิจารณาชั้น 7 ของศาลในทันที ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด    ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยในฐานะรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นได้มีการออกคำสั่งเพิกถอนมติอธิบดีกรมที่ดิน ที่ออกคำสั่งว่าที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นที่ดินธรณีสงฆ์ ซึ่งเป็นการกระทำโดยมิชอบ โดยทุจริต จำเลยไม่ได้นำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกามาพิจารณา ทั้งที่เป็นหลักสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความสวบเรียบร้อย แต่จำเลยมีเจตนาที่จะออกคำสั่งโดยใช้ความเห็นของตนเอง ที่ได้มาจากคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาเอง   นอกจากนี้ยังพบว่า ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นที่ดินที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้ซื้อต่อจาก นายเสนาะ เทียนทอง และหลังดำเนินการเดินเรื่องซื้อขายจนแล้วเสร็จ นายยงยุทธก็ได้รับตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย และดำรงตำแหน่งทางการเมืองดีๆ มาโดยตลอด จึงถือว่าเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ศาลอุทธณณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา   ภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วนายยงยุทธซึ่งวันนี้สวมสูทสีเทา ก็มีสีหน้าเรียบเฉย โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้นำตัวไปยังห้องควบคุมไว้ระหว่างรอจำเลยยื่นประกันตัวเพื่อขอสู้คดีในชั้นฎีกา และมีรายงานจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่มาร่วมฟังการพิจารณาว่า หลังจากนี้ก็จะนำคำพิพากษาไปเพื่อประชุมปรึกษาหารือกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เเต่เบื้องต้น ป.ป.ช. ไม่น่าจะยื่นฎีกาต่อ เนื่องจากคดีนี้ศาลมีคำพิพากษายืนสองศาล และเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง      เมื่อเวลา 11.00 น. นายยงยุทธ จำเลยได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 9 เเสนบาทเพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา   ต่อมาเวลา 13.00 น.ศาลพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เเล้วอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยตีราคาประกัน 9 เเสนบาทโดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นได้รับอนุญาตจากศาล 

 3,236
สังคม-อาชญากรรม
11 พ.ค. 61

'พี่สาวเปรี้ยว' สะดุ้ง! ฟ้าผ่าสนั่นหลังฟังคำพิพากษา ญาติเชื่อ 'แอ๋ม' ไม่พอใจแก๊งเปรี้ยวรอดโทษประหาร

ขอนแก่น-หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีสังหารโหด น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม โดยตัดสินจำคุกตลอดชีวิต น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยวและน.ส.กวิตา ราชดา หรือเอิน แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงพิจารณาลดโทษเหลือ 1 ใน 3 ให้จำคุกรวม 34 ปี 6 เดือน   ส่วนนายวศิน นามพรม โดนจำคุก 23 ปี 4 เดือน 22 วัน ขณะที่น.ส.อภิวันท์ สัตยบัณฑิต หรือแจ้ โดนจำคุก 33 ปี 9 เดือน และน.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ หรือเบนซ์ ข้อหารับของโจร ถูกจำคุก 2 ปี ลดโทษเหลือ 1 ปี ไม่รอลงอาญา   พร้อมให้ผู้ต้องหาทั้ง 5 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ให้กับครอบครัวผู้ตาย   ซึ่งหลังจากมีคำพิพากษาปรากฎว่า เกิดฟ้าผ่าและฟ้าร้องเสียงดังสนั่นหลายครั้งก่อนเกิดมีพายุฝนและลมกระโชกแรงพัดถล่มตัวเมืองขอนแก่นอย่าหนัก ทำให้พี่สาวของเปรี้ยวและทุกคนที่อยู่ตรงนั้น รวมทั้งสื่อมวลชนแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง โดยคนในครอบครัวน้องแอ๋มบอกว่า เป็นเพราะน้องแอ๋มไม่พอใจในคำสั่งศาล จึงดลบันดาลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มเมืองขอนแก่นนานนับชั่วโมง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uwvLGJeo1No    

 5,563
สังคม-อาชญากรรม
10 พ.ค. 61

ครอบครัว 'เปรี้ยว' ทำใจยอมรับศาลตัดสินคดีฆ่าหั่นศพ 'แอ๋ม' พี่สาวเผยแก๊งเปรี้ยวสำนึกผิดแล้ว ขอชดใช้กรรม

จากคดีสะเทือนขวัญ ฆ่าหั่นศพ น.ส.แอ๋ม-วริศรา กลิ่นจุ้ย เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2560 ซึ่งผู้ก่อเหตุ 5คน คือ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว พร้อมเพื่อนประกอบด้วย นายวศิน นามพรหม, น.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ หรือเบนซ์, น.ส.กวิตา หรือเอิร์น และน.ส.อภิวันทน์ สัตยบัณฑิต หรือแจ้ ร่วมกันฆ่าหั่นศพในพื้นที่ บ.โนนสว่าง หมู่ 9 ต.คำม่วง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น   ซึ่งคดีนี้ ศาลจังหวัดขอนแก่นจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 10 พ.ค.2561 ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง คุณประภาศิริ สมศรี พี่สาวของเปรี้ยว กล่าวว่าตอนนี้ทางครอบคนัวทำใจไว้แล้ว กับผลคำพิพากษา ซึ่งไม่ได้คาดหวังว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ก็พร้อมยอมรับ แต่เป็นห่วงความรู้สึกของแม่ที่จะเข้าไปฟังคำพิพากษาด้วย เพราะไม่ว่าลูกจะเป็นยังไง แม่ก็รักและห่วงลูกเสมอ   ส่วนตัวเปรี้ยวนั้น ทำใจได้แล้วสำนึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ ที่ผ่านมาน้องได้ให้การชี้แจงทุกอย่างหมดแล้ว หากผลจะออกมาเป็นเช่นไรเปรี้ยวก็พร้อมยอมรับชดใช้กรรม ส่วนความเห็นเรื่องที่ฝั่งผู้เสียชีวิต ต้องการให้ประหารชีวิตนั้น ตนไม่ขอออกความเห็น   ทางด้านนายนพดล สีดาทัน ทนายความของครอบครัวของแอ๋ม ผู้เสียชีวิตยืนยันว่า วันนี้ทั้งครอบครัวของแอ๋มจะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาซึ่งวันนี้เป็นการพิพากษาชั้นต้น หากชั้นนี้ทางครอบครัวน้องแอ๋มไม่พอใจก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JGz-z8cCbDE  

 32,178
สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ค. 61

'แม่เอ็กซ์ จักรกฤษณ์' อโหสิกรรม 'หมอนิ่ม' ทนายยันสู้ถึงฎีกา หลังศาลอุทธรณ์เลื่อนอ่านพิพากษา คดีจ้างวานฆ่าสามี

ศาลจังหวัดมีนบุรีเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีหมอนิ่มกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันจ้างวานและฆ่า 'เอ็กซ์ จักรกฤษณ์' อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติ เหตุคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ เป็นวันที่ 21 มิถุนายน แต่จำเลยขอเลื่อนเป็น 26 มิถุนายน   ช่วงเช้าของวันที่ 8 มิ.ย.2561 ศาลจังหวัดมีนบุรี นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีจ้างวานฆ่าเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักยิงปืนทีมชาติ ซึ่งผู้ต้องหาในคดีนี้คือ นายจีรศักดิ์ หรือจี กลิ่นคล้าย อายุ 47 ปี ทำหน้าที่เป็นมือปืน นางสุรางค์ ดวงจินดา อายุ 76 ปี พญ.นิธิวดี หรือ หมอนิ่ม ภู่เจริญยศ อายุ 42 ปี นายสันติ หรืออิ๊ด ทองเสม อายุ 32 ปี ทนายความคนสนิทหมอนิ่ม และนายธวัชชัย หรืออ้น เพชรโชติ อายุ 35 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในวันก่อเหตุ เป็นจำเลย 1-5 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และจ้างวานฆ่าผู้อื่น   โดยภายหลังจากที่ผู้ต้องหาเดินทางมาครบและถึงกำหนดอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ได้มีการสั่งเลื่อนการอ่านคำพิพากษา ออกไปเป็นวันที่ 21 มิถุนายน เนื่องจากยังเรียงคำพิพากษาไม่แล้วเสร็จ แต่จำเลยขอเลื่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 26 มิถุนายน เพราะไม่สะดวกตามนัด โดยในวันนี้หมอนิ่มพร้อมมารดา และผู้ถูกคุมขังอีก 2 คน ได้เดินทางมารอฟังคำพิพากษา ส่วนตัวทนายอี๊ด มีการติดต่อแจ้งขอเลื่อนการเข้าฟังคำพิพากษาก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีเหตุรถเสียอยู่ที่ภาคใต้   ภายหลังที่ศาลอ่านคำเลื่อนอ่านพิพากษ ของศาลอุทธรณ์ ทนายของหมอนิ่ม ระบุว่าคดีนี้ส่วนตัวมองว่าต้องสู้คดีกันจนถึงศาลฎีกา อยู่แล้วไม่ว่าผลคำพิพากษาจะออกมาเป็น บวกหรือลบ กับฝั่งหมอนิ่ม ซึ่งตนได้เตรียมเพิ่มหลักทรัพย์ไว้แล้ว ขณะที่สภาพจิตใจของหมอนิ่มนั้น ต้องยอมรับว่าใครที่มีคดีลักษณะนี้ ก็ต้องมีความเครียด และกังวล แต่หมอนิ่มก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองในการดูแลครอบครัว และลูก ทั้งนี้สำหรับพยานหลักฐานนั้น คงไม่มีการส่งเพิ่มแล้ว แต่ก็ยืนยันว่าจะสู้คดีจนถึงที่สุด   ด้านนางบุญคิด พณิชย์ผาติกรรม มารดาของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ระบุว่า ส่วนตัวอโหสิกรรมให้หมอนิ่มไปหมดแล้ว และยังรู้สึกสงสารหมอนิ่มมาก ส่วนเรื่องทางคดีก็ปล่อยให้เป็นตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องการเลี้ยงดูหลานทราบว่าครอบครัวของหมอนิ่มเป็นคนดูแลทั้งหมด ซึ่งส่วนตัวมองว่าอีกฝ่ายมีความพร้อมในการดูแลหลานทั้งสองได้อย่างดี ทั้งการส่งเรียนหนังสือหลักสูตรอินเตอร์ รวมทั้งจ้างโปรดิวเซอร์ด้านเพลงดังมาสอนเปียโน และร้องเพลง ยอมรับว่าเลี้ยงดูได้ดีกว่าทางตนที่ชราและมีปัญหาด้านสุขภาพ   ส่วนเรื่องการแบ่งทรัพย์สินมรดก อยู่ระหว่างการรวบรวมทรัพย์สินก่อนจะมีการแบ่งอีกครั้งต่อไป ทั้งนี้นางบุญคิด ยังระบุว่า ส่วนตัวคิดถึงหลานทั้ง2 คน เพราะได้เจอกันเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี   สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2556  โดยจำเลยที่ 2- 4 ร่วมกันจ้างวานให้ จำเลย 1 กับพวกที่หลบหนี ใช้อาวุธปืนยี่ห้อลูเกอร์ รุ่นโตโกเรฟ ขนาด 7.62 มม. สังหารนายจักกฤษณ์ หรือเอ็กซ์ พณิชย์ผาติกรรม อายุ 41 ปี อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติ เหตุเกิดบริเวณหน้าวัดบางเพ็งใต้ ถนนสุขาภิบาล 3 ซึ่งคดีนี้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ศาลชั้นต้น จังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาประหารชีวิต แพทย์หญิงนิธิวดี หรือ หมอนิ่ม และนายสันติ หรือทนายอี๊ด   ส่วนนายจีรศักดิ์ และนายธวัชชัย มือปืนและผู้ที่ทำหน้าที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ส่วนนางสุรางค์ มารดาหมอนิ่ม พิพากษาให้ยกฟ้อง ก่อนที่ในเวลาต่อมาศาลอุทธรณ์ จะมีคำสั่งให้หมอนิ่มและทนายอี๊ดประกันตัว โดยตีราคาประกันคนละ 1 ล้านบาท โดยสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศก่อนจะได้รับอนุญาต   ขณะที่ในส่วนแม่ของหมอนิ่ม มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานเบิกความขัดแย้งกันและเชื่อว่ารับผิดแทนลูก ขณะที่จำเลยอีก 2 รายคือมือปืนและคนขี่รถจักรยานยนต์ถูกคุมขังที่เรือนจำคลองเปรม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZBCYS74ITMw    

 6,886
สังคม-อาชญากรรม
02 พ.ค. 61

ศาลตัดสินประหาร 6 ผู้ก่อความไม่สงบจากเหตุระเบิด 6 คดีในปี 59 - ที่เหลืออีก 4 จำคุก 39 ปีและตลอดชีวิต

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 พ.ค. บริเวณหน้าร้านศรีปุตรีข้างมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมกันแถลงข่าว กรณีศาลจังหวัดปัตตานีได้มีคำสั่งพิพากษาลงโทษ 10 ผู้ต้องหาคดีระเบิดเมืองปัตตานี ประกอบด้วย ประหารชีวิต 6 ราย จำคุกตลอดชีวิต 3 ราย และจำคุก 39 ปี 12 เดือน 1 รายโดยมีรายละเอียดดังนี้   ตามที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมะซัน หรือฮากิบ สาและ กับพวกรวม 10 คนในความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร ก่อให้เกิดระเบิด ความผิดต่อชีวิตทำให้เสียทรัพย์ ความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน จากคดีเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดร้านก๋วยเตี๋ยวเบิ้มนครปฐม หน้าตลาดโต้รุ่ง เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 59, ระเบิดร้าน JP เฟอร์นิเจอร์ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 59, ระเบิดเรือประมง 2 ลำ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.59, ระเบิดหน้าร้านศรีปุตรีข้างมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 3 ก.ค.59 และขยายผลตรวจยึดอาวุธปืนพกและอุปกรณ์ประกอบระเบิดหลายรายการ รวม 6 คดี โดยทั้งหมดเหตุเกิดในพื้นที่เทศบาลเมืองปัตตานีในห้วงเดือน มิถุนายน – ธันวาคม 2559    ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 ศาลจังหวัดปัตตานี ได้มีคำสั่งพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 10 คน ดังนี้   ประหารชีวิต 6 คน ประกอบด้วย นายอิบรอเฮง ยูโซ๊ะ, นายอัมรีย์ ลือเย๊าะ, นายสันติ จันทรกุล นายอายุบ เปาะลี, นายอิสมาแอ ตุยง และนายนิรอนิง นิเดร์   จำคุกตลอดชีวิต 3 คน ประกอบด้วย นายมะซัน สาและ, นายอับดุลเลาะ หะยีอูมาร์ และนายรูสรัน แวหะยี ทั้งนี้เนื่องจากจำเลยทั้ง 3 คน ให้การที่เป็นประโยชน์แก่การพิพากษาคดี ศาลจึงลดโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต    และจำคุก 39 ปี 12 เดือน 1 คน คือ นายฮามิด เจะมะ   โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้ากล่าวอีกว่า กลุ่มที่ก่อเหตุสร้างสถานการณ์จนเป็นเหตุให้ประชาชนต้องเสียชีวิตนั้น ผู้กระทำย่อมต้องได้รับผลกรรมที่ตามมา และจากพฤติกรรมที่ปรากฏของจำเลยทั้ง 10 คน ที่ได้ร่วมกันก่อเหตุถึง 6 คดี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ได้รับบาดเจ็บกว่า 20 ราย และทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยในห้วงที่ผ่านมาส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ครอบครัวของผู้สูญเสียดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้ที่กระทำความผิด ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยได้รับการดูแลจากกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังของการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงแต่อย่างใด โดยทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเท่านั้น จึงขอให้ช่วยกันดูแลบุตรหลานหรือบุคคลในครอบครัวอย่างใกล้ชิด สำหรับผลคำพิพากษาตัดสินคดีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ซึ่งได้พิจารณาตามพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานแวดล้อม ที่ทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยทั้ง 10 คน ได้ร่วมกันกระทำความผิดจริง จึงมีคำสั่งพิพากษาลงโทษดังกล่าว อย่างไรก็ตามจำเลยทั้ง 10 คนยังมีสิทธิในการยื่นขออุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดไว้

 3,935
สังคม-อาชญากรรม
15 มี.ค. 61

ศาลฎีกาสั่ง รพ.บำรุงราษฎร์ จ่าย 1 ล้าน ชดใช้ภรรยา 'วอลเตอร์ ลี' ฝากครรภ์แล้วลูกพิการหลังคลอด

ศาลจังหวัดพระโขนง อ่านคำพิพากษาฎีกาคดีครอบครัวนายวอลเตอร์ ลี เชฟชื่อดัง ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หลัง ด.ช.ซาย เค่อ ลี หรือน้องซาย ที่พิการแขน-ขาหลังคลอด โดยศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาอุทธรณ์ให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท   ศาลจังหวัดพระโขนง นัดครอบครัวนายวอลเตอร์ ลี สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด นายแพทย์เดชะพงษ์ ภู่เจริญ แพทย์สูตินารีเวช และแพทย์หญิงอรชาติ อุดมพาณิชย์ แพทย์รังสีวิทยา จำเลย 1 ถึง 3 เนื่องจากกระทำการประมาท เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 ที่นางประภาพร ภรรยาของนายวอลเตอร์ ลี เข้าฝากครรภ์แพทย์อัลตร้าซาวด์ว่าบุตรสมบูรณ์แข็งแรง แต่เมื่อคลอดออกมามีความพิการแขนขา   โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท พร้อมดอกเยี้ยอัตราร้อยละ 7.5 จากการขาดรายได้ ค่าจ้างเลี้ยงดูบุตร ค่าอุปกรณ์พยุงตัวยืนได้ ที่ต้องเป็นไปตามวัย โดยศาลพิเคราะห์เห็นว่า บันทึกเวชระเบียนตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 จนกระทั่งคลอดบุตร ไม่ปรากฎว่ามีการระบุให้โจทก์กลับมาอัลตร้าซาวด์อีกครั้ง รวมทั้งไม่ระบุถึงความพิการของทารกในครรภ์ ทั้งที่ควรตรวจถึงความพิการของทารกให้ละเอียด เพื่อแจ้งให้โจทย์ตัดสินใจว่าจะรักษาอย่างไร จึงเป็นความผิดฐานประมาทเลินเล่อ ละเว้นหน้าที่ต้องระวัง อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์   ขณะที่หากมีการตรวจความพิการ การยุติครรภ์ในกรณีที่ไม่ขัดศีลธรรม สามารถทำได้ตามมติของแพทยสภา ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วย ซึ่งคำพิพากษาทำให้ครอบครัวดีใจ ที่ได้รับการเยียวยารักษา และไม่อยากให้เคสแบบนี้เกิดขึ้นอีก   ด้านเชฟวอเตอร์ ลี ได้เปิดใจว่า ไม่อยากให้มองที่จำนวนเงิน เพราะสิ่งที่ได้ตลอด 11 ปี คือการแชร์ประสบการณ์ของครอบครัวในการดูแลน้องซาย ลูกชายที่พิการ รวมทั้งคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ให้ตระเหนักกับการอัลตร้าซาวด์ และให้วงการแพทย์มีมาตรฐานในการรักษา พร้อมเคารพการตัดสินของศาล เผยเวลา 30% ของชีวิตได้อุทิศให้กับตั้งมูลนิธิซายมูฟเม้นท์ เพื่อแก้ปัญหาความพิการในการเคลื่อนไหวของเด็ก   ซึ่งขณะนี้น้องซาย ปัจจุบันอายุ 12 ปี มีนิสัยชอบเล่น ชอบกิน ชอบเที่ยว ร่าเริงเหมือนเด็กทั่วไป และกำลังตั้งใจฝึกว่ายน้ำ เพราะมีความรู้สึกอิสระ และมีความฝันอยากไปแข่งว่ายน้ำกีฬาพาราลิมปิกที่ประเทศญี่ปุ่น ปี 2020   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Ne-W5uA2JWg  

 11,057
การเมือง
22 ก.พ. 61

ศาลฎีกายืนจำคุก 84 พันธมิตร-นักรบศรีวิชัย บุกยึดช่อง nbt ปี 51

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) การ์ดกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มนักรบศรีวิชัย รวม 84 คน ชุมนุม ปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ NBT ปี 2551   โดยให้จำคุกนายธเนศร์ คำชุม จำเลยที่ 1 นายเมธี อู่ทอง จำเลยที่ 24 คนละ 8 เดือน ,จำเลยที่ 2-23, 25-29 , 31-41 , 43– 46 , 48 – 80 ,82 จำคุกคนละ 6 เดือน และเมื่อรวมโทษปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นายชนินทร์ อินทร์พรหม จำเลยที่ 2 ,นายจรัส วีระพันธ์ จำเลยที่ 39 กับนายธนพล แก้วเชิด ที่ 80 จึงเป็นจำคุกคนละ 6 เดือนและปรับ 500 บาท ส่วนนายอัมรินทร์ ยี่เฮง จำเลยที่ 48 ให้บวกโทษคดีอื่นกับคดีนี้ เป็นจำคุก9เดือน และนายประดิษฐ์ คงช่วย จำเลยที่ 70 เช่นกันให้จำคุกทั้งสิ้น8เดือน   สำหรับจำเลยที่ 30 ,47,81 จำคุกคนละ 4 เดือน และจำเลยที่ 83-85 จำคุกคนละ 3 เดือน ขณะกระทำผิดทั้ง6คน เป็นเยาวชน จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ ส่วนความผิดฐานซ่องโจรนั้นให้ยกฟ้อง   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฟังคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งหมดจะถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวเข้าเรือนจำทันทีในวันนี้ โดยให้ออกหมายจับจำเลย5คน ที่ไม่มาฟังคำพิพากษาในวันนี้ เพื่อให้มารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yBvugdziTgI    

 14,658
ต่างประเทศ
20 ก.พ. 61

ศาลปากีฯ ตัดสินประหารชีวิตคนร้ายฆ่าข่มขืนด.ญ.7ขวบ พบdnaโยงคดีฆาตกรรมเด็กอีก7คน

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวผู้ต้องหาคดีข่มขืนและฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 7 ปี ถูกศาลของปากีสถานพิพากษาประหารชีวิต หลังเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ได้นำมาสู่การลุกฮือประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน     อิมราน อาลี วัย 24 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว หลังพบศพของเด็กหญิงถูกทิ้งในถังขยะ 4 วันหลังจากถูกลักพาตัวออกไปจากบ้านของป้าในเดือนมกราคม ซึ่งความโชคร้ายที่เด็กได้รับทำให้ช็อกจนเสียชีวิต ขณะที่หลักฐานจากกล้องจรปิดจับสามารถบันทึกภาพในวันเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ผลดีเอ็นเอของเขายังมีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมเด็กหญิงอีก 7 คน       ภายหลังศาลต่อต้านการก่อการร้ายของปากีสถานได้ตัดสินโทษประหารชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พ่อแม่ของเหยื่อก็ได้ออกมาแสดงความต้องการว่า คนร้ายสมควรจะถูกลงโทษด้วยการแขวนคอและปาหินต่อหน้าสาธารณชนจึงจะสาสมกับความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับลูกสาว ด้านอัยการได้ออกมาระบุว่า ผู้ต้องหายืนยันจะต่อสู้คดีในชั้นต่อไป       สำหรับคดีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงในสังคมว่าจะต้องสอนเด็กอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และยังจุดประกายความโกรธแค้นของประชาชนออกมาโจมตีรัฐบาลที่นิ่งเฉย โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเข้าโจมตีสถานที่ราชการ จนปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก     ทั้งนี้ข้อมูลจาก Sahil องค์กรด้านคุ้มครองสิทธิเด็กเปิดเผยว่า ในแต่ละวันมีคดีเด็กถูกทารุณกรรมเกิดขึ้นมากเกือบ 10 คดี              

 8,938

Top